เหตุใดแนวทางของทรัมพ์จึงเป็น “การป้องกันสงคราม” ไม่ใช่การยั่วยุ



จากมุมมองของชาวอเมริกันจำนวนมากที่สนับสนุนแนวทางของประธานาธิบดีทรัมพ์ คำถามเรื่องกรีนแลนด์ไม่ใช่เรื่อง “ซื้อเกาะ” หรือ “การเมืองแบบอัตตา” หากแต่เป็น โจทย์ความมั่นคงเชิงโครงสร้างของศตวรรษที่ 21—โจทย์เดียวกับที่ยุโรปมักหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา

กรีนแลนด์ไม่ใช่ดินแดนชายขอบอีกต่อไป แต่คือ จุดยุทธศาสตร์ศูนย์กลางของระบบยับยั้งสงครามนิวเคลียร์โลก และเป็น “high ground” ของอาร์กติกที่ใครครอบครอง ย่อมกำหนดชะตาความมั่นคงของซีกโลกเหนือทั้งหมด


ทำไมสหรัฐฯ มองว่าเดนมาร์ก “ไม่เพียงพอ” ในเชิงยุทธศาสตร์

จากมุมมองอเมริกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เจตนาของ เดนมาร์ก แต่คือ ขีดความสามารถ (capability gap)

  • เดนมาร์กมีประชากร ~5.8 ล้านคน

  • งบกลาโหมก่อนปี 2024 ต่ำกว่า 2% ของ GDP

  • ขณะที่ กรีนแลนด์ มีพื้นที่กว่า 2.1 ล้าน ตร.กม. ใหญ่กว่าเม็กซิโก แต่มีประชากรเพียง ~57,000 คน

ในทางยุทธศาสตร์ นี่คือ พื้นที่ขนาดทวีปที่ต้องพึ่งการคุ้มครองจากอำนาจภายนอกโดยพฤตินัย ซึ่งในความเป็นจริง ผู้ที่ป้องกันกรีนแลนด์มาตลอดตั้งแต่สงครามเย็นคือสหรัฐฯ—not Copenhagen.

ฐานทัพ Thule (Pituffik Space Base) ไม่ใช่สัญลักษณ์จักรวรรดินิยม แต่คือ หัวใจของระบบเตือนภัยขีปนาวุธ (BMEWS) หากระบบนี้ถูกลดทอน หรือถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจคู่แข่ง “เวลาเตือนภัย” ของสหรัฐฯ จะหดเหลือเพียงไม่กี่นาที—ซึ่งในโลกนิวเคลียร์ นั่นเท่ากับความเสี่ยงของ สงครามโดยอุบัติเหตุ (accidental nuclear war)


ภัยที่ยุโรปไม่อยากพูดตรง ๆ: จีนและรัสเซียในอาร์กติก

1. รัสเซีย: ภัยทหารโดยตรง

  • กรีนแลนด์อยู่บนเส้นทางสั้นที่สุดของ ICBM จากรัสเซียสู่ทวีปอเมริกา

  • การครอบงำหรือแม้แต่การ “เข้าถึงเชิงทหาร” จะทำให้สมดุลนิวเคลียร์เสียรูป

  • GIUK Gap (Greenland–Iceland–UK) คือคอขวดเรือดำน้ำรัสเซีย หากถูกปิดหรือควบคุมโดยฝ่ายตรงข้าม NATO ความมั่นคงแอตแลนติกจะสั่นคลอนทันที

2. จีน: ภัยเศรษฐกิจ–เทคโนโลยีที่ร้ายแรงกว่า

  • จีนควบคุม >80% ห่วงโซ่ rare earth โลก

  • กรีนแลนด์มีแหล่งสำรองขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อ:

    • ระบบอาวุธนำวิถี

    • F-35, ระบบเรดาร์, ดาวเทียม

    • รถ EV และเทคโนโลยี AI

จากมุมมองอเมริกัน การปล่อยให้จีนใช้กลไก “การลงทุน + หนี้ + โครงสร้างพื้นฐาน” ในกรีนแลนด์ เท่ากับการยอมให้ฝ่ายตรงข้ามควบคุม supply chain ทางทหารของตนเอง—ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ระดับเดียวกับวิกฤตคิวบา


ทำไมแนวทางของทรัมพ์คือ “การป้องกันสงคราม” ไม่ใช่การยั่วยุ

ทรัมพ์มองโลกตามหลัก Realism ไม่ใช่ Idealism:

  • โลกไม่ใช่ระเบียบเสรีลอยตัว แต่คือการแข่งขันของอำนาจ

  • ช่องว่างอำนาจ (power vacuum) จะถูกเติมเสมอ—โดยใครสักคน

  • หากไม่ใช่สหรัฐฯ ก็จะเป็นจีนหรือรัสเซีย

การเสนอ “ซื้อ / ควบคุม / จัดระเบียบ” กรีนแลนด์ คือการ ปิดช่องว่างก่อนที่วิกฤตจะเกิด
ต่างจากยุโรปที่มัก “รอจนปัญหากลายเป็นสงคราม แล้วจึงเรียกสหรัฐฯ มาช่วย”

ในตรรกะของชาวอเมริกันสายนี้

“การยับยั้งที่แข็งแรงวันนี้ ถูกกว่าสงครามวันหน้าเสมอ”


แล้วเดนมาร์กคือ “หมาหวงก้าง” จริงหรือไม่?

คำตอบจากมุมมองอเมริกันคือ: ไม่เชิง—แต่ไม่เพียงพอ

เดนมาร์กทำหน้าที่เป็น

  • ผู้ดูแล (custodian)

  • ผู้กันชนทางการทูต

  • ผู้ให้สวัสดิการและเสถียรภาพทางสังคม

แต่ ไม่ใช่ผู้ค้ำประกันความมั่นคงระดับมหาอำนาจ

ปัญหาไม่ใช่ศีลธรรม แต่คือ สเกลของภัยคุกคาม ที่เกินกำลังประเทศเล็ก


ทางออกที่ลดความเสี่ยงสงครามโลกมากที่สุด (ในสายตาชาวอเมริกัน)

  1. กรีนแลนด์ต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจีนหรือรัสเซียไม่ว่าทางใด

  2. สหรัฐฯ ต้องมีบทบาทเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ฐานทัพ

  3. เดนมาร์กยังมีบทบาทได้ แต่ต้องยอมรับ การแบ่งอำนาจด้านความมั่นคง

  4. การตัดสินใจขั้นสุดท้ายต้องผ่านประชามติชาวกรีนแลนด์—not elite diplomacy

นี่ไม่ใช่จักรวรรดินิยม แต่คือ การจัดระเบียบอำนาจเพื่อป้องกันการปะทะของมหาอำนาจ


บทสรุปจากมุมมองอเมริกัน

กรีนแลนด์คือ ฟิวส์ของศตวรรษที่ 21
หากปล่อยให้หลวม โลกอาจไม่ลุกเป็นไฟวันนี้—but tomorrow.

แนวทางของทรัมพ์อาจแข็ง กระด้าง และไม่ถูกใจยุโรป
แต่ในสายตาชาวอเมริกันที่เรียนรู้จากสงครามโลกสองครั้งและสงครามเย็น
ความชัดเจนทางอำนาจ คือเงื่อนไขของสันติภาพ

และบางครั้ง
การป้องกันสงคราม
ต้องเริ่มจากการกล้าพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าพูด


No comments:

Post a Comment

Note: Only a member of this blog may post a comment.

>กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่”

กรีนแลนด์ในสมการความมั่นคงโลก (2026): มุมมองเชิงวิชาการจากฝ่ายอเมริกันเพื่อ “ป้องกันสงครามใหญ่” กรีนแลนด์ในสมการความมั่น...