ศาสนา การเมือง การสงคราม ความร่วมมือ เรื่องไม่ง่ายแค่รู้ให้ทัน

ศาสนา การเมือง การสงคราม ความร่วมมือ เรื่องไม่ง่ายแค่รู้ให้ทัน
โปรดช่วยเผยแพร่เรื่องนี้ควบคู่ไปด้วย

ศาสนา การเมือง การสงคราม ความร่วมมือ   เรื่องไม่ง่ายแค่รู้ให้ทัน
https://www.facebook.com/mtodayfan/posts/1073599992656285
ประชุมเรื่องฮิญาบที่พังงา ความคิดเห็นที่แตกต่าง

https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1643349245886109
แนวร่วมผกร. ฆ่า4 ศพที่สุคีริน

http://youtu.be/Bcz0XQS2cl4
ไฟใต้ที่ยากจะดับ

http://www.thairath.co.th/content/473250
คนน่านต้านการสร้างมัสยิส

http://www.komchadluek.net/mobile/detail/20150407/204304.html
ปชช อ ฮอด ต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมฮัลลาล  ที่ดอยหล่อ โครงการศูนย์วิจัยอาหารฮัลลาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.halalscience.org/th/main2011/index.php

http://www.thairath.co.th/content/491666
โมเดลทุ่งยางแดงจากการร่วมมือของทหารกับปชช. กลายเป็นก้าวที่พลาดของกองทัพ

http://palestine.muslimthaipost.com/content.php?page=sub&category=95&id=22380
เบรารุสห้ามสวมฮิญาบถ่ายรูปติดบัตรประชาชน

http://youtu.be/kBm6TnDaapk
มุสลิมเพื่อสันติ กับ ฮิญาบที่ร.ร.วัดหนองจอก

จดหมายตอบกลับ จากผลงานที่สุคิริน
https://www.facebook.com/JDTendirections/posts/1440942062870923:0

Permas เชื่อ"ขบวนการเอกราชปาตานี" ไม่ใช่มือปืนรับจ้าง (คุณจอม เพชรประดับ)



Permas เชื่อ"ขบวนการเอกราชปาตานี" ไม่ใช่มือปืนรับจ้าง (คุณจอม เพชรประดับ)
Published on Apr 16, 2015

นายฮากิม พงติกอ รองประธานสหพันธ์นักเรียนนิสิตนักศึกษาและ­ประชาชนปาตานี หรือ กลุ่ม PERMAS กล่าวยืนยันกับ Thaivoicemedia เกี่ยวกับ คาร์บอมบ์ที่เกาะสมุยว่า หากเป็นฝีมือของกลุ่ม ขบวนการเอกราชปาตานี หรือ กลุ่มก่อความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้จริง ก็ไม่ใช่เพราะถูกจ้างจากฝ่ายการเมืองกลุ่ม­ทักษิณ หรือ นปช. เพราะอุดมการณ์ของขบวนการเอกราชปาตานี แตกต่างจากกลุ่มการเมือง แต่หากจะมีความร่วมมือกันในระดับหนึ่งเพื่­อเป้าหมายเฉพาะหน้าบางอย่าง อาจจะเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่การว่าจ้าง เพราะกลุ่มขบวนการเรียกร้องเอกราชปาตานีนั­้น ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ไม่ได้เป็นมือปืนรับจ้­างหรือเห็นแก่เงิน อย่างไรก็ตาม หากเป็นความร่วมมือกันเฉพาะหน้าอาจจะทำให้­ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์คือ กลุ่มขบวนการได้แสดงศักยภาพว่า สามารถสร้างสถานการณ์นอกพื้นที่ได้ และเป็นพื้นทางเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคใต้ ขณะเดียวกันเป็นพื้นที่ที่สร้างความสนใจใน­ระดับนานาชาติได้ เพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ขณะเดียวกัน กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยที่ต่อต้าน คสช. ก็ได้ประโยชน์ เพราะเป็นพื้นที่ทางการเมืองของพระสุเทพ แกนนำ กปปส.ที่สัมพันธ์กับ รัฐบาล คสช. แต่ก็ต้องไม่ตัดประเด็นความขัดแย้งกันเองใ­นกลุ่ม กปปส.ที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากการทำ­รัฐประหาร ส่วนสถานการณ์ในภาคใต้ที่เกิดเหตุการณ์รุน­แรงขึ้นขณะนี้นั้น ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคาร์บอมบ์ที่เกาะสม­ุย และเห็นว่า กระบวนการพูดคุยสันติสุขของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หากไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบโดยการสร้างบรรยาก­าศการพูดคุยให้เป็นที่ยอมรับกันของฝ่าย ก็ไม่มีทางที่จะประสบผลสำเร็จ อีกทั้งการพูดคุยในบรรยากาศของรัฐบาลทหารด­้วยแล้ว จะประสบกับความล้มเหลวมากกว่า





กษัตริย์ภูมิพล เป็นประมุขที่รวยกว่า "ข้าพสกนิกร" มากที่สุดในโลก... แต่รวยกว่ากี่เท่าล่ะ?

http://www.dailymail.co.uk/femail/article-2908369/Meet-European-dynasties-make-Queen-look-poor-Wealthiest-royals-revealed-richest-family-isn-t-one-d-expect.html


คำตอบตามลิ้งค์ข้างบนคือ


5,400,000 เท่า 

ที่ต่างกันลับลิ่ว  เพราะกษัตริย์ต้องการให้:
  • ราษฎรพอเพียง 
  • คนรวยที่เอื้อประโยชน์ให้วังได้รวยกันสุด ๆ แบบรวยกระจุก แล้วให้คนส่วนใหญ่จนกระจาย
ดูเพิ่มเติม (ภาคภาษาไทย) ที่ https://thaipoliticalprisoners.wordpress.com/2014/11/05/king-is-5-4-million-times-wealthier-than-his-average-subject/

ประชาชนจะชนะได้อย่างไร: จะล้มช้าง สร้างชาติ ได้อย่างไร?

ประชาชนจะชนะได้อย่างไร: จะล้มช้าง สร้างชาติ ได้อย่างไร?
ประชาชนจะชนะได้อย่างไร
(เครดิต จากไลน์)

         เป็นคำถามใหญ่ในโลกโซเชียลหรือสังคมออนไลน์ ซึ่งคงมีคำตอบในหลายแง่มุม แต่ไม่ว่าแง่มุมไหน

จะเปลี่ยนระบอบได้ "อัตวิสัยต้องสอดคล้องกับภาววิสัย"

          การใช้ ม.44 เพื่อข่มขู่กำราบไม่ให้ประชาชนรวมตัวกันต่อสู้ เป็นเรื่องของภาววิสัยที่เรากำหนดควบคุมไม่ได้

โดยทั่วไป พวกเผด็จการใช้ ม.44 แล้วคนทั่วไปไม่ชอบแน่ ๆ ถือว่าเป็นภาววิสัยที่เป็นผลดีต่อการเปลี่ยนระบอบ

มองตามหลักแบบ SWOT (นำข้อดี จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคที่ขัดขวางมาวิเคราะห์) ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี

แต่โอกาสที่ดีจะผ่านเลยไป ถ้าเราไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ หรือทางด้านอัตวิสัยไม่พร้อม

เช่น คนไม่พร้อม ยังไม่ได้จัดตั้ง ยังไม่รู้หลักการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม ฯลฯ เราก็จะได้แต่วิพากษ์วิจารณ์  พวกเผด็จการก็ทำเป็นหูทวนลม การเปลี่ยนระบอบก็ยังไม่เกิดขึ้น

           ด้วยเหตุนี้จึงต้องเร่งทำให้อัตวิสัยของเรามีความพร้อม  เพื่อจะใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนต่าง ๆ ของพวกเขา ซึ่งเป็นเรื่องของภาววิสัยได้อย่างมีพลัง แปรให้เป็นการจัดตั้งที่เข้มแข็งขึ้น ขยายตัวมากขึ้น และสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ ๆ ที่มีพลังมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากจัดตั้งตัวบุคคล แล้วรวมกันเป็นกลุ่ม จากนั้นขยายกลุ่มให้เป็นองค์กร

ดุลย์อำนาจของฝ่ายประชาธิปไตยก็จะค่อย ๆ สะสมกำลังเข้มแข็งขึ้นจนเอาชนะฝ่ายเผด็จการได้

          จะเปลี่ยนระบอบกันจริง ๆ สิ่งที่เราต้องทำก็คือ การทำให้อัตวิสัยสอดคล้องกับภาววิสัย (ภาวสัยที่ด้านหนึ่งมีคนตื่นตัวก้าวหน้าตาสว่างมากมาย  เห็นศัตรูได้ชัดเจน แต่ยังอยู่กันกระจัดกระจาย และอีกด้านหนึ่ง พวกเผด็จการราชาธิปไตยกำลังเพลี่ยงพล้ำบ้าอำนาจ  การงัด ม.44 อาวุธโบราณย้อนยุค ซึ่งเคยใช้สมัยเมื่อ 50 ปีก่อนกลับมาใช้ในยุคนี้อีก เป็นตัวอย่างที่ชี้ได้ชัดว่าพวกเผด็จการหมดมุข ไปไม่เป็นแล้ว)

          ภารกิจสำคัญนั้น ด้านหนึ่ง เปิดโปงศัตรู  แต่อีกด้านหนึ่งที่ชี้ขาดชัยชนะคือการจัดกำลังของประชาชน เอาแต่เปิดโปงศัตรู แม้จะทำได้ง่าย  แต่ไม่ชนะหรอก

          การจัดตั้งหรือจัดกำลังของเราให้พร้อมรบ (ทุกรูปแบบ) ต่างหากคือปัจจัยชี้ขาด นี่คือทฤษฎีการเปลี่ยนระบอบที่สรุปมาจากทั่วโลก

          นักสู้ที่อยู่ต่างประเทศ ควรเน้นบทบาทเปิดโปงผู้ที่อยู่เบื้องหลังสั่งการยุดเหล่อย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เผยโฉมหน้ามหาโจรให้โลกเห็น เคลื่อนไหว หนุนช่วย แปรข้อมูลข่าวสารภาษาไทยเป็นภาษาต่าง ๆ และกลับกัน แปรข้อมูลข่าวสารจากประเทศต่าง ๆ ให้เป็นภาษาไทย ประสานความร่วมมือกับบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร สื่อมวลชน กระทั่งถึงรัฐบาลและผู้นำรัฐบาลประเทศต่าง ๆ จัดตั้งองค์กรตัวแทนในประเทศต่าง ๆ กดดันรัฐบาลเผด็จการตัวแทนของทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ กระหน่ำฟาดทั้งขนดหางและกลางกบาลให้หน้าหงาย   ชี้ให้มวลชนเห็นเป้าหมายที่คนในประเทศมีข้อจำกัด พูดถึงไม่ได้

           นักสู้ในประเทศเขตเมือง เน้นงานมวลชน ผู้ใช้แรงงาน สหภาพแรงงาน นักศึกษา นักวิชาการ งานสตรี แม่บ้าน คนชั้นกลาง กลุ่มอาชีพอิสระ  ผู้นำทางความคิด กลุ่มอาชีพและชุมชนต่าง ๆ เป็นต้น เน้นต่อสู้ทางความคิด ให้ข้อมูล ทำงานด้านวัฒนธรรม เตรียมงานเศรษฐกิจรองรับ เตรียมสถานที่ฝึกอบรม ประชุม ฯลฯ

            นักสู้ในชนบท เน้นงานมวลชน จัดตั้งเกษตรกร เยาวชน สตรี ฯลฯ เริ่มจากครอบครัว ไปสู่ระดับหมู่บ้าน จนถึงจังหวัด เน้นการถ่ายทอด แปรข้อมูลข่าวสารและงานวัฒนธรม (ไปเป็นเอกสาร ซีดี ฯลฯ ) สู่คนรากหญ้า โดยเฉพาะในหมู่นักสู้เสื้อแดงตาสว่าง เตรียมสถานที่ เตรียมอาหาร ที่พักพิง ฯลฯ

             นักสู้ในโลกไซเบอร์ เน้นการต่อสู้ทางด้านความคิด ข้อมูล ข่าวสาร เผยแพร่งานวัฒนธรรม วิธีคิด วิธีทำงาน เพื่อการเปลี่ยนระบอบ รวบรวมเชื่อมร้อยนักสู้ทั้งในต่างประเทศ เขตเมือง และในชนบท ด้วยสมาร์ทโฟน (หรือเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัย มีใช้ทั่วไป แต่ต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัย)แล้วส่งต่อให้กับหน่วยงานด้านการจัดตั้ง

              นักรบทั้ง 4 เขตยุทธศาสตร์ ประสานเชื่อมร้อยด้วยระบบการจัดตั้งที่เข้มแข็ง ปิดลับ ไร้ร่องรอย มีตัวแทนประชุมหารือ ทำงานตามโครงการที่ร่วมกันกำหนด (มิใช่ต่างคนต่างคิด คิดอะไรได้ก็ทำตามใจที่อยากทำ) กำหนดขั้นตอนจังหวะก้าว ตอบโต้ รุกรบ ฯลฯ อย่างเป็นรูปธรรม

               ที่สำคัญ จะต้องประสานงานร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ ให้กลายเป็นแนวร่วมที่กว้างใหญ่และทรงพลัง รวบรวมมวลชนที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นกองทัพอันเกรียงไกร (ไม่ได้หมายถึงกองทัพที่ใช้อาวุธนะ  แนวรบเรื่องใช้ความรุนแรง คงละไว้ก่อน)

                ศัตรูที่ทำท่าขึงขัง จะกลายเป็นเป็ดง่อย ตัวสั่นงันงกอยู่กลางวงล้อมของกองทัพประชาชนที่มองไม่เห็น หาไม่เจอ แต่สัมผัสได้ถึงพลังแห่งการเปลี่ยนระบอบที่เข้มแข็งคึกคักและดุดัน เกิดขึ้นที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น ด้วยรูปแบบหลากหลายไม่ซ้ำมุข ปะทะตอบโต้โจมตีพวกเขาทุกหนแห่งราวกับพายุบุแคม โหมกระหน่ำทำลายแนวปิดกั้นของพวกเขาไม่ว่าข่าวสาร การสื่อสาร การจัดตั้ง การประสานงาน เศรษฐกิจ วัฒนธรรม แล้วจึงพังทลายโครงสร้างสังคม ล้มล้างกลไกอำนาจรัฐที่ค้ำจุนบัลลังก์เลือด โค่นทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐ ยึดทรัพย์สินฯ มาพัฒนาประเทศ ช่วยกันสร้างสาธารณรัฐประชาธิปไตยใหม่ที่สดใสสวยงามและเจริญรุ่งเรือง

                 ปัจจุบัน ภาววิสัยเปลี่ยนไป เนื่องจากทุนผูกขาดศักดินาเหนือรัฐเปลี่ยนยุทธศาสตร์จากหลอกลวงมาเป็นการปราบปราม ใช้บทกร้าวร้าว กดหัว กำราบประชาชน     ประชาชนก็ต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์ให้ทัน

ต้องปรับอัตวิสัยของเราให้สอดคล้องกับภาววิสัยใหม่ จะใช้ความเคยชินเก่า ๆ  ใช้ประสบการณ์เดิม ๆ ใช้ยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่เคยสำเร็จในอดีต หรือกระทั่งโหยหาแต่อดีตมิได้อีกแล้ว แม้มันจะเจ็บปวดแค่ไหนก็ต้องเริ่มต้นใหม่จากความเป็นจริง

                   การแบ่งเขตยุทธศาสตร์ภาคประชาชนออกเป็น 4 เขตยุทธศาสตร์ เป็นหนึ่งในการปรับตัวทางด้านอัตวิสัยของเราให้สอดคล้องกับภาววิสัยที่เป็นจริง    เพราะเราไม่สามารถระดมมวลชนเป็นแสนเป็นล้านได้อีก การเลือกตั้งก็มิใช่คำตอบทางยุทธศาสตร์อีกแล้ว  หากยังเปลี่ยนระบอบไม่ได้ เลือกตั้งไปก็ไร้ประโยชน์

                   ตามหลักคิดแบบ 4 เขตยุทธศาสตร์นี้ จะเกิดผู้นำการเปลี่ยนแปลงขึ้นในแต่ละส่วน ซึ่งอาจจะไม่ใช่ผู้นำเดิม ๆ ที่มีข้อจำกัดในการต่อสู้ในเมืองแบบเปิดเผยในอดีต        

แต่ถ้าอดีตผู้นำทั้งหลายพร้อมจะก้าวไปข้างหน้า มาร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประชาชน  ขบวนประชาชนก็ยินดีต้อนรับ แต่ต้องพิสูจน์ตนเองท่ามกลางการต่อสู้ สรุปบทเรียนในอดีต ตั้งต้นกันใหม่ ปรับวิธีคิด เปลี่ยนวิธีทำงาน เสริมอุดมการณ์ และเพิ่มจิตใจรับใช้ประชาชน ท่านก็จะได้รับการยอมรับอย่างมิต้องสงสัย

                    ผู้นำที่เปิดเผยได้ ส่วนมากจะอยู่ในต่างประเทศ  ส่วนผู้นำในเขตเมืองและชนบทต้องปิดลับอย่างเข้มงวด ทั้งตัวบุคคล องค์กรจัดตั้ง และงานการจัดตั้งที่เป็นรูปธรรม

                    ปัจจุบัน ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเปลี่ยนระบอบคือ

1. รวบรวมมวลชนคนก้าวหน้าตาสว่าง ผู้รักประชาธิปไตย เกลียดชังเผด็จการราชาธิปไตยให้เป็นกลุ่มก้อน ด้วยรูปแบบต่าง ๆ เช่นการเปิดห้องต่าง ๆ ในไลน์ นี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

2. คัดกรองนักสู้ตัวจริง แยกแยะสปายสายลับที่ปลอมปนเข้ามาอย่างรัดกุม

3. จัดตั้ง "หน่วยจัดตั้ง" ตามระดับความตื่นตัวทางการเมือง สร้างงานรูปธรรมตามสภาพความพร้อมที่เป็นจริง (แตกต่างกันในแต่ละหน่วย) ด้วยความคิดรวมหมู่ของสมาชิกในหน่วยซึ่งมีจำนวน 3-9 คน ถ้ามากกว่านี้ต้องแยกหน่วยเพื่อความคล่องตัว

                     ในหน่วยจัดตั้ง ต้องมีประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ ขบคิด อภิปราย แลกเปลี่ยน สอบถาม แสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ แล้วสรุปเป็นมติของที่ประชุม มอบหมายให้สมาชิกไปปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งอาจรับไปแค่ 1 คน 3 คน หรือทั้งหมดก็ได้ สุดแท้แต่ความเหมาะสม

                     มีวาระการพบปะเป็นประจำ สม่ำเสมอ เพื่อสรุปสถานการณ์ ยกระดับความรับรู้ เชื่อมมิตรสัมพันธ์ สรุปงาน และกำหนดภารกิจใหม่ เป็นต้น แต่ควรเปลี่ยนแปลงสถานที่บ่อย ๆ ใช้ชื่อจัดตั้ง (แม้จะรู้จักชื่อจริง) ระมัดระวังมิให้เอกสารและความลับต่าง ๆ รั่วไหล ไม่ถ่ายรูป ไม่เขียนบันทึกตรง ๆ ควรใช้รหัสหรือสัญลักษณ์ให้มากที่สุด รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์ต่าง ๆ ให้สร้างรหัส เช่น เลขตัวสุดท้ายบวก 3 ฯลฯ รักษาระเบียบวินัยโดยเฉพาะเรื่องกฎงานลับห้ามละเมิดเด็ดขาด เพราะถ้าศัตรูรู้ มันคงไม่ปล่อยเราเอาไว้แน่

                     ในหน่วย ต้องเลือกผู้ประสานงานหรือหัวหน้าหน่วยขึ้นไปประสานกับหน่วยอื่น ๆ  เน้นว่าเลือกนะ มิใช่ให้ใครตั้งขึ้นมา ต้องสร้างวัฒนธรรมการเลือกตั้ง การใช้สิทธิ และรับผิดชอบต่อหน้าที่ด้วย กล่าวคือเมื่อแสดงความเห็นอย่างเต็มที่แล้ว ครั้นถึงวาระที่ต้องแบ่งงานกันทำ ก็ต้องอาสาหรือขานรับหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างกระตือรือร้น เพราะถือว่าเป็นภารกิจที่มีเกียรติ

                       ขณะเดียวกัน ถ้าสมาชิกท่านใดขยายคนที่มาเข้าร่วมได้เพิ่มขึ้น 1 คน ก็ให้ไปสัมพันธ์ในลักษณะตัวต่อตัว จนกว่าจะหาสมาชิกมาเพิ่มได้อีก 1 คน จึงนำทั้ง 2 คนและตัวเราจัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยใหม่ ไม่นำเข้ามาในหน่วยจัดตั้งที่เราสังกัดอยู่เดิม

                       หน่วยจัดตั้งลักษณะนี้ จะสื่อสารได้สองทาง มิใช่รับคำสั่งใคร ผู้ประสานงานหรือหัวหน้าหน่วยจะต้องเสียสละมากกว่า เหนื่อยมากกว่า ความรับผิดชอบสูงกว่า อันตรายมากกว่า ยิ่งมีหลายหน่วยก็ยิ่งหนักหน่อย

นี่เป็นภารกิจเพื่อการเปลี่ยนระบอบ ต้องอาศัยความเสียสละ ความกล้าหาญ ภาวะผู้นำ ฯลฯ

                     ทั้งหมดนี้ ต้องดำเนินการด้วยความลับ เพื่อความปลอดภัยของสมาชิกทุกคน มิใช่เพื่อความโก้เก๋ หวังคะแนนเสียง ชื่อเสียงส่วนตัว ลาภยศสรรเสริญ โอ้อวด หรืออวดสาว ๆ เพราะจะไม่มีใครรู้ว่าคุณหรือใครทำ และคุณอาจจะถูกศัตรูทำลายเมื่อไหร่ก็ได้ อีกทั้งไม่มีใครจ้างคุณมาทำด้วย

                     คุณจะเป็นนักสู้นิรนามที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์และความเสียสละอย่างสูง เพื่อภารกิจทางประวัติศาสตร์  จะเป็นนักปฏิวัติที่มีความทรหดอดทนเป็นเลิศ ไม่ระย่อท้อถอย มีหัวใจที่มุ่งมั่น แม้จะต้องฝังศพเพื่อน เช็ดคราบเลือดที่เกรอะกรัง ก็จะก้าวต่อไปด้วยหัวใจที่กล้าแกร่ง ไปสร้างความฝันให้เป็นจริง โค่นล้มศัตรู เปลี่ยนระบอบ สร้างประชาธิปไตย สร้างประเทศขึ้นมาใหม่ให้เจริญก้าวหน้าและพัฒนารุ่งเรือง เพื่อลูกหลาน เพื่อประชาชน เพื่อประเทศชาติ และเพื่ออุดมการณ์อันสูงส่ง

                     เคยนั่งรถไปเที่ยวเมืองฮอยอัน เวียดนาม รถจะผ่านเมืองกวางตรี เมืองเว้ เมืองดานัง  ตลอดสองข้างทางจะมีสุสานวีรชนนิรนามเต็มไปหมด  ถ้าเขาเหล่านั้นไม่กล้าต่อสู้ไม่กล้าเสียสละไม่มีอุดมการณ์อันสูงส่ง คงจะไม่มีเวียดนามในวันนี้ และแน่นอนถ้ามองเข้าไปในจีน กว่าจะมีประเทศจีนในวันนี้ ก็ต้องผ่านช่วงประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวด มีวีรชนนิรนามจำนวนมากที่ยอมเสียสละเพื่อบ้านเมืองมาก่อน

                     ประวัติศาสตร์ของประเทศเรากำลังมาถึงจุดนี้ จุดที่ศัตรูของประชาชนกำลังบ้าคลั่งและพังทลาย  จุดที่พวกเขากำลังเปลี่ยนหัวขบวน กลไกแขนขาก็จ้องโกงกินกอบโกยเพราะรู้ว่านาทีทองมีไม่นานนัก หรือไม่ก็เกียร์ว่างวางเฉย รอเจ้านายใหม่เผยตัวให้ชัดเสียก่อน เป็นจุดอ่อนที่หาไม่ได้ง่าย ๆ ยิ่งมีนายกตัวตลกหน้าม่านที่มือเปื้อนเลือดและขุดแต่อาวุธโบราณอย่าง ม.44 มาใช้เพื่อกดหัวปิดปากประชาชน บอกได้เลยว่า โอกาสของการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว  เร่งศึกษา เร่งจัดตั้งกันเถิดพี่น้อง

                      จัดวางกำลังคนของเราให้พร้อมในเขตยุทธศาสตร์ทั้ง 4     เชื่อมร้อยด้วยการจัดตั้งที่ปิดลับและเข้มแข็ง

ประสานกับองค์กรผู้รักประชาธิปไตยทั้งปวง แสวงหาความร่วมมือและใช้พลังทุกอย่างทั้งในประเทศและต่างประเทศ ให้นักรบไซเบอร์เป็นกองกำลังเผยแพร่ (ทั้งข้อมูล ข่าวสาร ความคิด และสติปัญญาต่าง ๆ ) ไปสู่หน่วยงานจัดตั้งอื่น ๆ ทั้งในเมืองและในชนบท     แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้ว

พวงทอง ภวัครพันธุ์ : มองกรณีสหรัฐฯ ตั้ง"กลิน เดวีส์"นั่งเอกอัครราชทูต

พวงทอง ภวัครพันธุ์ : มองกรณีสหรัฐฯ ตั้ง"กลิน เดวีส์"นั่งเอกอัครราชทูต
(ขอบคุณมติชนออนไลน์)
.
วันที่ 16 เม.ย. รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีที่สหรัฐฯ แต่งตั้งนายกลิน ทาวน์เซนด์ เดวีส์ นักการทูตอาชีพ และอดีตผู้แทนพิเศษด้านนโยบายเกาหลีเหนือ ระหว่างปี 2555-2557 มาดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า
กรณีสหรัฐอเมริกาส่งนายกลิน เดวีส์ (Glyn Davies) นักการทูตที่มีประสบการณ์รับมือกับปัญหายากๆ แบบเกาหลีเหนือ มาประจำประเทศไทย ชี้ว่าสหรัฐฯให้ความสำคัญกับไทยอย่างแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังจะหันมาเอาใจรัฐบาลทหารของไทยสักนิด
นายเดวี่ส์ เป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์การทำงานในปัญหาด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูง เช่น ปัญหาการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ โดยเขาเคยเป็นผู้แทนพิเศษ (ฐานะเท่าเอกอัคราชทูต) ประจำสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ International Atomic Energy Agency (IAEA) จึงทำให้เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน และต่อมาได้เป็น “ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศว่าด้วยนโยบายเกาหลีเหนือ” ซึ่งพยายามคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน
(หมายเหตุ: เขาไม่ได้มีตำแหน่งทูตประจำเกาหลีเหนือ เพราะสหรัฐฯ ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับเกาหลีเหนือ จึงไม่มีทูตประจำ)
เป็นที่รู้กันว่าทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือเป็นเสมือนกระดูกชิ้นใหญ่ที่เคี้ยวยากสำหรับสหรัฐฯเป็นภัยคุกคามต่อนโยบายความมั่นคงของสหรัฐเสมอมาและมีปัญหาประชาธิปไตย ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่านายเดวีส์ เป็นนักการทูตที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเรื่องสำคัญสำหรับสหรัฐฯ มีประสบการณ์ทำงานกับประเทศยากๆ มาแล้ว การที่สหรัฐฯ ส่งนายเดวีส์มาไทยจึงชี้ว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับไทยไม่น้อย แต่ก็ต้องไม่หลงละเมอเพ้อพกไปว่า ไทยสำคัญอยู่ประเทศเดียว หรือสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนทำให้สหรัฐฯกำลังจะโอนอ่อนผ่อนตามรัฐบาลทหารไทย เพราะกลัวอิทธิพลจีน
แน่นอนว่าสหรัฐฯ ย่อมไม่สบายใจที่เห็นรัฐบาล คสช. พยายามเล่นไพ่จีน (และรัสเซีย ซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก) เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กดดันเรียกร้องให้ไทยเคารพในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้หมายความว่า ความกังวลนี้จะทำให้สหรัฐฯ ละทิ้งแนวนโยบายของตนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างทันทีทันใด เพราะอะไร
หนึ่ง ในแง่เศรษฐกิจ นับแต่สงครามเย็นยุติลง ใครๆ ก็มองว่าประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการเติบโตสูงมากจนกลายเป็นสาวเนื้อหอมสำหรับนักลงทุนจากทั่วทุกภูมิภาค ความมั่นคงทางการเมืองของไทยจึงสำคัญต่อกระเป๋าเงินของทั้งภูมิภาคและนักลงทุนทั่วโลก
แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาจนเกือบจะครบทศวรรษและยังไม่มีท่าทีจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้แถมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนกลับถดถอยลงนับแต่การรัฐประหารโดย คสช. ทำให้นักลงทุนทั้งหลายเริ่มเห็นว่าการฝากความหวังให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยไม่มองหาช่องทางอื่นบ้าง คงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาแน่ ฉะนั้น นับแต่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นบรรรษัทใหญ่ๆ เริ่มย้ายฐานการลงทุนอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นๆ
สอง ในแง่เศรษฐกิจ สหรัฐฯ สำคัญกับไทยมากกว่าที่ไทยสำคัญต่อสหรัฐฯ สหรัฐฯ เป็นหนึ่งในสามตลาดที่ใหญ่ที่สุดของสินค้าไทย แค่สหรัฐฯ และอียูประกาศลดระดับสถานะประเทศที่ป้องกันการค้ามนุษย์ของไทย จากระดับ 2 ไปเป็นระดับ 3 ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยเต้นเป็นจ้าวเข้าได้
ไม่มีใครรับประกันได้ว่าหากปีหน้า ประเทศไทยยังไม่มีเลือกตั้งเสียที เราจะเจอกับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯด้วยหรือไม่ เพราะขณะนี้ทั่วโลกรู้ดีว่าเศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤติ และเชื่อว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทหาร ซึ่งที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญอเมริกัน เช่น Joshua Kurlantzick ก็ได้เสนอให้สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลทหารไทย เพราะเชื่อว่าจะทำให้แรงกดดันในประเทศเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน
สาม ในแง่การทหาร ไทยกับสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์แนบแน่นมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ในปัจจุบันก็ยังมีข้อตกลงความร่วมมือด้านการทหารหลายฉบับ หนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญคือ คอบร้าโกลด์ อันเป็นการฝึกร่วมทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิค โดยไทยเป็นฐานสำหรับการฝึกซ้อมร่วม แต่พอรัฐประหารปุ๊บ สหรัฐฯก็ประกาศ “ลดระดับ” การฝึกซ้อมกับไทย ให้เหลือแค่การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยธรรมชาติ และยังส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาย้ายที่ฝึกซ้อมร่วมไปออสเตรเลียแทน
นอกจากนี้ สหรัฐมองว่าการแอบอิงจีนไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาวุธของกองทัพไทยได้อย่างน่าพึงพอใจ เพราะเทคโนโลยี่ด้านอาวุธของสหรัฐฯ นั้น มีเหนือกว่าจีนมาก แง่นี้แปลว่า เราต้องการสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯ ต้องการเรา
อันที่จริงในแง่การทหาร นับแต่สงครามเย็นยุติลง บทบาทของสิงคโปร์ด้านความร่วมมือด้านการทหาร ได้โดดเด่นขึ้นมาแทนที่ฟิลิปปินส์ นับแต่ปี 1992 สิงคโปร์เปิดและพัฒนาฐานทัพของตน เป็นฐานโลจิสติคส์ให้กับกองเรือรบที่ 7 (หน่วยรบนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ทำงานประสานกับฐานทัพทหารสหรัฐฯในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าฟิลิปปินส์อาจเปิดฐานทัพของสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อคานอำนาจทางทหารกับจีน อันเนื่องมาจากข้อพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้
สี่ นับแต่สงครามเย็นยุติลง ภัยคอมมิวนิสต์ยุติลง สหรัฐฯและยุโรปเริ่มใช้มาตรการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย มาดำเนินความสัมพันธ์กับพันธมิตรทั้งเก่าและใหม่ของตนมากขึ้น เพื่อสถาปนาภาพลักษณ์ของผู้นำเสรีนิยม แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะต้องใช้หลักการนี้อย่างเท่าเทียมกับทุกประเทศ มันขึ้นกับการประเมินว่าแนวทางไหนกับประเทศใดที่จะทำให้เขาได้ประโยชน์สูงสุด ในกรณีของไทย ปัจจุบันยังไม่มีภัยคุกคามที่น่ากลัวจนทำให้สหรัฐฯต้องละทิ้งหลักการปชต.แล้วหันมาจูบปากกับรัฐบาลทหาร แบบที่เคยเกิดขึ้นในยุคคอมมิวนิสต์มาแล้ว
ห้า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อนับแต่รัฐประหารปี 2549 ดูเหมือนจะทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่เคยมีต่อชนชั้นนำ-กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างมีนัยสำคัญ
ในอดีต ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กระทำผ่านกลุ่มชนชั้นอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก เพราะมีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์ร่วมกัน และสหรัฐฯมองว่ากลุ่มนี้คือ ผู้กุมอำนาจและกำหนดทิศทางการเมืองไทยเป็นหลัก ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้อย่างน่าพอใจ แม้จะมีรัฐประหารบ่อย แต่เสถียรภาพทางการเมืองก็ไม่ได้ถูกสั่นคลอนจริงๆ การร่วมมือกับคนชนช้ำนำอนุรักษ์นิยม ไม่เพียงตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯอย่างราบรื่น แต่ยังรับได้ในเชิงหลักการด้วย (หลักการต่อต้านคอมฯ)
แต่ปัจจุบัน สหรัฐฯ เริ่มตระหนักว่ากลุ่มอำนาจเก่าของไทยคือ หนึ่งในสาเหตุของปัญหาที่ยืดเยื้อ นั่นคือ การปฏิเสธไม่ยอมรับกติกาการเมืองประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เหยียบย่ำหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน เอาชนะฝ่ายทักษิณไม่ได้ ก็หันใช้ตุลาการภิวัตน์ ก่อม๊อบปิดหน่วยราชการเพื่อสร้างภาวะ failed state ไปจนถึงทำรัฐประหาร แม้จนกำลังจะกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ก็ยังไม่มีท่าทีว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะยอมปรับเปลี่ยนหรือเรียนรู้ข้อผิดพลาดของตนแต่ประการใด ยังคงเดินหน้าใช้อำนาจกดปราบประชาชน ช่วยกัน เขียนรธน. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต่อไป โดยไม่ไยดีต่อความคับแค้นของประชาชนเสียงข้างมากของประเทศที่รอวันเอาคืนแต่ประการใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากที่ได้เคยพูดคุยกับนักการทูตจากตะวันตกหลายประเทศดิฉันพบว่านี่คือมุมมองหลักที่พวกเขามีในปัจจุบัน
นอกจากนี้ สื่อมวลชนใหญ่ๆ ของโลกยังมีผลต่อมุมมองของรัฐบาลในประเด็นปัญหาสำคัญๆ ด้วย หากเรากลับไปอ่านสื่อใหญ่ๆ เช่น New York Times, BBC, the Economist, Wall Street Journal, CNN ฯลฯ เราจะพบข้อเขียนที่วิพากษ์กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
ฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักปลอบใจตัวเองว่าสื่อพวกนี้ถูกทักษิณซื้อไปแล้วแต่ข้อเท็จจริงคือสื่อเหล่านี้รังเกียจทักษิณอย่างยิ่งเช่นกัน เขาอาจพูดถึงข้อดีของนโยบายต่างๆ ของทักษิณต่อคนจนและคนชนบท แต่เขามักบรรยายคุณสมบัติของทักษิณว่าเป็นพวกอำนาจนิยม คอรัปชั่นเชิงนโยบาย สงครามต่อต้านยาเสพติดทำให้คนบริสุทธิ์ตายจำนวนมาก ฯลฯ
หก เวลาสหรัฐฯ ต้องดีลกับประเทศยากๆ สหรัฐฯ ไม่ใช้วิธีโอ๋เอาใจ แต่จะใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง โดยอีกฝ่ายมักต้องแสดงท่าทียอมอ่อนให้ก่อน สหรัฐฯ จึงจะใช้ไม้นวมตาม เช่น กรณีเกาหลีเหนือ ยื่นเงื่อนไขการเจรจาว่าเกาหลีเหนือจะยกเลิกการวิจัยนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯและโลกตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรทางการทูตและเศรษฐกิจและให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่เกาหลีเหนือแต่เมื่อเกาหลีเหนือปฏิเสธไม่ให้ผู้แทนภายนอกเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของตนตามการเงื่อนไขของสหรัฐฯ สหรัฐฯ ก็พร้อมจะยุติการเจรจาเช่นกัน
นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว เกาหลีเหนือยังเจรจาทำนองขู่ว่าตนจะยินดียกเลิกการทดลองนิวเคลียร์ หากสหรัฐฯกับเกาหลีใต้ยกเลิกการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน สหรัฐฯ บอกไม่สน เดินหน้าซ้อมรบกับเกาหลีใต้ต่อไป
สุดท้าย สิ่งที่สหรัฐฯ กังวลเกี่ยวกับไทยก็คือ คนป่วยคนนี้ยังมองหาสาเหตุความเจ็บป่วยของตนเองไม่เจอ แถมยังงมงายอยู่กับแนวทางเผด็จการปนไสยศาสตร์พ่อมดหมอผี หากเป็นที่แน่ชัดว่า ไทยจะไม่มีการเลือกตั้งภายในต้นปีหน้า มีการละเมิดสิทธิของประชาชนด้วยมาตรา 44 อย่างกว้างขวางมากขึ้น ก็อย่าหวังเลยว่าสหรัฐฯ ภายใต้นายเดวีส์ จะหันมาฮันนีมูนกับไทย การกดดันเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงจุดหมายที่สหรัฐฯใช้มากกว่าการโอ้โลมปฏิโลม
คนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้ยังหวังลมๆแล้งๆ ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเจอปัญหามามากมาย ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยดี พระสยามเทวาธิราชจะยังช่วยเราต่อไปแน่ๆ ยังไงเราก็เอาตัวรอด ทะยานกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกเหมือนเดิม แต่คนที่เขามองมาจากข้างนอก เขาเชื่อว่า “โชค” ที่ว่านั้น หมดไปนานแล้ว



ดร.เพียงดิน รักไทย 2015-04-16 ตอน เปรมสั่งกองทัพเตรียมฆ่าประชาชน ปกป้องราชบัลลังก์?



 ดร.เพียงดิน รักไทย 2015-04-16 ตอน เปรมสั่งกองทัพเตรียมฆ่าประชาชน ปกป้องราชบัลลังก์? 


  


ไว้อาลัย โค้ชแต๊ก อรรถพล บุษปาคม

นี่เป็นคลิปเมื่อไม่นานมานี้ สองเดือนก่อนท่านเสียชีวิตในวันอันหนุ่มมาก แค่ 52 ปี จงใช้ชีวิตกันโดยอย่าประมาทนะครับ พี่น้องทุกท่าน แม้แต่คนที่อยู่ในแวดวงกีฬา ก็ยังติดโรคได้

ขอให้วิญญาณท่านสู่สุคติภพนะครับ ชอบฝีเท้าการเป็นกองกลางของท่านยิ่งครับ


 

มาดูแม็ตช์แห่งความทรงจำ สมัย ย.โย่ง ยังพากษ์อยู่นะครับ
ไม่ทราบใครทันบ้าง... ฮิ ๆ





Why America Needs Nationwide Voter ID Laws

Why America Needs Nationwide Voter ID Laws — Now More Than Ever Secure elections are the foundation of democracy. ...