ทหารครองเมืองยาวนาน กับความล้มเหลวด้านอธิปไตย: เครือข่าย “สามพี่น้อง” ในโครงสร้างคณาธิปไตยไทยหลัง 2549
1) “70% ของอำนาจ” คืออะไรในเชิงโครงสร้าง?
ภาพรวมแบบย่อยง่าย: สามชั้นของอำนาจที่ทับซ้อนกัน
หากเราพูดแบบภาษาบ้าน ๆ “อำนาจ” ไม่ได้มีแค่การชนะเลือกตั้งแล้วได้เป็นรัฐบาล แต่อยู่ที่การกำกับ สามทรัพยากร ที่เป็นหัวใจของรัฐ:
- คุมกำลัง อำนาจใช้กำลัง (coercion) และการจัดวางกำลังพล/หน่วยยุทธศาสตร์
- คุมกติกา อำนาจออกแบบกฎหมาย/รัฐธรรมนูญ/องค์กรที่จะตัดสินเกม
- คุมผลประโยชน์ อำนาจคุมงบประมาณ โครงการ และพื้นที่เศรษฐกิจการเมืองที่มีเงินหมุนสูง
เมื่อสามอย่างนี้ถูกร้อยเข้าด้วยกันเป็นเครือข่าย ย่อมเกิด “เครื่องจักรกลที่มีชีวิต” ที่สามารถ ปกป้องตัวเอง และ ผลิตซ้ำอำนาจ ได้ แม้รัฐบาลเลือกตั้งจะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ
2) ไทม์ไลน์ “คุมกองทัพ → คุมรัฐบาล → คุมกติกา”: เส้นทางอำนาจของเครือข่ายสามพี่น้อง
การอ่านเรื่องนี้แบบ “บุคคลนิยม” มักพลาดแก่น เพราะการคุมประเทศไม่ได้เกิดจากคนเก่งคนเดียว แต่เกิดจาก เครือข่ายที่ยึดตำแหน่งยุทธศาสตร์ต่อเนื่อง โดยเฉพาะตำแหน่งในกองทัพบกและกระทรวงกลาโหม
| ช่วงเวลา | จุดยึดอำนาจ | นัยต่อ “โครงสร้างอำนาจ” |
|---|---|---|
| 2547–2548 | ประวิตรเป็น ผบ.ทบ.[2] | การแต่งตั้ง–โยกย้ายเป็น “ทุนอำนาจ” ที่ยาวกว่าวาระรัฐบาล; วางเครือข่ายกำลังพลที่มีความจงรักภักดีต่อสายเดียวกัน |
| 2550–2553 | อนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ.[3] | ช่วงหลังรัฐประหาร 2549 การเมืองถูกดึงเข้าสู่กรอบ “ความมั่นคง”; กองทัพกลายเป็นผู้กำกับเกมที่อยู่เหนือการเลือกตั้ง |
| 2553 | วิกฤตการเมืองและการใช้กำลังต่อการชุมนุม (เสื้อแดง) | เกิดคำถามเรื่องความรับผิดของรัฐต่อความสูญเสียจำนวนมาก; ปมค้างคาเชิงความยุติธรรมและการตรวจสอบถ่วงดุล [1] |
| 2553–2557 | ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ.[4] | “คุมกำลัง” ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และเป็นสะพานไปสู่การยึดอำนาจโดยตรง |
| 22 พ.ค. 2557 | รัฐประหารและตั้ง คสช. | การยึดรัฐแบบเต็มรูป: คุมฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และการออกแบบกติกาใหม่ [5] |
| 2560–2562 | รัฐธรรมนูญ 2560 + ส.ว.แต่งตั้ง 250 ร่วมเลือกนายกฯ | การสืบทอดอำนาจเชิงสถาบัน: เปลี่ยน “อำนาจปืน” เป็น “อำนาจกติกา” ทำให้กลับมาเป็นรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้ [6] |
3) รัฐบาลพลเรือนอายุสั้น: ปัญหาไม่ใช่ “คนไหน” แต่คือ “ระบบทำให้เปราะ”
ในช่วงหลัง 2549 ไทยมีรัฐบาลพลเรือนจำนวนมากที่อายุสั้น—บางชุดอยู่เพียงราวหนึ่งปี หรือสองปีเศษ—ซึ่งมีนัยสำคัญทางรัฐศาสตร์อย่างยิ่ง: รัฐบาลที่เปลี่ยนบ่อย ไม่สามารถกำกับโครงสร้างความมั่นคงที่ต่อเนื่องได้จริง
โดยเฉพาะเรื่องชายแดนและความมั่นคงซึ่งมีกลไกบังคับบัญชา งบประมาณ กำลังพล และข้อมูลข่าวกรองอยู่ในระบบราชการ/กองทัพที่ต่อเนื่อง การจะ “สร้างฐานอำนาจใหม่” หรือ “ปรับวัฒนธรรมองค์กร” ต้องใช้เวลาและความสามารถในการสั่งการที่มั่นคง แต่ระบบการเมืองไทยกลับผลิตรัฐบาลที่เปราะและถูกทำให้ติดหล่มด้วยกลไกนอกสภาอยู่ซ้ำ ๆ
4) ชายแดนไทย–กัมพูชา: อำนาจโดยแท้ของใคร และใครต้องรับผิดตามหลักรัฐสมัยใหม่?
ในหลักรัฐสมัยใหม่ “ความรับผิด” ต้องผูกกับ “อำนาจ” ไม่ใช่ผูกกับ “ภาพลักษณ์” หากหน่วยงานใดมีอำนาจปฏิบัติการสูงสุดในพื้นที่ หน่วยงานนั้นย่อมต้องรับผิดสูงสุดเมื่อเกิดความล้มเหลว
4.1 อำนาจพิเศษในภาวะฉุกเฉิน
กลไกสำคัญที่ทำให้กองทัพมีบทบาทเหนือรัฐบาลพลเรือนในบางช่วง คือ กฎอัยการศึก และกฎหมายความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถูกอธิบายในรายงานสาธารณะและตัวบทแปลอังกฤษ (เพื่อความเข้าใจเชิงเปรียบเทียบ) [7] [8]
นี่ไม่ได้แปลว่า “ทหารผิดทุกเรื่อง” แต่แปลว่า ข้ออ้างโยนบาปให้รัฐบาลพลเรือนอายุสั้น มักขัดกับตรรกะความรับผิด เพราะรัฐบาลเหล่านั้นไม่ได้เป็นผู้คุมกลไกทั้งหมดในพื้นที่ความมั่นคงอย่างแท้จริง
อ่านเพิ่มเติม: ทำไม “โทษนักการเมือง” มักเป็นการตัดตอนความจริง?
เมื่อเกิดเหตุการณ์ชายแดนตึงเครียด คนไทยจำนวนไม่น้อยถูกชี้นำให้เชื่อว่า “รัฐบาลพลเรือนบริหารไม่เป็น” แต่หากย้อนดูตรรกะอย่างเป็นธรรม จะพบประเด็นสำคัญ 3 ข้อ:
- เวลาไม่พอ: รัฐบาลอายุสั้นไม่มีเวลาปรับโครงสร้าง/วัฒนธรรมองค์กรความมั่นคงที่สั่งสมมานาน
- อำนาจไม่เต็ม: ระบบความมั่นคงมีอำนาจเฉพาะทางสูงและมีช่องทางใช้อำนาจพิเศษได้ โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉิน [7]
- ความต่อเนื่องของผู้คุมพื้นที่: ในหลายพื้นที่ ผู้มีอำนาจปฏิบัติการต่อเนื่องมักเป็นหน่วยงานความมั่นคงในระดับพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับเศรษฐกิจชายแดน
ดังนั้น การจะพูดว่า “ชายแดนพังเพราะนักการเมือง” ต้องอธิบายให้ได้ว่า นักการเมืองคนใด สั่งการอะไร มีอำนาจจริงแค่ไหน และทำไมกลไกความมั่นคงที่คุมพื้นที่ต่อเนื่องจึงไม่รับผิด
5) ขมวดท้าย: เมื่อทหารครองเมืองยาวนาน แต่ชายแดนยังเปราะ — เราควรถามอะไร?
ถ้ากองทัพคือผู้ถือ “อำนาจความมั่นคง” ต่อเนื่องยาวนาน ถ้ากองทัพสามารถยึดรัฐ ออกแบบกติกา และสืบทอดอำนาจผ่านสถาบันการเมืองได้ ถ้ากองทัพมีอำนาจพิเศษในภาวะฉุกเฉิน และคุมพื้นที่ชายแดนในทางปฏิบัติ
เมื่อเกิดความตึงเครียดไทย–กัมพูชา—ตั้งแต่การปะทะ การยกระดับความขัดแย้ง ไปจนถึงข้อสงสัยเรื่องความหละหลวมและผลประโยชน์ชายแดน— การจะโทษรัฐบาลพลเรือนอายุสั้นโดยอัตโนมัติ จึงไม่ใช่การวิเคราะห์ที่ยุติธรรมและไม่ใช่ตรรกะรัฐสมัยใหม่
เราจะยังโทษนักการเมืองที่เข้ามาไม่นานต่อไป
หรือจะเริ่มตรวจสอบ “ผู้ถืออำนาจต่อเนื่อง” ในฐานะผู้รับผิดสูงสุดของความมั่นคงและอธิปไตย?
การตรวจสอบกองทัพไม่ใช่ความเกลียดชัง หากคือแก่นของประชาธิปไตยและรัฐสมัยใหม่ที่เรียกว่า Accountability — อำนาจอยู่ที่ใด ความรับผิดต้องอยู่ที่นั่น
