มิติด้านมืดที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจ: สิ่งที่ "คันฉ่อง" สะท้อนให้เห็นมากกว่าตัวเลข
นอกจากพายุภายนอกและหนี้ครัวเรือนแล้ว ความอ่อนแอของไทยถูกซ้ำเติมด้วยโครงสร้างเชิงอำนาจที่บิดเบี้ยว ดังนี้:
1. การเมืองแบบคณาธิปไตย และ "ทุนผูกขาดประชารัฐ"
เศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันที่เสรี (Free Market) แต่ถูกครอบงำด้วยกลุ่ม "คณาธิปไตย" (Oligarchy) หรือกลุ่มทุนขนาดใหญ่ไม่กี่ตระกูลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจ
การกินรวบเชิงโครงสร้าง: กฎหมายและระเบียบปฏิบัติมักถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อทุนใหญ่ (เช่น ธุรกิจค้าปลีก พลังงาน และเครื่องดื่ม) ทำให้ SME หรือนวัตกรรายใหม่ไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้
ความเหลื่อมล้ำสุดขั้ว: เมื่อความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่แค่ด้านบน กำลังซื้อส่วนใหญ่ของประเทศจึงเหือดแห้ง เกิดสภาวะ "รวยกระจุก จนกระจาย" ที่ทำให้ GDP โตแบบกลวง ๆ แต่คนส่วนใหญ่ไม่มีเงินในกระเป๋า
2. มรดกจากยุค "ทหารครองเมือง" (Decade of Stagnation)
การสืบทอดอำนาจของ คสช. และรัฐบาลต่อเนื่องภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทิ้ง "บาดแผลเรื้อรัง" ไว้กับระบบเศรษฐกิจ:
ขาดวิสัยทัศน์ที่ทันโลก: ผู้นำที่มาจากสายความมั่นคงมักเน้นการสั่งการแบบบนลงล่าง (Top-down) และการยึดติดกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่แข็งตัว ไม่ยืดหยุ่นต่อโลกดิจิทัลและเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruption)
การสูญเสีย "โอกาสทอง" ในการเจรจาระหว่างประเทศ: ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามเดินสายทำ FTA ทั่วโลก ไทยกลับใช้เวลากว่าทศวรรษจมอยู่กับการจัดระเบียบการเมืองภายในและการสร้างความมั่นคงให้เครือข่ายตนเอง ทำให้นักลงทุนย้ายฐานหนีเพราะมองว่าไทยไม่มีเสถียรภาพและขาดความก้าวหน้าทางนโยบาย
3. กลไกราชการที่กลายเป็น "รัฐอุปสรรค" (Bureaucratic Red Tape)
ระบบราชการไทยถูกแช่แข็งและขยายตัวจนเทอะทะ แต่ไร้ประสิทธิภาพ:
Digital Disconnect: การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลเป็นไปอย่างล่าช้าและแยกส่วน กฎหมายล้าสมัยยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกรับผลประโยชน์หรือการ "ดุลพินิจ" ของเจ้าหน้าที่
ระบบงบประมาณที่เน้น "รายจ่ายประจำ": งบประมาณส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนคน แทนที่จะนำมาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย (R&D) หรือการพัฒนาทักษะมนุษย์ (Upskilling)
4. การคอรัปชั่นเชิงนโยบายและระบบอุปถัมภ์
การคอรัปชั่นในไทยได้วิวัฒนาการจากการ "ใต้โต๊ะ" แบบเดิม ไปสู่ "การคอรัปชั่นเชิงนโยบาย" และการใช้เส้นสายผ่านหลักสูตรคอนเนกชันต่าง ๆ:
ระบบตั๋วและเครือข่าย: การแต่งตั้งคนในตำแหน่งสำคัญของรัฐวิสาหกิจหรือองค์กรอิสระ มักพิจารณาจาก "ความจงรักภักดี" และ "เครือข่ายรุ่นพี่รุ่นน้อง" มากกว่า "ความสามารถ" (Meritocracy) ทำให้การตัดสินใจด้านนโยบายเศรษฐกิจผิดพลาดและล่าช้า
ต้นทุนแฝงของนักลงทุน: การที่ต้องจ่ายค่า "เงินกินเปล่า" หรือต้องมีหุ้นส่วนเป็นคนมีสี/ผู้ทรงอิทธิพล ทำให้นักลงทุนรายใหม่ที่มีเทคโนโลยีสูง (FDI) เลือกที่จะไปอินโดนีเซียหรือมาเลเซียที่โปร่งใสกว่า
5. วัฒนธรรม "อนุรักษ์นิยมสุดโต่ง" ในโลกที่หมุนเร็ว
มิติด้านสังคมและวัฒนธรรมก็มีส่วนสำคัญ:
ระบบการศึกษาที่เน้นการเชื่อฟัง: การศึกษาไทยยังไม่สอนให้เด็กตั้งคำถามหรือคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างนวัตกรรม เราจึงผลิตได้เพียง "แรงงานรับจ้าง" ไม่ใช่ "ผู้สร้างสรรค์"
Brain Drain (สมองไหล): คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพรู้สึกมองไม่เห็นอนาคตในประเทศที่ระบบยุติธรรมบิดเบี้ยวและปิดกั้นเสรีภาพทางความคิด พวกเขาจึงเลือกย้ายประเทศ นำความรู้และความสามารถไปสร้าง GDP ให้ชาติอื่น
บทสรุปจากคันฉ่อง: ชาติไทยในทางแพร่ง
หากเรามองผ่านคันฉ่องที่ซื่อสัตย์ เราจะพบว่า "อาการป่วยของเศรษฐกิจไทย ไม่ได้เกิดจากไวรัสภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากมะเร็งภายในที่กัดกินโครงสร้างมานาน" การเติบโตที่ต่ำกว่าเพื่อนบ้านไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการมีระบบการเมืองที่ปิดกั้นการแข่งขัน การบริหารที่ขาดประสิทธิภาพของระบอบคณาธิปไตยทหาร และการละเลยการพัฒนาคนอย่างแท้จริง
สิ่งที่รัฐบาลและสังคมไทยต้องทำทันที:
ทลายทุนผูกขาด: เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันเสรีอย่างจริงจัง
ปฏิรูปกองทัพและราชการ: ลดขนาดรัฐ เพิ่มประสิทธิภาพ และดึงทหารออกจากการเมืองและบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
คืนอำนาจการตรวจสอบ: สร้างระบบยุติธรรมที่โปร่งใสเพื่อดึงความเชื่อมั่นจากสากลกลับมา
หากเรายังกลัวที่จะส่องคันฉ่องบานนี้ให้ชัด ๆ และไม่กล้ายอมรับความจริงที่เจ็บปวด ไทยจะกลายเป็นเพียง "พิพิธภัณฑ์ที่ยังมีลมหายใจ" ในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังพุ่งทะยาน