ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
“หนังสือชุดนี้อุทิศแด่ผู้แสวงหาปัญญาทุกคน ไม่ว่าจะเกิดในภาษา เชื้อชาติ หรือศาสนาใด ด้วยความหวังว่าพระพุทธพจน์จะยังคงเป็นแสงสว่างแก่ผู้ที่ปรารถนาจะเข้าใจชีวิตและลดทุกข์ของตนและผู้อื่น”
เราไม่แปลเพื่อแทนที่พระบาลี แต่แปลเพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใกล้พระบาลีมากขึ้น คำแปลไทยและอังกฤษจึงวาง “เคียงพระพุทธพจน์” โดยแยกคำแปลออกจากคำอธิบายอย่างชัดเจน
วันแห่งพระธรรมจักรและพระรัตนตรัยครบองค์
ธัมมจักกัปปวัตตนสูตรได้รับการสืบทอดในพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท ณ สังยุตตนิกาย สัจจสังยุตต์ SN 56.11 เนื้อหาหลักประกอบด้วยที่สุดสองอย่าง ทางสายกลาง อริยสัจสี่ อริยมรรคมีองค์แปด และญาณสามรอบสิบสองอาการ เมื่อท่านพระโกณฑัญญะเกิดดวงตาเห็นธรรม จึงถือเป็นการเกิดขึ้นของพระอริยสงฆ์องค์แรก และพระรัตนตรัยครบองค์
นิทานวัตถุ — The Setting
เอวัมเม สุตัง ฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา พาราณะสิยัง วิหะระติ อิสิปะตะเน มิคะทาเย ฯ ตัตระ โข ภะคะวา ปัญจะวัคคิเย ภิกขู อามันเตสิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้งห้ามาแล้วทรงแสดงธรรมดังต่อไปนี้
Thus have I heard. On one occasion the Blessed One was staying near Vārāṇasī, in the Deer Park at Isipatana. There he addressed the five ascetic monks.
ที่สุดสองอย่าง — The Two Extremes
เทวเม ภิกขะเว อันตา ปัพพะชิเตนะ นะ เสวิตัพพา ฯ โย จายัง กาเมสุ กามะสุขัลลิกานุโยโค หีโน คัมโม โปถุชชะนิโก อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ฯ โย จายัง อัตตะกิละมะถานุโยโค ทุกโข อะนะริโย อะนัตถะสัญหิโต ฯ เอเต เต ภิกขะเว อุโภ อันเต อะนุปะคัมมะ ฯ
ภิกษุทั้งหลาย ที่สุดสองอย่างนี้ บรรพชิตไม่ควรเข้าไปเสพ ได้แก่ การหมกมุ่นในกามสุข ซึ่งต่ำ หยาบ เป็นวิสัยของปุถุชน ไม่ประเสริฐ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์ กับการทรมานตนให้ลำบาก ซึ่งเป็นทุกข์ ไม่ประเสริฐ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์
Monks, one who has gone forth should not pursue these two extremes: devotion to sensual pleasure, which is low, vulgar, ordinary, ignoble, and unbeneficial; and devotion to self-mortification, which is painful, ignoble, and unbeneficial.
มัชฌิมาปฏิปทา — The Middle Way
มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
กะตะมา จะ สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา จักขุกะระณี ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติ ฯ
อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ
ตถาคตได้ตรัสรู้หนทางสายกลาง ซึ่งไม่เข้าไปใกล้ที่สุดทั้งสองนั้น หนทางนี้ทำให้เกิดดวงตา ทำให้เกิดญาณ เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อพระนิพพาน
หนทางสายกลางนั้นคืออะไร? คืออริยมรรคมีองค์แปด ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ และสมาธิชอบ
Avoiding both extremes, the Tathāgata awakened to the middle way. It produces vision and knowledge and leads to peace, direct knowledge, awakening, and Nibbāna.
And what is this middle way? It is precisely the Noble Eightfold Path: right view, right intention, right speech, right action, right livelihood, right effort, right mindfulness, and right collectedness.
อริยสัจว่าด้วยทุกข์ — The Noble Truth of Dukkha
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง ฯ ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา ฯ อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง ฯ สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา ฯ
ภิกษุทั้งหลาย นี้คืออริยสัจว่าด้วยทุกข์: การเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความโศก ความคร่ำครวญ ความเจ็บกาย ความเสียใจ และความคับแค้นเป็นทุกข์ การประสบสิ่งที่ไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ กล่าวโดยย่อ อุปาทานขันธ์ห้าเป็นทุกข์
This is the noble truth of dukkha: birth is dukkha; aging is dukkha; death is dukkha; sorrow, lamentation, pain, grief, and despair are dukkha; association with the unloved is dukkha; separation from the loved is dukkha; not obtaining what one wants is dukkha. In brief, the five aggregates subject to clinging are dukkha.
อริยสัจว่าด้วยเหตุเกิดทุกข์ — The Origin of Dukkha
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ฯ ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภินันทินี ฯ เสยยะถีทัง ฯ กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ
นี้คืออริยสัจว่าด้วยเหตุเกิดทุกข์ คือ ตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ ประกอบด้วยความเพลิดเพลินและความกำหนัด แสวงหาความยินดีในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม ภวตัณหา ความทะยานอยากในความมีความเป็น และวิภวตัณหา ความทะยานอยากในความไม่มีหรือความสูญสิ้น
This is the noble truth of the origin of dukkha: craving that gives rise to renewed existence, accompanied by delight and passion, seeking enjoyment here and there—namely craving for sensual pleasure, craving for existence, and craving for non-existence.
อริยสัจว่าด้วยความดับทุกข์ — The Cessation of Dukkha
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง ฯ โย ตัสสาเยวะ ตัณหายะ อะเสสะวิราคะนิโรโธ จาโค ปะฏินิสสัคโค มุตติ อะนาละโย ฯ
นี้คืออริยสัจว่าด้วยความดับทุกข์ คือ ความดับตัณหานั้นโดยสิ้นเชิงด้วยความคลายกำหนัด การสละ การคืน การหลุดพ้น และความไม่อาลัยยึดติด
This is the noble truth of the cessation of dukkha: the complete fading away and cessation of that very craving—its abandonment, relinquishment, release, and freedom from attachment.
ทางดำเนินสู่ความดับทุกข์ — The Way to Cessation
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ฯ อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมาสะมาธิ ฯ
นี้คืออริยสัจว่าด้วยข้อปฏิบัติที่นำไปสู่ความดับทุกข์ คืออริยมรรคมีองค์แปด ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ และสมาธิชอบ
This is the noble truth of the way leading to the cessation of dukkha: the Noble Eightfold Path—right view, right intention, right speech, right action, right livelihood, right effort, right mindfulness, and right collectedness.
สามรอบสิบสองอาการ — Three Rounds and Twelve Aspects
อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ
ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญเญยยันติ เม ... ตัง โข ปะนิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจัง ปะริญญาตันติ เม ...
อิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจันติ เม ... ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหาตัพพันติ เม ... ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะสะมุทะโย อะริยะสัจจัง ปะหีนันติ เม ...
อิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจันติ เม ... ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกาตัพพันติ เม ... ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรโธ อะริยะสัจจัง สัจฉิกะตันติ เม ...
อิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจันติ เม ... ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาเวตัพพันติ เม ... ตัง โข ปะนิทัง ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา อะริยะสัจจัง ภาวิตันติ เม ...
ในแต่ละวาระ จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา และอาโลก ได้เกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้สดับมาก่อน ฯ
พระองค์ทรงรู้และเห็นอริยสัจแต่ละข้อครบสามรอบ
รอบที่หนึ่ง — สัจจญาณ: รู้ตามความจริงว่า “นี่คือทุกข์”, “นี่คือเหตุเกิดทุกข์”, “นี่คือความดับทุกข์” และ “นี่คือทางดำเนินสู่ความดับทุกข์”
รอบที่สอง — กิจจญาณ: รู้หน้าที่ต่อสัจจะนั้นว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้ เหตุเกิดทุกข์ควรละ ความดับทุกข์ควรทำให้แจ้ง และมรรคควรเจริญ
รอบที่สาม — กตญาณ: รู้ว่าหน้าที่นั้นได้ทำเสร็จแล้ว คือ ทุกข์กำหนดรู้แล้ว เหตุเกิดทุกข์ละแล้ว ความดับทุกข์ทำให้แจ้งแล้ว และมรรคเจริญแล้ว
ในแต่ละวาระ ดวงตา ญาณ ปัญญา วิชชา และแสงสว่างได้เกิดขึ้นในธรรมที่พระองค์ไม่เคยได้สดับมาก่อน รวมเป็นสามรอบในอริยสัจสี่ข้อ หรือสิบสองอาการ
The Buddha knew and saw each noble truth in three rounds.
First, knowledge of the truth: “This is dukkha,” “This is its origin,” “This is its cessation,” and “This is the way leading to its cessation.”
Second, knowledge of the task: dukkha is to be fully understood; its origin is to be abandoned; its cessation is to be directly realized; and the path is to be developed.
Third, knowledge of completion: dukkha has been fully understood; its origin has been abandoned; its cessation has been directly realized; and the path has been developed.
With each realization, vision, knowledge, wisdom, true understanding, and light arose regarding teachings not previously heard. These are the three rounds across the four noble truths—the twelve aspects.
การประกาศพระสัมมาสัมโพธิญาณ — Declaration of Awakening
ยาวะกีวัญจะ เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง นะ สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ เนวะ ตาวาหัง ภิกขะเว สะเทวะเก โลเก สะมาระเก สะพรัหมะเก สัสสะมะณะพราหมะณิยา ปะชายะ สะเทวะมะนุสสายะ อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ
ยะโต จะ โข เม ภิกขะเว อิเมสุ จะตูสุ อะริยะสัจเจสุ เอวันติปะริวัฏฏัง ทวาทะสาการัง ยะถาภูตัง ญาณะทัสสะนัง สุวิสุทธัง อะโหสิ ฯ อะถาหัง ... อะนุตตะรัง สัมมาสัมโพธิง อะภิสัมพุทโธ ปัจจัญญาสิง ฯ
ญาณัญจะ ปะนะ เม ทัสสะนัง อุทะปาทิ ฯ อะกุปปา เม วิมุตติ อะยะมันติมา ชาติ นัตถิทานิ ปุนัพภะโวติ ฯ
ตราบใดที่ญาณทัสสนะตามความเป็นจริงในอริยสัจสี่ ซึ่งหมุนสามรอบมีสิบสองอาการ ยังไม่บริสุทธิ์แจ่มแจ้ง พระองค์ยังไม่ทรงยืนยันว่าทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์
แต่เมื่อญาณทัสสนะนั้นบริสุทธิ์แจ่มแจ้งแล้ว พระองค์จึงทรงยืนยันว่าทรงบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และญาณทัสสนะได้เกิดขึ้นว่า “ความหลุดพ้นของเราไม่กำเริบ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก”
So long as the Buddha’s knowledge and vision of the four noble truths—in three rounds and twelve aspects—was not fully purified, he did not claim unsurpassed perfect awakening in this world with its devas, Māra, Brahmā, ascetics, brahmins, gods, and humans.
But when that knowledge and vision became fully purified, he declared unsurpassed perfect awakening. Knowledge and vision arose in him: “My liberation is unshakable. This is my final birth. There is now no renewed existence.”
ดวงตาเห็นธรรมของพระโกณฑัญญะ — Koṇḍañña’s Vision of Dhamma
อิทะมะโว จะ ภะคะวา ฯ อัตตะมะนา ปัญจะวัคคิยา ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง อะภินันทุง ฯ อิมัสมิญจะ ปะนะ เวยยากะระณัสมิง ภัญญะมาเน อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ วิระชัง วีตะมะลัง ธัมมะจักขุง อุทะปาทิ ฯ ยังกิญจิ สะมุทะยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ ฯ
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้แล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้งห้าต่างยินดีและชื่นชมพระดำรัสของพระองค์ ขณะกำลังแสดงธรรม ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีและมลทินได้เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่า “สิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา”
This is what the Blessed One said. Delighted, the five monks rejoiced in his words. While the discourse was being delivered, the stainless, dust-free vision of Dhamma arose in Venerable Koṇḍañña: “Whatever is subject to arising is entirely subject to cessation.”
ธรรมจักรถูกประกาศ — The Wheel of Dhamma Is Set in Motion
ปะวัตติเต จะ ภะคะวะตา ธัมมะจักเก ภุมมา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ เอตัมภะคะวะตา พาราณะสิยัง อิสิปะตะเน มิคะทาเย อะนุตตะรัง ธัมมะจักกัง ปะวัตติตัง อัปปะฏิวัตติยัง สะมะเณนะ วา พราหมะเณนะ วา เทเวนะ วา มาเรนะ วา พรัหมุนา วา เกนะจิ วา โลกัสมินติ ฯ
ภุมมานัง เทวานัง สัททัง สุตวา จาตุมมะหาราชิกา เทวา ... ตาวะติงสา เทวา ... ยามา เทวา ... ตุสิตา เทวา ... นิมมานะระตี เทวา ... ปะระนิมมิตะวะสะวัตตี เทวา ... พรัหมะกายิกา เทวา สัททะมะนุสสาเวสุง ฯ
เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรแล้ว ภุมมเทวดาได้เปล่งเสียงว่า “พระผู้มีพระภาคได้ทรงประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตกรุงพาราณสี ซึ่งสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือผู้ใดในโลกไม่อาจหมุนกลับได้”
เสียงประกาศนั้นส่งต่อจากภุมมเทวดาไปยังเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตดี และพรหมกายิกาโดยลำดับ
When the Blessed One set the Wheel of Dhamma in motion, the earthbound devas proclaimed: “At the Deer Park in Isipatana near Vārāṇasī, the Blessed One has set in motion the unsurpassed Wheel of Dhamma, which cannot be turned back by any ascetic, brahmin, deva, Māra, Brahmā, or anyone in the world.”
The proclamation passed upward through the realms of the Four Great Kings, the Thirty-Three, Yāma, Tusita, the Devas Who Delight in Creating, the Devas Who Control the Creations of Others, and the Brahmā hosts.
โลกธาตุสะเทือนและพระอุทาน — The Cosmos Trembles
อิติหะ เตนะ ขะเณนะ เตนะ มุหุตเตนะ ยาวะ พรัหมะโลกา สัทโท อัพภุคคัจฉิ ฯ อะยัญจะ ทะสะสะหัสสี โลกะธาตุ สังกัมปิ สัมปะกัมปิ สัมปะเวธิ ฯ อัปปะมาโณ จะ โอฬาโร โอภาโส โลเก ปาตุระโหสิ อะติกกัมเมวะ เทวานัง เทวานุภาวัง ฯ
อะถะโข ภะคะวา อุทานัง อุทาเนสิ ฯ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะ โภ โกณฑัญโญติ ฯ อิติหิทัง อายัสมะโต โกณฑัญญัสสะ อัญญาโกณฑัญโญ เตววะ นามัง อะโหสีติ ฯ
ในขณะนั้นเอง เสียงประกาศได้ขึ้นไปถึงพรหมโลก หมื่นโลกธาตุสั่นไหว สะเทือน และหวั่นไหว แสงสว่างอันประมาณมิได้และยิ่งใหญ่ได้ปรากฏขึ้นในโลก ล่วงอานุภาพของเหล่าเทวดา
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งพระอุทานว่า “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ! โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ!” เพราะเหตุนี้ ท่านพระโกณฑัญญะจึงมีนามว่า “อัญญาโกณฑัญญะ”—โกณฑัญญะผู้รู้แล้ว
At that very moment the proclamation rose as far as the Brahmā world. This ten-thousandfold world system shook, quaked, and trembled, and an immeasurable, magnificent radiance appeared, surpassing the glory of the devas.
Then the Blessed One exclaimed: “Koṇḍañña has indeed understood! Koṇḍañña has indeed understood!” And that is how Venerable Koṇḍañña came to be known as Aññā Koṇḍañña—Koṇḍañña Who Understood.
แผนที่แห่งการดับทุกข์
ทุกข์ — กำหนดรู้
มองสภาพที่ถูกบีบคั้นและไม่อาจยึดถือให้คงเดิมตามความเป็นจริง
สมุทัย — ละ
เห็นและละตัณหาที่ต่ออายุความยึดมั่นและภพ
นิโรธ — ทำให้แจ้ง
ประจักษ์ความดับตัณหา ความปล่อยวาง และความหลุดพ้น
มรรค — เจริญ
พัฒนาองค์มรรคแปดให้เป็นวิถีแห่งศีล สมาธิ และปัญญา
ศัพท์บาลีสำคัญ
| บาลี | ภาษาไทย | English |
|---|---|---|
| Dhamma | ธรรม; ความจริง คำสอน และสภาวะ | Dhamma; teaching, truth, phenomenon |
| Dukkha | ทุกข์; ภาวะบีบคั้น ไม่อาจยึดให้เป็นดังใจ | dukkha; suffering, stress, unsatisfactoriness |
| Taṇhā | ตัณหา; ความทะยานอยาก | craving |
| Nirodha | นิโรธ; ความดับ | cessation |
| Magga | มรรค; หนทาง | path |
| Nibbāna | นิพพาน; ความดับเย็นจากกิเลสและตัณหา | Nibbāna; extinguishment, liberation |
| Majjhimā paṭipadā | มัชฌิมาปฏิปทา; ทางดำเนินที่พ้นจากที่สุดสองข้าง | the middle way |
ขอบเขตและการตรวจสอบ
ฉบับนี้ใช้พระบาลีอักษรไทยตามบทสวดที่ได้รับมาเป็นฐาน แล้วจัดวรรคเพื่อการอ่าน ส่วนคำแปลไทยและอังกฤษเป็นคำแปลเคียงพระพุทธพจน์ที่เรียบเรียงใหม่ โดยเทียบโครงสร้างกับฉบับพระบาลีของสังยุตตนิกาย SN 56.11 การย่อข้อความซ้ำในส่วน “สามรอบสิบสองอาการ” ใช้เพื่อความกระชับในการอ่านออนไลน์ โดยรักษาโครงสร้างและภารกิจทั้งสิบสองอาการไว้อย่างครบถ้วน ผู้ศึกษาพระบาลีเชิงอักษรศาสตร์ควรตรวจเทียบฉบับมหาสังคายนาหรือฉบับพระไตรปิฎกที่ตนใช้อ้างอิงอีกชั้นหนึ่ง

