วิกฤตชาติคือโอกาสทองของจักรวรรดิปตท. และกลุ่มผลประโยชน์น้ำมัน???

การปล้นประชาชนในยามวิกฤติ : วิกฤตชาติคือโอกาสทองของจักรวรรดิปตท. และกลุ่มผลประโยชน์น้ำมัน

🔥 การปล้นประชาชนในยามวิกฤติ

วิกฤตชาติคือโอกาสทองของจักรวรรดิ ปตท. และกลุ่มผลประโยชน์น้ำมัน
จากต้นน้ำยันปลายน้ำ ประชาชนได้แต่ “อ้าปากหวอ” รอให้เขาลดความแรงนิดเดียว แล้วปล้นต่ออย่างเป็นระบบ

เขียนโดย “ปรมาจารย์พลังงานไทย” (ล้อเล่น)• 30 มีนาคม 2569 | อย่าเชื่อสิ่งที่อ่าน จงสืบค้นและยืนยันต่อไปด้วยตนเอง

วันที่ 24 มีนาคม 2569 คุณโสภณ สุภาพงษ์ หรือ Sally Wow อดีตรองผู้ว่าการ ปตท. และผู้ก่อตั้งบางจาก ออกมาเตือนตรง ๆ ว่า “ผู้กักตุนน้ำมันได้เงินประชาชนเพิ่มอีกแล้วครับ มากกว่า 16,000 ล้านบาท” เพราะรัฐบาลขึ้นราคาน้ำมันโดยไม่ยอม “วัดถังสต็อก” ราคาเก่าเหมือนสมัยพลเอกเปรม

แค่สองวันถัดมา 26 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันทุกชนิดพุ่งพร้อมกัน 6 บาทต่อลิตร
ดีเซลทะลุ 38.94 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 แตะ 41 บาท
กองทุนน้ำมันติดลบ 35,000 ล้านบาท รัฐอ้างวิกฤตตะวันออกกลาง… แต่ใครกันที่ยิ้มร่า?

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันโลกแพงอีกต่อไป นี่คือโครงสร้างอำนาจที่ถูกออกแบบมาให้ “วิกฤตชาติ = โอกาสทอง” ของกลุ่มทุนน้ำมันใหญ่ โดยเฉพาะจักรวรรดิ ปตท. ที่ควบคุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำได้แบบผูกขาดตั้งแต่ต้นจนจบ

ย้อนรอยระบบเก่า: ครั้งก่อนรัฐเคยปกป้องประชาชน

สมัยปี 2523 คุณโสภณนั่งกรรมการนโยบายน้ำมันที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทุกครั้งที่ขึ้นราคา รัฐสั่งกรมการค้าภายในออกวัดถังสต็อกผู้ค้าน้ำมันทั่วประเทศทันที คำนวณส่วนต่าง แล้วเรียกคืนให้ประชาชนผ่านกองทุนน้ำมัน ไม่มีใครกล้ากักตุนเพราะกำไรลาภลอยถูกเก็บหมด

“ไม่มีนักการเมืองผู้ค้าน้ำมันคนไหนอยากกักตุน… เพราะรัฐเก็บคืนหมด” — โสภณ สุภาพงษ์

แต่ปี 2569 ระบบป้องกันหายไปไหน?

รัฐบาลขึ้นราคา 6 บาท/ลิตร แม้ย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีสต็อกสำรองกว่า 100 วัน (กรมธุรกิจพลังงานยืนยัน 104 วัน) แต่ไม่มีการวัดสต็อกเก่า ไม่เรียกคืนแม้แต่บาทเดียว

จักรวรรดิ ปตท. : ครองทั้ง 3 ระยะของห่วงโซ่น้ำมันแบบผูกขาด

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่แค่รัฐวิสาหกิจธรรมดา มันคือจักรวรรดิที่ควบคุมห่วงโซ่อุปทานน้ำมันไทยทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ รัฐถือหุ้นใหญ่ แต่เน้นกำไรเพื่อผู้ถือหุ้น (รวมนักการเมืองและกลุ่มทุนที่เกี่ยวข้อง)

1. ต้นน้ำ (Upstream) : PTTEP ราชาแห่งการสำรวจและผลิต

PTTEP (ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม) คือหัวหอก 50 โครงการใน 12 ประเทศ ผลิตน้ำมันดิบและก๊าซจากอ่าวไทย โอมาน มาเลเซีย แอฟริกา เมื่อราคาน้ำมันโลกพุ่ง PTTEP ได้กำไรตรง ๆ จากราคาขายดิบ พ.ศ. 2569 บริษัทวางแผนลงทุนมหาศาลกว่า 7,726 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 5 ปี เพื่อเพิ่มปริมาณผลิต แม้วิกฤตจะมา แต่ PTTEP กลับยิ้ม เพราะยอดขายปริมาณเพิ่ม (ตามแผน ปตท. ปี 2569 มุ่งเพิ่ม volume ทุกส่วน)

2. กลางน้ำ (Midstream) : โรงกลั่นและปิโตรเคมีที่กินส่วนต่างราคา

ปตท. ควบคุมโรงกลั่น 3 ใน 6 แห่งของไทย (62% ความจุทั้งประเทศ) ผ่าน

  • Thai Oil (TOP) – โรงกลั่นใหญ่ที่สุด
  • IRPC – ผสมปิโตรเคมี
  • PTT Global Chemical (GC) – ปตท. ถือหุ้น 45.18% ผลิตภัณฑ์ตั้งแต่โอเลฟินส์ อะโรเมติกส์ ไปจนถึงพลาสติก

เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่ง “ค่าการกลั่น” (crack spread) พุ่งตาม กลุ่มนี้ขายสต็อกเก่าราคาต้นทุนต่ำด้วยราคาใหม่ทันที นอกจากนี้ยังมี PTT Tank ที่รวมศูนย์ถังเก็บและท่อส่ง – โครงสร้างพื้นฐานที่ใครก็เข้าไม่ได้

3. ปลายน้ำ (Downstream) : OR ราชาแห่งปั๊มและ Ecosystem

PTT Oil and Retail (OR) ครองตลาดปั๊ม 28.6% มี PTT Station กว่า 2,000 สาขา แต่ไม่ใช่แค่น้ำมันอีกต่อไป OR เปลี่ยนเป็น “ระบบนิเวศ” ผ่าน Café Amazon (4,600 สาขา) EV Station PluZ blueplus+ และไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ปี 2569 OR ตั้งเป้าผู้ใช้บริการวันละ 5 ล้านคน (จาก 3.9 ล้าน) โดยใช้ปั๊มเป็นฐาน

เมื่อราคาขึ้น ประชาชนตื่นตระหนกเติมเต็มถัง → ยอดขาย OR พุ่งทันที (เหมือนที่เกิดในเดือนมีนาคม 2569)

ส่วนของห่วงโซ่บริษัทหลักในกลุ่ม ปตท.ประโยชน์จากวิกฤต 2569
ต้นน้ำPTTEPราคาน้ำมันดิบพุ่ง → รายได้ตรงจาก E&P
กลางน้ำTOP, IRPC, GC, PTT Tankค่าการกลั่นสูง + stock gain จากสต็อกเก่า
ปลายน้ำOR (PTT Station)ยอดขายพุ่งจาก panic buying + non-oil ecosystem

กลุ่มผลประโยชน์อื่นที่ร่วมวง : ไม่ใช่แค่ ปตท. แต่เป็นเครือข่าย

นอกจาก ปตท. ยังมี “เสือรายอื่น” ที่กินส่วนแบ่งตลาดน้ำมันปลีก

  • บางจาก (BCP) – 25% ส่วนแบ่งตลาด ครบวงจรตั้งแต่กลั่นถึงปั๊ม (คุณโสภณเคยก่อตั้ง)
  • PTG (พีทีจี) – ปั๊ม PT ขวัญใจต่างจังหวัด ยอดขายพุ่งในวิกฤต

และที่สำคัญคือ “นักการเมืองบางคน” ที่มีหุ้นหรือผลประโยชน์ในธุรกิจน้ำมันโดยตรงหรือโดยอ้อม การไม่วัดสต็อกจึงเป็น “ของขวัญ” ที่รัฐบาลมอบให้พวกเขา

วิกฤตชาติคือโอกาสทองของพวกเขา
ประชาชนอ้าปากหวอ รอให้ “ลดความแรงของการปล้นนิดหน่อย” แล้วพวกเขาก็ปล้นต่ออย่างเป็นโครงสร้าง

ตัวเลขที่ประชาชนต้องจ่าย: ลาภลอยหลายหมื่นล้าน

บริโภคน้ำมันเฉลี่ย 120-160 ล้านลิตร/วัน (ดีเซล + เบนซิน) สต็อก 50-100 วัน × 6 บาท = เงินที่ไหลจากกระเป๋าประชาชนไปกลุ่มทุนหลายหมื่นล้านบาทในชั่วข้ามคืน

กองทุนน้ำมันติดลบ → ลดชดเชย → ราคาขึ้นอีก → วงจรนี้จะวนซ้ำไปเรื่อย ๆ เพราะไม่มีใครกล้าแตะ “โครงสร้าง” ที่เอื้อพวกเขา

ทำไมรัฐไม่กล้าวัดสต็อก? เพราะโครงสร้างผลประโยชน์

ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่จดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ เน้น EBITDA และปันผลผู้ถือหุ้น ปี 2569 ปตท. เร่งปรับโครงสร้าง เพิ่มพันธมิตรระดับโลก มุ่งขายปริมาณให้มากขึ้นในทุกส่วนของห่วงโซ่ วิกฤตยิ่งช่วยให้ “volume” พุ่ง

นักการเมืองที่เกี่ยวข้องรู้ดีว่า ถ้าวัดสต็อก = เสียกำไรลาภลอยทันที ดังนั้นจึงไม่มีใครอยากทำ

“ไม่มีนักการเมืองที่กักตุนอยากให้วัดสต็อกน้ำมันครับ!!!”
— โสภณ สุภาพงษ์ (Sally Wow)

สรุปแบบปรมาจารย์

วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันโลกแพง แต่คือการเปิดโอกาสให้จักรวรรดิ ปตท. และเครือข่ายผลประโยชน์ ฉกฉวยกำไรจากต้นน้ำยันปลายน้ำอย่างเป็นระบบ ประชาชนไม่ได้ขอให้รัฐผลิตน้ำมัน เราขอแค่ความเป็นธรรม ไม่ให้ถูกปล้นในยามที่ทุกคนลำบาก

ถ้ารัฐบาลยังไม่กล้ากลับไปใช้วิธีสมัยเปรม — วัดถังสต็อก เรียกคืนเงินประชาชน — ก็เท่ากับยอมรับว่า นี่คือ “การปล้นที่ถูกกฎหมายและถูกโครงสร้าง”

และมันจะเกิดซ้ำอีก… เพราะวิกฤตชาติคือโอกาสทองของพวกเขา

ข้อมูลอ้างอิงจากประกาศกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กรมธุรกิจพลังงาน รายงานผลประกอบการ ปตท. ปี 2568-2569 และข้อสังเกตของผู้เชี่ยวชาญพลังงานไทย ณ วันที่ 30 มีนาคม 2569

เขียนด้วยความรู้สึกจากประชาชนคนหนึ่ง
ที่ยังเชื่อว่าไทยเราสามารถมีพลังงานที่เป็นธรรมได้

บทความนี้เผยแพร่เพื่อความรู้และกระตุ้นการรับรู้ ไม่มีเจตนาทางการเมืองใด ๆ

แชร์ต่อได้ ถ้าคุณรู้สึกเหมือนกัน 🔥

ปัจจัยสู่ชัยชนะของปวงชนเหนือคณาธิปไตยมีอยู่พร้อมแล้ว

ปัจจัยสู่ชัยชนะของปวงชน: สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีใครกล้ายอมรับ

ปัจจัยสู่ชัยชนะของปวงชน: สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ยังไม่มีใครกล้ายอมรับ

ความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่การที่คนมองไม่เห็นปัญหา แต่คือการที่คนยังไม่กล้ายอมรับว่า เงื่อนไขของชัยชนะได้เกิดขึ้นครบแล้ว

คณาธิปไตยไม่ได้ยืนหยัดเพราะมันแข็งแกร่ง มันยืนหยัดได้เพราะปวงชนยังไม่กล้าดึงปลั๊ก “ความเชื่อ” ออกจากมัน เหมือนอาคารที่โครงสร้างภายในพังครืนไปเกือบหมดแล้ว แต่คนยังยืนอยู่ข้างใน เพราะทุกคนยังแกล้งทำเป็นว่า “มันยังมั่นคง”

ระบอบเผด็จการหลายแห่งในประวัติศาสตร์ไม่ได้ล่มเพราะถูกโจมตีหนัก แต่ล่มในวันที่คนส่วนใหญ่หยุดเชื่อในมัน แล้วล้มลงในวันถัดมาเหมือนโดมิโน

ปัจจัยแห่งชัยชนะไม่ได้กำลังก่อตัว มันก่อตัวเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งที่ยังขาดหายไปมีเพียงอย่างเดียว คือ การยอมรับร่วมกันว่ามันพร้อมแล้ว

จำนวนของปวงชนไม่เคยเป็นปัญหา ปัญหาคือจำนวนมหาศาลนั้นยังถูกทำให้กระจัดกระจาย ยังไม่ถูกจัดให้กลายเป็นพลังทิศทางเดียว

การเชื่อมต่อวันนี้รวดเร็วกว่าทุกยุคในประวัติศาสตร์ไทย แต่การเชื่อมต่อที่ไร้จุดหมายก็เป็นเพียงเสียงดังรบกวน ต้องกลายเป็น “สมองร่วม” จึงจะเป็นพลังที่แท้จริง

ความจริงไม่เคยชัดเจนและโหดร้ายเท่านี้ เศรษฐกิจที่บีบคั้น หนี้สินที่ฆ่าคนช้า ๆ ความเหลื่อมล้ำที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ระบบสองมาตรฐานที่ทำให้คนหมดศรัทธา แต่ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา ก็ยังเป็นเพียงความจริงที่ถูกฝังไว้ในอก

ทางเลือกใหม่ไม่เคยมีมากเท่านี้ เครือข่ายรากหญ้า ความรู้ที่กระจายตัว เศรษฐกิจฐานรากที่กำลังเติบโต ต้นกล้วยรุ่นใหม่กำลังงอกเงยขึ้นทุกวัน แต่ตราบใดที่คนยังยึดติดกับความคุ้นเคยและความกลัว มันก็จะยังเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์ที่ยังไม่แตกหน่อ

ปัญหาไม่ใช่ว่าโลกใหม่ยังไม่มา ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะอยู่กับโลกเก่า

เกมกำลังเปลี่ยนโดยที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ตัว ในอดีต อำนาจอยู่ที่ใครควบคุมทรัพยากรและปืน วันนี้ อำนาจอยู่ที่ใครกำหนด “ความหมาย” ของสิ่งต่าง ๆ

เมื่อความหมายเปลี่ยน อำนาจก็ไหลย้าย มันไม่ไหลด้วยเสียงปืนหรือการระเบิด แต่ไหลด้วยการที่คนจำนวนมากเริ่ม “เลิกยอมรับ” โดยไม่ต้องประกาศ

ระบบเก่าไม่ได้ถูกโจมตีจนพัง มันถูก “ทิ้งร้าง” จนยืนอยู่ลำพัง

อำนาจที่แท้จริงไม่ได้ถูกโค่นล้มด้วยกำลัง มันถูกปล่อยให้ยืนเดี่ยวจนทรุดตัวลงเอง

ความเงียบที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้คือภาพลวงตา ใต้ความเงียบนั้น มีการจัดวางกำลังอย่างเงียบ ๆ และเด็ดขาดกำลังเกิดขึ้น

นี่คือจุดที่จ่าฝูงและเสนาธิการต้องเข้าใจให้ลึกที่สุด ชัยชนะจะไม่เกิดจากความโกรธที่ล้นทะลัก แต่เกิดจากการวางตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่ใครลุกขึ้นก่อนใคร แต่คือใครขยับในจังหวะที่ทุกอย่างพร้อม

และเมื่อจังหวะนั้นมาถึง สิ่งที่ดูมั่นคงที่สุดในสายตาคนทั้งประเทศ จะพังทลายลงอย่างรวดเร็วและไม่อาจหยุดยั้งได้

ปัจจัยทั้งหมดอยู่ตรงหน้าเราแล้ว จำนวนมหาศาล การเชื่อมต่อที่แน่นแฟ้น ความจริงที่กัดกร่อนความชอบธรรม และทางเลือกใหม่ที่กำลังเติบโตจากรากหญ้า ไม่มีอะไรขาดหาย สิ่งเดียวที่ยังไม่เกิดขึ้น คือการตัดสินใจร่วมกันว่า “พอแล้ว… ถึงเวลาแล้ว” และเมื่อวันนั้นมาถึง มันจะไม่ใช่การปฏิวัติที่ต้องใช้เลือดเนื้อ แต่มันจะเป็นเพียง วันที่ปวงชนไทยทั้งประเทศ เลิกแกล้งทำเป็นเชื่อในช้างตัวนั้นอีกต่อไป แล้วช้างก็จะล้มลงเอง โดยที่มดแดงไม่ต้องเสียเลือดเนื้อแม้หยดเดียว

ทฤษฎีมดแดงล้มช้าง: ศาสตร์แห่งการเปลี่ยนสนามเกมและการสังหารช้างอย่างมีศีลธรรม

ทฤษฎีมดแดงล้มช้าง: ศาสตร์แห่งการเปลี่ยนสนามเกมและการสังหารช้างอย่างมีศีลธรรม

ทฤษฎีมดแดงล้มช้าง: ศาสตร์แห่งการเปลี่ยนสนามเกมและการสังหารช้างอย่างมีศีลธรรม

มดแดงล้มช้าง ไม่ใช่การกัดฟันพุ่งชนแบบโง่เขลา
แต่คือศาสตร์แห่งการทำให้ช้าง “หมดความจำเป็น” ไปเสียก่อน
และเมื่อถึงเวลาที่ช้างกลายเป็นกำแพงขวางกั้นอนาคตของปวงชน
มดแดงต้องกล้าสังหารมัน อย่างจงใจ อย่างมีแบบแผน อย่างมีศีลธรรมสูงสุด

อย่าเข้าใจผิด ทฤษฎีนี้ไม่เคยสอนให้มดแดงตัวเล็ก ๆ วิ่งเข้าใส่เขี้ยวเล็บของช้างด้วยความกล้าหาญล้วน ๆ ประวัติศาสตร์สอนเราชัดเจน: การปะทะตรง ๆ คือความพ่ายแพ้ของฝ่ายที่อ่อนแอกว่า และช้างก็ยังยืนนิ่งต่อไป ยังเหยียบย่ำต่อไป

แก่นแท้ที่แท้จริงของทฤษฎีมดแดงล้มช้างคือ การเปลี่ยนสนามเกมทั้งระบบ จากเกมที่ช้างเป็นเจ้าแห่งกฎ กลายเป็นเกมที่ปวงชนเป็นผู้กำหนดชะตา มันคือการปลูกต้นกล้วยใหม่ที่แข็งแรง งอกงาม กระจายรากลึก พร้อม ๆ กับการทำให้ต้นกล้วยเก่าเสื่อมโทรมและไร้ประโยชน์ โดยไม่ต้องรอให้มันล้มก่อนจึงค่อยลงมือปลูกใหม่

การปฏิวัติที่ยั่งยืนมิใช่การเผาผลาญสิ่งเก่าให้มอดไหม้
แต่คือการสร้างสิ่งใหม่ที่ทำให้สิ่งเก่าถูกทิ้งร้างโดยปวงชนเอง

สองมิติคู่ขนานที่ไม่สามารถแยกจากกันได้

วันนี้ยังมีคนเข้าใจทฤษฎีนี้ผิดพลาดสองทาง ทางแรก — ยึดติดกับ “ต้นกล้วยใหม่” จนกลายเป็นพวกค่อยเป็นค่อยไป ปล่อยให้ช้างเสื่อมตามธรรมชาติ กลายเป็นความเฉื่อยที่ฆ่าการเปลี่ยนแปลง ทางที่สอง — มุ่งแต่ “ล้มช้าง” จนลืมไปว่าหากไม่มีระบบใหม่พร้อมรองรับ การล้มเพียงอย่างเดียวก็แค่เปลี่ยนเจ้าเหยียบย่ำคนใหม่เท่านั้น

ทฤษฎีมดแดงล้มช้างที่ถูกต้องต้องเดินคู่ขนานสองมิติอย่างเด็ดขาด:

  • มิติแห่งการสร้าง — สร้างพลเมืองที่ตื่นรู้ สร้างเครือข่ายรากหญ้า สร้างเศรษฐกิจฐานราก สร้างสภาประชาชน สร้างมหาวิทยาลัยประชาชน จนประชาชนพึ่งตนเองได้ ไม่ต้องก้มหัวให้ช้างอีกต่อไป
  • มิติแห่งการสังหาร — เมื่อช้าง (โครงสร้างอำนาจรวมศูนย์ คณาธิปไตย รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ตายแล้วแต่ยังไม่ตายสนิท) กลายเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้นทุกทาง เราต้องลงมือสังหารมัน อย่างมีแบบแผน อย่างชอบธรรม อย่างถูกกฎหมาย และอย่างมีศีลธรรมสูงสุด

ปี 2569 นี้ หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ประชาชนเลือก “ความมั่นคง” มากกว่าปฏิรูปโครงสร้าง แต่ความจริงยังโหดร้าย: เศรษฐกิจติดกับดักรายได้ปานกลาง หนี้ครัวเรือนพุ่งทะลุ 100% ของ GDP ความเหลื่อมล้ำยังฝังรากลึก อำนาจยังกระจุกอยู่ที่สภาและกลไกเก่า ช้างยังยืนตระหง่าน ขวางทุกทางสู่ความเป็นธรรม มดแดงจึงต้องสร้างและสังหารพร้อมกัน ไม่มีทางเลือกอื่น

จ่าฝูงและเสนาธิการ: ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเลือดเนื้อของฝูง

มดแดงทั่วไปคือพลังมหาศาลจากจำนวนและความสามัคคี แต่จ่าฝูงและเสนาธิการคือสมองและดวงวิญญาณของฝูง พวกเขาต้องไม่ใช่แค่คนปลุกระดม แต่ต้องเป็นสถาปนิกที่เลือดเย็นและมีศีลธรรมสูง

เสนาธิการที่แท้จริงต้องตอบคำถามสามข้อนี้ให้ได้โดยไม่กะพริบตา:

  • จุดอ่อนที่แท้จริงของช้างอยู่ตรงไหน — ไม่ใช่ตัวบุคคล แต่คือโครงสร้างอำนาจ ความชอบธรรมที่พังทลาย และระบบที่ก่อเกิดความเหลื่อมล้ำ
  • จุดแข็งที่แท้จริงของมดแดงอยู่ตรงไหน — จำนวน ความยืดหยุ่น เครือข่ายรากหญ้า และพลังแห่งเหตุผลที่ถูกต้อง
  • จุดเปลี่ยน (momentum) จะมาถึงเมื่อใด และเราจะใช้มันสังหารช้างโดยไม่เสียเลือดเนื้อของมดแดงโดยไม่จำเป็น

ยุทธศาสตร์สูงสุดมิใช่ให้มดแดงไปตายฟรี แต่คือการเปลี่ยนกฎของเกม จนช้างหมดความชอบธรรมก่อนที่สงครามจะเริ่ม

ศิลปะแห่งสงครามที่สูงส่งที่สุด มิใช่การชนะศัตรู
แต่คือการทำให้สงครามนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นอีกต่อไป

การปฏิวัติปวงชน: จงใจ มุ่งมั่น เด็ดขาด แต่ไม่เคยพาล

การปฏิวัติที่แท้จริงคือการกระทำที่ จงใจ มุ่งมั่น และเด็ดขาด มิใช่การลอยตามน้ำ มิใช่การค่อยเป็นค่อยไปตลอดกาล เพราะโครงสร้างอำนาจเก่าไม่เคยพังลงเอง

แต่จงใจต้องไม่ใช่หุนหัน มุ่งมั่นต้องไม่ใช่ดื้อดึง และเด็ดขาดต้องไม่ใช่ความรุนแรงแบบพาล

การปฏิวัติปวงชนที่ยั่งยืนต้องมีสามสิ่งนี้:

  • วิสัยทัศน์ที่ชัดเจน — เราจะสร้างประเทศไทยแบบใด ไม่ใช่แค่จะล้มอะไร
  • ยุทธศาสตร์ที่เฉียบคมและยืดหยุ่น — มีขั้นตอน มีแผนสำรอง ปรับตามสถานการณ์จริง
  • ความชอบธรรมที่สูงสุด — ทุกก้าวย่างต้องถูกกฎหมาย ถูกศีลธรรม และทำเพื่อปวงชนโดยแท้

บทเรียนสุดท้ายสำหรับมดแดงไทยในปี 2569

มดแดงที่ชนะมิใช่มดที่กล้าหาญที่สุด แต่คือมดที่เข้าใจระบบ รู้จักจังหวะ และกล้าลงมือเมื่อถึงเวลา

มันรู้ว่าเมื่อใดควรสร้าง เมื่อใดควรสะสมพลัง เมื่อใดควรรอ และเมื่อใดต้องลงมือสังหารช้าง อย่างเด็ดขาด อย่างมีศีลธรรม อย่างไม่ให้เหลือทางให้ช้างฟื้นคืน

แก่นแท้ของทฤษฎีมดแดงล้มช้างจึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “ล้มหรือไม่ล้ม”
แต่คือคำถามว่า “เราจะทำให้ปวงชนไทยเป็นเจ้าของชาติของตนเองได้อย่างไร”

หากต้องล้มช้าง ก็ล้มมันให้สิ้นซาก ด้วยมือที่สะอาด ด้วยเหตุผลที่เฉียบคม ด้วยศีลธรรมที่สูงส่ง
หากทำให้ช้างหมดความจำเป็นได้ ก็ทำมันให้สิ้นซากเช่นกัน

นี่คือหน้าที่ของจ่าฝูงและเสนาธิการ
ไม่ใช่ผู้นำฝูงมดไปตายโดยไร้ประโยชน์
แต่คือผู้นำฝูงมดไปสู่ชัยชนะที่แท้จริง และสง่างามที่สุด

เมื่อประเมินกำลังผิดพลาด ความกล้าก็กลายเป็นทางลัดสู่ความพินาศ

เมื่อประเมินกำลังผิดพลาด ความกล้าก็กลายเป็นทางลัดสู่ความพินาศ

เมื่อประเมินกำลังผิดพลาด ความกล้าก็กลายเป็นทางลัดสู่ความพินาศ

ในโลกแห่งความขัดแย้ง ความกล้าอย่างเดียวไม่พอ หากไม่รู้ว่าตนกำลังเผชิญหน้ากับใคร มีอำนาจต่างกันเพียงใด และผลลัพธ์ปลายทางจะย้อนกลับมาทำลายประชาชนของตนเองแค่ไหน การท้ารบอาจไม่ได้จบที่การแพ้ แต่อาจจบที่การสูญเสียสภาพเดิมของทั้งขบวนการ ทั้งระบอบ หรือแม้แต่ทั้งดินแดน

หากมองอย่างเยือกเย็นโดยไม่ปล่อยให้อารมณ์นำหน้า จะเห็นว่าหนึ่งในความจริงที่โหดที่สุดของการเมืองระหว่างประเทศก็คือ ฝ่ายที่อ่อนแอกว่าซึ่งเลือกเปิดฉากท้าชนกับฝ่ายที่เหนือกว่ามาก โดยไม่ประเมินกำลังให้รอบด้านนั้น มักไม่ได้เพียง “สู้ไม่ชนะ” แต่กลับเป็นผู้มอบเงื่อนไขและความชอบธรรมให้ฝ่ายตรงข้ามใช้กำลังตอบโต้จนตนเองพังทลายลง ประวัติศาสตร์สมัยใหม่มีตัวอย่างจำนวนมาก และในบริบทตะวันออกกลาง ภาพนี้ยิ่งปรากฏชัดอย่างน่าเศร้า

กรณีของฮามาสทำให้โลกเห็นความจริงข้อนี้อย่างเจ็บปวด การลงมือโจมตีในแบบที่รุนแรง สะเทือนขวัญ และท้าทายต่อรัฐที่มีกำลังทางทหาร เทคโนโลยี ข่าวกรอง และเครือข่ายพันธมิตรเหนือกว่ามากอย่างอิสราเอลนั้น แม้อาจถูกมองจากบางฝ่ายว่าเป็นการแสดงออกของการต่อต้าน เป็นการส่งสัญญาณเชิงการเมือง หรือเป็นความพยายามทำให้โลกหันกลับมาสนใจปัญหาปาเลสไตน์ แต่ในทางยุทธศาสตร์ การกระทำนั้นกลับเปิดประตูให้อีกฝ่ายตอบโต้ในระดับที่ทำลายล้างอย่างกว้างขวาง

และเมื่ออีกฝ่ายมีศักยภาพทางทหารมากกว่าอย่างเทียบกันไม่ติด มีการสนับสนุนจากชาติมหาอำนาจ และสามารถอธิบายการโจมตีตอบโต้ของตนในกรอบ “ความมั่นคง” ได้อย่างมีน้ำหนักในสายตาของโลกตะวันตก สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงการเอาคืนแบบจำกัดวง แต่เป็นการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ขัดแย้งทั้งผืน จนประชาชนจำนวนมหาศาลต้องกลายเป็นผู้รับเคราะห์จากการตัดสินใจของผู้นำการต่อสู้ พูดอย่างตรงไปตรงมา ฮามาสไม่ได้เพียงเปิดศึกกับอิสราเอล แต่ได้เปิดทางให้อิสราเอลใช้อำนาจในระดับที่ทำให้ปาเลสไตน์ โดยเฉพาะกาซา ต้องเผชิญภาวะเสียหายหนักหน่วงอย่างที่ยากจะฟื้นคืนในเวลาอันสั้น

การเมืองโลกไม่เคยตัดสินกันด้วยความรู้สึกว่าใครโกรธมากกว่า ใครเจ็บปวดกว่า หรือใครมีเรื่องเล่าทางศีลธรรมที่สะเทือนใจกว่า แต่ตัดสินกันด้วยคำถามที่เย็นชาอย่างยิ่งว่า “ใครมีกำลังมากกว่า ใครมีพันธมิตรมากกว่า และใครควบคุมผลลัพธ์ได้มากกว่า”

ประเด็นสำคัญคือ ฮามาสกับประชาชนปาเลสไตน์ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่ในโลกจริง เมื่อสงครามเปิดฉากขึ้น เส้นแบ่งระหว่าง “กลุ่มติดอาวุธ” กับ “ประชาชนในพื้นที่” มักถูกบีบให้เลือนรางลงอย่างโหดร้าย การตัดสินใจของผู้มีอาวุธจำนวนหนึ่งจึงกลายเป็นต้นทุนชีวิตของผู้คนอีกนับแสน นี่คือโศกนาฏกรรมของดินแดนที่อ่อนแอ และคือบทเรียนสำคัญว่า ความหุนหันในเชิงยุทธศาสตร์มิได้ทำลายเฉพาะฝ่ายที่ตัดสินใจ แต่ทำลายโครงสร้างชีวิตของสังคมทั้งหมดที่อยู่ข้างหลังพวกเขาด้วย

อิหร่าน: เมื่อรัฐที่คิดว่าตนเองเล่นเกมเป็น อาจกำลังเดินเข้าใกล้ขอบเหว

หากขยับมามองอิหร่าน ภาพย่อมซับซ้อนขึ้น เพราะอิหร่านไม่ใช่เพียงกลุ่มติดอาวุธ หากเป็นรัฐที่มีโครงสร้างอำนาจ มีกองกำลัง มีเครือข่ายพันธมิตรตัวแทน มีขีดความสามารถในการก่อแรงสะเทือนในระดับภูมิภาค และมีความทะเยอทะยานทางยุทธศาสตร์ที่ต่อเนื่องมานาน อิหร่านมิได้เคลื่อนไหวอย่างไร้ความคิด ตรงกันข้าม ระบอบนี้เล่นเกมยืดเยื้อ ใช้เครือข่ายตัวแทน ใช้ความคลุมเครือ ใช้แรงกดดันแบบไม่สมมาตร และพยายามขยายอิทธิพลโดยไม่ต้องเผชิญหน้าตรง ๆ ในทุกครั้ง

แต่การเล่นเกมเช่นนี้มีจุดอันตรายอยู่ตรงที่ ผู้เล่นอาจเริ่มเชื่อว่าตนสามารถยั่วยุได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องจ่ายราคาเต็ม และเมื่อความเชื่อนั้นมากเกินจริง การยับยั้งก็จะค่อย ๆ กลายเป็นการยั่วยุ ส่วนการคำนวณเชิงอำนาจก็จะค่อย ๆ กลายเป็นการอ่านเกมผิด หากอิหร่านหรือองค์ประกอบใดภายใต้เครือข่ายของตนถูกมองว่ากำลังทำร้ายอิสราเอลหรือสหรัฐอย่างจงใจ ต่อเนื่อง และมีนัยคุกคามต่อความมั่นคงโดยตรง ฝ่ายที่เหนือกว่าย่อมมีแนวโน้มใช้กำลังตอบโต้ในระดับที่ไม่ใช่แค่ “ส่งสัญญาณ” แต่เพื่อกดให้โครงสร้างอำนาจของอิหร่านอ่อนแรงลงอย่างแท้จริง

นี่เองที่ทำให้หลายคนมองว่า อิหร่านอาจกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่มีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่เกิดกับฮามาสและปาเลสไตน์ ไม่ใช่ในรายละเอียด ไม่ใช่ในฐานะของผู้เล่น และไม่ใช่ในรูปแบบปลายทางที่เหมือนกันทุกประการ แต่คล้ายกันในแก่นกลางข้อหนึ่ง คือการเปิดโอกาสให้ฝ่ายที่เหนือกว่ามหาศาลสามารถอ้างเหตุผลทางความมั่นคง เพื่อจัดการตนอย่างหนักจนสูญเสียสภาพเดิม ไม่ว่าจะเป็นสภาพทางทหาร สภาพของระบอบ หรือความสามารถในการดำรงบทบาทเดิมในภูมิภาค

โลกนี้ไม่ได้ถามว่าใครมีแค้น แต่ถามว่าใครคุมเกม

ปัญหาของหลายขบวนการ หลายรัฐ และหลายผู้นำ ก็คือการสับสนระหว่าง “ความกล้า” กับ “ความสามารถ” ระหว่าง “ความชอบธรรมในสายตาของตน” กับ “อำนาจจริงในระบบโลก” และระหว่าง “การตอบโต้ที่สะใจ” กับ “ผลลัพธ์ระยะยาวที่รับไหว” คนจำนวนไม่น้อยชอบยกย่องการลุกขึ้นสู้โดยไม่กลัวใคร เพราะมันให้ภาพของศักดิ์ศรีและการไม่ยอมจำนน แต่ในโลกจริง ศักดิ์ศรีที่ไม่มีกำลังรองรับอาจแปรสภาพเป็นคำไว้อาลัยให้ประชาชนของตนเอง

โลกแห่งอำนาจไม่ใช่สนามสอบวิชาศีลธรรม หากเป็นสนามที่มีทั้งกำลังทหาร ระบบข่าวกรอง เทคโนโลยี เศรษฐกิจ โครงข่ายพันธมิตร สื่อ การทูต และความสามารถในการนิยามว่า “ใครคือผู้รุกราน” กับ “ใครคือผู้ตอบโต้” ฝ่ายที่อ่านเกมไม่ขาดจึงไม่ได้แพ้เพียงในสนามรบ แต่แพ้ในสนามความชอบธรรม แพ้ในสนามการทูต และแพ้ในสนามเวลา เพราะอีกฝ่ายสามารถทำสงครามได้นานกว่า ฟื้นตัวได้เร็วกว่า และบังคับเงื่อนไขหลังสงครามได้มากกว่า

เมื่อพิจารณาในมุมนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่บทเรียนเฉพาะของตะวันออกกลางเท่านั้น แต่เป็นคำเตือนสำหรับทุกฝ่ายในทุกภูมิภาคว่า การต่อสู้ที่ไม่ตั้งอยู่บนการประเมินกำลังอย่างรอบคอบนั้น อาจเริ่มต้นด้วยคำขวัญที่ฟังดูยิ่งใหญ่ แต่ลงท้ายด้วยซากปรักหักพังของบ้านเมืองตนเอง ผู้ที่ไม่รู้จักขนาดของศัตรู ไม่เข้าใจเพดานการตอบโต้ของอีกฝ่าย และไม่ประเมินต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่าย ย่อมเสี่ยงพาประเทศหรือขบวนการของตนเข้าสู่หายนะโดยอ้างว่ากำลังปกป้องศักดิ์ศรี

ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุด ไม่ใช่การแพ้ แต่คือการเชิญภัยเข้าบ้าน

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่ฝ่ายอ่อนแอแพ้ฝ่ายแข็งแรงกว่า เพราะนั่นแทบเป็นเรื่องที่คาดได้อยู่แล้ว แต่คือการที่ฝ่ายอ่อนแอเป็นผู้สร้างเงื่อนไขให้ฝ่ายแข็งแรงกว่าสามารถลงมืออย่างเต็มที่ โดยแทบไม่ต้องเสียเวลาหาคำอธิบายมากนัก นั่นคือการเปลี่ยนตนเองจาก “คู่ขัดแย้ง” ให้กลายเป็น “เป้าหมายที่ถูกจัดการ” และเมื่อถึงจุดนั้น ผลลัพธ์ย่อมไม่หยุดแค่ความพ่ายแพ้ในเชิงยุทธวิธี แต่อาจขยายไปถึงการสูญเสียสภาพเดิมของทั้งระบบ

ในแง่นี้ ประโยคที่ควรจารึกไว้ให้ชัดก็คือ การไม่ประเมินกำลังคู่ต่อสู้แล้วท้ารบ ย่อมนำไปสู่ความฉิบหาย ไม่ใช่เพราะโลกใจร้ายเกินไปเท่านั้น แต่เพราะโลกทำงานตามตรรกะของอำนาจอย่างเย็นชา ผู้ที่อยากเปลี่ยนเกมต้องรู้ก่อนว่าตนมีหมากอะไร ฝ่ายตรงข้ามมีหมากอะไร และประชาชนของตนสามารถทนรับผลของเกมนี้ได้เพียงใด

บทเรียนจากทั้งฮามาสและอิหร่านในสายตาของคันฉ่องส่องไทยืจึงไม่ใช่เพียงเรื่องว่าใครถูกใครผิดในระดับอารมณ์ แต่คือเรื่องที่ลึกกว่านั้นมาก มันคือคำเตือนว่าในโลกแห่งอำนาจ ความกล้าซึ่งไร้การคำนวณ สามารถกลายเป็นการพาประชาชนของตนไปยืนรับหายนะแทนผู้นำได้เสมอ ผู้ที่ไม่ชั่งน้ำหนักกำลังให้ดี ก่อนยื่นมือไปท้าทายศัตรูที่เหนือกว่า อาจไม่ได้เพียงเปิดศึก แต่กำลังเซ็นชื่อรับรองความพังพินาศของตนเองไว้ล่วงหน้าแล้ว

บทความนี้เรียบเรียงในโทนวิเคราะห์เชิงอำนาจและยุทธศาสตร์ เพื่อชี้ให้เห็นบทเรียนจากความขัดแย้งร่วมสมัยว่า การตัดสินใจทางการเมืองและการทหารที่ไม่สอดคล้องกับดุลกำลังจริง มักไม่ได้นำไปสู่ชัยชนะ แต่กลับเปิดทางให้ความพินาศมาเยือนตนเองและประชาชนที่อยู่ข้างหลัง

เหตุใดเราจึงควรหลีกเลี่ยงคนพาล ตามแนวพุทธ

เหตุใดเราจึงควรหลีกเลี่ยงคนพาล ตามแนวพุทธ

เหตุใดเราจึงควรหลีกเลี่ยงคนพาล
ตามแนวพุทธ

การไม่คบคนพาล มิใช่ความหยิ่งผยอง แต่คือปัญญาในการรักษาจิต

ในชีวิตจริง มนุษย์เรามักพบคนหลากหลายประเภท บางคนอยู่ใกล้แล้วใจสงบ เกิดกำลังใจ อยากทำดี อยากพัฒนาตนเอง แต่อีกบางคน อยู่ใกล้แล้วใจขุ่นมัว วุ่นวาย เหนื่อยล้า และค่อย ๆ ดึงเราออกจากความดีงามโดยไม่รู้ตัว พระพุทธศาสนาเห็นความจริงข้อนี้มานานแล้ว จึงสอนอย่างตรงไปตรงมาว่า การเลือกคบคนเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อชะตาชีวิต เพราะคนที่เราคบหา ย่อมมีอิทธิพลต่อความคิด คำพูด การตัดสินใจ และคุณภาพของจิตใจเราเสมอ

“อเสวนา จ พาลานัง” — การไม่คบคนพาล เป็นมงคลอันสูงสุด

คำสอนข้อนี้ลึกซึ้งมาก เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้เริ่มต้นด้วยการสอนให้คนไปแสวงหาอำนาจ ความร่ำรวย หรือชื่อเสียง แต่ทรงเริ่มจากการเตือนให้ระวัง “คนพาล” ก่อน ราวกับจะบอกเราว่า หากเริ่มต้นชีวิตผิดที่ ผิดคน ผิดสภาพแวดล้อม ต่อให้มีความสามารถเพียงใด ชีวิตก็อาจค่อย ๆ ไหลลงต่ำโดยไม่รู้ตัว

คนพาลในความหมายทางพุทธคือใคร

ในทางพุทธ คนพาลไม่ได้หมายถึงคนที่เรียนหนังสือน้อย หรือคนที่พูดไม่เก่งเท่านั้น แต่หมายถึงผู้ที่ปล่อยชีวิตให้ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสอย่างต่อเนื่อง คือมีความโลภเป็นตัวนำ มีความโกรธเป็นตัวผลัก และมีความหลงเป็นตัวบดบังปัญญา คนเช่นนี้อาจดูฉลาดในทางโลก พูดเก่ง มีเสน่ห์ หรือมีอิทธิพลต่อคนรอบข้าง แต่ถ้าความคิดและการกระทำของเขานำพาตนเองและผู้อื่นไปสู่ความเสื่อม เขาก็ยังนับว่าเป็น “คนพาล” อยู่ดี

บางครั้งคนพาลไม่ได้มาในรูปของคนหยาบคายเสมอไป เขาอาจมาในรูปของคนชอบยุยงให้เราโกรธคนอื่น คนที่เห็นเรื่องผิดเป็นเรื่องธรรมดา คนที่ดูถูกศีลธรรมว่าเป็นความอ่อนแอ หรือคนที่คอยชวนเราให้ลดมาตรฐานชีวิตลงทีละน้อย จากเดิมที่เราไม่เคยคิดร้าย ก็เริ่มคิดร้าย จากเดิมที่เราไม่อยากพูดเท็จ ก็เริ่มเห็นว่าพูดบ้างคงไม่เป็นไร จากเดิมที่เราเคยละอายต่อบาป ก็เริ่มเฉยชา ความเสื่อมเช่นนี้มักไม่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มักเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป

เพราะคนพาลบ่อนทำลายจิตใจอย่างเงียบ ๆ

สิ่งที่อันตรายที่สุดของการคบคนพาล ไม่ใช่เพียงการถูกชวนไปทำเรื่องผิดเท่านั้น แต่อันตรายกว่านั้นคือการที่จิตใจเราค่อย ๆ ถูกปรับให้คุ้นชินกับสิ่งต่ำลง แรก ๆ เราอาจยังรู้สึกขัดแย้งในใจเมื่อได้ยินคำพูดหยาบคาย คำดูหมิ่น หรือความคิดที่เห็นแก่ตัว แต่เมื่อฟังบ่อย ๆ เห็นบ่อย ๆ อยู่ใกล้บ่อย ๆ ใจก็เริ่มด้านชา สิ่งที่เคยรู้สึกว่าผิด กลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เคยรู้สึกว่าหนัก กลับกลายเป็นเรื่องเล็ก และเมื่อถึงจุดหนึ่ง เราอาจกลายเป็นคนแบบเดียวกับที่เราเคยระวังเสียเอง

พระพุทธศาสนาสอนให้เราระวังการปรุงแต่งของจิต เพราะจิตไม่ใช่สิ่งที่คงที่แข็งทื่อ แต่เป็นสิ่งที่รับอิทธิพลจากสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ถ้าอยู่ในหมู่คนที่พูดดี คิดดี ทำดี จิตใจก็มักยกสูงขึ้น แต่ถ้าอยู่ในหมู่คนที่ชอบนินทา ชอบโกง ชอบทำลายคนอื่น จิตใจก็มักหม่นมัวลงตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกคนรอบตัว จึงไม่ใช่เรื่องเล็กเลยในทางธรรม

เพราะคนพาลนำความทุกข์มาทั้งทางตรงและทางอ้อม

คนพาลมักไม่หยุดทุกข์อยู่ที่ตัวเอง แต่จะแผ่ทุกข์ออกไปสู่คนรอบข้างด้วย เขาอาจสร้างปัญหาด้วยคำพูดที่ทำลายความสัมพันธ์ ใช้อารมณ์แทนเหตุผล ตัดสินใจจากความอยากเฉพาะหน้า หรือก่อเรื่องที่ทำให้คนอื่นต้องพลอยรับผลเสียไปด้วย เมื่ออยู่ใกล้คนเช่นนี้ เราจึงมักต้องคอยรับมือกับความวุ่นวายที่เราไม่ได้ก่อ ต้องเสียพลังใจ เสียเวลา เสียความสงบ และบางครั้งอาจเสียโอกาสสำคัญในชีวิตด้วย

ในชีวิตจริง หลายคนไม่ได้ตกต่ำเพราะตนเองไม่มีความสามารถ แต่ตกต่ำเพราะคบคนผิด ไว้ใจคนผิด หรือปล่อยให้คนที่ไม่มีคุณธรรมเข้ามามีอิทธิพลเหนือความคิดและการตัดสินใจของตน คนพาลอาจไม่ผลักเราให้ตกเหวในวันเดียว แต่เขาสามารถพาเราเดินเข้าใกล้เหวทีละก้าว จนวันหนึ่งเรารู้ตัวอีกทีก็สายเกินไป

เพราะการหลีกเลี่ยงคนพาลคือการรักษาเส้นทางแห่งมรรค

พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนเพียงให้คนเป็น “คนดี” แบบผิวเผิน แต่สอนให้เดินบนมรรค คือเส้นทางแห่งความถูกต้องทั้งความเห็น ความคิด คำพูด การกระทำ และการดำเนินชีวิต การเดินตามมรรคต้องอาศัยสติและความมั่นคงทางใจ แต่คนพาลมักดึงเราออกจากเส้นทางนี้ บางคนทำให้เราเสียศีล บางคนทำให้เราพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูด บางคนทำให้เราโกรธจนขาดสติ บางคนทำให้เราหลงผิด เห็นแก่ประโยชน์ระยะสั้น จนยอมแลกกับศักดิ์ศรีและความถูกต้อง

เมื่อมองเช่นนี้ การไม่คบคนพาลจึงไม่ใช่เรื่องของการแบ่งชนชั้นหรือดูหมิ่นใคร แต่เป็นเรื่องของการปกป้องทิศทางชีวิต เพราะหากเราปล่อยให้คนพาลเข้ามาครอบงำพื้นที่ในใจ เราก็อาจค่อย ๆ ห่างจากสติ ห่างจากศีล และห่างจากปัญญา สุดท้ายชีวิตก็จะห่างจากความสงบไปทุกที

การหลีกเลี่ยงไม่ได้แปลว่าเกลียด

จุดสำคัญที่ต้องเข้าใจให้ชัดก็คือ พระพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เราเกลียดคนพาล เพราะความเกลียดก็เป็นกิเลสอีกชนิดหนึ่ง เราไม่จำเป็นต้องโกรธ ไม่จำเป็นต้องดูถูก ไม่จำเป็นต้องตอบโต้ด้วยความรุนแรง แต่เราควรมีสติพอที่จะรู้ว่า คนประเภทใดควรเว้นระยะ คนประเภทใดควรเมตตาแบบห่าง ๆ และคนประเภทใดไม่ควรเปิดประตูใจให้เข้ามามีอำนาจเหนือชีวิตเรา

เมตตาโดยไม่มีปัญญา อาจกลายเป็นการเปิดโอกาสให้ความชั่วเข้ามาทำร้ายเรา แต่ปัญญาโดยไม่มีเมตตา ก็อาจกลายเป็นความแข็งกระด้าง ทางสายกลางในเรื่องนี้จึงคือ “ไม่เกลียด แต่ไม่คบใกล้” “ไม่ทำร้าย แต่ไม่ปล่อยให้เขาทำร้ายเรา” “ปรารถนาดีได้ แต่ไม่จำเป็นต้องร่วมทาง” นี่คือความสุขุมแบบพุทธที่อ่อนโยนแต่ไม่อ่อนแอ

เพราะชีวิตสั้นเกินกว่าจะเสียไปกับสิ่งที่บั่นทอนใจ

มนุษย์ทุกคนมีเวลาและพลังชีวิตจำกัด ถ้าเราปล่อยเวลาอันมีค่านี้ไปกับการอยู่ท่ามกลางคนที่พาใจเราหม่นหมอง ชวนคิดต่ำ พูดต่ำ ทำต่ำ ชีวิตก็จะค่อย ๆ ถูกดูดพลังไปอย่างน่าเสียดาย ในทางตรงกันข้าม หากเราเลือกอยู่ใกล้คนที่มีศีล มีธรรม มีความจริงใจ มีเหตุผล และมีความปรารถนาดี ใจเราก็มักจะเบา สว่าง และมีกำลังที่จะพัฒนาตนเองมากขึ้น

การหลีกเลี่ยงคนพาลจึงเป็นการเคารพคุณค่าของชีวิตตนเอง เป็นการยอมรับว่าจิตใจของเรามีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้ใครก็ตามมาทำให้เศร้าหมอง และเป็นการยืนยันเงียบ ๆ ว่า เราปรารถนาจะเดินไปสู่ความเจริญ ไม่ใช่ความเสื่อม

บทสรุป

เมื่อพิจารณาตามแนวพุทธอย่างลึกซึ้ง จะเห็นได้ว่า การหลีกเลี่ยงคนพาลไม่ใช่เรื่องของความหยิ่ง ไม่ใช่การตัดสินคนอื่นอย่างลำพอง และไม่ใช่การหนีปัญหา แต่คือการใช้ปัญญาเลือกรักษาจิตของตน เลือกรักษาทิศทางชีวิต และเลือกรักษาโอกาสในการเจริญในธรรม

คนพาลอาจทำลายชีวิตเราได้ไม่มากเท่ากับการที่เราปล่อยให้เขาเข้ามาทำลายความคิดและความสงบในใจ เพราะเมื่อใจเสื่อม ทุกอย่างก็เสื่อมตาม แต่ถ้าใจยังตั้งมั่นอยู่ในความดีงาม แม้โลกภายนอกจะวุ่นวายเพียงใด เราก็ยังมีหลักให้ยืน

ดังนั้น การไม่คบคนพาล จึงเป็นมงคลอันสูงสุดจริง ๆ เพราะมันคือจุดเริ่มต้นของการรักษาใจ รักษาศีล รักษาปัญญา และรักษาเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์ ผู้ที่รู้จักเว้นจากสิ่งที่ฉุดลง ย่อมมีโอกาสสูงที่จะก้าวไปสู่สิ่งที่ยกตนขึ้น

ในที่สุดแล้ว การหลีกเลี่ยงคนพาลก็คือการเลือกแสงสว่างแทนความมืด เลือกความสงบแทนความวุ่นวาย และเลือกชีวิตที่มีสติแทนชีวิตที่ถูกกระแสกิเลสพัดพาไปโดยไม่รู้ตัว

เหตุใดอนุรักษ์นิยมไทยบางส่วนจึงเอนเอียงไปทางจีนและรัสเซียมากกว่าสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก

คันฉ่องส่องโลก: เหตุใดอนุรักษ์นิยมไทยบางส่วนจึงเอนเอียงไปทางจีนและรัสเซีย | Mirror-Lens World
Ed4Peace | Mirror-Lens / คันฉ่องส่องโลก

เหตุใดอนุรักษ์นิยมไทยบางส่วนจึงเอนเอียงไปทางจีนและรัสเซียมากกว่าสหรัฐฯ และยุโรปตะวันตก

บทวิเคราะห์สองภาษาแบบคันฉ่องส่องโลก: ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากการ “รักจีน” หรือ “รักรัสเซีย” อย่างบริสุทธิ์ หากแต่เป็นผลจากความทรงจำทางประวัติศาสตร์ ความกลัวต่อเสรีนิยมตะวันตก การเมืองอัตลักษณ์ในประเทศ และโครงสร้างผลประโยชน์ที่ทำให้เวทีโลกกลายเป็นภาพสะท้อนของสงครามภายในไทย

Education for Peace (Ed4Peace)Foundation | Bilingual TH/EN | Updated March 28, 2026

หากมองผ่านสายตาแบบผิวเผิน เราอาจเข้าใจว่าอนุรักษ์นิยมไทยจำนวนหนึ่ง “ชื่นชม” จีน รัสเซีย หรือแม้แต่อิหร่านและเกาหลีเหนือ เพราะเชื่อว่าประเทศเหล่านี้แข็งแกร่ง เด็ดขาด และไม่ยอมสหรัฐฯ แต่หากส่องลึกลงไป ปรากฏการณ์นี้มีหลายชั้นกว่านั้นมาก มันเป็นทั้งเรื่องของความทรงจำทางประวัติศาสตร์ การปกป้องระเบียบอำนาจเดิม ความหวาดระแวงต่อการแทรกแซงจากตะวันตก และการใช้เวทีโลกเป็นสมรภูมิแทนความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ

ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่า “คนเหล่านี้รักจีนหรือรัสเซียมากเพียงใด” แต่คือ “พวกเขาไม่ไว้วางใจโลกเสรีนิยมตะวันตกมากเพียงใด”

1) แกนลึกที่สุด: ไม่ไว้วางใจตะวันตก มากกว่าศรัทธาจีนหรือรัสเซีย

แรงขับหลักของแนวโน้มนี้ไม่ใช่ความรู้สึกชื่นชมจีนหรือรัสเซียอย่างเป็นระบบ แต่คือความรู้สึกต่อต้านตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ที่ถูกมองว่าเข้ามาวิจารณ์ กดดัน หรือแทรกแซงการเมืองไทยภายใต้ภาษาของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และเสรีภาพ พลวัตนี้ยิ่งชัดหลังรัฐประหารปี 2549 และ 2557 เมื่อความสัมพันธ์กับตะวันตกตึงตัวขึ้น และคำวิจารณ์จากภายนอกถูกตีความโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยมว่าเป็นการรุกล้ำ “เรื่องภายใน” ของไทย[2]

ในอีกด้านหนึ่ง จีนและรัสเซียถูกมองว่าเคารพอธิปไตยของรัฐ ไม่ยื่นนิ้วเข้ามาตัดสินคุณค่าการเมืองภายในของไทย จึงดู “ปลอดภัยกว่า” ในสายตาของผู้ที่ให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของระเบียบเดิมเหนือหลักเสรีนิยม สิ่งนี้สอดคล้องกับงานวิชาการล่าสุดที่ชี้ว่า “ปัจจัยจีน” ในไทยถูกกรองผ่านความแตกแยกทางการเมืองภายใน และผู้สนับสนุนระบอบอำนาจนิยมมักมองจีนในแง่บวกกว่าผู้ที่โน้มเอียงประชาธิปไตย[1]

2) ประวัติศาสตร์ถูกนำมาใช้เป็นทุนทางอารมณ์และอุดมการณ์

ความทรงจำเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับรัสเซียในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะบทบาทของซาร์นิโคลัสที่ 2 มักถูกหยิบมาเล่าในฐานะ “มิตรภาพเก่า” ที่ช่วยให้สยามรับมือแรงกดดันจากจักรวรรดินิยมตะวันตกได้ เรื่องนี้มีฐานอยู่บนข้อเท็จจริงบางส่วนจริง เพราะรัสเซียมีบทบาททางการทูตในยุคปลายศตวรรษที่ 19 และความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ระหว่างราชสำนักมีความสำคัญไม่น้อย[3]

แต่หากมองอย่างรอบด้าน สยามมิได้ “รอด” เพราะรัสเซียเพียงประเทศเดียว หากรอดเพราะการถ่วงดุลมหาอำนาจ การปฏิรูปภายใน และความยืดหยุ่นทางการทูตอย่างยิ่งยวด กระนั้นก็ตาม ประวัติศาสตร์มิตรภาพกับรัสเซียยังถูกใช้เป็นทรัพยากรเชิงวาทกรรมในปัจจุบัน เพื่อย้ำว่าตะวันตกเคยเป็นผู้ล่าอาณานิคม ขณะที่รัสเซียถูกวาดภาพว่าเป็น “มิตร” มากกว่า “ผู้คุกคาม”

3) ความชื่นชอบผู้นำแบบ strongman ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างลอย ๆ

เมื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยจำนวนหนึ่งชื่นชมผู้นำอย่างวลาดิเมียร์ ปูติน หรือสี จิ้นผิง ความชื่นชมนั้นมักไม่ใช่เพราะเข้าใจบริบทภายในรัสเซียหรือจีนทั้งหมด แต่เป็นเพราะผู้นำเหล่านี้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของ “รัฐที่ยังควบคุมสังคมได้” ในสายตาของคนที่มองว่าระบบเลือกตั้ง เสรีภาพในการประท้วง และความหลากหลายทางการเมืองอาจนำไปสู่ความวุ่นวาย ความแตกแยก หรือการสั่นคลอนสถาบันหลัก[4]

ในกรอบความคิดนี้ เสถียรภาพจึงถูกวางไว้เหนือเสรีภาพ ระเบียบเหนือการแข่งขัน และอำนาจส่วนกลางเหนือการกระจายอำนาจ การยกย่องผู้นำแบบเด็ดขาดจึงไม่ใช่เรื่องของต่างประเทศอย่างเดียว หากคือการยืนยันอุดมคติทางการเมืองแบบเดียวกับที่ต้องการภายในไทยเอง

เสถียรภาพมาก่อน

ระเบียบและความต่อเนื่องของอำนาจถูกให้ค่าน้ำหนักสูงกว่าการแข่งขันทางการเมืองแบบเปิด

อำนาจส่วนกลางสำคัญ

ระบบที่รวมศูนย์และตัดสินใจเร็วถูกมองว่าปกป้องชาติได้ดีกว่าระบบที่เปิดให้ต่อรองหลายฝ่าย

เสรีนิยมถูกมองว่าเสี่ยง

วัฒนธรรมสิทธิ เสรีภาพ และการประท้วงถูกตีความว่าอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงทางสังคม

4) เวทีโลกเป็นภาพสะท้อนของสงครามการเมืองในประเทศ

ปรากฏการณ์ pro-Russia หรือ pro-China ในบางกลุ่มอนุรักษ์นิยมไทยจะเข้าใจได้ไม่ครบเลย หากแยกมันออกจากความขัดแย้งทางการเมืองไทยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา งานวิเคราะห์จำนวนหนึ่งชี้ตรงกันว่าการถกเถียงเรื่องยูเครนในไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องต่างประเทศ แต่เป็น “สงครามตัวแทนทางวาทกรรม” ระหว่างฝ่ายอนุรักษ์นิยมกับฝ่ายประชาธิปไตยในประเทศเอง[5]

เมื่อฝ่ายก้าวหน้า นักศึกษา หรือคนรุ่นใหม่จำนวนมากยืนข้างยูเครน วิจารณ์รัสเซีย และเน้นเรื่องเผด็จการกับสิทธิของประชาชน ฝ่ายอนุรักษ์นิยมจำนวนหนึ่งจึงตอบสนองในเชิงตรงข้ามโดยอัตโนมัติ เพราะมองว่านี่คือชุดความคิดเดียวกับที่เคยใช้โจมตีรัฐบาลทหาร หรือวิจารณ์สถาบันหลักในไทย กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ จุดยืนต่อสงครามยูเครนถูกทำให้เป็นเครื่องหมายทางการเมืองภายในไทยมากกว่าจะเป็นการอ่านภูมิรัฐศาสตร์อย่างเยือกเย็น

5) “ไม่แทรกแซงกิจการภายใน” คือถ้อยคำที่มีเสน่ห์มากในสายตารัฐอนุรักษ์นิยม

หลัก non-interference ของจีนและรัสเซียมีพลังทางอารมณ์และการเมืองสูงมากสำหรับชนชั้นนำหรือเครือข่ายที่ต้องการปกป้องระเบียบเดิม เพราะมันให้คำสัญญาโดยนัยว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายในประเทศ ตราบใดที่รัฐยังคุมอำนาจได้ รัฐภายนอกก็ไม่ควรเข้ามาตัดสิน ด้วยเหตุนี้ หลักดังกล่าวจึงกลายเป็นภาษาที่เข้ากับจารีต “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” และความคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยแบบรวมศูนย์

อย่างไรก็ดี ควรระวังการโรแมนติไซซ์หลักการนี้มากเกินไป เพราะในทางปฏิบัติ มหาอำนาจทุกฝ่ายต่างมีผลประโยชน์และเครื่องมือกดดันของตนเอง เพียงแต่บางฝ่ายใช้ภาษาสิทธิมนุษยชน บางฝ่ายใช้ภาษาเศรษฐกิจ ความมั่นคง หรือโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น

6) ปัจจัยเศรษฐกิจ: จีนอยู่ในโครงสร้างผลประโยชน์ของไทยจริง

นอกจากอุดมการณ์แล้ว ยังมีชั้นของผลประโยชน์เชิงรูปธรรมที่ต้องมองตรง ๆ ด้วย จีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทย และความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐยังครอบคลุมตั้งแต่การค้า พลังงาน ดิจิทัล รถยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐาน[6] การโน้มเอียงเข้าหาจีนของคนบางกลุ่มจึงไม่ได้มีแต่เรื่องอารมณ์หรือวาทกรรม แต่สอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของชนชั้นนำบางส่วนด้วย

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ควรถูกสรุปง่ายเกินไปว่าไทย “เลือกจีนแล้ว” เพราะไทยยังรักษาความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่อง ทั้งในฐานะพันธมิตรตามสนธิสัญญา การฝึก Cobra Gold และเครือข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคงที่สืบเนื่องมายาวนาน[7] สิ่งที่ไทยทำในระดับรัฐจริง ๆ จึงมักเป็นการถ่วงดุลและ hedging มากกว่าการเข้าค่ายใดค่ายหนึ่งอย่างเด็ดขาด[8]

7) โซเชียลมีเดียทำให้เสียงบางแบบดังเกินสัดส่วนจริง

ปรากฏการณ์ที่เห็นชัดในโลกออนไลน์อาจทำให้รู้สึกว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมไทย “ส่วนใหญ่” เทไปทางรัสเซียหรือจีน แต่ในทางวิธีวิทยา เราควรระวังการเอาเสียงในแพลตฟอร์มมาสรุปแทนสังคมทั้งหมด สภาพสื่อไทยทุกวันนี้พึ่งพาโซเชียลมีเดียสูงมาก และอัลกอริทึมมีแนวโน้มขยายคอนเทนต์ที่ปลุกอารมณ์หรือแบ่งขั้วได้ดี[9] จึงอาจทำให้มุมมองที่สุดโต่งหรือเสียงที่ดังที่สุดดูเหมือนเป็นกระแสหลัก ทั้งที่จริงอาจเป็นเพียงกลุ่มที่มีวินัยทางการสื่อสารหรือมีเครือข่ายกระจายสารมากกว่า

8) สิ่งที่กำลังถูกต่อสู้กันจริง ๆ คือ “ประเทศไทยควรมีระเบียบแบบไหน”

หากจะสรุปแก่นแท้ของเรื่องนี้ให้คมที่สุด เราควรพูดว่า ปรากฏการณ์ที่อนุรักษ์นิยมไทยบางส่วนเอนเอียงไปทางจีนและรัสเซีย ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความนิยมต่อมหาอำนาจเหล่านั้น แต่คือการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับรูปแบบระเบียบการเมืองที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็น โลกตะวันตกถูกผูกเข้ากับประชาธิปไตย สิทธิ การวิจารณ์สถาบัน และการกดดันจากภายนอก ส่วนจีนและรัสเซียถูกผูกเข้ากับเสถียรภาพ อำนาจส่วนกลาง และรัฐที่ไม่ยอมให้ใครมาสั่งสอน

ดังนั้น เมื่อคนบางกลุ่มเลือก “เชียร์” จีนหรือรัสเซีย สิ่งที่พวกเขากำลังปกป้องจริง ๆ อาจไม่ใช่ปักกิ่งหรือมอสโก แต่คือโลกทัศน์ทางการเมืองแบบหนึ่งที่เชื่อว่า สังคมจะปลอดภัยก็ต่อเมื่ออำนาจยังมีศูนย์กลาง การเปลี่ยนแปลงถูกควบคุม และระเบียบเก่ายังไม่ถูกท้าทายเกินไป

ข้อควรระวังเชิงวิชาการ: บทความนี้ไม่ได้เหมารวมว่าฝ่ายอนุรักษ์นิยมไทยทั้งหมดมีท่าทีเช่นเดียวกันทั้งหมด และไม่ได้สรุปว่าไทยในระดับรัฐเลือกจีนหรือรัสเซียเหนือสหรัฐฯ แบบเด็ดขาด จุดมุ่งหมายคืออธิบาย “แนวโน้มที่พบได้จริง” ในเชิงโครงสร้าง ความคิด และวาทกรรม

บทสรุป

หากจะอ่านปรากฏการณ์นี้อย่างเป็นธรรม เราต้องไม่หยุดอยู่แค่คำว่า “ฝ่ายขวาไทยเชียร์เผด็จการต่างชาติ” เพราะคำอธิบายแบบนั้นแม้มีส่วนจริง แต่ยังตื้นเกินไป ความจริงที่ลึกกว่าคือ ไทยกำลังฉายความขัดแย้งภายในของตนเองออกไปบนเวทีโลก คนที่กลัวเสรีนิยมตะวันตกจึงมองจีนและรัสเซียเป็นกำแพงป้องกัน คนที่กลัวอำนาจนิยมก็จะมองตะวันตกเป็นพื้นที่ของหลักสิทธิและการคานอำนาจ สุดท้ายแล้ว สิ่งที่กำลังถูกโต้เถียงกันผ่านยูเครน ไต้หวัน หรือทะเลจีนใต้ ไม่ได้มีแค่ชะตาของโลก แต่มีชะตาของระเบียบการเมืองไทยซ่อนอยู่ด้วย

At first glance, it may seem that many Thai conservatives simply admire China, Russia, or even Iran and North Korea because these states look strong, decisive, and resistant to the United States. But the deeper reality is more layered. What we are observing is not merely foreign-policy preference. It is a mixture of historical memory, domestic identity politics, anxiety about Western liberalism, and a projection of Thailand’s internal political conflict onto the global stage.

The central question is not, “How much do these groups love China or Russia?” It is, “How deeply do they distrust the liberal West?”

1) The deepest driver is distrust of the West, not pure admiration for China or Russia

The strongest engine behind this tendency is not an informed attachment to China or Russia as such. It is a negative reaction to the United States and Western Europe, which are often seen by conservative Thai circles as external actors that criticize, pressure, or morally intrude into Thai politics in the name of democracy, human rights, and liberal values. This dynamic became especially salient after the coups of 2006 and 2014, when relations with Western governments became more strained and outside criticism was interpreted by many conservatives as interference in Thailand’s sovereign affairs.[2]

By contrast, China and Russia are frequently perceived as powers that do not lecture Thailand about its domestic political order. That makes them appear safer, more respectful, and more compatible with a worldview that prioritizes stability over liberal contestation. Recent scholarship on Thailand supports this interpretation, arguing that attitudes toward China are mediated through Thailand’s domestic political polarization and that advocates of authoritarian rule tend to view China more favorably than those with stronger democratic orientations.[1]

2) History functions as emotional and ideological capital

The old Siamese-Russian connection, especially the relationship between King Chulalongkorn and Tsar Nicholas II, is regularly invoked by conservative commentators as evidence of a longstanding friendship. This historical memory is not entirely invented. Russia did have diplomatic relevance in the late nineteenth century, and court-to-court ties mattered in the broader strategic environment of that era.[3]

Yet the survival of Siam was never the work of Russia alone. It depended on elite reform, strategic balancing between imperial powers, and remarkable diplomatic flexibility. Even so, the Russian connection continues to serve as a useful narrative resource: it reinforces the idea that the West was historically predatory, whereas Russia is remembered as a sympathetic partner rather than a colonizing threat.

3) Admiration for strongman rule has a domestic logic

When some Thai conservatives praise Vladimir Putin or Xi Jinping, the admiration often reflects less knowledge of Russia or China themselves than a symbolic longing for a state that still appears capable of commanding society. For people who see electoral competition, protest politics, and ideological pluralism as drivers of instability, leaders who centralize authority can seem attractive precisely because they embody order, decisiveness, and state continuity.[4]

In that value hierarchy, stability comes before liberty, hierarchy before open contestation, and the center before the periphery. Strongman admiration therefore cannot be understood purely as external alignment. It also mirrors a domestic political ideal: a Thailand in which core institutions remain insulated from disruptive change.

Stability first

Order and continuity are weighted more heavily than open-ended political competition.

Central authority matters

Highly centralized decision-making is often seen as more capable of defending the nation.

Liberalism is viewed as risky

Rights-based politics and protest culture are often interpreted as gateways to social disorder.

4) Global conflicts become extensions of domestic political war

Thai pro-Russia or pro-China discourse cannot be fully understood apart from Thailand’s own political struggle over the past two decades. Several analyses suggest that debates over Ukraine in Thailand have functioned as a proxy battle between domestic conservative and democratic camps.[5]

When students, younger voters, and pro-democracy voices identify with Ukraine and criticize Russia as an authoritarian aggressor, many conservatives react in the opposite direction almost reflexively. Why? Because they perceive the moral language deployed against Russia as the same language once used against military rule, conservative establishments, or even sacred institutions at home. In other words, positions on Ukraine become internal political signals long before they become careful geopolitical judgments.

5) “Non-interference” carries real ideological appeal

China’s and Russia’s emphasis on non-interference resonates strongly with conservative state-centered thinking. It offers an implicit guarantee that domestic political order should remain the prerogative of the sovereign state, not an object of external moral arbitration. That makes the principle especially attractive to elites and networks invested in protecting inherited political arrangements.

Still, this principle should not be romanticized. Every major power advances its interests abroad. The difference is often one of language and method: some use the vocabulary of rights and democracy, others the language of security, trade, infrastructure, or strategic partnership.

6) Economics matters: China is structurally embedded in Thailand’s interests

Ideology is not the whole story. China is Thailand’s largest trading partner, and official cooperation now spans trade, energy transition, digital economy, electric vehicles, and other strategic sectors.[6] That means favorable attitudes toward China can also be grounded in very practical elite calculations about commerce, investment, and long-term strategic advantage.

Yet it would be inaccurate to say that Thailand, at the state level, has simply chosen China over the United States. Thailand remains a U.S. treaty ally, continues to participate in long-standing security cooperation, and still co-hosts the Cobra Gold military exercise.[7] Most serious assessments therefore describe Thailand’s actual state behavior as hedging or balancing rather than hard alignment with either camp.[8]

7) Social media amplifies some voices beyond their real social weight

Online visibility can create the impression that Thai conservatives are overwhelmingly pro-Russia or pro-China. Methodologically, however, that conclusion requires caution. Thailand’s media environment is deeply shaped by social platforms, and algorithmic systems tend to amplify emotionally charged and polarizing content.[9] The loudest discourse is not always the largest discourse. Sometimes it is simply the most networked, the most provocative, or the most disciplined in circulation.

8) What is really being contested is the kind of order Thailand should have

The sharpest way to summarize this phenomenon is to say that support for China or Russia among some Thai conservatives is not mainly about Beijing or Moscow. It is about defending a preferred model of political order for Thailand itself. The West is associated with democracy, rights, pressure on entrenched institutions, and external moral scrutiny. China and Russia are associated with central authority, regime continuity, and the refusal to be lectured.

So when some Thai conservatives appear to “choose” China or Russia, what they may actually be protecting is not a foreign country at all, but a domestic worldview: one in which society remains safe only if power retains a center, change stays controlled, and inherited institutions are not pushed too far, too fast.

Scholarly caution: This essay does not claim that all Thai conservatives think alike, nor that the Thai state has decisively chosen China or Russia over the United States. Its purpose is to explain a real and visible tendency at the level of discourse, political imagination, and structural incentives.

Conclusion

A fair reading of this phenomenon must go beyond saying that “the Thai right likes foreign authoritarian powers.” That line contains part of the truth, but it is still too shallow. The deeper truth is that Thailand is projecting its own internal conflict onto world affairs. Those who fear Western liberalism see China and Russia as shields. Those who fear authoritarianism look to the liberal world for principles, protections, and counterweights. In the end, arguments over Ukraine, Taiwan, or the South China Sea are never only about those places. Hidden inside them is a struggle over the moral and institutional future of Thailand itself.

References / Endnotes

  1. Wacharapol Chow, “Authoritarian rule and domestic political divisions in Thailand,” International Relations of the Asia-Pacific, 2025. DOI: 10.1093/irap/lcaf002.
  2. U.S. Department of State, “Daily Press Briefing - May 27, 2014,” reflecting U.S. responses after Thailand’s 2014 coup: state.gov.
  3. Ministry of Foreign Affairs of Thailand, “King Chulalongkorn's European Sojourn as a Lesson in Diplomacy,” PDF essay discussing relations with Tsar Nicholas II and Russia’s diplomatic role: mfa.go.th.
  4. The Guardian, “In Thailand, the war in Ukraine divides the generations,” April 5, 2022: theguardian.com.
  5. Pavin Chachavalpongpun, “In Denial Against Democracy: Thailand’s Royalists see Putin as a ‘Decoloniser’,” Fulcrum / ISEAS, May 11, 2022: fulcrum.sg.
  6. Ministry of Foreign Affairs of Thailand, “Joint Statement between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the People’s Republic of China…,” February 8, 2025: mfa.go.th.
  7. U.S. Department of Defense / National Guard resources noting continuing partnership with Thailand and Cobra Gold; see also archived U.S. State Department country pages on Thailand as a treaty ally: defense.gov.
  8. Evan A. Laksmana and Kitti Prasirtsuk, “Thailand in the Emerging World Order,” Carnegie Endowment for International Peace, October 26, 2023: carnegieendowment.org.
  9. Reuters Institute for the Study of Journalism, “Digital News Report 2024: Thailand,” June 17, 2024: reutersinstitute.politics.ox.ac.uk.

This article is analytical and interpretive. It synthesizes public reporting, academic analysis, and official materials to explain a visible pattern in Thai political discourse. It does not claim unanimity within any political camp.

ศัตรูภายในที่ต้องกำจัด โดย คันฉ่องส่องไทย สร้างสติ เสริมปัญญา โดย ดร.​ เพียงดิน รักไทย

พม่า อาณาจักรและวัฒนธรรมที่เคยยิ่งใหญ่ กับสภาพที่จมดิ่งในปัจจุบัน โดยคันฉ่องส่องโลก กับ ดร เพียงดิน รักไทย

แผน 15 ข้อ ของสหรัฐฯ ที่เสนอให้อิหร่าน (มีนาคม 2026)

แผน 15 ข้อ ของสหรัฐฯ ที่เสนอให้อิหร่าน (มีนาคม 2026)

แผน 15 ข้อ ของสหรัฐฯ

ข้อเสนอเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลางกับอิหร่าน (มีนาคม 2026)

ส่งผ่านปากีสถาน • ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดทั้ง 15 ข้ออย่างเป็นทางการ

บริบท

ตามรายงานจาก The New York Times, Washington Post, Wall Street Journal และสื่ออื่น ๆ สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลทรัมป์ ได้ส่ง แผน 15 ข้อ (15-point plan) ไปยังอิหร่านผ่านปากีสถาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางหลัก เพื่อหาทางออก (off-ramp) จากสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

แผนนี้มุ่งเน้นการรื้อถอนขีดความสามารถนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่านเป็นหลัก แลกกับการยกเลิกการคว่ำบาตรและความช่วยเหลือบางประการ

ประเด็นหลักในแผน 15 ข้อ (จากข้อมูลที่เปิดเผย)

  • นิวเคลียร์ (หัวข้อหลัก): รื้อถอนหรือทำลายโรงงานนิวเคลียร์หลัก (Natanz, Fordow, Isfahan), หยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมทุกกิจกรรมบนดินแดนอิหร่าน, ส่งมอบสต็อกยูเรเนียมทั้งหมดให้ IAEA, ให้คำมั่นถาวรว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์, และอนุญาตให้ IAEA ตรวจสอบอย่างเข้มงวด
  • ขีปนาวุธ: จำกัดหรือหยุดพัฒนาโปรแกรมขีปนาวุธนำวิถี (ballistic missile program)
  • กลุ่มพันธมิตร (Proxies): หยุดให้เงินทุน อุปกรณ์ และสั่งการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์, ฮูตี, ฮามาส และกลุ่มติดอาวุธอื่น ๆ ในภูมิภาค
  • ความมั่นคงทางทะเล: รับประกันการเดินเรือเสรีในช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz)
  • ผลประโยชน์ตอบแทน: ยกเลิกการคว่ำบาตร (sanctions) ที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์ (บางรายงานระบุอาจยกเลิกทั้งหมด), ช่วยเหลือพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อพลเรือน (civilian nuclear energy), และอาจมีหยุดยิงชั่วคราว 30 วัน เพื่อเจรจาต่อ

สรุปการแลกเปลี่ยน (จากแหล่งข่าว)

ฝั่งสหรัฐฯ เสนอ สิ่งที่อิหร่านต้องทำ
ยกเลิก sanctions รื้อถอนนิวเคลียร์และหยุด enrichment
ช่วยเหลือ civilian nuclear program ส่งมอบสต็อกยูเรเนียมและอนุญาต IAEA ตรวจสอบเต็มรูปแบบ
หยุดยิงชั่วคราว หยุดสนับสนุนกลุ่ม proxies และจำกัดขีปนาวุธ
ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ รับประกันเดินเรือเสรีในฮอร์มุซ

ปฏิกิริยาจากอิหร่าน

อิหร่านปฏิเสธแผนนี้ในเบื้องต้น โดยสื่อรัฐอย่าง Press TV ระบุว่าแผนนี้ “maximalist และไม่สมเหตุสมผล”

อิหร่านยื่นข้อเสนอตอบโต้ประมาณ 5 ข้อ ได้แก่:

  • หยุดการโจมตีและลอบสังหารจากสหรัฐฯ-อิสราเอลโดยสิ้นเชิง
  • มีกลไกรับประกันว่าสงครามจะไม่เกิดขึ้นซ้ำ
  • ชดเชยความเสียหายจากสงคราม (reparations)
  • ยุติการโจมตีทุกแนวรบ รวมถึงกลุ่มต่อต้าน
  • ยอมรับสิทธิอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

อิหร่านย้ำว่า “ไม่มีการเจรจาโดยตรง” กับสหรัฐฯ แม้จะได้รับข้อเสนอผ่านตัวกลาง

การวิเคราะห์โดยสังเขป

แผนนี้สะท้อนความต้องการของสหรัฐฯ ที่อยากยุติสงครามเพราะผลกระทบทางเศรษฐกิจ (ราคาน้ำมัน ฯลฯ) แต่ยังคงจุดยืนแข็งกร้าวเรื่องนิวเคลียร์และความมั่นคงของอิสราเอล

โอกาสสำเร็จในระยะสั้น: ต่ำ เนื่องจากจุดยืนของทั้งสองฝ่ายห่างกันมาก

ข้อมูลนี้รวบรวมจากรายงานข่าวล่าสุด (มีนาคม 2026) รายละเอียดทั้ง 15 ข้อยังไม่เปิดเผยต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน และสถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

แหล่งข้อมูลหลัก: The New York Times, Washington Post, WSJ, AP, Reuters และสื่อไทย (มีนาคม 2026)

Accelerator Day 8 – Conditionals, Hypothetical Reasoning & Logical Precision

Accelerator Day 8 – Conditionals, Hypothetical Reasoning & Logical Precision

Accelerator Day 8

Conditionals, Hypothetical Reasoning & Logical Precision

Today’s focus is on how advanced English expresses possibility, causality, and unreal situations:
  • Zero, First, Second, Third Conditionals
  • Mixed conditionals (past → present impact)
  • Logical reasoning in arguments (if…then, counterfactuals)
This is critical for analytical writing, debate, and academic reasoning.
Progress: | Score:

โพสต์ล่าสุด

Jiang Xueqin Prediction - English / Thai คำทำนายสงครามอิหร่าน ของศาสตราจารย์เก๊ Jiang Xueqin

Jiang Xueqin Prediction - English / Thai Jiang Xueqin’s Prediction on U.S. vs Iran Switch to Thai ...

Popular Posts