เลือกนายกรัฐมนตรีจากพรรคไหนดีที่สุด? แบบประเมินเลือกนายกรัฐมนตรี (0–10) — 4 พรรคหลัก

Trump, “Dictator” Labels, and the Discipline of Evidence — เสียงแห่งเหตุผลต่อวาทกรรม ทรัมพ์ คือ “ทรราช”

Trump, “Dictator” Labels, and the Discipline of Evidence — เสียงแห่งเหตุผลต่อวาทกรรม “ทรราช”
A Reasoned Note for Global Consideration

“ทรราช” หรือ “ประแจในเครื่องจักร” — เสียงแห่งเหตุผลต่อวาทกรรมที่บิดเบือนการตัดสินใจของสาธารณะ

บทความร้อยแก้วสองภาษา เพื่อชวนชาวไทยและชาวโลกกลับไปยึด “หลักการและหลักฐาน” ก่อนเชื่อฉลากทางการเมือง เพราะวาทกรรมที่ถูกยัดให้เรา—หากเชื่อโดยไม่ตรวจสอบ—อาจทำให้เราเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่ม และอาจทำร้ายสิ่งที่เป็นคุณต่อเราและต่อโลกได้

“Dictator” or “Wrench in the Machine” — A Reasoned Note Against Weaponized Labels

A bilingual prose essay inviting Thai and global readers to return to first principles and evidence before accepting political labels. When narratives are absorbed without discipline, societies can become instruments of elite conflict—and end up damaging what may actually benefit them and the wider world.

กดสลับภาษาได้ทันที — Switch language instantly
Context: viral 2.4-minute AI “Friendly Debater” clip (Jan 2026) Method: define terms → test behavior → compare structures Goal: public discernment, not partisan worship

ในสังคมที่ข้อมูลท่วมท้น คำใหญ่ ๆ อย่าง “เผด็จการ” หรือ “ทรราช” กลายเป็นอาวุธราคาถูกที่ใช้ได้ผลเร็ว เพียงติดป้ายให้ใครสักคน ผู้คนจำนวนมากก็พร้อมจะปิดรับข้อเท็จจริงอื่นทันที คลิปไวรัลความยาวประมาณ 2.4 นาทีที่ถูกแชร์ข้ามแพลตฟอร์มตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม 2026 เล่าในรูปแบบ “คนดูคลิปแล้วอ่านคำตอบของ AI” ได้ชี้จุดสำคัญข้อหนึ่ง—ก่อนจะสรุปว่าใครเป็นทรราช เราต้องถามก่อนว่า ทรราชในความหมายเชิงหลักการคืออะไร และพฤติกรรมของเขา “เข้าเกณฑ์” นั้นจริงหรือไม่

แก่นที่คลิปย้ำคือ ทรัมป์อาจไม่ใช่ทรราช หากมองตามนิยามที่จริงจังของการเมืองสมัยใหม่ เพราะทรราชไม่ได้วัดด้วยคำพูดแรงหรือบุคลิกก้าวร้าว แต่วัดด้วย ความสามารถในการทำให้ระบบตรวจสอบหยุดทำงาน: ปิดปากสื่อ, ทำให้ฝ่ายค้านหมดพื้นที่, ทำให้ศาลและหน่วยงานรัฐเป็นเครื่องมือฝ่ายเดียว, และทำให้การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรม ข้อเสนอของคลิปจึงไม่ใช่การ “ยกย่องบุคคล” แต่เป็นการบอกว่าในระบบอเมริกัน ทรัมป์ทำหน้าที่คล้าย “ประแจในเครื่องจักร” ที่เข้าไปขัดฟันเฟืองบางชุดของชนชั้นนำ—ผ่านการปะทะกับสื่อ, เงิน, และเทคโนโลยี—มากกว่าจะเป็นผู้ล้มกระดานแล้วตั้งระบอบใหม่

ข้อควรย้ำต่อสาธารณะ: การโต้แย้งในคลิปเป็น “ยุทธศาสตร์การให้เหตุผล” ไม่ใช่บทความวิชาการแบบ peer-reviewed แต่จุดแข็งคือมันบังคับให้เรากลับไปยืนบนหลักการ: นิยาม, เกณฑ์, หลักฐาน, และการเทียบเชิงโครงสร้าง

ถ้าเรายึดหลักฐานเชิงโครงสร้างอย่างหยาบที่สุด เราจะเห็นความต่างชัดระหว่างประเทศเสรีกับประเทศอำนาจนิยม Freedom House ให้คะแนนเสรีภาพโดยรวม (Freedom in the World 2025) ของจีน 9/100, เกาหลีเหนือ 3/100, อิหร่าน 11/100 ซึ่งถูกจัดเป็น “Not Free” อย่างเป็นระบบ ขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ 84/100 และถูกจัดเป็น “Free” แม้ยังมีปัญหาภายในและข้อถกเถียงหนักหน่วงก็ตาม (ดูอ้างอิง) ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่าสหรัฐฯ ไร้ปัญหา แต่มันบอกว่า “โครงสร้างการแข่งขันและการตรวจสอบ” ของสหรัฐฯ ยังไม่ถูกปิดตายแบบรัฐทรราช

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดู “ราคาของการเป็นฝ่ายค้านและสื่อ” ในรัฐอำนาจนิยม เช่น รัสเซีย เราเห็นข่าวการตัดสินโทษจำคุกหนักต่อผู้เกี่ยวข้องกับฝ่ายค้าน และการลงโทษนักข่าวในคดีที่เกี่ยวกับ “สุดโต่ง/ความมั่นคง” ซึ่งสะท้อนการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทำให้เสียงคัดค้าน “แพง” และ “น่ากลัว” (ดูอ้างอิง) นี่คือคนละโลกกับสหรัฐฯ ที่ยังมีพื้นที่ให้สื่อและฝ่ายค้านต่อสู้กลับได้ในศาล ในสภา และในระบบเลือกตั้ง แม้จะวุ่นวายและแตกแยกเพียงใด

แน่นอน ฝ่ายที่กังวลทรัมป์ก็มีข้อโต้แย้ง—โดยเฉพาะบริบทหลังการเลือกตั้งปี 2020 และเหตุการณ์วันที่ 6 มกราคม 2021 ซึ่งถูกใช้เป็นหลักฐานว่าเป็นการสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการถ่ายโอนอำนาจ จุดที่ควรถือให้มั่นคือ เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์นั้นอย่างจริงจังได้ โดยไม่จำเป็นต้อง “ข้ามขั้น” ไปสรุปว่าเขาเท่ากับผู้นำรัฐทรราช เพราะการสรุปแบบข้ามขั้น ทำให้สังคมเลิกใช้เกณฑ์ และยอมให้การติดป้ายแทนการพิสูจน์

ในคลิปไวรัล มีการยกตัวอย่างเชิงนโยบายเพื่อสนับสนุนภาพ “ไม่ใช่ทรราช” เช่น เรื่องการลดกฎระเบียบในสมัยแรก โดยอ้างสัดส่วน “22:1” ว่ามาตรการลด/ยกเลิกกฎมีมากกว่ากฎใหม่ในบางช่วงตามข้อมูลทำเนียบขาว แต่เสียงแห่งเหตุผลต้องยอมรับสองด้านพร้อมกัน: มีแหล่งตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โต้แย้งวิธีนับของตัวเลขนี้ และชี้ว่าคำกล่าวอ้างแบบสโลแกนอาจทำให้เข้าใจผิด (ดูอ้างอิง) การยอมรับความซับซ้อนไม่ได้ทำให้ข้อโต้แย้งอ่อนลง—กลับทำให้มันน่าเชื่อขึ้น เพราะมันไม่บิดข้อมูลเพื่อเอาชนะ

นี่คือสารที่เราควรส่งถึง “ชาวโลก” อย่างสุภาพแต่หนักแน่น: โลกกำลังถกเถียงกันด้วยฉลากที่ถูกออกแบบให้ชนะในสงครามข้อมูล ไม่ใช่ฉลากที่ออกแบบมาเพื่อเข้าใจความจริง และเมื่อฉลากครองพื้นที่ ความคิดเชิงหลักการจะถูกไล่ออกจากสาธารณะ เราจึงเริ่มตัดสินนโยบายสำคัญ—ด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี พลังงาน—ด้วยอารมณ์แทนหลักฐาน

เมื่อสังคมเลิกถามว่า “เข้าเกณฑ์หรือไม่” แล้วหันไปถามเพียงว่า “ฉันชอบหรือเกลียด” สังคมนั้นจะถูกชักลากได้ง่าย และบ่อยครั้ง เราจะกลายเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่มที่ต้องการคุมเกม โดยให้เราทำงานสกปรกแทน—คือรุมทำลายสิ่งที่อาจเป็นคุณต่อเราเองและต่อโลก

ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่แค่ในอเมริกา หากมองการเมืองไทย เราก็เห็นวาทกรรมที่ถูกใช้ “รุมสกรัม” บางพรรคหรือบางกลุ่ม จนประชาชนบางส่วนหยุดฟังข้อเสนอเชิงนโยบายและหยุดใช้เกณฑ์ หลายครั้งการเมืองไทยไม่ได้แพ้เพราะขาดคนเก่ง แต่แพ้เพราะสังคมถูกชักให้ตัดสินด้วยป้ายแทนหลักฐาน—แล้วลงเอยเป็นเครื่องมือของโครงข่ายอำนาจเดิม

ดังนั้น หากเราจะเสนอ “เสียงแห่งเหตุผล” ต่อโลก เราไม่จำเป็นต้องบอกให้ทุกคนรักทรัมป์ หรือเกลียดทรัมป์ เราเพียงต้องยืนยันหลักการร่วมกันว่า: คำว่า ‘ทรราช’ ต้องมีเกณฑ์ และเกณฑ์ต้องผูกกับหลักฐาน และเมื่อเรายังมีพื้นที่ให้ตรวจสอบ—ให้โต้แย้ง—ให้ชนะกันด้วยเหตุผลและกระบวนการ—เราควรปกป้องพื้นที่นั้น ไม่ใช่ทำลายมันด้วยการยอมให้ฉลากครองโลก

ข้อเสนอเพื่อการพิจารณาของสาธารณะ: ถ้าจะเรียกใครว่า “ทรราช” ให้ชี้ให้ได้ว่าเขาทำให้สื่อเงียบลงอย่างเป็นระบบหรือไม่ ทำให้ฝ่ายค้านหมดทางกลับมาหรือไม่ ทำให้ศาล/หน่วยงานรัฐกลายเป็นอาวุธฝ่ายเดียวหรือไม่ และทำให้การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมหรือไม่ ถ้ายังชี้ไม่ได้ การติดป้ายอาจเป็นเพียงยุทธวิธีทางอำนาจ ไม่ใช่คำอธิบายความจริง

หมายเหตุ: บทความนี้รักษาเจตนาของคลิปไวรัลไว้ในฐานะ “กรอบให้คิด” และเติมความรับผิดชอบด้วยข้อมูลเชิงโครงสร้างและแหล่งอ้างอิงสาธารณะ เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวลอย ๆ และเพื่อให้ผู้อ่านตรวจสอบได้ด้วยตนเอง
Citation: คันฉ่องส่องไทย - ดร. เพียงดิน รักไทย

In an age of information overload, big labels like “dictator” become cheap weapons that deliver instant results. Once a label sticks, many people stop listening. A viral 2.4-minute clip circulating across platforms since January 9, 2026— framed as a person reacting to an AI “Friendly Debater” answer—makes one disciplined point: before declaring someone a dictator, we must first define what “dictator” means in principle, and then test real behavior against that definition.

The clip’s core claim is not hero worship. It argues that a dictator is not defined by harsh rhetoric or abrasive style, but by the ability to make oversight fail: silencing media, eliminating viable opposition, weaponizing courts and agencies as one-party tools, and turning elections into rituals rather than contests. Under that standard, the clip suggests Trump functions more like a “wrench in the machine”— disrupting elite coordination through conflict with media, money, and technology—than a leader who dismantles the board and installs a new regime.

A public-facing clarification: The viral clip is a rhetorical framework, not a peer-reviewed academic paper. Its strength is that it forces us back to first principles: definitions, criteria, evidence, and structural comparison.

A basic structural indicator already shows why careless comparisons distort reality. Freedom House’s Freedom in the World 2025 scores place China at 9/100, North Korea at 3/100, and Iran at 11/100—all “Not Free.” The United States scores 84/100 and remains categorized as “Free,” despite intense internal conflict and real vulnerabilities. (sources) This does not mean the U.S. is perfect. It means the institutional space for contestation and oversight has not been sealed shut in the manner of police states.

If we want something more tangible, consider the “price” of being opposition or independent media in authoritarian systems. In Russia, courts have issued severe sentences connected to opposition networks, and journalists have been convicted under “extremism” narratives— a pattern consistent with making dissent costly and frightening. (sources) This is structurally different from the United States, where—however messy—opposition and media can still fight back through courts, legislatures, and elections.

Of course, critics of Trump raise serious concerns, especially regarding the post-2020 election environment and January 6, 2021. A reasonable society can analyze that episode with rigor without skipping steps and collapsing Trump into the same category as leaders in closed authoritarian regimes. The danger of skipping steps is that labels replace proof—and the public stops thinking in criteria.

The viral clip also cites policy-style examples to support the “not a dictator” frame—such as deregulation during Trump’s first term, including the oft-repeated “22:1” claim that deregulatory actions outweighed new regulatory actions based on White House materials. But a disciplined approach holds two truths at once: there is evidence of a deregulatory agenda, and there are reputable fact-checks disputing the slogan’s counting method and warning that simplified ratios can mislead. (sources) Admitting complexity does not weaken an argument; it strengthens credibility by refusing to bend data into propaganda.

The broader message for global readers is simple and urgent: modern politics is increasingly fought with labels designed to win the information war, not labels designed to understand reality. When labels dominate, principled thinking is expelled from public life, and major issues—security, economics, technology, energy— get decided by emotion rather than evidence.

When a society stops asking “Does it meet the criteria?” and only asks “Do I like or hate the person?”, it becomes easy to steer. And often the public is recruited—unknowingly—into elite conflict, doing the destructive work on behalf of others: tearing down what may actually benefit them and the wider world.

This dynamic is not unique to the United States. In Thailand, we also see weaponized narratives used to “scrum” certain parties or movements, pressuring citizens to stop evaluating proposals and stop using criteria. Many political failures are not caused by a lack of capable people, but by a public pushed to judge via labels instead of evidence—ultimately serving entrenched power networks.

Therefore, a “voice of reason” does not demand that the world love Trump or hate Trump. It demands a shared principle: the word “dictator” must have criteria, and the criteria must be tied to evidence. If a society still has space for oversight—space to argue, to challenge, to win through process—then that space should be protected, not destroyed by surrendering public judgment to weaponized labeling.

A public test worth insisting on: If someone is called a dictator, show the system-level proofs: systematic silencing of media, elimination of opposition, one-party weaponization of courts and agencies, and elections reduced to ritual. If those proofs cannot be demonstrated, the label may function as a power tactic—not an explanation of reality.

Note: This essay preserves the viral clip’s intent as a thinking framework while adding accountability through structural indicators and public sources, so readers can verify rather than simply “believe.”
Citation: คันฉ่องส่องไทย - ดร. เพียงดิน รักไทย


อ้างอิง (ตรวจสอบได้เอง):

  1. Freedom House, Freedom in the World 2025 (China 9/100, North Korea 3/100, Iran 11/100, United States 84/100). China · North Korea · Iran · United States
  2. ตัวอย่าง “ราคาของความเห็นต่าง” ในรัสเซีย: Reuters (Apr 16, 2024; Jun 26, 2024) และ Human Rights Watch (Russia). Reuters: Volkov sentence · Reuters: journalists jailed · Human Rights Watch: Russia chapter
  3. ประเด็น “22:1” เรื่องการลดกฎระเบียบ: White House (archived) + PolitiFact + Brookings. White House (archived) · PolitiFact analysis · Brookings tracker

References (for reader verification):

  1. Freedom House, Freedom in the World 2025 (China 9/100, North Korea 3/100, Iran 11/100, United States 84/100). China · North Korea · Iran · United States
  2. Illustrations of the “cost of dissent” in Russia: Reuters reporting (2024) and Human Rights Watch (Russia). Reuters: Volkov sentence · Reuters: journalists jailed · Human Rights Watch: Russia chapter
  3. The “22:1” deregulation claim context: White House (archived) + methodological critique (PolitiFact) + data tracker (Brookings). White House (archived) · PolitiFact analysis · Brookings tracker

เวเนซุเอลา: ยุทธศาสตร์พลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์ของทรัมป์ กับเกมตัดท่อน้ำมันของจีน

เวเนซุเอลา: ยุทธศาสตร์พลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์ของทรัมป์ กับเกมตัดท่อน้ำมันของจีน
Strategic Reading · Energy Geopolitics

เวเนซุเอลา: ยุทธศาสตร์พลังงาน-ภูมิรัฐศาสตร์ของทรัมป์ กับเกม “ตัดท่อน้ำมัน” ของจีนโดยไม่ชนตรง

สาระหลัก: จากกระแสวิเคราะห์ในสื่อออนไลน์ (รวมถึงคลิป AI) สู่กรอบอธิบายเชิงรัฐศาสตร์พลังงาน ว่าทำไม “เวเนซุเอลา” จึงอาจถูกใช้เป็นคันโยกเพื่อกดดันจีน—ผ่านอุปทานน้ำมัน, รายได้รัฐ, และเครือข่ายน้ำมันคว่ำบาตร (เช่น อิหร่าน) โดยไม่ต้องเปิดฉากสงครามกับปักกิ่ง

อัปเดตบริบท: ม.ค. 2026 แกนคิด: America First × Energy Chokepoints

บทนำ: เมื่อ “คลิปไวรัล” บังเอิญชนกับตรรกะยุทธศาสตร์จริง

ในช่วงไม่กี่วันมานี้ผมเสนอความเห็นที่สอดคล้องกับกระแสที่กำลังมาแรงว่า การแทรกแซงเวเนซุเอลาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่ “อารมณ์” หรือ “โชว์กำลัง” แบบไร้ทิศทาง แต่เป็นการคำนวณเชิงพลังงาน เพื่อทำลายห่วงโซ่อุปทานน้ำมันราคาถูก/น้ำมันคว่ำบาตร ที่จีนใช้พยุงเศรษฐกิจและความทะเยอทะยานทางทหาร-เทคโนโลยี—โดยเฉพาะน้ำมันจากแหล่งที่ถูกคว่ำบาตรหรือมีความเสี่ยงสูง เช่น อิหร่าน และการพึ่งพาช่องทางสีเทา (“shadow fleets”) ในตลาดพลังงานโลก และเป็นการจัด "ระบอบ" โลกแบบที่เหนือชั้นและเด็ดขาด

มองด้วยตรรกะ: หากสหรัฐฯ สามารถ “ยึดคันโยกน้ำมันเวเนซุเอลา” ได้จริง—ทั้งการจัดการรายได้, เส้นทางส่งออก, และการลงทุนฟื้นกำลังผลิต— ก็เท่ากับสหรัฐฯ เพิ่มอำนาจต่อรองด้านพลังงานโลก และลดพื้นที่หายใจของจีนในสมรภูมิพลังงาน โดยไม่ต้องยิงกระสุนนัดเดียวใส่จีน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตรรกะแบบนี้ไม่ได้อยู่แค่ในคลิปไวรัลทางสื่อสังคมออนไลน์ทั้งหลาย แต่เริ่ม “ทับซ้อน” กับคำอธิบายในสื่อกระแสหลักมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้า “ควบคุมการจัดการรายได้จากน้ำมันเวเนซุเอลา” และผลักดันบริษัทพลังงานสหรัฐฯ ให้เข้าไปลงทุนฟื้นโครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่เสื่อมโทรมของเวเนซุเอลา พร้อม ๆ กับการล็อคเป้ากรีนแลนด์ (ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ต้องวิเคราะห์ต่อได้อีก) [1][2][3]

1) ทำไมต้อง “เวเนซุเอลา”: น้ำมันมหาศาล แต่ผลิตได้ต่ำ—จึงเป็นทั้งขุมทรัพย์และคอขวด

เวเนซุเอลาถูกพูดถึงในฐานะ “ประเทศที่มีน้ำมันสำรองพิสูจน์แล้วมากที่สุดในโลก” โดยตัวเลขที่ถูกอ้างบ่อยคือราว 303 พันล้านบาร์เรล (สัดส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบหนัก/extra-heavy ในเขต Orinoco Belt) [4][5]

แต่น้ำมันจำนวนมหาศาลไม่ได้แปลว่า “ปั๊มได้ง่าย” เวเนซุเอลามีปัญหาเชิงโครงสร้างซ้ำซ้อน—ตั้งแต่การลงทุนไม่ต่อเนื่อง, การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจพลังงาน, การคว่ำบาตร, ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานที่เสื่อมโทรม—จนทำให้กำลังผลิตจริง ต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก (บางช่วงถูกอธิบายว่า “ถือสำรองระดับยักษ์ แต่ผลิตได้ไม่ถึง 1 ล้านบาร์เรล/วัน”) [4][6]

น้ำมันดิบหนัก = เทคโนโลยี & เงินทุน

น้ำมันดิบหนักต้องการการลงทุนและเทคนิคเฉพาะ (ทั้งขั้นผลิตและกลั่น) จึงเปิดช่องให้ผู้ถือเทคโนโลยี/เงินทุน กลายเป็น “ผู้กำหนดเกม” มากกว่าผู้ถือทรัพยากรบนแผนที่ [5][6]

เสื่อมโทรมเชิงระบบ แต่เป็นโอกาสสำหรับผู้เข้าควบคุม

เมื่อโครงสร้างพื้นฐานผุพังและเงินทุนขาดแคลน “ฝ่ายที่เข้ามาจัดระบบใหม่” สามารถแลกความช่วยเหลือกับเงื่อนไขเชิงอธิปไตย/รายได้ หรือเส้นทางส่งออกได้ง่ายขึ้น [6][3]

นี่คือเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ว่าเหตุใดเวเนซุเอลาจึงเหมือน “สวิตช์ไฟใหญ่” ในห้องพลังงานโลก: ถ้าใครสามารถทำให้เวเนซุเอลากลับมาผลิตได้มากขึ้นและส่งออกตามช่องทางที่ตนควบคุม—ก็เท่ากับได้อำนาจต่อรองทั้งด้านราคา, ความมั่นคงพลังงาน, และเสถียรภาพในภูมิภาคซีกโลกตะวันตกไปพร้อมกัน

2) จาก “ปราบยาเสพติด/ระบอบ” สู่ “ยึดคันโยกน้ำมัน”: รูปแบบปฏิบัติการที่ชี้ไปทางพลังงาน

สื่อหลายแห่งอธิบายว่า สหรัฐฯ ไม่ได้หยุดที่การกดดันทางการเมือง แต่ขยับเข้าสู่การจัดการ “รายได้และการขายน้ำมัน” โดยตรง—ตั้งแต่การกันรายได้จากน้ำมันไว้ในบัญชีที่สหรัฐฯ ควบคุม ไปจนถึงการออกมาตรการกันเจ้าหนี้/ศาลยึดรายได้ดังกล่าว เพื่อให้รัฐสามารถ “บริหารเงิน” ในทิศทางที่วอชิงตันอ้างว่าเพื่อเสถียรภาพและการฟื้นประเทศ [1][2][7]

ในเชิงยุทธศาสตร์พลังงาน การคุม “กระแสเงิน” สำคัญพอ ๆ กับการคุม “กระแสน้ำมัน” เพราะรายได้คือเชื้อเพลิงของรัฐ: ใครคุมรายได้จากทรัพยากรหลักได้ ก็สามารถคุมทิศทางการฟื้นโครงสร้างพื้นฐาน, การชำระหนี้, การให้สัมปทาน, และการกำหนดคู่ค้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องประกาศอาณานิคม—แต่ผลลัพธ์อาจคล้าย “อธิปไตยแบบมีเงื่อนไข” ในทางปฏิบัติ

สัญญาณที่ทำให้ “กรอบพลังงาน” น่าเชื่อ: การประชุมกับผู้บริหารบริษัทน้ำมัน, การพูดถึงเม็ดเงินลงทุนระดับใหญ่, การชี้ว่าบางส่วนของน้ำมันจะถูกส่งไปยังโรงกลั่นสหรัฐฯ ที่เหมาะกับน้ำมันเวเนซุเอลา และการวางโครง “ควบคุมการขาย/รายได้” ในระยะยาว [1][2][7]

จะเห็นได้ว่าถ้าสหรัฐฯ บริหารน้ำมันเวเนซุเอลาได้จริง ผลกระทบจะไม่หยุดอยู่ที่คารากัส แต่สะเทือนไปถึงปักกิ่ง—เพราะพลังงานเป็นฐานของทุกระบบ ตั้งแต่การผลิตอุตสาหกรรมหนัก ไปจนถึงระบบดิจิทัลและการทหารสมัยใหม่

3) เป้าหมายที่แท้: ไม่ใช่แค่ “ชนะเวเนซุเอลา” แต่คือ “บีบจีน” ผ่านสมการน้ำมันคว่ำบาตรและน้ำมันราคาถูก

หากเราย้ายมุมมองจาก “การเมืองภายในเวเนซุเอลา” ไปสู่ “สงครามเย็นพลังงาน” ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน จะเห็นภาพชัดขึ้น: จีนต้องการพลังงานมหาศาลเพื่อคงการเติบโตและความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ต้องการลด “พื้นที่หายใจ” ของจีนในระบบพลังงานโลก โดยเฉพาะพื้นที่ที่อาศัยการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งเสี่ยง/คว่ำบาตร หรือการทำธุรกรรมผ่านช่องทางสีเทา

3.1 “การตัดท่อน้ำมัน” แบบไม่ยิงปืนใส่จีน

ถ้าจีนถูกบีบให้ต้องซื้อพลังงานแพงขึ้น, ผ่านช่องทางที่ถูกจับตามองมากขึ้น, หรือสูญเสียแหล่งน้ำมันราคาถูกบางส่วน ย่อมเกิดต้นทุนต่อเนื่องเป็นลูกโซ่—ต่อราคาสินค้า, ต่อเสถียรภาพภาคอุตสาหกรรม, ต่อความสามารถในการอุดหนุนเทคโนโลยี, และต่อการคงกำลังของรัฐในระยะยาว แม้จะไม่มีการสู้รบระหว่างกองทัพสหรัฐฯ กับจีนโดยตรง

3.2 เวเนซุเอลาในฐานะ “จุดบีบ” ของห่วงโซ่พลังงานโลก

เมื่อสหรัฐฯ ขยับจากมาตรการคว่ำบาตรไปสู่การ “จัดการการขาย/รายได้” และดึงบริษัทพลังงานสหรัฐฯ เข้ามาเป็นกลไก ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้คือ เวเนซุเอลาจะถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบพลังงานที่สหรัฐฯ และพันธมิตรควบคุมมากขึ้น ซึ่งย่อมกระทบต่อบทบาทของจีนในเวเนซุเอลาและละตินอเมริกา รวมถึงความมั่นคงด้านอุปทานในภาพรวม [3][8]

  • ในมุมจีน เวเนซุเอลาไม่ใช่แค่ “น้ำมัน” แต่คือ “อิทธิพล” และ “หลักประกัน” ในภูมิภาคที่สหรัฐฯ ต้องการคุมเกม (ซีกโลกตะวันตก/แนวคิด Monroe Doctrine เวอร์ชันร่วมสมัย)
  • ในมุมสหรัฐฯ การยึดคันโยกน้ำมันเวเนซุเอลา คือการทำให้จีนต้อง “จ่ายแพงขึ้น เสี่ยงขึ้น และพึ่งพาตลาดที่ถูกสหรัฐฯ เฝ้าดูมากขึ้น” ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มอำนาจต่อรองของสหรัฐฯ ในระบบพลังงานโลก

4) เหตุผลที่เกมนี้ “เข้ากรอบ America First”: ใช้ทรัพยากรโลกเพื่อเสริมฐานอำนาจในบ้าน

ในกระดูกสันหลังของแนวคิด America First มี “ความย้อนแย้ง” ที่คนมักมองข้าม: การจะ “มาก่อน” ได้จริง ไม่ใช่แค่ลดภาระต่างประเทศ แต่ต้องคุมตัวแปรที่ทำให้เศรษฐกิจและความมั่นคงของสหรัฐฯ แข็งแรงขึ้น และหนึ่งในตัวแปรที่ทรงพลังที่สุดคือพลังงาน—เพราะพลังงานกระทบทั้งเงินเฟ้อ, ต้นทุนการผลิต, การขนส่ง, ความสามารถการแข่งขัน และความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์

เมื่อมีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการดึงน้ำมันเวเนซุเอลาเข้าสู่ระบบโรงกลั่นที่เหมาะกับน้ำมันประเภทนี้ และพูดถึงการส่งมอบน้ำมันหลายสิบล้านบาร์เรล พร้อมกันกับการจูงใจการลงทุนขนาดใหญ่ ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่ “ปฏิบัติการทหารโดด ๆ” แต่เป็นแพ็กเกจพลังงาน-การเมือง-การเงิน [1][7][2]

แก่นตีความ: ถ้าพลังงานคือ “เลือด” ของเศรษฐกิจโลก การคุมเลือดบางเส้นคือการคุมจังหวะของคู่แข่ง ยุทธศาสตร์ที่ดีจึงมักเลือก “ตัดเส้นเลือดที่ทำให้คู่แข่งมีแรง” แทนการชนตรงที่หน้าอก

5) ข้อจำกัดและตัวแปรที่ทำให้ผลลัพธ์ “ไม่อัตโนมัติ”: น้ำมันเยอะไม่ได้แปลว่าเกมจบ

แม้กรอบ “พลังงานเป็นยุทธศาสตร์” จะอธิบายได้มาก แต่ก็ต้องยอมรับตัวแปรจริงที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นเส้นตรง เพราะเวเนซุเอลาคือระบบที่ซับซ้อน และน้ำมันดิบหนักคือทรัพยากรที่ต้องใช้เวลาในการแปลงเป็นกำลังผลิตจริง

ฟื้นกำลังผลิตต้องใช้เวลา

โครงสร้างพื้นฐานที่ผุพังต้องการเงินทุน อุปกรณ์ และความต่อเนื่องทางนโยบาย ต่อให้มี “เจตจำนงทางการเมือง” ก็ไม่ได้ทำให้บ่อน้ำมันกลับมาปั๊มได้เต็มกำลังทันที [6][4]

เกมหนี้/ข้อพิพาททรัพย์สิน

เวเนซุเอลามีประวัติข้อพิพาททรัพย์สินและการอายัด/เรียกร้องจากเจ้าหนี้ การกันรายได้ไว้ภายใต้การคุมของรัฐ/สหรัฐฯ จึงสะท้อนว่ารัฐบาลเห็น “ความเสี่ยงเชิงกฎหมาย” เป็นตัวแปรใหญ่ [1][7]

จีนมีทางเลือก แต่ต้นทุนเพิ่ม

จีนอาจหันไปพึ่งแหล่งอื่น เช่น รัสเซีย ตะวันออกกลาง หรือแอฟริกา แต่ทุกทางเลือกมีต้นทุนด้านราคา โลจิสติกส์ และความเสี่ยงทางการเมือง แล้วแน่นอนว่าจีนต้องดิ้นใหญ่แน่ ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องจ้องอย่างไม่กระพริบตากันต่อ [8]

แรงเสียดทานระหว่างประเทศ

ปฏิบัติการที่โยงกับการควบคุมทรัพยากรย่อมสร้างแรงเสียดทานจากหลายฝ่าย และอาจเปลี่ยนสมการความร่วมมือ/การต่อต้านในภูมิภาคได้ตลอดเวลา [2][8]

กล่าวให้ชัด: “เวเนซุเอลาเป็นคันโยก” ก็จริง แต่เป็นคันโยกที่ต้องใช้ช่างซ่อม—และต้องมีแรงส่งทางการเมือง, เงินทุน, และความต่อเนื่องเพื่อให้มันทำงานได้ตามที่กรอบยุทธศาสตร์คาดหวัง

สรุปเชิงยุทธศาสตร์: 7 ข้อที่ควรจับตา (เพื่อดูว่า ‘ตรรกะพลังงาน’ จะเป็นจริงแค่ไหน)

  1. สหรัฐฯ จะ “คุมรายได้จากน้ำมัน” ได้นานและแน่นเพียงใด (บัญชี, กลไกการจ่าย, การกันเจ้าหนี้)? [1][7]
  2. การลงทุนของบริษัทสหรัฐฯ จะเกิดจริงหรือเป็นเพียงข่าวการเมือง—และจะเกิดภายใต้เงื่อนไขอะไร? [1][2]
  3. กำลังผลิตเวเนซุเอลาจะฟื้น “ในทางกายภาพ” ได้เร็วแค่ไหน (อุปกรณ์, ชิ้นส่วน, คน, เงิน)? [6]
  4. เส้นทางส่งออกจะถูก “จัดระเบียบใหม่” ไปทางสหรัฐฯ/พันธมิตรในสัดส่วนเท่าใด? [7][3]
  5. จีนจะตอบอย่างไร: ย้ายพอร์ตพลังงาน, เพิ่มการถือครองสำรอง, หรือเร่งแผนลดพึ่งน้ำมัน? [8]
  6. สมการ “น้ำมันคว่ำบาตร/น้ำมันสีเทา” จะถูกบีบให้แพงขึ้น/เสี่ยงขึ้นจริงหรือไม่ (shadow fleets, ตัวกลาง, การชำระเงิน)? [8]
  7. ถ้าจีนต้องจ่ายพลังงานแพงขึ้น ผลกระทบจะไปโผล่ที่ไหนก่อน: ภาคอุตสาหกรรม, การส่งออก, หรือการอุดหนุนเทคโนโลยี/การทหาร?

หาก 4–5 ข้อแรก “เดินหน้าเป็นรูปธรรม” ตรรกะที่กล่าวมาจะยิ่งมีน้ำหนักขึ้นในฐานะคำอธิบายเชิงยุทธศาสตร์ ที่ไม่ใช่แค่การตีความทางการเมืองแบบเลือกข้าง

เอกสารอ้างอิงและข่าวประกอบ

หมายเหตุ: รายการนี้คัดมาเพื่อรองรับ “ข้อเท็จจริงหลัก” ที่อยู่ใต้กรอบวิเคราะห์ ได้แก่ (1) กลไกการคุมรายได้/การขายน้ำมัน (2) สภาพอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา (3) ตัวเลขสำรองน้ำมันและลักษณะน้ำมันดิบหนัก

  1. Reuters (10 Jan 2026) — รายงานคำสั่งฝ่ายบริหารสหรัฐฯ เพื่อกันรายได้จากน้ำมันเวเนซุเอลาไม่ให้ถูกศาล/เจ้าหนี้ยึด และบริบทการดึงบริษัทพลังงานเข้าไปลงทุน: อ่าน
  2. Reuters (10 Jan 2026) — ประเด็นการเพิ่มกำลังผลิตและมุมมองจากฝ่ายพลังงานสหรัฐฯ: อ่าน
  3. TIME (9 Jan 2026) — อธิบายภาพรวมมาตรการ/การคุมการขายน้ำมันและผลต่อราคาตลาด: อ่าน
  4. Investopedia (Jan 2026) — ภาพรวม “สำรองน้ำมันมาก แต่ผลิตยาก/ผลิตน้อย” และตัวเลขสำรองราว 303 พันล้านบาร์เรล: อ่าน
  5. U.S. Energy Information Administration (EIA) — ข้อมูลประเทศเวเนซุเอลาและลักษณะสำรองน้ำมันดิบหนักใน Orinoco Belt: อ่าน
  6. Reuters (5 Jan 2026) — วิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานเสื่อมโทรมและศักยภาพที่ยัง “ติดคอขวด”: อ่าน
  7. AP News (10 Jan 2026) — รายงานคำสั่งเพื่อปกป้องรายได้จากน้ำมัน และแนวคิดการควบคุมการขาย/รายได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน: อ่าน
  8. Washington Post (9 Jan 2026) — มุม “ใครพึ่งเวเนซุเอลาแค่ไหน” และผลกระทบต่อจีน/คู่ค้าอื่น: อ่าน

คันฉ่องส่องโลก กับ ดร. เพียงดิน รักไทย ชวนคนไทยมองสถานการณ์โลกเพื่อช่วยกันหาจุดยืนที่เหมาะสมของประเทศไทย


อิหร่าน: สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงหวนมาอีกครั้ง

อิหร่าน: สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงหวนมาอีกครั้ง

การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ผนวกกับปรากฏการณ์เล็กๆเพื่อส่องแสงสู่ทิศทางแห่งอนาคต

ผู้หญิงอิหร่านในตลาดเตหะราน ท้าทายโดยถอดฮิญาบ

ภาพประกอบ: ประกายไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงในตลาดเตหะราน

ในย่านตลาดเก่าแก่ของเตหะราน ท่ามกลางกลิ่นเครื่องเทศและเสียงร้องเรียนของพ่อค้าแม่ขาย ภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเหมือนเรื่องธรรมดา—ผู้หญิงคนหนึ่งถอดฮิญาบออกอย่างท้าทาย ขณะที่ฝูงชนรอบข้างเริ่มส่งเสียงเชียร์—กลับกลายเป็นประกายไฟที่จุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี มันไม่ใช่แค่การต่อต้านราคาข้าวของที่พุ่งสูงขึ้น หรือความขาดแคลนน้ำดื่มในฤดูแล้งที่รุนแรง แต่เป็นสัญญาณของบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่า: การหวนคืนของสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่เคยพัดผ่านแผ่นดินเปอร์เซียโบราณมานับพันปี

รากเหง้าทางประวัติศาสตร์: จากไซรัสสู่การปฏิวัติ 1979

ย้อนกลับไปในสมัยจักรวรรดิอะคีเมนิด (Achaemenid Empire) ภายใต้พระเจ้าไซรัสมหาราช อิหร่าน—หรือเปอร์เซียในขณะนั้น—เคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ยืดยาวจากแม่น้ำไนล์ไปจนถึงแม่น้ำสินธุ ด้วยระบบปกครองที่เน้นความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการปกครองแบบกระจายอำนาจ แต่เช่นเดียวกับจักรวรรดิโรมันที่ Hanson มักยกมาเปรียบเทียบ การขยายตัวมากเกินไปนำมาซึ่งจุดอ่อนภายใน: การทุจริตของขุนนาง การกดขี่ประชาชน และการสูญเสียพันธมิตร จนนำไปสู่การล่มสลายจากภายใน

เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 1979 เมื่อการปฏิวัติอิสลามโค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวี แต่ครั้งนี้ สายลมนั้นไม่ได้พัดมาจากมัสยิดหรือนักการศาสนา หากแต่จากถนนหนทางและโซเชียลมีเดีย—ปรากฏการณ์เล็ก ๆ อย่างวิดีโอจาก Mashhad ที่แสดงฝูงชนหลายพันคนร้องตะโกน "ความตายจงมีแด่ทรราช" ท่ามกลางการ blackout อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความกลัวของระบอบที่รู้ดีว่าตนเองกำลังสั่นคลอน

วิกฤตเศรษฐกิจ: เสมือนยุคเสื่อมของเซอร์ซีส

มองในมิติเศรษฐกิจ การประท้วงที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2025 นี้โยงใยกับวิกฤตที่สะสมมานาน: อัตราเงินเฟ้อที่ทะยานสูง การว่างงานในหมู่เยาวชนที่เกือบ 30% และการทุจริตของหน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ผูกขาดอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ Hanson คงจะเทียบเคียงกับยุคเสื่อมโทรมของจักรวรรดิเปอร์เซียภายใต้พระเจ้าเซอร์ซีส (Xerxes) ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรไปกับสงครามกับกรีซ จนทำให้ประชาชนภายในอดอยากและลุกฮือขึ้น

การพยายามของรัฐบาลในการแจกจ่ายเงินอุดหนุนสินค้าพื้นฐานในเดือนมกราคม 2026 นี้ จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เหมือนการโยนเศษขนมปังให้สุนัขหิวโหย—มันอาจสงบลงชั่วคราว แต่ความหิวกระหายแห่งเสรีภาพยังคงอยู่

มิติสังคม-วัฒนธรรม: การหวนคืนสู่รากเหง้าเปอร์เซีย

สายลมนี้พัดแรงที่สุดจากกลุ่มที่ถูกกดขี่มานาน: ผู้หญิงและเยาวชน ผู้หญิงนำขบวนประท้วงใน Tehran และ Chabahar โดยไม่สวมฮิญาบ ซึ่งเราอาจมองได้ว่าเป็นการหวนคืนสู่รากเหง้าของเปอร์เซียโบราณ ที่เคยให้เกียรติสตรีอย่างเท่าเทียมในสมัยพระนางอาทอสซา (Atossa) แตกต่างจากระบอบอิสลามิสต์ที่กดขี่พวกเธอมาตั้งแต่ปี 1979

ปรากฏการณ์เล็ก ๆ อย่างการโพสต์ภาพธงชาติเก่าที่มีรูปสิงโตตรงกลางบนโซเชียลมีเดีย จึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่เป็นการเรียกคืนอัตลักษณ์ชาติที่ถูกบดบังด้วยลัทธิศาสนา การล้มลงของ Assad ในซีเรียเมื่อปีที่แล้วยิ่งตอกย้ำว่าพันธมิตรของอิหร่านกำลังร่วงโรย ทำให้ IRGC สูญเสียอิทธิพลในภูมิภาค และหันกลับมาปราบปรามภายในอย่างโหดร้ายยิ่งขึ้น

มุมมองพญาอินทรี: จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์

จากมุมมองทางการเมือง Khamenei ผู้เป็นผู้นำสูงสุดกำลังเผชิญกับจุดอ่อนที่คล้ายกับจักรพรรดิเนโรแห่งโรมัน: สุขภาพที่ย่ำแย่ การสูญเสียการสนับสนุนจากชนชั้นนำ และการแบ่งแยกภายใน IRGC การจับกุมผู้จัดประท้วงกว่า 200 คนและยึดอาวุธจำนวนมาก แสดงถึงความตื่นตระหนก แต่ประวัติศาสตร์จะเตือนเราว่าการปราบปรามเช่นนี้มักนำไปสู่จุดจบของเผด็จการ—เหมือนที่เกิดกับชาห์ในปี 1979 หรือ Assad ในปี 2025

Reza Pahlavi ทายาทราชวงศ์เก่า ได้กลายเป็นจุดรวมใจ โดยเรียกร้องให้จุดประกายด้วยเคลื่อนไหวในภาคพลังงานและขนส่ง เพื่อยึดศูนย์กลางเมือง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด โยงกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวเปอร์เซียที่เคยล้มจักรวรรดิมองโกลมาแล้ว

มองจากมุมสูงดั่งพญาอินทรี คงมองเห็นว่าสายลมนี้ไม่ใช่แค่พายุชั่วคราว แต่เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่อาจนำอิหร่านกลับสู่ความยิ่งใหญ่ หากเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยได้โดยไม่ตกสู่ความวุ่นวายแบบซีเรีย การสนับสนุนจากตะวันตก—เช่น คำพูดจาก Trump และ Graham ที่เรียกให้ "Make Iran Great Again"—อาจเป็นตัวเร่ง แต่ความสำเร็จต้องมาจากภายใน ประวัติศาสตร์สอนเราว่าจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ล้มลงไม่ใช่เพราะศัตรูภายนอก แต่เพราะประชาชนภายในที่เบื่อหน่าย ในปี 2026 นี้ อิหร่านกำลังยืนอยู่ที่จุดตัด: จะหวนคืนสู่เปอร์เซียผู้ยิ่งใหญ่ หรือจมดิ่งสู่ความมืดมิดยาวนาน? สายลมกำลังพัดแรง และครั้งนี้ มันอาจไม่หยุดยั้งโดยง่าย เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยน สรรพสิ่งเปลี่ยน สิ่งที่จะกลายเป็นของแปลกปลอมที่ถูกกำจัดหรือเขี่ยทิ้ง คือสิ่งที่ไม่เข้ากับยุคสมัย

บทวิเคราะห์นี้เขียนเมื่อ 11 มกราคม 2569
© สงวนลิขสิทธิ์ — นำไปเผยแพร่ซ้ำได้โดยระบุที่มา คันฉ่องส่องโลก กับ ดร. เพียงดิน รักไทย

ทรัมพ์ไม่ได้เปลี่ยน “ระเบียบโลก” — เขากำลังท้าทาย “ระบอบของโลก”

คันฉ่องส่องโลก · บทวิเคราะห์เชิงอำนาจ

ทรัมพ์ไม่ได้เปลี่ยน “ระเบียบโลก” — เขากำลังท้าทาย “ระบอบของโลก”

เมื่อโลกถูกฉีกออกเป็นแรงอำนาจสามชั้น: อักษะอำนาจนิยม, เทคโนแครตโลกาภิวัตน์, และ America First แบบรัฐชาติแข็งแรง คำถามจึงไม่ใช่ “ใครชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ระบอบใดจะกำหนดขอบเขตสงครามและสันติภาพในศตวรรษนี้”

1) เปลี่ยน “ระเบียบ” กับเปลี่ยน “ระบอบ” ต่างกันอย่างไร

ในประวัติศาสตร์การเมืองโลก การเปลี่ยน ระเบียบ (order) มักเกิดหลังสงครามใหญ่: เส้นแบ่งใหม่ พันธมิตรใหม่ กติกาใหม่ และการจัดวางกำลังใหม่ แต่การเปลี่ยน ระบอบ (regime) มักเกิดก่อนสงคราม—เงียบ ๆ ลึก ๆ ผ่านการเปลี่ยนศูนย์กลางการตัดสินใจว่า “ใครมีสิทธิ์กำหนดอนาคต” ระหว่าง รัฐชาติ, ชนชั้นนำข้ามชาติ, หรือ จักรวรรดิอำนาจนิยม

นี่คือจุดที่ทำให้โดนัลด์ ทรัมพ์ถูกมองว่าไม่เพียงรื้อ “กรอบหลังสงครามเย็น” แต่กำลังท้าทาย “กลไกเหนือรัฐชาติ” ที่สะสมอำนาจและความชอบธรรมมาหลายทศวรรษ

“การเปลี่ยนระบอบของโลก มักเริ่มจากการทำให้รัฐชาติกลับมาเป็นเจ้าของชะตากรรมของตัวเองอีกครั้ง”

และเมื่อรัฐชาติกลับมาแข็งแรง ความเป็นไปได้ของสงครามใหญ่กลับลดลง—เพราะเส้นแดงชัด และต้นทุนการท้าทายสูงขึ้น

Regime = ใครเป็นผู้กำหนดกติกา Order = กติกาถูกจัดวางอย่างไร Statecraft = ทำให้กติกา “ทำงานได้จริง”

2) โลกวันนี้มี “สามแรงอำนาจ” ไม่ใช่สองค่าย

การมองโลกแบบ “ประชาธิปไตย vs เผด็จการ” ยังมีประโยชน์ในเชิงศีลธรรม แต่ไม่พอสำหรับการอ่านเกมอำนาจในสนามจริง โลกวันนี้มีแรงอำนาจอย่างน้อยสามชั้นที่กำลังชนกัน

ค่ายที่หนึ่ง: อักษะอำนาจนิยม (Axis of Disruption)

จีน รัสเซีย อิหร่าน และบริวาร ไม่ได้ต้องการปรับกติกาเล็กน้อย แต่ต้องการ “โลกที่กฎหมายอ่อนแอ” เพื่อให้กำลังและการบีบคั้นเป็นคำตอบสุดท้าย: ทางทะเล พลังงาน เทคโนโลยี การเงิน และสงครามตัวแทน

ค่ายที่สอง: Globalist Technocracy

ไม่ใช่รัฐชาติ ไม่ส่งรถถัง แต่ส่ง “มาตรฐาน” “เงื่อนไข” “กรอบความดี” และ “กลไกข้ามชาติ” จุดยืนหลักคือรัฐชาติเป็นของล้าสมัย ประชาชนตัดสินใจพลาดบ่อย และผู้เชี่ยวชาญควรจัดการแทน แม้ไม่ตั้งใจทำสงคราม แต่กัดกร่อนอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ทีละน้อย

ค่ายที่สาม: America First (ในแบบทรัมพ์)

ไม่เข้ากับใครง่าย ๆ เพราะไม่เชื่อทั้ง “จักรวรรดิอำนาจนิยม” และไม่เชื่อ “รัฐบาลโลกแบบเทคโนแครต” จุดศูนย์กลางคือรัฐชาติที่เข้มแข็ง: ผลิตได้เอง พลังงานพึ่งตน กองทัพน่าเกรงขาม เส้นแดงชัด เพื่อทำให้การแข่งขันเชิงอำนาจหยุดอยู่ในระดับสงครามเย็น ไม่ลุกลามเป็นสงครามร้อน


3) America First ไม่ใช่ “โดดเดี่ยว” แต่คือ Realism แบบคลาสสิก

การกล่าวหาว่า America First คือการถอนตัวออกจากโลก มักเป็นการสรุปที่สะดวก แต่ไม่แม่นยำ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “จะอยู่กับโลกหรือไม่” แต่อยู่ที่ “จะอยู่กับโลกภายใต้ข้อตกลงแบบไหน”

ตรรกะหลักของ America First

  • ไม่ต่อต้านพันธมิตร แต่ต่อต้านพันธมิตรที่ ไม่รับผิดชอบต่อภาระ
  • ไม่ต่อต้านการค้า แต่ต่อต้านการค้าที่ ทำลายฐานอุตสาหกรรมในประเทศ
  • ไม่ต่อต้านสถาบันโลก แต่ต่อต้านสถาบันที่ ไม่ยึดโยงกับประชาชน

นี่ไม่ใช่ความคิดแปลกใหม่ หากมองผ่านประวัติศาสตร์แบบคลาสสิก: สาธารณรัฐจะอยู่รอดได้เมื่อชนชั้นนำไม่ตัดขาดจากฐานของตนเอง หากฐานการผลิตพัง ความมั่นคงพัง ความไว้วางใจพัง ประเทศจะเหลือเพียงวาทกรรม—และวาทกรรมไม่เคยหยุดจรวดหรือเรือรบได้


4) ทำไมทรัมพ์จึงพยายาม “ทำให้สงครามเย็นไม่ร้อน”

ความย้อนแย้งที่หลายคนไม่อยากยอมรับคือ: ผู้นำที่ใช้อำนาจแข็งบางครั้งทำเช่นนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ เพราะการยั่วยุส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่าย “เชื่อว่าเราไม่กล้าตอบโต้”

“เส้นแดงที่ชัดเจน อาจดูแข็งกร้าวในสายตาคนเมือง แต่ในประวัติศาสตร์ มันคือเครื่องมือป้องกันสงคราม”

เมื่อศัตรูคำนวณต้นทุนได้ ความเสี่ยงในการท้าทายก็ลดลง และเกมจะถูกบังคับให้กลับไปสู่การถ่วงดุล

“ทำให้อเมริกาเข้มแข็ง” ในที่นี้ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือโครงสร้าง: ฐานอุตสาหกรรมกลับมา, โครงสร้างพลังงานพึ่งตน, กองทัพพร้อมรบ, และการกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติแบบไม่กำกวม หากองค์ประกอบเหล่านี้อ่อนแรง สงครามเย็นจะมีแนวโน้ม “ลื่นไถล” ไปสู่สงครามร้อนโดยปริยาย

กลไก “กันสงครามร้อน” ในตรรกะรัฐชาติ

  • Deterrence: ทำให้การท้าทายมีราคาแพง
  • Resilience: ทำให้การบีบคั้นทางเศรษฐกิจได้ผลน้อยลง
  • Clarity: ทำให้เส้นแดงไม่ถูกตีความผิด

5) เติมสาระแบบคันฉ่องส่องโลก: ศัตรูที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “ภายนอก” อย่างเดียว

ประวัติศาสตร์สอนเราว่า จักรวรรดิไม่ได้ล่มเพราะศัตรูภายนอกเท่านั้น แต่ล่มเพราะความเชื่อมโยงภายในพัง: ชนชั้นนำเลิกพูดภาษาเดียวกับประชาชน และสร้างโลกของตนเองที่ไม่ต้องขอความยินยอมจากใคร

ทรัมพ์อาจไม่สุภาพ และไม่เป็นที่รักของสถาบันเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็น “ปรากฏการณ์ระดับระบอบ” คือการดึงโลกกลับสู่ความจริงพื้นฐานที่สุด: รัฐชาติที่รับผิดชอบ แข็งแรง และยึดโยงประชาชน คือเงื่อนไขของสันติภาพระยะยาว

คำอธิษฐานเชิงยุทธศาสตร์

หากมนุษยชาติอยากให้ “สงครามร้อนไม่เกิดขึ้นไปอีกนับร้อยปี” เราต้องลดแรงจูงใจในการเสี่ยง—ด้วยการทำให้การรุกราน “ไม่คุ้ม” และทำให้การรักษาสันติภาพ “ทำได้จริง” ไม่ใช่แค่สวยงามในเอกสาร

รัฐประหาร 2500 ถึงประชาธิปไตยแบบจัดการ: เครือข่ายอำนาจ วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง และการทำให้ “ประชาธิปไตยดูเหมือนจริง” แต่ควบคุมได้

รัฐประหาร 2500 ถึงประชาธิปไตยแบบจัดการ: เครือข่ายอำนาจ วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง และการทำให้ “ประชาธิปไตยดูเหมือนจริง” แต่ควบคุมได้

รัฐประหาร 2500 ถึงประชาธิปไตยแบบจัดการ: เครือข่ายอำนาจ วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง และการทำให้ “ประชาธิปไตยดูเหมือนจริง” แต่ควบคุมได้

บทความวิชาการเชิงสถาบันและประวัติศาสตร์การเมือง (Institutional–Historical Analysis)

รัฐประหาร 2500 Managed Democracy Networked Power วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง รัฐธรรมนูญ 2560 วุฒิสภาแต่งตั้ง/คัดเลือก

1) บทคัดย่อและข้อสรุปย่อ

บทความนี้เสนอว่า “รัฐประหาร 2500” มิใช่เพียงเหตุการณ์การเปลี่ยนรัฐบาล หากเป็น จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน ที่ทำให้การเมืองไทยเดินเข้าสู่ “ประชาธิปไตยแบบจัดการ” (managed democracy) อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ระบอบที่มีรูปแบบประชาธิปไตยพอให้โลกภายนอกอ่านออก (มีรัฐธรรมนูญ มีเลือกตั้ง มีสภา มีพรรคการเมืองและศาล) แต่ถูกตีกรอบและถูกจัดการได้ผ่านเครือข่ายสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการทำงานร่วมกันของ วัง–กองทัพ–กลไกกฎหมายการเมือง ในฐานะ “สถาปัตยกรรมอำนาจ” ที่ปรับตัวตามเวลา มากกว่าจะพึ่งกำลังทหารแบบหยาบเสมอไป

ข้อสรุปเชิงหลักฐานที่ตรวจสอบได้

  • ไทยมีประวัติรัฐประหาร/ความพยายามรัฐประหารจำนวนมากในโลกสมัยใหม่: มีรายงานว่าตั้งแต่ 1932 มี 22 ครั้ง โดย 13 ครั้งสำเร็จ (ตัวเลขอาจต่างกันตามนิยามของแหล่งข้อมูล แต่แนวโน้ม “ความถี่สูงผิดปกติ” สอดคล้องกัน) [1]
  • ไทยมีรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองจำนวนมาก: ราว 20 ฉบับ หลัง 1932 ซึ่งสะท้อน “วงจร รัฐประหาร–ร่างกติกาใหม่” ที่เกิดซ้ำ [2]
  • รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้วุฒิสภาที่มาจากกระบวนการแต่งตั้งในช่วงเริ่มต้นมีบทบาทสำคัญในระบบการเมือง และมีบทเฉพาะกาลให้ร่วมโหวตนายกฯ ในช่วงเวลาหนึ่ง [3]
  • แผนการเปลี่ยนผ่านสู่ “วุฒิสภาชุดใหม่” ในปี 2024 ถูกวิจารณ์ว่ายังคงซับซ้อนและไม่ใช่การเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งประเทศ โดย Reuters อธิบายว่าเป็นกระบวนการ “คัดเลือก” ผ่านกลุ่มอาชีพ และไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ [4]

บทความจึงไม่ได้อธิบายการเมืองไทยด้วย “คนดี–คนเลว” หรือด้วย “ปัญหานักการเมือง” เท่านั้น แต่ชี้ให้เห็นว่าเมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นในฐานะ เครื่องมือทางสถาบัน ระบอบหลังรัฐประหารมักไม่เพียงเปลี่ยนตัวผู้นำ แต่จะ อัปเกรดกติกา เพื่อทำให้การเมืองแบบเลือกตั้ง “อยู่ใต้กรอบ” ที่คาดการณ์และควบคุมได้มากขึ้น การสะสมตัวของกลไกเช่นนี้ทำให้ประชาธิปไตยไทย “ดูเหมือนปกติ” ต่อสายตาโลก แต่ “ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบ” ต่อประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

2) คำถามวิจัย วัตถุประสงค์ และข้อเสนอหลัก

2.1 คำถามวิจัย

หากยอมรับว่าไทยมีการเลือกตั้งซ้ำหลายครั้ง และมีพรรคการเมืองแข่งขันจริงในระดับหนึ่ง คำถามเชิงวิชาการคือ: เหตุใดวงจรรัฐประหารจึงเกิดซ้ำ และเหตุใด “การกลับสู่การเลือกตั้ง” ภายหลังรัฐประหารจึงมักมาพร้อม “กลไกใหม่” ที่ทำให้การเมืองยิ่งถูกกำกับมากกว่าเดิม แทนที่จะปลดล็อกให้ประชาชนกำกับรัฐได้เข้มขึ้น?

2.2 วัตถุประสงค์

(1) อธิบายรัฐประหาร 2500 ในฐานะจุดเปลี่ยนเชิงสถาบันที่สร้างแบบแผนการจัดการความชอบธรรมผ่านกำลังและกติกา (2) แสดงกลไกเชื่อม (causal mechanisms) ที่ทำให้ “รัฐประหาร” ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ แต่เป็นจังหวะหนึ่งใน “วงจรการออกแบบสถาบัน” (3) เชื่อมพัฒนาการดังกล่าวกับรัฐธรรมนูญ 2560 และการเปลี่ยนผ่านวุฒิสภา เพื่อชี้ว่า “การจัดการอำนาจ” ถูกทำให้เป็นกติกาอย่างไร (4) วิเคราะห์อย่างระมัดระวังว่าการพูดถึง “เจตนา” ของเครือข่ายอำนาจในงานวิชาการควรทำอย่างไร โดยยึดหลักฐานเชิงผลลัพธ์ (institutional effects) มากกว่าการกล่าวหาเชิงบุคคล

2.3 ข้อเสนอหลัก (Thesis)

ข้อเสนอหลักของบทความคือ ไทยพัฒนา “ประชาธิปไตยแบบจัดการ” ผ่านโครงสร้างสามชั้นซ้อน: (ก) ชั้นความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ ที่ผูกโยงกับความคิดเรื่องชาติ ศีลธรรม และความต่อเนื่องของรัฐ; (ข) ชั้นกำลังบังคับ ที่กองทัพทำหน้าที่ผู้ตัดสินยามวิกฤต; และ (ค) ชั้นกฎหมาย/สถาบันกำกับ ที่ผลิตกติกาเพื่อจำกัดขอบเขตการแข่งขันทางการเมือง ทั้งสามชั้นทำงานร่วมกันในรูป “อำนาจแบบเครือข่าย” มากกว่าการสั่งการตรง อันสอดคล้องกับแนวคิด “network monarchy” ที่อธิบายบทบาทเชิงเครือข่ายของสถาบันกษัตริย์ในทางการเมืองสมัยใหม่ [5]

3) กรอบทฤษฎีและทบทวนวรรณกรรม

3.1 อำนาจแบบเครือข่าย: จาก “รัฐประหาร” สู่ “ระบอบที่สืบทอดตัวเอง”

ในการศึกษาการเมืองเปรียบเทียบร่วมสมัย คำอธิบายแบบ “ผู้นำคนเดียว” มักไม่เพียงพอสำหรับรัฐที่มีระบบราชการใหญ่ สถาบันทหารที่มีอำนาจ และความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ฝังลึก แนวทางที่มีประโยชน์คือการมองอำนาจเป็น เครือข่ายของสถาบันและตัวแสดง (network of institutions and actors) ที่เชื่อมโยงผลประโยชน์ร่วมกัน ในไทย วรรณกรรมสำคัญคือ Duncan McCargo ซึ่งเสนอแนวคิด “network monarchy” เพื่ออธิบายว่าพระราชอำนาจทางการเมืองมิได้ทำงานด้วยการปกครองโดยตรง หากทำผ่านเครือข่ายตัวกลางและสถาบันรัฐหลายรูปแบบ [5]

3.2 อำนาจนิยมผ่านรัฐธรรมนูญ: เมื่อ “กติกา” กลายเป็นเทคโนโลยีทางการเมือง

รัฐธรรมนูญในอุดมคติคือข้อจำกัดอำนาจรัฐและการรับรองสิทธิพลเมือง แต่ในทางประวัติศาสตร์การเมือง รัฐธรรมนูญจำนวนมากในประเทศที่มีรัฐประหารซ้ำ กลับทำหน้าที่เป็น เครื่องมือสถาปนาอำนาจ (power-constituting device) กล่าวคือ มันกำหนดว่า “ใคร” มีอำนาจชี้ขาดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และทำให้การแทรกแซงของผู้ไม่ผ่านการเลือกตั้ง “ดูชอบธรรม” ภายใต้ภาษากฎหมาย กรณีไทย รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางเรื่องโครงสร้างวุฒิสภาและบทเฉพาะกาลที่เอื้ออำนาจฝ่ายที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง [3]

3.3 “ประชาธิปไตยที่อ่านออกต่อสายตาโลก” (Internationally Legible Democracy)

ในบทความนี้ คำว่า “หลอกโลก” จะถูกแปลงเป็นภาษาวิชาการที่ตรวจสอบได้: ระบอบหนึ่งอาจสร้าง “รูปแบบประชาธิปไตย” ให้เพียงพอสำหรับการยอมรับในระดับนานาชาติ (เช่น การจัดการเลือกตั้งเป็นระยะ การมีรัฐสภาและศาล) แต่ภายในประเทศยังมี กลไกกำกับผลลัพธ์ (outcome-controlling mechanisms) เช่น การให้สถาบันที่ไม่ยึดโยงการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาด การกำหนดคุณสมบัติ/ข้อจำกัดของผู้เล่น การใช้บทเฉพาะกาล/ช่องทางการตีความกฎหมาย และการสร้าง “ด่าน” ที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเกิดขึ้นได้ยาก

ข้อกำกับเชิงวิชาการ: งานชิ้นนี้จะหลีกเลี่ยงการ “สรุปเจตนารายบุคคล” หากไม่มีหลักฐานตรง แต่จะใช้แนวทาง disciplined inference คืออนุมานอย่างมีวินัยจากกติกา พฤติกรรมซ้ำรูป และผลลัพธ์เชิงสถาบัน (เช่น การเพิ่มอำนาจสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งและการออกแบบกลไกคุมการจัดตั้งรัฐบาล) ซึ่งเป็นหลักฐานที่ตรวจสอบซ้ำได้

4) วิธีวิทยาและชนิดของหลักฐาน

4.1 Process tracing: ไล่กลไกเชื่อมเหตุ–ผล

แกนวิธีวิทยาของบทความคือ process tracing (การไล่กระบวนการเชิงเหตุ–ผล) ซึ่งเหมาะต่อการศึกษาระบอบที่ “สะสมตัวเอง” ผ่านเหตุการณ์เป็นช่วง ๆ เช่น รัฐประหาร การร่างรัฐธรรมนูญ การตั้งองค์กรกำกับ และการปรับโครงสร้างกติกา จุดมุ่งหมายคือไม่หยุดที่คำอธิบายว่า “เกิดรัฐประหารเพราะวิกฤต” แต่ชี้ให้เห็นว่า “หลังรัฐประหาร” มีการสร้างกลไกอะไรที่ทำให้ระบอบหลังรัฐประหารอยู่ต่อได้แม้กลับสู่การเลือกตั้งแล้ว

4.2 Institutional analysis: อ่านกติกาเพื่อเห็นอำนาจที่ซ่อนอยู่

บทความใช้การอ่านเอกสารเชิงสถาบัน ได้แก่ (ก) ฐานข้อมูลประวัติรัฐธรรมนูญไทย (จำนวนและลำดับการเปลี่ยน) [2] (ข) หลักฐานเกี่ยวกับบทบาทวุฒิสภา/บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ 2560 และการเปลี่ยนผ่านวุฒิสภา 2024 [3][4] (ค) งานวิชาการว่าด้วยอำนาจแบบเครือข่าย (network monarchy) [5] และ (ง) รายงานสื่อหลักที่อธิบายการปรับแก้/ปรับโครงสร้างสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกติกา [6][7]

4.3 ความน่าเชื่อถือของหลักฐานและข้อจำกัด

บทความตั้งใจใช้แหล่งข้อมูลที่ “ตรวจสอบซ้ำได้” เช่น เอกสารสาธารณะ ฐานข้อมูลรัฐธรรมนูญ และรายงานข่าวจากสำนักที่มีมาตรฐานตรวจสอบ พร้อมระบุข้อจำกัดว่า ตัวเลข “จำนวนรัฐประหาร” อาจต่างกันตามนิยาม (นับเฉพาะสำเร็จ/รวมความพยายาม) ดังนั้นจะใช้ตัวเลขจากแหล่งที่ระบุชัดว่าหมายถึง “ความพยายามรัฐประหาร” และ “รัฐประหารสำเร็จ” แยกกัน [1]

5) รัฐประหาร 2500 ในฐานะ “จุดเปลี่ยนเชิงสถาบัน”

5.1 วิกฤตความชอบธรรมของการเลือกตั้ง: เงื่อนไขที่เปิดประตูให้ “ผู้ตัดสินนอกระบบ”

การเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2500 มักถูกบรรยายในประวัติศาสตร์การเมืองไทยว่าเป็นช่วงที่ความไม่ไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้งพุ่งสูง ประเด็นสำคัญเชิงสถาบันคือ เมื่อ “ความชอบธรรมของการแข่งขันทางการเมือง” ถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง สังคมจะถูกทำให้เชื่อว่า ต้องมี “ผู้ตัดสิน” ที่อยู่นอกการแข่งขัน—และในไทย ผู้ตัดสินนั้นมักเป็นกองทัพ การวิเคราะห์แบบ process tracing จึงมองว่า วิกฤตเลือกตั้งไม่ได้ “ก่อรัฐประหารโดยอัตโนมัติ” แต่เป็นเงื่อนไขเชิงสังคมที่ทำให้การใช้กำลังของกองทัพ “ดูชอบธรรม” ในสายตาคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นทุนทางการเมืองที่สำคัญต่อการสถาปนาระบอบหลังรัฐประหาร

5.2 2500 ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวผู้นำ: แต่สร้างแบบแผนการคืน–จัดวางความชอบธรรม

หากรัฐประหารเป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล ความหมายทางรัฐศาสตร์ก็จะจบลงที่ “ผู้ชนะ” กับ “ผู้แพ้” แต่รัฐประหาร 2500 เป็นจุดที่ควรอ่านในฐานะ “การจัดวางโครงสร้างความชอบธรรมใหม่” กล่าวคือ การทำให้การเมืองไทยหลังจากนั้นอยู่ภายใต้สมการที่เกิดซ้ำ:

สมการเชิงกลไกที่เกิดซ้ำในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

  1. วิกฤตความชอบธรรม (เลือกตั้งถูกตั้งคำถาม/ความขัดแย้งสังคมสูง)
  2. การแทรกแซงของกองทัพ ในฐานะ “ผู้ตัดสิน”
  3. การผลิตความชอบธรรมใหม่ ผ่านวาทกรรมชาติ–ศีลธรรม–ความสงบ
  4. การออกแบบกติกา/สถาบันใหม่ เพื่อให้การเมืองเลือกตั้งกลับมาในรูปที่ควบคุมได้

ประเด็นสำคัญคือ หลัง 2500 แนวโน้ม “รัฐประหารแล้วร่างกติกาใหม่” ไม่ได้เป็นเหตุการณ์โดด ๆ แต่กลายเป็นรูปแบบที่ปรากฏซ้ำในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความสัมพันธ์นี้สะท้อนผ่านจำนวนรัฐธรรมนูญ/ธรรมนูญการปกครองจำนวนมากหลัง 1932 ซึ่งหลายฉบับเกิดภายหลังรัฐประหาร [2]

5.3 รัฐประหารกับการสร้างเครือข่าย: จากกำลังสู่สถาบัน

จุดที่บทความนี้ต้องเน้น—และเป็นจุดที่ “เห็นภาพใหญ่และลึก”— คือการแยก “กำลัง” ออกจาก “ระบอบ” กล่าวคือ กำลัง (รถถัง/ทหาร) อาจยึดอำนาจได้ในคืนเดียว แต่ระบอบจะอยู่ได้นาน ต้องอาศัย การทำให้กำลังกลายเป็นสถาบัน ผ่านกฎหมาย องค์กร การแต่งตั้ง และการจัดวางตำแหน่งของผู้เล่นในระบบการเมือง นี่คือเหตุผลที่รัฐประหารในไทยจำนวนมากไม่ได้จบที่ประกาศคณะปฏิวัติ แต่ต้องตามด้วย “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” และ “องค์กรกำกับ”

6) จากรถถังสู่สถาปัตยกรรมสถาบัน: กลไกที่ทำให้ระบอบแข็งขึ้น

6.1 ทำไมรัฐประหารซ้ำ: คำตอบอยู่ที่ “ผลตอบแทนเชิงสถาบัน”

หากรัฐประหารเป็นเพียงการเสี่ยงสูงแต่ไม่ให้ผลตอบแทนระยะยาว มันจะไม่เกิดซ้ำถี่เช่นนี้ การเกิดซ้ำบ่อยบ่งชี้ว่า รัฐประหารในไทยมี “ผลตอบแทน” ในเชิงการออกแบบสถาบัน ได้แก่ (ก) การรีเซ็ตกติกาให้เอื้อต่อผู้มีอำนาจ (ข) การจำกัดผู้เล่นทางการเมือง (ค) การสร้างองค์กรหรือช่องทางให้สถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งมีอำนาจชี้ขาด และ (ง) การสร้างความชอบธรรมให้การแทรกแซงครั้งต่อไป ในเชิงข้อมูลภาพรวม ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรัฐประหารจำนวนมากและยาวนาน มีรายงานว่าตั้งแต่สิ้นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีความพยายามรัฐประหาร 22 ครั้ง และ 13 ครั้งสำเร็จ [1] ซึ่งเป็น “สัญญาณโครงสร้าง” มากกว่าสัญญาณเฉพาะบุคคล

6.2 กลไกหลัก 4 ชุด ที่ทำให้ “ควบคุมได้” โดยไม่ต้องใช้รถถังตลอดเวลา

(ก) กลไกคุมการจัดตั้งรัฐบาล

การควบคุม “จุดตั้งรัฐบาล” เป็นหัวใจของประชาธิปไตยแบบจัดการ เพราะแม้มีการเลือกตั้ง หากการคัดเลือกผู้นำฝ่ายบริหารถูกกำกับได้ ผลของการเลือกตั้งก็ถูกทำให้ “แปรรูป” ได้ รัฐธรรมนูญ 2560 และบทเฉพาะกาลเรื่องวุฒิสภามีความหมายในกรอบนี้อย่างยิ่ง [3]

(ข) กลไกคุม “กติกาของผู้เล่น”

อีกแนวทางคือทำให้การแข่งขันเกิดขึ้นได้ แต่จำกัดสนาม: เช่น เงื่อนไขคุณสมบัติ การตีความกฎหมายพรรคการเมือง การกำหนดกติกาเลือกตั้งที่ทำให้ระบบพรรคแตกกระจาย หรือการสร้างด่านสถาบันให้การแก้ไขเชิงโครงสร้างทำได้ยาก ในเชิงสถาบัน นี่คือการ “ลดอำนาจประชาชน” โดยไม่ต้องประกาศลดตรง ๆ

(ค) กลไกคุมผ่านองค์กรกำกับ/การตรวจสอบ

ในระบอบสมัยใหม่ การ “จัดการคู่แข่ง” ผ่านสถาบันตรวจสอบช่วยลดต้นทุนความชอบธรรม เพราะถูกทำให้ดูเป็นกระบวนการตามกฎหมาย มากกว่าการใช้อำนาจดิบ แม้งานชิ้นนี้ยังไม่ลงรายละเอียดรายคดี (สามารถทำภาคผนวกในขั้นถัดไป) แต่กรอบ “องค์กรกำกับเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมอำนาจ” จำเป็นต่อการอ่านการเมืองไทยในภาพรวม

(ง) กลไกคุมผ่าน “ความมั่นคง” และวาทกรรมชาติ

การทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องความมั่นคง (securitization) เปิดช่องให้สถาบันความมั่นคงมีอำนาจเกินปกติ ระบอบสามารถอธิบายการจำกัดสิทธิ/เสรีภาพว่าเป็นความจำเป็น พร้อมทั้งทำให้สังคมยอมรับการแทรกแซงมากขึ้นในยามวิกฤต

6.3 “วงจรรัฐประหาร–รัฐธรรมนูญ” ในฐานะหลักฐานเชิงโครงสร้าง

ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเสถียรมักมีความต่อเนื่องของกติกา แม้รัฐบาลเปลี่ยน ในทางกลับกัน ประเทศที่รัฐธรรมนูญเปลี่ยนถี่ สะท้อนว่า “ผู้ชนะ” ไม่เพียงชนะอำนาจบริหาร แต่ชนะสิทธิในการ “ออกแบบสนามแข่งขัน” ไทยถูกบันทึกว่ามีรัฐธรรมนูญและธรรมนูญการปกครองจำนวนมากถึงราว 20 ฉบับหลัง 1932 [2] ข้อเท็จจริงนี้จึงไม่ใช่แค่ข้อมูลประวัติศาสตร์ แต่เป็นหลักฐานของโครงสร้างการเมืองที่กติกาถูกใช้เป็นเครื่องมือของอำนาจ

7) รัฐธรรมนูญ 2560: การทำให้การจัดการอำนาจ “เป็นกติกา”

7.1 วุฒิสภาในฐานะ “ห้องเครื่องของการกำกับ”

จุดที่ต้องอธิบายอย่างละเอียดคือ รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้เพียงกำหนดสถาบันทางการเมืองตามแบบประชาธิปไตย แต่กำหนด “น้ำหนักอำนาจ” ระหว่างสถาบันเหล่านั้น ในช่วงแรก วุฒิสภาชุด 250 คน (ตามบริบทหลังรัฐประหาร 2557) มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองระดับรัฐบาล ทั้งในแง่การค้ำยันเสถียรภาพของฝ่ายอำนาจเดิมและในแง่การเป็นกลไกที่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาล “ไม่ขึ้นกับเสียงประชาชนในสภาล่างเพียงอย่างเดียว” สื่อไทยและสำนักข่าวต่างประเทศอธิบายบทบาทดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วงวาระที่กำหนด [3]

7.2 การลดอำนาจโหวตนายกฯ หลังวาระ: เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ได้แปลว่าเลิก “จัดการ”

เมื่อวาระของวุฒิสภาที่มีบทบาทโหวตนายกฯ สิ้นสุดลง ระบอบไม่ได้จำเป็นต้องพึ่งเครื่องมือเดิม การ “เปลี่ยนรูปแบบ” ของการได้มาซึ่งวุฒิสภาในปี 2024 จึงสำคัญต่อการวิเคราะห์เชิงสถาบัน Reuters อธิบายว่าระบบใหม่เป็นการคัดเลือกผ่านกลุ่มอาชีพหลายสาขา ไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ และแม้จะไม่มีสิทธิโหวตนายกฯ แล้ว วุฒิสภายังคงมีอำนาจตรวจสอบและบทบาทต่อสถาบันอิสระ [4] กล่าวคือ “ลดอำนาจหนึ่ง” แต่ “ยังคงสถานะเป็นกลไกกำกับ” ในมิติอื่น

ข้อสังเคราะห์เชิงสถาบัน

ในประชาธิปไตยแบบจัดการ กลไกมัก “ย้ายที่” มากกว่า “หายไป” เมื่อกลไก A ถูกวิจารณ์หนัก ก็ปรับเป็นกลไก B ที่สอดคล้องกับข้อจำกัดใหม่ จุดชี้ขาดจึงไม่ใช่ “ชื่อกลไก” แต่คือ “ฟังก์ชัน” ว่ามันยังทำให้การเมืองอยู่ใต้กรอบได้หรือไม่

7.3 สถาปัตยกรรมอำนาจ: การทำให้ประชาธิปไตย “ดูเหมือนจริง” แต่ไม่เปิดช่องให้เปลี่ยนโครงสร้างง่าย

หากมองด้วยสายตานักรัฐศาสตร์เชิงสถาบัน รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกรณีศึกษาสำคัญของการ “ทำให้การจัดการอำนาจเป็นกติกา” คือทำให้การเมืองที่ถูกกำกับสามารถอธิบายได้ด้วยภาษากฎหมาย ยิ่งเมื่อกติกาถูกทำให้ซับซ้อน (เช่น ขั้นตอนคัดเลือกวุฒิสภาและบทบาทเชื่อมกับองค์กรกำกับ) ความสามารถของประชาชนในการ “ตรวจสอบเข้าใจ” และ “เปลี่ยนผ่านอย่างมีส่วนร่วม” ก็ลดลงโดยปริยาย

8) ยุครัชกาลที่ 10: การปรับให้ศูนย์กลางคล่องตัวและแน่นแฟ้น

8.1 อ่านอย่างระมัดระวัง: ไม่สรุปเจตนา แต่ชี้การปรับเชิงโครงสร้างที่มีหลักฐาน

บทนี้ต้องรักษาวินัยทางวิชาการอย่างเข้มงวด เพราะการพูดถึง “วัง” มักถูกผลักให้เป็นความเชื่อหรืออคติ แนวทางของบทความนี้คือ: ไม่ยืนยันข้อกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานตรง แต่ชี้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ได้รับการรายงานโดยสื่อหลักและตรวจสอบได้ เช่น รายงานว่ามีการร้องขอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เพื่อให้แน่ใจบางเรื่องเกี่ยวกับพระราชอำนาจ และการแก้กฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินฝ่ายราชสำนักซึ่ง Reuters รายงานว่าเป็นการเปลี่ยนสถานะการถือครองให้ชัดขึ้นในพระนาม [6][7]

8.2 ทำไมเรื่องทรัพย์สินเป็น “เรื่องการเมือง” ในงานสถาบันนิยม

ในรัฐศาสตร์เชิงสถาบัน “ทรัพย์สิน” ไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นฐานทรัพยากรของอำนาจ เพราะทรัพยากรกำหนดความสามารถในการสร้าง/รักษาเครือข่าย (patronage capacity) การสนับสนุนองค์กร/กิจกรรม และความสามารถในการดำรงความต่อเนื่องของสถาบัน เมื่อสถานะทรัพย์สินถูกกำหนดให้ชัดขึ้นในเชิงกฎหมาย ย่อมมีผลทางสถาบันต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจในระยะยาว งานข่าว Reuters ปี 2018 ว่าด้วยการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินจึงเป็นหลักฐานเชิงโครงสร้างที่ต้องถูกอ่านในกรอบนี้ [7]

8.3 การตีความเชิงระบบ: “แน่นแฟ้นขึ้น” หมายถึงอะไรในเชิงสถาบัน

เมื่อกล่าวว่าเครือข่ายอำนาจ “แน่นแฟ้นขึ้น” ในบทความนี้หมายถึงอย่างน้อย 3 ประการ: (1) ความชัดเจนของเส้นอำนาจ (authority lines) ที่ถูกทำให้แน่นอนขึ้นผ่านกฎหมาย/ขั้นตอน (2) ความคล่องตัวของศูนย์กลาง (central agility) ในการกำกับการเมืองช่วงวิกฤต โดยไม่ต้องพึ่งกำลังดิบทุกครั้ง และ (3) ความสามารถในการอยู่ร่วมกับประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง กล่าวคือ ให้การเลือกตั้งดำรงอยู่ได้ แต่สร้าง “กลไกกันชน” ไม่ให้การเลือกตั้งเปิดทางสู่การเปลี่ยนโครงสร้างง่าย

9) “เจตนา” ในงานวิชาการ: อนุมานจากแบบแผนและผลลัพธ์เชิงสถาบัน

9.1 ปัญหาเชิงระเบียบวิธี: เจตนาไม่ใช่สิ่งที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า

ในงานวิชาการ การกล่าวว่า “ใครตั้งใจทำอะไร” ต้องพึ่งหลักฐานตรง (เช่น เอกสารภายใน คำสั่งที่เปิดเผย บันทึกการประชุม) ซึ่งมักหาได้ยากในเรื่องความมั่นคงและการเมืองระดับสูง ดังนั้น แนวทางที่ใช้กันทั่วไปคือการเลื่อนไปสู่การวิเคราะห์ “ตรรกะของสถาบัน” (institutional logic) กล่าวคือ หากกติกาถูกออกแบบซ้ำ ๆ ให้ได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน เราสามารถอนุมาน “เป้าประสงค์เชิงหน้าที่” ของระบบได้อย่างมีวินัย

9.2 เปลี่ยนถ้อยคำให้เป็นวิชาการ: จาก “หลอกโลก” สู่ “international legibility under domestic control”

ถ้อยคำที่ผู้เขียนจำนวนมากใช้กันในงานวิพากษ์การเมือง เช่น “หลอกโลก” หรือ “ประชาธิปไตยจอมปลอม” หากเขียนแบบวิชาการ จะถูกแปลงเป็นข้อสังเกตที่ตรวจสอบได้ เช่น: ระบอบสร้างรูปแบบประชาธิปไตยที่เพียงพอให้โลกภายนอกยอมรับและทำงานด้วยได้ แต่ในประเทศมี “กลไกกำกับผลลัพธ์” ที่ลดศักยภาพของการเลือกตั้งในการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ หลักฐานสนับสนุนในบทความนี้อยู่ที่ (ก) วงจรรัฐธรรมนูญจำนวนมาก [2] (ข) บทบาทของวุฒิสภาในช่วงบทเฉพาะกาล [3] และ (ค) การเปลี่ยนผ่านวุฒิสภาแบบคัดเลือกโดยไม่ผ่านการโหวตสาธารณะ [4]

9.3 แบบแผน 4 ชุด ที่ทำให้ข้อเสนอ “เจตนาเชิงระบบ” มีน้ำหนัก

เพื่อไม่ให้ข้อเสนอเป็นเพียงความเห็น บทความชี้แบบแผน (patterns) ที่ตรวจสอบได้ดังนี้:

  1. แบบแผนรัฐประหารตามด้วยกติกาใหม่: ความถี่ของรัฐธรรมนูญ/ธรรมนูญการปกครองจำนวนมากหลัง 1932 เป็นหลักฐานเชิงโครงสร้างว่ากติกาถูกใช้เป็นเครื่องมือในการรีเซ็ตสนามแข่งขัน [2]
  2. แบบแผนเพิ่มน้ำหนักของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง: โดยเฉพาะช่วงหลังรัฐประหาร 2557 ที่ถูกวิจารณ์เรื่องวุฒิสภาแต่งตั้งและบทบาทในการเลือกนายกฯ [3]
  3. แบบแผน “เปลี่ยนรูปแบบ” เมื่อถูกวิจารณ์หนัก: การเปลี่ยนผ่านวุฒิสภา 2024 ลดอำนาจโหวตนายกฯ แต่ยังคงวิธีได้มาที่ซับซ้อนและไม่มีการโหวตสาธารณะตามที่ Reuters อธิบาย [4]
  4. แบบแผนการทำให้ศูนย์กลางอำนาจคล่องตัวขึ้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ: เช่น รายงานเกี่ยวกับการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ และการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินในเชิงกฎหมาย [6][7]

10) ข้อโต้แย้งที่คาดหมายและคำตอบเชิงหลักฐาน

10.1 “รัฐประหารเกิดเพราะนักการเมืองเลว”

คำอธิบายนี้อาจจริงในบางกรณี แต่ไม่เพียงพอเชิงสถาบัน เพราะไม่ตอบว่าเหตุใด “ทางออก” ที่ถูกทำซ้ำคือรัฐประหาร และเหตุใดหลังรัฐประหารจึงต้องออกแบบกติกาใหม่เพื่อกำกับการเลือกตั้ง หากปัญหาอยู่ที่ “คน” อย่างเดียว ระบบควรแก้ด้วยการเพิ่มความเข้มแข็งของสถาบันประชาธิปไตย (ความโปร่งใส พรรคการเมือง ระบบตรวจสอบที่ยึดโยงประชาชน) แต่หลักฐานเชิงโครงสร้างกลับชี้การเพิ่มอำนาจของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งในช่วงเวลาสำคัญ [3]

10.2 “วุฒิสภาใหม่ไม่มีสิทธิเลือกนายกฯ แล้ว แปลว่าประชาธิปไตยดีขึ้น”

การลดอำนาจหนึ่งด้านอาจเป็นพัฒนาการ แต่การประเมินเชิงสถาบันต้องดู “ฟังก์ชันโดยรวม” Reuters ชี้ว่าวิธีได้มาของวุฒิสภาใหม่เป็นกระบวนการคัดเลือกผ่านกลุ่มอาชีพ ไม่มีการโหวตสาธารณะ [4] ดังนั้น คำถามเชิงวิชาการคือ ระบอบได้ย้ายกลไกกำกับจาก “สิทธิเลือกนายกฯ” ไปสู่ “โครงสร้างการได้มาและอำนาจอื่น” หรือไม่ หากใช่ นี่คือการเปลี่ยนรูปแบบของประชาธิปไตยแบบจัดการ ไม่ใช่การสิ้นสุดของมัน

10.3 “บทบาทของวังเป็นเพียงพิธีการ”

การถกเถียงนี้ในงานวิชาการไม่ควรจบด้วยการเชื่อ–ไม่เชื่อ แต่ควรกลับไปที่หลักฐานเชิงสถาบันที่ตรวจสอบได้ รายงานสื่อหลักระบุว่ามีการร้องขอปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เพื่อความชัดเจนบางประเด็น [6] และ Reuters รายงานการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินฝ่ายราชสำนักในเชิงกฎหมาย [7] ประเด็นเหล่านี้อย่างน้อยบ่งชี้ว่า “พิธีการ” ไม่ใช่คำอธิบายที่เพียงพอสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจริง

11) บทสรุปเชิงนโยบายและนัยต่ออนาคตประชาธิปไตยไทย

11.1 2500 คือ “จุดเริ่มต้นของตรรกะ” มากกว่าจุดสิ้นสุดของยุคหนึ่ง

เมื่ออ่านรัฐประหาร 2500 ด้วยกรอบสถาบันนิยม เราเห็น “ตรรกะ” ที่เกิดซ้ำ: วิกฤตความชอบธรรม → การแทรกแซงของผู้ตัดสินนอกระบบ → การสร้างความชอบธรรมใหม่ → การออกแบบกติกาเพื่อคุมสนาม ตรรกะนี้อธิบายได้ว่าทำไมการเมืองไทยจึงมีทั้งการเลือกตั้งและการรัฐประหารร่วมกันเป็นช่วง ๆ และทำไมการกลับสู่การเลือกตั้งมักมาพร้อมกติกาที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเกิดยาก

11.2 “ความเสถียร” แบบจัดการ vs “เสถียรภาพประชาธิปไตย”

ระบอบประชาธิปไตยแบบจัดการมักให้ “ความเสถียร” ในความหมายจำกัด: เสถียรต่อศูนย์กลางอำนาจ เสถียรต่อความสามารถในการคุมเกมระยะสั้น แต่ไม่ให้เสถียรภาพในความหมายประชาธิปไตย คือ เสถียรภาพที่ยืนบนความยึดโยงประชาชน ความคาดการณ์ได้ของกติกา และความสามารถของสังคมในการแก้ปัญหาอย่างสันติผ่านสถาบัน ผลลัพธ์ระยะยาวจึงมักเป็น “วิกฤตซ้ำ” เพราะการกดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทำให้แรงกดดันสะสม

11.3 นัยต่อการออกแบบทางออก

หากยอมรับข้อวิเคราะห์เชิงสถาบันนี้ ทางออกไม่ใช่การหวัง “ผู้นำดี” เพียงคนเดียว แต่คือการทำให้กติกาและสถาบันมีความยึดโยงกับประชาชน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และลดบทบาทการชี้ขาดของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้ง มิฉะนั้น ระบอบจะยังคงรูปแบบประชาธิปไตยไว้เพื่อความชอบธรรม แต่กำกับผลลัพธ์ไว้เพื่อรักษาโครงสร้างเดิม

12) เชิงอรรถและบรรณานุกรม

เชิงอรรถ

  1. ข้อมูลจำนวนรัฐประหาร/ความพยายามรัฐประหาร: Council on Foreign Relations (CFR) ระบุว่าไทยมีความพยายามรัฐประหาร 22 ครั้ง และ 13 ครั้งสำเร็จ; Christian Science Monitor รายงานในทำนองใกล้เคียงว่าตั้งแต่ 1932 มี 22 coups และ 13 ครั้งสำเร็จ ข้อมูลสรุป
    แหล่งอ้างอิง: CFR (Jun 30, 2025); CSMonitor (Jul 1, 2025)
  2. จำนวนรัฐธรรมนูญ/ธรรมนูญการปกครองหลัง 1932: ConstitutionNet สรุปว่าไทยมี 20 ฉบับหลัง 1932; Wikipedia และ The Nation (Thailand) กล่าวถึงจำนวนในระดับใกล้เคียง (ขึ้นกับการนับฉบับชั่วคราว/ถาวร) ข้อมูลสรุป
    แหล่งอ้างอิง: ConstitutionNet (Thailand Country Profile); The Nation Thailand (Dec 10, 2022); Wikipedia (Constitution of Thailand)
  3. บทบาทวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญ 2560 และการสิ้นสุดวาระที่มีสิทธิโหวตนายกฯ: Reuters อธิบายว่ามีการปฏิรูปเพื่อลดอำนาจวุฒิสภาและไม่ให้โหวตนายกฯ ภายใต้ระบบใหม่; สื่อไทยสรุปว่า มาตรา/บทเฉพาะกาลเกี่ยวกับการมีส่วนโหวตนายกฯ สิ้นสุดลงหลังครบกำหนด หลักฐานสถาบัน
    แหล่งอ้างอิง: Reuters (Apr 23, 2024); The Nation Thailand (May 12, 2024)
  4. วิธีได้มาของวุฒิสภาชุดใหม่ 2024: Reuters รายงานว่าเป็นกระบวนการคัดเลือกผ่าน 20 กลุ่มอาชีพ ไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ และวุฒิสภาใหม่ไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ หลักฐานข่าว
    แหล่งอ้างอิง: Reuters (Apr 23, 2024); Reuters (Jul 10, 2024)
  5. แนวคิด “network monarchy”: Duncan McCargo, “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand,” The Pacific Review (2005) (มีการอ้างอิงในวงวิชาการอย่างแพร่หลาย) งานวิชาการ
    แหล่งอ้างอิงภาพรวม/บทความสรุป: The Pacific Review (Taylor & Francis); CFR (ใช้เป็นบทสรุปแนวคิด/บริบท)
  6. รายงานการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้เพื่อความชัดเจนบางประเด็นเกี่ยวกับพระราชอำนาจ: รายงานข่าวสื่อหลักระหว่างประเทศในช่วงก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 หลักฐานข่าว
    แหล่งอ้างอิง: ABC News (2017); The Guardian (Apr 6, 2017)
  7. การเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินฝ่ายราชสำนักในเชิงกฎหมาย/การถือครองภายใต้พระนาม: Reuters รายงานปี 2018 ว่าทรัพย์สินที่เกี่ยวกับ Crown Property Bureau ถูกทำให้ถือภายใต้พระนามากขึ้น หลักฐานข่าว
    แหล่งอ้างอิง: Reuters (2018) – “Assets registered to Thai Crown Property Bureau to be held under king’s name”

บรรณานุกรม (คัดเลือก; สามารถขยายเป็นฉบับเต็มแบบวารสารได้)

  • McCargo, Duncan. “Network monarchy and legitimacy crises in Thailand.” The Pacific Review (2005).
  • ConstitutionNet. “Thailand – Constitutional history.” (Country profile / database summary).
  • Reuters. “Thailand to replace military-appointed Senate, reduce its powers.” (Apr 23, 2024).
  • Reuters. “Thailand announces new senate, replacing army-appointed lawmakers.” (Jul 10, 2024).
  • Reuters. “Assets registered to Thai Crown Property Bureau to be held under king’s name.” (2018).
  • CFR. “Is a Coup Coming Soon in Thailand?” (Jun 30, 2025).
  • Christian Science Monitor. “Thailand has had 22 coups…” (Jul 1, 2025).
  • ABC News / The Guardian. รายงานข่าวเกี่ยวกับการปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ (2017).

เครดิตวิดีโอประกอบ

วิดีโอคลิปเหตุการณ์รัฐประหาร พ.ศ. 2500
ที่มา: Facebook (ลิงก์ที่ผู้เผยแพร่/ผู้ใช้ส่งให้เพื่อใช้อ้างอิงและศึกษา)
ใช้เพื่อการศึกษา วิเคราะห์เชิงสถาบัน และวิพากษ์ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย

ไทม์ไลน์เชิงหลักฐานและ Mapping กลไกอำนาจ: 2500 → 2557 → 2560/2561 → 2566–2567

ส่วนขยาย

ไทม์ไลน์เชิงหลักฐานและ Mapping กลไกอำนาจ: 2500 → 2557 → 2560/2561 → 2566–2567

วัตถุประสงค์คือ “ตรึงหลักฐานและกลไก” ให้เป็นแผงควบคุม (control panel)

Process Tracing Institutional Mapping Coup–Constitution Cycle Senate as Control Valve Legal–Judicial Instruments Resource Base (Assets)

1) กรอบการอ่าน: “เหตุการณ์ → กติกา → สถาบัน → ผลลัพธ์”

ส่วนนี้ผู้เขียนจะไม่นำเสนอแบบ “เหตุการณ์เรียงปี” อย่างเดียว แต่จะระบุ กลไกเชื่อม (causal mechanisms) ว่าเหตุการณ์หนึ่ง “แปลงสภาพ” เป็นโครงสร้างถาวรอย่างไร ดังนั้นในแต่ละเหตุการณ์ เราจะบันทึก 4 ชั้นอย่างเป็นระบบ:

  1. Trigger / Context — เงื่อนไขที่เปิดประตูให้การแทรกแซงเกิดได้ (วิกฤตการเมือง/ความชอบธรรม/ความขัดแย้ง)
  2. Institutional Move — การ “ย้ายอำนาจ” ผ่านกติกา/สถาบัน (เช่น วุฒิสภาแต่งตั้ง, บทเฉพาะกาล, กฎหมายทรัพย์สิน)
  3. Control Function — กลไกทำหน้าที่อะไรในระบบ (คุมการตั้งรัฐบาล, คุมผู้เล่น, คุมองค์กรอิสระ, เพิ่มความคล่องตัวศูนย์กลาง)
  4. Downstream Effects — ผลสืบเนื่องที่ตรวจสอบได้ (เช่น การมี “veto point” ของสถาบันที่ไม่ยึดโยงการเลือกตั้ง, การเปลี่ยนผ่านแบบ “เปลี่ยนรูป” มากกว่า “หายไป”)

2) ไทม์ไลน์เชิงหลักฐาน (Key Milestones) พร้อมกลไกเชื่อม

หมายเหตุ: แกนเวลาใน ส่วนขยาย A เน้น “จุดเปลี่ยนที่ทำให้กลไกจัดการเข้มขึ้น/เปลี่ยนรูป” และจะใส่หลักฐานร่วมสมัยสำหรับช่วงหลัง 2557–2567 มากเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่มีเอกสารข่าวและคำอธิบายสถาบันจำนวนมากให้ตรวจสอบได้

26 ก.พ. 2500 → ก.ย. 2500 (จุดตั้งต้น: วิกฤตความชอบธรรมการเลือกตั้ง → การแทรกแซง)
TriggerCoup logicLegitimacy crisis

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: “วิกฤตความชอบธรรม” เปิดช่องให้ผู้ตัดสินนอกระบบ

ในเชิง process tracing ช่วง 2500 ถูกใช้เป็น “ต้นแบบตรรกะ” (prototype logic) มากกว่าการถกเถียงรายละเอียดเฉพาะวัน: เมื่อความชอบธรรมของการแข่งขันทางการเมืองถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรง ระบบจะยอมรับ (หรือถูกทำให้ยอมรับ) ว่าต้องมี “ผู้ตัดสิน” ที่อยู่นอกการแข่งขัน และในประวัติศาสตร์การเมืองไทย “ผู้ตัดสิน” มักเป็นกองทัพ จากจุดนี้เองทำให้รัฐประหารไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุ แต่เป็น “เครื่องมือที่ทำงานได้” ในคลังอำนาจการเมืองไทย

กลไกเชื่อมที่ต้องจดจำ (Mechanism): วิกฤตความชอบธรรม → การแทรกแซง → การผลิตความชอบธรรมใหม่ → การตรึงผลลัพธ์ด้วยกติกา/สถาบัน
หมายเหตุหลักฐาน: เหตุการณ์ 2500 เป็น “จุดตั้งต้นเชิงตรรกะ” ของโมดูล A; หลักฐานร่วมสมัยแบบ Reuters/AP มีมากในช่วงหลัง 2557 เป็นต้นมา จึงทำให้สาระใน A วางน้ำหนักเชิงหลักฐานร่วมสมัยในช่วง 2014–2024 เพื่อ “ตรึงกลไก” ให้ตรวจสอบได้ละเอียดที่สุด
22 พ.ค. 2557 (2014) — รัฐประหารและการออกแบบ “วุฒิสภาแต่งตั้ง” เป็นเครื่องมือกำกับ
Institutional moveSenate valveCoup→Constitution

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: การแทรกแซงด้วยกำลัง “ต่อยอด” เป็นโครงสร้างกำกับที่ยืนยาว

จุดชี้ขาดของปี 2014 ในกรอบ ส่วนขยาย A ไม่ใช่แค่ “รัฐประหารเกิดขึ้น” แต่คือการที่ระบอบหลังรัฐประหาร สร้างสถาบันและกติกาให้สามารถ คุมการเมืองหลังกลับสู่การเลือกตั้ง ได้ Reuters อธิบายตรงกันว่าระบบวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหารถูกวางไว้ภายหลังการรัฐประหาร 2014 และทำหน้าที่เป็น “จุดคุมเกม” จนถึงการเมืองหลังเลือกตั้ง 2019 (รวมถึงบทบาทที่เอื้อให้ผู้นำคณะรัฐประหารเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้งกลับมา) [1]

Control Function: “วุฒิสภา” ทำหน้าที่เป็นวาล์วควบคุม (control valve) — เพิ่มจุด “veto” และเพิ่มอำนาจสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้งในสมการการตั้งรัฐบาล
หลักฐานหลัก: Reuters (Apr 23, 2024) ย้อนอธิบายที่มาของวุฒิสภาแต่งตั้งว่าเป็นผลผลิตหลังรัฐประหาร 2014 และชี้บทบาทคุมเกมการเมืองช่วงเลือกตั้ง 2019 [1]
10 ม.ค. 2560 (2017) — คำร้องขอปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “ให้แน่ใจเรื่องพระราชอำนาจ”
ConstitutionCentral agilityAuthority lines

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: การปรับ “เส้นอำนาจ” (authority lines) ให้ชัดและคล่องตัวในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

หลักฐานจากสำนักข่าวหลักสะท้อนว่าช่วงก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2017 มีการร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “ให้แน่ใจเรื่องพระราชอำนาจ” ประเด็นนี้สำคัญเชิงสถาบัน เพราะมันบ่งชี้ว่า “ศูนย์กลางความชอบธรรม” มีบทบาทต่อรองในขั้นตอนการทำให้กติกามีผลใช้บังคับ และเป็นหลักฐานเชิงกระบวนการ (process evidence) ว่ากติกาไม่ได้เป็นเพียงเทคนิคของฝ่ายบริหาร/นิติบัญญัติเท่านั้น [2][3]

ข้อสรุปเชิงกลไก (Mechanism): ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐธรรมนูญ → การปรับเพื่อความชัดของพระราชอำนาจ → เพิ่มความ “แน่นอนของเส้นอำนาจ” และ “ความคล่องตัว” ของศูนย์กลางในสถาปัตยกรรมการเมือง
หลักฐานหลัก: Reuters (Jan 10, 2017) รายงานว่ามีคำร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญในส่วนเกี่ยวกับพระราชอำนาจ [3]; ABC (Jan 10, 2017) รายงานเนื้อหาในทำนองเดียวกัน [2]
17 มิ.ย. 2561 (2018) — ทรัพย์สินที่เคยอยู่ภายใต้ Crown Property Bureau ถูกถือ “ในพระนาม”
Resource baseInstitutional capacityNetwork durability

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: “ฐานทรัพยากร” ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจล้วน แต่เป็นขีดความสามารถของเครือข่ายอำนาจ

Reuters รายงานว่าทรัพย์สินซึ่งเคยจดทะเบียนในนาม Crown Property Bureau ถูกระบุให้ถือ “ในพระนาม” ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสถานะเชิงกฎหมาย/การถือครอง แม้รายละเอียดเชิงมูลค่าและการกำกับภายในจะเป็นประเด็นที่นักวิชาการอภิปรายต่อได้ แต่ในกรอบ ส่วนขยาย A ประเด็นสำคัญคือ: ฐานทรัพยากร ทำให้เครือข่ายอำนาจมี “ความทนทาน” (durability) และ “ความสามารถในการคงอยู่” (institutional capacity) ในระยะยาว [4]

Control Function (เชิงสถาบัน): ฐานทรัพยากร → เพิ่มขีดความสามารถของศูนย์กลาง/เครือข่ายในการรักษาความต่อเนื่อง การอุปถัมภ์ และการดำรงความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ในระยะยาว
หลักฐานหลัก: Reuters (Jun 17, 2018) รายงานการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินให้ถือในพระนาม [4]
14 ก.ค. 2566 (2023) — ความพยายาม “คุมอำนาจวุฒิสภา” หลังการโหวตนายกฯ ถูกขัดขวาง
Veto pointSenate leverageBacklash signal

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: เมื่อ “วุฒิสภา” ถูกมองเป็นคอขวดของประชาธิปไตย

Reuters รายงานว่า Move Forward ยื่นญัตติเพื่อจำกัดอำนาจวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหาร หลังจากการโหวตนายกฯ เหตุการณ์นี้มีคุณค่าทางหลักฐานเชิงสถาบัน เพราะชี้ให้เห็นว่า “อำนาจวุฒิสภา” ถูกสังคมการเมืองอ่านเป็นกลไกกำกับผลลัพธ์ของการเลือกตั้งอย่างชัดเจน และทำให้เห็น “แรงสะท้อนกลับ” (backlash) ที่ผลักดันการปฏิรูปวุฒิสภาในช่วงถัดมา [5]

Mechanism: เมื่อ veto point ทำงานเด่นชัด → เกิดการท้าทายเชิงสถาบัน → ระบอบจำเป็นต้อง “เปลี่ยนรูป” ของกลไกเพื่อคงฟังก์ชันกำกับ แต่ลดต้นทุนความชอบธรรม
หลักฐานหลัก: Reuters (Jul 14, 2023) [5]
23 เม.ย. 2567 (2024) — ครม. เห็นชอบแผน “เปลี่ยนวุฒิสภา” และตัดอำนาจโหวตนายกฯ
ReformForm-changeLegibility repair

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: ลด “ภาพ veto” แต่ไม่จำเป็นต้องยอมเลิก “การกำกับ”

Reuters รายงานว่า ครม. ไทยอนุมัติแผนคัดเลือกวุฒิสภาชุดใหม่ที่ “จะไม่สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้” โดยชี้ว่าการโหวตนายกฯ ของวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหารได้ทำหน้าที่เสมือน “veto” ต่อผู้ที่จะเป็นผู้นำรัฐบาล การตัดอำนาจนี้จึงเป็นการ “ซ่อมความชอบธรรม” (legibility repair) ต่อสายตาสาธารณะและนานาชาติ อย่างไรก็ดี ในกรอบ ส่วนขยาย เราถือว่านี่คือการเปลี่ยนรูปของกลไก ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่า “การกำกับหายไป” เพราะยังต้องดูวิธีได้มาและอำนาจคงเหลือในมิติอื่น [1]

คำเตือนเชิงวิธีวิทยา: “ลดอำนาจโหวตนายกฯ” เป็นข้อมูลเชิงสถาบันที่ชัด แต่การสรุปว่า “ประชาธิปไตยเต็มใบแล้ว” ต้องตรวจสอบต่อว่า (ก) วิธีได้มาเป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนหรือไม่ และ (ข) วุฒิสภายังมีบทบาทต่อองค์กรอิสระ/ศาล/กติกาอื่นเพียงใด
หลักฐานหลัก: Reuters (Apr 23, 2024) [1]
10 ก.ค. 2567 (2024) — กกต. รับรองวุฒิสภาใหม่ 200 คน: กระบวนการคัดเลือกหลายชั้นและไม่มีการโหวตสาธารณะ
SelectionNon-public voteControl persists

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: “เปลี่ยนรูป” จากแต่งตั้งตรง → คัดเลือกซับซ้อน (ยังไม่ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ)

Reuters รายงานว่ากระบวนการได้มาของวุฒิสภาใหม่เป็นการคัดเลือกจากกลุ่มอาชีพหลายสาขา ผ่านการลงคะแนนหลายชั้น โดย “ไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ” และระบุด้วยว่าวุฒิสภาใหม่ “ไม่มีบทบาทโหวตนายกฯ” แต่ยังมีอำนาจในมิติอื่น เช่น การพิจารณากฎหมายและการมีบทบาทในการแต่งตั้งสมาชิกขององค์กรทรงอิทธิพลบางแห่ง จุดนี้คือหัวใจของ ส่วนขยาย A: กลไกกำกับสามารถ “เปลี่ยนรูป” ให้ถูกวิจารณ์ยากขึ้น แต่ยังคงฟังก์ชันกำกับระบบได้ [6]

Mechanism: ลดอำนาจที่ถูกโจมตีหนัก (โหวตนายกฯ) → เปลี่ยนการได้มาให้ซับซ้อน/เป็นการคัดเลือก → คงสถานะวุฒิสภาเป็น “จุดอำนาจที่ไม่ยึดโยงการเลือกตั้งโดยตรง”
หลักฐานหลัก: Reuters (Jul 10, 2024) [6]
31 ม.ค. 2567 (2024) — ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พรรคก้าวไกลหยุดรณรงค์แก้ ม.112 (ตัวอย่าง “เครื่องมือกฎหมาย” ในการกำกับพรมแดนการเมือง)
Legal boundaryJudicial instrumentMonarchy constraint

เหตุการณ์และความหมายเชิงสถาบัน: การกำหนด “เส้นแดง” ผ่านกระบวนการตุลาการ (rule-by-law / boundary setting)

AP รายงานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้พรรคก้าวไกลหยุดการผลักดันแก้ไขมาตรา 112 โดยรายงานยังยกข้อมูลว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรานี้จำนวนมากนับตั้งแต่การประท้วงปี 2020 ในกรอบ ส่วนขยาย A เหตุการณ์นี้ทำหน้าที่เป็น “หลักฐานตัวอย่าง” ว่า การกำกับการเมืองไม่จำเป็นต้องอาศัยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่สามารถกำกับผ่านการกำหนดพรมแดน (boundaries) ด้วยเครื่องมือทางกฎหมาย/ตุลาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมการเมืองสมัยใหม่ [7]

Downstream Effect: การกำหนดเส้นแดงเชิงสถาบัน → ส่งผลต่อ agenda-setting ของพรรคการเมือง → ลดพื้นที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในประเด็นที่กระทบศูนย์กลางอำนาจ
หลักฐานหลัก: AP (Jan 31, 2024) [7]

A3) Mapping กลไกอำนาจ: ตาราง “กลไก–ผู้เล่น–เครื่องมือ–ผลลัพธ์”

ตารางต่อไปนี้คือแกน “mapping” ของ ส่วนขยาย A: ไม่ได้ถามว่าใครดี–ใครเลว แต่ถามว่า “กลไกอะไร ทำงานผ่านใคร ด้วยเครื่องมือใด และสร้างผลลัพธ์เชิงสถาบันแบบไหน” (เพื่อใช้เป็นฐานต่อยอดคดีศึกษาเชิงลึกใน B ต่อไป)

กลไก (Mechanism) ผู้เล่น/สถาบันหลัก เครื่องมือ (Tools) ฟังก์ชันควบคุม (Control Function) หลักฐานยึดโยง (Evidence Anchor)
1) วิกฤตความชอบธรรม → เปิดประตูให้ผู้ตัดสินนอกระบบ กองทัพ + ผู้มีอำนาจเชิงความชอบธรรม วาทกรรม “ความสงบ/ศีลธรรม/ชาติ” + การแทรกแซง ทำให้การใช้กำลัง “ดูจำเป็น” และกลายเป็นทางเลือกที่ถูกทำซ้ำได้ ต้นแบบตรรกะ (2500) → ใช้ยืนเป็นกรอบอ่านเหตุการณ์หลัง ๆ
2) Coup → Constitution: ตรึงผลลัพธ์ด้วยกติกา คณะผู้ยึดอำนาจ + สถาบันร่างกติกา รัฐธรรมนูญ/บทเฉพาะกาล/กฎหมายลูก แปลงชัยชนะเฉพาะหน้าให้เป็นอำนาจเชิงสถาบันระยะยาว Reuters อธิบายที่มาวุฒิสภาแต่งตั้งหลัง 2014 และบทบาทต่อหลังเลือกตั้ง 2019
3) วุฒิสภาเป็น “วาล์วคุมการตั้งรัฐบาล” วุฒิสภา (แต่งตั้ง/คัดเลือก) + ระบบรัฐสภา สิทธิ/บทบาทในกระบวนการเมือง (เช่น โหวตนายกฯ ช่วงหนึ่ง, อำนาจตรวจสอบอื่น) เพิ่ม veto point และกำกับผลลัพธ์ของการเลือกตั้งโดยทางอ้อม Reuters Apr 23, 2024; Reuters Jul 14, 2023; Reuters Jul 10, 2024
4) เปลี่ยนรูปกลไกเมื่อถูกโจมตี (Form-change) ฝ่ายกำหนดกติกา + สถาบันเลือกตั้ง/สรรหา ตัดอำนาจหนึ่งด้าน → เพิ่มความซับซ้อน/คัดเลือกหลายชั้น คงฟังก์ชันกำกับ แต่ลดต้นทุนความชอบธรรมต่อสาธารณะ Reuters Jul 10, 2024 ระบุ “ไม่มีการโหวตสาธารณะ” และยังมีอำนาจด้านอื่น
5) Boundary setting ผ่านตุลาการ/กฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญ/ระบบยุติธรรม คำวินิจฉัย/การตีความกฎหมาย กำหนดเส้นแดงของ agenda การเมือง ลดพื้นที่การเปลี่ยนโครงสร้างบางประเด็น AP Jan 31, 2024: ศาลสั่งหยุดผลักดันแก้ ม.112 และข้อมูลคดีสะสมหลัง 2020
6) ปรับ “เส้นอำนาจ” และความคล่องตัวศูนย์กลางในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ศูนย์กลางความชอบธรรม + ฝ่ายบริหาร การขอปรับร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ ทำให้ authority lines ชัดขึ้น/คล่องขึ้นในสถาปัตยกรรมการเมือง Reuters Jan 10, 2017; ABC Jan 10, 2017
7) ฐานทรัพยากร (Assets) เป็นขีดความสามารถของเครือข่าย สถาบันทรัพย์สินฝ่ายราชสำนัก/ศูนย์กลาง กฎหมาย/สถานะการถือครองในพระนาม เพิ่ม durability ของเครือข่ายอำนาจในระยะยาว (capacity, patronage, continuity) Reuters Jun 17, 2018

หมายเหตุ: ตารางนี้ตั้งใจให้ “ยืนได้ด้วยหลักฐานร่วมสมัย” เป็นหลัก และต่อเชื่อมไปยังภาคผนวกกรณีศึกษาเชิงลึกใน ส่วนขยาย B (เช่น วินิจฉัยยุบพรรค/ตัดสิทธิ/การออกแบบกฎหมายลูก) โดยจะเพิ่มแหล่งอ้างอิงรายกรณีแบบละเอียดในขั้นถัดไป

A4) Mapping แบบย่อ: อะไร “คงเดิม” และอะไร “เปลี่ยนรูป”

เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างเฉียบคม ส่วนขยาย A ปิดท้ายด้วยแผงสรุป 2 คอลัมน์: สิ่งที่คงเดิม (invariants) และสิ่งที่เปลี่ยนรูป (adaptive forms) ซึ่งเป็นแกนที่ช่วยให้เราอธิบายว่า “ประชาธิปไตยแบบจัดการ” แข็งแรงเพราะอะไร

สิ่งที่คงเดิม (Invariants)

  • การมี veto point ของสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับการเลือกตั้งโดยตรง (บางยุคชัด บางยุคซ่อนรูป)
  • ตรรกะ crisis → intervention → institutionalization: วิกฤตความชอบธรรมถูกใช้เป็นเงื่อนไขเปิดทาง และผลลัพธ์ถูกตรึงด้วยกติกา
  • การกำหนดพรมแดนทางการเมือง ด้วยเครื่องมือเชิงสถาบัน (กฎหมาย/ตุลาการ/องค์กรกำกับ)
  • การรักษาฐานทรัพยากร ในฐานะความสามารถของเครือข่ายอำนาจระยะยาว

สิ่งที่เปลี่ยนรูป (Adaptive Forms)

  • จาก แต่งตั้งตรง → ไปสู่ คัดเลือกซับซ้อนหลายชั้น (ลดแรงเสียดทาน แต่คงสถานะไม่ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ) [6]
  • จาก ใช้อำนาจดิบ → ไปสู่ การทำให้ชอบธรรมด้วยกติกา/กระบวนการ (rule-by-law / institutional steering)
  • จาก การคุมผ่านอำนาจเดียว → ไปสู่ เครือข่ายกลไกหลายชั้น ทำให้ยากต่อการโค่นด้วยมาตรการเดียว
ประโยคแกนสำหรับงานต่อยอด (ใช้ได้ทั้งบทความและสารคดี):
“เมื่อกลไกหนึ่งถูกโจมตีจนต้นทุนความชอบธรรมสูง ระบบมักไม่ ‘ยอมแพ้’ แต่ ‘ย้ายกลไก’ และ ‘เปลี่ยนรูป’ เพื่อคงฟังก์ชันการกำกับไว้ในสถาปัตยกรรมเดิม”

A5) เชิงอรรถและแหล่งอ้างอิงหลักของ ส่วนขยาย A

  1. Reuters (Apr 23, 2024) รายงานว่า ครม. เห็นชอบแผนคัดเลือกวุฒิสภาใหม่ที่ “ไม่สามารถโหวตนายกฯ ได้” และอธิบายย้อนหลังว่าระบบวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหารถูกนำเข้ามาหลังรัฐประหาร 2014 และมีบทบาทสำคัญต่อการเมืองหลังเลือกตั้ง 2019.
    Reuters — Apr 23, 2024
  2. ABC (Jan 10, 2017) รายงานว่านายกฯ ไทยระบุว่า พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “ให้แน่ใจเรื่องพระราชอำนาจ”.
    ABC — Jan 10, 2017
  3. Reuters (Jan 10, 2017) รายงานว่า “สำนักงานของพระมหากษัตริย์” ร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญในส่วนเกี่ยวกับพระราชอำนาจ และรัฐบาลเห็นชอบการปรับดังกล่าวตามที่นายกฯ ให้ข้อมูล.
    Reuters — Jan 10, 2017
  4. Reuters (Jun 17, 2018) รายงานว่า สินทรัพย์ที่เคยจดทะเบียนภายใต้ Crown Property Bureau จะถูกถือ “ในพระนาม” ตามที่ CPB ระบุบนเว็บไซต์ทางการ.
    Reuters — Jun 17, 2018
  5. Reuters (Jul 14, 2023) รายงานว่า Move Forward ยื่นญัตติเพื่อจำกัดอำนาจวุฒิสภาที่แต่งตั้งโดยทหาร หลังการโหวตนายกฯ ถูกขัดขวาง.
    Reuters — Jul 14, 2023
  6. Reuters (Jul 10, 2024) รายงานว่า กกต. รับรองวุฒิสภาใหม่ 200 คนแทนชุดที่แต่งตั้งโดยทหาร และอธิบายระบบคัดเลือกหลายชั้นจากกลุ่มอาชีพ รวมทั้งระบุว่าวุฒิสภาใหม่ไม่มีบทบาทโหวตนายกฯ แต่ยังมีอำนาจในด้านอื่น.
    Reuters — Jul 10, 2024
  7. AP (Jan 31, 2024) รายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญไทยมีคำวินิจฉัยให้พรรคก้าวไกลหยุดผลักดันแก้ไขมาตรา 112 และระบุข้อมูลว่า มีผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรานี้จำนวนมาก (กว่า 260 ราย) นับตั้งแต่การประท้วงปี 2020 ตามข้อมูล Thai Lawyers for Human Rights ที่ AP อ้างถึง.
    AP — Jan 31, 2024
ส่วนขยาย B — Case Dossiers: แฟ้มคดีศึกษาเชิงสถาบัน (วัง–กองทัพ–กฎหมายการเมือง) เพื่อยืนยัน “กลไก” ของประชาธิปไตยแบบจัดการ

ส่วนขยาย B — Case Dossiers: แฟ้มคดีศึกษาเชิงสถาบัน เพื่อ “ตรึงกลไก” ของประชาธิปไตยแบบจัดการ

ส่วนขยาย B คือคลัง “แฟ้มคดีศึกษา” (dossiers) ที่เอาไว้ยืนยันข้อเสนอของ Module A ด้วยหลักฐานรายกรณี: แต่ละแฟ้มจะเล่าแบบวิชาการ — เหตุการณ์ → กติกา → สถาบัน → ฟังก์ชันควบคุม → ผลลัพธ์สืบเนื่อง — และให้ “เชือกหลักฐาน” (chain of evidence) สำหรับการตรวจสอบซ้ำ

Dossier Method Evidence Anchors Mechanism Verification Senate / Constitution Judicial Boundary-Setting Resource Base
  1. ข้อเท็จจริงแกน (Core facts) — ข้อเท็จจริงที่แหล่งข่าว/เอกสารยืนยันร่วมกัน
  2. คำถามเชิงสถาบัน (Institutional question) — เหตุการณ์นี้ “เปลี่ยนสมการอำนาจ” อย่างไร
  3. กลไกเชื่อม (Mechanism) — เหตุ → เครื่องมือ → ฟังก์ชันควบคุม → ผลลัพธ์
  4. ผลลัพธ์สืบเนื่อง (Downstream effects) — สิ่งที่เกิดตามมาและตรวจสอบได้
  5. ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้ (Counterpoints) — เพื่อทำให้แฟ้ม “ทนการวิจารณ์”
  6. หลักฐานยึดโยง (Evidence anchors) — ลิงก์/เอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานฐาน

B1) แฟ้ม B1: 2014 Coup → 2019 Election — วุฒิสภาเป็นวาล์วคุมการตั้งรัฐบาล

B1 — Senate as Control Valve (2014 → 2019 → 2024)
แกนกลไก: Coup → Constitution → Veto Point ในการจัดตั้งรัฐบาล
Coup–Constitution Cycle Veto Point Government Formation Legitimacy Repair
Evidence anchors: Reuters (Apr 23, 2024)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters อธิบายว่า วุฒิสภาที่ถูกแต่งตั้งโดยทหารถูกนำเข้ามาหลังรัฐประหาร 2014 และมีบทบาทสำคัญในการเมืองหลังเลือกตั้ง 2019 รวมถึงการทำหน้าที่เป็น “veto” ต่อผู้นำฝ่ายบริหารในบางจังหวะ ต่อมาในปี 2024 มีการผลักดันให้วุฒิสภาใหม่ “ไม่มีสิทธิโหวตนายกฯ” [1]

คำถามเชิงสถาบัน

หากการเลือกตั้งคือกลไกหลักของประชาธิปไตย เหตุใดจึงมีกลไกที่ทำให้ “ผลของการเลือกตั้ง” ไม่ได้แปลงเป็น “การตั้งรัฐบาล” โดยตรง? และเมื่อกลไกดังกล่าวถูกวิจารณ์หนัก เหตุใดระบบจึงเลือก “ตัดอำนาจบางส่วน” แทน “เปลี่ยนที่มาให้ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ”?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

วิกฤต/รัฐประหาร → ออกแบบวุฒิสภาแต่งตั้ง → เพิ่มจุดอำนาจนอกการเลือกตั้งในสมการตั้งรัฐบาล → คุมเกมโดยทางอ้อม → เมื่อถูกโจมตีสูง: ลดอำนาจที่เป็นภาพ “veto” เพื่อซ่อมความชอบธรรม แต่ต้องตรวจสอบต่อว่าฟังก์ชันกำกับย้ายไปอยู่ส่วนใด

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • ทำให้การตั้งรัฐบาลมี “คอขวด” และเพิ่มความสำคัญของสถาบันที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
  • ทำให้การปฏิรูปวุฒิสภากลายเป็นวาระการเมืองใหญ่ (เพราะถูกมองว่าเป็นจุดกำกับผลลัพธ์ของประชาชน)

ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้

  • โต้แย้ง: วุฒิสภาจำเป็นเพื่อ “เสถียรภาพ” ในช่วงเปลี่ยนผ่าน
  • คำตอบเชิงสถาบัน: คำว่า “เสถียรภาพ” ต้องแยกเป็นเสถียรภาพต่อศูนย์กลางอำนาจ vs เสถียรภาพประชาธิปไตย; หากเสถียรภาพเกิดจากการเพิ่ม veto point นอกการเลือกตั้ง ย่อมแลกด้วยความยึดโยงประชาชน
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Apr 23, 2024) [1]

B2) แฟ้ม B2: 2017 Draft Constitution Adjustments — การทำให้ “เส้นอำนาจ” ชัดและคล่องตัว

B2 — Authority Lines & Central Agility (Jan 2017)
แกนกลไก: การปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อความแน่ชัดของพระราชอำนาจในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
Constitutional Design Authority Lines Central Agility Process Evidence
Evidence anchors: Reuters (Jan 10, 2017), ABC (Jan 10, 2017)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters และ ABC รายงานว่า มีการร้องขอให้ปรับร่างรัฐธรรมนูญในส่วนเกี่ยวกับพระราชอำนาจ และรัฐบาลไทยเห็นชอบที่จะปรับตามข้อมูลที่รายงาน [2][3]

คำถามเชิงสถาบัน

เหตุใด “ช่วงก่อนประกาศใช้กติกา” จึงเป็นพื้นที่ต่อรองสำคัญของศูนย์กลางความชอบธรรม? และการทำให้ “เส้นอำนาจ” ชัดขึ้นส่งผลต่อสถาปัตยกรรมการเมืองอย่างไรในระยะยาว?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรัฐธรรมนูญ → การร้องขอปรับข้อความ → เพิ่มความแน่ชัดของ authority lines → เพิ่มความคล่องตัวของศูนย์กลางในระบบที่ต้องอยู่ร่วมกับการเลือกตั้ง → ทำให้การจัดการอำนาจ “เป็นกติกา” มากขึ้น

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • เป็น “หลักฐานเชิงกระบวนการ” ว่ากติกาไม่ได้เป็นพื้นที่ของฝ่ายการเมืองเลือกตั้งอย่างเดียว แต่มีจุดเชื่อมกับศูนย์กลางความชอบธรรม
  • ช่วยอธิบายว่าทำไมการเมืองไทยสามารถ “คงรูปแบบประชาธิปไตย” แต่จัดวางการชี้ขาดบางเรื่องไว้กับศูนย์กลางได้

ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้

  • โต้แย้ง: เป็นเพียงการปรับแก้เทคนิค ไม่ได้มีนัยทางการเมือง
  • คำตอบเชิงสถาบัน: ในรัฐศาสตร์สถาบันนิยม “เทคนิคในรัฐธรรมนูญ” คือการวางอำนาจ (power allocation) เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าใครมีอำนาจชี้ขาดในสถานการณ์พิเศษ
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Jan 10, 2017) [3]; ABC (Jan 10, 2017) [2]

B3) แฟ้ม B3: 2018 Assets/Property Status Shift — ฐานทรัพยากรกับความทนทานของเครือข่ายอำนาจ

B3 — Resource Durability (Jun 2018)
แกนกลไก: ฐานทรัพยากร → ความสามารถเชิงสถาบัน (capacity) → ความทนทานของเครือข่าย
Assets Institutional Capacity Network Durability Long-run Power
Evidence anchors: Reuters (Jun 17, 2018)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters รายงานว่า สินทรัพย์ซึ่งจดทะเบียนภายใต้ Crown Property Bureau จะถูกถือ “ในพระนาม” ตามที่หน่วยงานระบุบนเว็บไซต์ [4]

คำถามเชิงสถาบัน

ทำไม “ทรัพย์สิน” จึงเป็นตัวแปรทางการเมืองในงานสถาบันนิยม? และการกำหนดสถานะทรัพย์สินให้ชัดขึ้นส่งผลต่อความสามารถในการรักษาเครือข่ายอำนาจในระยะยาวอย่างไร?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

การกำหนดสถานะทรัพย์สินในเชิงกฎหมาย → เพิ่มความชัดของ resource base → เพิ่ม institutional capacity (ความสามารถในการดำรงเครือข่าย/กิจกรรม/ความต่อเนื่อง) → เพิ่ม durability ของศูนย์กลางและเครือข่ายในระยะยาว

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • ทำให้การวิเคราะห์อำนาจไม่ติดกับ “การเมืองเลือกตั้ง” อย่างเดียว แต่เห็นฐานทรัพยากรเป็นโครงรองรับอำนาจเครือข่าย
  • ช่วยอธิบายว่าทำไมเครือข่ายอำนาจบางประเภทมีความทนทาน แม้การเมืองภาคเลือกตั้งสั่นคลอนเป็นช่วง ๆ

ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้

  • โต้แย้ง: เป็นเรื่องบริหารจัดการทรัพย์สิน ไม่เกี่ยวกับการเมือง
  • คำตอบเชิงสถาบัน: ในรัฐศาสตร์ ทรัพยากรคือความสามารถในการทำให้อำนาจ “อยู่ได้นาน” เพราะกำหนดขีดความสามารถในการสร้าง/รักษาเครือข่ายและความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Jun 17, 2018) [4]

B4) แฟ้ม B4: 2023 PM Vote & Senate Leverage — เมื่อ “veto point” โผล่พ้นน้ำจนกลายเป็นวาระปฏิรูป

B4 — Veto Point Visibility (Jul 2023)
แกนกลไก: วุฒิสภา → การกำกับผลลัพธ์การเลือกตั้ง → backlash → ความพยายามจำกัดอำนาจ
Senate Leverage Backlash Signal Institutional Contestation
Evidence anchors: Reuters (Jul 14, 2023)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters รายงานว่า Move Forward ยื่นญัตติเพื่อจำกัดอำนาจวุฒิสภาหลังแพ้โหวตนายกฯ โดยชี้บริบทความขัดแย้งเรื่องบทบาทวุฒิสภาในกระบวนการดังกล่าว [5]

คำถามเชิงสถาบัน

เมื่อไหร่ที่กลไกกำกับ “ถูกมองเห็น” จนกลายเป็นเป้าปฏิรูป? และระบบมักตอบสนองอย่างไรเมื่อกลไกนั้นสร้างต้นทุนความชอบธรรมสูง?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

veto point ทำงานเด่นชัดในจังหวะตั้งรัฐบาล → สังคมการเมืองรับรู้/ต่อต้าน → เกิดความพยายามปฏิรูป → ระบบมีแรงจูงใจ “เปลี่ยนรูป” ของกลไกเพื่อลดต้นทุน แต่รักษาฟังก์ชันกำกับไว้ในรูปแบบอื่น

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • ทำให้ “การปฏิรูปวุฒิสภา” และ “ที่มา/อำนาจของสภาสูง” กลายเป็นแกนถกเถียงระดับชาติ
  • ทำหน้าที่เป็นสัญญาณเชิงระบบว่า กลไกกำกับที่มีพลังเกินไปจะสร้างแรงต้านและผลักดันการปรับรูปแบบในเวลาต่อมา
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Jul 14, 2023) [5]

B5) แฟ้ม B5: 2024 Constitutional Court & 112 — การกำหนด “เส้นแดง” ผ่านตุลาการ

B5 — Judicial Boundary Setting (Jan 2024)
แกนกลไก: ตุลาการ/กฎหมาย → กำหนดพรมแดน agenda การเมือง → ลดพื้นที่การเปลี่ยนโครงสร้างบางประเด็น
Judicial Instrument Boundary Setting Agenda Control Rule-by-Law
Evidence anchors: AP (Jan 31, 2024)

ข้อเท็จจริงแกน

AP รายงานว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พรรคก้าวไกลหยุดการผลักดันแก้ไขมาตรา 112 และรายงานยังยกข้อมูลจาก Thai Lawyers for Human Rights ที่ AP อ้างถึงเรื่องจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรานี้หลังการประท้วงปี 2020 [6]

คำถามเชิงสถาบัน

ในระบอบที่ต้องการ “คงรูปแบบประชาธิปไตย” แต่ “กำกับผลลัพธ์” เครื่องมือที่มีต้นทุนต่ำกว่ารถถังคืออะไร? และการกำหนดเส้นแดงผ่านตุลาการส่งผลต่อการแข่งขันทางการเมืองอย่างไร?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

ประเด็นกระทบศูนย์กลางความชอบธรรม → ใช้กระบวนการตุลาการ/การตีความกฎหมาย → กำหนด boundary ของ agenda → ทำให้พรรค/ผู้เล่นต้องปรับตัวหรือถอย → ลดความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนเชิงโครงสร้างในประเด็นนั้น

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • สร้างแรงกดดันให้พรรคการเมืองต้อง “จัดวางนโยบาย” ภายในเส้นแดงที่สถาบันกำหนด
  • ทำให้การจัดการความขัดแย้งย้ายจากเวทีการเมืองเลือกตั้งไปสู่เวทีเชิงกฎหมาย/ตุลาการ

ข้อโต้แย้งที่เป็นไปได้

  • โต้แย้ง: ศาลเพียงบังคับใช้กฎหมาย เป็นการคุ้มครองสถาบันตามหน้าที่
  • คำตอบเชิงสถาบัน: ต่อให้เป็น “ตามหน้าที่” ผลลัพธ์เชิงสถาบันยังคงอยู่ คือการกำหนดพรมแดนการแข่งขันและการทำให้บาง agenda ถูกห้าม/จำกัดในเชิงการเมือง ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของประชาธิปไตยแบบจัดการ
หลักฐานยึดโยง: AP (Jan 31, 2024) [6]

B6) แฟ้ม B6: 2024 New Senate Selection — เปลี่ยนรูปภายใต้แรงวิจารณ์ แต่คงสถานะ “ไม่ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ”

B6 — Form-change Under Criticism (Jul 2024)
แกนกลไก: ลดอำนาจที่ถูกโจมตี → เปลี่ยนวิธีได้มาเป็นคัดเลือกซับซ้อน → คงบทบาทกำกับในมิติอื่น
Selection System Non-public Vote Institutional Persistence Legibility Repair
Evidence anchors: Reuters (Jul 10, 2024)

ข้อเท็จจริงแกน

Reuters รายงานว่า กกต. รับรองวุฒิสภาใหม่ 200 คนแทนชุดที่แต่งตั้งโดยทหาร อธิบายระบบคัดเลือกหลายชั้นจากกลุ่มอาชีพ และชี้ว่าไม่มีการโหวตโดยสาธารณะ พร้อมระบุว่าวุฒิสภาใหม่ไม่มีอำนาจโหวตนายกฯ แต่ยังมีบทบาทสำคัญด้านอื่น [7]

คำถามเชิงสถาบัน

การตัดอำนาจโหวตนายกฯ “เพียงอย่างเดียว” เพียงพอหรือไม่ที่จะเปลี่ยนสมการการกำกับ? และการเปลี่ยนไปสู่ระบบคัดเลือกหลายชั้นช่วยลดแรงเสียดทานเชิงความชอบธรรมอย่างไร?

กลไกเชื่อม (Mechanism)

(1) ลดอำนาจที่เป็นภาพ “veto” ต่อสาธารณะ → (2) เปลี่ยนการได้มาให้ซับซ้อน/เป็นคัดเลือก → (3) คงสถานะของสภาสูงในฐานะสถาบันที่ไม่ยึดโยงกับการโหวตโดยประชาชนทั้งประเทศ → (4) รักษาฟังก์ชันกำกับระบบในมิติอื่น (เช่น การพิจารณากฎหมาย/อำนาจต่อองค์กรสำคัญ)

ผลลัพธ์สืบเนื่อง

  • ช่วย “ซ่อมความชอบธรรมเชิงรูปลักษณ์” โดยตัดอำนาจที่ถูกโจมตีหนัก
  • แต่เปิดคำถามใหม่: หากสภาสูงยังไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนทั้งประเทศ ระบบได้ “ย้ายกลไกกำกับ” ไปที่ใดและอย่างไร
หลักฐานยึดโยง: Reuters (Jul 10, 2024) [7]

B7) ตารางสรุป: แฟ้มคดี → กลไกใน ส่วนขยาย A ที่ยืนยันได้

ตารางนี้ทำหน้าที่เป็น “สะพาน” ระหว่าง ส่วนขยาย A กับส่วนขยาย B: เพื่อให้ผู้อ่านเห็นชัดว่าแต่ละแฟ้มคดีศึกษาไม่ได้เล่าเรื่องยาวเฉย ๆ แต่กำลัง “ยืนยันกลไก” แบบใด

แฟ้มคดี (Dossier) กลไกหลักที่ยืนยัน เครื่องมือ (Tools) สิ่งที่ตรวจสอบได้ (Observable implication) Evidence Anchor
B1 — 2014→2019 วุฒิสภาเป็นวาล์วคุม Senate as control valve / Veto point ในการตั้งรัฐบาล โครงสร้างสภาสูง + บทบาทต่อการเมืองหลังเลือกตั้ง สภาสูงเพิ่ม “จุดอำนาจนอกการเลือกตั้ง” ในการตั้งรัฐบาล Reuters Apr 23, 2024
B2 — 2017 ปรับร่างรัฐธรรมนูญ Authority lines / Central agility การปรับข้อความร่างรัฐธรรมนูญก่อนประกาศใช้ กติกาเป็นพื้นที่ต่อรองในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ Reuters Jan 10, 2017; ABC Jan 10, 2017
B3 — 2018 สถานะทรัพย์สิน Resource base → Institutional durability สถานะการถือครอง/กฎหมายทรัพย์สิน ฐานทรัพยากรเพิ่มขีดความสามารถเครือข่ายระยะยาว Reuters Jun 17, 2018
B4 — 2023 โหวตนายกฯ และแรงต้าน Veto point visibility → backlash → reform pressure การเมืองรัฐสภา + ญัตติจำกัดอำนาจสภาสูง เมื่อกลไกกำกับเด่นชัด จะกลายเป็นเป้าปฏิรูป Reuters Jul 14, 2023
B5 — 2024 ศาลฯ & 112 Judicial boundary-setting / agenda control คำวินิจฉัย/การตีความกฎหมาย กำหนดเส้นแดงเชิงสถาบัน ส่งผลต่อ agenda พรรค AP Jan 31, 2024
B6 — 2024 วุฒิสภาใหม่แบบคัดเลือก Form-change under criticism / persistence of non-electoral power ระบบคัดเลือกหลายชั้น + ไม่มีโหวตสาธารณะ ลดอำนาจที่ถูกโจมตี แต่คงสถานะไม่ยึดโยงประชาชนทั้งประเทศ Reuters Jul 10, 2024

เชิงอรรถ/แหล่งอ้างอิงหลักของส่วนขยาย B

  1. Reuters (Apr 23, 2024) — รายงานแผนเปลี่ยนวุฒิสภาและลดอำนาจ รวมทั้งอธิบายที่มาวุฒิสภาหลังรัฐประหาร 2014 และบทบาทต่อการเมืองหลังเลือกตั้ง 2019.
    Reuters — Apr 23, 2024
  2. ABC (Jan 10, 2017) — รายงานคำกล่าวของนายกฯ ไทยเกี่ยวกับการร้องขอปรับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อ “ให้แน่ใจเรื่องพระราชอำนาจ”.
    ABC — Jan 10, 2017
  3. Reuters (Jan 10, 2017) — รายงานการร้องขอปรับร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับพระราชอำนาจและการตอบสนองของรัฐบาล.
    Reuters — Jan 10, 2017
  4. Reuters (Jun 17, 2018) — รายงานการเปลี่ยนสถานะทรัพย์สินที่จดทะเบียนภายใต้ Crown Property Bureau ให้ถือ “ในพระนาม”.
    Reuters — Jun 17, 2018
  5. Reuters (Jul 14, 2023) — รายงานความพยายามของ Move Forward ในการจำกัดอำนาจวุฒิสภาหลังแพ้โหวตนายกฯ.
    Reuters — Jul 14, 2023
  6. AP (Jan 31, 2024) — รายงานคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการรณรงค์แก้ ม.112 และข้อมูลคดีสะสมหลัง 2020 จาก Thai Lawyers for Human Rights ที่ AP อ้างถึง.
    AP — Jan 31, 2024
  7. Reuters (Jul 10, 2024) — รายงานการรับรองวุฒิสภาใหม่ 200 คน ระบบคัดเลือกหลายชั้น การไม่มีโหวตสาธารณะ และบทบาทอำนาจด้านอื่นของสภาสูง.
    Reuters — Jul 10, 2024

>กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่” กรีนแลนด์ในสมการความมั่น...