20 ความย้อนแย้งของคนเกลียดอเมริกา
แต่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่อเมริกาช่วยสร้าง

20 ความย้อนแย้งของคนเกลียดอเมริกา แต่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่อเมริกาช่วยสร้าง

20 ความย้อนแย้งของคนเกลียดอเมริกา
แต่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่อเมริกาช่วยสร้าง

บทสะท้อนเชิงวิพากษ์ว่าด้วยอคติ การคัดเลือกข้อมูล และความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดกับวิถีชีวิต

การวิจารณ์อเมริกาไม่ใช่เรื่องผิดเลย เพราะไม่มีประเทศใดปลอดจากข้อบกพร่อง อำนาจนำก็มีด้านมืดของมันเสมอ และประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาก็มีทั้งสิ่งที่ควรถูกชื่นชมและสิ่งที่ควรถูกตั้งคำถามอย่างจริงจัง แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การวิจารณ์ หากอยู่ที่การเกลียดชังแบบไร้การพิจารณา เกลียดจนมองไม่เห็นว่าตนเองกำลังพึ่งพาสิ่งที่ตนด่าอยู่ทุกวัน ใช้ประโยชน์จากมันทุกชั่วโมง และแม้แต่ภาษาที่ใช้ประณาม ก็ยังลอยอยู่ในระบบโลกที่อเมริกามีส่วนสร้างขึ้นมาอย่างลึกซึ้ง

ในสังคมไทย เราเห็นภาพเช่นนี้อยู่ไม่น้อย คนบางกลุ่มพูดถึงอเมริการาวกับเป็นต้นตอของความเสื่อมทั้งหมด แต่ขณะเดียวกันกลับใช้ชีวิตอยู่ในอุปกรณ์ ระบบความรู้ เครือข่ายการสื่อสาร แบบแผนทางธุรกิจ และวัฒนธรรมการบริโภคที่มีรอยประทับของอเมริกาอยู่แทบทุกชั้น ความย้อนแย้งเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นไม่มีสิทธิวิจารณ์อเมริกา ตรงกันข้าม พวกเขามีสิทธิเต็มที่ แต่ถ้าจะวิจารณ์ก็ควรวิจารณ์ด้วยความรู้ ด้วยความซื่อสัตย์ และด้วยความสามารถที่จะตรวจสอบตนเองด้วย ไม่ใช่เลือกด่าเฉพาะสิ่งที่ไม่ชอบ แล้วเงียบสนิทกับสิ่งที่ตนกำลังเสพและใช้ประโยชน์อยู่ทุกวัน

คนที่คิดอย่างมีวุฒิภาวะ ไม่จำเป็นต้องรักอเมริกา แต่ควรซื่อสัตย์พอที่จะเห็นว่า ตนเองกำลังอยู่ในโลกที่อเมริกามีส่วนออกแบบอยู่มากเพียงใด

ภาพสะท้อน 20 ประการของความย้อนแย้งนั้น

1) ปากด่าอเมริกา แต่โทรศัพท์ในมือคือผลผลิตของโลกเทคโนโลยีแบบอเมริกัน

คนจำนวนไม่น้อยประกาศเกลียดอเมริกาอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ใช้ iPhone หรือสมาร์ตโฟนที่ออกแบบ วางระบบนิเวศ และขับเคลื่อนโดยบริษัทเทคโนโลยีซึ่งเติบโตจากโครงสร้างนวัตกรรมแบบอเมริกันทั้งสิ้น แม้ชิ้นส่วนจะผลิตข้ามชาติ แต่แกนของการออกแบบ แบรนด์ พลังของซอฟต์แวร์ และวัฒนธรรมผลิตภัณฑ์นั้น มาจากโลกที่พวกเขามักกล่าวร้ายอยู่เสมอ

2) บอกว่าอเมริกาเป็นผู้ชี้นำโลกอย่างเลวร้าย แต่กลับใช้ Google เพื่อค้นหาความจริง

เมื่อสงสัยเรื่องใด คนเหล่านี้มักหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเสิร์ชหาคำตอบทันที และเครื่องมือที่ใช้ก็คือแพลตฟอร์มค้นหาความรู้ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกซึ่งเกิดจากอเมริกา ความย้อนแย้งอยู่ตรงที่ปากบอกไม่เชื่ออเมริกา แต่เวลาจะหาข้อมูลกลับพึ่งโครงสร้างความรู้ของอเมริกาแทบทุกครั้ง ราวกับด่าเวทีที่ตนเองยังยืนอยู่

3) เกลียดอเมริกา แต่ใช้ Facebook และ Instagram ระบายอารมณ์ทุกวัน

พวกเขาใช้แพลตฟอร์มโซเชียลของอเมริกาในการสร้างตัวตน แสดงความคิดเห็น ด่าศัตรูทางการเมือง รวมทั้งเผยแพร่ความเกลียดอเมริกาเองด้วย ภาพนี้ชวนให้ตั้งคำถามอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่การต่อต้านอเมริกาของเขา ก็ยังอาศัยโครงสร้างการสื่อสารที่อเมริกาเป็นผู้สร้างและควบคุมมาตรฐานการไหลของความสนใจจำนวนมหาศาล

4) บอกว่าวัฒนธรรมอเมริกันทำให้โลกเสื่อม แต่ดู YouTube จนเป็นกิจวัตร

คนที่ชอบกล่าวโทษอเมริกาว่าทำให้คนหลงในทุนนิยม วัตถุนิยม และความบันเทิงผิวเผิน กลับใช้ YouTube ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องจักรผลิตและกระจายวัฒนธรรมที่ทรงพลังที่สุดของโลกทุกวัน ทั้งฟังเพลง ดูข่าว ฟังธรรมะ ดูบทวิเคราะห์ หรือแม้แต่ดูคลิปที่ด่าอเมริกาเอง ความจริงก็คือชีวิตประจำวันของเขาถูกห่อหุ้มด้วยแพลตฟอร์มอเมริกันจนแทบแยกไม่ออก

5) ด่าอเมริกาว่าครอบงำทางวัฒนธรรม แต่เสพหนัง ซีรีส์ และเพลงจากโลกตะวันตกเป็นว่าเล่น

หลายคนเกลียด “ความเป็นอเมริกัน” ในเชิงการเมือง แต่กลับคุ้นชินกับวิธีเล่าเรื่อง ภาษา ดนตรี แฟชั่น และจังหวะชีวิตจากฮอลลีวูดอย่างแนบเนียน พวกเขาอาจไม่ยอมรับด้วยปาก ทว่าในเชิงวัฒนธรรมแล้วกลับถูกหล่อหลอมโดยอเมริกามาเป็นเวลานาน จนแม้แต่รสนิยมของตนเองก็มีร่องรอยของอิทธิพลนั้นอยู่เต็มไปหมด

6) พูดว่าอเมริกาชอบสั่งสอนโลกเรื่องเสรีภาพ แต่ตัวเองก็ใช้เสรีภาพนั้นในการด่า

คนบางกลุ่มไม่ชอบที่อเมริกาชูเรื่องเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย เพราะเห็นว่าเป็นเครื่องมือแทรกแซง ทว่าในเวลาเดียวกัน พวกเขากลับใช้แนวคิดเรื่องสิทธิในการแสดงความคิดเห็นเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองที่จะพูด จะด่า จะเสียดสี จะวิจารณ์ผู้อื่นอย่างเปิดเผย นี่คือการใช้ผลผลิตของโลกเสรีเพื่อโจมตีโลกเสรี โดยไม่ยอมรับแม้แต่น้อยว่าตนเองก็ได้อาศัยมันอยู่

7) บอกว่าอเมริกาเสื่อมทางศีลธรรม แต่กลับส่งลูกหลานไปเรียนมหาวิทยาลัยอเมริกัน

หากเชื่อจริงว่าอเมริกาเป็นสังคมอันตราย เสื่อมทราม และบิดเบี้ยว ก็สมควรหลีกเลี่ยงสถาบันการศึกษาของมันด้วย แต่ในโลกจริง คนที่โจมตีอเมริกาหนักหนามากที่สุดจำนวนไม่น้อยกลับภูมิใจเมื่อลูกหลานได้ทุนหรือได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐ เพราะลึกลงไปพวกเขารู้ดีว่าคุณภาพทางวิชาการ การวิจัย และระบบโอกาสของสังคมนั้นยังทรงพลังอยู่มาก

8) ปากเชียร์จีนหรือรัสเซีย แต่ชีวิตทางการเงินจริงยังวัดด้วยเงินดอลลาร์

คนที่ชอบประกาศว่าโลกใหม่ไม่ต้องพึ่งอเมริกาแล้ว มักยังคิดมูลค่าทองคำ น้ำมัน การค้า การลงทุน และความมั่นคงทางเศรษฐกิจผ่านกรอบของดอลลาร์สหรัฐอยู่ดี ต่อให้ชื่นชมมหาอำนาจฝั่งอื่นเพียงใด เมื่อจะวัดเสถียรภาพระดับโลก ก็ยังหนีไม่พ้นการจับตาเศรษฐกิจสหรัฐและค่าเงินของมัน นี่คือการปฏิเสธในทางวาทกรรม แต่ยอมรับในทางโครงสร้าง

9) ด่าอเมริกาว่าเห็นแก่ทุน แต่ใช้รูปแบบธุรกิจแบบอเมริกันโดยไม่รู้ตัว

ตั้งแต่การตลาดสมัยใหม่ การสร้างแบรนด์ การขายฝันแบบ startup การระดมทุน การคิดเรื่อง productivity ไปจนถึงการทำคอนเทนต์เพื่อสร้างรายได้ ล้วนมีรากจากระบบทุนนิยมและโลกธุรกิจที่อเมริกามีอิทธิพลอย่างมาก คนที่ต่อต้านอเมริกาหลายคนจึงใช้วิธีหาเงินที่เรียนรู้จากโลกอเมริกันทั้งนั้น แต่ไม่ยอมรับว่าตนเองก็กำลังเล่นอยู่ในสนามเดียวกัน

10) บอกว่าอเมริกาทำลายโลก แต่ขาดอินเทอร์เน็ตและ Wi-Fi ไม่ได้แม้วันเดียว

อินเทอร์เน็ตสมัยใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ หากเติบโตจากงานวิจัย โครงสร้างเครือข่าย และการพัฒนาเทคโนโลยีที่สหรัฐมีบทบาทนำอย่างสำคัญ ขณะเดียวกัน Wi-Fi และการเชื่อมต่อไร้สายก็เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันจนคนจำนวนมากใช้ทำมาหากิน ทำธุรกรรม เรียนรู้ และสื่อสารกันตลอดเวลา ความย้อนแย้งคือเกลียดประเทศที่ตนกล่าวหาว่าเป็นผู้ร้าย แต่กลับอยู่ไม่ได้หากตัดขาดจากระบบที่ประเทศนั้นช่วยบุกเบิก

11) ด่าสื่ออเมริกาว่าบิดเบือน แต่พออยากรู้ข่าวโลกก็ยังเปิดสื่ออเมริกัน

แม้จะโจมตี CNN หรือสื่อกระแสหลักของสหรัฐว่าเลือกข้าง คนจำนวนหนึ่งก็ยังอาศัยสื่อเหล่านี้เป็นหน้าต่างมองโลกอยู่ดี เพราะเมื่อเกิดวิกฤตใหญ่ สงคราม การเลือกตั้ง หรือเหตุการณ์ระดับโลก สื่ออเมริกันยังเป็นหนึ่งในผู้กำหนดวาระสาธารณะของโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ นี่จึงเป็นความสัมพันธ์แบบเกลียดแต่ขาดไม่ได้

12) ประณามอเมริกาว่าเป็นจักรวรรดินิยม แต่เสพประโยชน์จาก soft power ของมันทั้งวัน

เสื้อผ้า แฟชั่น กีฬา เพลง เกม ภาพยนตร์ รูปแบบรายการ วัฒนธรรมคาเฟ่ ฟิตเนส บทสนทนาในที่ทำงาน หรือแม้แต่ภาพความสำเร็จในชีวิต ล้วนมีเศษเสี้ยวของอเมริกันดรีมและ soft power แบบอเมริกันฝังอยู่เต็มไปหมด หลายคนด่าอเมริกาเรื่องการครอบงำโลก แต่กลับให้พื้นที่ในหัวใจและชีวิตประจำวันกับสินค้าทางวัฒนธรรมของมันอย่างมหาศาล

13) บอกว่าไม่เอาค่านิยมตะวันตก แต่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นบันไดสู่โอกาส

คนที่วิจารณ์โลกตะวันตกหนักหน่วงไม่น้อยกลับยังเร่งให้ลูกหลานเก่งภาษาอังกฤษ เพราะรู้ดีว่านี่คือภาษาของการศึกษา การงาน วิทยาศาสตร์ ธุรกิจ และการสื่อสารข้ามพรมแดน ความจริงข้อนี้ไม่ได้แปลว่าอังกฤษเป็นเจ้าของความจริง แต่สะท้อนชัดว่าคนจำนวนมากยังต้องการเข้าถึงโลกแห่งโอกาสผ่านภาษาที่มีรากและพลังจากโลกแองโกล-อเมริกันอยู่ดี

14) เชียร์ระบอบเข้มงวดแบบอำนาจนิยม แต่ใช้ชีวิตบนแพลตฟอร์มเปิดที่เกิดจากโลกเสรี

คนบางกลุ่มหลงใหลความเด็ดขาด ความแข็งกร้าว และรัฐที่ควบคุมทุกอย่างได้ แต่ในชีวิตจริงกลับใช้เทคโนโลยีและแพลตฟอร์มที่เติบโตขึ้นจากระบบเปิด การทดลอง ความกล้าเสี่ยง และเสรีภาพทางวิชาการซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญของโลกเสรีนิยม หากเปลี่ยนไปอยู่ในระบบปิดจริง สิ่งที่เขาใช้อยู่ทุกวันอาจไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ เลยด้วยซ้ำ

15) ด่าอเมริกาว่าทำให้คนหลงบริโภค แต่ตัวเองก็ไล่ซื้อแบรนด์ระดับโลกไม่หยุด

คนที่พูดว่าทุนนิยมอเมริกันทำลายจิตวิญญาณมนุษย์ บางครั้งก็เป็นคนเดียวกับที่รอเปิดตัวสินค้าใหม่ ชอบสินค้าแบรนด์ดังระดับโลก และผูกคุณค่าบางส่วนของชีวิตไว้กับการบริโภคอย่างแนบแน่น เขาอาจไม่เรียกมันว่า “อเมริกัน” แต่จังหวะชีวิตเช่นนี้มีสายเลือดของวัฒนธรรมบริโภคนิยมแบบอเมริกันปะปนอยู่ชัดเจน

16) เกลียดอเมริกา แต่เวลาพูดเรื่องสิทธิ ความยุติธรรม และการตรวจสอบอำนาจ ก็ยังใช้กรอบคิดที่โลกเสรีพัฒนาขึ้น

เมื่อคนเหล่านี้ถูกเอาเปรียบหรือเห็นความไม่เป็นธรรม พวกเขามักอ้างเรื่องสิทธิ ความเท่าเทียม การตรวจสอบถ่วงดุล หรือความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ แนวคิดเหล่านี้ไม่ได้เป็นสมบัติของอเมริกาเพียงผู้เดียว แต่ก็ปฏิเสธยากว่าระบบเสรีนิยมประชาธิปไตยแบบตะวันตก รวมทั้งสหรัฐ มีบทบาทอย่างมากในการผลักให้คำเหล่านี้กลายเป็นภาษาสากลของการเรียกร้องความเป็นธรรม

17) ด่าสื่อกระแสหลักอเมริกา แต่ใช้คำอย่าง fake news, fact-check, bias ตามแบบสื่ออเมริกัน

แม้จะเกลียดสื่ออเมริกัน แต่กรอบการคิดในการวิจารณ์สื่อของพวกเขาเองก็มักหยิบยืมมาจากภาษาและเครื่องมือวิเคราะห์ที่พัฒนาในโลกสื่ออเมริกันหรือโลกตะวันตกสมัยใหม่ ความน่าขำจึงอยู่ตรงที่แม้แต่การด่าสื่ออเมริกา ก็ยังใช้ภาษาที่อเมริกาช่วยทำให้กลายเป็นภาษากลางของการถกเถียงสาธารณะ

18) เชียร์อีกขั้วหนึ่งของโลกเพราะเกลียดอเมริกา ไม่ใช่เพราะเข้าใจอีกขั้วอย่างแท้จริง

เมื่อถามลึกลงไปว่าจีนหรือรัสเซียมีจุดแข็งเชิงปรัชญา สถาบัน หรือโครงสร้างอย่างไร เหตุใดจึงควรเป็นต้นแบบ หลายคนกลับตอบได้เพียงว่า “อย่างน้อยก็ไม่ใช่อเมริกา” นี่ไม่ใช่การสนับสนุนด้วยเหตุผล แต่เป็นการผลักตัวเองไปอีกฝั่งด้วยแรงเกลียด ความคิดเช่นนี้ไม่ต่างจากการเลือกข้างเพราะอารมณ์ มากกว่าการยืนอยู่บนฐานของความเข้าใจจริง

19) บอกว่าอเมริกาเสแสร้งเรื่องเสรีภาพ แต่ตัวเองก็ไม่เคยอธิบายโมเดลทางเลือกที่ดีกว่าได้อย่างเป็นระบบ

การวิจารณ์อเมริกาจะหนักแน่นมากขึ้น หากสามารถเสนอได้ว่าแล้วแบบใดจึงดีกว่า เป็นธรรมกว่า ยั่งยืนกว่า หรือคุ้มค่ากว่าต่อศักดิ์ศรีมนุษย์ แต่คนจำนวนหนึ่งทำได้เพียงด่า ทว่าเมื่อถูกถามให้ลงรายละเอียดถึงระบบทางเลือก กลับให้คำอธิบายเชิงโครงสร้างแทบไม่ได้เลย ความเกลียดจึงกลายเป็นเพียงท่าที ไม่ใช่ข้อเสนอทางปัญญา

20) ลึกที่สุดแล้ว พวกเขาไม่ได้เกลียดอเมริกาเพราะเข้าใจอเมริกา แต่เกลียดเพราะอเมริกากระทบสิ่งที่ตนอยากปกป้อง

นี่อาจเป็นแก่นสำคัญที่สุด คนบางกลุ่มไม่ได้ศึกษาสหรัฐอย่างเป็นระบบ ไม่ได้ชั่งน้ำหนักทั้งข้อดีข้อเสีย ไม่ได้วิจารณ์ด้วยมาตรฐานเดียวกับที่ใช้กับมหาอำนาจอื่น หากแต่เกลียดอเมริกาเพราะมองว่าอเมริกาเป็นภัยต่อระเบียบอำนาจบางอย่างที่ตนผูกพันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมอนุรักษ์นิยม โครงสร้างชนชั้น หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางการเมืองที่ไม่อยากให้ใครแตะต้อง ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า “เกลียดอเมริกา” ในหลายกรณี จึงไม่ใช่การประเมินอเมริกาอย่างมีเหตุผล แต่เป็นปฏิกิริยาปกป้องสิ่งที่ตนรักต่างหาก

มองให้ลึกกว่าความเกลียด

หากมองให้ลึก ความย้อนแย้งทั้งหมดนี้ไม่ได้เกิดจากความโง่เขลาอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่นักคิดเรียกว่า cognitive dissonance คือภาวะที่ความเชื่อกับพฤติกรรมไม่สอดคล้องกัน คนเราจึงมักเลือกข้อมูลที่ทำให้ตนยังรู้สึกว่าตัวเองถูกอยู่ ขณะเดียวกันก็ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่ตนโจมตีต่อไปโดยไม่อยากเผชิญความจริงว่าตนเองกำลังขัดแย้งกับตัวเองอยู่

ปัญหาอีกด้านคือ คนจำนวนหนึ่งไม่ได้คิดจากหลักการ แต่คิดจากอัตลักษณ์ของฝ่ายตนเอง ฝ่ายฉันเกลียดอะไร ฉันก็เกลียดสิ่งนั้นตามไปด้วย แม้ยังไม่เข้าใจทั้งหมดก็ตาม และเมื่อความคิดถูกยึดด้วยอัตลักษณ์ การหาหลักฐานก็กลายเป็นเพียงการหาของมายืนยันความเชื่อเดิม ไม่ใช่การแสวงหาความจริงอย่างแท้จริง

จุดมุ่งหมายของบทความนี้ไม่ใช่เพื่อบังคับให้ใครต้องรักอเมริกา เพราะอเมริกาเองก็มีความผิดพลาด มีความหน้าซื่อใจคดในหลายช่วงเวลา และสมควรถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างจริงจังในหลายเรื่อง แต่การวิจารณ์ที่มีศักดิ์ศรี ต้องเริ่มจากการซื่อสัตย์กับตัวเองก่อนว่า เรากำลังยืนอยู่ตรงไหน ใช้อะไรอยู่ พึ่งอะไรอยู่ และกำลังด่าจากฐานของความรู้หรือจากฐานของความคับแค้นทางอุดมการณ์

คนที่มีวุฒิภาวะทางปัญญา ไม่จำเป็นต้องรักอเมริกา แต่ควรกล้ายอมรับว่าโลกปัจจุบันจำนวนมากถูกขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี สถาบัน และวัฒนธรรมที่อเมริกามีส่วนสร้าง หากจะวิจารณ์ ก็จงวิจารณ์อย่างรู้จริง ไม่ใช่เกลียดแบบอาศัยของเขา หายใจในโลกของเขา แล้วทำราวกับตนเองไม่เคยได้ประโยชน์อะไรจากมันเลย

โพสต์ล่าสุด

20 ความย้อนแย้งของคนเกลียดอเมริกา<br>แต่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่อเมริกาช่วยสร้าง

20 ความย้อนแย้งของคนเกลียดอเมริกา แต่ใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่อเมริกาช่วยสร้าง 20 ความย้อนแย้งของคนเกลียดอเมริกา แต่ใช้ชี...

Popular Posts