ทหารมีไว้ทำไม?: บทความต่อยอดงานของศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

 


ทหารมีไว้ทำไม

การทบทวนเชิงวิชาการเต็มรูปแบบเพื่อ “push the edges of knowledge”หรือต่อยอดสาระทางวิชาการจากงานของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ : จากคำถามเชิงสาธารณะสู่กรอบรัฐ-ชาติ เศรษฐศาสตร์การเมืองของความมั่นคง วาทกรรมความมั่นคง และความชอบธรรมของระบอบ

Political SociologyCivil–Military RelationsState FormationPolitical Economy of SecuritySecuritizationLegitimacy

บทคัดย่อ (Abstract)

บทความนี้ใช้คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นเครื่องมือเชิงญาณวิทยา (epistemological tool) ในการรื้อถอนความเข้าใจแบบสามัญสำนึกเกี่ยวกับกองทัพในรัฐ-ชาติสมัยใหม่ โดยต่อยอดจากข้อเขียนของ นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่ชี้ว่า “กองทัพ” มิใช่สถาบันที่ดำรงอยู่โดยธรรมชาติของสังคมมนุษย์ หากเป็นผลผลิตของ การก่อรูปของรัฐ-ชาติ การรวมศูนย์อำนาจ การเก็บภาษี และการสร้างระบบกำลังถาวร พร้อมทั้งฝังตัวอยู่ในโครงสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ-การเมืองของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์และอุตสาหกรรมอาวุธ ตลอดจนวาทกรรม “ความมั่นคง” ที่สามารถขยายอำนาจรัฐเหนือการถกเถียงสาธารณะได้ 1

บทความนี้เสนอว่า ในสังคมที่ประชาธิปไตยยังไม่สมบูรณ์ กองทัพมีแนวโน้มกลายเป็น “รัฐซ้อนรัฐ” (state within a state) ที่ไม่เพียงทำหน้าที่ด้านความมั่นคง หากยังสกัดกั้นการพัฒนาของประชาธิปไตยและการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม ผ่านงบประมาณที่ตรวจสอบจำกัด อำนาจยับยั้งทางการเมือง และการผลิตความชอบธรรมแบบจากบนลงล่าง (top-down legitimation) แทนฉันทามติสาธารณะ บทความจึงขยับคำถามจาก “ทหารมีไว้ทำไม” ไปสู่ “ความมั่นคงของใคร ด้วยทรัพยากรของใคร ภายใต้การตรวจสอบแบบใด และได้รับความชอบธรรมจากประชาชนอย่างไร” พร้อมวางกรอบสมมติฐาน ตัวชี้วัด และสถาปัตยกรรมเชิงนโยบาย ที่ช่วยให้การถกเถียงเรื่องกองทัพยึดโยงกับหลักการประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรม

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: บทความนี้ตั้งใจ “ดันขอบเขตความรู้” ด้วยการย้ายจุดสนใจจาก “บทบาทตามอุดมคติของกองทัพ” ไปสู่ เงื่อนไขเชิงโครงสร้าง ที่ทำให้กองทัพบางสังคมกลายเป็นกลไกค้ำจุนหรือทำลายประชาธิปไตย: การจัดสรรทรัพยากร สถาปัตยกรรมการตรวจสอบ และการผลิตความชอบธรรมผ่านวาทกรรมความมั่นคง การวิจารณ์ในที่นี้จึงเป็นการวิจารณ์ระดับ “สถาบัน” (institutional critique) มากกว่าการตัดสินเชิงศีลธรรมต่อบุคคล และพยายามแปลงคำถามให้เป็นโจทย์ที่อภิปรายได้ด้วยเหตุผลสาธารณะ ตรวจสอบได้ และต่อยอดเป็นงานวิจัยเชิงประจักษ์ได้

1) คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ในฐานะเครื่องมือรื้อสามัญสำนึก

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอคำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ใช่ในฐานะคำถามยั่วยุทางอารมณ์ แต่เป็นคำถามเชิงประวัติศาสตร์และโครงสร้างอำนาจ ที่บังคับให้สังคมถอยออกจากคำตอบสำเร็จรูป เช่น “เพื่อป้องกันประเทศ” หรือ “เพื่อความมั่นคง” แล้วหันมาพิจารณาอย่างเป็นระบบว่า “ความมั่นคงของใคร” และ “ด้วยทรัพยากรของใคร” รวมถึง “กระบวนการตรวจสอบและความรับผิดรับชอบอยู่ตรงไหน” 1

ในทางวิเคราะห์ คำถามนี้ทำหน้าที่เป็น “คันงัด” ทางปัญญา (intellectual lever) งัดให้เห็นว่าคำว่า “ความมั่นคง” มิได้เป็นความจริงนิ่ง ๆ ที่อยู่นอกการเมือง หากเป็นแนวคิดที่ถูกนิยาม แข่งขัน และทำให้กลายเป็นข้อยุติได้ด้วยอำนาจ เมื่อใดที่คำว่า “ความมั่นคง” ถูกทำให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจตั้งคำถาม เมื่อนั้นการใช้งบประมาณ อำนาจกำลัง และมาตรการพิเศษก็จะหลุดจากสนามเหตุผลสาธารณะ (public reason) และทำให้ประชาธิปไตยกลายเป็นพิธีกรรมมากกว่าระบบกำกับทรัพยากรและอำนาจรัฐ

เมื่อความมั่นคงถูกทำให้เป็น “ศาสนา” คำถามพื้นฐานที่สุด—จำเป็นแค่ไหน ใช้งบเท่าไร ใครตรวจสอบ— จะถูกตีตราว่า “บ่อนทำลายชาติ” แทนที่จะถูกมองว่าเป็น “หน้าที่พลเมือง” ในระบอบประชาธิปไตย

ที่สำคัญ คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ไม่ได้ปฏิเสธว่ารัฐอาจต้องมีขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศ แต่พยายามย้ายวงสนทนาจาก “ความเชื่อ” ไปสู่ “หลักฐานและโครงสร้าง”: ภัยคุกคามถูกประเมินอย่างไร ยุทธศาสตร์ตอบสนองเป็นแบบใด ความคุ้มค่าของงบประมาณเป็นอย่างไร และการเลือกทรัพยากรเพื่อความมั่นคงมีต้นทุนโอกาส (opportunity cost) ต่อการศึกษา สุขภาพ สวัสดิการ และความมั่นคงมนุษย์เพียงใด เมื่อพิจารณาเช่นนี้ คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” จึงกลายเป็นคำถามเรื่อง “การจัดลำดับความสำคัญของรัฐ” และ “รูปแบบความชอบธรรมของการใช้อำนาจ” มากกว่าจะเป็นคำถามเรื่อง “อาชีพทหาร” เพียงอย่างเดียว

2) รัฐ-ชาติ การทำสงคราม และการก่อรูปของกองทัพถาวร

ประเด็นสำคัญในบทความต้นทางคือการทำให้เราเห็นว่า “ทหารอาชีพ” ในความหมายสมัยใหม่เป็นปรากฏการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับการก่อรูปของรัฐ-ชาติ กล่าวคือ ก่อนรัฐ-ชาติสมัยใหม่ สังคมจำนวนมากมิได้มี “กองทัพประจำการ” ในความหมายเดียวกับปัจจุบัน หากพึ่งพาการเกณฑ์แรงงาน การระดมไพร่พล หรือเครือข่ายอุปถัมภ์ทางอำนาจ 1

การเปลี่ยนผ่านสู่กองทัพถาวรสัมพันธ์กับเงื่อนไขอย่างน้อยสามประการ: (1) การรวมศูนย์อำนาจของรัฐ (2) การสร้างระบบภาษีถาวรเพื่อเลี้ยงกำลังถาวร และ (3) การพัฒนาระบบราชการและโลจิสติกส์ที่ทำให้การใช้กำลังเป็นกิจการต่อเนื่องและเป็นมืออาชีพ เมื่อกองทัพกลายเป็นสถาบันถาวร กองทัพจึงไม่ใช่เพียง “หน่วยงานหนึ่ง” หากเป็นโครงสร้างที่ช่วยทำให้รัฐมีความสามารถ (state capacity) ในการบังคับใช้กฎ ระดมทรัพยากร และกำหนดขอบเขตความเป็นสมาชิกของสังคมการเมือง

กรอบทฤษฎีที่ช่วย “ขยายให้เป็นวิชาการเต็ม” คือแนวคิดการก่อรูปของรัฐแบบ bellicist ซึ่งเชื่อมรัฐกับสงครามในฐานะเครื่องจักรการสร้างรัฐ งานในสายนี้สัมพันธ์อย่างยิ่งกับ Charles Tilly ที่เสนอว่า การทำสงครามบังคับให้รัฐต้องเพิ่มขีดความสามารถในการจัดเก็บและจัดการทรัพยากร และในทางกลับกัน เมื่อรัฐมีขีดความสามารถมากขึ้น รัฐก็ทำสงครามได้ “มีประสิทธิภาพกว่าเดิม” 3

ที่ยั่วล้ออย่างมีพลังเชิงวิพากษ์คือ Tilly เปรียบเทียบการทำรัฐและการทำสงครามกับ “การคุ้มครองแบบรีดไถ” (protection racket) เพราะรัฐอาจสร้างหรือขยาย “ภาพภัยคุกคาม” เพื่อให้สังคมยอมจ่ายทรัพยากรและยอมให้รัฐใช้อำนาจพิเศษเพื่อจัดการภัยนั้น แม้ในระดับหนึ่งนี่จะเป็นกลไกจำเป็นของรัฐ-ชาติ แต่ในระดับที่รัฐไม่ถูกตรวจสอบเพียงพอ กลไกดังกล่าวย่อมเสี่ยงต่อการกลายเป็นวงจรที่ผลิตอำนาจเหนือสังคมมากกว่าการคุ้มครองสังคม

ดังนั้น เมื่อเราถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” ในกรอบรัฐ-ชาติสมัยใหม่ เรากำลังถามต่อด้วยว่า ขีดความสามารถด้านการใช้กำลังถูกออกแบบให้รับใช้ “ประชาชน” หรือรับใช้ “โครงสร้างอำนาจบางกลุ่ม” และเมื่อเกิดความขัดแย้งระหว่างผลประโยชน์สาธารณะกับผลประโยชน์ของผู้ถืออาวุธ ระบบสถาบันมีกลไกใดทำให้ฝ่ายแรกชนะด้วยเหตุผลและความชอบธรรม แทนที่จะแพ้ด้วยกำลัง

3) เศรษฐศาสตร์การเมืองของความมั่นคง: จากงบกลาโหมสู่อุตสาหกรรมอาวุธ

นิธิชี้ให้เห็นว่า งบประมาณทหารไม่ได้จบที่เงินเดือนหรือค่าใช้จ่ายประจำ หากเชื่อมต่อกับระบบจัดซื้อยุทโธปกรณ์และยุทธบริการ ซึ่งหมายถึงการไหลเวียนทรัพยากรสาธารณะไปยังเครือข่ายเศรษฐกิจ-การเมืองที่มักตรวจสอบยาก 1 เมื่อมองด้วยสายตาเศรษฐศาสตร์การเมือง งบกลาโหมจึงเป็นทั้ง “นโยบายความเสี่ยง” และ “นโยบายการจัดสรรผลประโยชน์” กล่าวคือ เป็นการกำหนดว่ากลุ่มใดจะได้รับทรัพยากร อำนาจต่อรอง และสถานะพิเศษในระบบรัฐ

แนวคิด “military-industrial complex” ทำให้มองเห็นการผูกพันกันระหว่างกองทัพ อุตสาหกรรมอาวุธ และการเมืองในฐานะโครงสร้าง ที่อาจมีแรงจูงใจให้คงอยู่และขยายตัวผ่านการรับรู้ภัยคุกคาม (threat perception) และการจัดสรรงบประมาณอย่างต่อเนื่อง การเตือนของ Dwight D. Eisenhower ในคำปราศรัยอำลาตำแหน่ง (1961) สะท้อนความกังวลต่ออิทธิพลที่ไม่พึงประสงค์ของโครงสร้างนี้ ต่อทิศทางนโยบายสาธารณะและประชาธิปไตย 4

การขยายความเชิงวิชาการต่อยอดจากจุดนี้คือการยอมรับว่า “ความมั่นคง” ไม่ใช่เพียงผลตอบแทนสาธารณะ (public good) แบบไร้ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม แต่ในโลกจริง ความมั่นคงถูกผลิตและบริโภคผ่านตลาด สัญญา และเครือข่ายสถาบัน เมื่อความมั่นคงกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ “ความต่อเนื่องของภัยคุกคาม” (ไม่ว่าจะเป็นภัยจริง ภัยคาดการณ์ หรือภัยที่ถูกสื่อสารให้เชื่อว่าเป็นภัย) ย่อมทำหน้าที่เป็นเงื่อนไขทางการเมือง-เศรษฐกิจที่ค้ำจุนตลาดนั้น ดังนั้น การถามว่า “ทหารมีไว้ทำไม” จึงต้องถามต่อว่า “โครงสร้างผลประโยชน์ทำงานอย่างไร” และ “การตรวจสอบงบประมาณและสัญญาความมั่นคงมีเพียงพอหรือไม่” มิฉะนั้นคำตอบด้านยุทธศาสตร์จะถูกกลืนด้วยแรงเฉื่อยของโครงสร้างงบประมาณ

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือ “ต้นทุนโอกาส” ของงบความมั่นคง เพราะงบประมาณรัฐมีข้อจำกัด: การเพิ่มงบกลาโหมมักเท่ากับการลดศักยภาพการลงทุนในด้านอื่น โดยเฉพาะด้านที่สร้างความมั่นคงมนุษย์ (human security) เช่น สุขภาพ การศึกษา สวัสดิการ และการลดความเหลื่อมล้ำ เมื่อความมั่นคงถูกนิยามแคบ (narrow security) ให้หมายถึงอาวุธและกำลัง รัฐอาจบรรลุ “ความมั่นคงของรัฐ” แต่ทำลาย “ความมั่นคงของประชาชน” ซึ่งในระยะยาวย้อนกลับมาบั่นทอนความชอบธรรมของรัฐเอง

4) ความมั่นคงในฐานะวาทกรรม: Securitization และการขยายอำนาจ

หากต้อง “push the edges of knowledge” ให้ลึกขึ้น จำเป็นต้องมอง “ความมั่นคง” ไม่ใช่เพียงสภาวะวัตถุ (objective condition) แต่เป็นกระบวนการทางการเมืองในการทำให้บางประเด็นกลายเป็น “เรื่องความมั่นคง” เพื่ออ้างมาตรการพิเศษ งานสำคัญของ Buzan, Wæver และ de Wilde (1998) เสนอกรอบ “securitization” อธิบายว่า เมื่อรัฐหรือผู้นำประกาศสิ่งใดเป็นภัยคุกคามเชิงอัตถิภาวะ (existential threat) ก็อาจทำให้สังคมยอมให้รัฐใช้มาตรการนอกปกติ (extraordinary measures) ได้ง่ายขึ้น 5

ประเด็นนี้ทำให้คำถาม “ทหารมีไว้ทำไม” ขยับเป็นคำถามว่าด้วย “การผูกขาดนิยามภัยคุกคาม”: ใครมีสิทธิประกาศว่าเรื่องใดคือภัยคุกคาม กระบวนการพิสูจน์/ทบทวนภัยคุกคามอยู่ตรงไหน และสังคมสามารถท้วงติงโดยไม่ถูกตีตราว่าเป็นศัตรูได้หรือไม่ เพราะหากความมั่นคงถูก securitize อย่างเข้มข้น การเมืองภายในประเทศจะถูกดันให้เข้าใกล้ตรรกะสงคราม กล่าวคือฝ่ายตรงข้ามทางนโยบายถูกทำให้กลายเป็น “ศัตรู” มากกว่าคู่แข่ง และการใช้อำนาจจะค่อย ๆ เคลื่อนจาก “การปกครองโดยเหตุผลสาธารณะ” ไปสู่ “การปกครองโดยข้อยกเว้น” (rule by exception)

เมื่อการถกเถียงถูกปิดด้วยวาทกรรมความมั่นคง ความชอบธรรมจะถูกผลิตแบบลำดับชั้น: รัฐนิยามภัยคุกคาม—รัฐประกาศมาตรการ—ประชาชนถูกคาดหวังให้ “เชื่อและยอม” แทนที่ประชาชนจะมีอำนาจร่วมในการนิยามปัญหาและกำกับวิธีแก้ปัญหา ในทางประชาธิปไตย นี่คือการลดสถานะประชาชนจาก “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” เหลือเพียง “ผู้ถูกปกครองที่ต้องยอมรับคำอธิบาย” และเมื่อความชอบธรรมแบบนี้สะสมเป็นเวลานาน ความไว้วางใจต่อสถาบันรัฐจะเปราะบาง เพราะความชอบธรรมที่ไม่ยึดโยงกับเหตุผลสาธารณะย่อมพังทลายทันทีเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคำอ้าง

5) ความชอบธรรมและ “รัฐซ้อนรัฐ”: ปัญหาเชิงสถาบัน

การใช้คำว่า “ความชอบธรรม” มีนัยสำคัญเชิงทฤษฎีอย่างยิ่ง เพราะโจทย์แกนกลางไม่ใช่เพียง “ความถูกต้องตามกฎหมาย” (legality) แต่คือเหตุผลที่ประชาชนยอมรับและมอบอำนาจ (legitimacy) หากองค์กรที่ถืออาวุธมีอำนาจเหนือรัฐบาลพลเรือนหรือเหนือเจตจำนงสาธารณะ ความชอบธรรมของระบอบจะเกิด “ภาวะพร่อง” (legitimacy deficit) แม้ยังมีพิธีกรรมรัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้งอยู่ก็ตาม

แนวคิด “รัฐซ้อนรัฐ” (state within a state) ช่วยทำให้ปัญหานี้เป็นรูปธรรม: เมื่อองค์กรที่ถืออาวุธมี (1) งบประมาณสูงและซับซ้อน (2) วัฒนธรรมองค์กรปิด (3) ระบบวินัย/ศาล/เครือข่ายผลประโยชน์เฉพาะ และ (4) อำนาจยับยั้งทางการเมืองไม่เป็นทางการ องค์กรนั้นอาจกลายเป็น “ผู้เล่นเหนือเกม” (supra-player) ที่ไม่อยู่ภายใต้หลักความรับผิดรับชอบ (accountability) ทำให้ “อำนาจอธิปไตยของประชาชน” ถูกบิดให้เป็นเพียงหลักการเชิงถ้อยคำ

หากนำกรอบของ Habermas มาช่วยคิด ความชอบธรรมในประชาธิปไตยสมัยใหม่ไม่ได้เกิดเพียงจากการเลือกตั้ง แต่เกิดจากการที่สังคมมี “พื้นที่สาธารณะ” (public sphere) ที่ผู้คนสามารถใช้เหตุผล ถกเถียง ตรวจสอบ และก่อรูปความเห็นสาธารณะ แล้วส่งผ่านแรงกดดันเชิงเหตุผลไปยังสถาบันรัฐ 6 เมื่อประเด็นกองทัพ/ความมั่นคงถูกทำให้เป็นเขตหวงห้าม (forbidden zone) พื้นที่สาธารณะจะถูกทำให้บกพร่อง และความชอบธรรมจะไม่ถูกผลิตผ่านกระบวนการสาธารณะ แต่ถูกผลิตผ่านอำนาจและการสื่อสารเชิงบังคับ

ด้วยเหตุนี้ “การตั้งคำถามต่อกองทัพ” จึงไม่ใช่การทำลายชาติ แต่เป็นการฟื้นฟูเงื่อนไขของความชอบธรรมในรัฐสมัยใหม่: หากรัฐใช้งบประมาณของประชาชนและอำนาจในนามของประชาชน รัฐต้องยอมให้ประชาชนถาม—และต้องตอบด้วยเหตุผลที่ตรวจสอบได้

6) พลเรือนควบคุมทหาร: แนวคิดคลาสสิกและการต่อยอดสมัยใหม่

วรรณกรรมว่าด้วยความสัมพันธ์พลเรือน-ทหาร (civil–military relations) เสนอแกนหลักร่วมกันว่า กองทัพจำเป็นต้องอยู่ใต้การกำกับโดยพลเรือน (civilian control) แต่ต่างกันที่คำอธิบายว่า “ควบคุมอย่างไร” และ “เงื่อนไขอะไรทำให้ควบคุมได้จริง”

Samuel P. Huntington (1957) เสนอแนวคิด “objective civilian control” ที่มองว่า การทำให้ทหารเป็น “วิชาชีพ” ที่ชัดเจน มีขอบเขตหน้าที่จำกัด และอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ เป็นแนวทางสร้างความเป็นมืออาชีพควบคู่กับการไม่แทรกการเมือง 7 มุมนี้เน้น “การแยกบทบาท” ระหว่างทหารกับการเมือง แต่ในสังคมที่ทหารมีบทบาทเชิงสถาบันลึก การแยกบทบาทเพียงอย่างเดียวมักไม่พอ เพราะบทบาทนั้นถูกหล่อเลี้ยงด้วยงบประมาณ เครือข่ายผลประโยชน์ และวัฒนธรรมองค์กร

Morris Janowitz (1960) มองทหารในฐานะ “สถาบันทางสังคม” (social institution) ที่สัมพันธ์กับค่านิยม สังคม และความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มากกว่าจะเป็นองค์กรเทคนิคด้านกำลังเพียงอย่างเดียว 8 มุมนี้ช่วยให้เห็นว่า “การทำให้ทหารไม่ยุ่งการเมือง” ไม่ใช่แค่การสั่งห้าม แต่เป็นการออกแบบความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับสังคมพลเรือนใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่การศึกษา วัฒนธรรมองค์กร ไปจนถึงสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจ

ในงานสมัยใหม่ Peter D. Feaver (2003) เสนอกรอบ principal–agent มองพลเรือนเป็น “principal” และทหารเป็น “agent” ที่อาจปฏิบัติตามหรือแอบเบี่ยง (shirking) ขึ้นอยู่กับระดับการเฝ้าระวัง (monitoring) และต้นทุนของการไม่เชื่อฟัง 9 กรอบนี้สำคัญต่อสังคมที่มี “รัฐซ้อนรัฐ” เพราะทำให้โจทย์ไม่ใช่คำประกาศเชิงอุดมคติ แต่เป็นโจทย์สถาปัตยกรรม: สภามีอำนาจเข้าถึงเอกสารหรือไม่ สังคมมีเสรีภาพสื่อและการคุ้มครองผู้เปิดโปงหรือไม่ กลไกตรวจสอบมีเขี้ยวเล็บเพียงใด และบทลงโทษการเบี่ยงเบนมีจริงหรือไม่

ขณะเดียวกัน Samuel E. Finer (1962) ชี้ว่าการแทรกแซงการเมืองของทหารไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นรูปแบบพฤติกรรมทางการเมืองที่เกิดซ้ำในหลายภูมิภาค โดยสัมพันธ์กับความอ่อนแอของสถาบันพลเรือนและความชอบธรรมของระบอบ 10 Alfred Stepan (1988) เสนอการวิเคราะห์ “prerogatives” ของทหาร (อำนาจสงวน/สิทธิพิเศษ) และชี้ว่าในระบอบที่กำลังเปลี่ยนผ่าน การลดสิทธิพิเศษเหล่านี้เป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำให้ประชาธิปไตยหยั่งราก 11 แนวคิด prerogatives ทำให้การอภิปรายไม่ติดอยู่แค่คำถามเชิงนามธรรม แต่ชี้จุดชัดว่าต้อง “ลดอะไร” และ “ออกแบบอะไรใหม่” เพื่อให้ทหารเป็นส่วนหนึ่งของรัฐภายใต้ความชอบธรรมของประชาชน ไม่ใช่ผู้กำกับรัฐจากเหนือรัฐ

7) ขยับขอบเขตความรู้: สมมติฐาน ตัวชี้วัด และข้อเสนอเชิงนโยบาย

7.1 สมมติฐานเชิงโครงสร้าง (Structural Hypotheses)

หากต้องการยกระดับการถกเถียงจาก “บทความสาธารณะ” ไปสู่ “งานวิชาการที่ทดสอบได้” เราสามารถตั้งสมมติฐานเชิงโครงสร้างอย่างน้อย 3 ข้อ เพื่ออธิบายกลไกที่ทำให้กองทัพบางสังคมกลายเป็นรัฐซ้อนรัฐ และทำให้ประชาธิปไตยเติบโตแบบบอนไซ:

  1. H1: ยิ่งงบความมั่นคง/กลาโหมมีความทึบสูง (ตรวจสอบยาก เปิดเผยสัญญาจัดซื้อน้อย กลไก audit จำกัด) ยิ่งเพิ่มโอกาสการก่อรูปของรัฐซ้อนรัฐ ผ่านเครือข่ายผลประโยชน์และอำนาจต่อรองเชิงสถาบันของกองทัพ
  2. H2: ยิ่งการทำ securitization การเมืองภายในเข้มข้น (การตีตราผู้วิจารณ์เป็นภัย) ยิ่งลดคุณภาพพื้นที่สาธารณะ และทำให้ความชอบธรรมถูกผลิตแบบ “จากบนลงล่าง” มากกว่าผ่านฉันทามติสาธารณะและเหตุผลที่ตรวจสอบได้
  3. H3: ยิ่งสิทธิพิเศษ (prerogatives) ของทหารสูง ยิ่งทำให้พลเรือนควบคุมทหารได้ต่ำ และทำให้ประชาธิปไตย “หยั่งรากได้ยาก” เพราะการกำกับอำนาจบังคับใช้ไม่อยู่ใต้เจตจำนงประชาชนอย่างต่อเนื่อง

7.2 ตัวชี้วัด (Operational Indicators)

เพื่อหลีกเลี่ยงการวิจารณ์แบบนามธรรม ควรออกแบบตัวชี้วัดที่จับต้องได้ (operationalize) ซึ่งสามารถใช้เปรียบเทียบข้ามเวลาและข้ามประเทศได้ เช่น:

  • ดัชนีความทึบงบประมาณกลาโหม: สัดส่วนงบในหมวดลับ/ตรวจสอบจำกัด, ระดับการเปิดเผยสัญญาจัดซื้อ (vendor, price, spec, rationale), อำนาจและความเป็นอิสระของหน่วยตรวจสอบ (เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน/คณะกรรมาธิการ)
  • ดัชนี civilian oversight capacity: ความสามารถของสภาในการเรียกเอกสารและไต่สวน, อำนาจในการอนุมัติ/ปรับลดงบอย่างมีความหมาย, การเข้าถึงข้อมูลด้านยุทธศาสตร์และการประเมินภัยคุกคาม
  • ดัชนีพื้นที่สาธารณะด้านความมั่นคง: ระดับเสรีภาพสื่อในประเด็นความมั่นคง, การคุ้มครองนักวิชาการ/ผู้สื่อข่าว/ผู้เปิดโปง, การไม่ใช้กฎหมายหรือกลไกความมั่นคงเพื่อปิดปากผู้วิจารณ์
  • ดัชนีสิทธิพิเศษของทหาร (prerogatives): ขอบเขตบทบาททางเศรษฐกิจ (ธุรกิจ/ทรัพย์สิน/โครงการ), บทบาททางการเมืองไม่เป็นทางการ, ช่องทางการยกเว้นความรับผิด (impunity), และการมีอำนาจยับยั้งนโยบายโดยพฤตินัย

7.3 สถาปัตยกรรมเชิงนโยบาย (Policy Architecture)

จากกรอบทฤษฎีข้างต้น คำตอบที่ “เข้ม” ของคำถามทหารมีไว้ทำไม ต้องแปลเป็น “สถาปัตยกรรม” ไม่ใช่เพียงถ้อยคำ โดยอย่างน้อยควรครอบคลุม 4 มิติหลัก:

  1. งบประมาณและการจัดซื้อโปร่งใสเป็นค่าเริ่มต้น: ยกระดับมาตรฐานการเปิดเผยสัญญา เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ และผลประเมินความคุ้มค่า เพื่อสกัดการคงอยู่ของ “ตลาดความมั่นคง” ที่ไม่ถูกตรวจสอบ (รวมถึงการลดการใช้หมวดลับโดยไม่จำเป็น)
  2. กำกับโดยพลเรือนแบบมีเขี้ยวเล็บ: เพิ่มอำนาจสภาและกลไกอิสระในการเข้าถึงเอกสาร สอบสวน และกำกับการจัดซื้อ ทำให้การตรวจสอบเป็น “กิจวัตรประชาธิปไตย” ไม่ใช่ “ข้อยกเว้น”
  3. จำกัดการ securitize การเมืองภายใน: แยกประเด็นความมั่นคงที่แท้จริงออกจากการแข่งขันทางนโยบายและการวิจารณ์รัฐบาล เพื่อคืนพื้นที่สาธารณะให้การถกเถียงเชิงเหตุผล ซึ่งเป็นฐานของความชอบธรรม
  4. จัดวางบทบาทกองทัพให้สอดคล้องภัยคุกคามร่วมสมัยภายใต้การตรวจสอบ: เน้นความพร้อมเชิงป้องกันภัยสมัยใหม่ (ไซเบอร์ ภัยพิบัติ โลจิสติกส์ ความมั่นคงห่วงโซ่อุปทาน) และกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ (outcomes) ที่ตรวจสอบได้ เพื่อลดการขยายบทบาทภายในโดยไร้เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์

คำถามต่อยอดเพื่อการวิจัย (Research Prompts)

  • อะไรคือจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการปกป้องความลับทางทหารกับสิทธิประชาชนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณ?
  • ในสังคมที่มีรัฐซ้อนรัฐ การเพิ่มการเฝ้าระวัง (monitoring) เพียงพอหรือไม่ หรือจำเป็นต้องออกแบบแรงจูงใจ/โครงสร้างสิทธิพิเศษใหม่ (incentive & prerogatives redesign)?
  • การ securitize การเมืองภายในส่งผลต่อความชอบธรรม ความไว้ใจในสถาบัน และความแตกแยกทางสังคมอย่างไรในระยะยาว?
  • การลด prerogatives ของทหารควรเริ่มจากมิติใดเพื่อหลีกเลี่ยงแรงต้านถาวร และทำให้การเปลี่ยนผ่านมีเสถียรภาพ?

8) สรุป

“ทหารมีไว้ทำไม” ในมือของนิธิ ไม่ใช่คำถามชวนทะเลาะ แต่เป็นคำถามชวน “เห็นโครงสร้าง”: กองทัพในรัฐ-ชาติสมัยใหม่ดำรงอยู่ผ่านการก่อรูปของรัฐและสงคราม เศรษฐศาสตร์การเมืองของงบประมาณและอุตสาหกรรมอาวุธ และการผลิตความชอบธรรมผ่านวาทกรรมความมั่นคง 1

เมื่อเติมกรอบ Tilly, securitization, และทฤษฎีพลเรือนควบคุมทหาร (Huntington–Janowitz–Feaver) คำถามนี้จึงแปรเป็นโจทย์สถาบัน: จะทำอย่างไรให้ “อำนาจที่ถืออาวุธ” อยู่ใต้ “ความชอบธรรมของประชาชน” อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะในวันเลือกตั้งหรือในถ้อยคำพิธีกรรม. ในทางหลักการ หากประชาธิปไตยคือการที่สังคมกำกับทรัพยากรและอำนาจรัฐด้วยเหตุผลสาธารณะ การตั้งคำถามต่อกองทัพ—งบประมาณ บทบาท และการตรวจสอบ—ย่อมไม่ใช่ภัยต่อชาติ หากเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำของความชอบธรรมในรัฐสมัยใหม่

หมายเหตุ: บทความนี้ตั้งใจรักษาน้ำหนักเชิงวิชาการเพื่อต่อยอดและให้เกียรติแด่ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ล่วงลับ


เชิงอรรถ (Footnotes)

  1. นิธิ เอียวศรีวงศ์. “ทหารมีไว้ทำไม.” มติชนออนไลน์ (คอลัมน์มติชนสุดสัปดาห์), 13 มกราคม 2016.แหล่งอ้างอิง: https://www.matichon.co.th/columnists/news_2227
  2. Tilly, Charles. “War Making and State Making as Organized Crime.” In Peter B. Evans, Dietrich Rueschemeyer, and Theda Skocpol (eds.), Bringing the State Back In. Cambridge: Cambridge University Press, 1985.Cambridge Core record (chapter page): Cambridge Core
  3. Eisenhower, Dwight D. “Farewell Address.” Delivered January 17, 1961. (คำเตือนเรื่อง military-industrial complex)U.S. National Archives: archives.govNational Constitution Center: constitutioncenter.org
  4. Buzan, Barry, Ole Wæver, and Jaap de Wilde. Security: A New Framework for Analysis. Boulder, CO: Lynne Rienner Publishers, 1998.Bibliographic record: Google Books
  5. Habermas, Jürgen. The Structural Transformation of the Public Sphere. Cambridge, MA: MIT Press. (English edition)Publisher record: MIT Press
  6. Huntington, Samuel P. The Soldier and the State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Belknap Press of Harvard University Press, 1957.Publisher record: Harvard University Press
  7. Janowitz, Morris. The Professional Soldier: A Social and Political Portrait. New York: Free Press, 1960.Bibliographic record: Google Books
  8. Feaver, Peter D. Armed Servants: Agency, Oversight, and Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Harvard University Press, 2003.Book page (Duke University): Duke University
  9. Finer, Samuel E. The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics. New York: Praeger, 1962.Library record (HathiTrust): HathiTrust
  10. Stepan, Alfred. Rethinking Military Politics: Brazil and the Southern Cone. Princeton, NJ: Princeton University Press, 1988.JSTOR record: JSTORArchive.org record: Archive.org

บรรณานุกรม (Bibliography)

  • Buzan, Barry, Ole Wæver, and Jaap de Wilde. Security: A New Framework for Analysis. Boulder, CO: Lynne Rienner Publishers, 1998. (Bibliographic record: Google Books)
  • Eisenhower, Dwight D. “Farewell Address.” January 17, 1961. U.S. National Archives, Milestone Documents.
  • Eisenhower, Dwight D. “The Military-Industrial Complex Speech (1961).” National Constitution Center, Historic Document Library.
  • Feaver, Peter D. Armed Servants: Agency, Oversight, and Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Harvard University Press, 2003.
  • Finer, Samuel E. The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics. New York: Praeger, 1962.
  • Habermas, Jürgen. The Structural Transformation of the Public Sphere. Cambridge, MA: MIT Press. (English edition; original work published earlier in German).
  • Huntington, Samuel P. The Soldier and the State: The Theory and Politics of Civil-Military Relations. Cambridge, MA: Belknap Press of Harvard University Press, 1957.
  • Janowitz, Morris. The Professional Soldier: A Social and Political Portrait. New York: Free Press, 1960.
  • Stepan, Alfred. Rethinking Military Politics: Brazil and the Southern Cone. Princeton, NJ: Princeton University Press, 1988.
  • Tilly, Charles. “War Making and State Making as Organized Crime.” In Peter B. Evans, Dietrich Rueschemeyer, and Theda Skocpol (eds.), Bringing the State Back In. Cambridge: Cambridge University Press, 1985.
  • เอียวศรีวงศ์, นิธิ. “ทหารมีไว้ทำไม.” มติชนออนไลน์ (คอลัมน์มติชนสุดสัปดาห์), 13 มกราคม 2016.

ทำไมคนจำนวนมากจึงอยากเห็น “พรรคประชาชน” ได้บริหารประเทศ: อธิบายด้วยเหตุผล

ทำไมคนจำนวนมากจึงอยากเห็น “พรรคประชาชน” ได้บริหารประเทศ: อธิบายด้วยเหตุผล

คนจำนวนมากสนับสนุนให้พรรคประชาชนได้ขึ้นบริหารประเทศ ไม่ใช่เพราะอยากให้ใครไปล้มล้างสิ่งดีงาม แต่เพราะอยากเห็นรัฐบาลที่กล้า “สะสางรากเหง้า” ของปัญหาในเสาหลักสำคัญ—ปัญหาที่พรรคอื่นจำนวนมากไม่แตะ หรือแตะไม่สุด แม้หลายพรรคจะเคยเป็นรัฐบาลมาแล้วก็ตาม
คันฉ่องส่องไทย: ความเป็นกลางไม่ใช่การไม่คิด ความเป็นกลางคือการตั้งมาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย แล้วถามให้ถึง “สมุทัย” และ “มรรค” อย่างไม่กลัวความจริง
สารบัญ
  1. บทนำ: ความหวังต่อ “การซ่อมประเทศ”
  2. อริยสัจ 4: ทุกข์–สมุทัย–นิโรธ–มรรค ในการเมืองจริง
  3. ทำไมการ “แจก” จึงไม่ผิด แต่ผิดเมื่อใช้แทนโครงสร้าง
  4. ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง (ไม่พาดพิงบุคคล): รูปแบบที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำ
  5. Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค ต้องเดินพร้อมกัน
  6. Critical Thinking: ชุดคำถามสำหรับผู้อ่าน (ใช้กับทุกพรรค)
  7. บทสรุป: เลือกเหตุผล เลือกมาตรฐาน เลือกอนาคต
  8. หน้าสรุปอินโฟกราฟิก: Dual Tracks 8 เสา (ต่อท้าย)

1) บทนำ: ความหวังต่อ “การซ่อมประเทศ” ไม่จำเป็นต้องเป็นความคลั่งไคล้ต่อพรรค

ในสังคมที่แตกเป็นฝักฝ่าย เรามักถูกบังคับให้เลือกข้างโดยอัตโนมัติ: ถ้าไม่เห็นด้วยกับฝ่ายหนึ่ง ก็ต้องถูกตีตราว่าอยู่ฝ่ายตรงข้าม แต่ในความจริง คนจำนวนมากสนับสนุนพรรคประชาชนด้วยเหตุผลที่ “ไม่ใช่ศัตรู–มิตร” หากเป็นเหตุผลแบบ “วิศวกรรมสังคม” คืออยากเห็นรัฐบาลที่กล้าซ่อมเครื่องจักรประเทศที่ชำรุดมานาน

ความคาดหวังนี้มาจากความรู้สึกว่า ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ประชาชนยังพบ “อาการเดิม” ซ้ำ ๆ—รายได้ไม่พอรายจ่าย หนี้สูง ความเหลื่อมล้ำ และสถาบันรัฐถูกตั้งคำถามเรื่องมาตรฐาน ความโปร่งใส และความรับผิด จนหลายคนเริ่มสรุปว่า ปัญหาไทยไม่ใช่แค่ “นโยบายรายปี” แต่เป็นเรื่อง “โครงสร้างอำนาจและแรงจูงใจ” ที่ทำให้ปัญหาถูกผลิตซ้ำ

แกนของบทความนี้: อธิบายว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงอยากเห็นรัฐบาลที่ “แตะสมุทัย” (รากเหตุ) โดยไม่จำเป็นต้องเกลียดชังใคร และไม่จำเป็นต้องทำลายสิ่งดีงามใด ๆ

2) อริยสัจ 4 ในโลกการเมืองจริง: ถ้าไม่แตะสมุทัย ทุกข์ก็ยืดเยื้อ

2.1 ทุกข์: อาการที่คนไทยสัมผัสได้ทุกวัน

ทุกข์ในที่นี้คือ “ทุกข์ของระบบ” ที่บั่นทอนชีวิตและศักดิ์ศรีของพลเมือง

  • ค่าแรง/รายได้โตช้า แต่ค่าครองชีพและหนี้โตเร็ว
  • โอกาสกระจุก: คนเล็กเข้าถึงทุน เครือข่าย และตลาดยาก
  • บริการรัฐช้า ดุลพินิจสูง จนประชาชนต้องพึ่ง “เส้นสาย”
  • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมลดลงเมื่อเห็นมาตรฐานไม่สม่ำเสมอ
  • การเมืองวนความขัดแย้งเรื้อรัง โดยไม่มี “ทางออกเชิงสถาบัน” ที่ทุกฝ่ายเชื่อถือร่วมกัน
  • ชายแดนและเศรษฐกิจสีเทาเป็นเงาทับเศรษฐกิจจริง และสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคง

2.2 สมุทัย: เหตุแห่งทุกข์—โครงสร้างแรงจูงใจที่ผลิตซ้ำปัญหา

สมุทัยคือ “ระบบ” ไม่ใช่ “ด่าใครคนใดคนหนึ่ง”

  • Power–Accountability mismatch: อำนาจจริงกับความรับผิดไม่อยู่ที่เดียวกัน
  • รัฐทึบ: ข้อมูลงบประมาณ/จัดซื้อ/ผลลัพธ์เข้าถึงยาก ทำให้ตรวจสอบยาก
  • การแข่งขันทางการเมืองถูกตั้งคำถามเรื่องความเสมอภาคและการบังคับใช้กติกา
  • ดุลพินิจทางราชการสูง: ความไม่แน่นอนกลายเป็นช่องทางคอร์รัปชัน
  • ความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารไม่อยู่ในมาตรฐานรัฐสมัยใหม่ในหลายมิติ
  • พื้นที่ชายแดนเป็น “พื้นที่เสี่ยง” ต่อผลประโยชน์ทับซ้อนและเศรษฐกิจสีเทา

2.3 นิโรธ: ประเทศที่เครื่องจักรทำงานได้—ไม่ต้องพึ่งการประคองตลอดไป

  • กติกาการเมืองทำให้ “เสียงประชาชน” มีความหมายจริง และทุกฝ่ายเห็นว่าการแข่งขันเป็นธรรม
  • รัฐเปิดเผย ตรวจสอบได้ และยอมรับผิดเมื่อผิดพลาด
  • กองทัพทำหน้าที่ภายใต้การกำกับของพลเรือนตามมาตรฐานสากล
  • เศรษฐกิจลดผูกขาด ลดทุนมืด เพิ่มโอกาสให้คนเล็กและผู้ประกอบการ
  • ชายแดนมั่นคงแบบยั่งยืน: ลดการปะทะ และลดเศรษฐกิจสีเทา
  • การศึกษา/สื่อสร้างพลเมืองคิดเป็นและตรวจสอบอำนาจได้

2.4 มรรค: ทางเดิน—ต้องมีทั้ง “เยียวยา” และ “ปฏิรูป” (Dual Tracks)

  • Track A (Micro) ช่วยคนทันที: ลดทุกข์ ลดความเสี่ยง ให้สังคมหายใจได้
  • Track B (Macro) เปลี่ยนโครงสร้าง: ปรับกติกาและแรงจูงใจให้ปัญหาไม่ผลิตซ้ำ
บทเรียนสำคัญ: ถ้าเราทำได้แค่ “ช่วยวันนี้” แต่ไม่ “ซ่อมระบบ” เราจะต้องช่วยแบบเดิมซ้ำ ๆ ไปเรื่อย ๆ โดยไม่เคยหลุดจากวงจร

3) ทำไมการ “แจก” จึงไม่ผิด แต่ผิดเมื่อใช้แทนการซ่อมโครงสร้าง

ความจริงที่ต้องยอมรับก่อนคือ มาตรการระยะสั้นมีความจำเป็นในหลายช่วง เพราะประชาชนจำนวนมากไม่สามารถรอผลระยะยาวได้โดยไม่มี “กันชน” รัฐที่ดีจึงต้องช่วยให้คนไม่ล้ม—นี่คือมนุษยธรรมขั้นพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่

แต่ปัญหาเกิดเมื่อมาตรการแจกกลายเป็น “แกนหลัก” ของการเมือง เพราะมันทำให้รัฐบาลได้ผลเร็ว ได้คะแนนเร็ว โดยไม่ต้องเผชิญแรงต้านจากโครงสร้างผลประโยชน์เดิมมากนัก ในสภาวะเช่นนี้ การแจกกลายเป็น เครื่องมือซื้อเวลา และสังคมถูกชวนให้เชื่อว่า “อาการดีขึ้น” ทั้งที่โรคยังอยู่

คันฉ่องส่องไทย: การแจกไม่ใช่บาป แต่การ “แจกแทนการซ่อม” คือการปล่อยให้อนาคตถูกกินทีละน้อย เพราะลูกหลานจะต้องจ่ายราคาของโครงสร้างที่ไม่ถูกซ่อมด้วยภาษี หนี้ และโอกาสที่หายไป

4) ตัวอย่างเชิงโครงสร้าง (ไม่พาดพิงบุคคล): “รูปแบบ” ที่ทำให้ปัญหาเกิดซ้ำ

เพื่อหลีกเลี่ยงการด่าคน เราจะพูดถึง “รูปแบบเชิงระบบ” ที่เกิดซ้ำในสังคมไทย และเป็นเหตุผลว่าทำไมคนจำนวนหนึ่งจึงอยากเห็นรัฐบาลที่กล้าแตะโครงสร้าง

4.1 ระบบทึบ: ข้อมูลไม่ใช่ของประชาชนโดยปริยาย

เมื่อข้อมูลงบประมาณ ผลลัพธ์โครงการ จัดซื้อจัดจ้าง และตัวชี้วัดถูกทำให้เข้าถึงยาก การตรวจสอบย่อมกลายเป็น “งานนักสืบ” ไม่ใช่สิทธิพลเมือง

  • การอ้างเหตุผลความมั่นคง/ความลับเพื่อปิดข้อมูลมากเกินจำเป็น
  • รายงานผลโครงการเน้น “กิจกรรม” มากกว่า “ผลลัพธ์”
  • เมื่อข้อมูลทึบ ความผิดพลาดจึงยืดอายุได้นาน และคอร์รัปชันมีที่ซ่อน

4.2 ดุลพินิจสูง: ประชาชนต้องพึ่ง “เส้น” เพื่อให้รัฐทำงาน

ถ้ากฎหมายและระเบียบเปิดช่องตีความกว้าง เจ้าหน้าที่มีดุลพินิจสูง ความไม่แน่นอนจะกลายเป็นต้นทุนชีวิตและต้นทุนธุรกิจ

  • ประชาชนเสียเวลา/เสียศักดิ์ศรีเพราะต้อง “ขอความเมตตา” แทนสิทธิ
  • ธุรกิจดี ๆ ถูกบั่นทอนเพราะความไม่แน่นอนและต้นทุนใต้โต๊ะ
  • ระบบแบบนี้ทำให้คนเก่งหนีไป และคนที่อยู่ต้องปรับตัวให้เข้ากับความไม่ปกติ

4.3 การแก้ปัญหาแบบ “ปลายเหตุ”: รัฐเก่งกับการดับไฟ แต่ไม่เก่งกับการกันไฟ

การดับไฟเป็นสิ่งจำเป็น แต่หากไม่มีการกันไฟ (prevention + institution) ประเทศจะเหนื่อยกับการดับไฟซ้ำ ๆ

  • วิกฤตเศรษฐกิจ: ช่วยเฉพาะหน้า แต่ไม่แก้โครงสร้างรายได้/ผูกขาด/ทักษะแรงงาน
  • คอร์รัปชัน: ไล่จับรายกรณี แต่ไม่เปลี่ยนระบบจัดซื้อ/เปิดข้อมูล/ตรวจสอบผลลัพธ์
  • ความขัดแย้งการเมือง: เน้น “สงบเงียบ” มากกว่า “กติกาที่ทุกฝ่ายเชื่อถือ”

4.4 ภาวะ “อำนาจไม่ต้องรับผิด”: เมื่อผู้กำหนดเกมไม่ต้องถูกตรวจ

ถ้าอำนาจบางส่วนกำหนดทิศทางประเทศได้ แต่ไม่อยู่ใต้การตรวจสอบที่เทียบเท่ากับฝ่ายอื่น ระบบจะเอียงโดยธรรมชาติ

  • การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เกิดในพื้นที่ปิดมากเกินไป
  • ความรับผิดเลื่อนลอย: เมื่อผลลัพธ์เสียหาย ไม่มีใครรับผิดเต็ม ๆ
  • ประชาชนจึงรู้สึกว่า “เลือกตั้งแล้วก็ไม่เปลี่ยน” และสิ้นหวังต่อการเมือง

4.5 ชายแดนเป็นระบบซ้อน: อธิปไตย + เศรษฐกิจสีเทา + ความปลอดภัยคน

ชายแดนไม่ใช่แค่เรื่องทหารเผชิญหน้า แต่เป็นพื้นที่ที่เงินผิดกฎหมาย อิทธิพลท้องถิ่น และเครือข่ายข้ามชาติเดินผ่าน

  • ถ้าข้อมูลด่าน/รายได้/การจัดซื้อทึบ เศรษฐกิจสีเทาจะเติบโตเงียบ ๆ
  • เมื่อปัญหาปะทุ อาจถูกอธิบายด้วยชาตินิยม เพื่อเบี่ยงคำถามเรื่องความรับผิดและผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ทางออกจึงต้องเป็น “แพ็กเดียว” ไม่ใช่เพิ่มด่านอย่างเดียวหรือเพิ่มอาวุธอย่างเดียว

4.6 สังคมถูกทำให้เลือกข้างง่าย: เพราะขาด “พื้นที่ของเหตุผลร่วม”

เมื่อสื่อ ข้อมูล และการศึกษาไม่สร้างนิสัยการคิดเชิงเหตุผล สังคมจะถูกปั่นให้แตกแยกได้ง่าย และอำนาจจะยิ่งตรวจสอบยาก

  • ข่าวและการสื่อสารเน้นอารมณ์ มากกว่าหลักฐานและความรับผิด
  • ผู้คนถกเถียงกันเรื่อง “ใครรักชาติ” มากกว่า “อะไรทำให้ชาติเดินหน้า”
  • เมื่อสังคมแตก อำนาจรวมศูนย์จะยิ่งแข็งแรง เพราะประชาชนไม่สามารถรวมมาตรฐานร่วมได้
สรุปเชิงระบบ: เหล่านี้คือ “โครงสร้าง” ที่ทำให้การแจกหรือการแก้ปลายเหตุไม่เพียงพอ เพราะมันไม่แตะรากเหตุที่ผลิตซ้ำปัญหา

5) Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค ต้องเดินพร้อมกัน

ถ้าเราต้องการความเป็นธรรมจริง เราต้องยอมรับว่า คนจำนวนมากไม่มีแรงพอจะรอผลการปฏิรูป แต่ถ้าเรามีแต่การเยียวยาโดยไม่ปฏิรูป ประเทศก็ไม่พ้นวงจรเดิม ดังนั้น Dual Tracks คือการออกแบบให้ “คนอยู่รอด” และ “ระบบเปลี่ยนได้”

Track A (Micro): ทำให้ประชาชน “หายใจได้”

  • กันชนหนี้และรายได้ (แบบมีเงื่อนไขและวัดผลได้)
  • บริการรัฐที่เร็วขึ้นจริง (SLA, ลดเวลาอนุญาต)
  • ความปลอดภัยชุมชนและชายแดน (incident protocol, เตือนภัย, คุ้มครองคน)
  • ช่องทางร้องเรียนและคุ้มครองผู้ร้องเรียน

Track B (Macro): ทำให้ “โรคไม่กลับมา”

  • รัฐเปิดข้อมูลเป็นค่าเริ่มต้น (FOI, open data, procurement transparency)
  • งบประมาณผูกผลลัพธ์ (outcome-based budgeting)
  • ลดดุลพินิจ เพิ่มระบบตรวจสอบที่เทียบเท่าและสม่ำเสมอ
  • รีเซ็ตความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารตามมาตรฐานรัฐสมัยใหม่
  • กลไกขับเคลื่อน: KPI dashboard + เจ้าภาพ + audit ที่มีอำนาจเข้าถึงข้อมูล
บทเรียนสำคัญ: Track A คือมนุษยธรรมและเสถียรภาพทางสังคม Track B คือความยั่งยืนและการไม่กลับไปป่วยซ้ำ ประเทศที่ดีต้องทำทั้งสอง—พร้อมกัน

6) Critical Thinking: ชุดคำถามสำหรับผู้อ่าน (ใช้กับทุกพรรค—มาตรฐานเดียว)

หากเราไม่อยากเลือกข้างด้วยอารมณ์ เราต้อง “เลือกด้วยมาตรฐาน” ต่อไปนี้คือคำถามเชิง Critical Thinking ที่ใช้ได้กับทุกพรรค ทุกฝ่าย เพื่อให้การเมืองกลับมาอยู่บนหลักฐานและความรับผิด

6.1 คำถามเรื่อง “ปัญหา” (Clarify the Issue)

  • พรรคนี้นิยามปัญหาใหญ่ที่สุดของประเทศว่าอะไร และมีหลักฐานใดสนับสนุน
  • เขาแยก “อาการ” ออกจาก “เหตุ” ได้หรือไม่
  • ปัญหาใดเป็นเชิงนโยบายรายปี และปัญหาใดเป็นเชิงสถาบัน/โครงสร้าง

6.2 คำถามเรื่อง “เหตุผล” (Assess Reasoning & Evidence)

  • ข้อเสนออิงข้อมูลจริง หรืออิงความรู้สึก/ความนิยม
  • มีตัวชี้วัดความสำเร็จและความล้มเหลวชัดเจนหรือไม่
  • มีแผนรองรับผลข้างเคียง (trade-offs) หรือไม่

6.3 คำถามเรื่อง “ความเป็นธรรม” (Fair Standards)

  • พรรคนี้เสนอให้กติกาใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่
  • เขากล้าสร้างระบบตรวจสอบ “ตัวเอง” เท่ากับตรวจสอบ “คนอื่น” หรือไม่
  • เขาพูดเรื่องโปร่งใส แต่ยอมเปิดข้อมูลที่ทำให้ตรวจสอบเขาได้จริงหรือไม่

6.4 คำถามเรื่อง “Dual Tracks” (Short-term + Long-term)

  • Track A: 100 วันแรกจะทำอะไรให้คนรู้สึกได้จริง
  • Track B: 6–24 เดือนจะทำอะไรที่แตะโครงสร้าง (กติกา/งบ/ข้อมูล/ตรวจสอบ)
  • มี dashboard ให้ประชาชนตรวจสอบรายเดือนหรือไม่

6.5 คำถามเรื่อง “ความกล้าและความซื่อสัตย์ต่อความจริง” (Intellectual Integrity)

  • เมื่อข้อมูลจริงขัดกับคำสัญญา เขากล้าปรับท่าทีหรือยังดื้อรักษาหน้า
  • เขาอธิบายข้อจำกัดอย่างตรงไปตรงมาหรือขายฝัน
  • เขายอมรับความผิดพลาดและแก้ไขเชิงระบบหรือโทษคนอื่น

6.6 คำถามเรื่อง “อำนาจและความรับผิด” (Accountability Follows Power)

  • เขาชี้ให้เห็นศูนย์อำนาจจริงของรัฐ และเสนอให้ตรวจสอบได้อย่างไร
  • เขาจัดวางความสัมพันธ์พลเรือน–ทหารในมาตรฐานรัฐสมัยใหม่อย่างไร
  • เขาจะทำให้ความรับผิด “เกาะติดอำนาจ” ได้จริงหรือไม่
คันฉ่องส่องไทย: ถ้าเราไม่ตั้งคำถามแบบนี้กับทุกพรรคเท่ากัน เรากำลังเปิดทางให้การเมืองกลับไปเป็นเกมอารมณ์—ซึ่งมักจบด้วยการที่อำนาจไม่ต้องรับผิด

7) บทสรุป: เลือกเหตุผล เลือกมาตรฐาน เลือกอนาคต

หากจะสรุปอย่างไม่เลือกข้างที่สุด เราอาจพูดได้ว่า คนจำนวนมากอยากเห็นพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ เพราะเขาอยากเห็นรัฐบาลที่ “แตะสมุทัย” มากกว่า ไม่ใช่รัฐบาลที่เก่งแค่ “บริหารอาการ”

นี่ไม่ใช่คำตัดสินว่าใครดีเลิศหรือเลวร้าย แต่เป็นคำถามต่อประเทศว่า เราจะยอมอยู่กับวงจรเดิมต่อไปหรือไม่: แจก–ประคอง–หาเสียง–วนซ้ำ หรือจะยกระดับให้การเมืองทำหน้าที่ที่ยากกว่า: ซ่อมกติกา ซ่อมสถาบัน ซ่อมความรับผิด และซ่อมความโปร่งใส

คันฉ่องส่องไทย: เราไม่จำเป็นต้องรักหรือเกลียดใครเป็นพิเศษ แต่เราจำเป็นต้องรักอนาคตของลูกหลานพอที่จะกล้าถามความจริงกับทุกฝ่าย

หน้าสรุป: Dual Tracks 8 เสา (Micro + Macro)

เหมาะสำหรับเลื่อนดูไว ๆ / ใช้เป็นสไลด์ HTML ต่อท้ายบทความ
Track A (Micro) = เยียวยาทันที ลดทุกข์ชีวิตคน Track B (Macro) = ปฏิรูปโครงสร้าง ป้องกันป่วยซ้ำ
1
นิติรัฐ–ความรับผิดยุติ impunity + เปิดข้อมูลรัฐ
Track A
  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ + คุ้มครองผู้ร้องเรียน
  • SLA บริการรัฐตอบภายใน X วัน
  • ช่องทางร้องเรียนเข้าถึงง่าย
Track B
  • FOI เปิดเป็นค่าเริ่มต้น
  • ตรวจสอบอิสระคดีรัฐเป็นคู่กรณี
  • ระบบรายงานผลโครงการแบบวัดผลได้
2
Reset พลเรือน–ทหารมาตรฐานรัฐสมัยใหม่
Track A
  • งบกลาโหมอ่านง่าย + ช่องร้องเรียนพลเรือน
  • มาตรการความปลอดภัยชุมชนในพื้นที่เสี่ยง
  • สื่อสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบตรวจสอบได้
Track B
  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน + audit จัดซื้อ
  • ปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้ายตามผลงาน/เหตุผลเปิดเผย
  • กฎหมายพิเศษมี sunset + กำกับโดยสภา
3
กติกาการเมืองเป็นธรรมเสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
Track A
  • ลดช่องตีความเลือกปฏิบัติ
  • เปิดผลประโยชน์ทับซ้อน/ข้อมูลผู้สมัคร
  • มาตรการโปร่งใสการหาเสียง
Track B
  • ปิดช่องสืบทอดอำนาจผ่านกติกา
  • องค์กรตรวจสอบต้องโปร่งใสและรับผิด
  • ตัดทุนมืด/เสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน
4
เศรษฐกิจครัวเรือนหนี้–รายได้–โอกาส
Track A
  • รีไฟแนนซ์/ปรับโครงสร้างหนี้แบบมีเงื่อนไข
  • กันชนแรงงานนอกระบบ
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน
Track B
  • ภาษีเพื่อสวัสดิการถ้วนหน้าแบบยั่งยืน
  • ลดผูกขาด เพิ่มการแข่งขัน
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต + เข้าถึงทุน
5
ชายแดนไทย–กัมพูชาอธิปไตย + สีเทา + ความปลอดภัยคน
Track A
  • Hotline + incident protocol ลดปะทะ
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน (เตือนภัย–อพยพ–ฟื้นรายได้)
  • ปราบอาชญากรรม “ตามเงิน”
Track B
  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ
  • หมุนเวียนตำแหน่ง ลดผลประโยชน์ทับซ้อน
  • โซนเศรษฐกิจชายแดน “สีขาว”
6
รัฐบริการ–รัฐเปิดลดดุลพินิจ เพิ่มผลลัพธ์
Track A
  • เปิดงบ/จัดซื้อค้นง่าย
  • บริการดิจิทัลที่คนใช้จริง
  • ลด time-to-permit ครึ่งหนึ่ง
Track B
  • Outcome-based budgeting
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ + บันทึกเหตุผล
  • กระจายอำนาจพร้อมงบและความรับผิด
7
การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็นภูมิคุ้มกันทางปัญญา
Track A
  • หลักสูตรคิดเชิงวิพากษ์/รู้เท่าทันสื่อใช้จริง
  • คลัง fact sheets ตรวจสอบได้
  • ชุมชนเฝ้าระวังข้อมูลเท็จ
Track B
  • ปฏิรูปการสอน: ถาม–คิด–ทำ
  • คุ้มครองสื่อ/ผู้เปิดโปง
  • โปร่งใสโฆษณาการเมืองและทุนการเมือง
8
กลไกขับเคลื่อนเจ้าภาพ–KPI–งบผูกผล–dashboard
Track A
  • War room + แผน 100 วัน
  • Dashboard รายเดือน
  • รายงานความคืบหน้าแบบอ่านง่าย
Track B
  • กฎหมายผูก KPI กับงบ
  • คกก.อิสระตรวจสอบ มีสิทธิเข้าถึงข้อมูล
  • พันธกรณีงบหลายปี (multi-year)

รายงานยุทธศาสตร์ชาติแบบ Dual Tracks แนวมดแดงล้มช้าง แก้โครงสร้างแต่ไม่ลืมปัญหาเฉพาะหน้าทุกด้าน

รายงานยุทธศาสตร์ชาติแบบ Dual Tracks: เยียวยาจุลภาค + ปฏิรูปมหภาค เพื่อคลี่ “อำนาจ 70%” ให้กลับสู่รัฐสมัยใหม่ที่รับผิดรับชอบ

ประเทศไทยติดหล่มเพราะ “อำนาจจริง” ไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลเลือกตั้งเป็นหลัก แต่กระจายอยู่ในเครือข่ายคณาธิปไตยและรัฐความมั่นคง ซึ่งผลิตซ้ำการยึดกติกา การจัดสรรผลประโยชน์ และความไร้ความรับผิด (accountability) ผลคือเกิดปัญหาจุลภาคจำนวนมาก—หนี้ครัวเรือน ความยากจน ความหวาดกลัว ความไม่ไว้ใจรัฐ ความไม่ปลอดภัยชายแดน—ที่ถูก “รักษาแบบประคับประคอง” แต่ไม่เคยรักษา “รากโรค”
หัวใจของรายงานนี้: เยียวยาคนแบบทันที (Micro) ไปพร้อมกับปฏิรูปโครงสร้าง (Macro) มิฉะนั้นโรคเดิมจะกลับมาเสมอ

กรอบคิดและหลักการออกแบบนโยบาย

Dual Tracks คืออะไร?

จุลภาค (Micro) ชีวิตจริงของคน—รายได้ หนี้ งาน ความปลอดภัย ความยุติธรรม บริการรัฐ การศึกษา มหภาค (Macro) กติกาและสถาบัน—รัฐธรรมนูญ กลไกตรวจสอบ งบประมาณ โครงสร้างอำนาจความมั่นคง ระบบราชการ การกระจายอำนาจ

การแก้ปัญหาแบบ “รางเดียว” มักล้มเหลว: เยียวยาปากท้องโดยไม่แตะโครงสร้างอำนาจ → รักษาอาการ ปฏิรูปโครงสร้างโดยไม่เยียวยาคน → การเมืองที่ไร้มนุษยธรรม ดังนั้น ไทยต้องเดิน สองรางพร้อมกัน ให้เห็นผลทั้งวันนี้และระยะยาว

ยินดีให้ทุกพรรคการเมืองนำกรอบนี้ไปปรับใช้กับนโยบายหาเสียงของตนเอง โดยประชาชนควรใช้ “มาตรฐานเดียว” ตรวจสอบทุกพรรคเท่ากัน

8 เสาหลัก: สมุทัย (รากเหตุ) และมรรค (ทางแก้) แบบ Dual Tracks

เสาหลักที่ 1: นิติรัฐ–ความรับผิด

สมุทัย เลือกปฏิบัติ / impunity / ข้อมูลทึบ / ไม่มีหน่วยสอบสวนที่น่าเชื่อถือเมื่อรัฐเป็นคู่กรณี

Track A (Micro)

  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิประชาชน (จังหวัด + ออนไลน์)
  • คุ้มครองพยาน/ผู้ร้องเรียน พร้อมช่องทางปลอดภัย
  • SLA บริการรัฐตอบใน X วัน (มีตัวจับเวลาและรายงานผล)

KPI: เวลาปิดเรื่องร้องเรียน, จำนวนคดีช่วยเหลือสำเร็จ, คะแนนความเชื่อมั่นบริการรัฐ

Track B (Macro)

  • FOI “เปิดเป็นค่าเริ่มต้น” + บังคับเผยข้อมูลจัดซื้อ/สัญญา
  • Truth & Accountability Commission (กระบวนการค้นความจริง + รับผิด)
  • หน่วยสอบสวนอิสระเมื่อรัฐเป็นคู่กรณี

KPI: สัดส่วนข้อมูลเปิด, จำนวนคดีรัฐเข้าสู่กระบวนการอิสระ, benchmark นิติรัฐ/คอร์รัปชัน

เสาหลักที่ 2: Reset พลเรือน–ทหาร

สมุทัย งบสูงตรวจสอบต่ำ / โยกย้ายแบบเครือข่าย / กฎหมายพิเศษซ้อนทับโดยขาดการกำกับจากสภา

Track A (Micro)

  • งบกลาโหมแบบอ่านง่าย (หมวดซื้อ/ซ่อม/สัญญา/เจ้าของงบ)
  • ช่องทางร้องเรียนในพื้นที่ความมั่นคง (นอก chain of command)
  • มาตรการชายแดนเน้น human security: โปรโตคอลคุ้มครองชุมชน

Track B (Macro)

  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน + audit จัดซื้อทุกโครงการเสี่ยง
  • ปฏิรูปแต่งตั้งโยกย้าย (เกณฑ์ผลงาน + เปิดเหตุผล)
  • กฎหมายพิเศษใส่ sunset clause + ต้องขออนุมัติสภาเมื่อเกิน X วัน

เสาหลักที่ 3: กติกาการเมืองเป็นธรรม

สมุทัย ช่องสืบทอดอำนาจ / การบังคับใช้กติกาไม่สม่ำเสมอ / พรรคอ่อนแอเพราะทุนมืดครอบงำ

Track A (Micro)

  • ลดช่องตีความเลือกปฏิบัติ (กติกาชัด + เหตุผลต้องเผย)
  • เปิดข้อมูลผู้สมัคร/ผลประโยชน์ทับซ้อนแบบค้นง่าย
  • สัญญาประชาคม “ไม่ใช้รัฐกำจัดคู่แข่ง” (มาตรฐานเดียว)

Track B (Macro)

  • แก้รัฐธรรมนูญให้เสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
  • ปฏิรูปองค์กรตรวจสอบให้โปร่งใสและรับผิด (มาตรฐานเดียว)
  • ตัดทุนมืด + เสริมพรรคการเมืองให้เป็นสถาบัน (finance transparency)

เสาหลักที่ 4: เศรษฐกิจครัวเรือน

สมุทัย หนี้สูง / รายได้โตช้า / แรงงานนอกระบบไร้กันชน / ผูกขาดและ rent extraction

Track A (Micro)

  • รีไฟแนนซ์/ปรับโครงสร้างหนี้แบบมีเงื่อนไข
  • สวัสดิการแรงงานนอกระบบ (กันชนรายได้ขั้นต่ำ)
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน (ชั่วคราวแต่ยืนหยัดศักดิ์ศรี)

Track B (Macro)

  • ภาษีเพื่อสวัสดิการถ้วนหน้าแบบยั่งยืน
  • คุ้มครองการแข่งขันทางการค้า (เอาจริงกับผูกขาด)
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต + เข้าถึงทุนและตลาดรัฐแบบโปร่งใส

เสาหลักที่ 5: ชายแดนไทย–กัมพูชา (แพ็กเดียว)

สมุทัย อำนาจพิเศษ + ข้อมูลทึบ / เศรษฐกิจสีเทา / การปลุกชาตินิยมเพื่อปิดคำถามเรื่องความรับผิดและผลประโยชน์ทับซ้อน

Track A (Micro)

  • Hotline + incident protocol ลดปะทะและลดความเข้าใจผิด
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน (เตือนภัย–อพยพ–ฟื้นรายได้)
  • ปราบอาชญากรรม “ตามเงิน” + ศูนย์ร้องเรียนเจ้าหน้าที่

Track B (Macro)

  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ (border integrity dashboard)
  • หมุนเวียนตำแหน่ง + ตรวจสอบร่วม ลดผลประโยชน์ทับซ้อน
  • โซนเศรษฐกิจชายแดน “สีขาว” ลดแรงจูงใจเข้าสีเทา

เสาหลักที่ 6: รัฐบริการ–รัฐเปิด

สมุทัย รวมศูนย์สูง / ดุลพินิจมาก / งบไม่ผูกผล / ข้อมูลเข้าถึงยาก

Track A (Micro)

  • เปิดข้อมูลงบ–จัดซื้อ “ค้นง่าย”
  • บริการดิจิทัล 20 รายการที่คนใช้จริง + SLA
  • ลด time-to-permit ครึ่งหนึ่งในใบอนุญาตหลัก

Track B (Macro)

  • Outcome-based budgeting (งบผูกผลลัพธ์)
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ + บันทึกเหตุผลทุกครั้ง
  • กระจายอำนาจพร้อมงบและความรับผิด (ไม่โยนภาระ)

เสาหลักที่ 7: การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็น

สมุทัย ท่องจำ / ข่าวปลอม / สื่อถูกครอบงำ / ภูมิคุ้มกันทางปัญญาต่ำ

Track A (Micro)

  • Critical thinking & media literacy ใช้ได้จริง (เครื่องมือถาม–ตรวจหลักฐาน)
  • คลัง fact sheets ตรวจสอบได้ (อัปเดตรายวัน)
  • ชุมชนเฝ้าระวังข้อมูลเท็จ + คู่มือแยกข่าวกับความเห็น

Track B (Macro)

  • ปฏิรูปการสอน: ถาม–คิด–ทำ (ลดท่องจำเป็นแกน)
  • คุ้มครองเสรีภาพสื่อ/ผู้เปิดโปง (whistleblower protection)
  • โปร่งใสโฆษณาการเมืองและทุนการเมือง

เสาหลักที่ 8: กลไกขับเคลื่อนให้เกิดจริง

สมุทัย แผนตายเพราะไม่มีเจ้าภาพ / ไม่มี KPI / ไม่มีงบผูกผล / ขาดความต่อเนื่อง

Track A (Micro)

  • War Room Dual Tracks (ข้ามหน่วย) + รายงานสาธารณะ
  • แผน 100 วัน ที่ “จับต้องได้”
  • Dashboard KPI รายเดือน (ประชาชนตรวจเองได้)

Track B (Macro)

  • กฎหมายผูก KPI กับงบ (performance-linked budgeting)
  • คณะกรรมการอิสระภาคประชาชน–ผู้เชี่ยวชาญตรวจ (มีสิทธิเข้าถึงเอกสาร)
  • พันธกรณีงบหลายปี (multi-year commitments)

Roadmap รวม

ช่วงเวลา สิ่งที่ต้องเกิด (ตัวอย่างแกน)
0–6 เดือน เปิดข้อมูลงบ/จัดซื้อ, ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ, hotline ชายแดน, dashboard KPI, บริการรัฐเร่งด่วน
6–18 เดือน รีไฟแนนซ์หนี้มีเงื่อนไข, ปราบอาชญากรรมชายแดน “ตามเงิน”, ร่างกฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน, ยกระดับ FOI
18–36 เดือน แก้กติกาให้เสียงประชาชนเป็นตัวตัดสิน, outcome-based budgeting, ปฏิรูปโยกย้าย, โซนเศรษฐกิจชายแดนสีขาว
36–60 เดือน สถาปนามาตรฐานรัฐสมัยใหม่: ตรวจสอบได้ โปร่งใส กองทัพอยู่ใต้พลเรือน การศึกษาสร้างพลเมืองคิดเป็น

Dashboard KPI ระดับชาติ (ตัวอย่างชุดวัดผล)

  • ความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม/บริการรัฐ (รายไตรมาส)
  • เหตุปะทะชายแดน + คะแนนความปลอดภัยชุมชน
  • สัดส่วนงบที่ “เปิดเผย + ตรวจผลลัพธ์ได้”
  • ดัชนีคอร์รัปชัน/นิติรัฐ (benchmark)
  • หนี้ครัวเรือน/หนี้เสีย + รายได้จริงต่อหัว
  • ทักษะคิดวิเคราะห์ (assessment ใหม่ ไม่ใช่ท่องจำ)
แก่นสรุป: เยียวยาคนวันนี้โดยไม่แตะโครงสร้าง → โรคเดิมกลับมา ปฏิรูปโครงสร้างโดยไม่เยียวยาคน → ไร้มนุษยธรรม ไทยต้องเดิน “สองราง” ไปพร้อมกันเท่านั้น
One More Page — 8 Pillars & Dual Tracks (Micro + Macro)

แผนผัง: 8 เสาหลัก & Dual Tracks (หน้าเดียวสำหรับสไลด์/แชร์)

Track A (Micro) = บำบัด/เยียวยาทันที ลดความเสี่ยงชีวิตคน Track B (Macro) = ปฏิรูปโครงสร้าง ปรับกติกาเพื่อไม่ให้โรคเดิมกลับมา
1
นิติรัฐ–ความรับผิดปิด impunity + เปิดข้อมูลรัฐ
Track A
  • ศูนย์ช่วยเหลือสิทธิ
  • คุ้มครองพยาน/ผู้ร้องเรียน
  • SLA บริการรัฐ
Track B
  • FOI เปิดเป็นค่าเริ่มต้น
  • Truth & Accountability
  • สอบสวนอิสระคดีรัฐ
2
Reset พลเรือน–ทหารตรวจสอบงบ + ลดกฎหมายพิเศษ
Track A
  • งบกลาโหมอ่านง่าย
  • ร้องเรียนพื้นที่มั่นคง
  • ชายแดนเน้น human security
Track B
  • กฎหมายกำกับกองทัพโดยพลเรือน
  • ปฏิรูปโยกย้าย
  • sunset clause กฎหมายพิเศษ
3
กติกาการเมืองเป็นธรรมเสียงประชาชนเป็นตัวตัดสินจริง
Track A
  • ลดช่องเลือกปฏิบัติ
  • เปิดข้อมูลผู้สมัคร
  • สัญญาประชาคมไม่ใช้รัฐกำจัดคู่แข่ง
Track B
  • แก้จุดสืบทอดอำนาจ
  • องค์กรตรวจสอบเชิงความรับผิด
  • ตัดทุนมืด/เสริมพรรค
4
เศรษฐกิจครัวเรือนหนี้–รายได้–โอกาส
Track A
  • รีไฟแนนซ์หนี้มีเงื่อนไข
  • กันชนแรงงานนอกระบบ
  • งานชุมชนค่าแรงมาตรฐาน
Track B
  • ภาษีเพื่อสวัสดิการยั่งยืน
  • เพิ่มการแข่งขัน ลดผูกขาด
  • SME + อุตสาหกรรมอนาคต
5
ชายแดนไทย–กัมพูชาอธิปไตย + เศรษฐกิจสีเทา + คน
Track A
  • Hotline + protocol
  • คุ้มครองชุมชนชายแดน
  • ปราบ “ตามเงิน”
Track B
  • เปิดข้อมูลด่าน/รายได้/จัดซื้อ
  • ตรวจสอบร่วม + หมุนเวียนตำแหน่ง
  • โซนเศรษฐกิจสีขาว
6
รัฐบริการ–รัฐเปิดลดดุลพินิจ เพิ่มผลลัพธ์
Track A
  • เปิดงบ/จัดซื้อค้นง่าย
  • บริการดิจิทัล 20 รายการ
  • ลด time-to-permit
Track B
  • Outcome-based budgeting
  • ลดดุลพินิจ + สุ่มตรวจ
  • กระจายอำนาจพร้อมงบ
7
การศึกษา–สื่อ–พลเมืองคิดเป็นภูมิคุ้มกันทางปัญญา
Track A
  • Critical thinking ใช้จริง
  • คลัง fact sheets
  • ชุมชนเฝ้าระวังข่าวเท็จ
Track B
  • ปฏิรูปการสอน ถาม–คิด–ทำ
  • คุ้มครองสื่อ/ผู้เปิดโปง
  • โปร่งใสทุนการเมือง
8
กลไกขับเคลื่อนเจ้าภาพ KPI งบผูกผล ต่อเนื่อง
Track A
  • War room
  • แผน 100 วัน
  • Dashboard รายเดือน
Track B
  • กฎหมายผูก KPI กับงบ
  • คกก.อิสระตรวจ
  • multi-year commitments

คำบรรยายขยายความ (ภาษาอังกฤษ) — สนใจโปรดคลิกเพื่ออ่าน

This appendix provides a prose-mode rendering of the Dual-Tracks scheme. It is collapsed by default; readers can click to expand sections and read deeper narrative explanations. It mirrors the 8 pillars, the roadmap, and the KPI logic—without requiring the reader to digest bullet points alone.

Contents
  1. Executive Logic: Why Dual Tracks
  2. Operating Principles (5)
  3. Eight Pillars in Prose (1–8)
  4. Roadmap (0–60 months) & National KPI Dashboard
  5. Implementation Discipline: How to make the plan real
1) Executive Logic — Why Dual Tracks (Micro + Macro)

The plan starts from a simple governance diagnosis: Thailand’s recurring crises are not merely the outcome of “bad policies”, but the predictable output of an institutional environment where power and accountability are misaligned. When real decision authority is distributed across opaque networks—security structures, patronage webs, gatekeeping bodies, and non-electoral influence—elected governments tend to operate as managers of symptoms rather than principals of the state.

This mismatch produces two kinds of harm simultaneously: (1) everyday injuries—household debt stress, income stagnation, administrative arbitrariness, insecurity, and normalization of injustice; and (2) systemic reproduction of those injuries, because the incentives and the allocation of real power remain untouched.

Dual Tracks is therefore a design commitment: relieve immediate burdens (Track A) while correcting institutional drivers that reproduce those burdens (Track B). Either track alone fails: micro-only becomes symptom treatment; macro-only becomes reform without humane legitimacy.

2) Operating Principles — The Five Rules that Govern Every Pillar
  • Accountability follows power: where authority is exercised, responsibility must attach.
  • Transparency by default: openness is the cheapest anti-corruption tool and the fastest trust builder.
  • Civilian primacy: political decisions must not be subordinated to coercive institutions.
  • Border = Sovereignty + Grey Economy + Human Security: treat border risk as an integrated system.
  • Owner + KPI: every initiative needs an owner, a timeline, and measurable outputs/outcomes.
These principles are operational constraints. If a “security” project is not publicly auditable, it tends to become a rent channel. If border policy ignores the grey economy, it becomes expensive theatre rather than risk reduction.
3) The Eight Pillars in Prose (1–8)

Pillar 1 — Rule of Law & Accountability

Legitimacy collapses when citizens experience selective enforcement and impunity. Track A reduces vulnerability through accessible legal aid, whistleblower protection, and enforceable service standards. Track B makes impunity structurally harder by expanding FOI, ensuring independent investigation capacity whenever the state is a party, and creating credible truth-and-accountability mechanisms.

Pillar 2 — Civil–Military Reset

A modern state requires civilian control over coercive institutions. Track A starts with transparent budgets and grievance channels outside the chain of command. Track B codifies civilian primacy: auditable procurement, rule-based appointments, and time-limited emergency powers under legislative oversight.

Pillar 3 — Fair Political Rules

If elections do not reliably translate preferences into governing authority, citizens disengage. Track A reduces immediate distortions through transparent standards and conflict-of-interest disclosure. Track B closes non-electoral override pathways and enforces political-finance transparency.

Pillar 4 — Household Economy

Debt distress and stagnant income are democratic stability risks. Track A provides conditional refinancing and safety nets. Track B builds sustainability through competition enforcement, tax reform aligned with welfare durability, and SME/future-industry strategies.

Pillar 5 — Thai–Cambodia Border

Border tensions are not purely military. They are also rent environments: smuggling, fraud networks, trafficking, and money laundering thrive where information is opaque and oversight is weak. Track A prevents escalation via incident protocols and follows-the-money enforcement. Track B “sterilizes” rent channels by publishing border revenue/procurement, rotating key positions, and building legal economic zones that reduce dependence on grey markets.

Pillar 6 — Service State

High discretion and slow processes create corruption as a “service fee.” Track A opens budget/procurement and digitizes high-impact services. Track B introduces outcome-based budgeting, records reasons to reduce discretion, and decentralizes with capacity and accountability.

Pillar 7 — Thinking Citizen

Durable reform requires cognitive infrastructure. Track A provides practical critical thinking and media literacy tools with daily-updated fact sheets. Track B reforms education away from rote learning, protects press freedom, and mandates transparency in political advertising and funding.

Pillar 8 — Implementation Machinery

Reforms fail when ownership and KPI discipline are missing. Track A builds a dual-tracks war room and monthly dashboards. Track B ties budgets to KPI delivery, ensures independent oversight with real access, and creates multi-year commitments.

4) Roadmap (0–60 months) & National KPI Dashboard
  • 0–6 months: transparency surge, citizen-rights support, border hotlines, KPI dashboards, urgent services
  • 6–18 months: conditional debt relief, follow-the-money border enforcement, draft key governance laws
  • 18–36 months: rule fixes, outcome budgeting, appointment reforms, clean border economy zones
  • 36–60 months: consolidation into modern-state standards across security, education, bureaucracy, and accountability
KPI sets should include trust in justice/services, border incident rates and community security, share of budget that is transparent and outcome-audited, rule-of-law and corruption benchmarks, household debt distress, real income per capita, and measurable critical-thinking outcomes.
5) Implementation Discipline — Preventing “Just Another Document”
  • Budget as enforcement: link funding to KPI delivery and audit outcomes, not just spending.
  • Dashboards as anti-forgetting: publish monthly with comparable time-series metrics.
  • Rotation + transparency in rent-prone zones: borders and procurement-heavy agencies.
  • Independent oversight with real access: civic–expert bodies must access documents and publish findings.
  • Communication as governance: explain reforms as modern standards, not revenge narratives.
If the public can track results and budgets respond to results, the system’s default behavior changes. Reform becomes a habit, not a one-off heroic moment.

บันทึกข้อกล่าวหา-คดีความ-ข้อวิจารณ์สาธารณะ: นายอนุทิน ชาญวีรกูล (เรียงตามเวลา) | มหาวิทยาลัยประชาชน x คันฉ่องส่องไทย

ด้านล่างคือ “บันทึกกรรม/บันทึกประเด็นสาธารณะ” ที่ รวบรวมแบบไม่ใส่ความเห็น และพยายามเรียง ตามลำดับเวลา โดยแยกชัดว่าเป็น (1) ข่าว/คำให้ส...