ปฏิปักษ์ปฏิวัติ (บนหลักประชาธิปไตย): นิยามที่ไม่ใช่คำด่า แต่คือเครื่องมือวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ
ถ้าเรายึด “ประชาธิปไตยสากล” เป็นเป้าหมายการเปลี่ยนประเทศไทย คำว่า “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” ควรเป็นคำเชิงวิเคราะห์ที่มีเกณฑ์ชัดเจน ไม่ใช่ฉลากเพื่อระบายอารมณ์หรือเหมารวมฝ่ายเห็นต่าง การจะเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไทยนั้น เรามุ่งไปที่การเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตย ดังนั้น การจะชี้หน้าว่าใครเป็นปฏิปักษ์ปฏิวัติจะต้องยึดหลักในการกำหนดอย่างซื่อสัตย์ด้วย
นิยามแกนกลาง
ปฏิปักษ์ปฏิวัติ คือบุคคล พรรคการเมือง หรือคณะบุคคลที่ ต่อต้าน บ่อนทำลาย หรือย้อนรั้ง กระบวนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ว่าด้วยการกระทำโดยตรง หรือด้วยการออกแบบกติกาและกลไกที่ทำให้ประชาธิปไตย “กลวงเปล่า”
ลักษณะของ “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” เมื่อวัดด้วยมาตรฐานประชาธิปไตย
1) ปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชน
- ไม่ยอมรับหลักว่า อำนาจสูงสุดต้องมาจากประชาชน ผ่านการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม
- สนับสนุนอำนาจที่ไม่ยึดโยงประชาชน (อำนาจแต่งตั้ง อำนาจพิเศษถาวร หรืออำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ)
2) สนับสนุนหรือยอมรับการรัฐประหารและอำนาจนอกระบบ
- มองการยึดอำนาจเป็น “ทางออก” หรือ “ความจำเป็น”
- ใช้วาทกรรมบังหน้า เช่น “ความสงบ”, “ความมั่นคง”, “คนดีปกครอง” เพื่อทำให้การทำลายระบอบดูชอบธรรม
- ไม่เคยยืนหยัดต่อต้านการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
3) ออกแบบกติกาเพื่อสืบทอดอำนาจ ไม่ใช่เพื่อการแข่งขันที่เป็นธรรม
- สนับสนุนรัฐธรรมนูญ/กฎหมายที่ลดทอนน้ำหนักเสียงประชาชน
- เปิดทางให้กลุ่มเดิมคุมอำนาจได้แม้แพ้เลือกตั้ง (การล็อกโครงสร้าง, การให้สถาบันที่ไม่ยึดโยงประชาชนคุมเกม)
- ใช้ “กติกา” แช่แข็งการเมือง ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนผ่าน
4) ใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง
- เลือกบังคับใช้กฎหมายกับฝ่ายที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจ แต่ผ่อนปรนฝ่ายตนเอง
- ทำให้ “กฎหมาย” กลายเป็นอาวุธ (lawfare) มากกว่าเป็นหลักความยุติธรรม
- ทำลายความเชื่อมั่นต่อสถาบันยุติธรรมด้วยมาตรฐานสองชั้น
5) ต่อต้านหรือบิดเบือนสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน
- มองเสรีภาพการแสดงออก การชุมนุม หรือสื่ออิสระเป็น “ภัย” โดยอัตโนมัติ
- สนับสนุนการจำกัดสิทธิแบบเกินสัดส่วนและขาดความจำเป็น
- ทำให้การวิพากษ์รัฐ/โครงสร้างอำนาจกลายเป็นอาชญากรรม
6) ปกป้องโครงสร้างอภิสิทธิ์ มากกว่าความเสมอภาค
- คัดค้านการปฏิรูปที่กระทบชนชั้นนำหรือกลุ่มผลประโยชน์เดิม
- ทำให้ความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่อง “ปกติ” และปิดช่องการตรวจสอบอำนาจเหนือรัฐ
- ต่อต้านความรับผิดทางการเมือง (accountability) ของผู้ถืออำนาจ
7) ใช้วาทกรรมศีลธรรมและความกลัวเพื่อหยุดการเปลี่ยนแปลง
- ตีตราผู้เรียกร้องประชาธิปไตยว่า “ชังชาติ”, “ล้มล้าง”, “รับใช้ต่างชาติ” เพื่อสร้างความชอบธรรมให้การปราบปราม
- สร้าง “ศัตรูภายใน” ให้สังคมกลัวการเปลี่ยนแปลงมากกว่ากลัวความอยุติธรรม
- ทำให้การถกเถียงนโยบายกลายเป็นการล่าแม่มดทางความคิด
8) ต้องการ “เลือกตั้งที่ไม่เปลี่ยนอะไร”
- ยอมรับการเลือกตั้งเฉพาะเมื่อผลไม่กระทบโครงสร้างอำนาจเดิม
- เมื่อแพ้ ใช้กลไกนอกสภา/องค์กรอิสระ/กระบวนการยุติธรรมล้มผลการเลือกตั้ง
- รักษาประชาธิปไตยเชิงพิธีกรรม แต่ปฏิเสธประชาธิปไตยเชิงอำนาจจริง
ข้อสรุปเชิงหลักการ
หลักใช้งานจริง: จะชี้ว่าใคร “เข้าข่าย” ต้องดูอะไร?
- ดู “การกระทำและโครงสร้าง” มากกว่าคำพูดหรือภาพลักษณ์
- ดู “ผลลัพธ์ทางระบบ” ว่าทำให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้นหรือถูกลดทอน
- ดู “ความสม่ำเสมอของมาตรฐาน” ใช้กติกาเดียวกันกับทุกฝ่ายหรือไม่
- ดู “ความรับผิด” ต่อการละเมิดสิทธิและการใช้อำนาจเกินขอบเขต
