เลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์: เมื่อความชอบธรรมจอมปลอมถูก “ดันไปข้างหน้า” ทั้งที่รอยรั่วเต็มแผ่นดิน

เลือกตั้งที่ไม่บริสุทธิ์: เมื่อความชอบธรรมจอมปลอมถูก “ดันไปข้างหน้า” ทั้งที่รอยรั่วเต็มแผ่นดิน

การเลือกตั้งโสมม: เมื่อความชอบธรรมเตมูถูก “ดันไปข้างหน้า” ทั้งที่รอยรั่วเต็มแผ่นดิน

บทความสะท้อนภาพเชิงโครงสร้าง: ความไว้วางใจที่รั่วไหล, กลไกที่ทำให้คน “ลืม” สิ่งวิปริต, และการสร้างความชอบธรรมปลอมบนฐานที่สั่นคลอน
อัปเดตตามข้อมูลสาธารณะช่วงกลาง–ปลาย ก.พ. 2569

ประเด็นแกนกลางไม่ได้อยู่ที่การอ้างว่า “ใครชนะ” อย่างเดียว แต่อยู่ที่คำถามว่า กระบวนการเลือกตั้งยัง “พิสูจน์ได้” และ “ตรวจสอบได้” แค่ไหน — เพราะเมื่อความเชื่อถือพัง รัฐบาลที่ตั้งขึ้นย่อมเดินบนพื้นแก้ว: ไปต่อได้ด้วยพิธีกรรมและการตีความแบบศรีธนนชัย แต่ขาด “ความยินยอมและการยอมรับของสังคม” ที่แท้จริง

ภาพที่คนจำนวนมากกำลังเห็น คือการเลือกตั้งที่มีข้อกังขาและข้อร้องเรียนจำนวนมากถูก “บีบให้จบ” แล้วเร่งเดินหน้าสู่การรับรองผล และการจัดตั้งรัฐบาลราวกับทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งที่ข้อสงสัยเชิงหลักการสำคัญที่สุดยังไม่ถูกคลี่คลายต่อสาธารณะอย่างเพียงพอ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหากฎหมายหรือเทคนิคการเลือกตั้ง แต่คือวิกฤต “ความชอบธรรม” (legitimacy) แบบเต็มรูปและร้ายแรงพอ ๆ กับการปล้นอำนาจปวงชนด้วยการรัฐประหาร

1) สถิติที่ “ตอกย้ำความไม่ปกติ”: คนได้ยินซื้อเสียงเกินครึ่ง และคะแนนต่อบทบาทปราบทุจริตของ กกต. ต่ำ

KPI Poll20 ก.พ. 2569 สิ่งที่สังคมรับรู้ร่วมกัน

  • ประชาชน 53.6% ระบุว่า “ได้ยิน” เรื่องการซื้อเสียงในเขตของตน
  • ในกลุ่มที่ทราบราคา ส่วนใหญ่ระบุช่วง 500–1,000 บาท (76.8%)
  • การประเมินการทำงาน กกต. ด้านป้องกัน/ปราบทุจริต: แย่–ค่อนข้างแย่ 40.8%

ข้อมูลชุดนี้สำคัญเพราะเป็น “ดัชนีสังคม” ว่าปัญหาซื้อเสียงไม่ใช่เรื่องเล่าลอย ๆ แต่เป็นการรับรู้ที่มีสัดส่วนสูงในหลายภูมิภาค (ภาคใต้/อีสานสูงกว่า กทม. อย่างชัดเจน)

ตีความได้ ทำไมตัวเลขนี้ “หนักหนาสาหัส”

  • เมื่อคนจำนวนมากเชื่อว่า “ซื้อเสียงมีจริง” แต่กลไกปราบทุจริตถูกประเมินต่ำ ความไว้วางใจจะพังเป็นโดมิโน
  • ความชอบธรรมไม่ได้เกิดจาก “ประกาศผล” แต่เกิดจาก “สังคมเชื่อว่าผลสะท้อนเจตจำนงประชาชน”
  • ถ้ารัฐเร่งดันกระบวนการไปข้างหน้าโดยไม่อธิบายให้สังคมเชื่อได้ จะยิ่งทำให้ความไม่ยอมรับฝังลึก ประดุจไฟที่ลุกไหม้ในเนื้อไม้แห้งใต้กองขี้เถ้า
นี่คือหลักฐานเชิงสถิติที่อ้างอิงได้ ว่า “ความไม่เชื่อ” ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างเดียว แต่มีฐานการรับรู้ของสาธารณะรองรับอย่างน้อยในมิติการซื้อเสียงและความเชื่อมั่นต่อการปราบโกง

2) ปม “บาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด” กับหัวใจประชาธิปไตย: หลักการลงคะแนนโดยลับ

ประเด็นที่ทำให้คนจำนวนมาก “สะอิดสะเอียน” ไม่ใช่แค่ข่าวลือเรื่องทุจริต แต่คือข้อกังขาเชิงหลักการว่า บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด จะกระทบ “การลงคะแนนโดยลับ” (secret ballot) หรือไม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม

คำถามไม่ใช่แค่ประเด็น “มีโค้ดแล้วโกงแน่” แต่คือ โค้ดนั้นทำให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบในการตรวจย้อนกลับตัวตนผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ และรัฐ/กกต. ได้แสดงหลักฐานเชิงเทคนิคและกลไกคุ้มครองความลับให้ประชาชน “เชื่อได้” เพียงพอแล้วหรือยัง และคำตอบที่แท้จริงมันดังก้องในใจคนไทยที่มีใจเป็นธรรมหลายล้านคน
เมื่อสังคมต้องพึ่ง “คำอธิบายแบบตีความของศรีธนนชัย” มากกว่า “หลักฐานแบบตรวจสอบได้” ความชอบธรรมจะกลายเป็นพิธีกรรม — ไม่ใช่ความจริง และอนาคตจะเป็นอย่างไร วิญญูชนพึงสรุปได้ตรงกัน

ในช่วงก.พ. 2569 มีรายงานว่าเกิดการยื่นคำร้อง/ฟ้องร้องต่อหน่วยงานและศาลหลายช่องทางเกี่ยวกับประเด็นบัตรเลือกตั้งที่มีโค้ด รวมถึงข้อเรียกร้องให้เปิดข้อมูลระดับหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนนใหม่บางพื้นที่ และการตรวจสอบความชอบด้วยหลักลงคะแนนโดยลับ ซึ่งสะท้อนว่า “ความไม่เชื่อ” ได้ไหลออกจากโลกออนไลน์สู่กระบวนการตรวจสอบเชิงสถาบันแล้ว

ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ มีการยื่นฟ้อง/ร้องเรียนจริง

  • มีรายงานการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเกี่ยวกับประเด็นบัตรเลือกตั้งที่มีโค้ด และหลักลงคะแนนโดยลับ
  • มีการติดตามว่าเรื่องลุกลามสู่หลายช่องทาง/หลายศาลในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน

ข้อโต้แย้งที่ถูกสื่อสารสาธารณะ “ลับ” และเหตุผลของโค้ด

  • มีความพยายามอธิบาย/ตีความคำว่า “ลับ” และเหตุผลความจำเป็นของบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ดในเชิงป้องกันบัตรปลอม
  • ข้อถกเถียงจึงกลายเป็นศึกระหว่าง “ความเชื่อมั่นสาธารณะ” กับ “การตีความ/เทคนิคที่รัฐบอกว่าปลอดภัย”

3) กลไก “ทำให้คนลืม”: ดันพิธีกรรมไปข้างหน้าแทนการชำระความจริง

หากสังคมกำลังรู้สึกว่า กกต. หรือผู้มีอำนาจบางส่วน “เล่นกลให้คนลืม” กลไกมักไม่ใช่เวทมนตร์ แต่เป็นการใช้สูตรสำเร็จทางการเมือง: ปิดข้อมูล-เร่งกรอบเวลา-ย้ายประเด็น-ยึดความชอบด้วยรูปแบบ แล้วประกาศให้สังคม “เดินต่อ” โดยยังไม่เคลียร์รอยรั่ว

นี่คือจุดที่ “ความชอบธรรมปลอม” ถือกำเนิด : เมื่อผู้มีอำนาจพยายามเปลี่ยนคำถามจาก “ผลสะท้อนเสียงปวงชนจริงไหม” ไปเป็น “ทำตามขั้นตอนครบไหม” ทั้งที่ขั้นตอนนั้นเองอาจถูกตั้งคำถามว่าทำลายหลักการ (เช่น ความลับของบัตร) หรือเปิดช่องทุจริต (เช่น ซื้อเสียง) อยู่แล้ว

4) การเมืองหลังฉาก: เมื่อการจัดตั้งรัฐบาลกลายเป็นการ “ตะครุบโอกาส”

ในสังคมที่ความไว้วางใจต่อกระบวนการเลือกตั้งสั่นคลอน การเร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้ “เลขคณิตการเมือง” เป็นตัวนำ โดยไม่ให้คำตอบต่อข้อกังขาเชิงหลักการ จะยิ่งตอกย้ำภาพว่า ชนชั้นการเมืองกำลังใช้ผลลัพธ์ที่ประชาชนยังไม่เชื่อ เป็นทางลัดสู่อำนาจ และนี่คือเหตุผลที่หลายคนเปรียบความเลวร้ายว่า “ไม่ต่างจากรัฐประหาร” ในเชิงผลลัพธ์ต่อความชอบธรรม: อำนาจรัฐถูกจัดรูปโดยไม่ต้องผ่านความยินยอมที่สังคมเชื่อถือได้

5) “ตอกตะปู” แบบพิสูจน์ได้: 7 คำถามที่สังคมควรยึดเป็นหลัก

คำถามด้าน “ความลับของบัตร”

  • โค้ดบนบัตรเชื่อมกลับไปถึงหน่วย/ชุดบัตร/ผู้ใช้สิทธิได้หรือไม่? ถ้า “ไม่ได้” พิสูจน์เชิงเทคนิคให้ดูได้ไหม?
  • ใครเข้าถึงฐานข้อมูลการพิมพ์/การแจกจ่าย/การจับคู่โค้ดได้บ้าง? มีการบันทึกการเข้าถึง (audit log) หรือไม่?
  • มีการตรวจสอบอิสระ (third-party audit) ต่อระบบ/กระบวนการดังกล่าวหรือยัง?

คำถามด้าน “ความสุจริตเที่ยงธรรม”

  • เมื่อสถิติชี้ว่าคนได้ยินซื้อเสียงสูง (เกินครึ่ง) กกต. มีแผนปฏิบัติการเชิงรุกอะไรที่ตรวจสอบได้?
  • เปิดข้อมูลระดับหน่วยเลือกตั้ง/ใบรายงานผล/ความผิดปกติที่ถูกร้องเรียน “แบบอ่านได้” ให้สังคมตรวจเองหรือไม่?
  • พื้นที่ที่มีข้อกังขาชัดเจน มีมาตรฐานการนับใหม่/ตรวจบัตร/ตรวจบัตรเสียอย่างไร?
  • กรอบเวลาการรับรองผลถูกกำหนดโดย “ความพร้อมของข้อเท็จจริง” หรือโดย “แรงกดดันทางการเมือง”?
ถ้ารัฐตอบคำถามเหล่านี้ด้วยหลักฐาน ความเชื่อมั่นมีโอกาสฟื้นได้ แต่ถ้าตอบด้วย “การตีความ” และ “การเร่งไปต่อ” สังคมจะยิ่งเชื่อว่ากระบวนการถูกออกแบบเพื่อให้ลืม ไม่ใช่เพื่อให้รู้จริง

6) ทางออกเชิงสถาบัน: ทำให้การตรวจสอบ “ชนะการตีความ”

วิธีปิดประตูข้อครหาที่มีประสิทธิภาพที่สุด ไม่ใช่การดุคนตั้งคำถาม แต่คือการทำให้สาธารณะเห็นว่า ตรวจสอบได้จริงและไม่มีอะไรต้องซ่อน เช่น การเปิดข้อมูลรายหน่วย/เอกสารประกอบที่เกี่ยวข้อง (ในกรอบกฎหมาย), การตั้งคณะตรวจสอบอิสระ, และการสื่อสารเชิงเทคนิคแบบเป็นระบบ (ไม่ใช่แค่โพสต์ตอบโต้รายวัน)

การเลือกตั้งที่ถูกตั้งข้อกังขาอย่างกว้าง หากรีบ “ปิดเกม” แล้วตั้งรัฐบาล จะทำให้รัฐเริ่มต้นด้วยทุนทางการเมืองติดลบ และผลักสังคมสู่ความขัดแย้งยืดเยื้อ ต้นทุนนี้สูงกว่าการชะลอเพื่อชำระข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสหลายเท่า

เอกสาร/ข่าวอ้างอิง (อ่านต่อ)

  • KPI Poll #09 (ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า) “การรับรู้ปัญหาซื้อเสียงของประชาชนและรัฐบาลที่อยากเห็นหลังเลือกตั้ง” (เผยแพร่ 20 ก.พ. 2569) — PDF
  • Thai PBS: รายงานผลสำรวจ KPI Poll ระบุคนได้ยินซื้อเสียง 53.6% และประเมินบทบาท กกต. “แย่-ค่อนข้างแย่” มากสุด (20 ก.พ. 2569) — อ่านข่าว
  • Thai PBS Policy Watch: สรุปข้อพิพาท/การยื่นฟ้องเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด–คิวอาร์โค้ด (ช่วง ก.พ. 2569) — อ่านสรุป
  • TLHR: รายงานการยื่นฟ้องศาลปกครองเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่มีโค้ดและหลักลงคะแนนโดยลับ (ก.พ. 2569) — อ่านรายละเอียด
  • Thairath (สกู๊ป): ปม “คิวอาร์โค้ด–บาร์โค้ด” ลุกลามสู่การยื่นฟ้อง/ร้องเรียนหลายช่องทาง (ก.พ. 2569) — อ่านสกู๊ป
  • Khaosod / Bangkokbiznews / Thairath: รายงานการอธิบาย/ตีความคำว่า “ลับ” และเหตุผลของบาร์โค้ดในพื้นที่สาธารณะ (ก.พ. 2569) — Khaosod, Bangkokbiznews, Thairath

หมายเหตุ: บทความนี้ตั้งใจยืนบน “ข้อมูลสาธารณะ” และ “คำถามที่ตรวจสอบได้” เพื่อให้การวิจารณ์มีน้ำหนักเชิงหลักฐาน ไม่ใช่การกล่าวหาลอย ๆ และเพื่อให้ทุกฝ่ายตอบด้วย “ข้อเท็จจริง” มากกว่าการตีความหรือใส่ร้ายอย่างมีอคติ

โพสต์ล่าสุด

Woke, ความยุติธรรม และสงครามวัฒนธรรมในโลกตะวันตก: บทสรุปจากการสนทนากับ AI

Woke, ความยุติธรรม และสงครามวัฒนธรรมในโลกตะวันตก Woke, ความยุติธรรม และสงครามวัฒนธรรมในโลกตะวันตก จากการตื่นรู้ทางสังคม สู่ก...

Popular Posts