คำชี้แจง

Saturday, January 3, 2026

ทหารครองเมืองยาวนาน กับความล้มเหลวด้านอธิปไตย: เครือข่าย “สามพี่น้อง” ในโครงสร้างคณาธิปไตยไทยหลัง 2549

ทหารครองเมืองยาวนาน กับความล้มเหลวด้านอธิปไตย: เครือข่าย “สามพี่น้อง” ในโครงสร้างคณาธิปไตยไทยหลัง 2549

บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อ “ประณามเป็นรายคน” แต่เพื่อทำให้คนอ่านเห็นภาพว่า อำนาจในไทยถูกผลิตซ้ำอย่างเป็นระบบ ผ่านการคุมกำลัง คุมกติกา และคุมพื้นที่ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ จนรัฐบาลพลเรือนที่อายุสั้นแทบไม่มีแรงพอจะกำกับ “รัฐความมั่นคง” ได้จริง และเมื่อเกิดความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา คำถามเรื่องความรับผิดจึงควรถูกหันกลับไปที่ “ผู้ถืออำนาจต่อเนื่อง” มากกว่าการโยนบาปให้รัฐบาลที่เข้ามาไม่นาน
ข้อระวังทางหลักฐาน: เหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง (เช่น ปี 2553) มีข้อโต้แย้งจำนวนมาก บทความนี้จึงยืนอยู่บน “ข้อเท็จจริงระดับโครงสร้าง” และงานรายงานสาธารณะที่ตรวจสอบได้ ไม่ฟันธงกล่าวหาเชิงปัจเจกโดยปราศจากหลักฐานเฉพาะราย [1]

1) “70% ของอำนาจ” คืออะไรในเชิงโครงสร้าง?

ภาพรวมแบบย่อยง่าย: สามชั้นของอำนาจที่ทับซ้อนกัน

หากเราพูดแบบภาษาบ้าน ๆ “อำนาจ” ไม่ได้มีแค่การชนะเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาล แต่อยู่ที่การกำกับ สามทรัพยากร ที่เป็นหัวใจของรัฐ:

  • คุมกำลัง อำนาจใช้กำลัง (coercion) และการจัดวางกำลังพล/หน่วยยุทธศาสตร์
  • คุมกติกา อำนาจออกแบบกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ/องค์กรที่จะตัดสินเกม
  • คุมผลประโยชน์ อำนาจคุมงบประมาณ โครงการ และพื้นที่เศรษฐกิจการเมืองที่มีเงินหมุนสูง

เมื่อสามอย่างนี้ถูกร้อยเข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย ย่อมเกิด “เครื่องจักรกลที่มีชีวิต” ที่สามารถ ปกป้องตัวเอง และ ผลิตซ้ำอำนาจ ได้ แม้รัฐบาลเลือกตั้งจะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ

2) ไทม์ไลน์ “คุมกองทัพ → คุมรัฐบาล → คุมกติกา”: เส้นทางอำนาจของเครือข่ายสามพี่น้อง

การอ่านเรื่องนี้แบบ “บุคคลนิยม” มักพลาดแก่น เพราะการคุมประเทศไม่ได้เกิดจากคนเก่งคนเดียว แต่เกิดจาก เครือข่ายที่ยึดตำแหน่งยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตำแหน่งในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม

ช่วงเวลา จุดยึดอำนาจ นัยต่อ “โครงสร้างอำนาจ”
2547–2548 ประวิตรเป็น ผบ.ทบ.[2] การแต่งตั้ง–โยกย้ายเป็น “ทุนอำนาจ” ที่ยาวกว่าวาระรัฐบาล; วางเครือข่ายกำลังพลที่มีความจงรักภักดีต่อสายเดียวกัน
2550–2553 อนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ.[3] ช่วงหลังรัฐประหาร 2549 การเมืองถูกดึงเข้าสู่กรอบ “ความมั่นคง”; กองทัพกลายเป็นผู้กำกับเกมที่อยู่เหนือการเลือกตั้ง
2553 วิกฤตการเมืองและการใช้กำลังต่อการชุมนุม (เสื้อแดง) เกิดคำถามเรื่องความรับผิดของรัฐต่อความสูญเสียจำนวนมาก; ปมค้างคาเชิงความยุติธรรมและการตรวจสอบถ่วงดุล [1]
2553–2557 ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ.[4] “คุมกำลัง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และเป็นสะพานไปสู่การยึดอำนาจโดยตรง
22 พ.ค. 2557 รัฐประหารและตั้ง คสช. การยึดรัฐแบบเต็มรูป: คุมฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และการออกแบบกติกาใหม่ [5]
2560–2562 รัฐธรรมนูญ 2560 + ส.ว.แต่งตั้ง 250 ร่วมเลือกนายกฯ การสืบทอดอำนาจเชิงสถาบัน: เปลี่ยน “อำนาจปืน” เป็น “อำนาจกติกา” ทำให้กลับมาเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ [6]
ข้อสรุปเชิงโครงสร้าง: หาก “คุมกำลัง” แล้วตามด้วย “คุมกติกา” การเลือกตั้งจะถูกทำให้เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในระบบ ไม่ใช่เครื่องมือสูงสุดของอำนาจอธิปไตยของประชาชน

3) รัฐบาลพลเรือนอายุสั้น: ปัญหาไม่ใช่ “คนไหน” แต่คือ “ระบบทำให้เปราะ”

ในช่วงหลัง 2549 ไทยมีรัฐบาลพลเรือนจำนวนมากที่อายุสั้น—บางชุดอยู่เพียงราวหนึ่งปี หรือสองปีเศษ—ซึ่งมีนัยสำคัญทางรัฐศาสตร์อย่างยิ่ง: รัฐบาลที่เปลี่ยนบ่อย ไม่สามารถกำกับโครงสร้างความมั่นคงที่ต่อเนื่องได้จริง

โดยเฉพาะเรื่องชายแดนและความมั่นคงซึ่งมีกลไกบังคับบัญชา งบประมาณ กำลังพล และข้อมูลข่าวกรองอยู่ในระบบราชการ/กองทัพที่ต่อเนื่อง การจะ “สร้างฐานอำนาจใหม่” หรือ “ปรับวัฒนธรรมองค์กร” ต้องใช้เวลาและความสามารถในการสั่งการที่มั่นคง แต่ระบบการเมืองไทยกลับผลิตรัฐบาลที่เปราะและถูกทำให้ติดหล่มด้วยกลไกนอกสภาอยู่ซ้ำ ๆ

นัยสำคัญ: เมื่อคนไทยเห็นชายแดนมีปัญหาแล้วรีบโทษรัฐบาลที่อยู่ไม่นาน คำถามที่ถูกต้องกว่าอาจเป็น: “ใครถืออำนาจต่อเนื่องในพื้นที่นั้นมาโดยตลอด?”

4) ชายแดนไทย–กัมพูชา: อำนาจโดยแท้ของใคร และใครต้องรับผิดตามหลักรัฐสมัยใหม่?

ในหลักรัฐสมัยใหม่ “ความรับผิด” ต้องผูกกับ “อำนาจ” ไม่ใช่ผูกกับ “ภาพลักษณ์” หากหน่วยงานใดมีอำนาจปฏิบัติการสูงสุดในพื้นที่ หน่วยงานนั้นย่อมต้องรับผิดสูงสุดเมื่อเกิดความล้มเหลว

4.1 อำนาจพิเศษในภาวะฉุกเฉิน

กลไกสำคัญที่ทำให้กองทัพมีบทบาทเหนือรัฐบาลพลเรือนในบางช่วง คือ กฎอัยการศึก และกฎหมายความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกอธิบายในรายงานสาธารณะและตัวบทแปลอังกฤษ (เพื่อความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบ) [7] [8]

นี่ไม่ได้แปลว่า “ทหารผิดทุกเรื่อง” แต่แปลว่า ข้ออ้างโยนบาปให้รัฐบาลพลเรือนอายุสั้น มักขัดกับตรรกะความรับผิด เพราะรัฐบาลเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้คุมกลไกทั้งหมดในพื้นที่ความมั่นคงอย่างแท้จริง

อ่านเพิ่มเติม: ทำไม “โทษนักการเมือง” มักเป็นการตัดตอนความจริง?

เมื่อเกิดเหตุการณ์ชายแดนตึงเครียด คนไทยจำนวนไม่น้อยถูกชี้นำให้เชื่อว่า “รัฐบาลพลเรือนบริหารไม่เป็น” แต่หากย้อนดูตรรกะอย่างเป็นธรรม จะพบประเด็นสำคัญ 3 ข้อ:

  • เวลาไม่พอ: รัฐบาลอายุสั้นไม่มีเวลาปรับโครงสร้าง/วัฒนธรรมองค์กรความมั่นคงที่สั่งสมมานาน
  • อำนาจไม่เต็ม: ระบบความมั่นคงมีอำนาจเฉพาะทางสูงและมีช่องทางใช้อำนาจพิเศษได้ โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉิน [7]
  • ความต่อเนื่องของผู้คุมพื้นที่: ในหลายพื้นที่ ผู้มีอำนาจปฏิบัติการต่อเนื่องมักเป็นหน่วยงานความมั่นคงในระดับพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับเศรษฐกิจชายแดน

ดังนั้น การจะพูดว่า “ชายแดนพังเพราะนักการเมือง” ต้องอธิบายให้ได้ว่า นักการเมืองคนใด สั่งการอะไร มีอำนาจจริงแค่ไหน และทำไมกลไกความมั่นคงที่คุมพื้นที่ต่อเนื่องจึงไม่รับผิด

5) ขมวดท้าย: เมื่อทหารครองเมืองยาวนาน แต่ชายแดนยังเปราะ — เราควรถามอะไร?

ถ้ากองทัพคือผู้ถือ “อำนาจความมั่นคง” ต่อเนื่องยาวนาน ถ้ากองทัพสามารถยึดรัฐ ออกแบบกติกา และสืบทอดอำนาจผ่านสถาบันการเมืองได้ ถ้ากองทัพมีอำนาจพิเศษในภาวะฉุกเฉิน และคุมพื้นที่ชายแดนในทางปฏิบัติ

เมื่อเกิดความตึงเครียดไทย–กัมพูชา—ตั้งแต่การปะทะ การยกระดับความขัดแย้ง ไปจนถึงข้อสงสัยเรื่องความหละหลวมและผลประโยชน์ชายแดน— การจะโทษรัฐบาลพลเรือนอายุสั้นโดยอัตโนมัติ จึงไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ยุติธรรมและไม่ใช่ตรรกะรัฐสมัยใหม่

คำถามที่ “ตรงตัวอำนาจ” มากกว่า:
เราจะยังโทษนักการเมืองที่เข้ามาไม่นานต่อไป
หรือจะเริ่มตรวจสอบ “ผู้ถืออำนาจต่อเนื่อง” ในฐานะผู้รับผิดสูงสุดของความมั่นคงและอธิปไตย?

การตรวจสอบกองทัพไม่ใช่ความเกลียดชัง หากคือแก่นของประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ที่เรียกว่า Accountability — อำนาจอยู่ที่ใด ความรับผิดต้องอยู่ที่นั่น

ทหารมีไว้ทำไม?: บทความต่อยอดงานของศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

  ทหารมีไว้ทำไม การทบทวนเชิงวิชาการเต็มรูปแบบเพื่อ “push the edges of knowledge”หรือต่อยอดสาระทางวิชาการจากงานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ...

หมายเหตุสำหรับผู้อ่าน

เราล็อคไม่ให้คัดลอกเนื้อหา ไม่ใช่เพราะหวงความรู้ — แต่เพราะอยากให้ท่าน “อ่านที่นี่” และ “อ่านให้จบ” เพื่อสร้างนิสัยการบริโภคข่าวสาร/บทวิเคราะห์อย่างจริงจัง แทนการคัดลอกไปเก็บแล้วไม่ได้กลับมาอ่าน
เราคัดสรรเนื้อหาใหม่ที่มีสาระและตรวจสอบได้มาอัปเดต ทุกวัน เพื่อให้การเรียนรู้ของท่านเป็น “วินัย” ไม่ใช่ “ไฟล์สะสม”

ดูเนื้อหาล่าสุดวันนี้