สองสารคดีที่จะทำให้เห็นพัฒนาการด้านเสี่ยงและพลังแฝงที่กำลังจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ของจีนและของโลก

China's Sexual Revolution Documentary https://www.youtube.com/embed/dmNJvOz7sDI

The Fall of China. There Will Be No Economic Recovery. https://www.youtube.com/embed/zPdHAleapI0

ประวัติเมืองปาตานีหรือรัฐปาตานี

ประวัติเมืองปาตานีหรือรัฐปาตานี

http://www.io-pr.org/index.php…

ประวัติเมืองปัตตานี
ตอนที่ 1

กำเนิด ดินแดนหลังกาสุกะจนถึงปัจจุบัน ประมาณ 2,000 ปี ซึ่งถิ่นกำเนิดดินแดนนี้ศูนย์กลางอยู่ที่หมู่บ้านยือรา (จือแร ประตูโพธิ์) เมืองยะรังในปัจจุบัน ตามคำบอกเล่าในหนังสือประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย ก่อนที่จะมาเป็นปาตานีนั้นดินแดนลังกาสุกะถือว่าเป็นดินแดนที่มีความหลาก หลายของชาติพันธุ์ มีทั้งจีน ทั้งอินเดีย ความคิดความเชื่อก็มีลักษณะความเชื่อแบบจิตวิญญาณผิดๆ คือเชื่อในผีสาง ต่อมาก็เกิดความเชื่อแบบศาสนาฮินดูอย่างกว้างขวางอารยะธรรมก็เป็นแบบจีนและ อินเดีย ตลอดจนระบบการปกครองก็มีลักษณะเป็นแบบอิสระ คือปกครองตามแบบแผนของตนเอง(ปกครองโดยตนเอง) มีการไปมาหาสู่กันระหว่างจีน อินเดีย รวมไปถึงชาวอาหรับ ส่วนชาวซาไกที่อาศัยตามหุบเขาต่างๆ ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คนเหล่านั้นก็ถือว่าเป็นบรรพบุรุษของลังกาสุกะเช่นกันรวมไปถึงคนที่อยู่ตาม ชายทะเล (ภูเก็ต ระนอง พังงา สตูล กระบี่) ก็เป็นลูกหลานลังกาสุกะ เรียกรวมๆว่าอาณาจักรลังกาสุกะหรืออาณาจักรมลายูสมัยพราหมณ์-ฮินดู ต่อมาเป็นการแพร่ขยายเข้ามาของบูสาร์(ศาสนาพุทธ)นิกายมหายาน ส่วนภาษาพูดเป็นการพูดเหมือนกับคนปาตานีพูด ปัจจุบันมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ เช่น เมืองโบราณยะรัง ซึ่งคลุมพื้นที่ 3 พื้นที่ของเมืองยะรังประกอบด้วย ตำบลวัด ตำบลประจัน และตำบลยะรัง

ตอนที่ 2

พ.ศ. 2000 ลังกาสุกะเป็นชื่อที่ถูกเรียกมาก่อนของดินแดนแห่งนี้ ลังกาสุกะ (หมู่เกาะแห่งสงบสุข)เคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรมลายู โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่โกตามาหาลิไกย (ยะรังในปัจจุบัน) ซึ่งช่วงนั้นประสบกับปัญหาการคมนาคมเพราะต้องข้ามฝั่งไปมาซึ่งยากลำบากทำให้ เจ้าเมืองพญาอินทิรา พยายามหาพื้นที่เพื่อเปลี่ยนที่ตั้งเมืองแห่งใหม่ เจ้าเมืองพญาอินทิราเป็นบุคคลที่รักการล่าสัตว์เป็นงานอดิเรก จึงได้จัดช้างเผือกเข้าไปล่าสัตว์บริเวณริมทะเลพร้อมตั้งแคมป์เป็นที่พัก ต่อมาได้มีสุนัขตัวหนึ่งเห่าอยู่ใกล้ๆที่ตั้งแคมป์เจ้าเมืองพญาอินทิราจึง ได้ออกสำรวจดู พบว่ามีกระจงขาววิ่งหนีหายไปในระหว่างหาดทรายริมชายทะเล จึงออกไล่ตามและได้พบกับผู้เฒ่านามว่าโต๊ะตานี เลยถามว่าเห็นกระจงผ่านมาที่หาดนี้ไหม เจ้าเมืองพญาอินทิราเมื่อได้เห็นชายหาดแห่งนี้จึงเกิดความรู้สึกชอบ เพราะชายหาดแห่งนี้สะอาด(บรือเซะ) หรือกรือเซะ จึงเป็นเหตุให้พระองค์ย้ายเมืองหลวงจากโกตามาหาลิไกยมาตั้งที่กรือเซะ โดยได้ก่อตั้งเมืองกรือเซะขึ้นมาก่อนใช้เวลาก่อตั้ง ประมาณ 3 เดือนเศษเพื่อเป็นที่ตั้งเมืองใหม่และต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นชื่อเมืองปาตานี `ในช่วงนั้นเจ้าเมืองพญาอินทิรานับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน โดยในสมัยนั้นคนในพื้นที่อยู่ภายใต้การควบคุมของนักประวัติศาสตร์ยุโรปได้ กล่าวว่า ยุคนั้นผู้คนนับถือหรือเข้าอิสลามประมาณ 300 ปีก่อนพญาอินทิราจะเข้ารับอิสลาม หากเราสังเกตแผนที่แล้วในพื้นที่แห่งนี้ถือว่าเป็นพื้นที่แหลมหรือเรียกว่า แหลมทองนับจากกระบุรี จังหวัดระนองลงมา โดยการตั้งชื่อนี้นักกรีกโบราณได้มีการตั้งชื่อไว้ในช่วงศตวรรษที่ 3 ซึ่งในพื้นที่แหลมทองนี้เป็นถิ่นที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านพืชผลหลากหลาย ชนิด ตลอดจนในช่วงนั้นการทำเนื้อกระจงตากแห้งเป็นที่นิยมของคนอาหรับ จึงได้ส่งไปยังต่างประเทศและเป็นสินค้าที่นิยมมาก ชาวอาหรับก็ได้เดินทางลงมายังแผ่นดินแหลมทองแห่งนี้มาพร้อมกับการเผยแพร่ ศาสนาและทำการค้าควบคู่กัน

ตอนที่ 3

ยุค ของการเผยแพร่ศาสนาอิสลามเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เจ้าเมืองพญาอินทิรายังดื้อรันไม่ยอมเข้ารับอิสลามและไม่มีใครที่กล้าเข้าไป ในวังเพื่อเผยแพร่ศาสนาให้กับเจ้าเมืองพญาอินทิรา การเผยแพร่ศาสนามีความเข้มข้นมากตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นอาณาจักรลังกาสุกะมา จนถึงช่วงต้นของการสร้างเมืองปัตตานี แต่ประชาชนชาวโกตามาหาลิไกยส่วนใหญ่ยังนับถือศาสนาพุทธผสมกับพราหมณ์ – ฮินดู จนมาถึงสมัยของเจ้าเมืองพญาอินทิรา เกิดการเปลี่ยนแปลงทางศาสนาจากศาสนาพุทธเป็นอิสลาม การเปลี่ยนศาสนาของเจ้าเมืองพญาอินทิรามีตำนานเล่ากันว่า เจ้าเมืองพญาอินทิราได้ทรงเกิดพระโรคบางอย่างกำเริบขึ้นบนร่างกายของ พระองค์ แพทย์หลวงในราชสำนักรักษาเท่าไรก็ไม่มีทีท่าว่าจะหายขาด พระองค์จึงให้เสนาบดีป่าวประกาศไปทั่วเมืองว่า หากหมอผู้ใดสามารถรักษาพระโรคให้หายขาดได้จะทรงพระราชทานรางวัลให้อย่างงด งาม มีแขกปาชายผู้หนึ่งเดินทางมาจากเกาะสุมาตราชื่อ"เซ็กซาฟียิดติน" อาสาเข้าทำการรักษาพระโรคของเจ้าเมืองพญาอินทิรา โดยขอคำมั่นสัญญาจากพระองค์ว่าเมื่อตนสามารถรักษาอาการป่วยหายแล้ว พระองค์ต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามแทนศาสนาพุทธซึ่งเจ้าเมืองพญาอินทิรา ก็ทรงรับปากแต่โดยดี เซ็กซาฟียิดตินได้ทำการรักษาพระโรคของเจ้าเมืองพญาอินทิราจนหายขาด แต่พระองค์กลับคำไม่รักษาสัญญา ต่อมาไม่นานโรคร้ายจึงกำเริบขึ้นมาอีกครั้งร้อนถึงหมอแขกชื่อดังต้องกลับมา รักษาให้หายอีก แต่คราวนี้เจ้าเมืองพญาอินทิราก็ไม่ปฏิบัติตามสัญญาเสียที เจ้าเมืองพญาอินทิราได้ผิดคำสัญญาถึง ๓ ครั้ง หมอแขกก็ตามรักษาอยู่ทุกครั้ง จนมาถึงครั้งที่ ๔ เจ้าเมืองพญาอินทิราจึงยอมเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตามสัญญา และโรคร้ายก็หายไปไม่มากล้ำกรายอีกเลย จึงแต่งตั้งเซ็กซาฟียิดตินขึ้นเป็น ดาโต๊ะ สารีรายา ฟาเกะฮ์ (คือผู้รู้ยอดเยี่ยมของ ศาสนาอิสลาม) เป็นเหตุให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ขุนนาง และชาวเมืองเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามกันหมด พลเมืองชาวปาตานีเมื่อเห็นกษัตริย์ของตนเปลี่ยนศาสนาจึงพากันเข้ารีตนับถือ ศาสนาอิสลามกันทั้งหมด ต่อมาจึงได้ทำลายพระพุทธรูป เทวรูป โบราณสถานทางพุทธศาสนาพุทธในเมืองลังกาสุกะจนเสียหายหมดสิ้น จากนั้นชื่อเมืองลังกาสุกะก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์นับตั้งแต่บัดนั้น

ตอนที่ 4

การ เข้ามาของเซ็กซาฟียิดตินในปาตานี เพื่อรักษาอาการป่วยของพญาอินทิราจนพระองค์เข้ามารับนับถือศาสนาอิสลามแล้ว เปลี่ยนพระนามเป็น สุลต่านอิสมาแอลชาห์ซิลลุลลอฮ์ฟิลอาลาม ได้มีการขอพรให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ปาตานีดารุสาลาม การเรียกชื่อเมืองปาตานีเป็นปาตานีดารุสาลาม ได้มีการสืบทอดการปกครองอาณาจักรปาตานีดารุสสาลามจนสิ้นสุดราชวงศ์ศรีมหาวัง สา ซึ่งนับจากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ราวประมาณ 500 ปี มาแล้ว และเซ็กซาฟียิดตินเองก็ถือว่าเป็นบุคคลสำคัญในการเข้ามามีบทบาทของ การเปลี่ยนแปลงเมืองปาตานีให้ดียิ่งขึ้น เปลี่ยนแปลงการนับถือศาสนาให้กระจ่างยิ่งขึ้น และได้ขยายพื้นที่ คอลอมือเกาะห์ (สะพานปลาในปัจจุบันนี้) ถึงบานา ตันหยงลูโละ ปาเระ และเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในอาคเนย์ มีช่วงหนึ่งที่เครื่องบินรบของจีนได้เข้ามาในปาตานี มาส่งมอบกระสุนปืนใหญ่ให้กับกษัตริย์ปาตานีน้ำหนักประมาณ 8 กิโลกรัม กษัตริย์ปาตานีถามกลับว่าไหนปืนล่ะ จึงเกิดที่มาในการสั่งการให้สร้างปืนใหญ่ขึ้นมา ที่รู้จักกันในช่วงนั้นคือปืนใหญ่มาเรียมโดยมีช่างใหญ่เป็นชาวอิหร่าน หลังจากนั้นกษัตริย์ปาตานีประกาศต่อชาวปาตานีว่าห้ามใครขายทองแดงเด็ดขาด เนื่องจากปาตานีมีความประสงค์ที่จะผลิตเป็นปืนใหญ่ เราสามารถดูปืนใหญ่นี้ได้ที่หน้ากระทรวงกลาโหม 1 กระบอกมีนามว่าศรีปาตานีส่วนที่เหลือได้จมลงทะเลในสมัยนั้น ชาวปาตานีในสมัยก่อนได้ผลิตปืนใหญ่ส่งไปยังต่างประเทศแล้ว เราในสมัยนี้ล่ะจะผลิตเข็มตราปาตานีส่งขายไป ยังต่างประเทศได้หรือไม่ลองคิดดู ในสมัยนั้นมีหลายประเทศที่เข้ามาสั่งซื้อปืนใหญ่จากปาตานีเช่น ญี่ปุ่น หากมองภาพรวมแล้วปาตานีก็ถือว่าไม่ใช่กระจอกในช่วง 500 ปีก่อน

ตอนที่ 5
ต่อ มาเป็นยุคการต่อสู้ของรายาอูมูม (รายาบีรู) ที่ได้นำกองทัพไปตีสยามในพื้นที่พัทลุง จนสยาม พ่ายแพ้ โดยใช้เวลาในการต่อสู้นานถึง 4 ปี ซึ่งในช่วงนั้นเป็นช่วงที่รายาอูมูม (รายาบีรู) ที่มีบทบาทในการสร้างสถาบันปอเนาะ และยุคนั้นเองได้สร้างมัสยิดตะโละมาเนาะ (มัสยิด 300 ปี) โดยวาเดลฮูเส็นเป็นผู้ สร้างและเปิดให้มีปอเนาะ รวมทั้งมีการเขียนอัลกุรอานด้วยมือเป็นเล่มๆ ซึ่งมัสยิดถือได้ว่าเป็นโรงพิมพ์ใน ช่วงนั้นก็ว่าได้ ต่อมาลูกๆหลานๆ ของวาเดลฮูเส็นที่ชื่อ อับดุลเลาะ ได้ขยายพื้นที่เปิดปอเนาะไปยังเขต กรือเซะ ต่อมาเมื่อปี 2329 ได้เกิดสงครามเก้าทัพ ปาตานีนำทัพโดยเชะดาโอะ ซึ่งมีอายุเพียง 17 ปี หลังจากการทำสงคราม เชะดาโอะ ก็ได้เดินทางไปยังรัฐตรังกานู (ประเทศมาเลเซีย) และไปยังอาเจะห์ (ประเทศอินโดนีเซีย) เพื่อไปเรียนต่อประมาณ 3 ปี แล้วเดินทางต่อไปยังนครมะดีนะห์ (ประเทศซาอุดิอาระเบีย) ซึ่ง การทำสงครามกับสยามที่ปาตานีช่วงนั้นได้พ่ายต่อชาวสยาม
ตอนที่ 6
ช่วง สงครามเก้าทัพนั้นมัสยิดกรือเซะถูกเผา และปืนใหญ่ศรีปาตานีทั้ง 2 กระบอกถูกยึดไปรวมถึงบ้านเรือน วัง ก็ถูกเผาทั้งหมด คนที่สามารถหลบหนีได้ก็หนีไปยังพื้นที่อื่นๆ ส่วนคนที่หนีไม่ทันก็ถูกนำตัวไปยังบางกอก ชาวปาตานีถูกนำไปครั้งนั้นเพื่อเป็นเชลยขุดคลอง (คลองแสนแสบ) ต่อมาเชะดาโอะได้กลับมาทำสงครามอีก ครั้งกับสยามโดยได้ขยายพื้นที่ไปยังเขตจะนะและสะกอม
ปาตานีคือ ชื่อรัฐๆ หนึ่งอยู่บนแผ่นดินด้ามขวานที่เรียกว่าแหลมมลายู แซะห์ อาหะหมัด บินวัน มูฮัมหมัดเซ็น อัลฟาตอนี ได้กล่าวไว้ว่า "ปาตานี คือรัฐหนึ่งในหลายๆ รัฐของชาวมลายู ได้เป็นสถานที่ก่อกำเนิดบุรุษที่ดี เฉลียวฉลาด รักสงบและเก่งกล้า เป็นรัฐที่มีเอกราช และอยู่ภายใต้ปกครองของบุคคลเหล่านั้นมาแต่อดีต"
การเผยแพร่ศาสนาในช่วง นั้นมีการยึดถือมุสฮับสาฟีอีน(ความเชื่อ ความศรัทธา) และเจริญขึ้นในฐานะอิสลามอย่างเต็มรูปแบบในปาตานี เพราะฉะนั้นเราต้องให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ปาตานี
ตอนที่ 7
ต่อ มาเป็นยุคของรายากูนิงเป็นยุคที่มีการแย่งชิงอำนาจทางการปกครอง เนื่องจากกษัตรีย์ปาตานี ได้สิ้นพระชนม์และได้มีการแต่งตั้งขึ้นมาใหม่ ก่อนการสิ้นพระชนม์ของรายากูนิงแทบจะเรียกได้ว่าในระหว่างการปกครองของ กษัตริย์ที่เป็นหญิงในปาตานีนั้นได้สร้างความเจริญรุ่งเรือง การแต่งตั้งเจ้าเมืองขึ้นมาใหม่ ซึ่งมาจากสามัญชนทั่วไปชื่อต่วนกูอะห์หมัดมาเป็นกษัตริย์แทน ช่วงนั้นมีชาวพุทธคนหนึ่งมีชื่อว่านายจันทอง มีพื้นเพมาจากนครศรีธรรมราชก็ได้เข้ารับอิสลามและได้เข้าไปเป็นทหาร จากนั้นได้นำทัพลงน่านน้ำปาตานีและนำปืนใหญ่ไปด้วยเพื่อทำการรบกับสยาม แต่ในความเป็นจริงแล้วนายจันทองนั้นเรียกได้ว่าเป็นนกสองหัว เนื่องจากสยามยิงปืนใส่ชาวปาตานี แต่นายจันทองกลับยิงปืนใส่ชาวปาตานีด้วยกันเองทำให้ต่วนกูอะห์หมัดสิ้นชีวิต ลงในระหว่างการลงรบ หลังจากนั้นปาตานีจึงได้เปลี่ยนผู้ปกครองอีกหลายต่อหลายท่าน
สุลต่าน อะห์หมัดเป็นสุลต่านจนถึง พ.ศ.2329 ปาตานีก็ถึงกาลอวสาน เนื่องจากการเข้าโจมตีของกองทัพสยามทั้งทางบกและทางเรือ ซึ่งสุลต่านอะห์หมัดได้สิ้นชีพในการต่อสู้กับศัตรูในครั้งนั้น และส่งผลให้ บ้านเมืองถูกเผาทำลาย ชาวมลายูปาตานีถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก ที่สามารถหลบหนีได้ก็แยกย้ายกันไปอาศัยเมืองข้างเคียง ส่วนหนึ่งก็ถูกจับตัวไปเป็นเชลยพร้อมปืนใหญ่ศรีปาตานีที่ถูกยึดไปบางกอก ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่หน้ากระทรวงกลาโหม
เมื่อประมาณ 500 ปีก่อน ปาตานีถือเป็นที่ผลิตปืนใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โดยทางญี่ปุ่นก็ได้มีการสั่งซื้อไปยังประเทศด้วย การทำสงครามครั้งนี้ถือเป็นการทำสงครามครั้งที่หกและเป็นครั้งแรกที่ปาตานี ต้องสูญเสียอำนาจแก่สยาม กระทั่ง พ.ศ.2329 สยามได้ยึดปาตานีอย่างเป็นทางการในสมัยของรัชกาลที่ ๑ ศูนย์กลางของสยามในสมัยนั้นคือธนบุรีก่อนที่จะมาเป็นกรุงเทพ
ตอนที่ 8
มี คนถามว่ามันเกี่ยวข้องอย่างไรกับเกดาห์ (กือเดาะห์) ผู้บรรยายอธิบายต่อว่า เนื่องจากช่วงนั้นมีการกล่าวกันว่าพญาวังศาได้เข้าไปในเกดาห์ พญาวังศามีลูกสาวจึงได้ขึ้นช้างพามุ่งหน้าไปยังทิศเหนือไปถึงห้วยเงาะ โคกโพธิ์ แล้วหยุดเนื่องจากช้างร้องไห้ ซึ่งปัจจุบันบริเวณนั้น เป็นที่ตั้งของวัดช้างไห้แต่ข้อมูลยังไม่แน่ชัดเท่าไร สำหรับข้อมูลในส่วนของปาตานีที่มีความสัมพันธ์กับเกดาห์นั้น มีความเกี่ยวข้องกันในส่วนของการตั้งเป็นศูนย์กลางทางด้านการค้าในสมัยลังกา สุกะและเป็นรัฐญาติมิตรระหว

สหรัฐรายงาน พบเรือรบจีน 5ลำในน่านน้ำสากลแถบอล้าสก้า ช่วงที่โอบาม่ามาที่นี่

สหรัฐรายงาน พบเรือรบจีน 5ลำในน่านน้ำสากลแถบอล้าสก้า ช่วงที่โอบาม่ามาที่นี่ https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1693132284241138:0

ประกาศหาคนหาย ::: ถวิล เปลี่ยนศรี สมช.

ประกาศหาคนหาย ไอ้ถวิลหายไปไหน? พอมันเริ่มได้ผลประโยชน์กองโต ปิดปากตัวกันเงียบฉี่ ก่อนล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์นี่ไม่ได้เลย แลดูอุดมการณ์สุดกู่เลยนะ หวินรักสมช.สุดชีวิต แต่พอเกษียณไปเลียตีนอนุพงษ์ ได้ขอฝ่ายทหารเป็นประธานบอร์ดไฟฟ้านครหลวงสำเร็จ ไม่รัก สมช.แมร่งมันแล้ว ตอนนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติแต่งตั้ง "พล.อ.ทวีป เนตรนิยม" เป็นเลขาฯ สมช. คนใหม่  ไม่เห็นไอ้ถวิลออกมาตำหนิ ติเตียนนายกประยุทธ์เหมือนกับตอนปากสั่นชี้หน้าด่านายกยิ่งลักษณ์ไปแต่งตั้งพลโทภราดรขึ้นเป็นเลขาฯสมช.ทำไม ย้ายมันผิดมาก มันเป็นลูกหม้อสมช.ไอ้หวินวิ่งไปขึ้นเวที กปปส.ถล่มด่าเรื่องนี้ใส่นายกยิ่งลักษณ์ทุกวัน ประกาศลั่นมาสู้เพื่อ สมช.เพื่อคนเป็นเลขาฯต้องคนใน สมช.เท่านั้น ยอมทอดกายถวายร่างอุทิศทำกรรม เพื่อการล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์เท่านั้น จากวันนั้นถึงวันนี้ไอ้หวินเปลี่ยนไปมาก ไอ้อนุสิษฐ์ก็ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นอะไรชักใบเรือเสีย ทำให้ดับฝันป้าปุ้ย กนกทิพย์ รัชตะนันท์เมียของพลเอกวิทวัสทหารบูรพาพยัคฆ์ที่วิ่งดันเมียตัวเองขึ้น เลขา สมช.หญิงคนแรกเสียสนิทเลย เพราะแกตั้งใจจะเห็นไอ้หวินเข็นแกคนในขึ้นไปนั่งตำแหน่งเลขาฯสมช.ได้ แต่ไอ้หวิน ไอ้อนุสิษฐ์ไม่เหลียวแล มองหาแต่ผลประโยชน์ของมันมากกว่าจะมาช่วยดันคนในอย่างป้าปุ้ย ตามที่มันเคยตอแหลบนเวทีม้อบชัชดาวน์แบงคอกวันก่อน นั่นคือมันการแสดงนะป้าปุ้ยนะ ทำใจให้ด้ายกับไอ้พวกลิงหลอกประชาชน!!

ระบอบการปกครองสำหรับอนาคตไทย ควรเปลี่ยนอะไรบ้าง?????

มิตรสหายร่วมอุดมการณ์ท่านหนึ่ง เขียนฝากมา
ลองพิจารณาดูนะครับ ... น่าคิดและน่าสนใจครับ

แนวคิดทางด้านการเมืองการปกครอง
1. การปรับปรุงอำนาจกษัตริย์ให้ปลอดพ้นจากการเมือง
ขึ้นอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ จะเห็นสมควร ว่าจะยังคงมีกษัตริย์ดำรงอยู่หรือไม่
ถ้าประชาชนยังเห็นว่าควรมีกษัตริย์คู่บ้านเมืองอยู่ ต้องทำให้ไม่มีระบอบที่กษัตริย์เข้ามามีส่วนทางการเมืองโดยเด็ดขาด
ตลอดจนเรื่องการจัดการทรัพย์สินส่วนพระองค์และราชวงค์ ต้องไม่มีการทำธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม
องคมนตรีและกองกำลังรักษาพระองค์ขึ้นอยู่กับรัฐสภา เป็นผู้กำหนด
2. การป้องกันการปฏิวัติยึดอำนาจ ตลอดจนการสืบทอดอำนาจโดยทหาร
ให้ตำแหน่ง ผบ สูงสุด ผบ เหล่าทัพ ทุกเหล่าทัพ มาจากคณะกรรมการสรรหา เป็นผู้ส่งรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติสมควรได้รับการคัดเลือกให้กับสภา และผู้ที่มีคุณสมบัติตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาส่งมาต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาลงมติเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ตำแหน่งเหล่านี้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี 
คณะกรรมการสรรหามาจาก ตัวแทนเหล่าทัพต่างๆ 3 คน ตัวแทนกรมการปกครอง 2 คน รัฐสภา 5 คน 
ย้ายค่ายกรมกองทหารออกจากเมืองหลวง ป้องกันการเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธเข้าเมืองหลวงโดยพลการ
แก้กฏหมายเกี่ยวกับประกาศกฎอัยการศึก ให้ไม่สามารถประกาศได้โดยกองทัพ แต่ให้ประกาศได้โดยนายกรัฐมนตรี หรือรัฐสภา
3. การควบคุม องค์กรตำรวจ ให้เป็นองค์กรที่รับใช้และดูแลประชาชน ลดการซื้อขายตำแหน่ง ขูดรีดประชาชน
แบ่งตำรวจเป็น ส่วนๆ เช่น ตำรวจเมืองหลวง ตำรวจภาคต่างๆ 4-5 ภาค
ให้ตำแหน่ง หัวหน้าตำรวจเมืองหลวง และตำรวจภาคต่างๆ มาจากคณะกรรมการสรรหา เป็นผู้ส่งรายชื่อผู้ที่มีคุณสมบัติสมควรได้รับการคัดเลือกให้กับสภา และผู้ที่มีคุณสมบัติตามรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาส่งมาต้องแสดงวิสัยทัศน์ต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาลงมติเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ตำแหน่งเหล่านี้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี 
คณะกรรมการสรรหามาจาก ตัวแทนตำรวจภาคต่างๆ ภาคละ 1 คน ตัวแทนกรมการปกครอง 2 คน รัฐสภา 5 คน 
4. การควบคุมพรรคการเมืองและนักการเมือง 
ป้องกัน นายทุนหรือกลุ่มทุนครอบงำพรรคการเมือง โดยบริจาคเงินเข้าพรรคได้ในนามบุคคล กลุ่มบคคล นิติบุคคล หรือในนามใดๆ ได้ ไม่เกิน 2 ล้านบาท ต่อปี และบุคคลผู้บริจาคต่างๆ ต้องไม่มีชื่อซ้ำซ้อนกันกับในกลุ่มอื่น
มีวาระการดำรงตำแหน่งคณะกรรมการบริหารพรรค ไม่เกิน 2 สมัย เพื่อป้องกัน สส มาเฟีย ครอบงำพรรค และการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค ต้องเป็นการคัดเลือกจากสมาชิกพรรคโดยทั่วไปอย่างทั่วถึง ไม่ใช่เลือกกันเฉพาะในกลุ่มผู้มีอำนาจในพรรคเท่านั้น
การดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่างๆ ของนักการเมือง ตลอดจนนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ต้องไม่เกิน 2 สมัย
5. การมีส่วนร่วมของประชาชน ในการดูแลใช้อำนาจรัฐ ของรัฐบาล
การออกกฏหมายและการออกนโยบายสาธารณะใดๆ หรือนโยบายต่างๆที่ต้องใช้เงินที่มีมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านบาท ที่มีผลกระทบต่อประชาชนโดยรวม หรือต่อสังคม หรือต่อประเทศชาติ หลังจากผ่านการลงมติในสภาแล้วรัฐต้องจัดให้มีการทำประชามติก่อนออกเป็นนโยบายหรือออกเป็นกฏหมาย เช่น กฏหมายนิรโทษกรรมคดีการเมือง นโยบายการจัดการน้ำทั้งระบบ นโยบายด้านการคมนาคมรถไฟความเร็วสูง นโยบายการรับจำนำข้าว เป็นต้น
การลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล รัฐต้องให้ประชาชนลงประชามติด้วย ถ้าไม่ผ่านประชามติรัฐต้องคืนอำนาจให้ประชาชน เพราะถือว่ารัฐไม่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน
6. การดูแลป้องกันการผูกขาดทางการค้า ผูกขาดทางด้านทุนนิยม นายทุนการเงิน นายทุนอุตสาหกรรม ผูกขาดทางด้านการครอบครองทรัพยากรของชาติ
รัฐต้องจัดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม ไม่ปล่อยให้มีกลุ่มทุนผูกขาดเอาเปรียบเพราะอำนาจเงิน เช่น ปล่อยให้ 7 eleven ขายสินค้าทุกชนิดได้ 24 ชั่วโมง เปิดตรงทำเลไหนก็ได้ เป็นการทำลาย ร้านค้ารายย่อย โดยรัฐไม่มีนโยบายใดๆ หรือออกกฏหมายใดๆ ที่จะทำให้ร้านค้ารายย่อยเหล่านั้นสามารถพัฒนาแข็งขันกับ กลุ่มทุน 7 eleven ได้ เป็นต้น ยังมีอีกหลายอย่างที่ไม่ได้ยกตัวอย่างมา 
รัฐต้องมีกฏหมายจำกัดการถือครองที่ดิน การใช้ประโยชน์ในที่ดิน ไม่ให้ตกไปอยู่กับบุคคล คณะบุคคล นายทุน หรือกลุ่มทุน หรือกลุ่มทุนบริษัทข้ามชาติต่างๆ ต้องจัดสรรที่ดินทำกิน ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยให้กับประชาชน 
7. กระบวนการยุติธรรม
ที่มาของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง องค์กรอิสระ ต้องมีคณะกรรมการคัดเลือกที่มาจากประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดเลือกอยู่ด้วย เมื่อคัดเลือกแล้วต้องแสดงวิสัยน์ทัศน์ให้สภาลงมติคัดเลือกอีกครั้ง
การทำคดีเกี่ยวกับการ ทุจริตคอรัปชั่นของนักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูง คดีการเมือง หรือคดีที่มีผลเสียหายถึงระดับที่กำหนดเป็นเกณฑ์ไว้ ต้องมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ปล่อยหมดอายุความผู้รับผิดชอบคดีต้องมีความผิด
รัฐต้องจัดให้มีทนายหรือตัวแทนคุ้มครองสิทธิมนุยชนประจำอยู่ทุกสถานีตำรวจ เพื่อเป็นหลักประกันและป้องกันการละเมิดต่อบุคคลที่ถูกจับกุมกล่าวหา หรือถูกกระทำรุนแรง โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ


อีกเรื่องหนึ่ง คุณชูวิทย์โพสต์ไว้ที่เฟสบุ๊ค
นักการเมือง (อีแอบ)

อาทิตย์ที่จะถึงนี้ สปช. จะโหวตร่างรัฐธรรมนูญ เดินหน้าตามโร้ดแม็พไปสู่การลงประชามติ

ฝั่งหนึ่งเห็นว่าดีว่างาม เสมือนเป็นดวงดาวเจิดจรัสเปิดทางปฏิรูปประเทศไทย

อีกฝั่งหนึ่งมองเป็นโคลนตม ไร้ราคา พาประเทศชาติถอยหลังลงคลอง

ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นักการเมืองมักตกเป็นจำเลย ของอย่างนี้ว่ากันไม่ได้ เพราะบรรดานักการเมืองทำตัวเอง กล้าทำก็ต้องกล้ารับ ทุกคนล้วนเสนอตัวอาสามาทำงานผ่านการเลือกตั้งของประชาชนและกฎเกณฑ์สารพัด

แต่มีอีกจำพวกหนึ่ง เป็นนักการเมืองอีแอบ ไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ ได้ดิบได้ดีทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร โดยการเข้าหาขั้วอำนาจ ณ ขณะนั้น เชียร์ตะบี้ตะบัน เลียทุกเรื่อง ยกยอน้ำลายสอ ปั้นน้ำเป็นตัว เพื่อให้ตัวเองดำรงอยู่ในวงจรอำนาจ

ตอนนี้มีพวกใหม่ผุดขึ้นมาอีก เป็นจำพวกที่สองของอีแอบ เคยเป็นนักการเมือง แต่แสร้งทำว่าไม่เล่นการเมืองแล้ว ทั้งที่ในอดีตมีคุณสมบัติเป็นนักการเมืองชั้นเลว 101% แต่ทำเป็นลาออกชุบตัวในน้ำทะเล แล้วเป็นแกนนำ "เครื่องมือการเมือง" (Political Tools) ให้แก่พรรคการเมือง หรือศูนย์อำนาจการเมือง

เสมือนหนึ่งเป็นกองโจร รบแบบไร้รูปแบบ ทำงานได้อิสระ ปล้นดะ ไร้วินัย

ทั้งสองจำพวกนี้ไม่ได้ดีไปกว่านักการเมืองเลย หากนักการเมืองเลว ยังเลวในระบบ มีกฏเกณฑ์ที่ต้องระมัดระวัง แต่พวกเลวนอกระบบ สันดานอยากทำอะไรก็ทำ ได้คืบจะเอาวา เป็นสัมภเวสีเร่ร่อนเหมือนเจ้าไม่มีศาล ฉกฉวยหยิบกินของเซ่นไหว้ ไม่เคยเห็นหน้าตอนเลือกตั้ง แต่ไม่เคยห่างหายจากการเมือง

รัฐธรรมนูญยังไม่ได้จำกัดห้ามคนจำพวกนี้เอาไว้ อย่างนี้น่ากลัวกว่ากันแยะ

ประชาชนโปรดระวังเอาไว้เถิด

"อำนาจนิยม"ในโรงเรียน.ทำลายอนาคตชาติ

"อำนาจนิยม"ในโรงเรียน.ทำลายอนาคตชาติ


19,237
39 views
Published on Sep 3, 2015

น.ส.ณัฐ นันท์ นรินทรเวช นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้สัมภาษณ์ Thaivoicemedia กรณี อดีตรองผู้อำนวยโรงเรียนเสิงสาง นครราชสีมา ใช้อารมณ์แสดงอาการดูถูก เหยียดหยาม และทำร้ายนักเรียนด้วยการตบหัว โดยอ้างว่าทำไปเพราะความรัก ความหวังดีที่ครูมีต่อนักเรียนว่า ผู้บริหารโรงเรียน หรือ ครู อาจารย์ จะต้องแยกให้ออกว่าระหว่าง จิตวิญญาณความเป็นครู กับ การทำร้ายร่างกาย หรือการดูถูก เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นคน การทำร้ายร่างกายเท่ากับผิดกฎหมายดังนั้นก­ารจะอ้างว่า ทำไปเพราะวิญญาณของความเป็นครู จึงไม่อาจจะอ้างได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในโรงเรียน และระบบการศึกษาของไทย ยังคงใช้ ความเป็นอำนาจนิยม สั่งสอนนักเรียน แต่ควรจะต้องมีระบบที่จะถ่วงดุลย์อำนาจระห­ว่างนักเรียน และครู หรือผู้บริหารโรงเรียน การลงโทษนักเรียน ทำได้แต่ต้องผ่านกระบวนการสอบสวนโดยคณะบุค­คล ไม่ใช่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของครูเพียงคนเ­ดียว ดังนั้นอย่าสั่งสอนเด็กด้วยความกลัว หรือ สร้างระบบอำนาจนิยมขึ้นมาในโรงเรียน เพราะจะทำให้เด็กไทยไม่มีวุุฒิภาวะ ไม่มีจิตนาการ ขาดความคิดสร้างสรรค์ กรณีที่เกิดขึ้นที่ ร.ร.เสิงสาง ควรจะเป็นบทเรียนสำคัญในระบบการศึกษาไทยที­่จะต้องนำมาถกเถียงพูดคุยและหาทางแก้ปัญหา­ระยะยาว แทนที่จะแก้ปัญหาเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของคร­ู และโรงเรียน

ทางออกประเทศไทย อ.ชูพงศ์ 3 กันยายน 2558 ตอน ความหลากหลายของขบวนปฏิว้ติ คือสิ่งจำเป็น

ทางออกประเทศไทย อ.ชูพงศ์ 3 กันยายน  2558  ตอน ความหลากหลายของขบวนปฏิว้ติ คือสิ่งจำเป็น



คันฉ่องส่องไทย: ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม

คันฉ่องส่องไทย: ทำไมเศรษฐกิจไทยโตช้า—รากแก้ว รากฝอย และภาพสะท้อนเทียบเวียดนาม คันฉ่องส่องไทย ...