นายพลมิน อ่อง ไหล ผู้นำรัฐประหารเมียนมาร์ กลายเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ
เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 รัฐสภาเมียนมาร์ที่เพิ่งเลือกตั้งใหม่ ได้โหวตเลือก นายพลมิน อ่อง ไหลง (Min Aung Hlaing) หัวหน้าคณะรัฐประหารปี 2021 ให้ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดี ของประเทศอย่างเป็นทางการ
เขา "ชนะ" การโหวตด้วยคะแนนท่วมท้น 429 จาก 584 เสียง (ประมาณ 73%) ในรัฐสภาที่ถูกควบคุมโดยพรรคที่สนับสนุนกองทัพแทบทั้งหมด
จากผู้บัญชาการทหารสู่ “ประธานาธิบดีพลเรือน”
ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน นายพลมิน อ่อง ไหลง ได้ลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพื่อให้สามารถรับตำแหน่งประธานาธิบดีได้ เขายังจัดขบวนพาเหรดทหารครั้งสุดท้ายก่อนเปลี่ยนบทบาท
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เขาปกครองประเทศด้วยอำนาจเผด็จการทหารมานานกว่า 5 ปีเต็ม นับตั้งแต่รัฐประหารเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนของ อองซานซูจี
เลือกตั้ง “หลอกลวง” ที่จุดชนวนสงครามกลางเมือง
การเลือกตั้งปลายปี 2568 - ต้น 2569 ที่ผ่านมา ถูกนานาชาติและฝ่ายค้านวิจารณ์อย่างหนักว่าเป็น “การเลือกตั้งหลอกลวง” (sham election) เพราะ:
- พรรคฝ่ายค้านหลัก โดยเฉพาะพรรคของอองซานซูจี ถูกห้ามลงสมัคร
- พื้นที่หลายส่วนของประเทศไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ เนื่องจากสงครามกลางเมือง
- พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและพัฒนา (USDP) ซึ่งสนับสนุนกองทัพ ชนะขาดลอย
รัฐสภาที่เพิ่งเปิดประชุมครั้งแรกในรอบ 5 ปีนี้ จึงเต็มไปด้วย ส.ส. ที่สนับสนุนกองทัพและตัวแทนทหารที่ได้รับโควตา 25% ตามรัฐธรรมนูญ
ผลกระทบจากรัฐประหาร: สงครามกลางเมืองที่โหดร้าย
รัฐประหารครั้งนั้นจุดชนวน สงครามกลางเมือง ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์เมียนมาร์สมัยใหม่ มีผู้เสียชีวิตหลายหมื่นคน คนพลัดถิ่นภายในประเทศและลี้ภัยนับล้านคน เศรษฐกิจพังพินาศ และหลายพื้นที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังต่อต้าน
แม้จะเปลี่ยนมาเป็น “รัฐบาลพลเรือน” แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อว่า อำนาจจริงยังคงอยู่กับกองทัพ อย่างเต็มที่
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
หลายประเทศตะวันตกยังคงคว่ำบาตรนายพลมิน อ่อง ไหล และไม่ยอมรับความชอบธรรมของรัฐบาลชุดนี้ ด้านอาเซียนยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยบางฝ่ายมองว่าเป็นเพียง “การแต่งตัวใหม่” เพื่อให้ดูถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น
ฝ่ายต่อต้านภายในประเทศประกาศว่าจะดำเนินการต่อสู้ต่อไป โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการรวมตัวของกองกำลังต่อต้านหลายกลุ่ม เพื่อต่อกรกับรัฐบาลทหาร
อนาคตของเมียนมาร์
การขึ้นเป็นประธานาธิบดีของนายพลมิน อ่อง ไหล อาจช่วยให้กองทัพรักษาอำนาจได้ต่อไปอีกหลายปี แต่สงครามกลางเมืองที่ยังคุกรุ่นอยู่นั้น ดูเหมือนจะไม่มีวี่แววว่าจะยุติลงในเร็ววัน
หลายคนมองว่า นี่คือการพยายามทำให้ภาพลักษณ์ของระบอบเผด็จการทหารดู “ถูกต้องตามกฎหมาย” มากขึ้น แต่อำนาจที่แท้จริงยังคงอยู่ในมือของผู้ที่จุดชนวนความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ
