เป็นเรื่องที่น่าสนใจและซับซ้อน เพราะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ การเมืองภายใน และอุดมการณ์ที่ผสมผสานกัน โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยที่ "อนุรักษ์นิยม" (หรือที่เรียกกันในภาษาพูดว่าฝ่าย "สลิ่ม" หรือฝ่ายขวา) มักมีแนวคิดต่อต้าน "โลกตะวันตก" (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) แต่สนับสนุนหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอิหร่าน แม้จะส่งลูกหลานไปเรียนในอเมริกาหรือยุโรปก็ตาม ผมจะวิเคราะห์โดยอิงจากข้อมูลประวัติศาสตร์ การเมืองปัจจุบัน และมุมมองจากนักวิชาการ/สื่อต่างๆ โดยเสนอความเป็นไปได้หลายมุม เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นกลาง ไม่ได้ยึดติดมุมใดมุมหนึ่ง
บริบทพื้นฐาน: ใครคือ "อนุรักษ์นิยมไทย" ในที่นี้?
- หมายถึงกลุ่มคนที่มีการศึกษา นักวิชาการ หรือปัญญาชนที่ยึดถือค่านิยมดั้งเดิม เช่น การปกป้องสถาบันหลักของชาติ (ราชวงศ์ กองทัพ ศาสนา) และต่อต้านการเปลี่ยนแปลงแบบเสรีนิยม (liberalism) ที่มาจากตะวันตก
- พวกเขามักวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ว่าเป็น "จักรวรรดินิยม" หรือ "โจรโลก" ที่แทรกแซงประเทศอื่นเพื่อผลประโยชน์ (เช่น ปล้นทรัพยากร) แต่ยกย่องจีนหรือรัสเซียว่าเป็น "พันธมิตรที่เคารพอธิปไตย" และช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา
- ความขัดแย้งภายใน: แม้ส่งลูกหลานไปเรียนตะวันตก (เพราะคุณภาพการศึกษาและโอกาสทางเศรษฐกิจ) แต่ทางการเมือง พวกเขามองตะวันตกเป็นภัย เพราะส่งเสริมประชาธิปไตยแบบ liberal ที่อาจขัดกับระบบไทย (เช่น สิทธิ LGBTQ+ หรือการเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน)
เหตุผลที่เป็นไปได้: การวิเคราะห์และสันนิษฐาน
ผมแบ่งเหตุผลออกเป็นหมวดๆ โดยสังเคราะห์จากประวัติศาสตร์ การเมือง และอุดมการณ์ เพื่อให้เห็นมุมมองหลากหลาย บางเหตุผลอาจดูขัดแย้งกันเอง (hypocrisy) แต่สะท้อนความซับซ้อนของมนุษย์- มุมมองต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก (จากประวัติศาสตร์ล่าอาณานิคม)
- นักวิชาการไทยหลายคนมองสหรัฐฯ และตะวันตกเป็นผู้สืบทอดลัทธิล่าอาณานิคม (colonialism) ที่เคยกอบโกยทรัพยากรจากเอเชียและตะวันออกกลาง เช่น ในอิหร่าน สหรัฐฯ และอังกฤษเคยแทรกแซงรัฐประหารปี 1953 เพื่อโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยและติดตั้งเผด็จการที่เอื้อต่อบริษัทน้ำมันตะวันตก ทำให้เกิดความแค้นยาวนานกว่า 70 ปี นักวิชาการไทยที่ศึกษาประวัติศาสตร์อาจเห็นอกเห็นใจอิหร่านหรือเกาหลีเหนือว่าเป็นเหยื่อของการรุกรานแบบนี้ (เช่น สหรัฐฯ สนับสนุนเผด็จการในอิหร่านจนนำไปสู่การปฏิวัติ 1979)
- ในทางตรงข้าม จีนและรัสเซียถูกมองว่าเป็น "มหาอำนาจทางเลือก" ที่ต่อต้านตะวันตก โดยไม่เคยล่าอาณานิคมไทยหรือเอเชียแบบตรงๆ (แม้รัสเซียเคยเป็นจักรวรรดิ แต่ในมุมไทย มันไกลตัวกว่า) สันนิษฐาน: นี่อาจมาจากการศึกษาที่เน้นมุมมอง "โลกที่สาม" (Third Worldism) ซึ่งวิพากษ์ตะวันตกแต่เห็นจีนเป็นแบบอย่างการพัฒนาแบบไม่พึ่งตะวันตก
- มุมหลากหลาย: บางนักวิชาการเสรีนิยมไทยมองว่านี่เป็น "อคติเลือกข้าง" เพราะจีนเองก็รุกรานทิเบตหรือทะเลจีนใต้ แต่ฝ่ายอนุรักษ์อาจเพิกเฉยเพราะจีนไม่แทรกแซงการเมืองไทย
- การเมืองภายในไทย: ต่อต้านสหรัฐฯ ที่ "แทรกแซง" แต่โปรจีน-รัสเซียที่ "ไม่ยุ่ง"
- หลังรัฐประหารไทยปี 2006 และ 2014 สหรัฐฯ ประณามและลดความช่วยเหลือทหาร ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์ (ที่สนับสนุนรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบัน) มองสหรัฐฯ เป็นศัตรูที่ส่งเสริม "ประชาธิปไตยแบบตะวันตก" ซึ่งขัดกับระบบไทย เช่น ข่าวลือว่าสหรัฐฯ อยากตั้งฐานทัพในไทยเพื่อต่อต้านจีน (แม้ไม่จริง แต่แพร่สะพัดในกลุ่ม PDRC หรือกลุ่มปกป้องสถาบัน)
- จีนและรัสเซียกลับไม่ประณามรัฐประหาร และยังขายอาวุธให้ไทย (เช่น เรือดำน้ำจีน รถถังรัสเซีย) ทำให้ถูกมองเป็นพันธมิตรที่เคารพ "อธิปไตย" สันนิษฐาน: นักวิชาการอนุรักษ์อาจเห็นรัสเซีย (ภายใต้ปูติน) หรือจีน (ภายใต้สีจิ้นผิง) เป็นแบบอย่างระบอบอำนาจนิยมที่มั่นคง ต่อต้าน "เสรีนิยม" ที่ทำให้สังคมวุ่นวาย (เช่น การประท้วงในไทยที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงินตะวันตก)
- มุมหลากหลาย: นักวิเคราะห์อย่าง ศ.สุรชาติ บำรุงสุข (จุฬาฯ) เห็นว่านี่เป็น "อคติขาว-ดำ" ชั่วคราวจากความกลัวสูญอำนาจหลังเลือกตั้ง 2023 แต่ไทยควรเป็นกลางเพื่อไม่เดือดร้อนจากความขัดแย้งมหาอำนาจ ขณะที่บางคนวิจารณ์ว่าเป็น hypocrisy เพราะกลุ่มนี้ใช้เทคโนโลยีตะวันตกแต่เกลียดทางการเมือง
- เศรษฐกิจและ practicality: โปรจีนเพราะผลประโยชน์ แต่ส่งลูกไปตะวันตกเพราะคุณภาพ
- จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย (การลงทุน BRI, ท่องเที่ยว) ทำให้นักวิชาการและธุรกิจไทยเห็นจีนเป็น "โอกาส" ไม่ใช่ภัย (ต่างจากสหรัฐฯ ที่กดดันไทยเรื่องการค้าหรือสิทธิมนุษยชน) เกาหลีเหนือและอิหร่านอาจถูกเห็นอกเห็นใจเพราะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ทำให้ดูเป็น "เหยื่อ"
- การส่งลูกไปเรียนตะวันตก: นี่เป็นเรื่อง practicality (มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Harvard, Oxford มีชื่อเสียงและเครือข่าย) ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ สันนิษฐาน: พวกเขาอาจแยก "การศึกษา/เทคโนโลยี" (ดีจากตะวันตก) ออกจาก "ค่านิยมทางการเมือง" (อันตรายจากตะวันตก) เหมือนที่ไทยเคยรับเทคโนโลยีตะวันตกแต่รักษาค่านิยมดั้งเดิมสมัยร.5
- มุมหลากหลาย: บางมุมจากสื่ออย่าง SONDHI TALK มองว่ากลุ่มต่อต้านสหรัฐฯ อย่างรัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ เป็น "พันธมิตรต่อต้านตะวันตก" ที่อึดอัดและอดทน แต่ฝ่ายเสรีมองว่านี่เป็น "ลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง" ที่อาจนำไทยไปสู่การพึ่งพาจีนมากเกินไป
- อุดมการณ์และสื่อ: ต่อต้าน "เสรีนิยมตะวันตก" แต่เห็นจีน-รัสเซียเป็นแบบอย่างอนุรักษ์
- อนุรักษ์นิยมไทยเกลียด "เสรีนิยม" จากตะวันตกที่ส่งเสริมความเท่าเทียม สิทธิส่วนบุคคล ซึ่งอาจขัดกับค่านิยมไทย (เช่น ต่อต้านการปฏิรูป ม.112) แต่ชื่นชอบจีนหรือรัสเซียที่เป็นระบอบ "อนุรักษ์นิยมอำนาจนิยม" (authoritarian conservatism) ที่เน้นชาติ ศาสนา และผู้นำเข้มแข็ง
- สื่อและโซเชียล: จากโพสต์ใน X (Twitter) กลุ่มอนุรักษ์มักวิจารณ์สหรัฐฯ ว่า "รังแกประเทศอื่น" แล้วจีนมาช่วย (เช่น ส่งอาหาร น้ำ) ทำให้เกิดภาพลักษณ์บวกต่อจีน สันนิษฐาน: นี่อาจได้รับอิทธิพลจาก propaganda จีน (เช่น สื่อ CGTN) หรือสื่อไทยฝ่ายขวาอย่าง TOP NEWS ที่โปรจีนและต่อต้านตะวันตก
- มุมหลากหลาย: นักวิชาการฝ่ายซ้ายอาจเห็นว่านี่เป็น "ชาตินิยมปลอม" เพราะอนุรักษ์ไทยเคยโปรสหรัฐฯ สมัยสงครามเย็น (ไทยส่งทหารไปเวียดนามกับสหรัฐฯ) แต่เปลี่ยนข้างเพราะผลประโยชน์ปัจจุบัน
- จุดแข็งของทัศนคตินี้: ช่วยให้ไทยสมดุลมหาอำนาจ (bamboo diplomacy) โดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมากเกิน แต่หากสุดโต่ง อาจทำให้ไทยเสียพันธมิตรตะวันตก (เช่น การค้าหรือการศึกษา)
- จุดอ่อน: อาจเป็น hypocrisy ที่เลือกข้างตามผลประโยชน์ชั่วคราว นักวิเคราะห์อย่าง พวงทอง ภวัครพันธุ์ มองว่ามันมาจากความกลัว "สูญเสียเอกลักษณ์ไทย" ต่อตะวันตก แต่จีนเองก็มีอิทธิพลวัฒนธรรม (เช่น TikTok, Huawei)
- สันนิษฐานส่วนตัว: ในระยะยาว ทัศนคตินี้อาจเปลี่ยนถ้าจีนรุกรานมากขึ้น (เช่น ทะเลจีนใต้) หรือสหรัฐฯ หันมาสนับสนุนอนุรักษ์นิยม (อย่างทรัมป์ที่โปรอิสราเอลแต่ไม่แทรกแซงมาก) แต่ปัจจุบัน มันสะท้อน "ชาตินิยมไทย" ที่เลือกพันธมิตรตาม "ใครไม่ยุ่งเรื่องในบ้าน"