Showing posts with label Thai. Show all posts
Showing posts with label Thai. Show all posts

คันฉ่องส่องไทย: เมื่อ สว. ที่ไม่ยึดโยงประชาชน ขอสิทธิ์ “เบรก” รัฐธรรมนูญใหม่ด้วยเสียง 1 ใน 3

คันฉ่องส่องไทย: เมื่อ สว. ที่ไม่ยึดโยงประชาชน ขอสิทธิ์ “เบรก” รัฐธรรมนูญใหม่ด้วยเสียง 1 ใน 3
คันฉ่องส่องไทย
รัฐธรรมนูญใหม่ · อำนาจ สว. · หลักการประชาธิปไตย

เมื่อ สว. ที่ไม่ยึดโยงประชาชน ขอสิทธิ์ “เบรก” รัฐธรรมนูญใหม่ด้วยเสียง 1 ใน 3

เหตุการณ์วันที่ 11 ธันวาคม 2568 ทำให้ประเทศไทยเห็นอีกครั้งว่า “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ไม่ได้อยู่ที่คำพูดสวยหรูเรื่องถ่วงดุล แต่อยู่ที่การจัดวางอำนาจขององค์กรที่ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ให้สามารถกำหนดเงื่อนไขเหนือเจตจำนงของเจ้าของประเทศได้

สรุปสั้น ๆ

  • มีข้อเสนอให้การผ่านร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต้องได้เสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 ก่อนส่งประชามติ
  • ฝ่ายคัดค้านชี้ว่า สว. ไม่ยึดโยงประชาชนเท่า สส. จึงไม่ควรมี สิทธิยับยั้ง ต่อเจตจำนงประชาชน
  • ประเด็นหลักคือ “ใครเป็นเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ”

1) เกิดอะไรขึ้นในสภา: “เพิ่มเงื่อนไข สว. 1 ใน 3” ก่อนส่งประชามติ

ในการประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 มีวาระพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยช่วงหนึ่งของการอภิปราย มีข้อเสนอให้กำหนด “หลักเกณฑ์การผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ว่า นอกจากต้องได้เสียงสมาชิกรัฐสภาเกินครึ่งแล้ว ต้องมีเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา อย่างน้อย 1 ใน 3 ก่อนส่งให้ประชาชนลงประชามติ

“ไม่ใช่การหวงอำนาจ… แต่เป็นผ้าเบรกกลั่นกรองรัฐธรรมนูญใหม่…” สรุปสาระจากการอภิปรายและรายงานข่าว (11 ธ.ค. 2568)

เหตุผลหลักที่ถูกยกขึ้นมา (ตามรายงานข่าว)

  • ป้องกัน “เผด็จการรัฐสภา” โดยให้ สว. 1 ใน 3 เป็น “เบรกนิรภัย”
  • อ้างการกลั่นกรองเชิงวิชาการ ว่าจะช่วยกันไม่ให้แก้กติกาเพื่อพวกพ้อง
  • อ้างความชอบธรรมของ รธน. 2560 และจำนวนผู้เห็นชอบในประชามติเดิม
  • อ้างคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ว่ามีข้อผูกพันให้ต้องมีเสียง สว. ตามเกณฑ์หนึ่ง

2) เสียงคัดค้าน: “จะให้ 67 คนยับยั้ง 500 คนได้อย่างไร”

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยชี้ว่า การทำรัฐธรรมนูญใหม่ต้องตั้งอยู่บนความชอบธรรมและการยึดโยงประชาชน และในโครงสร้างปัจจุบัน สส. ยึดโยงประชาชนผ่านการเลือกตั้ง แต่ สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ดังนั้นระดับความเชื่อมโยงระหว่างสองสภาไม่เท่ากัน

“ถ้าเราให้เสียง สว. จำนวน 67 คน มายับยั้งเสียง สส.ที่มาจากประชาชนทั้งหมดได้… รัฐธรรมนูญที่เราจะได้มันจะเป็นฉบับประชาชนได้อย่างไร” ถ้อยความตามรายงานข่าวเกี่ยวกับการอภิปรายในที่ประชุม (11 ธ.ค. 2568)

อีกประเด็นสำคัญคือ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญใหม่มี “ชั้นความเข้มงวด” อยู่แล้ว เช่น การผ่านความเห็นชอบในรัฐสภาและการทำประชามติ การเพิ่มเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 จึงถูกมองว่าเป็นการสร้าง “ด่านพิเศษ” ให้คนส่วนน้อยที่ไม่ยึดโยงประชาชนสามารถคุมทางเดินของกระบวนการได้

3) ผลโหวตที่สะท้อนโครงสร้าง: เงื่อนไข สว. 1 ใน 3 ถูกคงไว้

ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน มีรายงานว่าเกิดการลงคะแนนที่ทำให้ เงื่อนไข สว. 1 ใน 3 ถูกคงไว้ และต่อมามีการกล่าวถึงการลงคะแนนแบบขานชื่อ รวมถึงการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง จนกระทั่งมีรายงานข่าวอีกสายหนึ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจ ยุบสภา ในคืนวันที่ 11 ธันวาคม 2568

“ผมขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชนครับ” ข้อความที่ถูกเผยแพร่ในรายงานข่าวเกี่ยวกับการยุบสภา (11 ธ.ค. 2568)

4) คันฉ่องส่องไทย: ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่คือ “สิทธิ์ของเจ้าของประเทศ”

หากเราถอยออกมาหนึ่งก้าว เราจะเห็นว่า นี่ไม่ใช่เรื่อง “รักหรือชัง” สถาบันใด แต่เป็นคำถามพื้นฐานที่สุดของระบอบประชาธิปไตยว่า ใครคือเจ้าของอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ

ในหลักรัฐศาสตร์สากล อำนาจมีสองชั้น:

  • อำนาจสถาปนา (Constituent Power) — อำนาจของประชาชนในการสร้าง/เขียนกติกาสูงสุด
  • อำนาจตามรัฐธรรมนูญ (Constituted Power) — อำนาจขององค์กรรัฐที่ถูกสร้างขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ

เมื่อองค์กรที่เป็น “อำนาจตามรัฐธรรมนูญ” ขอสิทธิ์ยับยั้งเงื่อนไขการไปถึง “ประชามติของประชาชน” นั่นเท่ากับการยกระดับอำนาจของตนให้ทับซ้อนหรือสูงกว่าเจ้าของอำนาจสถาปนา ซึ่งในทางหลักการคือความย้อนแย้งร้ายแรง

ประชามติ = ช่องทางที่ให้ “เจ้าของประเทศ” ตัดสิน ด่าน สว. 1/3 = ช่องทางที่ให้ “คนไม่กี่คน” คุมทางไปถึงประชามติ

5) “คุ้มครองเสียงข้างน้อย” หรือ “สิทธิยับยั้งของอำนาจที่ไม่ยึดโยงประชาชน”

วาทกรรม “คุ้มครองเสียงข้างน้อย” ฟังดูดี แต่ต้องถามต่อว่า เสียงข้างน้อยแบบไหน

  • ถ้าเป็น “เสียงข้างน้อยของประชาชน” — ต้องคุ้มครองด้วยสิทธิ เสรีภาพ และหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง
  • แต่ถ้าเป็น “เสียงข้างน้อยของผู้ดำรงตำแหน่ง” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง — แล้วขอสิทธิยับยั้งเจตจำนงของคนส่วนใหญ่ นั่นไม่ใช่การคุ้มครองสิทธิประชาชน แต่เป็นการคุ้มครอง “อำนาจของตน”

ประชาธิปไตยสากลยอมรับ “เสียงข้างมาก” เป็นกลไกการตัดสินใจ พร้อมเงื่อนไขสำคัญว่า เสียงข้างมากต้องไม่ละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของเสียงข้างน้อย แต่ไม่ใช่การให้ “เสียงข้างน้อยที่ไม่ยึดโยงประชาชน” มาคุมเสียงข้างมาก

6) บทสรุปที่อยากส่งถึงคนไทยแบบผู้ใหญ่: “เบรกได้… แต่เจ้าของรถต้องเป็นประชาชน”

ผมไม่ปฏิเสธว่าระบบการเมืองต้องมี “เบรก” และ “ดุลยภาพ” แต่เบรกที่ชอบธรรมต้องอยู่บนฐานเดียวกัน คือ ยึดโยงประชาชน

ถ้าจะมีเงื่อนไขพิเศษเพื่อกัน “พวกมากลากไป” จริง เงื่อนไขนั้นควรถูกวางไว้ที่ ประชาชน ไม่ใช่ที่ “องค์กรที่ประชาชนไม่ได้เลือก” เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่จะอยู่กับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งชีวิต คือประชาชน ไม่ใช่นักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งคนใดชั่วคราว

“คันเร่งไม่ใช่เจ้าของรถ เบรกก็ไม่ใช่เจ้าของรถ… เจ้าของรถคือประชาชน” ถ้อยความเชิงหลักการที่สะท้อนแก่นของประชาธิปไตยในเหตุการณ์นี้

คันฉ่องส่องไทยไม่ขอชวนให้คนไทยโกรธใครเป็นพิเศษ แต่ขอชวนให้คนไทย “เห็นโครงสร้าง” ว่า เมื่อใดที่เราอนุญาตให้สิ่งที่ไม่ยึดโยงประชาชน มีสิทธิ์ยับยั้งการตัดสินใจของประชาชน เมื่อนั้นประชาธิปไตยของไทยจะกลายเป็นประชาธิปไตยที่ “มีเจ้าของหลายคน” และเจ้าของที่แท้จริงกลับมีอำนาจน้อยที่สุด

“นายกพระราชทาน”: อธิบายหลักการรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ

คำนำ: อ่านเพื่อเข้าใจหลักการ ก่อนตัดสินด้วยความรู้สึก

บทความนี้เกิดขึ้นจากการที่แนวคิดเรื่อง “นายกพระราชทาน” ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงเป็นระยะในสังคมไทย โดยเฉพาะในช่วงที่การเมืองเผชิญทางตัน ความขัดแย้งยืดเยื้อ หรือความเหนื่อยล้าของประชาชนต่อระบบที่ดำรงอยู่.

ผู้เขียนไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านแนวคิดใดเป็นการเฉพาะ หากแต่ต้องการ อธิบายหลักการที่เกี่ยวข้อง ให้ผู้อ่านสามารถใช้เหตุผล พิจารณาอย่างรอบคอบ และแยกแยะระหว่างความรู้สึก ความคาดหวัง กับกรอบกติกาของระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ.

ในสังคมที่เต็มไปด้วยข้อมูล ข่าวสาร และความเห็นที่หลากหลาย การถกเถียงทางการเมืองมักหลุดออกจากหลักการ และกลายเป็นการปะทะกันทางอารมณ์หรือความเชื่อ. บทความนี้จึงตั้งใจทำหน้าที่เป็น พื้นที่กลางของเหตุผล เพื่อชวนให้ตั้งคำถามกับโครงสร้างอำนาจ มากกว่าการโต้เถียงตัวบุคคลหรือความตั้งใจของใครคนใดคนหนึ่ง.

เนื้อหาต่อไปจะอธิบายแนวคิด “นายกพระราชทาน” ผ่านกรอบของอำนาจอธิปไตย หลักนิติธรรม บทบาทของสถาบันที่อยู่เหนือการเมือง และผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อสังคมไทย พร้อมส่วนคำถาม–คำตอบ (FAQ) เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงหลักการเหล่านี้เข้ากับสถานการณ์จริงได้อย่างเป็นรูปธรรม.

ข้อชวนจำก่อนอ่านต่อ: บทความนี้ไม่ได้ชวนให้ “เชื่อ” แต่ชวนให้ “คิด” เพราะในระบอบประชาธิปไตย พลเมืองที่คิดเป็น คือรากฐานของเสถียรภาพที่แท้จริง.

“นายกพระราชทาน”: อธิบายหลักการรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยอย่างเป็นระบบ

แนวคิดเรื่อง “นายกพระราชทาน” มักถูกหยิบยกขึ้นในช่วงที่สังคมเผชิญทางตันทางการเมือง บทความนี้มีเป้าหมายเพื่ออธิบายหลักการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อให้ประชาชนใช้ประกอบการพิจารณาด้วยเหตุผล มากกว่าอารมณ์หรือความคับข้องใจชั่วคราว

1. อำนาจอธิปไตยและความชอบธรรมของรัฐบาล

ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และถูกใช้งานผ่านกลไกที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ ความชอบธรรมของรัฐบาลจึงไม่ได้มาจากความสามารถส่วนบุคคลหรือความตั้งใจดี แต่จากที่มาและกระบวนการที่ประชาชนยอมรับร่วมกัน

2. หลักนิติธรรมและความคาดหมายได้ของกติกา

รัฐธรรมนูญทำหน้าที่เป็นกติกากลางที่ทำให้การใช้อำนาจของรัฐสามารถคาดหมาย ตรวจสอบ และท้าทายได้อย่างสันติ แนวคิดที่อยู่นอกกรอบรัฐธรรมนูญ แม้ถูกเสนอด้วยเจตนาดี อาจสร้างบรรทัดฐานว่า เมื่อระบบไม่ถูกใจ ก็สามารถข้ามกติกาได้

3. ความเป็นกลางของสถาบันที่อยู่เหนือการเมือง

สถาบันที่ถูกออกแบบให้อยู่เหนือการเมือง มีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์รวมจิตใจ การดึงสถาบันดังกล่าวเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดตั้งฝ่ายบริหาร อาจทำให้สถาบันต้องแบกรับแรงเสียดทานทางการเมือง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเป็นกลางในระยะยาว

4. ประสิทธิภาพระยะสั้นกับต้นทุนระยะยาว

ทางลัดทางการเมืองอาจสร้างความสงบหรือความชัดเจนในระยะสั้น แต่หากขาดความชอบธรรม อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้สังคมเรียกร้อง “ทางลัด” ลักษณะเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แก่นสำคัญ: ประชาธิปไตยอาจเชื่องช้าและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่จุดแข็งของมันคือการทำให้อำนาจต้องอธิบายได้ และไม่ตกอยู่ในมือของใครเพียงฝ่ายเดียว

คำถาม–คำตอบ (FAQ): ทำความเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรม

แนวคิด “นายกพระราชทาน” ผิดกฎหมายหรือไม่?

คำถามนี้ต้องพิจารณาจากรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา แต่ในเชิงหลักการ หากการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีไม่เป็นไปตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญกำหนด ย่อมตั้งคำถามต่อความชอบธรรมและหลักนิติธรรม

หากประเทศติดทางตันจริง ๆ ควรทำอย่างไร?

ทางออกตามหลักประชาธิปไตยคือการใช้กลไกที่มีอยู่ เช่น การยุบสภา การคืนอำนาจให้ประชาชน หรือการแก้ไขกติกาโดยกระบวนการที่เปิดเผยและมีส่วนร่วม แม้จะใช้เวลา แต่รักษาหลักการในระยะยาว

ทำไมหลายคนจึงยังเรียกร้องแนวคิดนี้?

เพราะความเหนื่อยล้าทางการเมือง ความไม่ไว้วางใจนักการเมือง และความปรารถนาจะเห็นความสงบโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ควรถูกใช้แทนการพิจารณาผลกระทบเชิงโครงสร้าง

แนวคิดนี้กระทบสถาบันอย่างไร?

การดึงสถาบันที่ควรอยู่เหนือการเมืองมาเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งทางอำนาจ อาจทำให้สถาบันถูกมองผ่านเลนส์การเมือง ซึ่งเป็นต้นทุนที่สังคมควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง

ประชาชนควรตั้งคำถามอะไรเป็นหลัก?

ไม่ใช่เพียงว่า “ใครจะมาเป็นนายกฯ” แต่คือ “อำนาจนั้นมาจากไหน ตรวจสอบได้หรือไม่ และเรากำลังสร้างแบบอย่างทางการเมืองแบบใดให้อนาคต”

บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ 2025 และ 2022

บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ: เปรียบเทียบยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐฯ 2025 และ 2022

กรอบการวิเคราะห์

บทความนี้วิเคราะห์เอกสาร National Security Strategy (NSS) ของสหรัฐอเมริกา ในฐานะเอกสารกรอบนโยบาย (strategic framing documents) โดยเปรียบเทียบในมิติ แนวคิดหลัก (strategic worldview), เครื่องมือเชิงนโยบาย, บทบาทพันธมิตร, และลำดับความสำคัญเชิงภูมิภาค โดยยึดข้อความจากเอกสารต้นฉบับเป็นหลัก และเสริมด้วยบทวิเคราะห์จากสถาบันวิชาการและสื่อคุณภาพ.

แกนยุทธศาสตร์โดยรวม

NSS 2022 วางตำแหน่งสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำระเบียบโลกแบบมีกติกา (rules-based international order) โดยเน้นการทำงานร่วมกับพันธมิตรและการจัดการ “ความท้าทายร่วมของมนุษยชาติ” ควบคู่กับการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับมหาอำนาจอื่น.

ในทางตรงกันข้าม NSS 2025 ขยับจุดศูนย์ถ่วงไปสู่แนวคิดอธิปไตยและผลประโยชน์ชาติเป็นแกนกลาง ลดการอ้างอุดมการณ์สากล และมองความร่วมมือระหว่างประเทศในเชิงธุรกรรมและการแบ่งภาระ.

การจัดลำดับภัยคุกคามและภูมิภาค

NSS 2022 ให้ความสำคัญกับการแข่งขันกับจีนและรัสเซียในระดับโลก โดยเน้นภูมิภาคอินโด–แปซิฟิกและยุโรปเป็นเวทีหลักของการรักษาสมดุลอำนาจ.

NSS 2025 ปรับลำดับความสำคัญอย่างชัดเจน โดยยก “ซีกโลกตะวันตก” เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์อันดับแรก สะท้อนการกลับมาเน้นภูมิรัฐศาสตร์ใกล้บ้าน การควบคุมชายแดน และการจำกัดอิทธิพลของมหาอำนาจภายนอกภูมิภาค.

เครื่องมือเชิงนโยบายและบทบาทพันธมิตร

NSS 2022 มองพันธมิตรและสถาบันพหุภาคีเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ สำหรับการสร้างความชอบธรรมและการจัดการปัญหาระดับโลก.

NSS 2025 เน้นการแบ่งภาระ (burden-sharing) อย่างชัดเจน พร้อมใช้เครื่องมือทางการค้า อุตสาหกรรม และการทูตเชิงพาณิชย์ เป็นกลไกหลักในการกำหนดพฤติกรรมของพันธมิตรและคู่แข่ง.

ข้อสรุปเชิงวิชาการ

ความแตกต่างหลักระหว่าง NSS 2025 และ NSS 2022 ไม่ได้อยู่ที่การมีหรือไม่มีการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ แต่คือ “ลำดับความสำคัญ” และ “วิธีใช้เครื่องมือ” โดย NSS 2025 สะท้อนการหันกลับสู่รัฐชาติ อธิปไตย และการคำนวณผลประโยชน์เชิงรูปธรรมมากขึ้น ขณะที่ NSS 2022 ยังคงยึดโยงกับกรอบความร่วมมือเชิงระบบโลก.

เอกสารอ้างอิงหลัก บทวิเคราะห์และบริบทประกอบ
  • Brookings Institution. “Breaking Down the 2025 U.S. National Security Strategy.”
  • Council on Foreign Relations (CFR). “Comparing the 2022 and 2025 U.S. National Security Strategies.”
  • Chatham House. “U.S. Strategy Shifts: Sovereignty, Alliances, and the Global Order.”
  • Financial Times. “The Return of a Hemispheric Focus in U.S. Security Strategy.”

บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ: เปรียบเทียบ “National Security Strategy 2025” กับ “National Security Strategy 2022” ของสหรัฐฯ (ENG | ภาษาไทย)

Comparative Brief | NSS 2025 vs NSS 2022

บทวิเคราะห์เชิงวิชาการ: เปรียบเทียบ “National Security Strategy 2025” กับ “National Security Strategy 2022” ของสหรัฐฯ

โฟกัสที่ “กรอบคิด (ends) – วิธีการ (ways) – เครื่องมือ (means) – ลำดับความสำคัญเชิงภูมิภาค” โดยอ้างอิงจากตัวเอกสารเป็นหลัก และเสริมด้วยบทวิเคราะห์จากสถาบัน/สื่อคุณภาพเพื่อบริบท.


1) วิธีวิทยาและขอบเขต (Method & Scope)

บทความนี้อ่าน NSS 2025 และ NSS 2022 ในฐานะ “เอกสารกรอบนโยบาย” ไม่ใช่คำมั่นที่เท่ากับการปฏิบัติจริงทั้งหมด จึงวิเคราะห์ที่ (ก) นิยามผลประโยชน์หลัก (ข) วิธีกำหนดพันธมิตร/คู่แข่ง (ค) เครื่องมือเชิงเศรษฐกิจ–ทหาร–การทูต และ (ง) การจัดลำดับภูมิภาค.

2) แกนยุทธศาสตร์: จาก “ผู้นำระเบียบโลก” → “อธิปไตยและผลประโยชน์ชาติเป็นศูนย์กลาง”

  • NSS 2022 วางบทบาทสหรัฐเป็นผู้นำที่ “ยึดระเบียบโลกแบบมีกติกา (rules-based order)” และใช้เครือข่ายพันธมิตรเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์สำคัญ.
  • NSS 2025 เน้น “อธิปไตย” และการต้านบทบาทองค์กรข้ามชาติที่ถูกมองว่า “บั่นทอนอธิปไตย” พร้อมย้ำว่ารัฐชาติควร “เอาผลประโยชน์ตนเองเป็นที่ตั้ง” และสหรัฐจะทำเช่นเดียวกัน.

3) โครงสร้างภัยคุกคาม: จาก “การแข่งขันมหาอำนาจ + ปัญหาร่วมโลก” → “ดุลอำนาจ + ความมั่นคงภายใน/ชายแดน”

  • NSS 2022 วางกรอบ “การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์” ควบคู่กับ “shared challenges” โดยเฉพาะสภาพภูมิอากาศและโรคระบาด ซึ่งถูกจัดเป็นประเด็นระดับความมั่นคง.
  • NSS 2025 ขยับน้ำหนักไปที่การคุมชายแดน การสกัดอิทธิพล/ปฏิบัติการชักจูงจากต่างชาติ และการจัดดุลอำนาจไม่ให้รัฐอื่น “ครอบงำ” จนกระทบผลประโยชน์สหรัฐ.

4) เครื่องมือหลัก: จาก “พันธมิตร-พหุภาคี” → “ธุรกรรม/ภาระแบ่งรับ + เครื่องมือการค้า”

  • NSS 2022 ให้ความสำคัญกับการ “ทำงานร่วมกับพันธมิตรและสถาบันพหุภาคี” เพื่อจัดการคู่แข่งและปัญหาร่วม.
  • NSS 2025 ระบุชัดเรื่อง burden-sharing และตั้งมาตรฐานการใช้จ่ายกลาโหมของ NATO (5% GDP) พร้อมใช้ “ข้อตกลงการค้าที่ตอบแทนกัน” และการทูตเชิงพาณิชย์เป็นคานงัด.

5) เศรษฐกิจความมั่นคง: จาก “ลงทุนแข่งขัน + พลังงานสะอาด” → “การค้าแบบสมดุล + ลดการพึ่งพาโซ่อุปทาน”

  • NSS 2022 ผูก “ความน่าเชื่อถือเชิงผู้นำ” กับการลงทุนในประเทศและการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด (climate/energy security).
  • NSS 2025 ตอกย้ำ “economic security = national security” ผ่านการปรับดุลการค้า ปกป้องอุตสาหกรรม และการคุมโซ่อุปทาน/วัตถุดิบสำคัญ พร้อมวิจารณ์แนวคิด Net Zero/Climate ideology ในเชิงลบ.

6) ลำดับความสำคัญเชิงภูมิภาค: “ซีกโลกตะวันตก” ถูกยกขึ้นเป็นศูนย์กลางใน NSS 2025

NSS 2025 เสนอ “Trump Corollary to the Monroe Doctrine” และกำหนดเป้าหมายซีกโลกตะวันตกแบบ Enlist & Expand (คุมการอพยพ ยาเสพติด cartel อิทธิพลนอกภูมิภาค และปรับกำลังทหารให้เทน้ำหนักกลับสู่ Hemisphere).

NSS 2022 แม้พูดถึงหลายภูมิภาค แต่ภาพรวมเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อ “รักษาระเบียบโลกแบบมีกติกา” และรับมือ “shared challenges” ควบคู่การแข่งขันมหาอำนาจ. :contentReference[oaicite:9]{index=9}

7) เอเชีย/จีน: “ชนะอนาคตเศรษฐกิจ–หลีกเลี่ยงการปะทะทางทหาร”

NSS 2025 วางกรอบเอเชียโดยเน้นชัยชนะเชิงเศรษฐกิจและการป้องกันการเผชิญหน้าโดยตรง พร้อมวิจารณ์สมมติฐานเดิมเรื่องจีนเข้าสู่ rules-based order.

NSS 2022 ย้ำการแข่งขันระยะยาวกับจีนในฐานะคู่แข่งเชิงระบบ และใช้พันธมิตร/กรอบความร่วมมือในอินโด-แปซิฟิกเป็นฐานอำนาจ.

8) ตะวันออกกลาง & แอฟริกา: “ลดการทุ่มทรัพยากร–ย้ายจาก aid สู่ investment”

NSS 2025 ระบุว่าตะวันออกกลางจะไม่ “ครองความสนใจ” เท่าเดิม เน้นการ shift burdens และขยายสันติภาพโดยไม่กลับไปสู่ nation-building.

ในแอฟริกา NSS 2025 เสนอ “จากการเผยแพร่อุดมการณ์/ความช่วยเหลือ” ไปสู่ “การค้า-การลงทุน” แบบเลือกหุ้นส่วนรัฐที่มีศักยภาพ พร้อมหลีกเลี่ยงพันธะยาว.

ข้อสังเกตเชิงวิชาการ (เชิงเป็นกลาง):
  • ความต่างหลักไม่ใช่ “มี/ไม่มี” การแข่งขันมหาอำนาจ แต่คือ การจัดลำดับและรูปแบบเครื่องมือ: NSS 2022 เน้น “coalitions + rules-based order + shared challenges” ขณะที่ NSS 2025 เน้น “sovereignty + balance of power + burden-sharing + commercial leverage”.
  • NSS 2025 ให้ “ภูมิรัฐศาสตร์ใกล้บ้าน” เป็นแกน (Western Hemisphere) ซึ่งเป็นการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ต่อทั้งพันธมิตรและคู่แข่งว่า “ทรัพยากรและความสนใจของสหรัฐมีข้อจำกัดและเลือกจัดวางใหม่”.
เอกสารอ้างอิงหลัก
  • NSS 2025 (White House, Nov 2025): PDF.
  • NSS 2022 (Biden-Harris Administration, Oct 2022): PDF.
บริบท/บทวิเคราะห์เสริม (อ่านประกอบ)
  • Brookings – “Breaking down Trump’s 2025 National Security Strategy”.
  • CFR – “Unpacking a Trump Twist of the National Security Strategy”
  • Chatham House – “Trump’s new national security strategy…”.
  • Financial Times – Monroe Doctrine focus / hemispheric shift context.

Academic Comparative Analysis: U.S. National Security Strategy 2025 vs 2022

A document-centered comparison using an ends–ways–means lens and the ordering of regional priorities, drawing primarily on the strategies’ own text and supplemented with high-quality interpretive commentary for context.

1) Method & Scope

This analysis treats both NSS 2025 and NSS 2022 as strategic framing documents—signals of priorities and organizing assumptions rather than perfect predictors of implementation. It compares (a) the definition of core interests, (b) ally/adversary framing, (c) principal instruments (economic, military, diplomatic), and (d) regional ordering.

2) Strategic Center of Gravity: From “rules-based leadership” to “sovereignty-first national interest”

  • NSS 2022 foregrounds U.S. leadership in sustaining a rules-based order and emphasizes alliances as a core strategic asset.
  • NSS 2025 prioritizes sovereignty, explicitly criticizing “sovereignty-sapping” transnational institutions and encouraging states to pursue their own interests, with the United States doing the same.

3) Threat Architecture: From “great-power competition + shared challenges” to “balance of power + internal/hemispheric security”

  • NSS 2022 couples strategic competition with a robust “shared challenges” agenda (notably climate and pandemics) treated as national security issues.
  • NSS 2025 shifts emphasis toward border control, counter-influence concerns, and maintaining balances of power to prevent dominance by others.

4) Primary Instruments: From coalition-based multilateralism to burden-sharing and commercial leverage

  • NSS 2022 elevates allied coordination and multilateral cooperation as key means for both competition and shared problems.
  • NSS 2025 stresses burden-sharing (including a NATO spending benchmark) and positions reciprocal trade/commercial diplomacy as central tools.

5) Political Economy of Security: From clean-energy security framing to rebalancing trade and securing supply chains

  • NSS 2022 links competitiveness and security to the clean-energy transition and climate-driven risk.
  • NSS 2025 frames “economic security” as foundational, emphasizing rebalanced trade, industrial protection, critical supply chains/materials, and rejecting “Net Zero”/climate ideology.

6) Regional Ordering: Western Hemisphere becomes the organizing geographic priority in NSS 2025

NSS 2025 articulates a “Trump Corollary to the Monroe Doctrine” and an Enlist & Expand approach (migration control, counter-cartels, limiting extra-hemispheric influence, and military posture rebalancing).

NSS 2022 presents a broad global agenda oriented to coalition-building in support of a rules-based order while addressing shared challenges alongside competition.

7) Asia/China: “Win the economic future, prevent military confrontation” vs system competition via alliances

NSS 2025 frames Asia around economic advantage and avoiding direct military confrontation, criticizing prior assumptions about China integrating into a rules-based order.

NSS 2022 emphasizes long-term competition with China and relies heavily on allied capacity and Indo-Pacific coalitions.

8) Middle East & Africa: De-prioritization, burden shifting, and a move from aid to investment

NSS 2025 explicitly argues the Middle East should no longer dominate U.S. policy, emphasizing burden shifting and peace efforts without returning to nation-building.

NSS 2025 on Africa advocates transitioning from ideology/aid framing to trade-and-investment partnerships with capable states, while avoiding long-term commitments.

Neutral analytical takeaway:
  • The key difference is less about whether strategic competition exists and more about priority ordering and instrument choice: NSS 2022 foregrounds coalitions, rules-based order, and shared challenges; NSS 2025 foregrounds sovereignty, balance-of-power logic, burden-sharing, and commercial leverage.
  • NSS 2025’s hemispheric emphasis is a strategic signal that U.S. attention and resources are being intentionally reallocated—implicating allied expectations and competitive dynamics in the Americas.
Primary documents
  • NSS 2025 (White House, Nov 2025): PDF.
  • NSS 2022 (Biden-Harris Administration, Oct 2022): PDF.
Selected contextual commentary
  • Brookings – “Breaking down Trump’s 2025 National Security Strategy”. :contentReference[oaicite:40]{index=40}
  • CFR – “Unpacking a Trump Twist of the National Security Strategy”. :contentReference[oaicite:41]{index=41}
  • Chatham House – “Trump’s new national security strategy…”. :contentReference[oaicite:42]{index=42}
  • Financial Times – Hemispheric/Monroe Doctrine shift context. :contentReference[oaicite:43]{index=43}

ประชาธิปไตยไม่ใช่ของสูง — แต่มันคือวิธีที่เราปฏิบัติต่อกันทุกวัน

ประชาธิปไตยไม่ใช่ของสูง — แต่มันคือวิธีที่เราปฏิบัติต่อกันทุกวัน

บทอ่านสั้นเชิงหลักการ ที่พา “เรื่องใหญ่” ลงมาอยู่ใน “ชีวิตจริง” และใช้เป็นเข็มทิศให้พลเมืองได้ทันที.

แนว: Civic Education โทน: อ่านง่ายแต่ลึก เป้าหมาย: ใช้เทียบกับความจริง

ประชาธิปไตยไม่ใช่คำสวย ๆ ในรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่พิธีเลือกตั้ง และไม่ใช่ภาพผู้นำยกมือสาบานตนหน้ากล้อง.

ประชาธิปไตยคือ วิธีคิดและวิธีปฏิบัติที่เรามีต่อมนุษย์คนอื่น ตั้งแต่เรื่องเล็กที่สุดในชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโครงสร้างอำนาจระดับชาติ.

หัวใจของประชาธิปไตยเริ่มต้นจากความคิดง่าย ๆ แต่ทรงพลังมาก คือ มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากัน.

ไม่มีใครเกิดมาสูงกว่าใคร และไม่มีใครควรถูกเหยียบเพียงเพราะเขาอ่อนแอกว่า เสียงเบากว่า หรือคิดต่างกว่า.

เมื่อเรายอมรับหลักนี้จริง ๆ เราจะไม่ยอมให้ใครใช้อำนาจโดยไร้เหตุผล ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้นำ หรือคนมีเงิน.

จากจุดนี้เอง “กฎหมาย” จึงเกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อรับใช้ผู้มีอำนาจ แต่เพื่อจำกัดอำนาจ.

หลักนิติธรรมไม่ได้หมายความว่ามีกฎหมายเยอะ แต่มันหมายความว่า กฎหมายต้องใช้กับทุกคนเท่ากัน.

เมื่อกฎหมายอ่อนให้คนบางกลุ่ม แต่แข็งกับคนบางคน นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่คือการเลือกปฏิบัติในคราบความชอบธรรม.

อำนาจรัฐในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้มาจากปืน จากความศักดิ์สิทธิ์ หรือจากการอ้างคุณงามความดีในอดีต.

มันมาจาก “ความยินยอม” ของประชาชน.

และความยินยอมนี้ต้องถูกทบทวนซ้ำ ๆ ผ่านการเลือกตั้งที่เสรี เป็นธรรม และตรวจสอบได้.

ไม่ใช่การเลือกตั้งที่รู้ผลล่วงหน้า ไม่ใช่การแข่งขันที่กติกาเอียง และไม่ใช่ระบบที่ใครบางคนแพ้ไม่ได้.

แต่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวไม่พอ.

เพราะถ้าอำนาจทั้งหมดถูกรวมอยู่ที่คนกลุ่มเดียว แม้จะมาจากการเลือกตั้ง ก็ยังนำไปสู่การใช้อำนาจเกินขอบเขตได้.

นี่คือเหตุผลที่ประชาธิปไตยต้องมีการแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจ.

สภา รัฐบาล และศาล ต้องไม่เป็นพวกเดียวกัน และต้องไม่กลัวกันจนไม่กล้าตรวจสอบ.

เมื่อมีอำนาจ ก็ต้องมีความโปร่งใส เพราะอำนาจที่ไม่ถูกเปิดเผย คืออำนาจที่พร้อมจะถูกใช้ในทางที่ผิด.

ข้อมูลสาธารณะไม่ใช่ของส่วนตัวของรัฐ.

และการปกปิดข้อมูลที่ประชาชนควรรู้ คือการตัดสิทธิประชาชนในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล.

ในสังคมประชาธิปไตย เสรีภาพของสื่อและความเห็นต่างไม่ใช่ปัญหา แต่คือกลไกป้องกันความผิดพลาด.

เสียงวิจารณ์ไม่ได้ทำให้ประเทศอ่อนแอ.

สิ่งที่ทำให้ประเทศอ่อนแอ คือการห้ามไม่ให้พูดความจริง และการทำให้คนกลัวจนไม่กล้าตั้งคำถาม.

แน่นอน เสียงข้างมากมีความหมาย.

แต่ประชาธิปไตยที่ดีจะไม่ปล่อยให้เสียงข้างมากทำร้ายเสียงข้างน้อย.

เพราะเมื่อใดที่ศักดิ์ศรีของคนส่วนน้อยถูกเหยียบ วันหนึ่งเสียงข้างมากก็อาจเป็นเหยื่อเสียเอง.

การคุ้มครองชนกลุ่มน้อยจึงไม่ใช่ความใจดี แต่คือการประกันอนาคตของทุกคน.

ประชาธิปไตยยังไม่ควรจำกัดบทบาทของประชาชนไว้แค่วันเลือกตั้ง.

ประชาชนต้องมีช่องทางส่งเสียง มีส่วนร่วม และตรวจสอบได้ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น.

เพราะคนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายมากที่สุด ควรมีสิทธิพูดมากที่สุด.

การเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องเกิดผ่านสันติวิธีและกติกา.

ไม่ใช่เพราะความรุนแรงไม่สะใจ แต่เพราะความรุนแรงทำลายความชอบธรรม และเปิดประตูให้อำนาจที่ไม่รับผิดชอบเข้ามาแทนที่.

สุดท้าย ประชาธิปไตยจะอยู่ไม่ได้ หากผู้มีอำนาจขาดจริยธรรม และหากนโยบายสาธารณะตั้งอยู่บนอารมณ์ ความเชื่อ หรือผลประโยชน์ส่วนตน.

การตัดสินใจของรัฐควรตั้งอยู่บนข้อมูล หลักฐาน และการประเมินผล ไม่ใช่คำพูดสวย ๆ หรือความนิยมชั่วคราว.

ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ระบบที่ “ได้มาแล้วจบ” แต่มันคือสิ่งที่ต้องดูแล ซ่อมแซม และปกป้องอยู่เสมอ.

โดยพลเมืองที่รู้เท่าทัน ไม่ยอมจำนน และไม่ละทิ้งศักดิ์ศรีของตนเอง.

เพราะในท้ายที่สุด ประชาธิปไตยไม่ได้พังเพราะศัตรูภายนอก แต่มันจะพังเมื่อพลเมืองหยุดใส่ใจ และยอมให้ใครบางคนคิดแทน ตัดสินใจแทน และใช้อำนาจแทนตน.

ชวนคิด (ใช้ทันที): เมื่อเห็นข่าวการเมืองหนึ่งเรื่อง ลองถามตนเอง 3 ข้อ — (1) ใครได้อำนาจหรือได้ประโยชน์. (2) ตรวจสอบได้จริงไหม. (3) สิทธิของคนที่เห็นต่างถูกคุ้มครองหรือถูกทำให้กลัว.

หลักการประชาธิปไตย ฉบับใกล้ตัวของคนไทยที่ไม่อยากเป็นแค่ทาสไพร่

หลักการประชาธิปไตย (ฉบับใกล้ตัว ใช้พิจารณาได้ทันที)

20 ประโยคสั้น–คม เพื่อช่วยพลเมืองใช้เป็น “เช็กลิสต์” ตรวจรัฐ ตรวจตน และตรวจระบบ.

เป้าหมาย: เข้าใจง่าย รูปแบบ: ประโยคเดียวจบ ใช้ได้: อ่านแล้วเทียบกับชีวิตจริง
  1. 1
    ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือฐานของประชาธิปไตย ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมและไม่ควรถูกละเมิดสิทธิอย่างไร้เหตุผล.
  2. 2
    หลักนิติธรรมหมายความว่ากฎหมายอยู่เหนือคน ไม่ใช่คนอยู่เหนือกฎหมาย.
  3. 3
    กระบวนการยุติธรรมต้องเป็นอิสระ เป็นธรรม และไม่ถูกชี้นำโดยอำนาจการเมืองหรือเงิน.
  4. 4
    อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน รัฐมีอำนาจได้เพราะประชาชนยินยอม ไม่ใช่เพราะกลัว.
  5. 5
    การเลือกตั้งต้องเสรี เป็นธรรม โปร่งใส และเปิดให้ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน.
  6. 6
    การแข่งขันทางการเมืองต้องเท่าเทียม ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรืออิทธิพลนอกระบบเอาเปรียบผู้อื่น.
  7. 7
    การแบ่งแยกและถ่วงดุลอำนาจช่วยป้องกันไม่ให้ใครคนหนึ่งหรือสถาบันใดผูกขาดอำนาจ.
  8. 8
    ฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการต้องตรวจสอบกันและกันอย่างจริงจัง ไม่สมยอมกัน.
  9. 9
    ความโปร่งใสคือการเปิดเผยข้อมูลที่สาธารณะควรรู้ ไม่ใช่การเลือกบอกเฉพาะเรื่องที่ได้ประโยชน์.
  10. 10
    ความรับผิดชอบหมายถึงเมื่อทำผิดต้องยอมรับผล ไม่ใช่โยนความผิดให้ผู้อื่นหรือระบบ.
  11. 11
    เสรีภาพสื่อทำให้ประชาชนเห็นความจริงหลายด้าน และช่วยป้องกันการบิดเบือนอำนาจ.
  12. 12
    การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นสิทธิของประชาชน ไม่ใช่ความกรุณาของรัฐ.
  13. 13
    พหุนิยมคือการยอมรับว่าความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ภัยของสังคม.
  14. 14
    เสียงข้างมากมีสิทธิ์ตัดสินใจ แต่ไม่มีสิทธิ์ละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิของเสียงข้างน้อย.
  15. 15
    การคุ้มครองชนกลุ่มน้อยคือเครื่องวัดคุณภาพของประชาธิปไตย ไม่ใช่ความเอื้อเฟื้อส่วนตัว.
  16. 16
    การมีส่วนร่วมของประชาชนต้องเกิดได้ทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ไม่ใช่เฉพาะวันเลือกตั้ง.
  17. 17
    การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนควรเกิดผ่านสันติวิธีและกติกาตามรัฐธรรมนูญ.
  18. 18
    จริยธรรมสาธารณะกำหนดว่าผู้มีอำนาจต้องแยกประโยชน์ส่วนตนออกจากประโยชน์ส่วนรวม.
  19. 19
    นโยบายสาธารณะควรตั้งอยู่บนข้อมูล หลักฐาน และการประเมินผล ไม่ใช่อคติหรืออารมณ์.
  20. 20
    สถาบันประชาธิปไตยที่ดีต้องยืดหยุ่น ปรับตัวได้ และยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง.
วิธีใช้แบบเร็ว: เลือก 3 ข้อที่ “รัฐทำได้ดี” และ 3 ข้อที่ “รัฐทำไม่ได้/ทำตรงข้าม” แล้วถามต่อว่า “กลไกตรวจสอบอยู่ที่ไหน” และ “ประชาชนมีช่องทางแก้ไขอย่างไรโดยสันติ”.

คลังคำไทยที่มักสะกดผิด – สำหรับฝึกความจำให้คนไทยทุกรุ่น

ภาพประกอบชวนขำกลิ้ง คลังคำไทยที่มักสะกดผิด – สำหรับฝึกความจำให้คนไทยทุกรุ่น

คลังคำไทยที่มักสะกดผิด

ภาษาไทยนี่ทำตัวเหมือนเจ้าเมืองโบราณ: มีทั้งพยัญชนะสามหมู่ สระลอยได้ การันต์ฆ่าตัวอักษร ทับศัพท์ต่างภาษา แถมยังเล่นเสียงวรรณยุกต์อีกต่างหาก คนเขียนเลยมักถูก “หลอกใช้” ให้สะกดผิดอยู่เรื่อย ๆ

ยิ่งคำที่มาจากบาลี–สันสกฤต–เขมร กับคำทับศัพท์ดิจิทัลทั้งหลาย ยิ่งสร้างกรรมให้คนพิมพ์หนักเข้าไปอีก – สระจะวางตรงไหน การันต์จะกดทับตัวไหน ราชบัณฑิตฯ ว่ายังไงก็อีกเรื่องหนึ่ง ภาษาไทยไม่เคยใจดีกับคนเขียนสักเท่าไร – มีทั้งเสียงวรรณยุกต์ พยัญชนะหลายหมู่ สระล้อมหน้า–หลัง การันต์ฆ่าตัวอักษร

แถมยังรับแขกจากบาลี สันสกฤต เขมร และภาษาอังกฤษมาอยู่ร่วมบ้านกันอย่างไร้ระเบียบ

ตารางนี้ทำมาเพื่อ “ขยี้สายตา” และช่วยให้ความจำของเรากับภาษาไทยสนิทกันมากขึ้น จะใช้สอนนักเรียน ทบทวนเอง หรือแอบเอาไว้เช็กเวลาพิมพ์โพสต์ก็ได้ทั้งนั้น

หมายเหตุ: คอลัมน์ “มักเขียนผิดเป็น” เป็นเพียงตัวอย่างรูปแบบที่พบเจอบ่อย ไม่ได้รวบรวมครบทุกแบบที่ผิด และบางคำมีรูปสะกดที่ยอมรับได้มากกว่าหนึ่งแบบในบริบทเฉพาะ (ชื่อคน ชื่อสถานที่ ฯลฯ)

รายการคำที่มักสะกดผิด (อย่างน้อย 90 รายการให้ฝึกจำ)

เขียนให้เป๊ะ – ไม่ต้องเกรงใจอาจารย์ภาษาไทย
# เขียนถูก มักเขียนผิดเป็น หมวด / ชนิดคำ
1 กงสุล กงศุล ศัพท์ราชการ
2 กฎหมาย กฏหมาย ศัพท์กฎหมาย
3 กฎ กฏ คำทั่วไป
4 กบฏ กบฎ, กบถ การเมือง/ประวัติศาสตร์
5 กงเกวียนกำเกวียน กงกำกงเกวียน, กงกรรมกงเกวียน สำนวน
6 กะทันหัน กระทันหัน คำทั่วไป
7 กะทัดรัด กระทัดรัด คำบรรยาย
8 กระจิริด กะจิดริด คำบรรยาย
9 กิจจะลักษณะ กิจลักษณะ บาลี–สันสกฤต
10 กิตติมศักดิ์ กิตติมาศักดิ์, กิติมศักดิ์ ยศ/ตำแหน่ง
11 กาลเทศะ กาละเทศะ บาลี–สันสกฤต
12 เกษียณ เกษียน คำราชการ
13 เกียรติ เกียรติ์ คำทั่วไป
14 ขะมักเขม้น ขมักเขม้น คำบรรยาย
15 ขี้เกียจ ขี้เกลียด, ขี้เกียด คำทั่วไป
16 ข้าวเหนียวมูน ข้าวเหนียวมูล อาหาร
17 คลินิก คลินิค, คลีนิก แพทย์/สุขภาพ
18 คำนวณ คำนวน วิชาการ
19 ครองราชย์ ครองราช ประวัติศาสตร์
20 มัคคุเทศก์ มัคคุเทศน์ ท่องเที่ยว
21 นะคะ นะค่ะ คำลงท้ายสุภาพ
22 กูเกิล กูเกิ้ล ทับศัพท์แบรนด์
23 เฟซบุ๊ก เฟสบุ๊ค ทับศัพท์แบรนด์
24 กดไลก์ กดไลค์ โซเชียลมีเดีย
25 อัปเดต อัพเดท, อัปเดท ไอที/ดิจิทัล
26 อัปโหลด อัพโหลด ไอที/ดิจิทัล
27 ดาวน์โหลด ดาวโหลด ไอที/ดิจิทัล
28 คลิก คลิ๊ก ไอที/ดิจิทัล
29 คอนเทนต์ คอนเท้นต์ สื่อออนไลน์
30 อีเมล อีเมล์, อีเมลล์ สื่อออนไลน์
31 แอปพลิเคชัน แอพพลิเคชั่น ไอที/ดิจิทัล
32 เว็บไซต์ เว็ปไซต์ ไอที/ดิจิทัล
33 อีบุ๊ก อีบุ๊ค สื่อดิจิทัล
34 ดิจิทัล ดิจิตอล ไอที/ดิจิทัล
35 วิดีโอ วีดิโอ สื่อดิจิทัล
36 ลิงก์ ลิงค์ ไอที/ดิจิทัล
37 บล็อก บล็อค สื่อออนไลน์
38 โปรโมชัน โปรโมชั่น การตลาด
39 เวิร์กชอป เวิร์คช็อป การอบรม
40 อินเทอร์เน็ต อินเตอร์เน็ต ไอที/ดิจิทัล
41 แพ็กเกจ แพ็คเกจ การตลาด
42 โพรเจกต์ โปรเจค งาน/โครงการ
43 ซีรีส์ ซีรีย์ สื่อบันเทิง
44 ล็อกอิน ล็อคอิน ไอที/ดิจิทัล
45 แพลตฟอร์ม แพลทฟอร์ม ไอที/ดิจิทัล
46 แฮชแท็ก แฮชแท็ค โซเชียลมีเดีย
47 เวอร์ชัน เวอร์ชั่น ไอที/ดิจิทัล
48 เกม เกมส์ สื่อบันเทิง
49 อัลกอริทึม อัลกอรึทึ่ม, อัลกอรึทึม วิทยาการคอมพิวเตอร์
50 อาร์ตเวิร์ก อาร์ทเวิร์ค ดีไซน์/สื่อ
51 ลิขสิทธิ์ ลิขสิทธ์, ลิขสิทธิ กฎหมาย/ธุรกิจ
52 ไข่มุก ไข่มุข คำทั่วไป
53 จตุปัจจัย จัตุปัจจัย บาลี–สันสกฤต
54 นานัปการ นานับประการ คำบรรยาย
55 ประจัญบาน ประจันบาน สำนวน
56 ปะรำพิธี ปะรัมพิธี พิธีการ
57 เผ่าพันธุ์ เผ่าพันธ์ คำวิชาการ
58 พหูสูต พหูสูตร บาลี–สันสกฤต
59 ร้างรา ร้างลา สำนวน
60 ลิดรอน ริดรอน คำกฎหมาย/สิทธิ
61 รังเกียจเดียดฉันท์ รังเกียจเดียจฉัน คำวิชาการ
62 เลือนราง เลือนลาง คำบรรยาย
63 โล่ โล่ห์ คำทั่วไป
64 วิปลาส วิปลาศ คำวิชาการ
65 ศีรษะ ศรีษะ กายวิภาค
66 สมเพช สมเพศ อารมณ์/ความรู้สึก
67 สาธารณสมบัติ สาธารณะสมบัติ กฎหมาย/สิทธิ
68 สาปแช่ง สาบแช่ง คำทั่วไป
69 สาสน์ สาร์น ราชการ/หนังสือ
70 เส้นทแยง เส้นทะแยง คณิตศาสตร์
71 สัมภาษณ์ สัมภาสน์, สัมภาษ สื่อ/งานวิชาการ
72 อนุญาต อนุญาติ กฎหมาย/ราชการ
73 อเนกประสงค์ เอนกประสงค์ คำบรรยาย
74 อัตคัด อัตคัต คำบรรยาย
75 อำนาจบาตรใหญ่ อำนาจบาทใหญ่ การเมือง/สังคม
76 อุทธรณ์ อุทรณ์ กฎหมาย
77 อุทาหรณ์ อุดทาหรณ์ คำวิชาการ
78 อุปการคุณ อุปการะคุณ คำสุภาพ
79 อุโมงค์ อุโมง, อุโมงก์ คำทั่วไป
80 โอกาส โอกาศ คำทั่วไป
81 ไอศกรีม ไอศครีม อาหาร/ขนม
82 ก็ ก้อ ภาษาพูดเขียนกันเล่น
83 เกม เกมส์ สื่อบันเทิง
84 แก๊ง แก๊งค์, แก๊งก์ ภาษาทั่วไป
85 กลยุทธ์ กลยุทธิ์, กลยุทธ บริหาร/การตลาด
86 พิมพ์ พิม การเขียน/พิมพ์
87 เซ็นชื่อ เซ็นต์ชื่อ ธุรการ
88 สังเขป สังเขบ งานเขียน/สรุป
89 สังเกต สังเกตุ คำทั่วไป
90 โปรไฟล์ โพร์ไฟล์ สื่อออนไลน์
91 ก๊อปปี้ ก็อปปี้ ภาษาพูด/ดิจิทัล
92 เสิร์ช เซิร์ช ดิจิทัล/SEO
93 สคริปต์ สคริปท์ สื่อ/การพูด
94 แบล็กลิสต์ แบล็คลิสต์ ธุรกิจ/การเงิน
95 แผนการ แผนการณ์ คำทั่วไป

เคล็ดลับการใช้ตารางนี้: อ่านคอลัมน์ “เขียนถูก” ช้า ๆ ให้ตาและสมองจดจำรูปคำ แล้วค่อยไล่ดูคอลัมน์ “มักเขียนผิดเป็น” ว่าตัวเองเคยตกหลุมพรางคำไหนบ้าง ยิ่งจับผิดตัวเองได้มากเท่าไร ความจำด้านภาษาไทยยิ่งแข็งแรงเท่านั้น

จากปากกระบอกปืนสู่รัฐธรรมนูญ 2560: การสถาปนาระบอบกึ่งเผด็จการในนามของ ‘ความมั่นคง

จากปากกระบอกปืนสู่รัฐธรรมนูญ 2560: การสถาปนาระบอบกึ่งเผด็จการในนามของ ‘ความมั่นคง’

จากปากกระบอกปืนสู่รัฐธรรมนูญ 2560: การสถาปนาระบอบกึ่งเผด็จการในนามของ ‘ความมั่นคง’

บทวิเคราะห์เชิงโครงสร้างต่อการจัดวางอำนาจและผลสะเทือนต่อประชาธิปไตยไทยร่วมสมัย

การรัฐประหารไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ยึดอำนาจในช่วงเวลาหนึ่ง แต่คือการประกาศว่ากระบวนการทางการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชน ถูก “พัก” ไว้โดยผู้มีอำนาจนอกระบบในนามของการแก้ไขวิกฤต การเคลื่อนอำนาจเช่นนี้ส่งผลให้สถาบันที่เคยอยู่บนฐานของฉันทามติสาธารณะ ถูกแทนที่ด้วยโครงสร้างที่ยึดโยงกับอำนาจแบบรวมศูนย์ การจัดวางเช่นนี้ปรากฏให้เห็นชัดในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาล ซึ่งต้องการเสถียรภาพทางการเมืองอย่างยิ่งยวด และทำให้การรัฐประหารทำหน้าที่เป็น “สะพานเฉพาะกิจ” ที่ขยายตัวเป็นระบอบยาวนานเกินกว่าที่มีการประกาศไว้ในตอนต้น.

วัตถุประสงค์ของบทความนี้ คือการอธิบายโครงสร้าง กลไก และผลสะเทือนของยุคหลังรัฐประหาร ผ่านแนววิเคราะห์เชิงสถาบัน โดยแยกความเข้าใจจากอารมณ์ทางการเมือง เพื่อให้เห็น “ชั้นกลไก” มากกว่าการเห็นเพียง “เหตุการณ์”.

1. ปากกระบอกปืนในฐานะจุดเริ่มต้นของระเบียบอำนาจใหม่

รัฐประหารทำหน้าที่มากกว่าการเปลี่ยนรัฐบาล เนื่องจากเป็นกระบวนการที่สลับศูนย์อำนาจจากระบบที่มีตัวแทนประชาชน ไปสู่ระบบที่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือของคณะบุคคลกลุ่มเล็ก การถือครองอำนาจโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง ทำให้รัฐสามารถบริหารประเทศได้โดยไม่ต้องอ้างอิงต่อฉันทามติของสังคมหรือกระบวนการถ่วงดุลเชิงสถาบัน.

บริบททางการเมืองในปี 2557 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งยืดเยื้อและสภาวะเปลี่ยนผ่านรัชกาล ทำให้การใช้อำนาจพิเศษกลายเป็นคำตอบที่กลุ่มผู้ถืออำนาจมองว่า “เหมาะสมที่สุดในเชิงยุทธศาสตร์” แม้จะลดทอนความยึดโยงทางประชาธิปไตยลงโดยสิ้นเชิง.

ผลลัพธ์ไม่ใช่เพียงการจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ แต่คือการรีเซตระบบนิติบัญญัติ การกำกับราชการแผ่นดิน และการจัดความสัมพันธ์เชิงอำนาจในรัฐไทยใหม่ทั้งหมด ทำให้สถาบันประชาธิปไตยในระบอบรัฐสภา ไม่สามารถทำหน้าที่ตามปกติได้.

2. มาตรา 44: กลไกกฎหมายที่ทำหน้าที่แทนอำนาจเบ็ดเสร็จ

มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ทำหน้าที่เป็น “สภานิติบัญญัติ ศาล และฝ่ายบริหารรวมอยู่ในคนเดียว” เพราะให้อำนาจหัวหน้า คสช. ตัดสินใจทุกประเด็นว่าจำเป็นเพื่อความมั่นคงหรือไม่ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบเชิงสถาบันที่รัฐสมัยใหม่พึงมี.

เครื่องมือเช่นนี้ทำให้การออกนโยบายเป็นเรื่องของดุลยพินิจส่วนบุคคล มากกว่ากระบวนการทางเหตุผลสาธารณะ (public reason) ซึ่งลดทอนความโปร่งใสและเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาดเชิงนโยบายในระดับโครงสร้าง.

มาตรา 44 ยังสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้สังคมไทยที่อันตรายในเชิงหลักการ คือความคิดที่ว่า “ความรวดเร็วเหนือเหตุผล” เป็นข้ออ้างที่เพียงพอในการหลีกเลี่ยงกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการปกครองไปสู่โมเดลอำนาจนิยมภายใต้กฎหมาย.

3. การจำกัดสิทธิมนุษยชนและการสร้างวัฒนธรรมแห่งความเงียบ

ยุคหลังรัฐประหารถูกบันทึกโดยนักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนว่าเป็นช่วงเวลาที่กลไกรัฐถูกใช้เพื่อควบคุมพื้นที่สาธารณะอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็นการเชิญตัวบุคคล การดำเนินคดีทางการเมือง การใช้ศาลทหารกับพลเรือน หรือการจำกัดเสรีภาพการชุมนุมอย่างกว้างขวาง.

บรรยากาศเช่นนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบเฉพาะรายบุคคล แต่ทำให้สังคมเกิด “self-censorship” ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการลดทอนเสรีภาพที่ทรงพลังที่สุด เพราะการจำกัดตนเองนั้นฝังลึกและยากต่อการคลี่คลาย.

ผลในระยะยาวคือความเสื่อมถอยของความสามารถในการตรวจสอบอำนาจรัฐโดยสื่อ นักวิชาการ และภาคประชาชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยที่ทำงานอย่างมีคุณภาพ.

4. เศรษฐกิจภายใต้ความไม่แน่นอนของอำนาจรวมศูนย์

อำนาจที่รวมศูนย์มากเกินไปทำให้เกิดสภาวะ “policy unpredictability” หรือความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักเศรษฐศาสตร์การเมืองยืนยันว่า มีผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจลงทุนของเอกชนทั้งในและต่างประเทศ.

การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในช่วงหลังรัฐประหารที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากเป็นผลสะท้อนของโครงสร้างที่ไม่เปิดให้การแข่งขันเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรม รวมถึงการเอื้อประโยชน์แก่ทุนบางกลุ่มที่มีสายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ.

ความเหลื่อมล้ำระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อยยังเพิ่มขึ้น เพราะระบบที่ขาดการตรวจสอบทำให้กลไกตลาดไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และส่งผลให้ผลิตภาพของเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว.

5. รัฐธรรมนูญ 2560: สถาปัตยกรรมของการสืบทอดอำนาจทางกฎหมาย

รัฐธรรมนูญ 2560 ได้จัดวาง “จุดยุทธศาสตร์” หลายจุดที่ทำให้กลไกประชาธิปไตยอ่อนแอลงอย่างถาวร แม้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในภายหลัง เช่น ระบบวุฒิสภาแต่งตั้ง การคิดคะแนนแบบลดทอนความได้เปรียบของพรรคใหญ่ และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ผูกมัดการตัดสินใจของรัฐบาลทุกชุด.

นักรัฐศาสตร์จำนวนมากจัดระบอบประเภทนี้ไว้ในหมวดหมู่ hybrid regime หรือ competitive authoritarianism เพราะมีการเลือกตั้ง แต่กลไกการใช้อำนาจจริงถูกกำกับโดยผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง.

ผลที่เกิดขึ้นคือการเมืองแบบที่ประชาชนมีสิทธิเพียงบางชั้น แต่ไม่สามารถกำหนดทิศทางรัฐได้อย่างแท้จริง เนื่องจากโครงสร้างทางกฎหมายถูกออกแบบให้คุมทิศไว้แล้วล่วงหน้า.

6. บทสรุป: ความมั่นคงที่กันประชาชนออกจากศูนย์กลางของรัฐ

เมื่อพิจารณาผลรวมทั้งหมด เราพบรูปแบบร่วมกันอย่างหนึ่ง คือการตีความ “ความมั่นคง” ในแบบที่ทำให้ประชาชนห่างจากการมีส่วนร่วมในรัฐมากขึ้น ขณะที่กลุ่มอำนาจที่ไม่ได้ผ่านการเลือกตั้ง มีบทบาทกำกับประเทศมากขึ้น.

ผลสะสมคือความเสื่อมถอยของกลไกตรวจสอบ การล่มสลายของพื้นที่สาธารณะสำหรับการอภิปรายเหตุผล และการคงอยู่อย่างยืดเยื้อของโครงสร้างอำนาจแบบรวมศูนย์ ซึ่งขัดต่อหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยสมัยใหม่.

หากประชาชนคือหัวใจของรัฐสมัยใหม่ ระบอบที่ถือกำเนิดจากปืนย่อมไม่อาจทำให้ประชาชนอยู่ในศูนย์กลางได้อย่างแท้จริง.

รัฐประหารกับทางตันของการพัฒนาประชาธิปไตย: บทพิจารณาเชิงโครงสร้าง

รัฐประหารกับทางตันของการพัฒนาประชาธิปไตย: บทพิจารณาเชิงโครงสร้าง

รัฐประหารกับทางตันของการพัฒนาประชาธิปไตย: บทพิจารณาเชิงโครงสร้าง

จากความเชื่อว่าปืนจะแก้ปัญหาการเมือง ไปสู่ข้อเท็จจริงว่าปืนมักทำลายสถาบันที่ควรจะแก้ปัญหาแทน

โดย คันฉ่องส่องไทย

ร่างปาฐกถาเพื่อการตีพิมพ์ | ฉบับปรับปรุงเชิงวิชาการ

ใจความตั้งต้นของปาฐกถาครั้งนี้เรียบง่ายแต่หนักแน่น:
การรัฐประหารไม่ใช่คำตอบของปัญหาการเมืองร่วมสมัย หากแต่เป็นกลไกที่ “ตัดแขนขา” ของสถาบันประชาธิปไตย แล้วหวังให้สังคมเดินหน้าได้บนขาที่พิการ ทั้งที่ปัญหาแท้จริงอยู่ที่โครงสร้างอำนาจและระบบตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ใช่เพียงตัวบุคคลหรือรัฐบาลเฉพาะยุคสมัยใดยุคสมัยหนึ่ง

1. รัฐประหารในฐานะ “คำตอบเทียม” ต่อปัญหาจริงของรัฐสมัยใหม่

ตลอดศตวรรษที่ 20 และต้นศตวรรษที่ 21 หลายประเทศในโลกกำลังพัฒนาพบกับข้อถกเถียงชุดเดียวกันอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า นั่นคือ เมื่อการเมืองในระบบรัฐสภาเกิดวิกฤต ความขัดแย้งรุนแรง หรือข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชันเป็นวงกว้าง มักมีเสียงเรียกร้องให้ “อำนาจนอกระบบ” เข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเด็ดขาด โดยถือเอาความรวดเร็วและความมั่นคงเป็นเหตุผลสำคัญ รัฐประหารจึงถูกนำเสนอในฐานะ “ยาช็อก” ที่จะทำให้ร่างกายการเมืองที่ป่วยหนักหยุดชะงัก แล้วเริ่มต้นใหม่บนระเบียบใหม่ที่ถูกอ้างว่าดีกว่าเดิม

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากวรรณกรรมเชิงวิชาการทั้งในด้านรัฐศาสตร์ การพัฒนา และเศรษฐศาสตร์การเมือง มีหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมากที่ชี้ว่า รัฐประหารมักไม่ได้แก้ไขรากของปัญหา หากแต่ “ตรึง” โครงสร้างอำนาจบางชุดให้คงอยู่ยาวนานขึ้น และลดทอนพลังของสถาบันที่ควรทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ระบบพรรคการเมือง สื่อมวลชนเสรี หรือภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง

2. จากคำสัญญา “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” สู่โครงสร้างอำนาจที่ขยายตัวถาวร

จุดร่วมที่พบได้ในหลายกรณีศึกษา คือ การรัฐประหารมักไม่ยืดอายุอำนาจของรัฐบาลพลเรือนเดิม แต่กลับยืดอายุของ โครงสร้างอำนาจนอกระบบ ให้สถาปนาบทบาทของตนอย่างลงหลักปักฐานยิ่งขึ้น ภายใต้ถ้อยคำที่ฟังดูงดงาม เช่น “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”, “สร้างความปรองดองของชาติ” หรือ “คืนความสงบให้บ้านเมือง” ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งยอมจำนนต่อการระงับสิทธิของตนเองชั่วคราว โดยหวังว่ารัฐประหารจะเป็นสะพานสั้น ๆ ไปสู่ระบอบที่ดีขึ้นในภายหลัง

ในความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง กล่าวคือ ระยะเวลา “ชั่วคราว” มักยืดยาวออกไปเป็นหลายปี พร้อมกับการจัดวางสถาปัตยกรรมกฎหมาย รัฐธรรมนูญ และยุทธศาสตร์ระยะยาวที่ทำให้รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้งในอนาคต ต้องผูกพันกับเงื่อนไขที่ออกแบบโดยคณะรัฐประหารและกลุ่มอำนาจที่สนับสนุนคณะดังกล่าว ส่งผลให้การเลือกตั้งครั้งถัดไปมิได้เป็น “การเริ่มต้นใหม่” อย่างแท้จริง หากแต่เป็นการเลือกผู้นำภายใต้สนามที่ถูกออกแบบไว้แล้ว

3. อำนาจพิเศษกับต้นทุนที่มองไม่เห็น: เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นระยะยาว

เมื่อผู้นำคณะรัฐประหารได้รับอำนาจพิเศษเหนือโครงสร้างปกติของรัฐสมัยใหม่ ไม่ว่าจะในรูปของคำสั่งพิเศษตามกฎหมายเฉพาะ หรือบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญชั่วคราว ผลข้างเคียงที่ตามมาคือ การตัดข้ามกระบวนการตรวจสอบและกลไกถ่วงดุลที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันความผิดพลาด ของนโยบายสาธารณะ การตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีผลกระทบสูงต่อทรัพยากรของชาติ สิ่งแวดล้อม และหนี้สาธารณะ จึงอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีการพิจารณาอย่างรอบด้านเท่าที่ควร

หลายกรณีศึกษาแสดงให้เห็นว่า การใช้อำนาจพิเศษในการตัดสินใจเกี่ยวกับสัมปทานทรัพยากร แร่ธาตุ หรือโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แม้จะถูกอ้างว่าทำไปเพื่อประโยชน์แห่งชาติและความมั่นคง แต่ในระยะยาวกลับนำไปสู่ข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างประเทศ การชดเชยค่าเสียหายจำนวนมหาศาล และการสูญเสียความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระดับสากล ต้นทุนเหล่านี้มิได้สะท้อนให้เห็นผ่านถ้อยแถลงในช่วงเวลาที่ใช้อำนาจ หากแต่ปรากฏชัดเมื่อระบอบดังกล่าวเดินมาถึงปลายทาง

4. รัฐประหารกับวินัยการคลัง: หนี้สาธารณะและการเติบโตที่ไม่ยั่งยืน

วรรณกรรมด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองพบว่า ระบอบที่มีการตรวจสอบจากรัฐสภา สื่อ และสถาบันอิสระที่ทำงานอย่างเป็นอิสระ มักมีวินัยการคลังที่เข้มแข็งกว่าในระยะยาว แม้จะมีความล่าช้าในการตัดสินใจเชิงนโยบายสาธารณะก็ตาม ในทางกลับกัน ระบอบที่ผู้นำมีอำนาจรวมศูนย์สูง มักใช้เครื่องมือด้านงบประมาณและการกู้เงินเพื่อค้ำยันอำนาจของตน มากกว่าที่จะใช้เพื่อยกระดับผลิตภาพ (productivity) ของประเทศจริง ๆ

ปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยคือ การก่อหนี้สาธารณะในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลางและระยะยาวกลับไม่ดีขึ้นในระดับที่สอดคล้องกัน ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้หลายประเทศที่อยู่ภายใต้ระบอบที่เกิดจากรัฐประหารเผชิญสภาพ “เศรษฐกิจโตช้า แต่หนี้โตเร็ว” และเมื่อระบอบดังกล่าวสิ้นสุดลง รัฐบาลถัดไปที่มาจากการเลือกตั้งต้องแบกรับภาระหนี้และข้อผูกพันจำนวนมากที่ไม่ได้เกิดจากฉันทามติของสังคม

5. มิติที่มักถูกละเลย: คุณภาพสถาบัน และศักดิ์ศรีของประชาชน

การประเมินผลของรัฐประหารมักถูกลดทอนให้เหลือเพียงคำถามว่า “เศรษฐกิศจดทะเบียนเติบโตเท่าใด” หรือ “ความสงบเรียบร้อยในท้องถนนมีมากขึ้นหรือไม่” แต่หากเรายกระดับคำถามให้ลึกขึ้น จะเห็นว่าการรัฐประหารมีผลสั่นคลอนต่อคุณภาพของสถาบันทางการเมืองและศักดิ์ศรีของประชาชนอย่างไรบ้าง

ประการแรก การยึดอำนาจโดยไม่ผ่านกระบวนการเลือกตั้งทำให้เกิดสัญญาณเชิงลบต่อหลักนิติรัฐและความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย เมื่อมีการใช้กฎหมายอย่างเลือกปฏิบัติ ระหว่างผู้เห็นต่างทางการเมืองกับผู้ใกล้ชิดอำนาจ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรมย่อมถูกบั่นทอน

ประการที่สอง การจำกัดเสรีภาพการแสดงออก การชุมนุม และการวิพากษ์วิจารณ์ทางวิชาการ ทำให้สังคมสูญเสียพื้นที่ในการเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง การเมืองที่ขาดการถกเถียงอย่างเปิดเผยไม่อาจสั่งสมปัญญาสาธารณะ และไม่อาจผลิตผู้นำรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ ความรับผิดชอบ และการยอมรับต่อการตรวจสอบจากประชาชน

6. บทเรียนจากประวัติศาสตร์ร่วมสมัย: เมื่อระบอบรัฐประหารมาถึงปลายทาง

เมื่อระบอบที่มีต้นกำเนิดจากการรัฐประหารเดินทางมาถึงช่วงปลายทาง ไม่ว่าจะด้วยการเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ หรือด้วยแรงกดดันจากสังคมและนานาชาติ ภาพรวมที่มักปรากฏคือ ประเทศเผชิญกับข้อท้าทายเชิงโครงสร้างชุดใหญ่ ทั้งในมิติของดัชนีประชาธิปไตย เสรีภาพสื่อ คุณภาพการศึกษา ความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคตของตนเอง

ความเสียหายเหล่านี้มิได้ปรากฏชัดในวันแรกของการยึดอำนาจ หากแต่ค่อย ๆ สั่งสมทีละน้อย ผ่านการตัดทอนกลไกตรวจสอบ การบิดเบือนระบบยุติธรรม การออกแบบรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่วางอำนาจนอกระบบไว้เหนือสถาบันที่มาจากประชาชน และผ่านบรรยากาศแห่งความกลัวที่ทำให้ผู้คนจำนวนมาก “เลือกจะเงียบ” แทนที่จะมีส่วนร่วมส่งเสียงอย่างสร้างสรรค์

ในแง่นี้ รัฐประหารจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้น ณ วันหนึ่งในประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นกระบวนการยืดยาวที่กำหนดเพดานของประชาธิปไตย และกำหนดเพดานของความหวังของคนทั้งรุ่น ว่าเขาจะเติบโตขึ้นมาในสังคมที่ยืนอยู่บนเหตุผลหรือบนเสียงปืน

7. บทสรุปเชิงโครงสร้าง: ทำไมรัฐประหารจึงไม่ใช่คำตอบ

เมื่อมองจากระยะไกลด้วยสายตาเชิงโครงสร้าง จะเห็นภาพร่วมกันอย่างหนึ่งคือ รัฐประหารไม่อาจสร้างสถาบันที่เข้มแข็ง โปร่งใส และรับผิดชอบต่อประชาชนได้ เพราะแก่นแท้ของรัฐประหารเองคือการปฏิเสธหลักการที่ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และผู้ใช้อำนาจต้องพร้อมต่อการตรวจสอบและการเปลี่ยนผ่านผ่านกลไกที่สันติและเป็นสถาบัน

สิ่งที่รัฐประหารทำได้ดี คือ การปกป้องโครงสร้างอำนาจของกลุ่มที่จับอาวุธอยู่ในมือ และของกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอำนาจดังกล่าว ทว่าปัญหาของรัฐสมัยใหม่—ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำ ความยากจน การศึกษาไร้คุณภาพ หรือเศรษฐกิจที่ขาดความสามารถในการแข่งขน—ล้วนต้องการสถาบันที่เปิดพื้นที่ให้ปัญญาสาธารณะ ให้การมีส่วนร่วมของประชาชน และให้กลไกตรวจสอบที่ไม่เกรงกลัวอำนาจนอกระบบ

เพราะฉะนั้น หากจะถามว่า “รัฐประหารแก้ปัญหาของประเทศได้หรือไม่” คำตอบเชิงโครงสร้างอาจไม่จำเป็นต้องใช้ถ้อยคำรุนแรงใด ๆ เพียงแต่ต้องชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า รัฐประหารถูกออกแบบมาเพื่อจัดการปัญหาของผู้มีอำนาจบางกลุ่ม มากกว่าที่จะจัดการปัญหาของประชาชนทั้งชาติ และตราบใดที่คำตอบทางการเมืองยังอยู่ในมือของปืนมากกว่าปัญญา ระบอบประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีของความเป็นพลเมืองย่อมไม่อาจเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ

ฉบับตีโครงสร้างให้กว้างและลึกขึ้น 

1. ภูมิทัศน์อำนาจหลังรัฐประหาร 2557: สาม ป. และการจัดวางขั้วอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาล

รัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น มิได้เกิดขึ้นในสุญญากาศทางการเมือง หากแต่เกิดขึ้นในบริบทของความขัดแย้งยืดเยื้อระหว่างขั้วการเมืองที่มีฐานเสียงเลือกตั้งกับเครือข่ายอำนาจจารีตนิยมและกองทัพ ขณะเดียวกันก็อยู่ในเงื่อนไขของการเตรียมรับช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาล ซึ่งนักวิชาการจำนวนหนึ่งชี้ว่าเป็นมิติสำคัญของการตัดสินใจใช้กำลังยึดอำนาจในปีนั้น (globalasia.org)

แกนกลางทางอำนาจของรัฐบาลคสช. คือเครือข่ายที่ประชาชนเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการว่า “สาม ป.” ได้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ซึ่งสืบสายสัมพันธ์จากกองทัพบก และได้รับการมองว่าเป็น “กลไกประกันความต่อเนื่อง” ของระบอบที่ผสานระหว่างสถาบันกษัตริย์ กองทัพ และข้าราชการระดับสูงเข้าไว้ด้วยกัน (Wikipedia)

ในมิติของหลักนิติรัฐ รัฐประหารครั้งนี้ถือเป็นการย้อนกลับจากระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาไปสู่การปกครองโดยคณะบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง พร้อมกับการระงับใช้รัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้าแทบทั้งหมด ยกเว้นบทว่าด้วยสถานะของสถาบันกษัตริย์


2. โครงสร้างกฎหมายพิเศษ: มาตรา 44 และการทำให้ “อำนาจรวมศูนย์เหนือทุกสถาบัน”

รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ได้วางมาตรา 44 ไว้เป็นกลไกสำคัญ โดยให้อำนาจหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งที่มีผลเสมอกฎหมาย เป็นที่สุด และไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายตุลาการในทางปฏิบัติ รายงานขององค์กรสิทธิมนุษยชนระบุชัดว่า มาตรา 44 ทำให้หัวหน้า คสช. สามารถออกคำสั่งใด ๆ ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Watch+2Human Rights Watch)

ในปี 2558 มีการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกทั่วประเทศ และแทนที่ด้วยการใช้มาตรา 44 อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งคณะนักวิชาการและองค์กรสิทธิระหว่างประเทศจำนวนมากเห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้ทำให้สถานการณ์สิทธิมนุษยชนดีขึ้น แต่กลับเป็นการ “สถาปนาอำนาจพิเศษ” ในรูปแบบใหม่ที่กว้างกว่ากฎอัยการศึกเดิมเสียอีก (Human Rights Watch)

คำสั่งจำนวนมากภายใต้มาตรา 44 มีลักษณะครอบคลุมทั้งมิติการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ และสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้เกิดคำถามอย่างมีนัยสำคัญต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ (separation of powers) และระบบถ่วงดุลภายในรัฐสมัยใหม่


3. สิทธิมนุษยชนและการปกครองด้วยความกลัว: คดีการเมือง ศาลทหาร และการควบคุมสื่อ

องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ เช่น Human Rights Watch, Amnesty International และรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บันทึกตรงกันว่า หลังรัฐประหาร 2557 สถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยถดถอยลงอย่างชัดเจน (Human Rights Watch+2U.S. Department of State)

ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • การเรียกตัวบุคคลไป “ปรับทัศนคติ” ภายใต้อำนาจคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยไม่ต้องตั้งข้อกล่าวหาอย่างเป็นทางการ

  • การนำพลเรือนขึ้นพิจารณาคดีในศาลทหารในคดีที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคง

  • การจำกัดเสรีภาพการชุมนุมและการแสดงออก โดยกำหนดห้ามชุมนุมเกินจำนวนคนที่กำหนด และสลายการชุมนุมในหลายกรณี

  • การดำเนินคดีต่อผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ นักกิจกรรม และนักศึกษา ที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อต้านรัฐประหาร (เช่น การชูสามนิ้ว และกิจกรรมอ่านหนังสือเงียบ) (Wikipedia)

Freedom House ประเมินว่า ประเทศไทยในยุคดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี” หรือ “เสรีภาพถูกจำกัดอย่างรุนแรง” และเน้นว่าหัวหน้ารัฐบาล (พล.อ.ประยุทธ์) เป็นผู้นำที่มีที่มาจากการรัฐประหาร ก่อนจะเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้การเลือกตั้งในภายหลัง ซึ่งยังอยู่ใต้กติกาที่คณะรัฐประหารออกแบบ (Freedom House)


4. เศรษฐกิจชะลอตัวและทุนใหญ่: การเติบโตต่ำในภูมิภาคเดียวกัน

ในเชิงเศรษฐกิจ หลายสำนักวิเคราะห์ชี้ว่า ภายใต้การนำของรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เศรษฐกิจไทยเติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี โดย World Economic Forum เคยระบุว่าในปีหนึ่ง ๆ ไทยมีอัตราการเติบโตต่ำที่สุดในภูมิภาค ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและกัมพูชากลับเติบโตสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (World Economic Forum+2World Bank)

บทวิเคราะห์ในสื่อระหว่างประเทศบางฉบับชี้ว่า ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ เศรษฐกิจไทยไม่เคยเติบโตเกิน 4% ต่อปีในช่วงก่อนโควิด-19 ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งในด้านผลิตภาพ (productivity) ที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อยาวนาน (thegeopolitics.com)

ควบคู่ไปกับนั้น มีข้อวิจารณ์เรื่องนโยบายและโครงการที่ถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่บางกลุ่ม ทั้งในด้านสัมปทาน ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐาน แม้ในเชิงหลักฐานเชิงปริมาณจะต้องวิเคราะห์ในระดับโครงการต่อโครงการ แต่ภาพรวมที่สะท้อนผ่านดัชนีความเหลื่อมล้ำและรายงานเชิงโครงสร้างระบุว่า ช่องว่างระหว่างกลุ่มทุนขนาดใหญ่กับธุรกิจรายย่อยยังคงสูง และประชาชนส่วนล่างไม่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่าที่ควร (BTI 2024)


5. วิศวกรรมรัฐธรรมนูญ 2560: การสถาปนาระบอบกึ่งเผด็จการผ่านกลไกเลือกตั้ง

รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งร่างและผลักดันโดยคณะรัฐประหารและเครือข่าย ถูกนักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญจำนวนหนึ่งมองว่า เป็น “รัฐธรรมนูญเพื่อสกัดกั้นประชาธิปไตยแบบแข่งขัน (competitive democracy)” มากกว่าจะเป็นเครื่องมือในการคลี่คลายความขัดแย้ง (ConstitutionNet)

จุดที่ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ได้แก่

  • การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา 250 คนโดยคณะรัฐประหาร แล้วให้มีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร

  • การกำหนดบทเฉพาะกาลที่เปิดทางให้หัวหน้า คสช. เดิมสามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้กรอบการเลือกตั้ง

  • การวางยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และกลไกบังคับให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องปฏิบัติตาม มิฉะนั้นอาจถูกตีความว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบ

นักวิเคราะห์บางรายใช้คำว่า “constitutionalized military rule” หรือ “การปกครองของกองทัพที่ถูกทำให้กลายเป็นกฎหมายถาวร” เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ โดยเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการสืบทอดอำนาจของกลุ่มที่มีที่มาจากรัฐประหาร มากกว่าที่จะเป็นเพียง “กติกากลาง” ที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย (Kyoto Review of Southeast Asia)

การเลือกตั้งปี 2562 ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีจากพรรคที่สนับสนุนคสช. เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังขาเกี่ยวกับกติกา การนับคะแนน และบทบาทของวุฒิสภาแต่งตั้ง ซึ่งทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมิได้ถูกมองว่าเป็น “reset” ทางประชาธิปไตยอย่างแท้จริงในสายตาของนักวิชาการและองค์กรนานาชาติหลายแห่ง (Reuters)


6. ความสัมพันธ์กับสถาบันกษัตริย์: ชั้นป้องกันของระบอบและการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

รายงานของ Freedom House และนักวิชาการด้านการเมืองไทยจำนวนมากชี้ว่า ในยุคสมัยหลังรัฐประหาร 2557 โครงสร้างอำนาจที่ผสานกันระหว่างกองทัพ กลุ่มอนุรักษนิยม และสถาบันกษัตริย์ยิ่งถูกทำให้แน่นแฟ้นขึ้น ทั้งในระดับสัญญะและระดับสถาบันทางกฎหมาย (Freedom House+2Kyoto Review of Southeast Asia)

การใช้และบังคับใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 (หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ) ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็น “เครื่องมือทางการเมือง” เพื่อจำกัดการวิพากษ์วิจารณ์ไม่เพียงแต่ต่อสถาบันกษัตริย์ หากยังรวมไปถึงการวิจารณ์นโยบายของรัฐบาลที่ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการขยายบทบาทหรืออำนาจของสถาบันด้วย รายงานของ Thai Lawyers for Human Rights ระบุว่าตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มีผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 จำนวนมากกว่า 280 คน โดยส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและนักกิจกรรมรุ่นใหม่ (AP News)

กรณีของนักกิจกรรมและนักการเมืองบางรายที่ถูกดำเนินคดีจากการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลยุค พล.อ.ประยุทธ์ กับการปรับโครงสร้างอำนาจของสถาบันกษัตริย์ในแง่ใด ๆ ยิ่งตอกย้ำข้อสังเกตว่า ระบอบดังกล่าวไม่ได้เพียงปกป้อง “สถาบัน” หากแต่ใช้สถาบันเป็นเหตุผลในการปิดกั้นการตรวจสอบอำนาจของรัฐบาลและกลุ่มชนชั้นนำในวงกว้าง


7. บทสรุปเชิงโครงสร้าง: เมื่อรัฐประหารกลายเป็นเครื่องมือรักษาระบอบ มากกว่าการแก้ปัญหาประเทศ

เมื่อมองย้อนกลับไปจากปลายทางของยุค พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งจบลงด้วยภาพของเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างต่อเนื่อง ประชาธิปไตยที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ไม่เสรี/เสรีภาพจำกัดอย่างสูง” และสังคมที่เต็มไปด้วยคดีการเมืองและบรรยากาศแห่งความกลัว เราอาจสรุปในเชิงโครงสร้างได้ว่า

  • รัฐประหาร 2557 และยุคคสช.–ประยุทธ์ มิได้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ–สังคมของประเทศเป็นหลัก

  • หากแต่ถูกใช้เพื่อ “จัดระเบียบสนามการเมือง” ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัชกาล ยืนยันอำนาจของกองทัพและเครือข่ายชนชั้นนำ และสร้างกลไกรัฐธรรมนูญที่ทำให้การเมืองแบบเลือกตั้งอยู่ใต้เพดานที่กำหนดไว้แล้ว

ในแง่นี้ รัฐประหารไม่ได้เพียง “ยึดอำนาจจากรัฐบาลหนึ่ง” หากแต่ได้สถาปนา “ระบบกำกับระยะยาว” ผ่านรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ กฎหมายพิเศษ และวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเกรงใจอำนาจนอกระบบ ซึ่งทำให้การคลี่คลายปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศด้วยกลไกประชาธิปไตยยิ่งเป็นเรื่องยาก

โพสต์ล่าสุด

เปรียบเทียบ ประเทศเดนมาร์ก กับ รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐอเมริกา

เปรียบเทียบ เดนมาร์ก กับ แคลิฟอร์เนีย ขนาด, ประชากร, งบประมาณ, GDP และแง่มุมที่น่าสนใจอื่น ๆ (ข้อมูลประมาณการล่าสุด ณ ปี 2025-2026) ...

Popular Posts