เมื่อส่องอเมริกา เราเห็นเงาของตัวเอง บ้างไหม?

ภาพประกอบ: Indiana University Bloomington คันฉ่องส่องโลก: เมื่อส่องอเมริกา เราเห็นเงาของตัวเอง

คันฉ่องส่องโลก

เมื่อส่องอเมริกา เราเห็นเงาของตัวเอง

มองประเทศมหาอำนาจผ่านเลนส์ของโครงสร้าง ความคิด และวัฒนธรรม เพื่อกลับมาถามอย่างจริงจังว่า สังคมไทยยังขาดอะไรจึงไปไม่ถึงความเป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่างแท้จริง

โลกนี้ไม่มีประเทศใดปราศจากปัญหา สหรัฐอเมริกาก็เช่นกัน ภาพของคนไร้บ้าน ความเหลื่อมล้ำ ความร้าวลึกทางการเมือง และอาชญากรรมในบางเมืองใหญ่ ล้วนเป็นความจริงที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่หากถอยออกมาจากภาพรายวัน แล้วมองในระดับโครงสร้างให้ยาวขึ้นอีกหน่อย เราจะพบว่า ประเทศนี้ยังคงมีความสามารถพิเศษบางอย่าง นั่นคือการสร้างคน สร้างความคิด และทำให้ความคิดเหล่านั้นกลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ นวัตกรรม และผลผลิตทางสังคมได้อย่างต่อเนื่อง

การหยิบอเมริกามาเป็นตัวอย่างในที่นี้ ไม่ใช่เพื่อเทิดทูน ไม่ใช่เพื่อบอกว่าประเทศอื่นด้อยกว่า และไม่ใช่เพื่อชวนให้คนไทยหลงใหลโลกตะวันตกอย่างผิวเผิน หากเป็นการใช้ประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงในหลายด้านเป็นฉากหลัง แล้วค่อย ๆ ฉายไฟกลับเข้ามาที่ตัวเราเอง เพื่อดูว่าเหตุใดสังคมหนึ่งจึงสามารถสร้างพลังขับเคลื่อนได้มาก ขณะที่อีกสังคมหนึ่งยังติดกับแรงหน่วงเดิม ๆ จนก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้อย่างลำบาก

เมื่อมองอเมริกาให้ลึก สิ่งแรกที่น่าจับตาไม่ใช่ตึกสูง ไม่ใช่กองทัพ ไม่ใช่ตลาดหุ้น หากเป็นบรรยากาศทางความคิด ประเทศนี้มีข้อบกพร่องมาก แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ความคิดใหม่มีสิทธิ์เกิด มีสิทธิ์ลอง และมีสิทธิ์ล้มโดยไม่จำเป็นต้องถูกประหารทางสังคมในทันที เรื่องเล่าของบริษัทที่เริ่มจากห้องเช่าเล็ก ๆ โรงรถ หรือโต๊ะทำงานไม่กี่ตัว อาจถูกเล่าซ้ำจนคล้ายตำนาน แต่แก่นของเรื่องเหล่านี้อยู่ที่สภาพแวดล้อมที่ไม่บีบให้ทุกคนต้องเดินตามรอยเท้าเก่าอย่างเดียว คนที่มีความคิดแปลกจึงยังพอมีพื้นที่หายใจ คนที่ทำผิดพลาดยังพอมีโอกาสกลับมาใหม่ และคนที่ท้าทายของเดิมก็ไม่ได้ถูกมองเป็นภัยโดยอัตโนมัติ

เมื่อหันกลับมาที่สังคมไทย เราจะเห็นแรงกดอีกแบบหนึ่งทำงานอยู่เงียบ ๆ นานนับสิบปี หลายครั้งสิ่งที่ทำให้คนไม่กล้าคิด ไม่กล้าสร้าง ไม่กล้าลอง ไม่ได้มาจากการขาดความสามารถ แต่มาจากวัฒนธรรมที่ลงโทษความผิดพลาดรุนแรงเกินไป เราเป็นสังคมที่ให้ความสำคัญกับการไม่เสียหน้าอย่างมาก จนคนจำนวนไม่น้อยคุ้นชินกับการทำสิ่งที่ปลอดภัยไว้ก่อน การคิดต่างจึงกลายเป็นความเสี่ยง การเสนอสิ่งใหม่กลายเป็นการเปิดช่องให้ถูกจับผิด และการล้มเหลวกลายเป็นรอยแผลทางสถานะมากกว่าบทเรียนของการเติบโต เมื่อบรรยากาศทางสังคมเป็นเช่นนี้ ความคิดจำนวนมากจึงไม่เคยมีโอกาสออกจากหัวของเจ้าของมันเลยด้วยซ้ำ

ระบบการศึกษาที่สร้างคนคิด กับระบบที่ฝึกคนให้อยู่ในกรอบ

หากจะมองให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง เราต้องยอมรับว่าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยคือโรงงานผลิตวัฒนธรรมของชาติ อเมริกาไม่ได้มีโรงเรียนดีทุกแห่ง และระบบการศึกษาของเขาก็มีปัญหาไม่น้อย แต่ในระดับที่ขับเคลื่อนประเทศได้จริง โดยเฉพาะในมหาวิทยาลัยชั้นนำ ห้องทดลอง ศูนย์วิจัย และพื้นที่เรียนรู้แบบเปิด เราจะเห็นว่านักเรียนและนักศึกษาถูกฝึกให้ตั้งคำถาม ถูกฝึกให้โต้แย้ง และถูกฝึกให้แสดงเหตุผลของตัวเองอย่างจริงจัง พลังของประเทศจึงไม่ได้อยู่ที่การมีคนจำเก่งเท่านั้น แต่อยู่ที่การมีคนจำนวนมากพอสมควรซึ่งสามารถคิดต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้วได้

ในสังคมไทย เรามีเด็กเก่งจำนวนมาก แต่ระบบจำนวนไม่น้อยยังให้รางวัลกับการตอบให้ตรง มากกว่าการคิดให้ลึก เด็กที่ถามมากอาจถูกมองว่ากวน เด็กที่เถียงด้วยเหตุผลอาจถูกมองว่าไม่อ่อนน้อม เด็กที่คิดต่างอาจถูกปรับให้กลับเข้าแถว สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ หล่อหลอมให้คนเรียนรู้ว่า ความปลอดภัยอยู่ที่การพูดอย่างที่ระบบอยากได้ยิน ไม่ใช่การสำรวจความจริงให้ไกลที่สุด ผลลัพธ์ที่สะสมขึ้นมาคือประเทศที่มีผู้มีความรู้ไม่น้อย แต่มีคนจำนวนไม่มากพอที่ถูกฝึกให้เป็นผู้สร้างกรอบใหม่ของความรู้

เงินทุน โอกาส และเส้นทางของความสามารถ

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้อเมริกายืนอยู่แถวหน้าของโลกได้อย่างยาวนาน คือการที่ระบบทุนของเขายังเปิดช่องให้ความสามารถบางส่วนเปลี่ยนเป็นโอกาสได้จริง ต่อให้จะมีอภิสิทธิ์ มีเครือข่าย และมีความไม่เท่าเทียมอยู่มาก แต่โดยภาพรวมแล้ว หากคนคนหนึ่งมีความคิด มีทักษะ และสร้างคุณค่าได้ เขายังมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน เข้าถึงตลาด และเข้าถึงผู้ร่วมสร้างในระดับที่ระบบไทยยังทำได้ไม่เต็มที่ เงินทุนในอเมริกาจึงไม่ได้ไหลเข้าหาเพียงนามสกุลหรือสายสัมพันธ์เท่านั้น หากยังไหลเข้าหาความเป็นไปได้ของสิ่งใหม่ด้วย

สำหรับประเทศไทย ปัญหาใหญ่ไม่ได้อยู่แค่ว่าทุนกระจุกตัว แต่อยู่ที่โอกาสในการพิสูจน์ตัวเองมักแคบกว่าที่ควรจะเป็น คนจำนวนไม่น้อยมีความสามารถ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เพราะประตูหลายบานเปิดให้คนบางกลุ่มง่ายกว่าคนอื่น ระบบอุปถัมภ์ที่ฝังรากลึกทำให้ความสามารถกับโอกาสไม่ได้พบกันอย่างที่ควรพบ เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศจึงสูญเสียทั้งเวลาและพลังของคนรุ่นใหม่ บางคนยอมลดขนาดความฝันลง บางคนย้ายสนามไปต่างประเทศ และบางคนอยู่ไปวัน ๆ ทั้งที่มีศักยภาพมากกว่านั้นมาก

กติกาที่เชื่อถือได้ คือพื้นฐานของความเจริญระยะยาว

ประเทศจะลงทุนกับอนาคตไม่ได้ หากผู้คนไม่เชื่อว่ากติกาจะยังอยู่ตรงนั้นในวันพรุ่งนี้ สิ่งที่ทำให้อเมริกาน่าสนใจไม่ใช่เพราะกติกาของเขาสมบูรณ์แบบ หากเพราะในภาพรวมแล้ว ผู้คนจำนวนมากยังเชื่อได้ว่าระบบกฎหมาย สัญญา สิทธิในทรัพย์สิน และกลไกการระงับข้อพิพาทยังพอมีเสถียรภาพมากพอให้วางแผนระยะยาวได้ เมื่อกติกาพอคาดเดาได้ คนก็กล้าลงทุน กล้าสร้างกิจการ กล้าทำวิจัย และกล้าพัฒนาสิ่งที่ต้องใช้เวลาเป็นสิบปีโดยไม่กลัวว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนเพียงเพราะอำนาจบางชุดขยับตัว

ในสังคมไทย ความไม่แน่นอนจำนวนมากไม่ได้อยู่ในตำรา แต่อยู่ในความรู้สึกของผู้คน ไม่ใช่ทุกคนจะพูดออกมาตรง ๆ แต่หลายคนใช้ชีวิตด้วยความระแวงว่า กติกาอาจไม่เท่ากัน การบังคับใช้อาจไม่เสมอกัน และสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผลหรือความสามารถอาจแพ้สิ่งที่ใกล้ชิดกับอำนาจมากกว่า เมื่อบรรยากาศเช่นนี้สะสมเป็นเวลานาน มันจะกัดกร่อนพลังสร้างสรรค์ของชาติอย่างช้า ๆ จนคนจำนวนมากเลิกหวังกับการเปลี่ยนแปลงที่ใช้เหตุผลและความสามารถเป็นฐาน

ประเทศที่ดึงดูดคนเก่งจากทั้งโลก ย่อมเร่งตัวได้ต่างจากประเทศที่ไล่คนเก่งของตัวเองออกไป

สหรัฐอเมริกามีข้อได้เปรียบอีกอย่างที่ไทยยังห่างอยู่มาก นั่นคือความสามารถในการดูดซับคนเก่งจากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร ผู้ประกอบการ นักวิจัย หรือผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา คนจำนวนมากไม่ได้เกิดที่อเมริกา แต่ไปผลิบานที่นั่น เพราะระบบของประเทศนั้นมีทั้งมหาวิทยาลัย ตลาดทุน เครือข่ายวิชาชีพ สถาบันวิจัย และวัฒนธรรมการทำงานที่เชื่อมต่อกันพอจะทำให้ศักยภาพของคนคนหนึ่งถูกใช้ได้เต็มที่กว่าเดิม

ประเทศไทยยังอยู่ในจุดที่ต้องถามตัวเองอย่างหนักว่า เราทำให้คนเก่งอยากอยู่ อยากกลับ และอยากเติบโตที่นี่ได้จริงเพียงใด หลายครั้งเราไม่ได้แค่ดึงคนเก่งจากโลกภายนอกไม่ได้เท่านั้น แต่ยังทำให้คนเก่งของเราเองค่อย ๆ หมดแรงใจไปกับระบบที่ไม่เห็นค่าความสามารถอย่างที่ควรจะเป็น การสูญเสียเช่นนี้ไม่ได้ดังเหมือนวิกฤตใหญ่ แต่ร้ายลึกกว่า เพราะมันคือการรั่วไหลของอนาคต

ประเทศที่พัฒนา ไม่ได้พัฒนาเพราะมีคนเก่งอยู่บ้าง หากพัฒนาเพราะมีกลไกที่ทำให้คนเก่ง ความคิดดี และความกล้าสร้างสรรค์ ไม่ถูกบี้แบนเสียก่อนจะออกดอกออกผล

สิ่งที่ไทยยังขาด อาจไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นเงื่อนไขของความเจริญ

เมื่อรวมภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน เราจะเริ่มเห็นว่าความต่างระหว่างอเมริกากับไทยไม่ได้อยู่ที่ทรัพยากรธรรมชาติหรือขนาดเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่เงื่อนไขลึก ๆ ของการเติบโต สังคมหนึ่งมีพื้นที่ให้ความคิดหายใจ มีสถาบันที่ยังพอทำหน้าที่รองรับความสามารถ มีระบบทุนที่พร้อมรับความเสี่ยงบางส่วน มีกติกาที่พอคาดเดาได้ และมีแรงดึงดูดต่อคนเก่งจากทั่วโลก อีกสังคมหนึ่งยังต่อสู้กับความกลัว ความอุปถัมภ์ ความไม่แน่นอน และวัฒนธรรมที่มักรีบทำให้คนอยู่ในกรอบก่อนที่เขาจะได้ค้นพบศักยภาพของตัวเองเต็มที่

ประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง ไม่ได้ขาดคนขยัน และไม่ได้ขาดคนมีอุดมคติ แต่เรายังขาดสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนเหล่านั้นรวมพลังกันได้อย่างเป็นระบบ ขาดโครงสร้างที่ให้รางวัลกับคุณค่าแท้จริงมากกว่าความใกล้ชิด ขาดการศึกษาแบบที่ฝึกคนให้มีวินัยทางปัญญาและมีความกล้าทางความคิด ขาดวัฒนธรรมที่ไม่ลงโทษความล้มเหลวจนเกินเหตุ และขาดสถาบันที่ทำให้คนเชื่อได้ว่า หากเขาทำดีจริง มีความสามารถจริง เขาจะมีทางไปต่อโดยไม่ต้องคอยหาทางลัดทางลับอยู่ตลอดเวลา

หากคนไทยอยากเห็นประเทศก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง อยากเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างจริงจัง และอยากเห็นบ้านเมืองที่มีศักดิ์ศรีในระดับประเทศพัฒนาแล้ว เราอาจต้องเลิกถามเพียงว่าทำไมประเทศอื่นจึงไปไกลกว่า แล้วหันมาถามให้ตรงขึ้นว่า อะไรในสังคมของเราที่ยังบั่นทอนคนของเราเองอยู่ทุกวัน

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ขวางความเจริญของชาติไม่ได้อยู่ที่การขาดทรัพยากร แต่อยู่ที่การปล่อยให้โครงสร้างเก่า ความกลัวเก่า และวิธีคิดเก่า คอยกดทับพลังใหม่ของสังคมอย่างต่อเนื่อง หากเราไม่กล้าปรับสิ่งเหล่านี้ ต่อให้มีงบประมาณมากเพียงใด มีแผนยุทธศาสตร์สวยเพียงใด หรือมีคำขวัญหรูเพียงใด ประเทศก็อาจยังเดินวนอยู่กับที่ ขณะที่โลกข้างหน้าเคลื่อนออกไปทุกปี

การส่องอเมริกาในครั้งนี้จึงมีความหมายไม่ใช่เพราะเราจะต้องเป็นเหมือนเขา แต่เพราะมันช่วยให้เราเห็นชัดขึ้นว่า ประเทศที่เจริญจริงนั้น ต้องมีกลไกที่ปลดปล่อยศักยภาพของคน มิใช่กลไกที่คอยทำให้คนเก่งอ่อนแรง คนคิดใหม่เงียบเสียง และคนมีความฝันค่อย ๆ ยอมจำนนต่อระบบเดิม

คันฉ่องส่องโลก

โพสต์ล่าสุด

เมื่อส่องอเมริกา เราเห็นเงาของตัวเอง บ้างไหม?

ภาพประกอบ: Indiana University Bloomington คันฉ่องส่องโลก: เมื่อส่องอเมริกา เราเห็นเงาของตัวเอง คันฉ...

Popular Posts