อิหร่าน: สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงหวนมาอีกครั้ง
การวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ผนวกกับปรากฏการณ์เล็กๆเพื่อส่องแสงสู่ทิศทางแห่งอนาคต
ภาพประกอบ: ประกายไฟแห่งการเปลี่ยนแปลงในตลาดเตหะราน
ในย่านตลาดเก่าแก่ของเตหะราน ท่ามกลางกลิ่นเครื่องเทศและเสียงร้องเรียนของพ่อค้าแม่ขาย ภาพเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ดูเหมือนเรื่องธรรมดา—ผู้หญิงคนหนึ่งถอดฮิญาบออกอย่างท้าทาย ขณะที่ฝูงชนรอบข้างเริ่มส่งเสียงเชียร์—กลับกลายเป็นประกายไฟที่จุดชนวนการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี มันไม่ใช่แค่การต่อต้านราคาข้าวของที่พุ่งสูงขึ้น หรือความขาดแคลนน้ำดื่มในฤดูแล้งที่รุนแรง แต่เป็นสัญญาณของบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่า: การหวนคืนของสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่เคยพัดผ่านแผ่นดินเปอร์เซียโบราณมานับพันปี
รากเหง้าทางประวัติศาสตร์: จากไซรัสสู่การปฏิวัติ 1979
ย้อนกลับไปในสมัยจักรวรรดิอะคีเมนิด (Achaemenid Empire) ภายใต้พระเจ้าไซรัสมหาราช อิหร่าน—หรือเปอร์เซียในขณะนั้น—เคยเป็นอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ ยืดยาวจากแม่น้ำไนล์ไปจนถึงแม่น้ำสินธุ ด้วยระบบปกครองที่เน้นความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการปกครองแบบกระจายอำนาจ แต่เช่นเดียวกับจักรวรรดิโรมันที่ Hanson มักยกมาเปรียบเทียบ การขยายตัวมากเกินไปนำมาซึ่งจุดอ่อนภายใน: การทุจริตของขุนนาง การกดขี่ประชาชน และการสูญเสียพันธมิตร จนนำไปสู่การล่มสลายจากภายใน
เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในปี 1979 เมื่อการปฏิวัติอิสลามโค่นล้มราชวงศ์ปาห์ลาวี แต่ครั้งนี้ สายลมนั้นไม่ได้พัดมาจากมัสยิดหรือนักการศาสนา หากแต่จากถนนหนทางและโซเชียลมีเดีย—ปรากฏการณ์เล็ก ๆ อย่างวิดีโอจาก Mashhad ที่แสดงฝูงชนหลายพันคนร้องตะโกน "ความตายจงมีแด่ทรราช" ท่ามกลางการ blackout อินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความกลัวของระบอบที่รู้ดีว่าตนเองกำลังสั่นคลอน
วิกฤตเศรษฐกิจ: เสมือนยุคเสื่อมของเซอร์ซีส
มองในมิติเศรษฐกิจ การประท้วงที่ปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2025 นี้โยงใยกับวิกฤตที่สะสมมานาน: อัตราเงินเฟ้อที่ทะยานสูง การว่างงานในหมู่เยาวชนที่เกือบ 30% และการทุจริตของหน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ผูกขาดอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ Hanson คงจะเทียบเคียงกับยุคเสื่อมโทรมของจักรวรรดิเปอร์เซียภายใต้พระเจ้าเซอร์ซีส (Xerxes) ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรไปกับสงครามกับกรีซ จนทำให้ประชาชนภายในอดอยากและลุกฮือขึ้น
การพยายามของรัฐบาลในการแจกจ่ายเงินอุดหนุนสินค้าพื้นฐานในเดือนมกราคม 2026 นี้ จึงเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เหมือนการโยนเศษขนมปังให้สุนัขหิวโหย—มันอาจสงบลงชั่วคราว แต่ความหิวกระหายแห่งเสรีภาพยังคงอยู่
มิติสังคม-วัฒนธรรม: การหวนคืนสู่รากเหง้าเปอร์เซีย
สายลมนี้พัดแรงที่สุดจากกลุ่มที่ถูกกดขี่มานาน: ผู้หญิงและเยาวชน ผู้หญิงนำขบวนประท้วงใน Tehran และ Chabahar โดยไม่สวมฮิญาบ ซึ่งเราอาจมองได้ว่าเป็นการหวนคืนสู่รากเหง้าของเปอร์เซียโบราณ ที่เคยให้เกียรติสตรีอย่างเท่าเทียมในสมัยพระนางอาทอสซา (Atossa) แตกต่างจากระบอบอิสลามิสต์ที่กดขี่พวกเธอมาตั้งแต่ปี 1979
ปรากฏการณ์เล็ก ๆ อย่างการโพสต์ภาพธงชาติเก่าที่มีรูปสิงโตตรงกลางบนโซเชียลมีเดีย จึงไม่ใช่แค่สัญลักษณ์ แต่เป็นการเรียกคืนอัตลักษณ์ชาติที่ถูกบดบังด้วยลัทธิศาสนา การล้มลงของ Assad ในซีเรียเมื่อปีที่แล้วยิ่งตอกย้ำว่าพันธมิตรของอิหร่านกำลังร่วงโรย ทำให้ IRGC สูญเสียอิทธิพลในภูมิภาค และหันกลับมาปราบปรามภายในอย่างโหดร้ายยิ่งขึ้น
มุมมองพญาอินทรี: จุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์
จากมุมมองทางการเมือง Khamenei ผู้เป็นผู้นำสูงสุดกำลังเผชิญกับจุดอ่อนที่คล้ายกับจักรพรรดิเนโรแห่งโรมัน: สุขภาพที่ย่ำแย่ การสูญเสียการสนับสนุนจากชนชั้นนำ และการแบ่งแยกภายใน IRGC การจับกุมผู้จัดประท้วงกว่า 200 คนและยึดอาวุธจำนวนมาก แสดงถึงความตื่นตระหนก แต่ประวัติศาสตร์จะเตือนเราว่าการปราบปรามเช่นนี้มักนำไปสู่จุดจบของเผด็จการ—เหมือนที่เกิดกับชาห์ในปี 1979 หรือ Assad ในปี 2025
Reza Pahlavi ทายาทราชวงศ์เก่า ได้กลายเป็นจุดรวมใจ โดยเรียกร้องให้จุดประกายด้วยเคลื่อนไหวในภาคพลังงานและขนส่ง เพื่อยึดศูนย์กลางเมือง ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด โยงกับประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาวเปอร์เซียที่เคยล้มจักรวรรดิมองโกลมาแล้ว
มองจากมุมสูงดั่งพญาอินทรี คงมองเห็นว่าสายลมนี้ไม่ใช่แค่พายุชั่วคราว แต่เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ที่อาจนำอิหร่านกลับสู่ความยิ่งใหญ่ หากเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยได้โดยไม่ตกสู่ความวุ่นวายแบบซีเรีย การสนับสนุนจากตะวันตก—เช่น คำพูดจาก Trump และ Graham ที่เรียกให้ "Make Iran Great Again"—อาจเป็นตัวเร่ง แต่ความสำเร็จต้องมาจากภายใน ประวัติศาสตร์สอนเราว่าจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ล้มลงไม่ใช่เพราะศัตรูภายนอก แต่เพราะประชาชนภายในที่เบื่อหน่าย ในปี 2026 นี้ อิหร่านกำลังยืนอยู่ที่จุดตัด: จะหวนคืนสู่เปอร์เซียผู้ยิ่งใหญ่ หรือจมดิ่งสู่ความมืดมิดยาวนาน? สายลมกำลังพัดแรง และครั้งนี้ มันอาจไม่หยุดยั้งโดยง่าย เพราะเมื่อเวลาเปลี่ยน สรรพสิ่งเปลี่ยน สิ่งที่จะกลายเป็นของแปลกปลอมที่ถูกกำจัดหรือเขี่ยทิ้ง คือสิ่งที่ไม่เข้ากับยุคสมัย
บทวิเคราะห์นี้เขียนเมื่อ 11 มกราคม 2569
© สงวนลิขสิทธิ์ — นำไปเผยแพร่ซ้ำได้โดยระบุที่มา คันฉ่องส่องโลก กับ ดร. เพียงดิน รักไทย
