บันทึกส่วนตัว: คำวิจารณ์ต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

บันทึกส่วนตัว: คำวิจารณ์ต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

บันทึกส่วนตัว: คำวิจารณ์ต่อพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

คำเตือน: เอกสารนี้จัดทำเพื่อการบันทึกส่วนตัวเท่านั้น เนื้อหามีความอ่อนไหวตามกฎหมายไทย (เช่น มาตรา 112) กรุณาเก็บรักษาในที่ปลอดภัย เช่น ไดรฟ์ที่เข้ารหัส และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่สู่สาธารณะ

1. เรื่องส่วนตัว

  • พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ในเยอรมนี โดยเฉพาะที่เมืองการ์มิช-พาร์เทินเคียร์เชิน ตั้งแต่ช่วงก่อนและระหว่างการระบาดของโควิด-19 (2020-2021) การที่พระองค์ประทับในต่างประเทศในช่วงวิกฤตถูกวิจารณ์ว่าแสดงถึงการขาดความห่วงใยต่อสถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งประชาชนเผชิญความยากลำบากจากโรคระบาดและวิกฤตเศรษฐกิจ (BBC News, "Thailand's King Vajiralongkorn: A Monarch in the Spotlight," 2020; Deutsche Welle, "Thai King's Absence Raises Questions," 2020).
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัวของพระองค์ เช่น การสมรสหลายครั้งและความขัดแย้งระหว่างสมเด็จพระราชินีสุทิดากับพลตรีหญิง สินีนาฏ โอบลวรรณ (ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็น "ขัตติยานารี" ในปี 2562) ได้รับความสนใจจากสื่อต่างชาติและถูกวิจารณ์ว่าสร้างความไม่มั่นคงในราชสำนัก การถอนยศและตำแหน่งของพลตรีหญิง สินีนาฏในปี 2563 และการคืนยศในภายหลัง ถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการที่ขาดความโปร่งใส (Reuters, "Thai King Strips Consort of Titles," 2019; The Guardian, "Thai King Reinstates Consort," 2020).
  • [ข่าวลือ] มีรายงานที่ไม่ได้รับการยืนยันจากสื่อเยอรมนีว่าพระองค์ทรงมีพฤติกรรมรุนแรงต่อผู้ติดตามในราชสำนัก เช่น การลงโทษทางร่างกายหรือการกักขังในระหว่างประทับที่เยอรมนี ข้อมูลเหล่านี้ขาดหลักฐานที่ชัดเจนและอาจเป็นการกล่าวหาที่มีอคติ (RTL Germany, "Kritik am thailändischen König," 2020; โพสต์ใน X, 2020-2021).
  • [ข่าวลือ] ภาพถ่ายที่อ้างว่าเป็นของพระองค์ในชุดที่ไม่เป็นทางการ (เช่น เสื้อครอปท็อป) รั่วไหลในสื่อสังคมออนไลน์และถูกวิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมกับบทบาทประมุขแห่งรัฐ อย่างไรก็ตาม ความถูกต้องของภาพเหล่านี้ไม่ได้รับการยืนยัน และอาจเป็นการปลอมแปลงเพื่อโจมตีภาพลักษณ์ (โพสต์ใน X, 2020; เว็บไซต์ที่ไม่เป็นทางการ).
  • ในสื่อต่างชาติ พระองค์ถูกนำเสนอในแง่ลบ โดยเฉพาะในเยอรมนี ซึ่งมีการวิจารณ์ถึงวิถีชีวิตที่หรูหราและการประทับในต่างประเทศเป็นเวลานาน สื่อบางแห่งถึงกับใช้คำว่า “ตัวตลก” เพื่อพรรณนาพระองค์ ในประเทศไทย กลุ่มนักเคลื่อนไหวบางส่วนแสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมส่วนตัวที่ถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับความคาดหวังของประชาชนในฐานะสัญลักษณ์แห่งชาติ (The New York Times, "Thailand’s King Faces Growing Public Scrutiny," 2020; โพสต์ใน X, 2020-2023).

แหล่งที่มา

- BBC News, "Thailand's King Vajiralongkorn: A Monarch in the Spotlight," 2020.
- Deutsche Welle, "Thai King's Absence Raises Questions," 2020.
- Reuters, "Thai King Strips Consort of Titles," 2019.
- The Guardian, "Thai King Reinstates Consort," 2020.
- RTL Germany, "Kritik am thailändischen König," 2020.
- The New York Times, "Thailand’s King Faces Growing Public Scrutiny," 2020.
- โพสต์ใน X, 2020-2023 (ข้อมูลจาก X อาจไม่น่าเชื่อถือและควรตรวจสอบเพิ่มเติม).
- เว็บไซต์ที่ไม่เป็นทางการ (ขาดความน่าเชื่อถือ อาจมีอคติ).

2. บทบาทประมุขในระบอบประชาธิปไตย

  • พระองค์ถูกวิจารณ์ว่ามีบทบาทเกินกว่าที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหลังจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี 2560 ซึ่งเพิ่มพระราชอำนาจในบางด้าน เช่น การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภาและการแก้ไขกฎหมายบางฉบับ นักวิชาการมองว่านี่เป็นการขยายอิทธิพลที่อาจขัดต่อหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (Hewison, K., "Thailand’s Monarchy and the Military," Journal of Contemporary Asia, 2021).
  • การที่พระองค์ทรงมีบทบาทในเหตุการณ์ทางการเมือง เช่น การรับรองรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารในปี 2557 และการเลือกตั้งที่มีข้อกังขาในปี 2562 ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการสนับสนุนระบอบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การเคลื่อนไหวของเยาวชนในปี 2563-2564 ซึ่งเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ส่วนหนึ่งเกิดจากความรู้สึกว่าพระองค์ไม่เป็นกลางทางการเมือง (Reuters, "Thai Protests Demand Monarchy Reform," 2020; BBC Thai, "การชุมนุม 2563: เสียงของคนรุ่นใหม่," 2020).
  • [ข่าวลือ] มีข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการยืนยันว่าพระองค์ทรงสั่งการโดยตรงในการปราบปรามผู้ชุมนุมในปี 2563 ซึ่งมีการใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง ข้อมูลนี้ปรากฏในโซเชียลมีเดีย แต่ขาดหลักฐานที่ชัดเจนและอาจเป็นการคาดเดา (โพสต์ใน X, 2020-2021).
  • ในอดีต พระองค์ถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีการปราบปรามนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างรุนแรง บันทึกบางส่วนระบุว่าพระองค์ทรงไปให้กำลังใจกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในความรุนแรง เรื่องนี้ถูกวิจารณ์ว่าแสดงถึงการสนับสนุนฝ่ายอนุรักษนิยมในช่วงวิกฤตการเมือง (Anderson, B., "Withdrawal Symptoms: Social and Cultural Aspects of the October 6 Coup," Bulletin of Concerned Asian Scholars, 1977; โพสต์ใน X, 2020).
  • การติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในปี 2563 ถูกวิจารณ์ว่าเป็นความพยายามบดบังสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องการปฏิรูป การกระทำนี้ถูกมองว่าเป็นการย้ำภาพพระองค์ในฐานะศูนย์กลางอำนาจมากกว่าสัญลักษณ์แห่งความสามัคคี (The Guardian, "Thai Protesters Challenge Monarchy’s Role," 2020).

แหล่งที่มา

- Hewison, K., "Thailand’s Monarchy and the Military," Journal of Contemporary Asia, 2021.
- Reuters, "Thai Protests Demand Monarchy Reform," 2020.
- BBC Thai, "การชุมนุม 2563: เสียงของคนรุ่นใหม่," 2020.
- Anderson, B., "Withdrawal Symptoms: Social and Cultural Aspects of the October 6 Coup," Bulletin of Concerned Asian Scholars, 1977.
- The Guardian, "Thai Protesters Challenge Monarchy’s Role," 2020.
- โพสต์ใน X, 2020-2021 (ข้อมูลจาก X อาจไม่น่าเชื่อถือและควรตรวจสอบเพิ่มเติม).

3. ผลประโยชน์และทรัพย์สิน

  • พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีทรัพย์สินส่วนพระองค์ที่ประเมินไว้สูงถึง 30-70 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมทรัพย์สินจากสำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ (Crown Property Bureau) และมรดกจากรัชกาลที่ 9 การที่พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลกถูกวิจารณ์ว่าไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประชาชนไทยส่วนใหญ่ (Forbes, "The World’s Richest Royals," 2018; Hewison, K., "The Crown Property Bureau in Thailand," 2016).
  • ในปี 2561 สำนักทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งเดิมบริหารโดยคณะกรรมการ ได้ถูกโอนมาเป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ภายใต้การควบคุมของพระองค์ การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการรวมศูนย์อำนาจและผลประโยชน์ โดยจำกัดการเข้าถึงของสมาชิกราชวงศ์คนอื่นและขาดความโปร่งใส (Hewison, K., "Thailand’s Monarchy and Economic Power," Journal of Contemporary Asia, 2018; thai-democracy.com, "The Monarchy’s Wealth," 2020).
  • งบประมาณที่จัดสรรให้สถาบันกษัตริย์ในแต่ละปี (ประมาณ 29 พันล้านบาท) ถูกวิจารณ์ว่าสูงเกินสมควรเมื่อเทียบกับความจำเป็นของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ การเปรียบเทียบกับราชวงศ์อังกฤษ ซึ่งใช้จ่ายต่อหัวประชากรน้อยกว่าถึง 10 เท่า ถูกหยิบยกเพื่อชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุล (The Nation Thailand, "Royal Budget Scrutiny," 2021; turnleftthai.wordpress.com, "The Cost of the Monarchy," 2020).
  • [ข่าวลือ] มีข้อกล่าวหาว่าพระองค์ทรงยึดที่ดินหรือทรัพย์สินในพื้นที่สำคัญเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เช่น ที่ดินในเขตเมืองหรือพื้นที่ท่องเที่ยว ข้อมูลเหล่านี้ปรากฏในโซเชียลมีเดีย แต่ขาดเอกสารยืนยันและอาจเป็นการคาดเดา (โพสต์ใน X, 2021-2022).

แหล่งที่มา

- Forbes, "The World’s Richest Royals," 2018.
- Hewison, K., "The Crown Property Bureau in Thailand," 2016.
- Hewison, K., "Thailand’s Monarchy and Economic Power," Journal of Contemporary Asia, 2018.
- The Nation Thailand, "Royal Budget Scrutiny," 2021.
- thai-democracy.com, "The Monarchy’s Wealth," 2020.
- turnleftthai.wordpress.com, "The Cost of the Monarchy," 2020.
- โพสต์ใน X, 2021-2022 (ข้อมูลจาก X อาจไม่น่าเชื่อถือและควรตรวจสอบเพิ่มเติม).

4. ด้านอื่น ๆ

  • เมื่อเปรียบเทียบกับรัชกาลที่ 9 ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านข่าวพระราชสำนักเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึงได้ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวถูกวิจารณ์ว่าขาดการสื่อสารที่โปร่งใสเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจและชีวิตส่วนพระองค์ ทำให้ประชาชนรู้สึกห่างเหิน (Phongpaichit, P., & Baker, C., "The Palace and the People," Asian Studies Review, 2020).
  • พระองค์ทรงริเริ่มโครงการด้านการเกษตร เช่น โครงการฟาร์มตัวอย่างต้านภัยโควิด-19 ซึ่งสืบสานแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ของรัชกาลที่ 9 อย่างไรก็ตาม โครงการเหล่านี้ถูกวิจารณ์ว่ามีผลกระทบในวงจำกัดและขาดการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับสมัยก่อน (Royal Thai Government Gazette, "Farm Projects," 2020; โพสต์ใน X, 2021).
  • การบริหารราชสำนักของพระองค์ถูกวิจารณ์ว่าสร้าง “บรรยากาศแห่งความหวาดกลัว” โดยเฉพาะผ่านการถอนยศหรือการลงโทษบุคคลในราชสำนัก ซึ่งมักเผยแพร่ผ่านราชกิจจานุเบกษา การกระทำนี้ถูกมองว่าไม่สอดคล้องกับบทบาทประมุขในระบอบประชาธิปไตย (thai-democracy.com, "Royal Purges," 2021).
  • [ข่าวลือ] มีข้อกล่าวหาว่าพระองค์ทรงกำจัดฝ่ายตรงข้ามในราชสำนักด้วยวิธีรุนแรง เช่น การกักขังหรือทำให้สูญหาย ข้อมูลเหล่านี้ปรากฏในโซเชียลมีเดีย แต่ขาดหลักฐานที่ชัดเจนและอาจเป็นการใส่ร้าย (โพสต์ใน X, 2020-2022).
  • การชุมนุมของเยาวชนในปี 2563-2564 ซึ่งเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตั้งคำถามต่อบทบาทของพระองค์ การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในทัศนคติของคนรุ่นใหม่ต่อสถาบันกษัตริย์ ซึ่งถูกมองว่ามีอิทธิพลมากเกินไปในระบบการเมือง (BBC Thai, "Thailand’s Youth Protests," 2020; Reuters, "Thai Protests Challenge Monarchy," 2020).

แหล่งที่มา

- Phongpaichit, P., & Baker, C., "The Palace and the People," Asian Studies Review, 2020.
- Royal Thai Government Gazette, "Farm Projects," 2020.
- thai-democracy.com, "Royal Purges," 2021.
- BBC Thai, "Thailand’s Youth Protests," 2020.
- Reuters, "Thai Protests Challenge Monarchy," 2020.
- โพสต์ใน X, 2020-2022 (ข้อมูลจาก X อาจไม่น่าเชื่อถือและควรตรวจสอบเพิ่มเติม).

5. หมายเหตุและคำแนะนำ

  • การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ในประเทศไทยถูกจำกัดอย่างเข้มงวดโดยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งกำหนดโทษจำคุกสูงสุด 7 ปีต่อความผิดแต่ละกระทง ส่งผลให้การอภิปรายในที่สาธารณะมีข้อจำกัด และข้อมูลส่วนใหญ่มาจากสื่อต่างชาติหรือแหล่งที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งอาจมีอคติหรือขาดการยืนยัน (Amnesty International, "Thailand: Lèse-Majesté Law," 2021).
  • แหล่งข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย เช่น โพสต์ใน X หรือเว็บไซต์อย่าง thai-democracy.com และ turnleftthai.wordpress.com มักสะท้อนมุมมองที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง แต่ขาดการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ควรเปรียบเทียบกับงานวิชาการ เช่น บทความของเควิน เฮวิสัน หรือพาสุข พงษ์ไพจิตร เพื่อให้ได้มุมมองที่สมดุล (Hewison, K., Journal of Contemporary Asia; Phongpaichit, P., Asian Studies Review).
  • แนะนำให้เก็บไฟล์นี้ในที่ปลอดภัย เช่น ไดรฟ์ที่เข้ารหัสด้วยซอฟต์แวร์อย่าง VeraCrypt และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่หรือแชร์ เพื่อป้องกันผลกระทบทางกฎหมายและความปลอดภัยส่วนบุคคล (คำแนะนำทั่วไป).
  • เมื่อบันทึกข้อมูลเพิ่มเติม ควรระบุแหล่งที่มาและสถานะ (ข้อเท็จจริงหรือข่าวลือ) เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และรักษาความเป็นกลางในการนำเสนอ (คำแนะนำทั่วไป).

แหล่งที่มา

- Amnesty International, "Thailand: Lèse-Majesté Law," 2021.
- Hewison, K., Journal of Contemporary Asia (multiple articles, 2016-2021).
- Phongpaichit, P., & Baker, C., Asian Studies Review, 2020.
- คำแนะนำทั่วไป (อิงจากแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยของข้อมูล).

เหตุผลที่ความเป็นมหาอำนาจของจีนเป็นภาพที่เกินจริง

เหตุผลที่ความเป็นมหาอำนาจของจีนเป็นภาพที่เกินจริง

ภาพประกอบเมืองจีนที่มีรอยร้าว

ภาพประกอบ: เมืองจีนที่ดูทันสมัยแต่มีรอยร้าวและเงาของการกดขี่

ต่อไปนี้คือมุมมองของแฟรงค์ ดิเคิตเตอร์ (Frank Dikötter) จากรายการ Uncommon Knowledge (1 เมษายน 2568) และหนังสือ China After Mao: The Rise of a Superpower พร้อมสถิติที่เกี่ยวข้อง

1. การเติบโตทางเศรษฐกิจถูกบิดเบือนและไม่ยั่งยืน

  • ดิเคิตเตอร์โต้แย้งว่า CCP ไม่ได้ “ยก” คน 800–900 ล้านคนพ้นความยากจน แต่ประชาชนฟื้นตัวเองเมื่อนโยบายผ่อนคลายหลังยุคเหมา
  • สถิติ: ธนาคารโลก (2022) ระบุว่า 25% ของประชากรจีน (ราว 350 ล้านคน) ยังมีรายได้ต่ำกว่า 6.85 ดอลลาร์สหรัฐ/วัน แสดงถึงความยากจนในชนบทที่ถูกซ่อน
  • สถิติ: หนี้ท้องถิ่นจีนพุ่งถึง 35 ล้านล้านหยวน (4.9 ล้านล้านดอลลาร์) ในปี 2566 (IMF, 2023) จากการลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ เช่น อสังหาริมทรัพย์
  • ตัวเลข GDP มักถูกปรับแต่ง ดิเคิตเตอร์ชี้ว่าไม่มีวินัยตลาด ทำให้เกิดวิกฤต เช่น บริษัทอสังหาฯ อย่าง Evergrande ล้มละลายในปี 2564

2. การพึ่งพาการกดขี่และควบคุม

  • CCP ใช้การกดขี่เพื่อรักษาอำนาจ ไม่ใช่ความชอบธรรม สะท้อนความไม่มั่นคงภายใน
  • สถิติ: จีนมีกล้องวงจรปิด 626 ล้านตัวในปี 2564 (Comparitech) มากที่สุดในโลก เพื่อสอดแนมประชาชน
  • ตัวอย่าง: การกักขังชาวอุยกูร์กว่า 1 ล้านคนในค่าย “ฝึกอาชีพ” (UN Report, 2022) และการปราบปรามในฮ่องกง (2563)
  • ดิเคิตเตอร์ระบุว่า CCP หวาดกลัวประชาชนของตัวเอง ส่งผลให้ขาดนวัตกรรมและความไว้วางใจในสังคม

3. ความเปราะบางของ “จักรวรรดิ” คล้ายโซเวียต

  • ดิเคิตเตอร์เปรียบจีนกับสหภาพโซเวียตที่มีภาพลักษณ์แข็งแกร่งแต่ล่มสลายจากจุดอ่อนภายใน เช่น การขาดเสรีภาพ
  • สถิติ: อัตราการเกิดของจีนลดลงเหลือ 6.77 ต่อ 1,000 คนในปี 2566 (National Bureau of Statistics of China) สะท้อนวิกฤตประชากร
  • ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (เช่น ทิเบต อุยกูร์) ทำให้จีนต้องใช้กำลังรักษาความเป็นเอกภาพ คล้ายจักรวรรดิชิง

4. โฆษณาชวนเชื่อสร้างภาพเกินจริง

  • CCP ใช้โฆษณาชวนเชื่อ เช่น โครงการ Belt and Road เพื่อฉายภาพมหาอำนาจ แต่หลายโครงการล้มเหลว
  • สถิติ: 42% ของโครงการ Belt and Road เผชิญปัญหาการเงินหรือความล่าช้า (AidData, 2021)
  • เมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ เป็น “หน้ากาก” ที่ซ่อนความยากจนในชนบท ซึ่งประชากร 60% ยังอยู่นอกเมือง (World Bank, 2022)

5. ความเข้าใจผิดของตะวันตก

  • ตะวันตกเคยประเมินจีนสูงเกินไปจนถึงปี 2561–2563 และตอนนี้บางฝ่ายมองเป็นภัยคุกคามที่ทรงพลังเกินจริง
  • ดิเคิตเตอร์ย้ำว่าจีนกลัวการเปลี่ยนแปลงภายใน เช่น “วิวัฒนาการสันติ” สู่ประชาธิปไตย
  • สถิติ: การลงทุนด้านกลาโหมของจีน (2.24 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2566, SIPRI) ยังน้อยกว่าสหรัฐฯ (8.77 แสนล้านดอลลาร์)

ดิเคิตเตอร์มองว่าความเป็นมหาอำนาจของจีนเป็นภาพลวงตา เพราะเศรษฐกิจที่เปราะบาง การกดขี่ประชาชน ความคล้ายคลึงกับโซเวียตที่ล่มสลาย โฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง และความเข้าใจผิดของโลกตะวันตก สถิติยืนยันถึงความเหลื่อมล้ำ หนี้สิน และการควบคุมที่เข้มงวด ซึ่งบ่งชี้ว่าจีนห่างไกลจากความแข็งแกร่งที่แท้จริงของมหาอำนาจ

>กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่” กรีนแลนด์ในสมการความมั่น...