คันฉ่องส่องโลก · บทวิเคราะห์เชิงอำนาจ
ทรัมพ์ไม่ได้เปลี่ยน “ระเบียบโลก” — เขากำลังท้าทาย “ระบอบของโลก”
เมื่อโลกถูกฉีกออกเป็นแรงอำนาจสามชั้น: อักษะอำนาจนิยม, เทคโนแครตโลกาภิวัตน์, และ America First แบบรัฐชาติแข็งแรง คำถามจึงไม่ใช่ “ใครชนะเลือกตั้ง” แต่คือ “ระบอบใดจะกำหนดขอบเขตสงครามและสันติภาพในศตวรรษนี้”
1) เปลี่ยน “ระเบียบ” กับเปลี่ยน “ระบอบ” ต่างกันอย่างไร
ในประวัติศาสตร์การเมืองโลก การเปลี่ยน ระเบียบ (order) มักเกิดหลังสงครามใหญ่: เส้นแบ่งใหม่ พันธมิตรใหม่ กติกาใหม่ และการจัดวางกำลังใหม่ แต่การเปลี่ยน ระบอบ (regime) มักเกิดก่อนสงคราม—เงียบ ๆ ลึก ๆ ผ่านการเปลี่ยนศูนย์กลางการตัดสินใจว่า “ใครมีสิทธิ์กำหนดอนาคต” ระหว่าง รัฐชาติ, ชนชั้นนำข้ามชาติ, หรือ จักรวรรดิอำนาจนิยม
นี่คือจุดที่ทำให้โดนัลด์ ทรัมพ์ถูกมองว่าไม่เพียงรื้อ “กรอบหลังสงครามเย็น” แต่กำลังท้าทาย “กลไกเหนือรัฐชาติ” ที่สะสมอำนาจและความชอบธรรมมาหลายทศวรรษ
“การเปลี่ยนระบอบของโลก มักเริ่มจากการทำให้รัฐชาติกลับมาเป็นเจ้าของชะตากรรมของตัวเองอีกครั้ง”
และเมื่อรัฐชาติกลับมาแข็งแรง ความเป็นไปได้ของสงครามใหญ่กลับลดลง—เพราะเส้นแดงชัด และต้นทุนการท้าทายสูงขึ้น
2) โลกวันนี้มี “สามแรงอำนาจ” ไม่ใช่สองค่าย
การมองโลกแบบ “ประชาธิปไตย vs เผด็จการ” ยังมีประโยชน์ในเชิงศีลธรรม แต่ไม่พอสำหรับการอ่านเกมอำนาจในสนามจริง โลกวันนี้มีแรงอำนาจอย่างน้อยสามชั้นที่กำลังชนกัน
ค่ายที่หนึ่ง: อักษะอำนาจนิยม (Axis of Disruption)
จีน รัสเซีย อิหร่าน และบริวาร ไม่ได้ต้องการปรับกติกาเล็กน้อย แต่ต้องการ “โลกที่กฎหมายอ่อนแอ” เพื่อให้กำลังและการบีบคั้นเป็นคำตอบสุดท้าย: ทางทะเล พลังงาน เทคโนโลยี การเงิน และสงครามตัวแทน
ค่ายที่สอง: Globalist Technocracy
ไม่ใช่รัฐชาติ ไม่ส่งรถถัง แต่ส่ง “มาตรฐาน” “เงื่อนไข” “กรอบความดี” และ “กลไกข้ามชาติ” จุดยืนหลักคือรัฐชาติเป็นของล้าสมัย ประชาชนตัดสินใจพลาดบ่อย และผู้เชี่ยวชาญควรจัดการแทน แม้ไม่ตั้งใจทำสงคราม แต่กัดกร่อนอธิปไตยของประเทศต่าง ๆ ทีละน้อย
ค่ายที่สาม: America First (ในแบบทรัมพ์)
ไม่เข้ากับใครง่าย ๆ เพราะไม่เชื่อทั้ง “จักรวรรดิอำนาจนิยม” และไม่เชื่อ “รัฐบาลโลกแบบเทคโนแครต” จุดศูนย์กลางคือรัฐชาติที่เข้มแข็ง: ผลิตได้เอง พลังงานพึ่งตน กองทัพน่าเกรงขาม เส้นแดงชัด เพื่อทำให้การแข่งขันเชิงอำนาจหยุดอยู่ในระดับสงครามเย็น ไม่ลุกลามเป็นสงครามร้อน
3) America First ไม่ใช่ “โดดเดี่ยว” แต่คือ Realism แบบคลาสสิก
การกล่าวหาว่า America First คือการถอนตัวออกจากโลก มักเป็นการสรุปที่สะดวก แต่ไม่แม่นยำ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ “จะอยู่กับโลกหรือไม่” แต่อยู่ที่ “จะอยู่กับโลกภายใต้ข้อตกลงแบบไหน”
ตรรกะหลักของ America First
- ไม่ต่อต้านพันธมิตร แต่ต่อต้านพันธมิตรที่ ไม่รับผิดชอบต่อภาระ
- ไม่ต่อต้านการค้า แต่ต่อต้านการค้าที่ ทำลายฐานอุตสาหกรรมในประเทศ
- ไม่ต่อต้านสถาบันโลก แต่ต่อต้านสถาบันที่ ไม่ยึดโยงกับประชาชน
นี่ไม่ใช่ความคิดแปลกใหม่ หากมองผ่านประวัติศาสตร์แบบคลาสสิก: สาธารณรัฐจะอยู่รอดได้เมื่อชนชั้นนำไม่ตัดขาดจากฐานของตนเอง หากฐานการผลิตพัง ความมั่นคงพัง ความไว้วางใจพัง ประเทศจะเหลือเพียงวาทกรรม—และวาทกรรมไม่เคยหยุดจรวดหรือเรือรบได้
4) ทำไมทรัมพ์จึงพยายาม “ทำให้สงครามเย็นไม่ร้อน”
ความย้อนแย้งที่หลายคนไม่อยากยอมรับคือ: ผู้นำที่ใช้อำนาจแข็งบางครั้งทำเช่นนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ เพราะการยั่วยุส่วนใหญ่เกิดขึ้นเมื่ออีกฝ่าย “เชื่อว่าเราไม่กล้าตอบโต้”
“เส้นแดงที่ชัดเจน อาจดูแข็งกร้าวในสายตาคนเมือง แต่ในประวัติศาสตร์ มันคือเครื่องมือป้องกันสงคราม”
เมื่อศัตรูคำนวณต้นทุนได้ ความเสี่ยงในการท้าทายก็ลดลง และเกมจะถูกบังคับให้กลับไปสู่การถ่วงดุล
“ทำให้อเมริกาเข้มแข็ง” ในที่นี้ไม่ใช่คำขวัญ แต่คือโครงสร้าง: ฐานอุตสาหกรรมกลับมา, โครงสร้างพลังงานพึ่งตน, กองทัพพร้อมรบ, และการกำหนดผลประโยชน์แห่งชาติแบบไม่กำกวม หากองค์ประกอบเหล่านี้อ่อนแรง สงครามเย็นจะมีแนวโน้ม “ลื่นไถล” ไปสู่สงครามร้อนโดยปริยาย
กลไก “กันสงครามร้อน” ในตรรกะรัฐชาติ
- Deterrence: ทำให้การท้าทายมีราคาแพง
- Resilience: ทำให้การบีบคั้นทางเศรษฐกิจได้ผลน้อยลง
- Clarity: ทำให้เส้นแดงไม่ถูกตีความผิด
5) เติมสาระแบบคันฉ่องส่องโลก: ศัตรูที่แท้จริงอาจไม่ใช่ “ภายนอก” อย่างเดียว
ประวัติศาสตร์สอนเราว่า จักรวรรดิไม่ได้ล่มเพราะศัตรูภายนอกเท่านั้น แต่ล่มเพราะความเชื่อมโยงภายในพัง: ชนชั้นนำเลิกพูดภาษาเดียวกับประชาชน และสร้างโลกของตนเองที่ไม่ต้องขอความยินยอมจากใคร
ทรัมพ์อาจไม่สุภาพ และไม่เป็นที่รักของสถาบันเดิม แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็น “ปรากฏการณ์ระดับระบอบ” คือการดึงโลกกลับสู่ความจริงพื้นฐานที่สุด: รัฐชาติที่รับผิดชอบ แข็งแรง และยึดโยงประชาชน คือเงื่อนไขของสันติภาพระยะยาว
คำอธิษฐานเชิงยุทธศาสตร์
หากมนุษยชาติอยากให้ “สงครามร้อนไม่เกิดขึ้นไปอีกนับร้อยปี” เราต้องลดแรงจูงใจในการเสี่ยง—ด้วยการทำให้การรุกราน “ไม่คุ้ม” และทำให้การรักษาสันติภาพ “ทำได้จริง” ไม่ใช่แค่สวยงามในเอกสาร
