ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทย: การออกแบบเชิงสถาบัน การธำรงระบอบ และข้อจำกัดของรัฐพัฒนาแบบควบคุม

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทย: การออกแบบเชิงสถาบัน การธำรงระบอบ และข้อจำกัดของรัฐพัฒนาแบบควบคุม

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทย: การออกแบบเชิงสถาบัน การธำรงระบอบ และข้อจำกัดของรัฐพัฒนาแบบควบคุม

บทคัดย่อ

บทความนี้เสนอให้ทำความเข้าใจยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยมิใช่เพียงในฐานะแผนพัฒนาระยะยาว หากแต่ในฐานะโครงการเชิงสถาบันที่มุ่งจัดวางความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างรัฐ การเมือง และระบอบอำนาจหลังวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองทศวรรษ 2549–2557 ข้อเสนอหลักของบทความคือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเมื่อพิจารณาร่วมกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ กลไกองค์กรอิสระ และสถาบันกำกับอื่น ๆ ได้ก่อรูปเป็นสถาปัตยกรรมของ “รัฐพัฒนาแบบควบคุม” ซึ่งมีเป้าหมายสองชั้นพร้อมกัน กล่าวคือ ชั้นแรกคือการสร้างความต่อเนื่องของนโยบายและเสถียรภาพของรัฐในระยะยาว ชั้นที่สองคือการจำกัดความผันผวนของการเมืองแบบแข่งขันและป้องกันมิให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเบี่ยงออกจากแกนกลางของระเบียบอำนาจที่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมต้องการธำรงไว้

บทความวิเคราะห์ทั้งด้านผลลัพธ์เชิงนโยบายและด้านตรรกะเชิงโครงสร้าง โดยชี้ให้เห็นว่า แม้รัฐไทยสามารถผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดทำระบบแผนแบบบูรณาการได้บางส่วน แต่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจโดยรวมยังต่ำกว่าความทะเยอทะยานของแผน ผลิตภาพเติบโตช้า ความก้าวหน้าในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำชะลอลง และขีดความสามารถของรัฐไทยยังไม่เพียงพอที่จะทำให้การกำกับแบบรวมศูนย์แปรเป็นการยกระดับประเทศอย่างแท้จริง ในเชิงเปรียบเทียบ บทความอาศัยกรณีสิงคโปร์ เกาหลีใต้ และเม็กซิโกภายใต้ PRI เพื่อชี้ให้เห็นว่า การมีแผนระยะยาวหรือระบบกำกับเข้มแข็งนั้นไม่เพียงพอ หากขาดทั้งความสามารถเชิงราชการ ความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย และความชอบธรรมทางการเมืองที่ยั่งยืน

ข้อสรุปสำคัญคือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยเป็นกลไกที่ช่วย “ตรึงทิศ” ของรัฐได้มากกว่าที่ช่วย “เร่งความก้าว” ของประเทศ กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันประสบความสำเร็จในฐานะเครื่องมือจัดระเบียบและกำกับการเมืองมากกว่าการเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาที่สามารถปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจและประชาธิปไตยของสังคมไทยได้อย่างลึกซึ้ง

คำสำคัญ: ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี, รัฐธรรมนูญ 2560, รัฐพัฒนา, การล็อกเชิงสถาบัน, การธำรงระบอบ, การเมืองไทยร่วมสมัย

บทนำ

ในทางรูปแบบ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) ถูกนำเสนอในฐานะหมุดหมายประวัติศาสตร์ของการวางแผนระยะยาวระดับชาติ เป็นกรอบบังคับที่ตั้งใจแก้ปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อย และความไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่ฉุดรั้งการพัฒนาไทยมาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ดี หากพิจารณาเฉพาะถ้อยคำทางราชการ เราอาจมองไม่เห็นความจริงทางการเมืองที่สำคัญกว่า นั่นคือ ยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในสุญญากาศ หากเกิดขึ้นภายในห้วงเวลาแห่งการจัดวางระเบียบอำนาจครั้งใหญ่หลังการรัฐประหารปี 2557 และได้รับการค้ำยันโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ซึ่งบัญญัติให้รัฐต้องมียุทธศาสตร์ชาติ และให้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นกรอบสำหรับการจัดทำแผนและนโยบายของรัฐในระยะต่อมา

บทความนี้จึงเริ่มจากข้อสงสัยที่มีนัยเชิงทฤษฎีและเชิงการเมืองพร้อมกัน นั่นคือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีเป็น “แผนพัฒนา” ในความหมายปกติจริงหรือ หรือแท้จริงแล้วมันคือเครื่องมือในโครงการที่ใหญ่กว่า กล่าวคือการออกแบบสถาปัตยกรรมเชิงสถาบันเพื่อคุมทิศของรัฐไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ละเอียดอ่อน ทั้งในมิติของความขัดแย้งทางชนชั้นนำ ความไม่แน่นอนของระบบพรรคการเมือง และการธำรงระเบียบอำนาจที่ยึดโยงกับสถาบันหลักของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ถูกเร่งรัดและติดตั้งใช้งานในช่วงต่อเนื่องระหว่างสองรัชกาล จึงยากที่จะมองยุทธศาสตร์ชาติอย่างเป็นกลางในฐานะเทคนิคการบริหารเพียงอย่างเดียว

ข้อเสนอหลักของบทความนี้คือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีควรถูกอ่านในฐานะส่วนหนึ่งของ “รัฐพัฒนาแบบควบคุม” ที่มุ่งลดความผันผวนของการเมืองแบบเลือกตั้งผ่านการล็อกเชิงสถาบันหลายชั้น และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นกรอบเชิงอุดมการณ์ที่ให้ความชอบธรรมแก่การคงอยู่ของระบอบอำนาจเดิมภายใต้ภาษาของการพัฒนา ความมั่นคง ความต่อเนื่อง และความพอเพียง บทความจึงไม่ได้อ้างอย่างแข็งทื่อว่าผู้ออกแบบระบบทุกฝ่ายมีเจตนาเดียวกันทั้งหมด แต่เสนอในเชิงตีความว่า เมื่อพิจารณาตัวบทกฎหมาย โครงสร้างองค์กร ตรรกะของการเปลี่ยนผ่าน และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงร่วมกัน เราจะเห็นความสัมพันธ์เชิงระบบระหว่าง “ยุทธศาสตร์” กับ “การคุมระบอบ” ได้ชัดกว่าการอ่านแบบนโยบายสาธารณะทั่วไป

กรอบแนวคิด: รัฐพัฒนา การล็อกเชิงสถาบัน และการธำรงระบอบ

วรรณกรรมว่าด้วยรัฐพัฒนาชี้ว่า ความสำเร็จของการยกระดับประเทศมิได้เกิดจากตลาดล้วน ๆ หากพึ่งพารัฐที่มีสมรรถนะสูง สามารถประสานทุน วางยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม และรักษาความต่อเนื่องของนโยบายได้ในระยะยาว (Evans, 1995; Johnson, 1982) อย่างไรก็ดี รัฐพัฒนาแบบคลาสสิกมิได้หมายถึงการมีแผนระยะยาวเพียงอย่างเดียว หากหมายถึงการมีระบบราชการที่มีขีดความสามารถเชิงเทคนิคสูง มีความเป็นอิสระแบบฝังตัวในสังคมเศรษฐกิจ และมีความสามารถในการปรับนโยบายตามข้อเท็จจริงโดยไม่ถูกแช่แข็งด้วยตรรกะทางการเมืองหรืออุดมการณ์จนเกินไป

ในอีกด้านหนึ่ง วรรณกรรมเชิงสถาบันอธิบายว่า ระเบียบอำนาจในสังคมจำนวนมากมิได้พึ่งการบังคับโดยตรงอย่างเดียว แต่ทำงานผ่านกลไก “การล็อกเชิงสถาบัน” ซึ่งกำหนดรางทางเลือกของผู้เล่นทางการเมืองไว้ล่วงหน้า ทำให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปได้ยาก แม้ในภาวะที่มีการเลือกตั้งหรือการหมุนเวียนรัฐบาลตามปกติ (North, Wallis, & Weingast, 2009) กลไกเช่นนี้อาจอยู่ในรูปกฎหมายแม่บท องค์กรกำกับ ระบบศาล วุฒิสภา หรือข้อกำหนดเชิงกระบวนการที่ทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจบริหาร แต่ไม่สามารถกำหนดทิศเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างอิสระ

เมื่อเชื่อมสองสายวรรณกรรมเข้าด้วยกัน บทความนี้เสนอคำว่า “รัฐพัฒนาแบบควบคุม” เพื่ออธิบายระบอบที่รัฐพยายามอาศัยภาษาและเครื่องมือของการพัฒนาเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การกำกับการเมืองในระยะยาว กล่าวอีกนัยหนึ่ง มันมิใช่รัฐพัฒนาในความหมายที่มุ่งเพิ่มขีดความสามารถของประเทศเป็นสำคัญเพียงด้านเดียว หากเป็นระบอบที่ทำให้การพัฒนากลายเป็นเหตุผลรองรับการจัดลำดับอำนาจใหม่ โดยมีเป้าหมายแฝงคือการธำรงเสถียรภาพของโครงสร้างอำนาจเดิม หรืออย่างน้อยคือป้องกันไม่ให้การเมืองแบบแข่งขันกระทบแกนหลักของระเบียบการปกครอง

ในกรณีไทย แนวคิดนี้มีพลังอธิบายมากเป็นพิเศษ เพราะภายหลังปี 2557 เรามิได้เห็นเพียงการใช้อำนาจของคณะรัฐประหาร หากเห็นการสร้างสถาปัตยกรรมใหม่ที่เชื่อมรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ องค์กรอิสระ และกลไกกำกับรัฐสภาเข้าหากันอย่างเป็นระบบ ดังนั้น การพิจารณายุทธศาสตร์ชาติแยกจากโครงสร้างนี้จึงทำให้เราเข้าใจแก่นของมันไม่ครบ

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในฐานะโครงการเชิงสถาบัน

ข้อเท็จจริงทางกฎหมายพื้นฐานคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 65 กำหนดให้รัฐต้องจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล และให้กฎหมายกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดทำ การมีส่วนร่วม และการนำยุทธศาสตร์ไปใช้ ต่อมา ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561–2580 จึงถูกประกาศใช้โดยระบุวิสัยทัศน์ว่าประเทศไทยจะเป็น “ประเทศพัฒนาแล้วที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” พร้อมกำหนดยุทธศาสตร์หลักหกด้าน ได้แก่ ความมั่นคง การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ

หากอ่านเฉพาะระดับถ้อยคำ ยุทธศาสตร์ทั้งหกด้านดูเป็นมาตรฐานของแผนพัฒนาระยะยาวทั่วไป แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่สถานะทางการเมืองของมัน การที่ยุทธศาสตร์ชาติถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและมีแผนแม่บทตามมาเป็นจำนวนมาก ทำให้มันมิได้เป็นเพียง “วิสัยทัศน์” หากเป็น “รางบังคับ” ของนโยบาย กล่าวคือ รัฐบาลใดเข้ามาบริหารก็ต้องอ้างอิง เปรียบเทียบ และแสดงความสอดคล้องกับกรอบดังกล่าว นี่คือจุดที่ยุทธศาสตร์ชาติแตกต่างจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในอดีต ซึ่งโดยทั่วไปมีสถานะเชิงนโยบายมากกว่าสถานะเชิงบังคับควบคุมทางการเมือง

ตรรกะของการออกแบบดังกล่าวย่อมมีด้านที่เข้าใจได้ในทางบริหารราชการ เพราะประเทศไทยประสบปัญหาการเปลี่ยนทิศของนโยบายตามรัฐบาลจริง ทว่าในอีกด้านหนึ่ง การใช้ยุทธศาสตร์ชาติเพื่อคุมรัฐบาลทุกชุดเป็นเวลายาวนานถึงสองทศวรรษ ย่อมแปลว่าผู้ออกแบบระบบมิได้ต้องการเพียงความต่อเนื่องของการพัฒนา แต่ต้องการลด “อำนาจการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์” ของประชาชนผ่านรัฐบาลที่ตนเลือกลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวางประกบกับโครงสร้างวุฒิสภาในช่วงเปลี่ยนผ่าน บทบาทองค์กรอิสระ และระบบพรรคการเมืองที่ถูกกำกับอย่างเข้มงวด ภาพรวมจึงบ่งชี้ถึงการสร้างระบอบการเมืองแบบมีผู้กำกับเหนือการเมืองเลือกตั้ง มากกว่าการสร้างรัฐพัฒนาในความหมายเชิงแข่งขันและยืดหยุ่น

รัฐธรรมนูญ 2560 กับการตรึงทิศของระเบียบอำนาจ

การจะเข้าใจบทบาทของยุทธศาสตร์ชาติให้ถึงแก่น จำเป็นต้องพิจารณารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในฐานะอุปกรณ์จัดวางอำนาจหลังรัฐประหาร ไม่ใช่เพียงกติกากลางของระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น โครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะสำคัญหลายประการ ได้แก่ การเพิ่มบทบาทของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การออกแบบวุฒิสภาช่วงเปลี่ยนผ่านให้มีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี และการกำหนดให้รัฐบาลต้องเดินภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ ทั้งหมดนี้รวมกันทำให้ “อำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชน” ในทางตัวบทถูกแปลผ่านสถาบันที่มีตัวกรองหลายชั้นในทางปฏิบัติ

สำหรับบทความนี้ ประเด็นสำคัญมิใช่เพียงการตั้งข้อวิจารณ์เชิงนอร์มาทิฟว่ารัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นประชาธิปไตยน้อยเพียงใด แต่คือการชี้ให้เห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ทำหน้าที่เป็นกลไก “เปลี่ยนความชั่วคราวให้กลายเป็นความต่อเนื่อง” กล่าวคือ เปลี่ยนอำนาจที่เริ่มต้นจากการรัฐประหารให้แปรเป็นระเบียบสถาบันที่ยืนยาวกว่าผู้ยึดอำนาจเอง ทั้งยังดำเนินการอย่างสอดคล้องกับจังหวะเวลาของการเปลี่ยนผ่านในสถาบันสูงสุดของประเทศ จึงทำให้คำอธิบายแบบโครงสร้างมีน้ำหนักมากขึ้นว่า ยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญเป็นชิ้นส่วนของกระบวนการเดียวกัน มากกว่าจะเป็นนโยบายกับกติกาที่บังเอิญมาบรรจบกัน

การใช้ภาษาของ “ความมั่นคง” “ความต่อเนื่อง” และ “เศรษฐกิจพอเพียง” ในตัวบทและในวาทกรรมสาธารณะยังช่วยสร้างเกราะเชิงอุดมการณ์ให้กับระเบียบใหม่นี้ เพราะทำให้การคุมทิศของรัฐถูกมองว่าเป็นเรื่องจำเป็น มีศีลธรรม และเป็นประโยชน์ต่อชาติ มากกว่าจะถูกตั้งคำถามว่าเป็นการจำกัดอำนาจของประชาชนหรือไม่ ตรงนี้เองที่ทำให้ยุทธศาสตร์ชาติทำงานได้มากกว่าการเป็นเอกสารแผน เพราะมันเชื่อมตัวเองเข้ากับภาษาของความดี ความมั่นคง และความยั่งยืน ซึ่งยากต่อการคัดค้านในทางการเมือง

ผลลัพธ์เชิงนโยบาย: ความสำเร็จบางส่วนกับข้อจำกัดที่ชัดเจน

แม้บทความนี้จะเน้นการอ่านเชิงโครงสร้าง แต่การประเมินผลลัพธ์เชิงนโยบายยังจำเป็น เพราะเป็นบททดสอบว่า เครื่องมือที่ตรึงทิศของรัฐไว้นั้นได้ยกระดับประเทศจริงเพียงใด ในด้านหนึ่ง ไทยสามารถผลักดันการจัดทำระบบแผนแบบบูรณาการ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้อย่างต่อเนื่องมากกว่าช่วงก่อนหน้า ความสนใจลงทุนจากต่างประเทศในบางช่วงเพิ่มขึ้น และ EEC ยังคงเป็นพื้นที่นำร่องหลักของรัฐไทยในการดึงทุนต่างชาติ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่ประเทศ

อย่างไรก็ดี ความก้าวหน้าดังกล่าวยังไม่อาจตีความเป็นความสำเร็จเชิงระบบได้อย่างเต็มปาก องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ชี้ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายระยะยาวหลายด้าน ทั้งการเติบโตที่อ่อนแรง ผลิตภาพที่ชะลอลง และความสามารถในการไล่กวดรายได้ต่อหัวที่ลดแรงส่งลงอย่างต่อเนื่อง โดยระหว่างปี 2015–2023 การเติบโตของผลิตภาพแรงงานเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 2.1% ต่ำกว่าช่วงก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหานี้สะท้อนว่า ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ แม้จะมีกรอบยุทธศาสตร์ชาติรองรับมาแล้วหลายปี

ในด้านสังคม ภาพรวมยิ่งน่าคิดยิ่งขึ้น ธนาคารโลกชี้ว่าความก้าวหน้าในการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำของไทยชะลอลงตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา นั่นหมายความว่า แม้ระบบแผนจะมีภาษาว่าด้วย “การสร้างโอกาสและความเสมอภาค” อยู่ชัดเจน แต่ผลลัพธ์จริงกลับยังไม่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างเพียงพอ เมื่ออ่านควบกับข้อจำกัดของระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน หนี้ครัวเรือน และความเปราะบางของเศรษฐกิจที่พึ่งพาการท่องเที่ยวและการผลิตแบบเดิมมากเกินไป เราจะเห็นว่า ปัญหาของไทยมิใช่เพียงไม่มีแผน แต่คือมีแผนโดยปราศจากเครื่องยนต์เชิงสถาบันที่แข็งแรงพอจะพาประเทศไปถึงเป้าหมาย

กล่าวในอีกแบบหนึ่ง ยุทธศาสตร์ชาติช่วยให้รัฐไทย “ดูเหมือน” มีทิศทางยาวไกลและเป็นระบบมากขึ้น แต่กลับยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าระบบดังกล่าวมีสมรรถนะเพียงพอสำหรับการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง ช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานเชิงนโยบายกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงจึงเป็นจุดอ่อนสำคัญของโครงการนี้

กรณีเปรียบเทียบ: เมื่อแผนระยะยาวไม่เพียงพอ

สิงคโปร์: ความต่อเนื่องที่มาพร้อมสมรรถนะสูง

สิงคโปร์มักถูกอ้างในฐานะตัวอย่างของรัฐที่มีการวางแผนระยะยาวและมีเสถียรภาพเชิงสถาบันสูง แต่สิ่งที่ทำให้สิงคโปร์ต่างจากไทยอย่างลึกซึ้งมิใช่เพียงการมีวิสัยทัศน์ยาวหรือการเมืองที่ถูกกำกับ หากคือความหนาแน่นของสมรรถนะรัฐ ระบบราชการที่มีความเชี่ยวชาญสูง ความสามารถในการประสานทุนและเทคโนโลยี และการออกแบบนโยบายที่ปรับตัวได้รวดเร็วภายใต้กรอบการคุมที่เข้มแข็ง กล่าวคือ สิงคโปร์มีทั้ง “การตรึงทิศ” และ “ความเร็วในการขยับ” พร้อมกัน ในขณะที่ไทยมีแนวโน้มจะได้อย่างแรกมากกว่าอย่างหลัง

เกาหลีใต้: รัฐพัฒนาแบบอำนาจนิยมที่ยอมเปิดให้เกิดการแปลงผ่าน

เกาหลีใต้ในยุคอุตสาหกรรมเร่งรัดก็เคยเป็นรัฐพัฒนาแบบอำนาจนิยมที่ใช้รัฐกำกับทุนและสังคมอย่างหนัก แต่ความแตกต่างสำคัญคือ รัฐเกาหลีใต้ใช้การควบคุมเพื่อเร่งอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง สร้างฐานทุนอุตสาหกรรมระดับโลก และในเวลาต่อมาก็เปิดพื้นที่ให้การเมืองและสังคมต่อรองจนเกิดประชาธิปไตยมากขึ้น ตรรกะของมันจึงไม่ใช่การตรึงระบอบเดิมอย่างถาวร แต่เป็นการใช้รัฐเข้มเพื่อเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจแล้วค่อยเผชิญแรงกดดันประชาธิปไตยที่เติบโตขึ้นตามมา กรณีไทยตรงกันข้ามในหลายมิติ เพราะรัฐพยายามล็อกการเมืองระยะยาว โดยที่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจยังไม่ก้าวกระโดดพอจะสร้างฉันทามติใหม่ให้สังคม

เม็กซิโกภายใต้ PRI: เสถียรภาพเชิงระบอบกับข้อจำกัดของการพัฒนา

เม็กซิโกภายใต้การครอบงำยาวนานของพรรค PRI ช่วยให้เราเห็นอีกด้านหนึ่งของปัญหา นั่นคือ ระบบการเมืองที่มีความต่อเนื่องสูงและสามารถดูดซับการแข่งขันไว้ภายในอาจสร้างเสถียรภาพได้จริงในช่วงหนึ่ง แต่หากความต่อเนื่องนั้นกลายเป็นกลไกธำรงระบอบ มากกว่ากลไกสร้างความสามารถของรัฐและความยืดหยุ่นเชิงนโยบาย ระบอบดังกล่าวย่อมเผชิญภาวะเสื่อมถอยในระยะยาว กรณีนี้เตือนเราว่า ความต่อเนื่องกับความสำเร็จทางการพัฒนาไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และการคุมการเมืองอาจซื้อเวลาให้ระบอบได้ แต่ไม่อาจทดแทนสมรรถนะเชิงโครงสร้างของรัฐได้

อภิปราย: เมื่อยุทธศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือคุมระบอบ

เมื่อประกอบหลักฐานเชิงตัวบท โครงสร้างสถาบัน และผลลัพธ์เชิงนโยบายเข้าด้วยกัน ข้อสรุปที่เด่นชัดคือ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยทำงานได้ดีกว่าในฐานะเครื่องมือกำกับและตรึงทิศของการเมือง มากกว่าในฐานะเครื่องมือเปลี่ยนโครงสร้างการพัฒนา กล่าวคือ มันช่วยลดความผันผวนเชิงรัฐบาล แต่ยังไม่สามารถพิสูจน์ว่าได้ลดความเปราะบางเชิงเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำเชิงสังคมอย่างจริงจัง

ภายใต้การอ่านเช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างยุทธศาสตร์ชาติและการธำรงระบอบจึงชัดขึ้นอย่างน้อยสามมิติ มิติแรกคือ มิติทางกฎหมาย ซึ่งทำให้รัฐบาลในอนาคตไม่สามารถนิยามอนาคตประเทศใหม่ได้โดยเสรี มิติที่สองคือ มิติทางสถาบัน ซึ่งย้ายอำนาจกำกับออกจากสภาและประชาชนไปยังองค์กรคั่นกลางหลายชั้น และมิติที่สามคือ มิติทางอุดมการณ์ ซึ่งทำให้การคุมทิศของรัฐถูกทำให้ดูเป็นคุณธรรมแห่งชาติ มากกว่าจะเป็นการช่วงชิงอำนาจกำหนดอนาคตจากประชาชน

จุดที่ต้องระวังในเชิงวิเคราะห์คือ เราไม่ควรสรุปอย่างง่ายเกินไปว่ายุทธศาสตร์ชาติมีหน้าที่เดียวหรือเกิดจากแรงจูงใจเดียว มันมีองค์ประกอบของความพยายามวางแผนพัฒนาจริง มีความต้องการเสถียรภาพจริง และมีปัญหาความไร้ต่อเนื่องของนโยบายจริง แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่ลบล้างความเป็นไปได้ที่ยุทธศาสตร์ชาติจะทำหน้าที่อีกชั้นหนึ่งพร้อมกัน กล่าวคือเป็นอุปกรณ์ที่ทำให้ระเบียบอำนาจแบบอนุรักษนิยมสามารถดำรงอยู่ข้ามรัฐบาล ข้ามวัฏจักรเลือกตั้ง และข้ามช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของสถาบันการเมืองไทยได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น

หากตีความเช่นนี้ การอ้างอิงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับวิสัยทัศน์ของยุทธศาสตร์ชาติก็ยิ่งมีนัยสำคัญ เพราะมันมิได้ทำหน้าที่เชิงคุณค่าทางพัฒนาเท่านั้น แต่ยังทำให้กรอบการพัฒนาถูกวางอยู่ภายใต้ภาษาทางศีลธรรมและความชอบธรรมแบบไทยที่เชื่อมโยงกับความต่อเนื่องของสถาบันหลักของประเทศอย่างแนบแน่น เมื่อภาษาดังกล่าวถูกผสานเข้ากับโครงสร้างทางกฎหมายและองค์กรกำกับ จึงเกิดรูปแบบการปกครองที่มิใช่เผด็จการเปิดหน้าเต็มรูปในทุกช่วงเวลา แต่ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เปิดให้ประชาชนกำหนดทิศทางประเทศได้อย่างเต็มที่เช่นกัน

บทสรุป

บทความนี้เสนอว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยควรถูกเข้าใจในฐานะโครงการเชิงสถาบันที่ซ้อนอยู่ระหว่างการพัฒนาและการเมือง กล่าวให้ชัดขึ้น มันเป็นความพยายามสร้างรัฐที่มีทิศทางยาวและเสถียร โดยลดอำนาจของการเมืองแบบแข่งขันที่จะเข้ามาเปลี่ยนแกนของระเบียบอำนาจที่มีอยู่เดิม การประกบกันของยุทธศาสตร์ชาติ รัฐธรรมนูญ 2560 แผนแม่บท และองค์กรกำกับ ทำให้เกิดระบอบ “การตรึงทิศ” ที่มีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม การตรึงทิศมิได้เท่ากับการพาประเทศไปถึงเป้าหมายเสมอไป ข้อจำกัดเชิงสมรรถนะของรัฐไทย ความเชื่องช้าของผลิตภาพ การชะลอตัวของความก้าวหน้าทางสังคม และความเปราะบางของความชอบธรรมทางการเมือง ล้วนชี้ว่ายุทธศาสตร์ชาติยังห่างไกลจากการเป็นรัฐพัฒนาแบบที่ประสบความสำเร็จในเชิงเปรียบเทียบกับกรณีคลาสสิกของเอเชียตะวันออก

ด้วยเหตุนี้ ข้อสรุปสุดท้ายของบทความจึงมิใช่เพียงว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “สำเร็จ” หรือ “ล้มเหลว” หากคือมันประสบความสำเร็จมากกว่าในฐานะเครื่องมือกำกับระเบียบการเมือง มากกว่าในฐานะยุทธศาสตร์พัฒนาที่ปลดล็อกศักยภาพของประเทศ หากจะกล่าวอย่างกระชับที่สุด ก็คือ มันช่วยให้รัฐไทยคุมทิศได้มากขึ้น แต่ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ว่ามันทำให้ประเทศก้าวไกลขึ้นอย่างสมศักดิ์ศรีกับคำประกาศของมันเอง

เอกสารอ้างอิง

Acemoglu, D., & Robinson, J. A. (2012). Why nations fail: The origins of power, prosperity, and poverty. Crown.

Constitution of the Kingdom of Thailand, B.E. 2560 (2017). (2017). Office of the Council of State / Government of Thailand.

Evans, P. (1995). Embedded autonomy: States and industrial transformation. Princeton University Press.

Johnson, C. (1982). MITI and the Japanese miracle: The growth of industrial policy, 1925–1975. Stanford University Press.

National Strategy Secretariat Office. (2018). National strategy 2018–2037. Office of the National Economic and Social Development Board.

North, D. C., Wallis, J. J., & Weingast, B. R. (2009). Violence and social orders: A conceptual framework for interpreting recorded human history. Cambridge University Press.

OECD. (2025). OECD economic surveys: Thailand 2025. OECD Publishing.

Office of the National Economic and Social Development Council. (n.d.). Master plans under the national strategy. Government of Thailand.

Slater, D. (2010). Ordering power: Contentious politics and authoritarian leviathans in Southeast Asia. Cambridge University Press.

World Bank. (2025). Thailand poverty and equity brief. World Bank.

หมายเหตุเชิงวิชาการ: บทความนี้ใช้แนวทางตีความเชิงโครงสร้าง (structural interpretation) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างแผนพัฒนาระยะยาวกับสถาปัตยกรรมอำนาจของรัฐไทย มิได้อ้างว่าเจตนาของผู้มีบทบาททุกฝ่ายเป็นเนื้อเดียวกันทั้งหมด แต่เสนอว่า เมื่อพิจารณาโครงสร้างกฎหมาย วาทกรรมสาธารณะ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน จะเห็นตรรกะของการ “ตรึงทิศ-คุมระบอบ” อย่างมีนัยสำคัญ

Unit 9: Similar Words, Different Shades

แจ้งฉุกเฉินเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์ | Emergency Security Notice: Identity Theft

Emergency Security Notice: Identity Theft
Emergency Notice

ประกาศแจ้งเตือนด่วน
Urgent Security Alert

โปรดตรวจสอบและอย่าเชื่อถือการติดต่อใด ๆ จากบัญชีอีเมล์ที่ถูกแฮ็กดังกล่าว จนกว่าจะมีประกาศยืนยันผ่านช่องทางอื่นที่เชื่อถือได้

ภาษาไทย

เรียน พี่น้องทุกท่าน

อีเมล์ ถูกมือดีแฮ็กไปเมื่อประมาณสี่ชั่วโมงที่แล้ว

หากใครก็ตามอ้างชื่อ Snea Thinsan และใช้อีเมล์ ในการติดต่อสื่อสาร ขออย่าเชื่อ

ขณะนี้ผมไม่สามารถเข้ายูทูปได้ เนื่องจากบุคคลดังกล่าวได้เปลี่ยนทั้งเบอร์โทรศัพท์และอีเมล์ยืนยันสำหรับการล็อกอินแล้ว

ขอให้ทุกท่านระวังตัว และช่วยตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเชื่อหรือตอบกลับข้อความใด ๆ

piangdin


English

Dear brothers and sisters,

The email account was hacked approximately four hours ago.

If anyone claims to be Snea Thinsan and uses the email address , please do not trust them.

At this time, I am also unable to access my YouTube account because this person has already changed both the phone number and the recovery email used for login verification.

Please stay alert and verify all communications carefully before responding.

piangdin

Alex Krainer vs. Michael Doran — การปะทะของกรอบคิดภูมิรัฐศาสตร์อิหร่าน

Alex Krainer vs. Michael Doran — การปะทะของกรอบคิดภูมิรัฐศาสตร์อิหร่าน


ตัวตนและสังกัด

Krainer คือนักวิเคราะห์ตลาดอิสระ อดีตผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชาวโครเอเชีย เขียนบน Substack ไม่สังกัดสถาบันใด และออกสื่อในวงแวดล้อมของฝ่าย "multipolar left/realist" ร่วมกับ Glenn Diesen

Doran คือนักวิชาการนโยบายต่างประเทศ Senior Fellow ที่ Hudson Institute วอชิงตัน เคยดำรงตำแหน่ง Senior Director ใน NSC ยุค George W. Bush รับผิดชอบการออกแบบยุทธศาสตร์ตะวันออกกลาง รวมถึงนโยบายต่ออิหร่านและซีเรีย เขาเป็นส่วนหนึ่งของกระแสหลัก foreign policy establishment ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอเมริกัน


1. สงครามคืออะไรในแก่นแท้?

Krainer: สงครามต่ออิหร่านไม่ใช่เรื่องนิวเคลียร์ ไม่ใช่เรื่องสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่เรื่องการก่อการร้าย สิ่งเหล่านั้นคือ "ข้ออ้างที่ยอมรับได้" เท่านั้น เป้าหมายแท้จริงคือการพิทักษ์อำนาจครอบงำ (hegemony) ของจักรวรรดิเหนือยูเรเชีย ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกับสงครามในยูเครนและความขัดแย้งที่คุกรุ่นทั่วเอเชียและแอฟริกา

Doran: สงครามเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามจริงและเป็นรูปธรรม ปัญหาในตะวันออกกลางรวมลงที่จุดเดียวคือ "การขยายอำนาจของอิหร่าน" และยุทธศาสตร์เดียวที่มีค่าพอให้ดำเนินการคือการหนุนหลังอิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย และตุรกีเพื่อถ่วงดุลอำนาจอิหร่าน สำหรับเขา ภัยนั้นเป็นจริง ไม่ใช่ข้ออ้าง

จุดปะทะ: Krainer มองจากโครงสร้างมหภาค ถอยออกมาไกลจนกระทั่งอิหร่านเองกลายเป็นเพียง "หมากบนกระดาน" ของการต่อสู้เรื่อง Eurasia Doran มองจากภูมิภาคและภัยคุกคามที่จับต้องได้ เขาถือว่าโครงสร้าง Mackinderian แบบ Krainer คือการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบของระบอบอิหร่านที่มีต่อการก่อความไม่สงบในภูมิภาค


2. ใครคือผู้รุกรานในสงครามนี้?

Krainer: สหรัฐฯ และอิสราเอลคือผู้ดำเนินการจักรวรรดิ อิหร่านคือส่วนหนึ่งของ Pivot Area ที่ต้องถูกล้อมปราบเพื่อไม่ให้เชื่อมต่อกับมหาอำนาจบก อิหร่านจึง "ยอมแพ้ไม่ได้" เช่นเดียวกับรัสเซียและจีน เพราะทั้งสามกำลังต้านทานการขยายตัวของจักรวรรดิ

Doran: ระบอบอิหร่านคือนักแสดงที่มีเป้าหมายเชิงรุกของตัวเอง ไม่ใช่เพียงเหยื่อของจักรวรรดิ Khamenei ประกาศชัยชนะหลังหยุดยิง อ้างว่าการโจมตีฐาน Al Udeid คือ "การตบหน้าครั้งรุนแรง" ต่ออเมริกา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเตหะรานมีวาระของตัวเองอย่างชัดเจน

จุดปะทะ: Krainer "ยกเว้น" พฤติกรรมของระบอบอิหร่านออกจากการวิเคราะห์ในฐานะ "เรื่องเล่าของจักรวรรดิ" Doran ถือว่าการยกเว้นแบบนั้นคือการหลับตาต่อเจตนารมณ์ที่แท้จริงของเตหะราน


3. ผลลัพธ์ของสงคราม: แพ้หรือชนะ?

Krainer: สงครามนี้คือหลักฐานการเสื่อมโทรมของจักรวรรดิ การโจมตีทางรถไฟจีน–อิหร่านสะท้อนถึงความกระวนกระวายของจักรวรรดิที่รู้ว่ากำลังสูญเสียการควบคุม เขาเตือนว่าสงครามยืดเยื้อจะสิ้นเปลืองพลังอเมริกัน และ multipolarity กำลังก่อตัวขึ้นโดยไม่ย้อนกลับ

Doran: มีมุมมองตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เขาโต้แย้งว่านักวิเคราะห์ที่ตั้งคำถามต่อความสำเร็จของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าอิหร่านยังไม่ยอมแพ้นั้น "กำลังทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง" เพราะการวิเคราะห์ที่ถูกต้องต้องดูที่การทำลายหรือลดทอนความสามารถทางทหารของอิหร่าน ไม่ใช่การยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข

จุดปะทะ: นี่คือจุดที่สองฝ่ายไม่แค่เห็นต่าง แต่ใช้ข้อเท็จจริงเดียวกันเพื่อสรุปผลตรงกันข้ามกัน Krainer เห็นการที่อิหร่านยังยืนหยัดเป็น "หลักฐานว่าจักรวรรดิไม่สามารถบดขยี้ได้" Doran เห็นสิ่งเดียวกันและบอกว่า "นั่นแหละคือลักษณะของชัยชนะในตะวันออกกลาง"


4. จีนและรัสเซียอยู่ตรงไหน?

Krainer: รัสเซีย จีน และอิหร่านคือแกนกลางของการต้านทานเชิงโครงสร้างร่วมกัน พวกเขายืนอยู่ฝั่งเดียวกันโดยธรรมชาติในฐานะ "ประเทศ Pivot Area" ที่ต้องสร้าง multipolarity ด้วยกัน

Doran: มองประเด็นจีน–อิหร่านอย่างตรงไปตรงมาในแง่ยุทธศาสตร์ การยึด Kharg Island จะดึงไพ่สำคัญออกจากมือจีน เพราะน้ำมันอิหร่านเกือบทั้งหมดส่งออกไปจีนในราคาลดพิเศษ หาก Trump ควบคุมแหล่งนั้นได้ เขาจะนั่งโต๊ะเจรจากับ Xi Jinping ด้วยมือที่แข็งกว่า สำหรับ Doran จีนไม่ใช่พันธมิตรอุดมการณ์ร่วมกับอิหร่าน แต่เป็นคู่แข่งที่ต้องถ่วงดุล


5. บทบาทของอิสราเอล

Krainer: อิสราเอลคือเครื่องมือ (proxy) ของจักรวรรดิอเมริกัน ทำหน้าที่เป็น "จุดวิกฤต" ตามแผน Mackinder เพื่อบีบมหาอำนาจบกให้สิ้นเปลืองพลัง

Doran: มองอิสราเอลเป็น "สินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์" ของอเมริกา ไม่ใช่ภาระ อ้างอิงบทเรียนจากยุค Nixon–Kissinger ที่เข้าใจว่ากำลังทหารของอิสราเอลสามารถใช้กดดันรัฐที่อยู่ใต้อิทธิพลโซเวียตได้ อิสราเอลในทัศนะของ Doran ไม่ใช่หุ่นที่ถูกควบคุม แต่เป็นพันธมิตรที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน


สรุปเปรียบเทียบ: อคติและจุดอ่อนของแต่ละฝ่าย

ประเด็น Krainer Doran
กรอบหลัก Mackinderian Anti-imperialism Middle East Realpolitik
สาเหตุสงคราม Eurasian hegemony Iranian expansionism
อิสราเอล เครื่องมือจักรวรรดิ สินทรัพย์ยุทธศาสตร์
จีน–รัสเซีย พันธมิตรต้านทาน คู่แข่งที่ต้องจัดการ
ผลสงคราม จักรวรรดิกำลังพ่ายแพ้ สหรัฐฯ กำลังชนะบนคะแนน
จุดอ่อน มองข้ามความโหดร้ายของระบอบอิหร่านเอง มองข้ามต้นทุนระยะยาวและ blowback

ทั้งสองคนใช้กรอบที่ตอบสนองฐานผู้ฟังของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ Krainer พูดกับคนที่เชื่อว่าสหรัฐฯ คือผู้นำความโกลาหล Doran พูดกับคนที่เชื่อว่าการถ่วงดุลอิหร่านคือภารกิจที่ยังไม่เสร็จ ความจริงที่น่าสนใจคือพวกเขาไม่มีวันโต้วาทีกันโดยตรงได้จริง เพราะไม่ได้เห็นต่างในระดับข้อเท็จจริง แต่เห็นต่างในระดับที่ลึกกว่า — "โลกนี้ทำงานอย่างไร"

เสื้อแดงไม่ใช่เครื่องมือรีไซเคิลทางการเมือง

เสื้อแดงไม่ใช่เครื่องมือรีไซเคิลทางการเมือง

เสื้อแดงไม่ใช่เครื่องมือรีไซเคิลทางการเมือง

เมื่อคำว่า “แดง” ถูกหยิบกลับมาใช้เพื่อเรียกอารมณ์และคะแนนเสียงอีกครั้ง สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่ความซาบซึ้งต่อภาพอดีต แต่คือสติที่จะถามให้ถึงแก่นว่า ใครกำลังรักษาหลักการ และใครกำลังนำความทรงจำของผู้คนไปหากินทางการเมือง

ทุกครั้งที่สังคมไทยเริ่มเห็นความพยายามปลุกกระแสเสื้อแดงขึ้นมาใหม่ คำถามสำคัญไม่ควรหยุดอยู่แค่ว่า “เสื้อแดงยังอยู่ไหม” หรือ “ใครคือแดงแท้แดงเทียม” เพราะคำถามเช่นนั้นมักถูกออกแบบให้คนถกเถียงกันอยู่บนผิวหน้า จนลืมมองสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ เสื้อแดงหมายถึงอะไรในทางหลักการ และใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากการทำให้คำคำนี้กลายเป็นเพียงตราสินค้าทางการเมือง

คำว่า “แดง” ไม่เคยมีความหมายเดียวตายตัว และยิ่งไม่เคยเป็นทรัพย์สินผูกขาดของพรรคใด ตระกูลใด หรือผู้นำคนใด มันเคยเป็นทั้งความหวังของชาวบ้านที่ต้องการเสียงของตนมีความหมาย เป็นทั้งความโกรธของผู้คนที่เห็นความอยุติธรรมซ้ำซาก และเป็นทั้งอุดมการณ์ของคนจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่าประเทศนี้ควรอยู่ใต้หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความรับผิดของอำนาจต่อประชาชน มากกว่าจะอยู่ใต้บารมีของบุคคลหรือการต่อรองลับหลังม่าน

ปัญหาใหญ่ของการเมืองไทยไม่ใช่เพียงมีคนอ้างตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่คือการที่คำว่า “ประชาธิปไตย” ถูกลดรูปให้เหลือเพียงเครื่องมือพาคนบางตระกูลกลับสู่อำนาจ แล้วเมื่อได้อำนาจแล้ว หลักการที่เคยถูกใช้ปลุกมวลชนกลับถูกวางทิ้งไว้ข้างทาง

แดงมีหลายเฉด แต่สิ่งที่แยกคนออกจากกันจริง ๆ ไม่ใช่สี หากเป็นหลักที่ยึด

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยอยู่ในกระแสเสื้อแดงเพราะผูกพันกับผู้นำทางการเมือง บางคนเข้าร่วมเพราะความไม่พอใจต่อรัฐประหารและอภิสิทธิ์ของชนชั้นนำ บางคนมองเห็นในขบวนการนั้นความเป็นไปได้ของประเทศที่ประชาชนธรรมดาจะไม่ถูกเหยียบย่ำอีกต่อไป และบางคนแม้จะเคยเดินร่วมขบวนเดียวกัน แต่สิ่งที่ยึดถือกลับไม่เหมือนกันเลย บางคนยึดตัวบุคคล บางคนยึดพรรค บางคนยึดเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่บางคนยึดหลักการ และคนกลุ่มหลังนี่เองที่มักถูกทำให้เงียบ หรือถูกดูแคลนว่าไม่เข้าใจ “ความจริงทางการเมือง” ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขาอาจเป็นคนกลุ่มเดียวที่ไม่ยอมขายอุดมการณ์แลกตำแหน่ง ความใกล้ชิด หรือเศษซากจากโต๊ะอำนาจ

คนที่ยึดหลักการย่อมเปลี่ยนจุดยืนได้เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยน แต่จะไม่เปลี่ยนมาตรวัดศีลธรรมเพื่อเอื้อให้คนที่ตัวเองเชียร์ คนกลุ่มนี้อาจเหลือน้อยลง อาจต้องยืนโดดเดี่ยว อาจถูกกล่าวหาว่าสุดโต่งหรือไม่รู้จักประนีประนอม แต่ข้อได้เปรียบของเขาคือ เขาไม่ต้องประดิษฐ์คำอธิบายใหม่ทุกครั้งที่ฝ่ายของตนทำสิ่งตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้

บทเรียนที่ควรจำคือ ขบวนมวลชนกับเครื่องจักรพรรคการเมืองไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

นี่คือจุดที่คนไทยจำนวนมากยังถูกทำให้สับสนเสมอ ขบวนมวลชนอาจเป็นพลังทางสังคมที่แท้จริง แต่พรรคการเมืองคือองค์กรแสวงหาอำนาจรัฐ ขบวนการประชาชนอาจมีความใฝ่ฝันทางหลักการ แต่พรรคการเมืองต้องคำนวณชัยชนะ การต่อรอง การอยู่รอด และผลประโยชน์ในเชิงอำนาจ เมื่อสองสิ่งนี้เคยเดินมาร่วมทางกัน หลายคนจึงเผลอเชื่อว่ามันคือสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ในความจริง พรรคอาจอาศัยขบวนมวลชนเป็นฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะจงรักภักดีต่ออุดมการณ์ของขบวนนั้นเสมอไป

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาชี้ชัดว่าพรรคในสายชินวัตรสามารถครองอำนาจหรือเป็นแกนรัฐบาลผ่านนายกรัฐมนตรีที่มาจากตระกูลชินวัตรเองหรือจากพรรคสืบทอดแนวเดียวกันรวมกันถึงหกคน1 จำนวนนี้มากพอที่จะทำลายข้ออ้างว่าตนเป็นเพียงเหยื่ออำนาจเก่าอย่างเดียว หากเมื่อมีโอกาสยืนอยู่ในอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่โครงสร้างหลักของความอยุติธรรมยังไม่ถูกแตะอย่างจริงจัง ก็ย่อมมีสิทธิถูกตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วเป้าหมายสูงสุดคือประชาธิปไตย หรือคือการทำให้เครือข่ายอำนาจเดิมของตนกลับมาเป็นศูนย์กลางอีกครั้ง

คำถามนี้ยิ่งหนักขึ้นเมื่อพรรคเพื่อไทยตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่ได้รับการมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งเก่าและเป็นตัวแทนของขั้วที่มีฐานพิงกองทัพ ซึ่งสร้างแรงตีกลับอย่างมากในสังคม โดยผลสำรวจขณะนั้นพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว2 และสำนักข่าว Reuters ก็รายงานตรงไปตรงมาว่านี่คือการจับมือกับฝ่ายที่ได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์ทางประวัติศาสตร์ของพวกเขาเอง3 หากพลังเสื้อแดงเคยถูกปลุกขึ้นมาในนามการต่อสู้กับระบอบที่ใช้อำนาจนอกประชาธิปไตย การกลับไปจับมือกับกลไกหรือเครือข่ายที่เคยเป็นเป้าหมายของการต่อต้านย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่สามารถล้างได้ด้วยคำอธิบายว่า “การเมืองต้องประนีประนอม” เพราะคำถามจริงไม่ใช่ว่าการประนีประนอมมีได้หรือไม่ แต่คือ ประนีประนอมกับอะไร และแลกด้วยอะไร

การรีไซเคิลเสื้อแดงจึงน่ารังเกียจ ไม่ใช่เพราะคำว่าแดงผิด แต่เพราะมันถูกทำให้กลวง

สิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกสะอิดสะเอียน ไม่ใช่การเห็นคนรำลึกถึงอดีตการต่อสู้ แต่คือการเห็นสัญลักษณ์เดิมถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้ง โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการละเลยคนที่เคยถูกใช้ในนามสัญลักษณ์นั้น คนที่ถูกดำเนินคดี คนที่สูญเสียชีวิต คนที่สูญเสียอนาคต คนที่แบกบาดแผลไว้กับครอบครัวและความทรงจำ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่พวกเขาไม่อยู่ในภาพประชาสัมพันธ์ของพรรคอีกต่อไป

การสลายการชุมนุมปี 2010 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 คน กลายเป็นหนึ่งในรอยแผลใหญ่ที่สุดของความขัดแย้งไทยร่วมสมัย4 สำหรับคนที่มองเรื่องนี้ในเชิงหลักการ บาดแผลเช่นนั้นไม่ใช่ทุนเชิงอารมณ์ที่จะหยิบมาใช้ทุกครั้งเมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง หากเป็นหนี้ทางศีลธรรมและหนี้ทางการเมืองที่ต้องสะสางด้วยความจริง ความยุติธรรม และความรับผิด ไม่ใช่ด้วยสุนทรพจน์ปลุกใจหรือการตีตราคนเห็นต่างว่าไม่เข้าใจการต่อสู้

ยิ่งเมื่อมีประวัติให้เห็นอยู่ก่อนแล้วว่าแม้ภายในขบวนเสื้อแดงเองก็เคยเกิดความร้าวลึกจากการผลักดันร่างนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ซึ่งถูกมองว่ามุ่งเปิดทางให้บุคคลสำคัญกลับมา โดยแลกกับการทำให้ความรับผิดในคดีสลายการชุมนุมถูกลบเลือนไปด้วย5 สังคมก็ยิ่งมีเหตุผลจะระวังว่าการอ้างความเป็นแดงในวันนี้อาจไม่ได้มีไว้เพื่อเชิดชูหลักการเดิม แต่เพื่อดึงอารมณ์เดิมกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทางการเมืองอีกครั้ง

แก่นของปัญหาอยู่ที่การสับเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”

ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา การเมืองแบบชินวัตรมีความสามารถสูงมากในการทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่า การเลือกตนเองคือการเลือกประชาธิปไตย และการโค่นตนเองคือการทำลายประชาธิปไตย ข้อความแบบนี้มีส่วนจริงอยู่บ้างในบางช่วง แต่ไม่จริงทั้งหมด และยิ่งไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นคำอธิบายครอบจักรวาล เพราะประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงแค่การชนะเลือกตั้ง ไม่ได้หมายถึงแค่การมีฐานเสียงมาก หรือการอ้างว่าตนถูกฝ่ายอนุรักษนิยมกลั่นแกล้ง หากหมายถึงความซื่อตรงต่อหลักที่ว่าประชาชนต้องเป็นเจ้าของอำนาจ การใช้อำนาจต้องตรวจสอบได้ การจัดตั้งรัฐบาลต้องเคารพเจตจำนงของประชาชน และผู้มีอำนาจต้องไม่ใช้มวลชนเป็นบันไดขึ้นแล้วถีบทิ้งเมื่อถึงยอด

นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่ยังยึดหลักการจึงมีสิทธิเต็มที่ในการวิจารณ์ทั้งฝ่ายอำนาจเก่าและฝ่ายที่อ้างประชาธิปไตยแต่กระทำตรงข้ามกับประชาธิปไตย คนที่วิจารณ์พรรคเพื่อไทยหรือเครือข่ายชินวัตรจากฐานหลักการ ไม่ได้แปลว่าเขาทรยศต่อเสื้อแดง ตรงกันข้าม เขาอาจกำลังปกป้องแก่นแท้ของการต่อสู้จากการถูกยึดครองโดยนักการเมืองที่ต้องการเพียงชื่อเสียงเดิมและแรงศรัทธาเดิม โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการทรยศซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยุทธศาสตร์ที่ถูกทำลาย ไม่ได้มีแค่ความรู้สึก แต่มันคือพลังประชาธิปไตยของสังคมทั้งก้อน

ผลเสียของการรีไซเคิลกระแสเสื้อแดงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความเจ็บใจของคนรุ่นเก่า แต่มันทำลายโอกาสที่สังคมไทยจะสร้างขบวนประชาธิปไตยที่โตเป็นผู้ใหญ่และยืนบนหลักการจริง ๆ เพราะเมื่อมวลชนถูกสอนให้ผูกความหวังไว้กับตัวบุคคลหรือแบรนด์ทางการเมืองมากกว่าหลักและสถาบันทางประชาธิปไตย ทุกครั้งที่นักการเมืองหักเลี้ยว มวลชนก็ต้องหักเลี้ยวตาม หรือไม่ก็ถูกทิ้งไว้กลางทางโดยไม่มีเครื่องมือทางความคิดจะประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น

สังคมที่โตขึ้นต้องแยกให้ออกว่า การต่อต้านรัฐประหารไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องยอมให้พรรคใดผูกขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย การยืนข้างประชาชนไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องยืนข้างตระกูลการเมืองตลอดกาล และการเคารพความเสียสละของคนเสื้อแดงไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องยอมให้ใครนำชื่อของพวกเขาไปใช้เป็นบัตรผ่านสำหรับความกลับกลอกทางการเมือง

เมื่อพรรคการเมืองทำตัวไม่มั่นคงเชิงหลักการ ย้ายข้างเมื่อสะดวก ประนีประนอมแบบไม่ตอบคำถามเชิงศีลธรรม และยังเรียกหาคะแนนเสียงจากสัญลักษณ์เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การหลงใหลกับวาทกรรมย้อนยุค แต่คือการตั้งคำถามให้แรงขึ้นว่า เหตุใดคนที่เคยอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงสามารถเดินไปอยู่ในโครงสร้างที่บิดเบี้ยวได้อย่างสงบใจ และเหตุใดประชาชนจึงควรเชื่อว่าคราวนี้การปลุกมวลชนจะมีจุดหมายสูงไปกว่าการต่อรองอำนาจแบบเดิม

คนจริงไม่หายไปไหน เพราะเขาไม่เคยเอาหลักการไปฝากไว้กับนักการเมือง

เวลามักทำงานอย่างโหดร้าย แต่มันก็ยุติธรรมในอีกความหมายหนึ่ง เพราะเวลาจะคัดกรองคนออกจากกันเอง คนที่เคยตะโกนคำใหญ่โตแต่พร้อมเงียบเมื่อฝ่ายตนได้ประโยชน์ จะค่อย ๆ เผยตัวออกมา คนที่เคยอ้างการต่อสู้แต่ทนการทรยศต่อหลักการไม่ได้ จะค่อย ๆ ถูกผลักไปอยู่ชายขอบ และคนที่ยืนระยะโดยไม่รับใช้ใครนอกจากความจริง อาจดูเหมือนอยู่ลำพัง แต่แท้จริงแล้วคือคนที่ไม่เคยสูญเสียตนเอง

ดังนั้น การเปิดสมองคนในวันนี้จึงไม่ใช่การบอกว่าใครเคยใส่เสื้อสีอะไร หรือเคยอยู่เวทีไหน แต่คือการชวนให้ประชาชนเห็นให้ชัดว่า ขบวนมวลชนไม่ใช่สมบัติของพรรค การเสียสละไม่ใช่ทุนเลือกตั้ง และประชาธิปไตยไม่ใช่ยี่ห้อของตระกูลใด ถ้าใครยังใช้คำว่าเสื้อแดงเพื่อเรียกความภักดีแบบเหมารวม ทั้งที่การกระทำของตนเองกลับไม่มั่นคงในหลักประชาธิปไตย คนนั้นไม่ได้กำลังรักษาเจตนารมณ์ของผู้ต่อสู้ในอดีต แต่กำลังกอบโกยซากศรัทธามาปะติดปะต่อเป็นบันไดสู่อำนาจอีกครั้ง

เสื้อแดงที่ยืนอยู่บนหลักการ จึงไม่จำเป็นต้องตะโกนว่าตนแท้กว่าใคร และไม่จำเป็นต้องสวมความชอบธรรมให้พรรคใดเป็นพิเศษ หน้าที่ของคนเช่นนี้คือรักษาเส้นแบ่งระหว่าง “การต่อสู้เพื่อประชาชน” กับ “การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ” ให้ชัดที่สุด เพราะเมื่อเส้นแบ่งนี้เลือนหาย สังคมก็จะถูกหลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และคำว่า “ประชาธิปไตย” ก็จะถูกยืมไปประดับหน้าการเมืองแบบเดิมไม่รู้จบ

เชิงอรรถ

  1. Reuters infographic ระบุรายชื่อนายกรัฐมนตรีไทยที่มาจากตระกูลชินวัตร หรือจากพรรคและเครือข่ายการเมืองที่สืบสายจากไทยรักไทย รวมกันหกคน ภายในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย (Reuters, 16 ส.ค. 2024).
  2. Reuters รายงานผลสำรวจของ NIDA เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่เพื่อไทยจะตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่หนุนโดยฝ่ายทหาร โดยผู้ตอบแบบสำรวจราว 64% ไม่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (Reuters, 20 ส.ค. 2023).
  3. Reuters รายงานเมื่อ 21 ส.ค. 2023 ว่าเพื่อไทยประกาศจับมือจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่ได้รับการมองว่าได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์เก่าแก่ของตนเองทางการเมือง (Reuters, 21 ส.ค. 2023).
  4. Reuters สรุปไทม์ไลน์การเมืองไทยว่าการชุมนุมเสื้อแดงปี 2010 จบลงด้วยการสลายการชุมนุมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 คน ขณะที่รายงานอีกชิ้นหนึ่งของ Reuters ในวาระครบรอบ 10 ปีระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 คน (Reuters, 18 ธ.ค. 2020; Reuters, 18 พ.ค. 2020).
  5. Reuters รายงานในปี 2013 ว่าภายในฝ่ายเสื้อแดงเองเกิดความร้าวลึกจากความพยายามผลักดันร่างนิรโทษกรรมแบบกว้าง ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอาจเปิดทางให้คดีเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมปี 2010 ถูกลบล้างไปพร้อมกับการเอื้อให้ทักษิณกลับประเทศ (Reuters, 29 พ.ย. 2013).

ตะวันออกกลางบนทางแยก: ข่าวลือเรื่อง MBS, เกมของทรัมพ์, และบทบาทของจีนกับรัสเซีย

ตะวันออกกลางบนทางแยก: ข่าวลือเรื่อง MBS, เกมของทรัมพ์, และบทบาทของจีนกับรัสเซีย

ตะวันออกกลางบนทางแยก: ข่าวลือเรื่อง MBS, เกมของทรัมพ์, และบทบาทของจีนกับรัสเซีย

เมื่อข่าวลือพยายามเร่งประวัติศาสตร์ สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่เชื่อทันที แต่คือถอยออกมามองให้เห็นว่า ใต้ข่าวนั้นมีแรงผลักเชิงยุทธศาสตร์อะไรซ่อนอยู่บ้าง

บทความวิเคราะห์เชิงภูมิรัฐศาสตร์ | พร้อมเผยแพร่

เรื่องเล่าที่กำลังหมุนวนอยู่ในเวลานี้คือ มีสายด่วนจากมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย Mohammed bin Salman หรือ MBS โทรถึง Donald Trump ในห้วงสุดท้าย เพื่อขอไม่ให้สหรัฐฯ หยุดสงครามกับอิหร่าน แลกกับข้อเสนอระดับประวัติศาสตร์ ทั้งเงินทุน มหาอำนาจพลังงาน การฟื้นภูมิภาคใหม่ และสถาปัตยกรรมความมั่นคงชุดใหม่ของตะวันออกกลาง. เรื่องเล่านี้ฟังดูใหญ่โต และใหญ่เสียจนคนจำนวนมากพร้อมจะเชื่อเพียงเพราะมัน “สอดคล้องกับสิ่งที่เขาอยากให้จริง”

แต่ในโลกของอำนาจ ข่าวที่ทรงพลังที่สุดมักไม่ใช่ข่าวที่พิสูจน์ได้ชัดที่สุดเสมอไป. หลายครั้งมันเป็นข่าวที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อทำหน้าที่บางอย่างก่อน เช่น กดดันคู่เจรจา ส่งสัญญาณต่อพันธมิตร ปั้นบรรยากาศในตลาด หรือโยนเงาแห่งความเป็นไปได้ลงไปบนโต๊ะการเมือง. เพราะฉะนั้น จุดเริ่มต้นที่ถูกต้องที่สุดคือยอมรับตามตรงว่า ข้อกล่าวอ้างเรื่อง MBS เปลี่ยนใจ Trump ในนาทีสุดท้าย ยังไม่เห็นการยืนยันโดยตรงจากสำนักข่าวหลักในระดับที่ควรถือเป็นข้อเท็จจริงตายตัว.[1]

ข้อสรุปเบื้องต้นที่ต้องยึดไว้ก่อน:
ข่าวเรื่องสายด่วนจาก MBS อาจเป็นจริงบางส่วน อาจถูกขยายเกินจริง หรืออาจเป็นเพียง narrative operation ก็ได้ แต่ต่อให้รายละเอียดยังไม่ยืนยัน แรงจูงใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ข่าวนี้สะท้อนนั้น “มีอยู่จริง” และควรค่าแก่การวิเคราะห์อย่างยิ่ง

หนึ่ง — สิ่งที่ยืนยันได้จริงมีอะไรบ้าง

สิ่งที่ยืนยันได้มากกว่าข่าวลือคือ มีการหยุดยิงชั่วคราวสองสัปดาห์ในบริบทของสงครามที่ลากต่อเนื่องมาหลายสัปดาห์ ต่อมามีการเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่อิสลามาบัด แต่การเจรจานั้นไม่สามารถปิดความขัดแย้งหลักได้ โดยเฉพาะเรื่องโครงการนิวเคลียร์ อิทธิพลตัวแทนในภูมิภาค และสถานะของช่องแคบฮอร์มุซ. หลังการเจรจาล้มเหลว Trump หันกลับไปสู่ท่าทีแข็งกร้าวและขู่ใช้กำลังทางทะเลต่อฮอร์มุซมากขึ้น ขณะที่อิหร่านประกาศว่าการเข้ามาของเรือรบต่างชาติใกล้ช่องแคบอาจถือเป็นการละเมิด ceasefire[1][2][3]

พร้อมกันนั้น ซาอุดีอาระเบียก็เร่งฟื้นกำลังของท่อ East-West ให้กลับมาเต็มความสามารถอีกครั้งหลังได้รับผลกระทบจากการโจมตี. ข้อเท็จจริงข้อนี้สำคัญมาก เพราะมันบอกว่าริยาดกำลังคิดอย่างจริงจังถึงการลดการพึ่งพาฮอร์มุซ และพร้อมลงทุนในโครงสร้างที่ทำให้โลกพลังงานไม่ต้องแขวนชะตากับความไม่แน่นอนของช่องแคบเพียงจุดเดียว[4]

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง แม้เรายังไม่อาจรับรอง “รายละเอียด” ของข่าวลือเรื่อง MBS ได้ แต่ “ภูมิทัศน์” ที่ทำให้ข่าวลือเช่นนี้ฟังดูเป็นไปได้กลับมีอยู่จริงเต็มตัว. ซาอุฯ มีเหตุผลจะอยากเห็นอิหร่านอ่อนแรง สหรัฐฯ มีเหตุผลจะชั่งใจระหว่างปิดเกมกับติดหล่ม และอิสราเอลเองก็มีเหตุผลจะผลักให้แรงกดดันต่ออิหร่านเดินหน้าไม่หยุด

สอง — ถ้าข่าวลือนี้ทำหน้าที่เป็นกระจก มันสะท้อนอะไร

แก่นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ว่า MBS พูดคำไหนกับ Trump แต่อยู่ที่ว่า ซาอุฯ อยากเห็นภูมิภาคเดินไปทางไหน. ถ้าริยาดมองว่าอิหร่านไม่ใช่แค่คู่แข่งธรรมดา แต่เป็นแหล่งกำเนิดของความไม่มั่นคงเชิงระบบ ผ่านเครือข่ายตัวแทน อาวุธ การข่มเส้นทางเดินเรือ และการคุกคามโครงสร้างพลังงานของอ่าวเปอร์เซีย การมองว่านี่คือ “โอกาสทางประวัติศาสตร์” ก็ไม่ใช่เรื่องเหลือเชื่อแต่อย่างใด

ในมุมนี้ ข่าวลือเรื่องข้อเสนอมหาศาลจากซาอุฯ จึงมีความหมายในเชิงตรรกะมากกว่ารายการตัวเลข. มันกำลังพูดภาษาของ grand bargain คือ หากสหรัฐฯ ยอมแบกต้นทุนต่ออีกระยะหนึ่ง พันธมิตรอาหรับสายอเมริกาพร้อมจะช่วยแบกทั้งด้านการเงิน พลังงาน และสถาปัตยกรรมหลังสงคราม. สิ่งนี้สอดคล้องกับความจริงที่ว่า ซาอุฯ ต้องการทั้งเสถียรภาพเพื่อ Vision 2030 และการลดความสามารถของอิหร่านในการก่อแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิภาค

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องหยุดยิงหรือไม่หยุดยิง. มันคือคำถามว่าจะยอมกลับไปสู่สมดุลเดิมที่อิหร่านยังมีอำนาจต่อรองผ่านความปั่นป่วน หรือจะใช้วิกฤตครั้งนี้เร่งสถาปนาระเบียบใหม่ที่แกนอเมริกา–อาหรับ–อิสราเอลเป็นผู้ออกแบบกติกา

สาม — Trump อยู่ตรงไหนของสมการนี้

Trump มีแรงดึงรั้งอยู่สองทิศพร้อมกัน. ทิศแรกคือสัญชาตญาณแบบ America First ซึ่งไม่ต้องการให้สหรัฐฯ กลับไปจมอยู่กับสงครามตะวันออกกลางอีกครั้งจนเสียทรัพยากร เสียเวลา และเสียฐานความชอบธรรมในประเทศ. อีกทิศหนึ่งคือสัญชาตญาณแบบ dealmaker ซึ่งมักมองทุกวิกฤตเป็นจังหวะต่อรองเพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ใหญ่กว่าเดิม. เขาจึงไม่ใช่นักอุดมการณ์ล้วน ๆ และไม่ใช่นักสงบศึกล้วน ๆ เขาเป็นผู้เล่นที่พร้อมจะหยุด หากหยุดแล้วได้ประโยชน์มากกว่า แต่ก็พร้อมจะเดินหน้าต่อ หากเห็นว่าการเดินหน้าจะให้ “ข้อตกลงใหม่” ที่มีมูลค่าสูงกว่า

การมี ceasefire ชั่วคราวจึงไม่ควรถูกตีความอย่างง่ายว่าหมายถึงจบเกม. ในทางตรงกันข้าม มันอาจเป็น strategic pause เพื่อดูว่าคู่ขัดแย้งจะยอมอะไรบ้าง ใครจะเริ่มอ่อนแรงก่อน และตลาดโลกจะตอบสนองอย่างไร. เมื่อการเจรจาไม่บรรลุผล สัญญาณแข็งจากวอชิงตันก็กลับมาเร็วมาก. นี่บอกเราว่า สำหรับ Trump การหยุดยิงไม่ใช่จุดหมายในตัวเอง หากแต่เป็นเครื่องมือทดสอบความเป็นไปได้ของการบังคับให้เกิดข้อตกลงใหม่[1][2]

สี่ — บทบาทของจีน: ไม่ใช่จะชนะในอ่าว แต่ไม่ยอมให้อเมริกาปิดเกมฝ่ายเดียว

จีนเข้าสมการนี้ไม่เหมือนสหรัฐฯ และไม่เหมือนซาอุฯ. ปักกิ่งไม่ได้คิดแบบผู้ค้ำประกันความมั่นคงทางทหารของภูมิภาค แต่คิดแบบมหาอำนาจเศรษฐกิจที่ต้องการให้พลังงานไหล เส้นทางเดินเรือไม่พัง และอเมริกาอย่าได้ใช้วิกฤตนี้ผูกขาดระเบียบใหม่ของตะวันออกกลาง. ด้วยเหตุนี้ ท่าทีของจีนจึงออกมาในภาษาที่ดูนุ่ม แต่มีแกนแข็งชัดมาก นั่นคือเรียกร้องให้ “คว้าโอกาสแห่งสันติภาพ” และหลีกเลี่ยงการยกระดับที่อาจทำให้วิกฤตบานปลาย[5]

ถ้าจะพูดให้ถึงแก่น จีนมีผลประโยชน์หลักอย่างน้อยสี่ชั้น. ชั้นแรกคือพลังงาน จีนไม่ต้องการเห็นฮอร์มุซถูกทำให้กลายเป็นพื้นที่สงครามถาวร เพราะราคาพลังงานที่แกว่งแรงย่อมกระแทกเศรษฐกิจจีนโดยตรง. ชั้นที่สองคือยุทธศาสตร์โลก จีนไม่ต้องการให้สหรัฐฯ สร้างระเบียบความมั่นคงใหม่ในตะวันออกกลางจนกลายเป็นการเสริมอำนาจนำอเมริกันในอีกภูมิภาคหนึ่ง. ชั้นที่สามคือภาพลักษณ์ จีนต้องการรักษาบทบาทของตนในฐานะมหาอำนาจที่คุยได้กับทุกฝ่าย มากกว่าจะกลายเป็นคู่สงครามโดยตรง. ชั้นที่สี่คือผลทางอ้อมต่อเอเชีย หากสหรัฐฯ ถูกดูดทรัพยากรไว้ในตะวันออกกลางนานพอ จีนย่อมได้พื้นที่หายใจเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้นในอินโด-แปซิฟิก[5][6]

ตรงนี้เองที่ทำให้จีนไม่อยากเห็นอิหร่าน “ล้ม” แบบเปิดโล่งภายใต้แรงกดของสหรัฐฯ กับพันธมิตร. เพราะหากระบอบเตหะรานอ่อนตัวลงอย่างไร้เงื่อนไข ผลลัพธ์อาจไม่ใช่สันติภาพกลาง ๆ แต่เป็นตะวันออกกลางชุดใหม่ที่อยู่ใต้ร่มอเมริกันเข้มข้นขึ้น ทั้งในด้านพลังงาน การคุ้มกันทางทะเล และเครือข่ายพันธมิตร. จีนจึงไม่จำเป็นต้องรักอิหร่านเป็นพิเศษเพื่อจะต้านทานฉากจบแบบนั้น. แค่ไม่อยากให้อเมริกาปิดเกมฝ่ายเดียวก็เพียงพอแล้ว

ห้า — รัสเซียจะ react อย่างไร: ประคองอิหร่าน ยื้อเกมสหรัฐฯ และเก็บแต้มทางการทูต

รัสเซียมีโจทย์ต่างจากจีนอยู่บ้าง. มอสโกไม่ได้เปราะบางเรื่องพลังงานในแบบเดียวกับปักกิ่ง และในบางเงื่อนไข ราคาพลังงานสูงยังอาจช่วยรายได้ของรัสเซียด้วย. แต่รัสเซียก็มีข้อจำกัดมหาศาลจากสงครามยูเครน จึงแทบไม่มีเหตุผลจะกระโดดเข้าสู่การเผชิญหน้าเปิดหน้าในตะวันออกกลางเพื่ออิหร่านโดยตรง. ปฏิกิริยาที่น่าจะใกล้ความจริงที่สุดจึงไม่ใช่การ “เข้าสงครามช่วย” แต่เป็นการทำสี่อย่างควบคู่กัน

อย่างแรก รัสเซียจะพยายามรักษาสถานะผู้เล่นระดับมหาอำนาจผ่านบทบาทไกล่เกลี่ยและภาษาทางการทูต. สัญญาณนี้เห็นได้จากการที่ Putin แสดงความพร้อมจะช่วยผลักดันหนทางสันติภาพหลังการเจรจา U.S.–Iran ล้มเหลว. อย่างที่สอง รัสเซียจะประคองอิหร่านในทางการเมืองและเชิงยุทธศาสตร์เท่าที่ทำได้ โดยไม่ยอมให้ระบอบเตหะรานถูกโดดเดี่ยวจนเกินไป. อย่างที่สาม มอสโกจะใช้เวทีระหว่างประเทศเพื่อสกัดความชอบธรรมของการใช้อำนาจสหรัฐฯ ให้มากที่สุด. และอย่างที่สี่ รัสเซียย่อมมองเห็นประโยชน์ทางอ้อมจากการที่สหรัฐฯ ถูกดึงเวลา ดึงทรัพยากร และดึงความสนใจออกจากยูเครนและอินโด-แปซิฟิก[7][6]

นี่ทำให้ท่าทีของรัสเซียไม่น่าจะออกมาในรูป “การเสี่ยงชนแทน” แต่จะออกมาในรูป “การกันไม่ให้ฝั่งสหรัฐฯ ได้ฉันทานุมัติเต็มมือ” มากกว่า. กล่าวให้ชัด คือรัสเซียอาจช่วยให้เกมไม่ถูกปิดเร็ว แต่อาจไม่พร้อมแบกรับต้นทุนเพื่อพลิกเกมให้ฝ่ายอิหร่านชนะเด็ดขาด

หก — ทำไมจีนกับรัสเซียจึงคัดค้านกรอบ UN เรื่องฮอร์มุซ

จุดนี้สำคัญมาก เพราะหลายคนอาจตีความแบบผิวเผินว่า เมื่อจีนกับรัสเซียคัดค้านร่างมติที่เกี่ยวกับการคุ้มกันการเดินเรือในฮอร์มุซ ก็เท่ากับพวกเขาเข้าข้างอิหร่านทั้งหมด. ความจริงซับซ้อนกว่านั้น. สิ่งที่ปักกิ่งและมอสโกคัดค้านไม่ใช่เพียง “การเปิดทางเรือสินค้า” ในเชิงหลักการ แต่คือการคัดค้านกรอบที่อาจเปิดช่องให้สหรัฐฯ และพันธมิตรใช้ภาษาของเสรีภาพในการเดินเรือเป็นฐานสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจคุมเกมทางทหารในภูมิภาคมากขึ้น[8][9]

เมื่อดูจากรายงานของ Reuters และ AP จะเห็นว่าแม้ร่างมติดังกล่าวจะถูกลดความแข็งลงแล้ว จีนและรัสเซียก็ยังมองว่ามันเอนเอียงและอาจกลายเป็นเครื่องมือของอีกฝ่าย. นี่จึงไม่ใช่การโหวตเฉพาะหน้า แต่เป็นการต่อสู้ว่า ใครจะเป็นผู้กำหนดภาษาแห่งความชอบธรรมในวิกฤตครั้งนี้. ถ้าสหรัฐฯ เป็นผู้เขียนภาษาและควบคุมกลไกบังคับใช้ โลกก็จะค่อย ๆ ถูกพาไปสู่ระเบียบแบบอเมริกันในภูมิภาคโดยปริยาย[8][9]

เจ็ด — ขมวดภาพใหญ่: เรากำลังเห็นการแข่งกันของ “สามกริยา”

ถ้าจะย่อบทความทั้งชิ้นให้เหลือประโยคเดียว เราอาจพูดได้ว่า วิกฤตครั้งนี้คือการแข่งขันระหว่างสามกริยา. ฝั่งสหรัฐฯ กับพันธมิตรบางส่วนกำลังพยายาม เร่งเกม เพื่อเปลี่ยนสมการอำนาจของภูมิภาค. จีนกับรัสเซียกำลังพยายาม ตรึงเกม หรืออย่างน้อยก็กันไม่ให้อเมริกาปิดเกมฝ่ายเดียว. ส่วนอิหร่านกำลังพยายาม ทำให้ต้นทุนของการเร่งเกมนั้นสูงพอ จนอีกฝ่ายต้องคิดใหม่ทุกครั้งก่อนขยับ

เมื่อมองเช่นนี้ ข่าวลือเรื่อง MBS จึงมีคุณค่าทางวิเคราะห์ แม้มันอาจยังไม่มีสถานะเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้เต็มรูปแบบ. เพราะมันช่วยเผยให้เห็นความจริงที่สำคัญกว่า นั่นคือ มหาอำนาจและรัฐแกนกลางของภูมิภาคกำลังต่อรองกันเรื่องระเบียบตะวันออกกลางหลังวิกฤต ไม่ใช่เพียงต่อรองกันเรื่องหยุดยิงชั่วคราว. สิ่งที่อยู่บนโต๊ะจริง ๆ คือคำถามว่า ตะวันออกกลางรอบใหม่จะอยู่ใต้ร่มอเมริกันที่แข็งขึ้น หรือจะกลับไปสู่สมดุลหลายขั้วที่ไม่มีใครผูกขาดเกมได้อย่างเบ็ดเสร็จ

สรุปเชิงยุทธศาสตร์

  • ข่าวเรื่อง MBS เปลี่ยนใจ Trump ยังไม่เห็นการยืนยันจากสำนักข่าวหลัก จึงควรถือเป็นข้อกล่าวอ้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงปิดคดี
  • แต่แรงจูงใจที่ข่าวนี้สะท้อนมีอยู่จริง: ซาอุฯ มีเหตุผลจะอยากเห็นอิหร่านอ่อนแรงและภูมิภาคถูกรีเซ็ต
  • Trump ไม่ได้เลือกง่าย ๆ ระหว่างสงครามกับสันติภาพ หากแต่กำลังชั่งน้ำหนักระหว่าง “ปิดเกม” กับ “ติดหล่ม”
  • จีนไม่อยากให้พลังงานโลกพัง และไม่อยากให้อเมริกาผูกขาดระเบียบใหม่ของตะวันออกกลาง
  • รัสเซียจะไม่น่าลงไปชนตรง ๆ แต่จะประคองอิหร่าน ยื้อความชอบธรรมของสหรัฐฯ และเก็บแต้มทางการทูต
  • แก่นแท้ของวิกฤตนี้ไม่ใช่แค่การหยุดยิง หากแต่เป็นการต่อสู้เพื่อกำหนดสถาปัตยกรรมอำนาจชุดใหม่ของภูมิภาค
ข่าวลืออาจยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมด แต่บางครั้งมันบอกเราได้ว่า ผู้เล่นในสนามอยากให้ความจริงเดินไปทางไหน และในตะวันออกกลาง เวลานี้ ทุกฝ่ายกำลังพยายามเขียนฉากจบคนละแบบ

อ้างอิง

  1. Reuters. (2026, April 11). Trump vows to blockade Strait of Hormuz after Iran peace talks fail to yield agreement.
    https://www.reuters.com/world/asia-pacific/us-iran-talks-pause-now-disagreements-remain-2026-04-11/
  2. Reuters. (2026, April 12). Iran's Guards will view military vessels approaching strait as ceasefire breach.
    https://www.reuters.com/world/middle-east/irans-guards-will-view-military-vessels-approaching-strait-ceasefire-breach-2026-04-12/
  3. AP News. (2026, April 12). Trump threatens Strait of Hormuz blockade after U.S.-Iran ceasefire talks end without agreement.
    https://apnews.com/article/a8a0d22918fc3fb30bc3abf1cd5c5a13
  4. Reuters. (2026, April 12). Saudi Arabia restores full capacity on East-West oil pipeline to 7 million bpd after attacks.
    https://www.reuters.com/business/energy/saudi-arabia-restores-full-capacity-east-west-oil-pipeline-7-million-bpd-after-2026-04-12/
  5. Reuters. (2026, April 9). China hopes relevant parties can grasp chance for peace in Iran war.
    https://www.reuters.com/world/asia-pacific/china-hopes-relevant-parties-can-grasp-chance-peace-iran-war-2026-04-09/
  6. AP News. (2026, April 12). Iran war diverts U.S. military and attention from Asia ahead of Trump's summit with China's leader.
    https://apnews.com/article/44891d1bdf2c6b47acc766a8faf69ec6
  7. Reuters / widely reported official statements summarized in press coverage. (2026, April 12). Putin signals Russia is ready to help mediate after failed talks.
    https://m.economictimes.com/news/international/global-trends/putin-says-russia-ready-to-mediate-middle-east-peace-in-call-with-iran-president/articleshow/130207907.cms
  8. Reuters. (2026, April 7). China and Russia veto UN resolution on protecting Hormuz shipping.
    https://www.reuters.com/world/china/china-vetoes-un-resolution-protecting-hormuz-shipping-2026-04-07/
  9. AP News. (2026, April 7). Russia and China veto watered-down UN resolution aimed at reopening the Strait of Hormuz.
    https://apnews.com/article/640e644b57df5c762ed9c57ef87b0427

โพสต์ล่าสุด

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทย: การออกแบบเชิงสถาบัน การธำรงระบอบ และข้อจำกัดของรัฐพัฒนาแบบควบคุม

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทย: การออกแบบเชิงสถาบัน การธำรงระบอบ และข้อจำกัดของรัฐพัฒนาแบบควบคุม ยุทธศาสตร์ชาติ ...

Popular Posts