>กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

งานวิเคราะห์เชิงนโยบาย (policy-oriented academic prose) • โฟกัส: การยับยั้ง (deterrence) และการปิดช่องว่างอำนาจ (power vacuum) ในอาร์กติก

บทคัดย่อ

บทความนี้เสนอการอ่านปัญหา “กรีนแลนด์” ในฐานะโจทย์ความมั่นคงเชิงโครงสร้างของระบบโลกยุค multipolar มากกว่าการถกเถียงเชิงศีลธรรมหรือภาพจำอาณานิคม โดยใช้กรอบสัจนิยมเชิงโครงสร้าง (structural realism) และตรรกะการยับยั้ง (deterrence) จากมุมมองนักวิเคราะห์ชาวอเมริกันที่สนับสนุนแนวทางของฝ่ายทรัมพ์: (1) กรีนแลนด์เป็น “ยุทธภูมิระดับสูง” (strategic high ground) เพราะเกี่ยวพันทั้งเส้นทางนิวเคลียร์ข้ามขั้วโลก ระบบเตือนภัยขีปนาวุธ และคอขวดทางเรือของแอตแลนติกเหนือ (GIUK Gap) (2) ข้อจำกัดเชิงขีดความสามารถของเดนมาร์กสร้างความเสี่ยงช่องว่างอำนาจที่จีน/รัสเซียสามารถฉวยโอกาสผ่านอิทธิพลทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี และ (3) แนวทาง “แข็ง” ของสหรัฐฯ ถูกมองโดยผู้สนับสนุนว่าเป็นการปิดฟิวส์ก่อนวิกฤตลุกลาม ซึ่งโดยตรรกะเชิงยุทธศาสตร์อาจลดความเสี่ยงของสงครามใหญ่ได้มากกว่าความคลุมเครือ ทั้งนี้ บทความย้ำหลักการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวกรีนแลนด์เป็นแกนกลางทางความชอบธรรมทางการเมืองและกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ชี้ว่าความชอบธรรมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอหากไม่มีสถาปัตยกรรมความมั่นคงรองรับ 123

สารบัญ

  1. บทนำ: อาร์กติกไม่ใช่ชายขอบอีกต่อไป
  2. ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ: เศรษฐกิจ–สังคม–การคลังของกรีนแลนด์
  3. โครงสร้างการปกครอง: อำนาจตนเอง + สิทธิเอกราช
  4. เหตุใด “ฐาน Pituffik” จึงเป็นแกนของการยับยั้งเชิงนิวเคลียร์
  5. GIUK Gap: คอขวดแอตแลนติกเหนือและตรรกะยุทธนาวี
  6. จีนในอาร์กติก: Polar Silk Road และการแข่งขันเชิงโครงสร้าง
  7. แร่หายาก: ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานตะวันตก
  8. เหตุใดฝ่ายอเมริกันบางส่วนมองว่า “แนวทางแข็ง” = ป้องกันสงคราม
  9. ข้อโต้แย้งสำคัญและกรอบทางออกที่ลดความเสี่ยงสงครามใหญ่
  10. เชิงอรรถ (Endnotes)

1) บทนำ: อาร์กติกไม่ใช่ชายขอบอีกต่อไป

หากอ่านโลกด้วยกรอบ “อำนาจ” มากกว่า “เจตนา” จะเห็นว่าอาร์กติกกำลังเปลี่ยนสถานะจากพื้นที่สุดขอบของการเมืองโลก เป็นสนามแข่งขันชั้นสูง (high-end competition) ที่เชื่อมกันทั้งมิติยุทโธปกรณ์ นิวเคลียร์ เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี สิ่งที่ทำให้อาร์กติกแตกต่างจากภูมิภาคอื่น คือ “ภูมิศาสตร์” บังคับให้การแข่งขันถูกยกระดับอย่างรวดเร็ว: เส้นทางขีปนาวุธนิวเคลียร์จำนวนมากพาดผ่านขั้วโลกเหนือ และการเตือนภัยล่วงหน้า (early warning) มีผลต่อ “เวลาในการตัดสินใจ” ของผู้นำประเทศนิวเคลียร์ เมื่อเวลาเตือนภัยหดสั้นลง โอกาสคำนวณผิดพลาด (miscalculation) หรือการยกระดับโดยอุบัติเหตุ (accidental escalation) จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ

ในสมการนี้ กรีนแลนด์เป็น “จุดยุทธศาสตร์ที่มีค่ามหาศาล” ไม่ใช่เพราะประชากรหรือเศรษฐกิจใหญ่ แต่เพราะเป็นพื้นที่รองรับภารกิจเตือนภัยขีปนาวุธและภารกิจอวกาศของสหรัฐฯ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่คอขวดแอตแลนติกเหนือที่สัมพันธ์กับยุทธศาสตร์เรือดำน้ำ 45

ข้อสังเกตเชิงตรรกะ (Realist logic): ในโลกที่มหาอำนาจแข่งขันกัน ช่องว่างอำนาจ (power vacuum) มักถูกเติมเสมอ—ไม่ด้วยพันธมิตร ก็ด้วยคู่แข่ง ดังนั้น คำถามไม่ใช่ “ควรมีใครมีบทบาทหรือไม่” แต่คือ “ใครจะมีบทบาท และบทบาทนั้นลดหรือเพิ่มความเสี่ยงสงครามใหญ่”

2) ข้อเท็จจริงเชิงสถิติ: เศรษฐกิจ–สังคม–การคลังของกรีนแลนด์

ประชากรและโครงสร้างเมือง: กรีนแลนด์มีประชากรราว 56,699 คน และเมืองหลวง Nuuk ราว 19,880 คน (ตัวเลขชุดข้อมูล AP) — สะท้อนโครงสร้างรัฐขนาดเล็กที่ขีดความสามารถด้านรัฐศาสตร์/การทูตต้องใช้เวลาสะสม 6
เศรษฐกิจพึ่งพาประมง: การประมงสร้างราว 90% ของการส่งออกของกรีนแลนด์ — เศรษฐกิจจึงมีความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดโลกและสภาพภูมิอากาศ 6
ภาครัฐมีบทบาทสูง: งานภาครัฐคิดเป็นมากกว่า 40% ของการจ้างงาน (AP) — โครงสร้างนี้ทำให้ “รัฐสวัสดิการ” เป็นทั้งหลักประกันเสถียรภาพและข้อจำกัดการคลัง 6
เงินอุดหนุนจากเดนมาร์ก: ปี 2023 เงินอุดหนุน (block grant) อยู่ที่ 4.144 พันล้านโครนเดนมาร์ก (~$614.4m) คิดเป็น “ประมาณครึ่งหนึ่ง” ของรายได้รัฐบาลกรีนแลนด์ และราว 20% ของ GDP (AP) 6
ตัวเลขอ้างอิงเชิงนโยบาย (U.S. trade guide): U.S. Department of Commerce ระบุ block grant ราว DKK 3.9 พันล้าน (~$511m) และชี้ว่า “มากกว่าครึ่ง” ของงบสาธารณะ — ตัวเลขต่างกันตามปีฐานและการอัปเดตงบประมาณ แต่ทิศทางเดียวกัน: การพึ่งพิงสูง 7
ท่องเที่ยวเติบโต: ผู้โดยสารต่างชาติผ่านสนามบินกรีนแลนด์ มากกว่า 96,000 คนในปี 2023 เพิ่มขึ้น 28% จากปี 2015 (AP) 6

ข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่นักยุทธศาสตร์อเมริกันมักเน้น: กรีนแลนด์มี “ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์” สูง แต่มี “ความหนาแน่นเชิงสถาบัน” (institutional density) ต่ำ—ทั้งด้านบุคลากร การคลัง และโครงสร้างพื้นฐาน การจะเดินสู่เอกราชเต็มรูปแบบจึงต้องมีแผนสร้างรายได้รัฐ (fiscal base) และขีดความสามารถการทูต/ความมั่นคง ไม่เช่นนั้น เอกราชที่ปราศจากฐานรองรับอาจกลายเป็นช่องโหว่ที่คู่แข่งมหาอำนาจใช้แทรกซึม 8

3) โครงสร้างการปกครอง: อำนาจตนเอง + สิทธิเอกราช

ในทางกฎหมายและการเมือง กรีนแลนด์เป็นดินแดนปกครองตนเองภายในราชอาณาจักรเดนมาร์ก โดยเดนมาร์กยังคงมีบทบาทสำคัญในด้านการต่างประเทศและกลาโหม อย่างไรก็ดี รัฐบาลเดนมาร์กเองยืนยันว่า “ประชาชนกรีนแลนด์เป็นประชาชนที่มีสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นฐานความชอบธรรมสำหรับการถกเถียงเรื่องเอกราชในอนาคต 9

แหล่งข้อมูลเชิงกฎหมายที่ใช้อ้างอิงบ่อยระบุว่า การเดินสู่เอกราชต้องผ่านการตัดสินใจของชาวกรีนแลนด์ (เช่น ประชามติ) และการจัดการกระบวนการทางรัฐสภาที่เกี่ยวข้อง นี่คือจุดที่ “ความชอบธรรม” กับ “ความมั่นคง” มักตึงเครียด: ฝ่ายอเมริกันที่สนับสนุนแนวทางเข้มแข็งมักย้ำว่า กระบวนการทางประชาธิปไตยต้องเดินคู่กับการลดช่องโหว่ที่จีน/รัสเซียอาจใช้แทรกซึมในช่วงเปลี่ยนผ่าน 810

4) เหตุใด “ฐาน Pituffik” จึงเป็นแกนของการยับยั้งเชิงนิวเคลียร์

หากต้องสรุปเหตุผลเดียวที่ทำให้สหรัฐฯ “ไม่สามารถเมินกรีนแลนด์ได้” เหตุผลนั้นคือภารกิจเตือนภัยและป้องกันขีปนาวุธ ฐาน Pituffik Space Base (เดิม Thule Air Base) เป็นฐานที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าเป็น “การติดตั้งที่อยู่เหนือสุด” ของ DoD และสนับสนุนภารกิจ Missile Warning, Missile Defense, Space Surveillance ผ่านเรดาร์ phased-array และหน่วยปฏิบัติการที่เกี่ยวข้อง 4

ในตรรกะการยับยั้ง (deterrence), “การเตือนภัยที่เชื่อถือได้” (credible early warning) ลดโอกาสเกิดการตัดสินใจแบบตื่นตระหนก หากฝ่ายนิวเคลียร์เห็นสัญญาณผิดพลาดแล้วตอบโต้ทันที ความเสี่ยงสงครามโดยอุบัติเหตุจะสูงขึ้น ดังนั้น การคงเสถียรภาพของระบบเตือนภัยและเครือข่ายประเมินการโจมตี (attack assessment) จึงเป็นฐานของ “การป้องกันสงคราม” มากกว่าการยั่วยุ 11

มุมมองฝ่ายอเมริกัน (สายสนับสนุนแนวทางแข็ง): สหรัฐฯ ไม่ได้ “เริ่มต้นความเสี่ยง” ในอาร์กติก แต่ถูกบังคับให้ “ปิดช่องว่าง” เพราะคู่แข่งใช้การทหาร–เทคโนโลยี–เศรษฐกิจขยายอิทธิพล หากสหรัฐฯ ปล่อยให้พื้นที่ยุทธศาสตร์ระดับนี้กลายเป็น power vacuum ความเสี่ยงสงครามใหญ่จะสูงขึ้น ไม่ใช่ต่ำลง

5) GIUK Gap: คอขวดแอตแลนติกเหนือและตรรกะยุทธนาวี

การพูดถึงกรีนแลนด์โดยไม่พูดถึง GIUK Gap (Greenland–Iceland–United Kingdom) คือการตัดหัวใจยุทธศาสตร์ทะเลออกไป แหล่งวิเคราะห์ด้านยุทธศาสตร์ระบุว่า GIUK Gap เป็น “naval chokepoint” ที่เชื่อมทะเลนอร์เวย์/ทะเลเหนือกับมหาสมุทรแอตแลนติก และมีความสำคัญทางทหารมานาน โดยเฉพาะในบริบทการเคลื่อนไหวของกองเรือ/เรือดำน้ำ 512

ทำไมคอขวดทางทะเลจึงโยงกับความเสี่ยงสงครามโลก? เพราะในโลกที่มีเรือดำน้ำนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ (SSBN) ความสามารถในการ “หลุดออกสู่แอตแลนติก” หรือ “ถูกสกัด” มีผลต่อสมดุลการข่มขู่ (second-strike capability) และเมื่อสมดุลนี้สั่นคลอน ความตึงเครียดจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ อธิบายง่าย ๆ: ยุทธศาสตร์เรือดำน้ำไม่ใช่แค่เรื่องกองทัพเรือ แต่เป็นกลไกค้ำยันไม่ให้สงครามเย็นกลายเป็นสงครามร้อน 13

6) จีนในอาร์กติก: Polar Silk Road และการแข่งขันเชิงโครงสร้าง

จีนประกาศอย่างเป็นทางการในเอกสารนโยบายอาร์กติกปี 2018 ว่าต้องการ “สร้าง Polar Silk Road” โดยสนับสนุนให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในโครงสร้างพื้นฐานและการเดินเรือเส้นทางอาร์กติก และเน้นความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ–ดิจิทัล–โครงสร้างพื้นฐาน 14

ในสายตานักวิเคราะห์อเมริกัน แนวคิดนี้ไม่ใช่เพียงการค้า แต่เป็น “สถาปัตยกรรมอิทธิพล” (influence architecture): เมื่อโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน โลจิสติกส์ และข้อมูล (digital connectivity) ถูกผูกเข้าด้วยกัน ความสามารถในการสร้างอำนาจเชิงโครงสร้าง (structural power) จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกับพื้นที่สถาบันเล็ก—เช่น กรีนแลนด์—ที่ต้องการเงินลงทุนสูงมากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ 147

“การแข่งขันสมัยใหม่ไม่ได้เริ่มที่การยกพลขึ้นบก แต่มักเริ่มจากสัญญาโครงสร้างพื้นฐาน เงื่อนไขการเงิน และการผูกข้อมูลการสื่อสาร”

ผู้สนับสนุนแนวทางแข็งของสหรัฐฯ จึงมองว่า “ความเสี่ยงของจีน” ในอาร์กติกเป็นความเสี่ยงแบบค่อยเป็นค่อยไป (creeping influence) ที่เมื่อสะสมจนถึงจุดหนึ่งจะย้อนกลับยากและทำให้คู่แข่งมี leverage ทางการเมือง/เศรษฐกิจ ซึ่งท้ายสุดอาจถูกแปลงเป็น leverage ทางความมั่นคง

7) แร่หายาก: ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานตะวันตก

ประเด็น “แร่หายาก” (rare earths) เป็นแกนสำคัญที่ทำให้ฝ่ายอเมริกันยกกรีนแลนด์ขึ้นมาอยู่ในระดับยุทธศาสตร์ เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่จำนวนมาก (ทั้งพลเรือนและทหาร) พึ่งพาวัตถุดิบกลุ่มนี้ ขณะที่ห่วงโซ่อุปทานโลกมีการกระจุกตัวสูง

ข้อมูลของ USGS (Mineral Commodity Summaries 2025) ระบุว่า ในช่วง 2020–2023 แหล่งนำเข้าของสหรัฐฯ สำหรับ “rare-earth compounds and metals” มีจีนเป็นสัดส่วนราว 70% 15 กล่าวอย่างเป็นระบบ นี่คือ “ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” เพราะการพึ่งพิงในสัดส่วนสูงทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถสร้างแรงกดดันผ่านมาตรการควบคุมการส่งออกหรือการกำหนดโควตา

ในฝั่งกรีนแลนด์เอง หน่วยงานของสหรัฐฯ ที่จัดทำคู่มือการค้าประเทศ (trade guide) ระบุว่า ทรัพยากรใต้ดินของกรีนแลนด์มีความหลากหลาย และทรัพยากร rare earth ถูกประเมินว่า “มีนัยสำคัญในระดับโลก” หากพัฒนาได้อาจติดอันดับต้น ๆ ของโลก แม้ต้องเผชิญข้อจำกัดด้านภูมิอากาศ โลจิสติกส์ และความคุ้มทุนของเหมือง 16

ตรงนี้เองที่มุมมองสหรัฐฯ แยกออกเป็น 2 ชั้น: (1) ชั้นเศรษฐกิจ/อุตสาหกรรม: ลดความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญ และ (2) ชั้นยุทธศาสตร์: ไม่ให้คู่แข่งสร้าง “จุดยึด” (foothold) ผ่านเหมือง โครงสร้างพื้นฐาน และการเงินในพื้นที่ที่ผูกกับภารกิจนิวเคลียร์/อวกาศของสหรัฐฯ

8) เหตุใดฝ่ายอเมริกันบางส่วนมองว่า “แนวทางแข็ง” = ป้องกันสงคราม

แกนเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนแนวทางแข็งคือความเชื่อว่า “ความชัดเจน” (clarity) และ “ขีดความสามารถจริง” (credible capability) สร้างสันติภาพได้ดีกว่า “ความคลุมเครือ” ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพราะความคลุมเครือทำให้คู่แข่ง “ลองเชิง” ได้ และเมื่อการลองเชิงเกิดขึ้นบ่อย ความเสี่ยงเหตุปะทะ (incident) จะเพิ่มขึ้น

กล่าวเชิงวิชาการ นี่คือการมองผ่านตรรกะของการยับยั้ง: การแสดงออกเชิงนโยบายของมหาอำนาจอาจไม่สวยงามทางการทูต แต่ถูกออกแบบเพื่อ “ส่งสัญญาณ” ว่าไม่ควรทดสอบเส้นแดง จุดสำคัญคือ ฝ่ายสนับสนุนแนวทางนี้เชื่อว่า “แรงกดดันทางเศรษฐกิจ/การเมือง” ยังถูกกว่าสงครามโดยตรงอย่างมหาศาล และหากการยับยั้งล้มเหลว ผลลัพธ์สุดโต่งอาจเป็นสงครามที่มีนิวเคลียร์เป็นฉากหลัง

คำอธิบายแบบง่าย: หากกรีนแลนด์กลายเป็นพื้นที่ที่จีนหรือรัสเซีย “ครอบงำได้จริง” ความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะถูกบังคับให้ตอบโต้ทางทหารในอนาคตจะสูงขึ้น ฝ่ายสนับสนุนแนวทางแข็งจึงมองว่า “การปิดช่องว่างตั้งแต่วันนี้” คือการลดความน่าจะเป็นของสงครามใหญ่ในวันหน้า

อย่างไรก็ดี มุมมองนี้ยืนอยู่บนเงื่อนไขสำคัญ: ต้องไม่ละเมิดหลักการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวกรีนแลนด์ เพราะหากขาดความชอบธรรม ความร่วมมือจะยั่งยืนไม่ได้ และอาจย้อนกลายเป็นเชื้อเพลิงความขัดแย้ง ประเด็นสิทธิเอกราชผ่านกระบวนการประชาธิปไตยจึงเป็นทั้ง “เสาหลักทางการเมือง” และ “กลไกทางยุทธศาสตร์” ที่ลดแรงต้าน 1718

9) ข้อโต้แย้งสำคัญและกรอบทางออกที่ลดความเสี่ยงสงครามใหญ่

9.1 ข้อโต้แย้ง: “เดนมาร์กไม่ใช่หมาหวงก้าง—แต่คือผู้ค้ำจุนรัฐสวัสดิการ”

หากดูจากข้อมูลการคลัง กรีนแลนด์พึ่งพา block grant จากเดนมาร์กในระดับสูง เงินอุดหนุนดังกล่าวทำหน้าที่เป็นเสาหลักของรัฐสวัสดิการและเสถียรภาพทางสังคม การตัดสินว่าเดนมาร์ก “หวง” จึงอาจง่ายเกินไป เพราะในความเป็นจริง เดนมาร์กจ่ายต้นทุนเพื่อให้ระบบภายในกรีนแลนด์เดินได้ 1920

9.2 ข้อโต้แย้ง: “แต่เดนมาร์กมีข้อจำกัดเชิงขีดความสามารถด้านความมั่นคง”

ฝ่ายอเมริกันจำนวนหนึ่งไม่ปฏิเสธบทบาทเดนมาร์ก แต่ชี้ว่าความมั่นคงอาร์กติกยุคใหม่ต้องใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีขั้นสูง รวมถึงความสามารถในการปฏิบัติการระยะไกล และความพร้อมของระบบอวกาศ/เรดาร์/เครือข่ายเตือนภัย ซึ่งสหรัฐฯ มีอยู่แล้วในพื้นที่ผ่าน Pituffik และข้อตกลงร่วมป้องกัน 21

9.3 กรอบทางออกที่ “ลดความเสี่ยงสงครามโลก” มากที่สุด (เชิงหลักการ)

  • (A) ความชอบธรรมต้องมาก่อน: ยืนยันสิทธิการกำหนดชะตากรรมตนเองของชาวกรีนแลนด์เป็นหลัก—ทั้งเชิงการเมืองและกฎหมาย 22
  • (B) ลด power vacuum ในช่วงเปลี่ยนผ่าน: ขยายกลไกความร่วมมือด้านความมั่นคงแบบ “ไม่บังคับผนวก” โดยยึดภารกิจเตือนภัย/อวกาศ/ป้องกันภัยคุกคามเป็นแกน 23
  • (C) ปิดช่องโหว่เชิงโครงสร้าง: กำหนดเกณฑ์คัดกรองการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ลดความเสี่ยงอิทธิพลค่อยเป็นค่อยไปที่ผูกการเงิน–ข้อมูล–โลจิสติกส์เข้าด้วยกัน 24
  • (D) สร้างฐานรายได้รัฐ: ลดการพึ่งพิงเศรษฐกิจเดี่ยว (ประมง 90% ของส่งออก) ด้วยการเพิ่มมูลค่าห่วงโซ่ประมง การท่องเที่ยวคุณภาพ และการพัฒนาแร่/พลังงานอย่างรอบคอบ 2526
  • (E) แผน “deterrence without domination”: ทำให้การยับยั้งแข็งแรงพอจะป้องกันคู่แข่ง แต่ไม่ทำลายความชอบธรรมของท้องถิ่น—เพราะความชอบธรรมคือทุนทางยุทธศาสตร์

หากทำได้ตามกรอบนี้ “ความเสี่ยงสงครามใหญ่” จะลดลงจากสองทางพร้อมกัน: (1) ลดโอกาสที่จีน/รัสเซียจะได้ foothold ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ระดับสูง และ (2) ลดโอกาสเหตุปะทะที่ยกระดับจากความคลุมเครือในช่วงเปลี่ยนผ่าน


เชิงอรรถ (Endnotes)

  1. กรอบ “structural realism / anarchy / self-help” เป็นพื้นฐานทั่วไปของการอ่านการเมืองมหาอำนาจในระบบระหว่างประเทศ (ในงานนี้ใช้เป็นกรอบวิเคราะห์ ไม่ได้อ้างว่าเป็นคำอธิบายเดียวของโลก) ↩ กลับ
  2. ข้อมูลรายได้รัฐ/เงินอุดหนุนและโครงสร้างเศรษฐกิจของกรีนแลนด์ถูกใช้เพื่อชี้ “ข้อจำกัดเชิงสถาบัน” ที่สัมพันธ์กับความมั่นคงช่วงเปลี่ยนผ่าน ↩ กลับ
  3. สำหรับการประเมินเชิงยุทธศาสตร์อาร์กติก สหรัฐฯ มักผูกประเด็น “ภูมิศาสตร์ + เตือนภัย + อวกาศ” เข้าด้วยกัน ซึ่งสะท้อนในข้อมูลของหน่วยงานทางการทหาร/อวกาศ ↩ กลับ
  4. Peterson-Schriever Space Force Base, “Pituffik SB, Greenland” (หน้าแนะนำฐาน/ภารกิจ) ระบุภารกิจสนับสนุน Missile Warning, Missile Defense และ Space Surveillance รวมถึงรายละเอียดหน่วยที่เกี่ยวข้อง แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
  5. “GIUK gap” (ภาพรวมและคำอธิบายเชิงแนวคิดว่าเป็น naval chokepoint ในแอตแลนติกเหนือ) แหล่งข้อมูล. (ใช้เพื่ออธิบายคอนเซ็ปต์คอขวด ไม่ใช่เพื่ออ้างรายละเอียดเชิงลับทางทหาร) ↩ กลับ
  6. Associated Press, “Greenland in facts and figures” (ข้อมูลประชากร เมืองหลัก เศรษฐกิจ ประมง 90% ของส่งออก งานภาครัฐ >40% ผู้โดยสารต่างชาติ 2023 และเงินอุดหนุนจากเดนมาร์กปี 2023 = 4.144 พันล้านโครน) แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
  7. International Trade Administration (U.S. Department of Commerce), “Denmark – Other Areas in the Kingdom of Denmark” ระบุ block grant ให้กรีนแลนด์ราว DKK 3.9 พันล้าน/ปี และสัดส่วนต่อ GDP/งบสาธารณะ รวมทั้งบริบทเศรษฐกิจและศักยภาพทรัพยากร แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
  8. Council on Foreign Relations (CFR), อธิบายกรอบสิทธิเอกราชภายใต้ Self-Government Act และนัยต่อผลประโยชน์สหรัฐฯ แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
  9. เว็บไซต์ทางการของรัฐบาลเดนมาร์ก (Prime Minister’s Office) ระบุว่าในบทนำของ Self-Government Act รับรองประชาชนกรีนแลนด์เป็นประชาชนที่มีสิทธิ self-determination ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
  10. Library of Congress (Law Library blog) สรุป Act on Self-Government (2009) ว่าประเด็นเอกราชต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจของชาวกรีนแลนด์และขั้นตอนรัฐสภาที่เกี่ยวข้อง แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
  11. Buckley Space Force Base Fact Sheet: “12th Space Warning Squadron” อธิบายบทบาท UEWR/BMEWS และเครือข่าย Integrated Tactical Warning and Attack Assessment แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
  12. CSIS Nuclear Network (2024) อธิบาย GIUK Gap ในบริบทยุทธศาสตร์และการป้องปราม/เรือดำน้ำ (ใช้เพื่อเสริมกรอบความสำคัญเชิงแนวคิด) แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
  13. ในบริบทนิวเคลียร์ สมรรถนะ second-strike และการเคลื่อนไหวของเรือดำน้ำเชิงยุทธศาสตร์เป็นหนึ่งในปัจจัยค้ำยันไม่ให้การยกระดับเกิดง่าย (อธิบายเชิงแนวคิดโดยเชื่อม GIUK gap กับตรรกะการป้องปราม) ↩ กลับ
  14. The State Council Information Office of China, “Full text: China’s Arctic Policy” (Jan 26, 2018) ระบุแนวคิด “Polar Silk Road” และการสนับสนุนบทบาทภาคธุรกิจ/โครงสร้างพื้นฐาน/การเดินเรือ แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ
  15. USGS, Mineral Commodity Summaries 2025 – Rare Earths (PDF) ระบุ import sources ของสหรัฐฯ ช่วง 2020–2023: จีนราว 70% (สำหรับ rare-earth compounds and metals) แหล่งข้อมูล. ↩ กลับ

เหตุใดแนวทางของทรัมพ์จึงเป็น “การป้องกันสงคราม” ไม่ใช่การยั่วยุ



จากมุมมองของชาวอเมริกันจำนวนมากที่สนับสนุนแนวทางของประธานาธิบดีทรัมพ์ คำถามเรื่องกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่อง “ซื้อเกาะ” หรือ “การเมืองแบบอัตตา” หากแต่เป็น โจทย์ความมั่นคงเชิงโครงสร้างของศตวรรษที่ 21—โจทย์เดียวกับที่ยุโรปมักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา

กรีนแลนด์ไม่ใช่ดินแดนชายขอบอีกต่อไป แต่คือ จุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางของระบบยับยั้งสงครามนิวเคลียร์โลก และเป็น “high ground” ของอาร์กติกที่ใครครอบครอง ย่อมกำหนดชะตาความมั่นคงของซีกโลกเหนือทั้งหมด


ทำไมสหรัฐฯ มองว่าเดนมาร์ก “ไม่เพียงพอ” ในเชิงยุทธศาสตร์

จากมุมมองอเมริกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เจตนาของ เดนมาร์ก แต่คือ ขีดความสามารถ (capability gap)

  • เดนมาร์กมีประชากร ~5.8 ล้านคน

  • งบกลาโหมก่อนปี 2024 ต่ำกว่า 2% ของ GDP

  • ขณะที่ กรีนแลนด์ มีพื้นที่กว่า 2.1 ล้าน ตร.กม. ใหญ่กว่าเม็กซิโก แต่มีประชากรเพียง ~57,000 คน

ในทางยุทธศาสตร์ นี่คือ พื้นที่ขนาดทวีปที่ต้องพึ่งการคุ้มครองจากอำนาจภายนอกโดยพฤตินัย ซึ่งในความเป็นจริง ผู้ที่ป้องกันกรีนแลนด์มาตลอดตั้งแต่สงครามเย็นคือสหรัฐฯ—not Copenhagen.

ฐานทัพ Thule (Pituffik Space Base) ไม่ใช่สัญลักษณ์จักรวรรดินิยม แต่คือ หัวใจของระบบเตือนภัยขีปนาวุธ (BMEWS) หากระบบนี้ถูกลดทอน หรือถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจคู่แข่ง “เวลาเตือนภัย” ของสหรัฐฯ จะหดเหลือเพียงไม่กี่นาที—ซึ่งในโลกนิวเคลียร์ นั่นเท่ากับความเสี่ยงของ สงครามโดยอุบัติเหตุ (accidental nuclear war)


ภัยที่ยุโรปไม่อยากพูดตรง ๆ: จีนและรัสเซียในอาร์กติก

1. รัสเซีย: ภัยทหารโดยตรง

  • กรีนแลนด์อยู่บนเส้นทางสั้นที่สุดของ ICBM จากรัสเซียสู่ทวีปอเมริกา

  • การครอบงำหรือแม้แต่การ “เข้าถึงเชิงทหาร” จะทำให้สมดุลนิวเคลียร์เสียรูป

  • GIUK Gap (Greenland–Iceland–UK) คือคอขวดเรือดำน้ำรัสเซีย หากถูกปิดหรือควบคุมโดยฝ่ายตรงข้าม NATO ความมั่นคงแอตแลนติกจะสั่นคลอนทันที

2. จีน: ภัยเศรษฐกิจ–เทคโนโลยีที่ร้ายแรงกว่า

  • จีนควบคุม >80% ห่วงโซ่ rare earth โลก

  • กรีนแลนด์มีแหล่งสำรองขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อ:

    • ระบบอาวุธนำวิถี

    • F-35, ระบบเรดาร์, ดาวเทียม

    • รถ EV และเทคโนโลยี AI

จากมุมมองอเมริกัน การปล่อยให้จีนใช้กลไก “การลงทุน + หนี้ + โครงสร้างพื้นฐาน” ในกรีนแลนด์ เท่ากับการยอมให้ฝ่ายตรงข้ามควบคุม supply chain ทางทหารของตนเอง—ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระดับเดียวกับวิกฤตคิวบา


ทำไมแนวทางของทรัมพ์คือ “การป้องกันสงคราม” ไม่ใช่การยั่วยุ

ทรัมพ์มองโลกตามหลัก Realism ไม่ใช่ Idealism:

  • โลกไม่ใช่ระเบียบเสรีลอยตัว แต่คือการแข่งขันของอำนาจ

  • ช่องว่างอำนาจ (power vacuum) จะถูกเติมเสมอ—โดยใครสักคน

  • หากไม่ใช่สหรัฐฯ ก็จะเป็นจีนหรือรัสเซีย

การเสนอ “ซื้อ / ควบคุม / จัดระเบียบ” กรีนแลนด์ คือการ ปิดช่องว่างก่อนที่วิกฤตจะเกิด
ต่างจากยุโรปที่มัก “รอจนปัญหากลายเป็นสงคราม แล้วจึงเรียกสหรัฐฯ มาช่วย”

ในตรรกะของชาวอเมริกันสายนี้

“การยับยั้งที่แข็งแรงวันนี้ ถูกกว่าสงครามวันหน้าเสมอ”


แล้วเดนมาร์กคือ “หมาหวงก้าง” จริงหรือไม่?

คำตอบจากมุมมองอเมริกันคือ: ไม่เชิง—แต่ไม่เพียงพอ

เดนมาร์กทำหน้าที่เป็น

  • ผู้ดูแล (custodian)

  • ผู้กันชนทางการทูต

  • ผู้ให้สวัสดิการและเสถียรภาพทางสังคม

แต่ ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันความมั่นคงระดับมหาอำนาจ

ปัญหาไม่ใช่ศีลธรรม แต่คือ สเกลของภัยคุกคาม ที่เกินกำลังประเทศเล็ก


ทางออกที่ลดความเสี่ยงสงครามโลกมากที่สุด (ในสายตาชาวอเมริกัน)

  1. กรีนแลนด์ต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจีนหรือรัสเซียไม่ว่าทางใด

  2. สหรัฐฯ ต้องมีบทบาทเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ฐานทัพ

  3. เดนมาร์กยังมีบทบาทได้ แต่ต้องยอมรับ การแบ่งอำนาจด้านความมั่นคง

  4. การตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องผ่านประชามติชาวกรีนแลนด์—not elite diplomacy

นี่ไม่ใช่จักรวรรดินิยม แต่คือ การจัดระเบียบอำนาจเพื่อป้องกันการปะทะของมหาอำนาจ


บทสรุปจากมุมมองอเมริกัน

กรีนแลนด์คือ ฟิวส์ของศตวรรษที่ 21
หากปล่อยให้หลวม โลกอาจไม่ลุกเป็นไฟวันนี้—but tomorrow.

แนวทางของทรัมพ์อาจแข็ง กระด้าง และไม่ถูกใจยุโรป
แต่ในสายตาชาวอเมริกันที่เรียนรู้จากสงครามโลกสองครั้งและสงครามเย็น
ความชัดเจนทางอำนาจ คือเงื่อนไขของสันติภาพ

และบางครั้ง
การป้องกันสงคราม
ต้องเริ่มจากการกล้าพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าพูด


บันทึกข้อกล่าวหา-คดีความ-ข้อวิจารณ์สาธารณะ: นายอนุทิน ชาญวีรกูล (เรียงตามเวลา) | มหาวิทยาลัยประชาชน x คันฉ่องส่องไทย

ด้านล่างคือ “บันทึกกรรม/บันทึกประเด็นสาธารณะ” ที่ รวบรวมแบบไม่ใส่ความเห็น และพยายามเรียง ตามลำดับเวลา โดยแยกชัดว่าเป็น (1) ข่าว/คำให้สัมภาษณ์ (2) คดีในศาล/ผลคำสั่ง (3) คำร้อง/ข้อกล่าวหา (4) กระแสโซเชียลที่ยังหาแหล่งยืนยันไม่ได้

หมายเหตุความปลอดภัยทางข้อเท็จจริง: รายการนี้เป็นการรวบรวม “ข้อกล่าวหา/ข้อวิจารณ์สาธารณะ” จึงต้องอ่านโดยยึดหลักว่า ข้อกล่าวหา ≠ ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว และ คดี/คำร้องจำนวนมากยังไม่ถึงที่สุด (หรือถูกยกคำร้อง/ไม่รับคำร้อง) ตามแหล่งอ้างอิงที่แนบไว้


ข้อมูลพื้นฐาน (เพื่อใช้ตีกรอบการรวบรวม)

  • นายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกระบุโดยแหล่งทางการ/สื่อหลักว่าเป็น นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 (เข้ารับความเห็นชอบ 5 ก.ย. 2568) 
  • ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่องว่าเกี่ยวพันกับ “ธุรกิจครอบครัวด้านก่อสร้าง” (ซิโน-ไทยฯ/STECon) ในเชิงภูมิหลังและเครือข่ายอำนาจเศรษฐกิจ-การเมือง (ข้อมูลบริษัทและชีวประวัติ) 


ไทม์ไลน์ประเด็น/ข้อวิจารณ์/คดีที่พบ (เรียงเวลา)

2565 (2022) — คดี “ปฏิเสธรักษาโควิดจนเสียชีวิต” (ฟ้องหลายฝ่ายรวมถึงชื่อ “อนุทิน”)

ประเภท: ข่าวคดี/การยื่นฟ้อง (ยังไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดในตัวแหล่งข่าวที่พบ)

  • มีรายงานการยื่นฟ้องกรณีตัวอย่าง “ปฏิเสธรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทำเสียชีวิต” โดยผู้ยื่นฟ้องฟ้องหลายฝ่าย (หมอ/รพ./สปสช./และมีการพาดพิงถึง “อนุทิน”) เรียกค่าเสียหาย 6 ล้านบาท
    สถานะตามแหล่งที่พบ: เป็น “ข่าวการยื่นฟ้อง/การเดินคดี” ในช่วงปี 2565 (ยังไม่เห็นคำพิพากษาสุดท้ายจากแหล่งที่ค้นพบในรอบนี้)


2567 (2024) — คดีศาลปกครอง “ซิโน-ไทยฯ ฟ้องสภาฯ ส่งมอบพื้นที่ล่าช้า” (ศาลยกฟ้อง)

ประเภท: คดีศาล/มีคำพิพากษา

  • ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษา ยกฟ้อง คดีที่บริษัทซิโน-ไทยฯ ฟ้องสำนักงานเลขาธิการสภาฯ กรณีส่งมอบพื้นที่ก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า (เรียกความเสียหาย)
    การเชื่อมโยงกับ “อนุทิน”: ไม่ใช่คดีที่ระบุว่า “อนุทินเป็นคู่ความ” แต่ถูกหยิบมาใช้ในวาทกรรมสาธารณะบ่อยครั้งในฐานะ “ภาพใหญ่เครือข่ายธุรกิจ-การเมือง” (จึงบันทึกไว้เป็นบริบทเท่านั้น)


2568 (2025) — คดี/ข้อร้องเรียนและดราม่าการเมืองหลายเรื่อง

1) 17 ก.ย. 2568 — ศาลรัฐธรรมนูญ “ไม่รับคำร้อง” ปมใช้อำนาจขอใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้นลงอากาศยาน (ถูกตีความเป็นประเด็นจริยธรรม)

ประเภท: คำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ/คำสั่งไม่รับคำร้อง

  • ไทยพีบีเอสรายงาน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ไม่รับคำร้อง กรณีที่มีผู้ร้องกล่าวหา “อนุทิน” (ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย) ใช้อำนาจขอใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้นลงอากาศยานเพื่อกิจกรรมทางธุรกิจ โดยศาลให้เหตุผลเชิงกระบวนการว่าผู้ร้องไม่ได้ยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินก่อน 
  • มีเอกสารคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่อ้างข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในข่าว (ประกอบการบันทึก) 

2) 20 ต.ค. 2568 — คดีหมิ่นประมาท: “กุสุมาลวตี (เจ๊แมว) ฟ้องอนุทิน” ศาลอาญายกฟ้อง/ไม่รับฟ้องชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ประเภท: คดีศาล/คำพิพากษาเบื้องต้น

  • มีรายงานตรงกันหลายสำนักว่า ศาลอาญา ยกฟ้อง/ไม่รับฟ้องชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีที่กุสุมาลวตีฟ้องอนุทินฐานหมิ่นประมาท จากกรณีโต้ตอบกันเรื่องการ “ยื่นยุบพรรคภูมิใจไทย/ฮั้ว ส.ว.” และฝ่ายโจทก์เตรียมอุทธรณ์ 

3) 24–25 พ.ย. 2568 — คดีหมิ่นประมาท: “ชูวิทย์” กับพรรคภูมิใจไทย ปมวิจารณ์นโยบายกัญชา (ศาลยกฟ้อง)

ประเภท: คดีศาล

  • ไทยพีบีเอสรายงาน ศาลอาญา ยกฟ้อง ชูวิทย์ในคดีหมิ่นประมาทพรรคภูมิใจไทย จากการรณรงค์/วิจารณ์นโยบาย “กัญชาเสรี”
    การเชื่อมโยงกับ “อนุทิน”: อยู่ในฐานะหัวหน้าพรรค/เจ้าของนโยบายที่ถูกวิจารณ์อย่างต่อเนื่องในสาธารณะ (บันทึกเป็น “ดราม่าการเมือง-นโยบาย”)

4) ปลายปี 2568 — วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้/หาดใหญ่: ตัวเลขผู้เสียชีวิตและเสียงวิจารณ์การบริหารจัดการ

ประเภท: เหตุการณ์สาธารณะ/ข้อวิจารณ์การบริหาร

  • ไทยพีบีเอสรายงาน (อ้างข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข ณ 30 พ.ย. 2568) ผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยภาคใต้ 8 จังหวัด 170 ราย (สงขลา 131 ราย ฯลฯ) 
  • มีข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข/ประชาสัมพันธ์กระทรวง และช่องทางรัฐเรื่องตัวเลข “หาดใหญ่/สงขลา” เช่น รายงานผู้เสียชีวิต “หาดใหญ่เพิ่มเป็น 140 ราย ณ 1 ธ.ค. 2568” 
  • ในเชิง “กระแสวิจารณ์” พบสื่อบางส่วนรายงานการโต้เสียงวิจารณ์เรื่องความล่าช้า/การประกาศมาตรการพิเศษ (เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่) โดยต้องแยก “ข่าวมาตรการ” ออกจาก “ข้อกล่าวหาเรื่องล้มเหลว” 

หมายเหตุ: ตัวเลข “176” ที่ผู้ใช้ให้มา — ในแหล่งที่ค้นพบรอบนี้ พบตัวเลข 170 (30 พ.ย. 2568) และ 140 (1 ธ.ค. 2568 เฉพาะหาดใหญ่/สงขลาในบางรายงาน) จึงบันทึกตามตัวเลขที่มีหลักฐานอ้างอิงชัดเจนก่อน

5) 12 ต.ค. 2568 — คดีหมิ่นประมาท: “อนุทินฟ้องณวัฒน์” ปมวิจารณ์โควิด (ศาลชั้นต้นยกฟ้อง และมีข่าวการอุทธรณ์)

ประเภท: คดีศาล/ข่าวความคืบหน้า

  • หลายสื่อรายงานแนวเดียวกันว่า ณวัฒน์โพสต์ว่า “ถูกอนุทินฟ้องหมิ่นฯ ปมวิจารณ์โควิด ศาลยกฟ้อง แต่ฝ่ายอนุทินอุทธรณ์ต่อ” 


ม.ค. 2569 (2026) — ดราม่า “เครนถล่มซ้ำซาก” และการสั่งบอกเลิกสัญญา/ขึ้นบัญชีดำ (อิตาเลียนไทย/ITD)

ประเภท: เหตุการณ์สาธารณะ/คำสั่งฝ่ายบริหาร/ข้อวิจารณ์วาทะ

  • ไทยพีบีเอสสรุปภาพรวมวันที่ 16 ม.ค. 2569 ว่าเกิดเหตุ 2 วันซ้อน (14–15 ม.ค.) รวมถึงเหตุเครนเกี่ยวข้องโครงการรถไฟความเร็วสูง และเหตุเครนถล่มถนนพระราม 2 โดยรายงานจำนวนผู้เสียชีวิตในเหตุรถไฟ (32 ราย) และพระราม 2 (2 ราย) และระบุว่า นายกฯ อนุทินสั่งการให้กระทรวงคมนาคม “ยกเลิก/บอกเลิกสัญญา 2 โครงการของ ITD” 
  • ไทยพีบีเอสอีกชิ้นระบุประเด็น “ไม่หวั่นเอกชนฟ้องรัฐกลับ” กรณีบอกเลิกสัญญา พร้อมรายงานว่าบริษัทชี้แจงตลาดหลักทรัพย์ว่าสัญญายังมีผลบังคับใช้ (มุมมองคู่กรณี) 
  • PPTV รายงานคำให้สัมภาษณ์เชิงเทคนิค/ความรับผิดว่ารัฐมีสิทธิ์บอกเลิกสัญญา และ “ไม่สนจะร้องศาลปกครอง” พร้อมถ้อยคำตำหนิเรื่องความประมาท-เลินเล่อ 
  • มติชนรายงานบรรยากาศคำให้สัมภาษณ์และการลงพื้นที่ รวมถึงถ้อยคำที่ถูกจับไปขยายในโซเชียล (“รำคาญมากกว่า/แผ่เมตตา/หายใจลึก ๆ” ในบางการอ้างอิง) 
  • ข่าวสดรายงานความคืบหน้าการกู้ร่างผู้เสียชีวิตและแผนจัดการซากเครน 


หมวด “ข้อกล่าวหา/กระแสโซเชียล” ที่ผู้ใช้ให้มา แต่ตรวจสอบยืนยันไม่ได้ในรอบนี้

ผู้ใช้ระบุข้อกล่าวหาหนัก เช่น “โยงเครือข่าย scam call centre / ขายไฟฟ้าเถื่อนข้ามแดน / ฟอกเงิน / แทรกแซงคดี ฯลฯ”

  • ในการค้นหาครั้งนี้ พบส่วนใหญ่เป็นโพสต์โซเชียล/คลิป/คำเล่าต่อ แต่ ยังไม่พบ แหล่งระดับ “คำพิพากษาศาล/คำสั่งหน่วยงาน/สื่อหลักที่ลงข้อเท็จจริงพร้อมเอกสาร” ที่ยืนยันข้อกล่าวหาเหล่านี้แบบตรงตัวพอจะบันทึกเป็น “เหตุการณ์มีมูลฐานชัด” ได้
  • เพื่อความเป็นธรรมและความแม่นยำ ผมจึง ยังไม่แตกประเด็นย่อย หรือใส่รายละเอียดชื่อบุคคล/เลขคดี/สถานที่ในข้อกล่าวหาหนักเหล่านี้ จนกว่าจะมีหลักฐานอ้างอิงที่ตรวจสอบได้ (เช่น หมายเลขคดี/หมายเรียก/คำสั่ง ปปง./คำพิพากษา/ข่าวสืบสวนที่มีเอกสารรองรับ)

ถ้าสหายต้องการ “เอาละเอียดยิบ” ในหมวดนี้จริง ๆ วิธีที่ปลอดภัยคือ: ระบุ คีย์เวิร์ดเฉพาะ/ชื่อคดี/เลขคดี/หน่วยงาน/วันที่ แล้วผมจะไล่หาหลักฐานที่ตรวจสอบได้และทำเป็นไทม์ไลน์แบบ “มีที่มา” ให้ทันที


สรุปแบบ “แผนที่นำทาง” (ไม่ใช่ความเห็น)

ในรอบการรวบรวมนี้ พบแกนหลักที่ “มีหลักฐานอ้างอิงชัด” อยู่ 5 กลุ่ม:

  1. ดราม่าโครงสร้างพื้นฐาน/ความปลอดภัยงานก่อสร้าง (ม.ค. 2569 เครนถล่ม + คำสั่งบอกเลิกสัญญา/ข้อโต้แย้งทางสัญญา) 
  2. ภัยพิบัติ/การจัดการน้ำท่วมภาคใต้ปลายปี 2568 (ตัวเลขผู้เสียชีวิตและมาตรการรัฐที่ถูกวิจารณ์) 
  3. คดี/ข้อร้องเรียนเชิงจริยธรรมและอำนาจหน้าที่ (ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้อง “ถนนสาธารณะเป็นรันเวย์” ด้วยเหตุเชิงกระบวนการ) 
  4. คดีหมิ่นประมาท/ข้อพิพาททางการเมือง (เจ๊แมว, ชูวิทย์, ณวัฒน์) 
  5. คดีโควิดเชิงระบบบริการ (ข่าวการยื่นฟ้องปฏิเสธรักษาจนเสียชีวิต) 





คันฉ่องส่องไทย: ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม

คันฉ่องส่องไทย: ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม
คันฉ่องส่องไทย เศรษฐกิจการเมือง • โครงสร้างการพัฒนา เทียบไทย–เวียดนาม (ห้วงเวลาเดียวกัน)

ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้าอย่างน่าใจหาย—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม

บทวิเคราะห์เชิงวิชาการแบบ “ขุดถึงฐานราก”: ไม่เพียงถามว่า “โตช้าเพราะอะไร” แต่ถามต่อว่า “กลไกใดทำให้โตช้า ๆ จนกลายเป็นโครงสร้าง” และทำไมประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกันอย่างเวียดนามจึง “เร่งขึ้น” ได้ในห้วงเวลาเดียวกัน

สาระนี้เขียนเพื่อผู้อ่านที่ต้องการ “เหตุถึงราก” มากกว่าคำปลอบใจ • ตัวเลขในตารางอ้างชุดข้อมูลสากล/ทางการเพื่อให้ตรวจสอบได้ •ขอให้รัฐบาลใหม่จงแก้ปัญหาที่รากทุกรากอย่างจริงจัง

แก่นคำถาม (Problem Statement)

หากไทย “ยังใหญ่กว่า” แต่กลับ “เร่งไม่ขึ้น” ขณะที่เวียดนาม “ฐานเล็กกว่า” แต่ “เร่งแซงอย่างต่อเนื่อง” ความต่างนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องจังหวะชั่วคราว หากเป็นผลของสถาปัตยกรรมทางเศรษฐกิจ–การเมืองที่ทำให้ทุนและศักยภาพมนุษย์เดินได้ไม่เต็มช่วงก้าว

สิ่งที่คันฉ่องพยายามทำคือย้ายคำถามจากระดับ “เหตุการณ์” ไปสู่ระดับ “ระบบ”: ทำไมการเติบโตของไทยจึงมักถูกล็อกไว้ในกรอบต่ำ แม้คนไทยจำนวนมากมีความสามารถสูง? ทำไมการแก้ปัญหาจึงวนกลับมาที่การประคองระยะสั้นซ้ำ ๆ และเหตุใดการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจึงถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความเคยชินของรัฐและสังคม?

ตารางเปรียบเทียบเชิงวิชาการ: ไทย–เวียดนาม (ตัวชี้วัดหลัก)

ตารางนี้ระบุ “นิยาม–ปี–หน่วย–ข้อจำกัดข้อมูล” เพื่อหลีกเลี่ยงการเทียบผิดฐาน โดยเฉพาะตัวชี้วัดหนี้ครัวเรือนของเวียดนามที่ไม่สอดคล้องกันในฐานสากลหลายชุด

หมวด ตัวชี้วัด (นิยามเชิงสถิติ) ไทย เวียดนาม ปี / หน่วย แหล่งข้อมูล
ขนาดเศรษฐกิจ GDP (current US$): มูลค่าเพิ่มรวม ณ ราคาปัจจุบัน US$ 526.5 bn1 US$ 476.4 bn1 2024, US$ World Bank1
พลวัตการเติบโต GDP growth (annual %): อัตราเติบโตจริงของ GDP (ปีต่อปี) 2.5%1 7.1%1 2024, % World Bank1
แรงดึงดูดทุนโลก FDI inflows (US$): เงินลงทุนโดยตรงไหลเข้า (flow) ตามตารางภาคผนวก UNCTAD US$ 4.548 bn2 US$ 18.5 bn2 2023, US$ UNCTAD WIR Annex2
น้ำหนัก FDI FDI net inflows (% of GDP): สัดส่วน FDI ต่อ GDP เพื่อเทียบ “แรงสะสม” ต่อขนาดเศรษฐกิจ 2.7%1 4.2%1 2024, % World Bank1
ผลิตภาพแรงงาน (proxy) GDP per person employed (PPP): ผลผลิตต่อคนทำงาน (PPP) ใช้เป็นตัวแทนผลิตภาพแรงงาน 38,6163 25,8503 2024, PPP$ Indicator compilation3
ภาระครัวเรือน Household debt / GDP (%): หนี้ครัวเรือนต่อ GDP (ชุดข้อมูลธนาคารกลาง) 88.4%4 N/A5 สิ้นปี 2024, % BOT; (VN data gap)45

ข้อจำกัดข้อมูล: เวียดนามไม่มีซีรีส์ “หนี้ครัวเรือนต่อ GDP” ที่เผยแพร่สาธารณะและเทียบฐานได้ตรงกับไทยอย่างสม่ำเสมอในฐานข้อมูลสากลหลายชุด จึงรายงานเป็น N/A เพื่อรักษาความซื่อสัตย์เชิงวิชาการ (หลีกเลี่ยงการเทียบผิดฐาน)


ภาพรวมจากตารางให้ “สัญญาณเชิงโครงสร้าง” ที่สำคัญอย่างน้อยสามประการ: (ก) ไทยยังมีขนาดเศรษฐกิจและผลิตภาพต่อคนทำงานสูงกว่า แต่มีอัตราเติบโตต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (ข) เวียดนามมีความสามารถในการดึงดูดทุนต่างชาติสูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของทุนโลกต่อ “ทิศทางและความคาดการณ์ได้” และ (ค) ภาระหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับที่ทำให้การบริโภคภายใน—ซึ่งควรเป็นฐานรองรับการเติบโต—ถูกกดทับเป็นเวลานาน

กล่าวให้ชัดก็คือ: เวียดนามไม่ได้ชนะเพราะ “มีเวทมนตร์” แต่เพราะระบบของเขาทำให้การลงทุนเพื่ออนาคต “เกิดขึ้นได้จริง” ในขณะที่ไทยมักทำให้การลงทุนระยะยาวแพ้การประคองระยะสั้นและการจัดสรรที่ไม่เพิ่มผลิตภาพ

บทวิเคราะห์เชิงรากแก้ว–รากฝอย: ทำไมไทยโตช้า “แบบเรื้อรัง” ในขณะที่เวียดนามเร่งขึ้น

1) ความต่างที่ไม่ใช่โชค: “อัตราเร่ง” สำคัญกว่าความสูงของจุดเริ่มต้น

การเปรียบเทียบไทยกับเวียดนามในปัจจุบันมักถูกทำให้กลายเป็นการถกเถียงเชิงอารมณ์: ไทยเคยเป็นผู้นำอาเซียน ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดีกว่า ไทยมีแรงงานทักษะสูงกว่า แต่ในเชิงวิชาการ คำถามที่มีน้ำหนักกว่าคือ “ระบบใดกำลังสร้างอัตราเร่ง (acceleration) ได้จริง” เพราะความมั่งคั่งของประเทศไม่ได้วัดจากความทรงจำของความรุ่งเรืองในอดีต หากวัดจากความสามารถในการเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และเพิ่มศักยภาพของคนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวียดนามเติบโตระดับ 6–7% และไทยอยู่ระดับ 2–3% ในห้วงเวลาเดียวกัน1 ส่วนต่างนี้ไม่ใช่ “หนึ่งหรือสองปี” แล้วจบ แต่หากเกิดซ้ำต่อเนื่อง มันจะทำให้ (ก) บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตและเครือข่ายซัพพลายเชน, (ข) แรงงานมีโอกาสเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่และวิธีจัดการใหม่มากกว่า, และ (ค) รายได้ภาษีและงบลงทุนสาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นระบบ ในขณะที่ประเทศที่โตช้าจะติดกับการจัดสรรงบแบบประคอง ความขัดแย้งทางผลประโยชน์จะเข้มข้นขึ้น และแรงกดดันต่อคุณภาพชีวิตจะสะสมอย่างเงียบ ๆ

2) FDI และห่วงโซ่มูลค่าโลก: ใครได้ทุนระยะยาวย่อมได้โรงงาน ความรู้ และมาตรฐาน

เวียดนามรับ FDI inflows มากกว่าไทยอย่างเด่นชัดในปี 20232 ในทางเศรษฐศาสตร์การพัฒนา นี่มีนัยสำคัญเกินกว่าตัวเงิน เพราะ FDI คือช่องทางที่ทำให้เทคโนโลยี “ถ่ายโอน” (technology transfer), มาตรฐานการผลิต “ยกระดับ” (quality upgrading), และการจัดการ “ทันสมัย” (managerial know-how) กระจายไปยังแรงงานและผู้ประกอบการท้องถิ่น ตราบใดที่รัฐสร้างกติกาที่ทำให้การเชื่อมโยงกับผู้ผลิตในประเทศ (local linkages) เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงการเป็นเกาะโรงงานที่โดดเดี่ยว

ไทยเคยได้เปรียบในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและความพร้อมของระบบ แต่ความได้เปรียบนี้จะค่อย ๆ เสื่อมค่าหากระบบนโยบายไม่ “ก้าวตาม” โลก เพราะบริษัทข้ามชาติไม่ได้ตัดสินใจด้วยถนนอย่างเดียว แต่ตัดสินใจด้วย (ก) ความคาดการณ์ได้ของกติกา, (ข) ความเร็วของรัฐ, (ค) ความโปร่งใสของกระบวนการ, และ (ง) คุณภาพกำลังคนในอนาคต

3) ผลิตภาพ (TFP) และกับดักรายได้ปานกลาง: เมื่อการแข่งขันไม่เปิด ผลิตภาพก็ไม่ถูกบังคับให้โต

ไทยมีผลิตภาพต่อคนทำงาน (PPP) สูงกว่าเวียดนามในระดับปัจจุบัน3 แต่การโตช้าบอกว่าผลิตภาพรวมของระบบ (โดยเฉพาะ TFP) โตต่ำ: ทุนไม่ถูกจัดสรรไปยังกิจกรรมที่เพิ่มผลผลิตสูงที่สุด และการแข่งขันไม่ทำหน้าที่ “คัดเลือกผู้เก่ง” อย่างเต็มที่

ในระบบที่การแข่งขันไม่เป็นธรรม ผู้เล่นบางกลุ่มจะได้กำไรจาก “การเข้าถึงอำนาจ” มากกว่าการเพิ่มนวัตกรรม สังคมจะเห็นการลงทุนในทรัพย์สินที่ให้ผลตอบแทนจากกติกา (regulatory rents) มากกว่าการลงทุนในผลิตภาพจริง (productivity rents) เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อให้คนไทยเก่ง ระบบก็ยังไม่ทำให้ความเก่งนั้นกลายเป็นความมั่งคั่งของประเทศอย่างทั่วถึง

4) หนี้ครัวเรือน: การบริโภคถูกกดทับ และการยกระดับทักษะถูกเลื่อนออกไป

หนี้ครัวเรือนของไทยระดับ 88.4% ต่อ GDP ณ สิ้นปี 20244 เป็นเครื่องหมายของ “ต้นทุนชีวิต” ที่สูงและโครงสร้างรายได้ที่ไม่พอเพียงในระดับครัวเรือน เมื่อครัวเรือนต้องใช้รายได้ก้อนใหญ่ไปกับภาระหนี้ การลงทุนในอนาคต—เช่น การเรียนทักษะใหม่ สุขภาพ หรือทุนย่อยทางธุรกิจ—ย่อมถูกตัดก่อน นี่คือกลไกที่ทำให้การเติบโตต่ำกลายเป็นวงจร: รายได้โตช้า → กู้เพื่อประคองชีวิต → บริโภค/ลงทุนอนาคตลดลง → ผลิตภาพไม่โต → รายได้โตช้าต่อ

5) รากแก้วทางการเมือง: “ความไม่เสถียร” ทำให้การลงทุนระยะยาวแพ้การเอาตัวรอด และระบอบที่กลัวการปลดปล่อยศักยภาพคนไทย

ประเด็นนี้ต้องพูดให้ตรง: ประเทศจะโตยาว ๆ ได้ เมื่อผู้คนและทุนเชื่อว่า “กติกาในวันพรุ่งนี้ยังพอคาดการณ์ได้” แต่เมื่อการเมืองและกลไกต่าง ๆ ไม่เสถียร นโยบายเปลี่ยนตามฤดูกาลอำนาจ การจัดสรรงบและกติกาเศรษฐกิจถูกดึงไปตามแรงต่อรอง ระบบจะทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากเลือก “อยู่รอด” มากกว่า “ยกระดับ” และทำให้การลงทุนระยะยาวมีต้นทุนความเสี่ยงสูงผิดปกติ

ที่ลึกกว่านั้นคือ เมื่อระบอบหรือกลไกของรัฐ “หวาดระแวง” การปลดปล่อยศักยภาพของประชาชน เพราะประชาชนที่มีความรู้ รายได้ และอำนาจต่อรอง ย่อมตรวจสอบได้และเรียกร้องความเป็นธรรมได้ ระบบจึงมักเลือกความนิ่งที่ควบคุมได้ มากกว่าความเติบโตที่กระจายอำนาจ นี่ไม่ใช่การกล่าวหาเชิงอารมณ์ แต่เป็นตรรกะการเมืองเศรษฐศาสตร์: ระบอบที่ไม่ไว้วางใจประชาชนย่อมมีแรงจูงใจทำให้ประชาชน “ไม่โตเกินควบคุม” และผลข้างเคียงคือการเติบโตต่ำที่ฝังตัวเป็นโครงสร้าง

6) “รากฝอย” ที่ต่อกับรากแก้ว: ระบบราชการ ความเร็วรัฐ คุณภาพกฎระเบียบ และสัญญาณเชิงความเชื่อมั่น

ความเสถียรไม่ได้แปลว่าต้องไม่มีความขัดแย้ง แต่หมายถึงรัฐมี “กลไกจัดการความขัดแย้ง” ที่ไม่ทำให้กติกาหลักพัง ในประเทศที่เร่งขึ้นได้ รัฐมักส่งสัญญาณชัดเจนต่อเอกชน: กติกาใหญ่ไม่เปลี่ยนกลางทาง กระบวนการอนุมัติไม่ขึ้นกับเส้นสาย และผู้ประกอบการรายใหม่ยังมีพื้นที่แข่งได้จริง

เมื่อสัญญาณเหล่านี้ไม่ชัด นักลงทุนจะย้ายไปยังประเทศที่ให้ “ความคาดการณ์ได้” สูงกว่า โดยเฉพาะในยุคที่ซัพพลายเชนโลกกำลังจัดใหม่ นี่คือเหตุผลที่การเปรียบเทียบกับเวียดนามไม่ควรถูกมองเป็นการยกย่องฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรถูกใช้เป็นกระจกส่องว่า “โลกกำลังให้รางวัลกับระบบแบบไหน”

สรุปถึงรากแก้ว–รากฝอย: เศรษฐกิจไทยโตช้าไม่ใช่เพราะ “คนไทยขาดศักยภาพ” แต่เพราะ “กลไกเชิงสถาบันและการเมือง” ทำให้ศักยภาพนั้นถูกใช้ไม่เต็มที่ และทำให้การลงทุนเพื่ออนาคตแพ้การประคองระยะสั้นซ้ำ ๆ

บรรณานุกรม (References)

  1. World Bank. Data for Thailand and Viet Nam: GDP (current US$), GDP growth (annual %), FDI net inflows (% of GDP). ชุดข้อมูล World Development Indicators (WDI) และหน้าสรุปรายประเทศ.
  2. UNCTAD. World Investment Report 2024. Annex tables: FDI inflows, by economy (2018–2023). ใช้เพื่อเทียบ “FDI inflows” แบบ flow รายปี.
  3. World Bank (indicator). GDP per person employed (PPP) (proxy for labor productivity). หมายเหตุ: ใช้เป็น proxy เพื่อเทียบ “ผลผลิตต่อคนทำงาน” ในกรอบ PPP ลดอคติค่าเงิน.
  4. Bank of Thailand. Financial Stability Report / household debt to GDP (end-2024: 88.4%). ใช้เพื่อระบุภาระหนี้ครัวเรือนไทยในระดับระบบ.
  5. Data limitation note. Vietnam household-debt-to-GDP series is not consistently available as a comparable public indicator in major international datasets; therefore reported as N/A in the comparative table.

>กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่” กรีนแลนด์ในสมการความมั่น...