คำชี้แจง

Thursday, January 8, 2026

การถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: “Strategic Realignment” เพื่อฟื้นอำนาจต่อรองและอธิปไตยเชิงนโยบายของสหรัฐฯ

ข้อโต้แย้งเชิงยุทธศาสตร์: การถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศในฐานะ Strategic Realignment

การถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ: “Strategic Realignment” เพื่อฟื้นอำนาจต่อรองและอธิปไตยเชิงนโยบายของสหรัฐฯ

วันที่อ้างอิงเหตุการณ์: 7–8 มกราคม 2026 ประเภท: วิเคราะห์นโยบายต่างประเทศ / ยุทธศาสตร์แห่งชาติ แกนแนวคิด: America First + Selective Engagement

บทคัดย่อ — เอกสารนี้โต้แย้งกรอบวิเคราะห์ที่ตีความการถอนตัวของสหรัฐฯ จาก 66 องค์กรระหว่างประเทศว่าเป็น “การหดตัว” จากเวทีโลก โดยเสนอว่า การตัดสินใจดังกล่าวควรถูกอ่านในฐานะ การปรับแนววางกำลังเชิงสถาบัน (strategic realignment) ภายใต้หลัก selective engagement ซึ่งสหรัฐฯ จะลดบทบาทในเวทีที่ให้ผลตอบแทนเชิงยุทธศาสตร์ต่ำ/มีต้นทุนอธิปไตยสูง และโยกทรัพยากรไปยังเครื่องมือที่ควบคุมได้มากกว่า (ทวิภาคี, mini-lateral, มาตรฐานเทคโนโลยี, และ hard power) บทความนี้เสนอกรอบประเมินแบบ “ผลตอบแทนต่ออำนาจ” (power ROI) และวางชุดมาตรการลดความเสี่ยงของการเกิดช่องว่างอำนาจ พร้อมอภิปรายข้อจำกัดด้านกฎหมายและกระบวนการถอนตัวจากสนธิสัญญา/กรอบ UN.

คำสำคัญ: สหรัฐอเมริกา, America First, อธิปไตย, realism, selective engagement, ทวิภาคีนิยม, UNFCCC, IPCC, power ROI

1) ข้อเท็จจริงตั้งต้นและ “โจทย์” ของฝั่งทีมยุทธศาสตร์

ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมพ์ได้ลงนามบันทึกคำสั่งให้สหรัฐฯ ถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ (35 ที่ไม่ใช่ UN และ 31 ในเครือ UN) โดยให้เหตุผลว่าบางสถาบัน “ไม่รับใช้ผลประโยชน์สหรัฐฯ” และมีนัยต่ออธิปไตย/ความคุ้มค่าทางงบประมาณ :contentReference[oaicite:0]{index=0}

โจทย์จากมุมทีมยุทธศาสตร์จึงไม่ใช่ “จะอยู่หรือจะไป” แบบศีลธรรม/อุดมการณ์ แต่เป็นคำถามเชิงวิศวกรรมอำนาจว่า: สหรัฐฯ ควรวางทรัพยากรทางการทูต เงิน และบุคลากรไว้ที่ใด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เชิงอำนาจสูงสุด ภายใต้ข้อจำกัดของสถาบันระหว่างประเทศที่มีแนวโน้ม “เฉื่อยชา” (institutional inertia) และความขัดแย้งผลประโยชน์ของสมาชิกจำนวนมาก

2) กรอบโต้แย้งหลัก: “สิทธิในการเขียนกติกา” ไม่จำเป็นต้องซื้อด้วย “สมาชิกภาพ” เสมอไป

ข้อโต้แย้งกลางของเอกสารนี้คือ การเป็น “สมาชิก” ไม่เท่ากับการ “คุมเกม” โดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะในเวทีพหุภาคีที่สมาชิกมาก การตัดสินใจช้า และผลลัพธ์มักถูกทำให้ “อ่อน” เพื่อรักษาฉันทามติ ฝั่งทีมยุทธศาสตร์จึงเสนอว่าการคุมเกมสามารถเกิดจากการผสมเครื่องมืออื่น ได้แก่:

  • ทวิภาคี/mini-lateral (กลุ่มเล็กที่คุมวาระได้) เพื่อให้ความเร็วและความแน่นอนของผลลัพธ์สูงกว่าเวทีใหญ่
  • มาตรฐานเทคโนโลยีและกฎการค้า (standards + market access) ที่บังคับใช้ผ่านอำนาจตลาดมากกว่าผ่านสหประชาชาติ
  • พันธมิตรความมั่นคง ที่มีเงื่อนไขและผลประโยชน์ร่วมชัด (security externalities) ทำให้เกิดแรงจูงใจปฏิบัติตามสูง
  • เครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจ (tariffs, sanctions, export controls) ที่ให้ผลเชิงบังคับได้รวดเร็วกว่า “มติ/ถ้อยแถลง”
หมายเหตุเชิงวิชาการ (ทำให้หนักแน่นขึ้น): ข้อโต้แย้งนี้ไม่ได้ปฏิเสธคุณค่าของพหุภาคีโดยหลักการ แต่เสนอว่า “การเลือกเวที” เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ และการถอนตัวอาจเป็นรูปแบบของ leverage เพื่อปรับดุลอำนาจต่อรองกับสถาบัน/สมาชิกอื่น (exit threat bargaining).

3) “Power ROI” และการประเมินความคุ้มค่า: ไม่ใช่ประหยัดอย่างเดียว แต่คือการโยกทรัพยากรไปสู่เครื่องมือที่คุมได้

การโจมตีว่า “อเมริกากำลังโดดเดี่ยว” มักตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอิทธิพลต้องมาจากการนั่งในทุกโต๊ะ แต่กรอบของทีมยุทธศาสตร์คือ Power ROI: วัดผลตอบแทนของแต่ละเวทีต่อ (1) ความมั่นคง (2) เศรษฐกิจ (3) อำนาจต่อรอง (4) ความเสี่ยงต่ออธิปไตย และ (5) ต้นทุนธุรกรรม (transaction costs)

ในทางปฏิบัติ สหรัฐฯ เป็นผู้จ่ายรายใหญ่ในงบ UN โดยถูกประเมินเพดานสูงสุด 22% ของงบประจำ (regular budget) ซึ่งทำให้ฝ่ายยุทธศาสตร์มองว่า “ช่องทางการใช้เงินให้คุ้ม” เป็นประเด็นการเมืองภายในที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ :contentReference[oaicite:1]{index=1}

3.1 ตัวอย่างตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ต่อองค์กรเด่น (ปรับภาษาให้คมและพิสูจน์ได้มากขึ้น)

องค์กร/กลไก หมวด
UNFCCC ภูมิอากาศ/เจรจาโลก ฝั่งยุทธศาสตร์มองว่าต้นทุนหลักไม่ใช่ “เงินสมทบ” เท่านั้น แต่คือ “ข้อผูกพัน/แรงกดดันเชิงนโยบาย” ที่อาจกระทบความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมพลังงานและฐานการผลิต จึงเลือกถอนตัว/ลดบทบาทเพื่อเพิ่มพื้นที่กำหนดนโยบายภายใน และใช้ช่องทางอื่น (เทคโนโลยี, การค้า, ข้อตกลงเฉพาะกลุ่ม) แทน ทั้งนี้ การถอนตัวจาก UNFCCC ถูกสื่อบางสำนักมองว่า “ไม่เคยเกิดมาก่อน” จึงมีนัยเชิงสัญญะและอาจเผชิญข้อโต้แย้งด้านกฎหมาย/กระบวนการ :contentReference[oaicite:2]{index=2}
IPCC วิทยาศาสตร์นโยบาย แทนการลงทุนอิทธิพลในกระบวนการสังเคราะห์ของ IPCC ฝั่งยุทธศาสตร์เสนอ “การเพิ่มขีดความสามารถหลักฐานภายใน” และ “การสื่อสารเชิงนโยบาย” ผ่านหน่วยงานสหรัฐฯ (เช่น กลไกวิจัยด้านพลังงาน/อวกาศ) เพื่อให้รัฐเป็นเจ้าของกรอบเล่าเรื่อง (narrative control) มากขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการถูกจำกัดนโยบายจากข้อสรุปที่ไม่สอดคล้องกับลำดับความสำคัญของรัฐบาล :contentReference[oaicite:3]{index=3}
UNFPA / UN Women สังคม/สิทธิ ตรรกะของทีมยุทธศาสตร์ไม่ได้จำเป็นต้องโจมตี “คุณค่ามนุษย์” แต่ให้เหตุผลเชิงการจัดสรรทรัพยากรว่าควรโยกงบไปยัง โครงการที่ควบคุมผลลัพธ์ได้ชัด (measurable outcomes) และสอดคล้องกับข้อผูกพันทางการเมืองภายในประเทศ ขณะเดียวกัน รัฐยังสามารถใช้อำนาจการช่วยเหลือแบบทวิภาคี (bilateral aid) เป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลโดยไม่ต้องผ่านเวทีที่ต่อรองยาก :contentReference[oaicite:4]{index=4}
Global Counterterrorism Forum ความมั่นคง ฝั่งยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง/ปฏิบัติการร่วมที่ “เร็วและเป็นความลับ” มากกว่าเวทีเชิงนโยบายที่มีผู้เล่นหลากหลาย จึงให้เหตุผลว่าเครือข่ายทวิภาคี/กลุ่มพันธมิตรใกล้ชิดให้ผลตอบแทนด้านความมั่นคงสูงกว่า (higher security ROI) :contentReference[oaicite:5]{index=5}
Global Forum on Migration and Development ย้ายถิ่น/นโยบายสาธารณะ ฝั่งยุทธศาสตร์ถือว่าการย้ายถิ่นเป็นประเด็น “อธิปไตยพรมแดน” (border sovereignty) ที่รัฐต้องควบคุมเอง การลดบทบาทในเวทีพหุภาคีจึงถูกตีความว่าเพิ่มอิสระในการกำหนดมาตรการภายในและการต่อรองรายประเทศ (country-by-country bargaining) :contentReference[oaicite:6]{index=6}

4) “ช่องว่างอำนาจ” ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นสนามที่ต้องบริหาร: แผนลดความเสี่ยง (Risk Mitigation)

คำวิจารณ์ที่หนักที่สุดคือการถอนตัวจะเปิดช่องให้จีน/คู่แข่ง “ยึดพื้นที่” ข้อโต้แย้งที่หนักแน่นขึ้นควรยอมรับความเสี่ยงนี้ตรง ๆ แล้วเสนอแผนบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่ปฏิเสธแบบปลายเปิด:

  • Mini-lateralism: สร้างกลุ่มย่อยตามภารกิจ (mission-based coalitions) เพื่อเลี่ยงปัญหาฉันทามติของเวทีใหญ่
  • Forum shopping: เลือกเวทีที่ “มีกติกาเอื้อต่อการบังคับใช้” (enforcement) และมีพันธมิตรสำคัญอยู่ร่วม
  • Standards power: ใช้มาตรฐานเทคโนโลยี/การค้าเป็นเครื่องมือกำกับพฤติกรรมของรัฐอื่น (ตลาดบังคับได้จริงกว่าถ้อยแถลง)
  • Conditional re-engagement: ทำ “exit threat” ให้เป็นแต้มต่อเจรจาปรับรูปแบบ/เงื่อนไขความร่วมมือ

ตัวอย่างเชิงประจักษ์ว่าความเสี่ยงมี “ขั้นตอน”: แม้มีคำประกาศถอนตัว แต่บางองค์กรชี้ว่ายังต้องดำเนิน “กระบวนการถอนตัวอย่างเป็นทางการ” ก่อนสถานะสมาชิกจะสิ้นสุด ซึ่งทำให้ยุทธศาสตร์การต่อรอง/การกลับเข้ามาแบบมีเงื่อนไขยังเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ :contentReference[oaicite:7]{index=7}

5) ข้อจำกัดที่ต้องพูดให้ครบเพื่อให้ “หนักแน่น” แบบวิชาการ: กฎหมายและความน่าเชื่อถือ

เพื่อไม่ให้ข้อโต้แย้งกลายเป็นการอ้างลม ๆ ควรบรรจุข้อจำกัดสำคัญ 2 เรื่อง:

5.1 ข้อจำกัดด้านกฎหมาย/กระบวนการถอนตัวจากสนธิสัญญา

รายงานของ Reuters ชี้ว่าการถอนตัวจาก UNFCCC ซึ่งเป็นสนธิสัญญาที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในปี 1992 อาจเผชิญข้อถกเถียงด้านอำนาจฝ่ายบริหารในการถอนตัวโดยลำพัง และอาจทำให้ “การกลับเข้า” ในอนาคตมีต้นทุนการเมืองสูงขึ้น :contentReference[oaicite:8]{index=8}

5.2 ข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือ (credibility) ของคำมั่นสหรัฐฯ

แม้ exit threat จะเป็นเครื่องมือเพิ่มแต้มต่อ แต่การใช้บ่อยเกินไปอาจลด “ความคาดการณ์ได้” ของสหรัฐฯ ส่งผลให้พันธมิตรทำประกันความเสี่ยงด้วยการกระจายการพึ่งพิง (hedging) มากขึ้น เอกสารที่หนักแน่นควรเสนอ “เกณฑ์” ว่าสหรัฐฯ จะถอน/จะอยู่/จะกลับเข้าเมื่อใด เพื่อให้พันธมิตรคำนวณได้

6) จากคำอ้างสู่ตัวชี้วัด

แทนการกล่าวว่า “สหรัฐฯ จะกลับมาแข็งแกร่งขึ้น” ควรกำหนด ตัวชี้วัด เพื่อพิสูจน์ (falsifiable indicators) เช่น:

  • ความเร็วในการทำข้อตกลง: จำนวน/คุณภาพของข้อตกลงทวิภาคีหรือ mini-lateral ที่บังคับใช้ได้จริงภายใน 12–24 เดือน
  • ผลเชิงเศรษฐกิจ: การลงทุนภายในประเทศ/การย้ายฐานผลิต/ความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมเป้าหมาย
  • ผลเชิงความมั่นคง: ความถี่และคุณภาพการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง/ปฏิบัติการร่วมกับพันธมิตรหลัก
  • ผลเชิงอิทธิพลมาตรฐาน: การที่มาตรฐานเทคโนโลยี/การค้าของสหรัฐฯ ถูกยอมรับในตลาดพันธมิตร

7) บทสรุป: ไม่ใช่ “ถอยหรือบุก” แต่คือการเปลี่ยนสนามและรูปแบบอำนาจ

รัฐบาลกำลังแลกต้นทุนบางประเภท เพื่อซื้ออำนาจต่อรองและความคล่องตัวในอีกประเภท ภายใต้กรอบ selective engagement โดยความสำเร็จหรือความล้มเหลวจะถูกตัดสินจาก “ผลลัพธ์ที่วัดได้” และความสามารถในการบริหารความเสี่ยงของช่องว่างอำนาจ ไม่ใช่จากอารมณ์นิยมต่อคำว่า “พหุภาคี” หรือ “โดดเดี่ยว”

เอกสารอ้างอิง

  • The White House. (2026, January 7). Fact Sheet: President Donald J. Trump Withdraws the United States from International Organizations that Are Contrary to the Interests of the United States. :contentReference[oaicite:9]{index=9}
  • Reuters. (2026, January 7). Trump withdraws US from dozens of international and UN entities. :contentReference[oaicite:10]{index=10}
  • Reuters. (2026, January 8). Trump withdrawal from bedrock UN climate treaty raises legal questions. :contentReference[oaicite:11]{index=11}
  • Reuters. (2026, January 8). UN chief Guterres regrets US decision to withdraw from some UN entities (รวมข้อมูลเพดาน 22% และประเด็นค้างชำระ). :contentReference[oaicite:12]{index=12}
  • United Nations. (n.d.). Regular budget and working capital fund — Scale of assessments (maximum rate 22%). :contentReference[oaicite:13]{index=13}
  • AP News. (2026, January 7). US will exit 66 international organizations as it further retreats from global cooperation. :contentReference[oaicite:14]{index=14}
  • Reuters. (2026, January 8). Pacific Islands environment programme says US must follow formal exit process (ตัวอย่าง “ขั้นตอนถอนตัว” ในทางปฏิบัติ). :contentReference[oaicite:15]{index=15}

นิยาม “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” เมื่อยึดประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายการเปลี่ยนประเทศ

คันฉ่องส่องไทย • กรอบคิดเชิงหลักการ หัวข้อ: นิยาม “ปฏิปักษ์ปฏิวัติ” เมื่อยึดประชาธิปไตยเป็นเป้าหมายการเปลี่ยนประเ...

หมายเหตุสำหรับผู้อ่าน

เราล็อคไม่ให้คัดลอกเนื้อหา ไม่ใช่เพราะหวงความรู้ — แต่เพราะอยากให้ท่าน “อ่านที่นี่” และ “อ่านให้จบ” เพื่อสร้างนิสัยการบริโภคข่าวสาร/บทวิเคราะห์อย่างจริงจัง แทนการคัดลอกไปเก็บแล้วไม่ได้กลับมาอ่าน
เราคัดสรรเนื้อหาใหม่ที่มีสาระและตรวจสอบได้มาอัปเดต ทุกวัน เพื่อให้การเรียนรู้ของท่านเป็น “วินัย” ไม่ใช่ “ไฟล์สะสม”

ดูเนื้อหาล่าสุดวันนี้