เจ้าสัวกับอำนาจรัฐ: สองทศวรรษหลังรัฐประหาร 2549–2569

ข้ามไปเนื้อหา
THOUGHT / POWER / SOCIETYนิทรรศการอ่านบนจอ · ฉบับ 26 ตุลาคม 2569

A VISUAL ESSAY · 2006–2026

เจ้าสัว
กับอำนาจรัฐ

สองทศวรรษหลังรัฐประหาร 2549
ความมั่งคั่งโตอย่างไร — และรัฐอยู่ตรงไหน

4 ตระกูลเดิม + 1 มหาเศรษฐีรายใหม่ในทำเนียบอ่านตัวเลข · ตามเส้นทางทุน · ตั้งคำถามกับกติกา
I

THE BIG PICTURE

ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นมาก
แต่เส้นทางรวยไม่เหมือนกัน

ห้ากรณีศึกษานี้พาไปเห็นแบรนด์ระดับโลก ช่องทางขาย สัญญารับซื้อไฟฟ้า ทำเล และการซื้อกิจการ

เริ่มจากสิ่งที่ตัวเลขบอกได้

เปรียบเทียบฐานก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับข้อมูล Forbes ปี 2569 มูลค่าของหลายกลุ่มเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ตัวเลขสองปลายทางยังไม่บอกว่าเพิ่มขึ้นเพราะเหตุใด[1] [2]

“รวยขึ้นหลัง” ≠ “รวยขึ้นเพราะ”ตลอดช่วงศึกษามีทั้งรัฐบาลเลือกตั้ง รัฐบาลจากรัฐประหาร การลงทุนต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงตลาดโลก การเชื่อมเหตุและผลต้องตรวจเป็นรายนโยบายและรายธุรกรรม

มูลค่าปี 2569

พันล้านดอลลาร์สหรัฐ · สเกลเดียวกัน เริ่มจากศูนย์

อยู่วิทยา
47.0
เจียรวนนท์
36.6
รัตนาวะดี
17.6
จิราธิวัฒน์
11.7
สิริวัฒนภักดี
11.5
กราฟนี้แสดงมูลค่าปลายทาง ไม่ใช่อันดับผู้รวยเพิ่มเร็วที่สุด หน่วยที่ Forbes นับมีทั้งครอบครัว พี่น้อง และบุคคล[2]
บัญชีเปรียบเทียบ · อ่านข้อจำกัดคู่กับตัวเลข
กลุ่มทุน25492569ส่วนต่างหมายเหตุ
อยู่วิทยา2.80547.0+44.195ฐานตระกูลโดยประมาณ
เจียรวนนท์2.336.6+34.3ขอบเขตผู้ถูกนับเปลี่ยน
รัตนาวะดีไม่มีฐาน17.6ไม่คำนวณForbes ระบุชื่อสารัชถ์เป็นรายบุคคล
จิราธิวัฒน์1.211.7+10.5ประมาณ 9.75 เท่าของฐานเดิม
สิริวัฒนภักดี3.211.5+8.3ประมาณ 3.59 เท่าของฐานเดิม

หน่วย: พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ราคาขณะนั้น ไม่หักเงินเฟ้อ ส่วนต่างคำนวณจากค่าที่เผยแพร่; ฐานอยู่วิทยารวมเฉลียว 2.7 + เฉลิม 0.105 = 2.805 ตัวเลขทศนิยมไม่หมายถึงความแม่นยำของการประเมิน[1] [2]

เหตุใดจึงไม่ใช้ชื่อ “ห้าตระกูลที่รวยเพิ่มมากที่สุด”?ยังไม่มีฐานตระกูลที่ปรับขอบเขตตรงกันครบทุกกลุ่ม และไม่มีตัวเลขสารัชถ์ปี 2549 นิทรรศการจึงเสนอห้ากรณีสำคัญในกลุ่มบนสุด แทนการรับรองอันดับการเพิ่มขึ้นตลอดยี่สิบปี
II

HISTORICAL CONTEXT

วางการเมืองกับธุรกิจ
บนเส้นเวลาเดียวกัน

เส้นเวลาแสดงลำดับเหตุการณ์ ไม่ได้ใช้แทนหลักฐานความเป็นเหตุเป็นผล

2549ฐาน Forbes เผยแพร่เดือนกรกฎาคม
รัฐประหาร 19 กันยายน
2553–56โครงการ SPP / IPP ของกลุ่ม GULF
CP ALL เข้าแม็คโคร
2557รัฐประหาร 22 พฤษภาคม
โครงการ IPP สำคัญปี 2556 เกิดก่อนหน้านี้
2559–66ดีล Big C / SABECO / โลตัส
และการควบรวมทรู–ดีแทค
2568–69GULF–INTUCH ควบรวม
18 มิถุนายน 2569: วันประเมินปลายทาง

เหตุการณ์ธุรกิจตรวจจากเอกสารบริษัท ตลาดหลักทรัพย์ฯ และทำเนียบ Forbes[1] [2] [4] [5] [8] [9] [14] [15]

III

FIVE PATHS TO WEALTH

เปิดแฟ้มทุน 5 กลุ่ม

แต่ละแฟ้มแยกเหตุการณ์ที่มีเอกสาร ข้อวิเคราะห์ และจุดที่หลักฐานยังไปไม่ถึง

แฟ้ม / 01

อยู่วิทยา

YOOVIDHYA

จากสูตรเครื่องดื่ม สู่การถือหุ้นในแบรนด์ที่ขายทั่วโลก

กรรมสิทธิ์ในแบรนด์ระดับโลก
47.0
พันล้านดอลลาร์สหรัฐมูลค่า Forbes ปี 2569 [2]
กรอบอธิบาย · กลไกทางเศรษฐกิจ
ถือหุ้นในแบรนด์ยอดขายทั่วโลกผลตอบแทนและมูลค่าธุรกิจ

ความมั่งคั่งโตอย่างไร

ผู้ถือกรรมสิทธิ์ในธุรกิจที่ขยายทั่วโลกสามารถมั่งคั่งขึ้นจากรายได้ซึ่งเกิดนอกประเทศไทย ความเติบโตของธุรกิจและการประเมินมูลค่าหุ้นเอกชนจึงเป็นส่วนสำคัญของเรื่องนี้

หลักฐานเชื่อมโยงและขอบเขต

รัฐอยู่ตรงไหน

หลักฐานชุดนี้อธิบายการเติบโตของธุรกิจระดับโลกได้ชัด แต่ยังไม่แสดงว่ารัฐบาลหลังรัฐประหารเป็นสาเหตุหลักของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น [3]

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านพร้อมกัน

รวมเฉลียวกับเฉลิมเป็นฐานเบื้องต้น ไม่ได้ตรวจยืนยันขอบเขตทรัพย์สินของทายาททุกคนให้ตรงกันทั้งสองปี ห้ามใช้ทรัพย์สินเฉลิมคนเดียวในปี 2549 เทียบทั้งครอบครัวปี 2569

คำถามชวนมองต่อ — เมื่อธุรกิจเติบโตทั่วโลก ผลตอบแทนจากแรงงาน การจัดจำหน่าย และกรรมสิทธิ์ ถูกแบ่งกันอย่างไร?

แฟ้ม / 02

เจียรวนนท์

CHEARAVANONT

ขยายจากฐานอาหาร ไปยังค้าส่ง ค้าปลีก และบริการสื่อสาร

การผลิต · ช่องทางขาย · โครงข่าย
36.6
พันล้านดอลลาร์สหรัฐมูลค่า Forbes ปี 2569 [2]
กรอบอธิบาย · กลไกทางเศรษฐกิจ
ผลิตและจัดหากระจายผ่านเครือข่ายขยายฐานลูกค้า

ความมั่งคั่งโตอย่างไร

การมีธุรกิจหลายช่วงของห่วงโซ่เพิ่มโอกาสประสานต้นทุน การกระจายสินค้า และฐานลูกค้า พร้อมตั้งคำถามเรื่องอำนาจต่อรองกับผู้ผลิตรายเล็ก ผลดีและผลเสียต้องตรวจจากเงื่อนไขการค้าจริง

หลักฐานเชื่อมโยงและขอบเขต

รัฐอยู่ตรงไหน

การอนุญาตรวมซีพี–โลตัส และการรับทราบควบรวมทรู–ดีแทคพร้อมมาตรการกำกับ เป็นการตัดสินใจที่ทำให้โครงสร้างธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้ [4] [5] [6] [7]

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านพร้อมกัน

ฐานปี 2549 ระบุธนินท์ ส่วนปี 2569 ระบุพี่น้องเจียรวนนท์ ส่วนต่างจึงไม่ใช่ผลตอบแทนของพอร์ตเดียวกันอย่างเคร่งครัด และยังแยกไม่ได้ว่านโยบายใดสร้างมูลค่าเพิ่มเท่าใด

คำถามชวนมองต่อ — เมื่อช่องทางขายและผู้ให้บริการกระจุกตัว ใครมีทางเลือกและอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น?

แฟ้ม / 03

รัตนาวะดี

SARATH RATANAVADI

จากโครงการไฟฟ้าและสัญญาระยะยาว สู่ฐานพลังงานและดิจิทัล

สัญญารับซื้อไฟฟ้า · การระดมทุน
17.6
พันล้านดอลลาร์สหรัฐมูลค่า Forbes ปี 2569 [2]
กรอบอธิบาย · กลไกทางเศรษฐกิจ
โครงการและสัญญาจัดหาเงินลงทุนรายได้และมูลค่าหุ้น

ความมั่งคั่งโตอย่างไร

สัญญารับซื้อระยะยาวช่วยให้ประเมินรายได้ในอนาคตได้ชัดขึ้น และรองรับการจัดหาเงินทุน มูลค่าที่ตลาดประเมินยังขึ้นกับต้นทุน หนี้ ความเสี่ยง และผลการดำเนินงาน

หลักฐานเชื่อมโยงและขอบเขต

รัฐอยู่ตรงไหน

เห็นความสัมพันธ์กับรัฐโดยตรงผ่านโครงการและสัญญารับซื้อไฟฟ้า แต่โครงการสำคัญปี 2556 เกิดในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก่อนรัฐประหาร 2557 ต้องอธิบายความต่อเนื่องข้ามรัฐบาลด้วย [9] [10]

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านพร้อมกัน

ไม่มีตัวเลขทรัพย์สินปี 2549 จึงไม่ตั้งฐานเป็นศูนย์ ฐานรองใช้ Forbes ทำเนียบไทยปี 2561 ที่ 3.4 พันล้านดอลลาร์; ไม่ใช่การวัดเพิ่มขึ้นตลอดยี่สิบปี

คำถามชวนมองต่อ — วิธีคัดเลือกโครงการและเงื่อนไขสัญญา แบ่งผลตอบแทนกับความเสี่ยงให้ผู้ลงทุนและผู้ใช้ไฟอย่างไร?

แฟ้ม / 04

จิราธิวัฒน์

CHIRATHIVAT

จากห้างในไทย สู่การลงทุนต่างประเทศและพื้นที่มูลค่าสูง

ค้าปลีก · ทำเล · ทุนข้ามชาติ
11.7
พันล้านดอลลาร์สหรัฐมูลค่า Forbes ปี 2569 [2]
กรอบอธิบาย · กลไกทางเศรษฐกิจ
เข้าถึงทำเลและทุนพัฒนาพื้นที่และค้าปลีกรายได้และมูลค่ากิจการ

ความมั่งคั่งโตอย่างไร

ฐานธุรกิจประกอบด้วยการขายสินค้า การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการลงทุนต่างประเทศ ต้องแยกกลุ่มเซ็นทรัลออกจาก Central Retail เพราะทุกดีลไม่ได้อยู่ในบริษัทเดียวกัน

หลักฐานเชื่อมโยงและขอบเขต

รัฐอยู่ตรงไหน

Dusit Central Park เป็นกรณีศึกษาสิทธิใช้ที่ดินระยะยาว เอกสาร Central Pattana ปี 2565 แสดงโครงสร้างเช่าช่วง โดยดุสิตธานีถือสัญญาหลักกับสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ตามชื่อขณะนั้น ต้องแยกสถาบันเจ้าของที่ดินออกจากรัฐบาล [11] [12] [13]

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านพร้อมกัน

การมีสัญญาเช่าไม่ยืนยันการให้สิทธิพิเศษโดยมิชอบ ต้องตรวจราคา เงื่อนไข และทางเลือกเปรียบเทียบ; Big C เวียดนามเป็นคนละกิจการกับ Big C ไทย

คำถามชวนมองต่อ — การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสิทธิใช้ทำเลเพิ่มมูลค่าพื้นที่อย่างไร และสังคมได้รับส่วนแบ่งแบบใด?

แฟ้ม / 05

สิริวัฒนภักดี

SIRIVADHANABHAKDI

ต่อยอดฐานทุนเดิม ด้วยกิจการค้าปลีกและเครื่องดื่มในภูมิภาค

ฐานเครื่องดื่ม · ซื้อกิจการ · ตลาดภูมิภาค
11.5
พันล้านดอลลาร์สหรัฐมูลค่า Forbes ปี 2569 [2]
กรอบอธิบาย · กลไกทางเศรษฐกิจ
ฐานธุรกิจเดิมระดมเงินซื้อกิจการขยายสินค้าและตลาด

ความมั่งคั่งโตอย่างไร

ทุนขนาดใหญ่ใช้ฐานรายได้และความสามารถระดมเงินขยายกิจการ แต่ราคาซื้อไม่ใช่ความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ ต้องนับหนี้ ต้นทุน และผลตอบแทนของดีลด้วย

หลักฐานเชื่อมโยงและขอบเขต

รัฐอยู่ตรงไหน

ธุรกิจเครื่องดื่มขึ้นกับกติกาผลิต ภาษี และการจำหน่าย ส่วน SABECO เป็นกรณีการขายหุ้นโดยรัฐเวียดนาม จึงเห็นบทบาทรัฐหลายประเทศในเส้นทางขยายทุน [14] [15]

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านพร้อมกัน

เป็นกลุ่มทุนใหญ่ก่อนปี 2549 อยู่แล้ว หลักฐานดีลหลังจากนั้นยังไม่บอกว่ารัฐประหารไทยสร้างมูลค่าเพิ่มเท่าใด และต้องตรวจขอบเขตการรวมทรัพย์สินครอบครัวให้ตรงกัน

คำถามชวนมองต่อ — ใครเข้าถึงเงินทุนเพื่อซื้อกิจการขนาดใหญ่ได้ และผู้ประกอบการรายใหม่มีโอกาสแข่งขันเพียงใด?

IV

WHAT THE EVIDENCE SUPPORTS

ข้อสรุปมีน้ำหนักต่างกัน

รัฐจัดสรรสิทธิ กำหนดการแข่งขัน
และแบ่งความเสี่ยง
ผลต่อความมั่งคั่งต้องตามดูเป็นรายกรณี

01 / ยืนยันจากข้อมูลได้มูลค่าความมั่งคั่งของหลายกลุ่มเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่สี่ตระกูลเดิมมีความต่อเนื่องในกลุ่มบนสุด งานวิจัย Hewison ตรวจความต่อเนื่องนี้ถึงปี 2562[16]
02 / เห็นกลไกเชื่อมกับรัฐโครงการไฟฟ้า สัญญารับซื้อ และการตัดสินใจควบรวม แสดงบทบาทรัฐที่ตรวจสอบได้ แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่ามีการเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ
03 / ยังระบุตัวเลขเหตุและผลไม่ได้ส่วนเพิ่มของทรัพย์สินที่เกิดจากรัฐประหารโดยเฉพาะยังคำนวณไม่ได้ ต้องแยกผลตลาดโลก การลงทุน หนี้ ราคาหุ้น และขอบเขตครอบครัว
+1

THE PEOPLE IN THE EQUATION

ใครอยู่นอกโต๊ะเจรจา?

คนหนึ่งคนอาจรับผลจากการขยายทุนหลายฐานะพร้อมกัน การประเมินเศรษฐกิจจึงต้องดูอำนาจต่อรองด้วย

คนทำงาน

ค่าจ้าง ความมั่นคง และส่วนแบ่งจากผลิตภาพเพิ่มตามหรือไม่?

ผู้ผลิตรายเล็ก

เข้าถึงตลาดและต่อรองเงื่อนไขการค้าได้เพียงใด?

ผู้บริโภค

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านเป็นราคา คุณภาพ และทางเลือกอย่างไร?

ประชาชน

ตรวจสอบการจัดสรรสิทธิและภาระความเสี่ยงร่วมกันได้หรือไม่?

คำถามปลายทาง:
ความเติบโตสร้างผลตอบแทนให้ใคร
และใครมีเสียงกำหนดกติกา?

ส่วนนี้เป็นคำถามและกรอบวิเคราะห์ทางนโยบาย ไม่ใช่ข้อค้นพบเชิงสถิติว่าผลตอบแทนของแต่ละกลุ่มเปลี่ยนไปแล้วเท่าใด

V

READING THE NUMBERS

วิธีอ่านข้อมูลอย่างเป็นธรรม

  1. วัดความมั่งคั่งสุทธิที่ประเมิน ไม่ใช่เงินสด รายได้บริษัท กำไร หรือมูลค่าทรัพย์สินรวมของบริษัททั้งหมด การมีหุ้นไม่ได้หมายถึงถือเงินสดเท่ามูลค่าหุ้น
  2. ใช้ดอลลาร์ ณ ราคาขณะนั้น ไม่ปรับเงินเฟ้อหรือผลอัตราแลกเปลี่ยน มูลค่าขึ้นลงตามราคาหุ้นและวิธีประเมินกิจการเอกชน
  3. ปี 2549 กับ 2569 ไม่ใช่วันครบรอบเดียวกัน ฐานเผยแพร่กรกฎาคม 2549 ก่อนรัฐประหาร ส่วนปลายทางประเมิน 18 มิถุนายน 2569 ชื่อ “สองทศวรรษ” ใช้ในความหมายช่วงประวัติศาสตร์โดยประมาณ
  4. ขอบเขตสมาชิกเปลี่ยน อยู่วิทยารวมสองรายการเดิม; เจียรวนนท์เปลี่ยนจากชื่อธนินท์เป็นพี่น้อง; สารัชถ์ระบุบุคคลและไม่มีฐานปี 2549 จึงไม่รับรองการจัดอันดับส่วนเพิ่มตลอดยี่สิบปี
  5. แยกเหตุการณ์ ข้อวิเคราะห์ และข้อกล่าวหา การได้รับสัญญาหรืออนุญาตควบรวมพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางธุรกิจและการกำกับได้ การกล่าวถึงการสั่งการรัฐหรือทุจริตต้องใช้หลักฐานอีกระดับ
  6. เอกสารบริษัทบอกธุรกรรมได้ แต่มีมุมของผู้ประกอบการ งานองค์กรผู้บริโภคและงานวิชาการช่วยวิเคราะห์ ควรอ่านประกบคำสั่งต้นฉบับ งบการเงิน และผลติดตามจริงก่อนสรุปผลกระทบเฉพาะ
  7. ขอบเขตเนื้อหา เป็นนิทรรศการกรณีศึกษาทุนเอกชนห้ากลุ่ม ไม่ใช่บัญชีความมั่งคั่งครบทุกครอบครัวหรือทุกสถาบันในไทย
VI

SOURCE ROOM

ตามหลักฐานต่อได้ที่นี่

หมายเลขอ้างอิงในเรื่องเชื่อมมายังรายการนี้ กดชื่อเอกสารเพื่ออ่านต้นทาง

  1. Forbes · Thailand’s Top 40 · 2549 ↗ฐานความมั่งคั่งก่อนรัฐประหาร ปี 2549; แยกเฉลียวและเฉลิม
  2. Forbes Thailand · 50 มหาเศรษฐีไทย · 2569 ↗ปลายทาง ณ 18 มิถุนายน 2569 และวิธีประเมิน
  3. Red Bull · ยอดขายทั่วโลก ↗ยอดขาย 13.969 พันล้านกระป๋องในปี 2568
  4. CP Axtra · Company overview ↗แม็คโคร 2556 และการลงทุนโลตัส 2563
  5. ตลาดหลักทรัพย์ฯ · การควบรวมทรู–ดีแทค ↗จดทะเบียนควบรวม 1 มีนาคม 2566
  6. พรเทพ เบญญาภิกุล · ติดตามการรวมธุรกิจซีพี–โลตัส ↗งานวิเคราะห์เผยแพร่ผ่านสภาองค์กรของผู้บริโภค ไม่ใช่คำสั่งต้นฉบับของผู้กำกับ
  7. OECD · Broadband connectivity in Thailand ↗การรับทราบควบรวมทรู–ดีแทคและมาตรการกำกับ
  8. GULF · รายงานประจำปี 2562 ↗ลำดับโครงการ SPP / IPP และสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
  9. GULF · Company background ↗ควบรวม GULF–INTUCH เสร็จ 1 เมษายน 2568
  10. Forbes · Thailand rich list · 2561 ↗ฐานรองของสารัชถ์ 3.4 พันล้านดอลลาร์
  11. Central Retail · Our milestones ↗Rinascente / Big C เวียดนาม / เข้าตลาดหลักทรัพย์
  12. Central Group · ธุรกิจห้างในยุโรป ↗การขยายธุรกิจถึง Selfridges ในปี 2565
  13. Central Pattana · ทรัพย์สินภายใต้การบริหาร 2565 ↗โครงสร้างเช่าช่วงที่ดิน Dusit Central Park ตามเอกสารขณะนั้น
  14. Casino · ขายหุ้น Big C ไทย · 2559 ↗ผู้ขายแจ้งมูลค่าธุรกรรม 3.1 พันล้านยูโร
  15. ThaiBev · ประกาศซื้อหุ้น SABECO · 2560 ↗โครงสร้างการซื้อหุ้น 53.59%
  16. Kevin Hewison · Crazy Rich Thais ↗งานวิจัยข้อมูล Forbes 2549–2562; ตีพิมพ์ Journal of Contemporary Asia
สำหรับใช้บรรยายหรือเผยแพร่ต่อรักษาเชิงอรรถเรื่องวิธีนับครอบครัวไว้คู่กับตาราง และใช้ชื่อ “ห้ากรณีศึกษา” เพื่อให้ระดับข้อสรุปตรงกับหลักฐาน ก่อนอ้างข้อมูลเป็นสถานะปัจจุบัน ควรตรวจต้นทางอีกครั้ง
เจ้าสัวกับอำนาจรัฐ · นิทรรศการอ่านบนจอ
เรียบเรียงข้อมูลสำหรับการบรรยาย · 26 ตุลาคม 2569
กลับขึ้นด้านบน ↑

Mafia State กับ Failed State: เมื่อรัฐล้มเหลว กับรัฐที่ถูกยึดครองโดยเครือข่ายอำนาจ แตกต่างกันอย่างไร?

Mafia State กับ Failed State: เมื่อรัฐล้มเหลว กับรัฐที่ถูกยึดครองโดยเครือข่ายอำนาจ แตกต่างกันอย่างไร?

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำว่า Failed State และ Mafia State ถูกนำมาใช้ในการวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ การคอร์รัปชัน และปัญหาธรรมาภิบาล แม้ทั้งสองคำจะสะท้อนถึงความผิดปกติของรัฐ แต่ความหมายและลักษณะของปัญหาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

บทความนี้จะอธิบายความหมาย ตัวชี้วัด ตัวอย่างประเทศ และบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศที่มีอิทธิพลในการกดดันหรือป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลง


Failed State คืออะไร?

Failed State หรือ "รัฐล้มเหลว" หมายถึงรัฐที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่พื้นฐานของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความสงบเรียบร้อย การบังคับใช้กฎหมาย การให้บริการสาธารณะ หรือการควบคุมดินแดนของตนเอง

ในกรณีรุนแรง รัฐอาจสูญเสียอำนาจจนเกิดภาวะที่กลุ่มติดอาวุธ กองกำลังท้องถิ่น หรือองค์กรอาชญากรรมเข้ามาแทนที่รัฐในบางพื้นที่

ตัวชี้วัดสำคัญของ Failed State

  • รัฐไม่สามารถผูกขาดการใช้กำลังได้
  • เกิดความขัดแย้งทางอาวุธหรือสงครามกลางเมือง
  • ระบบยุติธรรมอ่อนแอหรือไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้
  • บริการสาธารณะล่มสลาย
  • คอร์รัปชันในระดับรุนแรง
  • เศรษฐกิจถดถอยต่อเนื่อง
  • เกิดการอพยพของประชาชนและแรงงานฝีมือจำนวนมาก
  • ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในรัฐบาล

องค์กร Fund for Peace พัฒนาดัชนี Fragile States Index ซึ่งใช้ตัวชี้วัดด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองรวม 12 ด้าน เพื่อประเมินความเปราะบางและความเสี่ยงของแต่ละประเทศ

ตัวอย่างประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็น Failed State

  • Somalia ในช่วงหลังการล่มสลายของรัฐบาลกลาง
  • Yemen ในช่วงสงครามกลางเมือง
  • South Sudan
  • Libya ในบางช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมือง
  • Afghanistan ในบางช่วงของความขัดแย้ง

Mafia State คืออะไร?

Mafia State หรือ "รัฐมาเฟีย" เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมจากงานศึกษาของนักรัฐศาสตร์หลายคน โดยเฉพาะ Bálint Magyar

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงรัฐที่อ่อนแอหรือไร้ประสิทธิภาพ แต่หมายถึงรัฐที่ยังคงมีความสามารถในการบริหารประเทศ ทว่ากลไกของรัฐถูกครอบงำโดยเครือข่ายผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐยังคงทำงาน แต่ทำงานเพื่อประโยชน์ของ "กลุ่มอำนาจ" มากกว่าสาธารณชน

ลักษณะสำคัญของ Mafia State

  • สถาบันรัฐถูกครอบงำโดยเครือข่ายบุคคลใกล้ชิดผู้มีอำนาจ
  • การคอร์รัปชันเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ
  • กลไกยุติธรรมขาดความเป็นอิสระ
  • ธุรกิจขนาดใหญ่ต้องพึ่งความสัมพันธ์ทางการเมือง
  • หน่วยงานรัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการคู่แข่ง
  • มีการเลือกตั้ง แต่การแข่งขันอาจไม่เป็นธรรมอย่างแท้จริง

ตัวอย่างประเทศที่มักถูกกล่าวถึงในงานวิชาการ

  • รัสเซีย
  • เบลารุส
  • ฮังการี (ตามแนวคิดของ Magyar)
  • บางประเทศในเอเชียกลาง
  • บางประเทศในคาบสมุทรบอลข่าน

อย่างไรก็ตาม การจัดให้ประเทศใดเป็น Mafia State มักเป็นเรื่องของการวิเคราะห์ทางวิชาการและการเมือง ไม่ใช่สถานะทางกฎหมายที่ได้รับการรับรองโดยองค์กรระหว่างประเทศ


เปรียบเทียบ Failed State กับ Mafia State

ประเด็น Failed State Mafia State
ประสิทธิภาพของรัฐ ต่ำมากหรือเกือบล้มเหลว ยังทำงานได้
การควบคุมดินแดน อาจสูญเสียการควบคุมบางส่วน ยังควบคุมได้
ปัญหาหลัก ความอ่อนแอของรัฐ การยึดครองรัฐโดยเครือข่ายอำนาจ
ความมั่นคง มักมีความรุนแรงสูง อาจมีเสถียรภาพเชิงอำนาจ
ผลกระทบต่อประชาชน ขาดบริการพื้นฐาน เผชิญความไม่เป็นธรรมและการผูกขาดอำนาจ

องค์กรระหว่างประเทศที่ใช้ประเมินหรือกดดันประเทศได้

แม้จะไม่มีองค์กรใดสามารถปลดรัฐบาลของรัฐเอกราชได้โดยตรง แต่มีหลายองค์กรที่สามารถสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทูตได้อย่างมีนัยสำคัญ

1. สหประชาชาติ (UN)

  • ออกมาตรการคว่ำบาตร
  • อายัดทรัพย์สิน
  • ห้ามเดินทาง
  • ตั้งคณะตรวจสอบสิทธิมนุษยชน
  • ส่งภารกิจรักษาสันติภาพ

2. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)

  • กำหนดเงื่อนไขในการให้กู้ยืม
  • ผลักดันการปฏิรูปเศรษฐกิจ
  • ตรวจสอบเสถียรภาพทางการคลัง

3. ธนาคารโลก (World Bank)

  • ประเมินธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพภาครัฐ
  • กำหนดเงื่อนไขสำหรับโครงการพัฒนา

4. FATF (Financial Action Task Force)

ถือเป็นกลไกที่มีอิทธิพลอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเกี่ยวข้องกับระบบการเงินโลกโดยตรง

  • ประเมินมาตรการป้องกันการฟอกเงิน
  • ประเมินการต่อต้านการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
  • สามารถขึ้นบัญชี Grey List หรือ Black List

หากประเทศถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ต้นทุนทางการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศมักเพิ่มขึ้นทันที

5. Transparency International

  • จัดทำดัชนี Corruption Perceptions Index (CPI)
  • ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของนักลงทุน

6. World Justice Project

  • จัดอันดับ Rule of Law Index
  • ประเมินความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรม
  • ประเมินการจำกัดอำนาจรัฐและความโปร่งใส

7. OECD

  • ติดตามความเปราะบางของรัฐผ่านโครงการ States of Fragility
  • ส่งเสริมมาตรฐานธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชัน

ใครกดดันรัฐมาเฟียได้มากที่สุด?

ในทางปฏิบัติ กลไกที่สร้างแรงกดดันได้มากกว่าถ้อยแถลงทางการเมือง มักเป็นกลไกทางเศรษฐกิจและการเงิน

  1. ตลาดทุนและระบบการเงินโลก
  2. FATF
  3. มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป
  4. IMF และ World Bank
  5. สถาบันจัดอันดับเครดิต เช่น Moody's, S&P และ Fitch
  6. องค์กรสิทธิมนุษยชนและสื่อระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของแรงกดดันดังกล่าวขึ้นอยู่กับขนาดเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ อิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ และพันธมิตรระหว่างประเทศของแต่ละประเทศด้วย


บทสรุป

แม้คำว่า Failed State และ Mafia State จะสะท้อนปัญหาของรัฐเหมือนกัน แต่ทั้งสองแนวคิดมีลักษณะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

Failed State คือรัฐที่อ่อนแอจนไม่สามารถทำหน้าที่พื้นฐานของตนได้ ส่วน Mafia State คือรัฐที่ยังคงมีความสามารถในการบริหารประเทศ แต่กลไกรัฐถูกใช้เพื่อรับใช้เครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม

การทำความเข้าใจความแตกต่างนี้ช่วยให้มองเห็นปัญหาการเมืองและธรรมาภิบาลของแต่ละประเทศได้ชัดเจนขึ้น และช่วยอธิบายว่าทำไมบางประเทศจึงยังมีเสถียรภาพแม้ถูกวิจารณ์เรื่องคอร์รัปชัน ขณะที่บางประเทศกลับเผชิญภาวะล่มสลายของรัฐอย่างแท้จริง

พลังงานไทยแพงจริงหรือ? ส่องราคาน้ำมัน ค่าไฟ และภาระที่ซ่อนหลังค่าเฉลี่ย | คันฉ่องส่องไทย

คันฉ่องส่องไทย · ห้องสมุดประชาชน · สำนักพิมพ์ประชาชน (ENG)
บทความอ่านฟรี ดัดแปลงจากบทที่ 15 ของหนังสือ “จากโชติช่วงชัชวาล สู่พลังงานไทยเพื่อใคร?”
ฉบับตรวจทาน 20 ตุลาคม 2569

ทุกครั้งที่ใบเสร็จค่าไฟมาถึง หรือหัวจ่ายน้ำมันหยุดหมุน คำถามเดิมกลับมาอีกครั้ง: ประเทศที่มีก๊าซธรรมชาติ มีโรงกลั่น และมีบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ เหตุใดประชาชนยังรู้สึกว่าพลังงานแพง?

ความรู้สึกนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ควรรับฟัง แต่การหาคำตอบต้องเปิดกระจกมากกว่าหนึ่งบาน ทั้งราคาต่อหน่วย รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ปริมาณพลังงานจำเป็น และภาระที่รัฐรับไว้แทนผู้ซื้อ บทความนี้ชวนตรวจตัวเลขโดยไม่ทำให้ตารางราคากลายเป็นคำพิพากษาที่หลักฐานยังรองรับไม่ได้

ข้อค้นพบหลัก: ในชุดข้อมูลที่ตรวจ ไทยมีเบนซินแพงกว่าหลายประเทศที่เลือกมา แต่ภาพดีเซลแตกต่างกัน ค่าไฟไทยสูงกว่าเพื่อนบ้านบางแห่งและต่ำกว่าอีกหลายแห่ง ข้อมูลนี้ยังบอกไม่ได้ว่าใครแบกภาระหนักที่สุด หรือกิจการใดมีกำไรเกินควร

1. ราคาหน้าปั๊ม: คำตอบเปลี่ยนเมื่อเปลี่ยนชนิดน้ำมัน

ราคาน้ำมันตามชุดข้อมูล 12 ตุลาคม 2569 — ดอลลาร์สหรัฐต่อลิตร
ประเทศเบนซินดีเซล
ไทย1.5061.280
มาเลเซีย1.1431.290
เวียดนาม1.1171.135
อินโดนีเซีย1.0701.420
ฟิลิปปินส์1.4091.493
สิงคโปร์2.4822.832
ญี่ปุ่น1.0751.008
สหรัฐอเมริกา1.2291.638

ที่มา: GlobalPetrolPrices หน้ารายประเทศทั้งแปดแห่ง ลิงก์อยู่ท้ายบทความ ราคาขายปลีกในฐานข้อมูลรวมภาษีและค่าธรรมเนียม ใช้ค่า USD ที่ผู้รวบรวมแสดงโดยตรง มิได้แปลงด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่ผู้เขียนเลือกเอง

เบนซินไทย 1.506 ดอลลาร์ต่อลิตร สูงกว่ามาเลเซีย เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ในตาราง แต่ดีเซลไทย 1.280 ดอลลาร์ต่อลิตร ต่ำกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และสหรัฐฯ การกล่าวว่า “ไทยแพงกว่าทุกประเทศ” จึงเกินกว่าหลักฐานชุดนี้

ข้อจำกัดที่ต้องอ่านพร้อมตัวเลข: ผู้รวบรวมอธิบายรายการเป็นเบนซินออกเทน 95 และดีเซลทั่วไป แต่เราไม่ได้ตรวจยืนยันคุณสมบัติเชื้อเพลิงทุกรายการจากประกาศต้นทางของแต่ละประเทศ จึงไม่ถือว่าเป็นสินค้าที่เหมือนกันทุกประการ ตัวเลขเบนซินไทยนี้ไม่ควรนำไปแทนราคาแก๊สโซฮอล์ E10 หรือ E20 ที่คนจำนวนมากเติมจริง และราคาประเทศที่มีสิทธิอุดหนุนเฉพาะกลุ่มอาจไม่ตรงกับราคาที่ผู้มีสิทธิจ่าย

เงินดอลลาร์ช่วยวางราคาไว้บนหน่วยเดียวกัน แต่ค่าเงินที่เปลี่ยนสามารถเปลี่ยนลำดับราคาได้ โดยที่ราคาสกุลท้องถิ่นไม่ได้ขยับเท่ากัน จึงยังใช้ตารางนี้วัดกำลังซื้อของคนแต่ละประเทศโดยตรงไม่ได้

2. ค่าไฟ: เปรียบเทียบเดือนเดียวกัน และอ่านวิธีคำนวณก่อน

ค่าไฟครัวเรือนในชุดข้อมูลวันที่ 1 มีนาคม 2569 — ดอลลาร์สหรัฐต่อ kWh
ประเทศค่าไฟต่อหน่วย
ไทย0.118
มาเลเซีย0.049
เวียดนาม0.079
อินโดนีเซีย0.081
ฟิลิปปินส์0.206
สิงคโปร์0.227
ญี่ปุ่น0.207
สหรัฐอเมริกา0.203

ที่มา: GlobalPetrolPrices หน้ารายประเทศ ณ วันที่ระบุ หนึ่งหน่วยไฟฟ้าในบทความหมายถึงหนึ่งกิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ตารางนี้เป็นคนละช่วงเวลากับตารางน้ำมัน และไม่ใช่อัตราค่าไฟล่าสุดเดือนตุลาคม 2569

ค่าไฟครัวเรือนไทย 0.118 ดอลลาร์ต่อหน่วย สูงกว่ามาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย แต่ต่ำกว่าฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ในชุดเดียวกัน นี่เป็นการเปรียบเทียบราคาอ้างอิงของผู้รวบรวม ไม่ใช่บิลที่ทุกบ้านได้รับ

วิธีคำนวณใช้การใช้ไฟฟ้าครัวเรือนเฉลี่ยรายปีของแต่ละประเทศ รวมองค์ประกอบในบิลตามวิธีของฐานข้อมูล แต่ฐานการใช้ไฟของแต่ละประเทศไม่เท่ากัน อัตราขั้นบันได ค่าคงที่ และสิทธิช่วยเหลือจึงมีผล หากต้องการทดสอบว่าบ้านที่ใช้ 150 หรือ 300 หน่วยต่อเดือนจ่ายต่างกันเท่าไร ต้องคำนวณใหม่จากอัตราทางการ ภาษี และเงื่อนไขเดียวกัน

หน้ารวมค่าไฟของแหล่งข้อมูลที่ตรวจขณะจัดทำบทความแสดงค่าเฉลี่ยช่วง 2023–2026 แล้ว จึงอ้างหน้ารายประเทศสำหรับตัวเลขเดือนมีนาคมโดยเฉพาะ เราไม่ใช้ค่าเฉลี่ยหลายปีแทนภาพรายเดือน และไม่ใช้ตัวเลขนี้แทนประกาศ กกพ. ของไทย

3. รายได้เฉลี่ย 28,308 บาท: ถูกต้อง แต่ยังไม่ใช่เงินสดของทุกบ้าน

เอกสาร สสช. ปี 2568 หน้า 22 ยืนยันรายได้ทั้งสิ้นเฉลี่ยเดือนละ 28,308 บาทต่อครัวเรือน ตัวเลขนี้เป็นข้อมูลปี 2568 ไม่ใช่ค่าจ้างคนทำงานหนึ่งคนในปี 2569 และไม่ใช่ค่ามัธยฐาน

รายได้รวมดังกล่าวมีส่วนที่ไม่เป็นตัวเงิน เช่น สินค้าหรือบริการที่ได้รับโดยไม่ซื้อ และค่าประเมินค่าเช่าบ้านของตนเอง จึงไม่ควรนำรายได้ทั้งสิ้นไปเรียก “เงินสดพร้อมจ่าย” หรือสมมุติว่าทุกครัวเรือนมีรายได้เท่านี้ การเปรียบเทียบภาระที่แม่นยำควรใช้รายได้ที่ใช้จ่ายได้และค่าใช้จ่ายพลังงานของครัวเรือนเดียวกัน ในช่วงเวลาเดียวกัน แยกตามกลุ่มรายได้และพื้นที่

4. บิลเท่ากัน แต่ความหนักไม่เท่ากัน

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมุติเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ผลสำรวจและไม่ใช่ค่าไฟตามอัตราทางการ สมมุติสองบ้านมีรายได้ที่ใช้จ่ายได้เดือนละ 10,000 และ 30,000 บาท ตามลำดับ ทั้งคู่จ่ายค่าไฟ 1,000 บาท น้ำมันเดินทาง 1,200 บาท และเชื้อเพลิงหุงต้ม 200 บาท รวม 2,400 บาท บ้านแรกแบกภาระ 24% ส่วนบ้านหลังแบก 8%

สูตรคือ ค่าใช้จ่ายพลังงานตามขอบเขตที่กำหนด ÷ รายได้ที่ใช้จ่ายได้ × 100 การรวมเชื้อเพลิงเดินทางต้องระบุให้ชัด เพราะต่างจากการวัดเฉพาะพลังงานในที่อยู่อาศัย สัดส่วนเหล่านี้ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัยความยากจนด้านพลังงานของไทย

คนที่ใช้พลังงานน้อยอาจกำลังอดใช้เครื่องปรับอากาศหรือเดินทางไปทำงานลำบาก การเห็นบิลต่ำจึงไม่รับประกันว่าครัวเรือนเข้าถึงพลังงานจำเป็นเพียงพอ กรอบความสามารถในการจ่ายของ IEA ช่วยชวนมองราคาไปพร้อมกับการใช้พลังงานและข้อจำกัดของครัวเรือน

5. จากใบเสร็จสู่นโยบาย: ใครรับส่วนต่าง?

ราคาที่ผู้ซื้อจ่ายต่างจากต้นทุนจัดหาทั้งระบบได้ เพราะมีภาษี เงินอุดหนุน และกติกาการส่งผ่านต้นทุน การลดบิลจึงต้องถามว่าเกิดจากต้นทุนจริงลดลง หรือจากการย้ายผู้รับภาระ หากมีเงินอุดหนุน ต้องตามดูงบประมาณ ผู้ได้รับประโยชน์ และภาระในอนาคตจากเอกสารจริง ไม่ควรสมมุติว่าทุกประเทศที่ขายถูกกำลังขาดทุน

เช่นเดียวกัน ราคาขายปลีกสูงไม่ได้พิสูจน์ว่าบริษัทใดทำกำไรเกินควร ต้องแยกต้นทุนเชื้อเพลิง ระบบส่งและจำหน่าย ภาษี ค่าธรรมเนียม และผลตอบแทนของกิจการก่อน ส่วนต่างราคาครัวเรือนกับธุรกิจก็ยังไม่พอพิสูจน์การอุดหนุนข้ามกลุ่ม เพราะต้นทุนและรูปแบบบริการอาจต่างกัน

บทสรุปคิดต่อ: ให้ประชาชนเห็นทั้งราคาและกติกา

ประเทศไทยควรถูกตรวจสอบด้วยข้อมูลที่ละเอียดกว่าคำว่าแพงหรือถูก รัฐและผู้ประกอบการควรเปิดวิธีคำนวณบิล ตัวอย่างครัวเรือนหลายระดับการใช้ ต้นทุนและเงินอุดหนุนที่เกี่ยวข้อง พร้อมข้อมูลภาระตามกลุ่มรายได้ เพื่อให้ประชาชนประเมินทางเลือกได้

เมื่อพบกราฟราคาครั้งต่อไป ลองถามสามข้อ: เราเทียบพลังงานชนิดเดียวกันในวันเดียวกันหรือไม่? ราคานั้นรวมอะไรและใช้สิทธิใด? และเมื่อจ่ายแล้ว ครัวเรือนยังเหลือเงินพอสำหรับชีวิตจำเป็นหรือไม่? คำถามเหล่านี้ทำให้การเรียกร้องพลังงานที่เป็นธรรมมีน้ำหนักขึ้น เพราะยืนอยู่บนหลักฐานที่ตรวจกลับได้

แหล่งอ้างอิงและขอบเขตการตรวจสอบ

ตรวจข้อมูลสำหรับบทความวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ลิงก์ราคาต่อไปนี้เป็นหน้าอัปเดตต่อเนื่อง ตัวเลขที่นำมาใช้เป็นภาพข้อมูลตามวันที่กำกับในตาราง ไม่ใช่การรับรองราคาปัจจุบันทุกพื้นที่

  1. GlobalPetrolPrices หน้ารายประเทศ: ไทย · มาเลเซีย · เวียดนาม · อินโดนีเซีย · ฟิลิปปินส์ · สิงคโปร์ · ญี่ปุ่น · สหรัฐอเมริกา — ราคาน้ำมัน 12 ต.ค. 2026 และค่าไฟ 1 มี.ค. 2026 ตามที่หน้าเว็บระบุ เป็นข้อมูลของผู้รวบรวม มิใช่ประกาศอัตราราชการของทุกประเทศ
  2. GlobalPetrolPrices: วิธีคำนวณค่าไฟและขอบเขตข้อมูล — ส่วน Benchmark Data Parameters และ Data Collection Methodology; ตารางรวมที่ปรากฏขณะตรวจเป็นค่าเฉลี่ย 2023–2026 จึงไม่ใช้แทนข้อมูลเดือนมีนาคม
  3. สำนักงานสถิติแห่งชาติ: ผลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2568 หน้าเอกสาร 22 หัวข้อ 3.3.2–3.3.3 รายได้ทั้งสิ้นเฉลี่ย 28,308 บาท และองค์ประกอบรายได้
  4. IEA, Household Energy Affordability, เผยแพร่ 16 ก.พ. 2026 — กรอบวิเคราะห์ราคาพลังงาน การใช้พลังงาน และความสามารถในการจ่าย

หมายเหตุบรรณาธิการ: ฉบับอ่านฟรีนี้ปรับจากบทที่ 15 โดยคงแกนราคา กำลังซื้อ และภาระสาธารณะ ตัดข้ออ้างเชิงนโยบายรายประเทศและตัวเลขอัตราเฉพาะช่วงที่ยังไม่ได้ตรวจเอกสารต้นทางออก ข้อมูลราคาที่แสดงเป็นการตรวจตรงกับฐานผู้รวบรวม ไม่ใช่การตรวจประกาศต้นทางครบทุกประเทศ

กระจกอำนาจไทย: ใครบ้างต้องยืนหน้ากระจก

คลังความรู้ฟรี • ห้องสมุดประชาชน • คันฉ่องส่องไทย

กระจกอำนาจไทย
ใครบ้างต้องยืนหน้ากระจก

อ่านพฤติกรรมอำนาจผ่านหลักฐาน แล้วใช้มาตรฐานความรับผิดกับทุกฝ่าย

สังคมไทยตำหนินักการเมืองมานาน บางครั้งด้วยหลักฐาน บางครั้งด้วยอารมณ์ แต่ถ้ากระจกของเราส่องเฉพาะคนที่ลงเลือกตั้ง ภาพที่เห็นก็ย่อมขาดผู้ใช้อำนาจอีกหลายกลุ่ม ทั้งทหาร ข้าราชการ ตุลาการ องค์กรตรวจสอบ นายทุน และผู้มีอิทธิพล

ใครมีอำนาจกำหนดชีวิตคนอื่น คนนั้นต้องอธิบายการใช้อำนาจของตนได้ ยิ่งมีอำนาจมาก ยิ่งต้องเปิดให้ตรวจสอบมาก

บทความนี้สกัดแบบแผนจากงานวิจัยและรายงานสาธารณะ คำเรียกแต่ละข้อเป็นข้อสังเคราะห์เพื่อชวนคิด มิใช่คำวินิจฉัยว่าทุกคนในอาชีพนั้นมีพฤติกรรมเหมือนกัน และการนำไปกล่าวถึงบุคคลใดต้องมีหลักฐานเฉพาะกรณี

๑. เมื่อสิทธิกลายเป็นบุญคุณ

งานภาคสนามเรื่องเครือข่ายหัวคะแนนไทยพบความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้สมัคร คนกลาง และผู้เลือกตั้ง ซึ่งผสมการสื่อสาร ความช่วยเหลือ เงิน และความสัมพันธ์ส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน [1] จุดที่ควรตรวจสอบคือ บริการที่รัฐมีหน้าที่จัดให้ประชาชน ถูกนำมาเล่าว่าเป็นความเมตตาของผู้ประสานงานหรือไม่

การช่วยคนเดือดร้อนมีคุณค่า แต่ถ้าคนที่ไม่รู้จักผู้ใหญ่ต้องรอนานกว่า หรือผู้รับความช่วยเหลือถูกคาดหวังให้ตอบแทนทางการเมือง ความสัมพันธ์นั้นกำลังลดความเสมอภาคของพลเมือง คำถามง่าย ๆ คือ ถ้าไม่รู้จักคนนี้ เรายังได้รับสิทธิเดียวกัน ในเวลาเดียวกันหรือไม่?

๒. เมื่อความภักดีสำคัญกว่าความสามารถ

โออีซีดี (OECD) กล่าวถึงระบบอุปถัมภ์ที่ฝังอยู่ในการบริหารราชการไทย และเสนอการเสริมสร้างจริยธรรมกับระบบคุณธรรม [2] กระจกข้อนี้จึงต้องส่องทั้งการแต่งตั้งของฝ่ายการเมืองและการบริหารบุคคลภายในราชการ

ควรตรวจว่าเกณฑ์คัดเลือกเปิดเผยหรือไม่ ผู้ได้รับตำแหน่งมีคุณสมบัติอย่างไร และผู้ตัดสินใจมีความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องหรือไม่ การรู้จักกันยังไม่พิสูจน์การทุจริต แต่ระบบที่ตอบคำถามเหล่านี้ไม่ได้ย่อมเปิดช่องให้อุปถัมภ์เติบโต เมื่ออนาคตขึ้นอยู่กับนาย คนทำงานอาจเลือกบอกสิ่งที่นายอยากฟัง มากกว่าสิ่งที่ประชาชนจำเป็นต้องรู้

๓. เมื่อคำว่า “คนดี” ใช้ข้ามการตรวจสอบ

Napon Jatusripitak วิเคราะห์ว่า การประณามเงินซื้อเสียงและระบบอุปถัมภ์เคยเป็นส่วนหนึ่งของวาทกรรมรองรับการโค่นรัฐบาลเลือกตั้งในปี 2549 และ 2557 [3] การชี้ความผิดของผู้ชนะเลือกตั้งจึงต้องตามด้วยคำถามว่า ผู้ที่เข้ามาแทนถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพียงใด

ความดีเป็นคุณสมบัติที่พึงประสงค์ แต่คำประกาศว่าตนเป็นคนดีไม่สามารถทดแทนหลักฐาน ผลงาน และความรับผิดได้ ผู้มีคุณธรรมควรยินดีให้คนอื่นตรวจสอบ รวมถึงยอมรับกระบวนการที่ประชาชนสามารถเปลี่ยนผู้ปกครองได้

๔. เมื่อผู้ใช้อำนาจเป็นผู้รับรองการกระทำของตนเอง

มาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญ 2560 รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายของประกาศ คำสั่ง และการกระทำที่เกี่ยวข้องกับ คสช. ตามที่บทบัญญัติกำหนด [4] นี่เป็นตัวอย่างของปัญหาที่ใหญ่กว่านิสัยส่วนตัว เพราะเกี่ยวกับการออกแบบกติกาให้ผลของการยึดอำนาจดำรงอยู่ต่อไป

การอ่านเรื่องนี้ต้องแยกบทบัญญัติให้ชัด การยกเว้นความรับผิดในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 กับการรับรองความชอบด้วยกฎหมายในมาตรา 279 มีเนื้อหาและบทบาทต่างกัน คำถามหลักคือ ผู้ใช้อำนาจพิเศษต้องรับผิดผ่านกลไกใด และประชาชนมีช่องทางทบทวนผลของอำนาจนั้นอย่างไร?

๕. เมื่อการตรวจสอบถูกย้ายไปเป็นภาระของผู้ถาม

ผู้เชี่ยวชาญสหประชาชาติเคยแสดงความกังวลต่อการใช้คดีเพื่อยับยั้งการมีส่วนร่วมสาธารณะในไทย หรือการฟ้องปิดปาก (SLAPP) [5] ต้นทุนเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ค่าทนาย การเดินทาง และเวลาทำงานที่สูญเสีย แม้ผู้ถูกฟ้องจะชนะในภายหลัง

ไม่ใช่ทุกคดีหมิ่นประมาทเป็นการฟ้องปิดปาก ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิปกป้องชื่อเสียง แต่ควรพิจารณาว่าเรื่องที่ถูกร้องเรียนมีประโยชน์สาธารณะหรือไม่ การฟ้องได้สัดส่วนหรือไม่ และมีพฤติการณ์มุ่งทำให้ผู้ตรวจสอบเงียบหรือไม่ กระจกข้อนี้ต้องส่องถึงบริษัทเอกชนที่ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจด้วย

๖. เมื่อผู้ตรวจสอบได้รับการยกเว้นจากกระจก

การมีศาลและองค์กรตรวจสอบเป็นส่วนสำคัญของการจำกัดอำนาจ แต่ตัวองค์กรเหล่านี้ก็ต้องมีหลักประกันเรื่องความเป็นอิสระ ความโปร่งใส และความรับผิด โออีซีดีจึงพิจารณาความซื่อตรงของระบบราชการ วินัย และกระบวนการตัดสินใจสาธารณะ มิได้จำกัดปัญหาไว้ที่นักการเมือง [2][6]

ควรถามถึงกระบวนการสรรหา การเปิดเผยผลประโยชน์ทับซ้อน เหตุผลของคำตัดสิน ความสม่ำเสมอของมาตรฐาน และช่องทางร้องเรียน โดยไม่กดดันให้ผู้ตรวจสอบตัดสินตามใจฝ่ายใด การเคารพความเป็นอิสระต้องอยู่ร่วมกับการวิจารณ์อย่างมีเหตุผลได้

๗. เมื่อทุนกำหนดนโยบาย แต่ประชาชนรับความเสี่ยง

โออีซีดีเสนอให้เพิ่มความโปร่งใสและความซื่อตรงในการตัดสินใจสาธารณะ รวมถึงการรับมืออิทธิพลที่ไม่เหมาะสม [6] ในทางปฏิบัติ เราจึงควรติดตามทั้งผู้เสนอนโยบาย ผู้ร่วมกำหนดเงื่อนไข และผู้ได้รับประโยชน์ทางธุรกิจ

การร่วมงานระหว่างรัฐกับเอกชนอาจสร้างประโยชน์ได้มาก สิ่งที่ต้องตรวจคือ การแข่งขันเป็นธรรมหรือไม่ สัญญาเปิดเผยเพียงใด ใครรับประกันรายได้ ใครรับผลขาดทุน และผู้ตัดสินใจเกี่ยวข้องกับผู้ได้ประโยชน์อย่างไร ต้องพิสูจน์ความเชื่อมโยงเป็นรายกรณี การได้ประโยชน์จากนโยบายเพียงอย่างเดียวยังไม่เท่ากับทุจริต

เทียบต่างประเทศอย่างไม่หลอกตัวเอง

ญี่ปุ่นมีทั้งตระกูลการเมืองและองค์กรสนับสนุนส่วนบุคคลที่เรียกว่าโคเอ็นไค (koenkai) งานวิจัยศึกษาว่ากติกาเลือกตั้งและการเงินการเมืองเปลี่ยนแรงจูงใจในการพึ่งเครือข่ายเหล่านี้อย่างไร [7] สหรัฐฯ ก็มีปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับอิทธิพลทางการเมือง คำพิพากษา Citizens United ปี 2553 เปิดทางให้นิติบุคคลใช้จ่ายเพื่อการสื่อสารทางการเมืองอย่างอิสระจากผู้สมัครได้ โดยต้องแยกจากการบริจาคตรงให้ผู้สมัคร [8]

ดังนั้น คำถามที่มีพลังมากกว่า “ทำไมไทยมี แต่เขาไม่มี” คือ เมื่อพฤติกรรมเกิดขึ้นแล้ว ใครเปิดโปงได้ ใครตรวจสอบได้ และผู้มีอำนาจต้องรับผลอย่างไร? การเทียบความถี่หรือความรุนแรงระหว่างประเทศต้องมีข้อมูลที่วัดด้วยเกณฑ์เดียวกัน บทความนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าไทยแย่กว่าทุกประเทศในทุกด้าน

คำถามห้าข้อ ใช้อ่านข่าวได้ทุกวัน

  1. ทำอะไร? แยกเหตุการณ์ที่ยืนยันได้ออกจากข้อกล่าวหาและความเห็น
  2. ใช้อำนาจอะไร? มาจากกฎหมาย ตำแหน่ง เงิน หรือเครือข่าย
  3. ใครได้ประโยชน์? ตรวจทั้งผู้รับตรงและผู้ได้ประโยชน์ทางอ้อม
  4. ใครรับต้นทุน? เงินภาษี เวลา สิทธิ โอกาส หรือความเสี่ยงของใคร
  5. รับผิดอย่างไร? มีคำชี้แจง การแก้ไข การตรวจสอบ และผลติดตามหรือไม่

ตำแหน่งต่างกันย่อมมีหน้าที่ต่างกัน เราไม่อาจใช้เกณฑ์การหาเสียงไปตัดสินผู้พิพากษา หรือใช้ความนิยมแทนหลักฐานในคดี แต่ทุกฝ่ายต้องอยู่ภายใต้หลักร่วมกัน ได้แก่ การใช้อำนาจตามหน้าที่ การหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน การให้เหตุผล และการยอมให้ตรวจสอบ

กระจกที่ดีต้องส่องถึงคนที่เราชอบด้วย หากตรวจฝ่ายตรงข้ามอย่างละเอียด แต่ยกเว้นพวกตน เราก็กำลังช่วยรักษาธรรมเนียมเดียวกับที่เราตำหนิ ประชาธิปไตยเติบโตเมื่อประชาชนสามารถถามผู้มีอำนาจทุกฝ่ายได้ว่า “ท่านกำลังทำหน้าที่เพื่อใคร และมีหลักฐานอะไรให้เราตรวจสอบ?”


แหล่งอ้างอิงและอ่านต่อ

ตัวเลขในบทความเชื่อมกับรายการต่อไปนี้ งานวิจัยเป็นกรอบอธิบายและมีขอบเขตตามช่วงเวลาที่ศึกษา มิใช่คำพิพากษาบุคคล

  1. Chattharakul, A. (2010). Thai electoral campaigning: Vote-canvassing networks and hybrid voting. Journal of Current Southeast Asian Affairs, 29(4), 67–95.
  2. OECD. (2018). Strengthening public ethics in Thailand. In OECD integrity review of Thailand.
  3. Jatusripitak, N. (2022). The promise and peril of patronage politics for authoritarian party-building in Thailand. ISEAS Perspective, 2022(119).
  4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ฉบับแปลภาษาอังกฤษ (มาตรา 279). ฐานข้อมูล ILO NATLEX.
  5. OHCHR. (2022, December 16). UN experts concerned by systematic use of SLAPP cases against human rights defenders in Thailand.
  6. OECD. (2021). OECD integrity review of Thailand 2021: Achieving effective integrity policies and sustained reform. https://doi.org/10.1787/e8949f1b-en
  7. Electoral reform and the costs of personal support in Japan. (2016). Journal of East Asian Studies.
  8. Federal Election Commission. (2010, February 1). Citizens United v. FEC (Supreme Court).

บทความความรู้สาธารณะ • 18 ตุลาคม 2569 • เผยแพร่ให้อ่านฟรีบน ENG4ALL และ thinsan.org

สรุปข้อกล่าวหาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน พร้อมบทวิเคราะห์และคำถามติดตามจากคันฉ่องส่องไทย

คันฉ่องส่องไทย | อ่านข้อกล่าวหา ตรวจสอบอำนาจ
คันฉ่องส่องไทย / บันทึกเพื่อการตรวจสอบสาธารณะ

อ่านข้อกล่าวหา
ตรวจสอบอำนาจด้วยเหตุผล

สรุปประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีรายบุคคล พร้อมมุมมอง +1 ว่าประชาชนควรมองให้ไกลกว่าถ้อยคำบนเวที และติดตามให้ถึงหลักฐาน คำชี้แจง และความรับผิดชอบ

18 รายชื่อในต้นฉบับ
+1 มุมมองเพื่อประชาชน
3 ชั้นการอ่าน: กล่าวหา · หลักฐาน · วิเคราะห์
อ่านก่อน: ข้อกล่าวหาไม่เท่ากับข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

หน้านี้สรุปจากไฟล์ Pasted text.txt ที่ผู้ใช้แนบในแชตเดิม โดยคงรายชื่อและตำแหน่งตามเอกสาร ไม่ได้ยืนยันตำแหน่งปัจจุบันหรือรับรองว่าข้อกล่าวหาเป็นจริง ต้นฉบับมีทั้งข้อกล่าวหาและถ้อยคำประณามทางการเมือง บทสรุปลดถ้อยคำประณามและรวมประเด็นซ้ำ แต่เปิดให้อ่านข้อความเดิมรายคนได้

เอกสารที่ได้รับไม่ได้แนบพยานหลักฐาน คำชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหา หรือคำวินิจฉัย จึงไม่มีข้อกล่าวหารายบุคคลที่หน้านี้จัดเป็น “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว” การยังไม่มีหลักฐานในไฟล์นี้ไม่ใช่ข้อสรุปว่าข้อกล่าวหาจริงหรือเท็จ และไม่ใช่ข้อยืนยันว่าไม่มีหลักฐานอยู่ที่อื่น

01 / ข้อกล่าวหา

สิ่งที่ต้นฉบับระบุให้ตรวจสอบ ต้องพิจารณาหลักฐานและคำชี้แจงก่อนสรุป

02 / ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

หน้านี้ยังไม่มีรายการความผิดที่ยืนยันได้จากหลักฐานประกอบ ไม่ใช้การปรากฏในข่าวแทนการพิสูจน์

03 / บทวิเคราะห์ +1

ข้อเสนอเชิงบรรณาธิการสำหรับคันฉ่องส่องไทย แยกจากเนื้อหาต้นฉบับและข้อยุติทางกฎหมาย

สาระจากต้นฉบับ

18 คน · ประเด็นที่ต้องรับฟังและตรวจสอบ

แสดงครบ 18 คน

01
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริตหรือปล่อยให้ทุจริต ใช้อำนาจและงบประมาณเอื้อประโยชน์แก่ตน พวกพ้อง และผู้มีพระคุณ รวมถึงหาประโยชน์จากวิกฤตค่าครองชีพ
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้ง ส.ส. การเลือก ส.ว. การสอบ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการ; แทรกแซงการโยกย้าย กดดันเจ้าหน้าที่ และตัดตอนการตรวจสอบ
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าครอบงำกระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ และกลไกถ่วงดุล เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามและช่วยเครือข่ายตน รวมถึงแทรกแซงการตรวจสอบการเลือก ส.ว.
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าขาดความซื่อสัตย์ ฝ่าฝืนจริยธรรมและกฎหมาย แจ้งความเท็จเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือ และทำให้สถาบันหลักเสียหาย
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าบริหารล้มเหลวทั้งเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม การจัดการทุนเทา ความมั่นคงและปัญหาชายแดนใต้; ไม่รักษาผลประโยชน์ประเทศในเวทีระหว่างประเทศ
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าขาดภาวะผู้นำและความรับผิดชอบต่อรัฐสภา แต่งตั้งคนโดยไม่คำนึงถึงความสามารถหรือความสุจริต อยู่ภายใต้การชี้นำของบุคคลอื่น และใช้ตำแหน่งคุ้มครองผลประโยชน์ของบุคคลอื่น; คำสัญญาด้านความมั่งคั่งไม่ตอบโจทย์ประชาชน

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่มีมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต บริหารประเทศผิดพลาดอย่างร้ายแรง ไม่เคารพและปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไร้ความรับผิดชอบต่อระบบรัฐสภา ไร้วุฒิภาวะ ไร้ภาวะผู้นำ บริหารงานบุคคลล้มเหลว แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆโดยมิได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถและความซื่อสัตย์สุจริต ไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี ไร้จิตสำนึกในการเป็นผู้นำประเทศที่จะต้องละเว้นไม่ใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่ไปเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน กลับใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเอง บริวาร พวกพ้อง และผู้มีพระคุณ ไม่มีความคิดในการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของชาติและส่วนรวม แต่ใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายพรรคการเมืองของตนเอง สร้างระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ ทั้งโกงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โกงการสอบข้าราชการ โกงงบประมาณแผ่นดิน เพื่อความมั่นคงและความมั่งคั่งของตนเอง พวกพ้อง และผู้มีพระคุณนายอนุทินและเครือข่ายพรรคพวกของตนได้สมคบคิดกันเพื่อเข้าไปทำลาย ควบคุม ครอบงำ หรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม กลไกตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้กระบวนการและกลไกเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้าม แต่ละเว้น ช่วยฟอกขาว หรือช่วยเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตน การที่นายอนุทินใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการนั้น ยังถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นอกจากนี้นายอนุทินยังใช้อำนาจ อิทธิพล ตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายของตนเอง เข้าไปแทรกแซงกลไกการตรวจสอบการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ส่งเสริมการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สร้างสภาวะการลอยนวลพ้นผิดให้แก่ตนเองและพวกพ้อง ทำให้องค์กรตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่และจงใจละเลยการปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือขบวนการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา นายอนุทินและพรรคพวกยังสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง สร้างความเสียหายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้อำนาจและการบริหารราชการแผ่นดินของนายอนุทินส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวางเป็นระบบ กลายเป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรม มีพฤติการณ์จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการกับขบวนการทุนเทาซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคม ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนปัญหาเหล่านี้ล้วนมีต้นตอมาจากการที่นายอนุทินเป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถ ไร้สำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชน ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่และการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนในทุกมิติ หน้ำซ้ำยังมีพฤติกรรมที่เลวร้ายจนประวัติศาสตร์ต้องจารึกด้วยความน่ารังเกียจถึงขนาดปล่อยให้บริวารและพวกพ้องฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงเวลาวิกฤตข้าวยากหมากแพง มุ่งใช้งบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยเพื่อความมั่งคั่งและผลประโยชน์ของเครือข่ายพวกพ้อง หาได้สนใจใยดีต่อความทุกข์ร้อนของประชาชนและปัญหาของประเทศ ยึดเอาผลประโยชน์ชาติมาเป็นผลประโยชน์ของของตนเอง เสแสร้งแกล้งรักชาติเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน สมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจให้มีกระบวนการทุจริตการสอบเข้า บรรจุ และแต่งตั้งข้าราชการ รวมทั้งตัดตอนการตรวจสอบ ใช้อำนาจเพื่อให้ผู้กระทำผิดลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอันเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้ระบบราชการสยบยอมต่ออำนาจทางการเมือง แต่งตั้งบุคคลที่เป็นพรรคพวกและบริวารให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เพื่อเอื้อต่อการหาผลประโยชน์โดยมิชอบและการสร้างฐานอำนาจทางการเมือง กดดันบีบบังคับข้าราชการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง พวกพ้อง และผู้มีพระคุณของตน นายอนุทินมีพฤติกรรมแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อประโยชน์ทางการเมือง มีพฤติกรรมสับปลับ หลอกลวง ไร้คุณธรรมจริยธรรม ไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ส่งผลให้สังคมไทยเป็นยุคสมัยที่คนชั่วได้ดี คนมีความสามารถมิอาจประสบความสำเร็จได้ มีการใช้เส้นสายและระบบอุปถัมภ์อันนำไปสู่การคดโกงทุกรูปแบบ คำสัญญาที่บอกว่าจะทำให้ประชาชน “รวยไม่ไหวแล้ว” เป็นเพียงแค่ลมปากที่ไม่มีความหมายใดๆ เพราะมีแค่เพียงคนโกงและบริวารพวกพ้องเท่านั้นที่รวยไม่ไหวแล้ว ขณะที่ประชาชนทั่วไปกลับมีชีวิตความเป็นอยู่ย่ำแย่ลง นายอนุทินยังมีพฤติกรรมที่บกพร่องอย่างร้ายแรงอีกหลายประการในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่อย่างไร้ศักดิ์ศรีในเวทีระหว่างประเทศ ไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การบริหารภายในประเทศก็ล้มเหลวในปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของสาธารณะไม่มีเจตจำนงและความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มัวแต่อุ้มชูกลุ่มทุนและเครือข่ายผลประโยชน์ของตนเอง การบริหารและการใช้งบประมาณของประเทศไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง เศรษฐกิจได้รับความเสียหาย ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและศักยภาพของประเทศตกต่ำดิ่งเหว คนไทยไร้ความหวัง ไร้อนาคต ล้มเหลวในการดับไฟใต้ หลักนิติรัฐ กระบวนการยุติธรรม ความมั่นคงและสิทธิของประชาชนก็ถูกบั่นทอนทำลายทั้งระบบ ยิ่งไปกว่านั้น นายอนุทินในฐานะผู้นำของประเทศยังได้ปรากฏพฤติกรรมยอมตนอยู่ภายใต้บุคคลอื่น เป็นเพียงหุ่นเชิดทางการเมืองที่ถูกชักใยชี้นำในเรื่องสำคัญ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลายเป็นเพียงเกราะคุ้มครองบุคคลอื่นให้สามารถแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมต่อไปได้
02
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริต รู้เห็นหรือปล่อยให้ทุจริต ใช้อำนาจขัดกฎหมายเพื่อรับประโยชน์จากโครงการรัฐ ขาดความซื่อสัตย์และจริยธรรม
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าแสวงหาประโยชน์จากวิกฤต วางนโยบายเอื้อนายทุนและละเลยประชาชน
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าใช้เครือข่ายพรรค ครอบครัวและบริวารโกงการเลือก ส.ว. แทรกแซงการตรวจสอบ สร้างผลประโยชน์ขัดกันและการลอยนวลพ้นผิด

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล รู้เห็นเป็นใจหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไร้คุณธรรมและจริยธรรม จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายเพื่อให้ตนเองและพวกพ้องมีส่วนได้รับประโยชน์จากโครงการต่างๆของรัฐ มีพฤติกรรมและการใช้อำนาจโดยแสวงหาผลประโยชน์จากวิกฤติของชาติ เป็นพฤติกรรมอันอำมหิต โดยไม่สนใจความทุกข์ยากของประชาชน วางนโยบายเพื่อนายทุน แต่กลับละเลยคนส่วนใหญ่ของประเทศ ส่งผลร้ายแรงเป็นความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร ครอบครัว และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นอกจากนี้ยังใช้อำนาจ อิทธิพล ตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายของตนเอง เข้าไปแทรกแซงกลไกการตรวจสอบการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ส่งเสริมการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สร้างสภาวะการลอยนวลพ้นผิดให้แก่ตนเองและพวกพ้อง
03
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายทรงศักดิ์ ทองศรี

รองนายกรัฐมนตรี

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ขาดความซื่อสัตย์ ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นตัวการหรือสนับสนุนการทุจริตอย่างเป็นระบบ
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าใช้เครือข่ายพรรคและบริวารโกงการเลือก ส.ว. จนกระทบสถาบันประชาธิปไตย องค์กรอิสระและกลไกถ่วงดุล

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ไม่เคารพและปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉลคดโกง เป็นตัวการและสนับสนุนให้เกิดการทุจริต ขาดความละอาย จิตใจผุพัง ละโมบโลภมาก จนไม่สามารถควบคุมตนเองจากการทุจริตคอร์รัปชันได้ สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
04
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าบริหารประเทศและเศรษฐกิจผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ขาดความสามารถแก้ปัญหา
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าจงใจหรือปล่อยให้ทุจริต ละเว้นหน้าที่ตามกฎหมาย และละเลยการจัดการทุนเทากับคนใกล้ชิดขบวนการดังกล่าว

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บริหารประเทศผิดพลาด ขาดความสามารถในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง จงใจหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างร้ายแรง ละเลยในการจัดการกับขบวนการทุนเทา และคนใกล้ชิดกับขบวนการดังกล่าวจนสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชน
05
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าขาดภาวะผู้นำและบทบาทแก้ไขวิกฤต บริหารผิดพลาดและปล่อยให้ประชาชนแบกรับผลกระทบ
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าแก้วิกฤตค่าครองชีพไม่ได้ ปล่อยราคาสินค้าอุปโภคบริโภคสูงจนกระทบชีวิตประชาชน

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไร้ภาวะผู้นำ ไร้ตัวตนในการแก้ไขวิกฤติของประเทศ บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด ปล่อยปละละเลยในการแก้ไขวิกฤติส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับด้วยตนเอง ไร้ความสามารถในการแก้ไขวิกฤติค่าครองชีพในปัจจุบัน ปล่อยให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้นสูงจนกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน
06
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์

รองนายกรัฐมนตรี

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง และทุจริต
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าขาดธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม และขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมมีผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ทุจริตคอร์รัปชัน ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน ขาดความโปร่งใส ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรมจนสร้างความเสียหายต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ไร้ความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรี
07
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริตต่อหน้าที่ ปล่อยให้ทุจริต เอื้อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง และจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดกฎหมายกับรัฐธรรมนูญ
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าขาดภาวะผู้นำ ระเบียบวินัย และการเป็นแบบอย่างแก่นายทหารชั้นผู้น้อย พร้อมถ้อยคำวิจารณ์ด้านเกียรติและศักดิ์ศรี

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีพฤติกรรมทุจริตต่อหน้าที่ ไม่ประพฤติตนให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีต่อนายทหารชั้นผู้น้อย ขาดระเบียบวินัย ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ขาดความเป็นผู้นำ ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต เอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
08
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าบริหารล้มเหลว ขาดความโปร่งใส ความซื่อสัตย์และจริยธรรม ทุจริตหรือปล่อยให้ทุจริต และใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าใช้เครือข่ายพรรคและบริวารโกงการเลือก ส.ว. กระทบสถาบันประชาธิปไตย องค์กรอิสระและกลไกถ่วงดุล

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลว ขาดความโปร่งใส เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง ไร้คุณธรรมจริยธรรม ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมคดโกงทุจริตเป็นอาจิณ ใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
09
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายไชยชนก ชิดชอบ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าขาดความซื่อสัตย์ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงและกฎหมาย บริหารผิดพลาด ละเว้นหน้าที่ และมีข้อวิจารณ์ว่าไม่สามารถดำรงตำแหน่งด้วยตนเอง
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าประกอบธุรกิจผิดกฎหมายบนที่ดินรัฐ สมคบกับเอกชนและเครือข่ายพรรคทุจริตเงินภาษี ใช้อำนาจเพื่อครอบครัวและพวกพ้อง และกล่าวเท็จเพื่อประโยชน์ดังกล่าว
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าใช้เครือข่ายครอบครัว พรรคและบริวารโกงการเลือก ส.ว. กระทบสถาบันประชาธิปไตยและกลไกถ่วงดุล; ต้นฉบับยังวิจารณ์ด้านความกตัญญูและการควบคุมการใช้อำนาจ

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ไร้ความกตัญญู มีพฤติกรรมผิดปรกติไม่สามารถดำรงตำแหน่งการเป็นรัฐมนตรีได้ด้วยตนเอง จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ประกอบธุรกิจบนที่ดินของรัฐแบบผิดกฎหมาย ยึดเอาผลประโยชน์ชาติมาเป็นผลประโยชน์ของของตนเอง ขาดความยับยั้งชั่งใจและมัวเมาในการใช้อำนาจ บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด สมรู้ร่วมคิดกับบริษัทเอกชนและเครือข่ายพรรคการเมืองเพื่อทุจริตเงินภาษีของประชาชน สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผลิตความเท็จเป็นกิจวัตรเพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและครอบครัว ยึดถือผลประโยชน์ของครอบครัวและพวกพ้องมากกว่าผลประโยชน์ของชาติ ไร้ความสามารถในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร ครอบครัว และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
10
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายสุชาติ ชมกลิ่น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าผลประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจขัดกฎหมายและรัฐธรรมนูญเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริต จงใจหรือปล่อยให้ทุจริต ขาดความซื่อสัตย์ ธรรมาภิบาลและความโปร่งใสจนประเทศเสียหาย

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีผลประโยชน์ทับซ้อน จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉลคดโกง ใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน ขาดความโปร่งใส จงใจหรือปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จนสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ
11
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริต ประพฤติมิชอบ ผลประโยชน์ทับซ้อน เล่นพรรคเล่นพวก และปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐาน
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าขาดความซื่อสัตย์และธรรมาภิบาล ทำลายหลักนิติรัฐนิติธรรม ยอมเป็นเครื่องมือบุคคลภายนอก และแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าโยกย้ายกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่สุจริต และตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่เอื้อเครือข่ายตน จนระบบราชการเสียหายและคนมีความสามารถไม่ได้รับโอกาส

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ประพฤติไม่ชอบ ใช้อำนาจเพื่อเอื้อผลประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง มีผลประโยชน์ทับซ้อน ปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐาน ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมเล่นพรรคเล่นพวก ขาดธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม ส่งเสริมให้คนชั่วได้ดี แต่กับคนมีความสามารถกลับไม่มีที่ยืนในระบบราชการ ยอมตนเป็นเครื่องมือของบุคคลภายนอกเพื่อทำลายผลประโยชน์ของชาติ รวมถึงแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ใช้อำนาจในการโยกย้ายกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ตอบแทนผลประโยชน์ให้กับเจ้าหน้าที่ที่เอื้อประโยชน์ให้เครือข่ายตนเองและพวกพ้อง
12
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายนภินทร ศรีสรรพางค์

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริตหรือปล่อยให้ทุจริต สมคบเป็นขบวนการ ปฏิบัติหน้าที่ขัดกฎหมาย ขาดความซื่อสัตย์ และขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าได้อำนาจรัฐโดยมิชอบ ใช้เครือข่ายพรรคและบริวารโกงการเลือก ส.ว. ซึ่งต้นฉบับเรียกว่าอาชญากรรมต่อประชาธิปไตยและทำลายกลไกถ่วงดุล

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมชั่วอย่างร้ายแรง ก่ออาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ ทุจริตได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไร้คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
13
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริตเป็นขบวนการ เอื้อกลุ่มทุนและล็อกโครงการให้เครือข่ายพรรคที่ต้นฉบับเรียกว่าระบอบสีน้ำเงิน
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าสมคบในกระบวนการทุจริตจนระบบราชการเสียหาย โดยต้นฉบับเปรียบพฤติกรรมกับองค์กรอาชญากรรมและใช้ถ้อยคำประณามทางศีลธรรม

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน อย่างเป็นขบวนการ ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน ล็อคโครงการต่างๆให้กับสมัครพรรคพวกระบอบสีน้ำเงิน จิตใจผุพังจนหาความดีไม่ได้ สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ จนทำลายระบบราชการให้เกิดความเสียหายอย่างสิ้นเชิง มีพฤติกรรมความผิดเฉกเช่นเดียวกับองค์กรอาชญากรรม
14
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายภราดร ปริศนานันทกุล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริต สร้างกลโกงยึดอำนาจรัฐ ขาดความซื่อสัตย์ คุณธรรม จริยธรรมและคุณสมบัติรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ขัดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าใช้เครือข่ายครอบครัว พรรคและบริวารโกงการเลือก ส.ว. กระทบสถาบันประชาธิปไตย องค์กรอิสระและกลไกถ่วงดุล; ต้นฉบับวิจารณ์ความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีพฤติกรรมชั่วอย่างร้ายแรง สร้างกลโกงยึดอำนาจรัฐ มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉลคดโกง ทำลายคุณธรรม จริยธรรมลงอย่างสิ้นเชิง มีพฤติกรรมมือถือสากปากถือศีล ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไร้คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร ครอบครัว และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
15
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นางสุขสมรวย วันทนียกุล

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริต ขาดความซื่อสัตย์ ปฏิบัติหน้าที่ขัดกฎหมาย บริหารผิดพลาดร้ายแรง และใช้งบประมาณเพื่อประโยชน์ตนกับพวกพ้อง
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าได้อำนาจรัฐโดยมิชอบ ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี ใช้เครือข่ายพรรคและบริวารโกงการเลือก ส.ว.
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าแทรกแซงการตรวจสอบทั้งการเลือก ส.ว. และการเลือกตั้ง สร้างผลประโยชน์ขัดกันและการลอยนวลพ้นผิด

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดร้ายแรง และสร้างความเสียหายให้กับราชการ ไร้จิตสำนึก ใช้อำนาจไปในทางไม่ชอบ มุ่งใช้เงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ทุจริตได้มาซึ่งอำนาจรัฐโดยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไร้คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นอกจากนี้ยังใช้อำนาจ อิทธิพล ตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายของตนเอง เข้าไปแทรกแซงกลไกการตรวจสอบการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาและการโกงการเลือกตั้ง ส่งเสริมการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สร้างสภาวะการลอยนวลพ้นผิดให้แก่ตนเองและพวกพ้อง
16
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริตและสมคบเป็นขบวนการ ปฏิบัติหน้าที่ขัดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนและพวกพ้อง
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าขาดความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน และขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉลคดโกง จงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจไปในทางไม่ชอบเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดความโปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ ไร้คุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี
17
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่ขัดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ขาดภาวะผู้นำ ความโปร่งใสและความซื่อสัตย์ มีผลประโยชน์ทับซ้อน
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริตหรือปล่อยให้ทุจริต ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง และใช้เครือข่ายพรรคโกงการเลือก ส.ว. กระทบสถาบันประชาธิปไตยและกลไกถ่วงดุล

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไร้ภาวะผู้นำ ขาดความโปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชัน ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริต ใช้อำนาจไปในทางไม่ชอบเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
18
ข้อกล่าวหาตามต้นฉบับ · ยังไม่ใช่ข้อยุติ

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าทุจริตและสมคบเป็นขบวนการ ปฏิบัติหน้าที่ขัดกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง ขาดความซื่อสัตย์และคุณสมบัติรัฐมนตรี
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าหาประโยชน์จากประชาชนในวิกฤตเพื่อพวกพ้อง ญาติและมิตร ทำลายระบบคุณธรรมราชการ ส่งเสริมคนทุจริตจนประเทศและประชาชนเสียหาย
  • ต้นฉบับกล่าวหาว่าใช้เครือข่ายครอบครัว พรรคและบริวารโกงการเลือก ส.ว. กระทบสถาบันประชาธิปไตย องค์กรอิสระและกลไกถ่วงดุล

สถานะหลักฐาน: ไฟล์ที่ได้รับไม่ได้แนบหลักฐานประกอบ คำชี้แจง หรือคำวินิจฉัยที่พิสูจน์ข้อกล่าวหาของบุคคลนี้ จึงยังไม่จัดรายการข้างต้นเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว

อ่านข้อความต้นฉบับของบุคคลนี้
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มีจิตใจทุจริต สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ จนทำลายระบบราชการให้เกิดความเสียหายอย่างสิ้นเชิง ขาดจิตสำนึกต่อการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ แสวงหาผลประโยชน์จากและประชาชนในช่วงวิกฤติ ละโมบโลภมากขาดความยับยั้งชั่งใจในความชั่ว มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง ทำลายระบบคุณธรรมของราชการจนสร้างเสียหายขนาดใหญ่แก่ประเทศชาติและบ้านเมือง จนประชาชนจำนวนมากได้รับความทุกข์แสนสาหัส มุ่งแสวงหาผลประโยชน์เพื่อพวกพ้อง ญาติ มิตรสหาย มีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน ทำลายระบบคุณธรรมของราชการ ไม่ส่งเสริมคนดี แต่กลับส่งเสริมคนทุจริตให้มีความก้าวหน้า ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ทุจริตฉ้อฉลคดโกง ไร้ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ รวมถึงใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร ครอบครัว และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
+1 / ข้อเสนอเชิงบรรณาธิการสำหรับคันฉ่องส่องไทย

ตรวจสอบคนให้ถึงระบบ
ตรวจสอบระบบให้ถึงความรับผิดชอบ

ข้อกล่าวหาหลายรายการในเอกสารวนกลับมาที่คำถามเดียวกัน: อำนาจรัฐถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะเพียงใด และผู้มีอำนาจถูกตรวจสอบอย่างเป็นอิสระได้หรือไม่ การที่ข้อกล่าวหาคล้ายกันหลายคนยังไม่พิสูจน์ว่ามีเครือข่ายร่วมกัน แต่เป็นเหตุให้ควรขอดูเส้นทางการตัดสินใจ การจัดสรรเงิน และผู้ได้รับประโยชน์อย่างละเอียด

กลไกตรวจสอบต้องตรวจย้อนกลับได้

ควรเผยแพร่เอกสารอ้างอิง ลำดับเหตุการณ์ คำสั่ง สัญญา และข้อมูลผู้ได้รับประโยชน์ให้สาธารณะตรวจเทียบได้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง หากกล่าวหาว่าผู้ตรวจสอบถูกแทรกแซง ต้องแสดงว่ามีใครสั่งการ ผ่านช่องทางใด และกระทบการตรวจสอบอย่างไร

คำถามติดตาม: หลักฐานชิ้นใดเชื่อมผู้ถูกกล่าวหากับการกระทำ? หน่วยงานใดรับเรื่องแล้ว? มีกรอบเวลาและวิธีป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?

ความรับผิดทางการเมืองต้องตอบเรื่องผลงาน

ในมุมมองของเรา ประชาชนควรประเมินทั้งความสุจริต ความสามารถ และความรับผิดชอบต่อผลกระทบของนโยบาย แม้ข้อกล่าวหาบางเรื่องยังไม่มีข้อยุติ ก็ยังถามได้ว่าผู้บริหารรับรู้ปัญหาเมื่อใด ลงมือแก้ไขอย่างไร และพร้อมรับผิดชอบต่อความบกพร่องอย่างไร

คำถามติดตาม: คำชี้แจงตอบตรงข้อกล่าวหาหรือเปลี่ยนเรื่อง? ใครรับผิดชอบ? มีเป้าหมายแก้ไขที่วัดผลได้และกำหนดเวลาแน่นอนหรือไม่?

ผลโหวตกับการพิสูจน์ต้องอ่านแยกกัน

เราเสนอให้ติดตามทั้งเหตุผลของสมาชิกสภาในการลงมติ และความคืบหน้าของการตรวจสอบข้อกล่าวหา ไม่ใช้จำนวนเสียงเพียงอย่างเดียวตัดสินความจริงของทุกประเด็น และไม่ใช้ความรุนแรงของถ้อยคำแทนน้ำหนักของหลักฐาน

คำถามติดตาม: สมาชิกสภาอธิบายเหตุผลอย่างไร? ข้อกล่าวหาใดถูกหักล้าง ข้อใดยังไม่ตอบ และข้อใดควรตรวจต่อหลังอภิปราย?

ชีวิตประชาชนคือเกณฑ์สำคัญ

ประเด็นค่าครองชีพ เศรษฐกิจ งบประมาณ ระบบราชการ ความยุติธรรมและความมั่นคง ควรถูกประเมินด้วยข้อมูลผลกระทบและผลลัพธ์ ไม่หยุดเพียงการต่อสู้ระหว่างพรรค ควรเปรียบเทียบช่วงเวลา ขอบเขตอำนาจ และทางเลือกที่ผู้บริหารมีจริง

คำถามติดตาม: ประชาชนกลุ่มใดได้รับผลกระทบ? ตัวเลขความเสียหายมาจากไหน? มีมาตรการเยียวยาและป้องกันปัญหาซ้ำอย่างไร?

สมุดจดระหว่างรับฟัง: 6 ช่องที่ควรมี

ข้อกล่าวหา → หลักฐานที่อ้าง → คำชี้แจง → ส่วนที่ตรวจยืนยันได้ → ส่วนที่ยังโต้แย้ง → หน่วยงานและกำหนดเวลาติดตาม

สำหรับข้อกล่าวหาการเลือก ส.ว. ควรถามถึงบุคคล วิธีการและความเชื่อมโยงที่เฉพาะเจาะจง; เรื่องงบประมาณควรถามถึงโครงการ สัญญาและเส้นทางเงิน; เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายควรถามถึงเกณฑ์และคำสั่ง; เรื่องเศรษฐกิจควรถามถึงข้อมูลผลลัพธ์และข้อจำกัดของนโยบาย

ชวนคนไทยรับฟังอย่างใช้วิจารณญาณ

คันฉ่องส่องไทยชวนติดตามการอภิปรายทั้งคำกล่าวหาและคำชี้แจง รับฟังให้ครบ ตรวจเอกสารประกอบ และตั้งคำถามกับทุกฝ่ายด้วยมาตรฐานเดียวกัน ก่อนแชร์คลิปหรือข้อความ ให้ตรวจบริบทและแยกสิ่งที่ผู้พูดกล่าวอ้างออกจากสิ่งที่หลักฐานยืนยัน

ติดตามกำหนดการและช่องทางถ่ายทอดจาก เว็บไซต์รัฐสภา โดยตรวจสอบประกาศล่าสุดก่อนรับชม หน้านี้ไม่ได้ระบุวันหรือเวลาการอภิปราย เพราะไฟล์ต้นฉบับที่ได้รับไม่มีข้อมูลกำหนดการ

ฟังให้ครบ • ถามให้ตรง • ตรวจให้ถึง • ติดตามหลังลงมติ

ที่มาและขอบเขต

แหล่งหลัก: Pasted text.txt จากไฟล์แนบในแชต “เขียน HTML สรุปอภิปราย” มีรายชื่อ 18 คนตามลำดับต้นฉบับ และอ้างถึง ข่าวมติชนที่ต้นฉบับระบุ ข้อความเดิมรายคนเก็บไว้เพื่อเทียบเนื้อหา ไม่ใช่การรับรองข้อกล่าวหา หน้านี้เป็นบทสรุปจากข้อความที่ได้รับ ไม่ใช่รายงานผลการสอบสวนหรือการยืนยันญัตติฉบับทางการ

จัดทำ 10 ตุลาคม 2569 · บทวิเคราะห์ +1 เป็นข้อเสนอเชิงบรรณาธิการที่จัดทำสำหรับคันฉ่องส่องไทย · เปิดอ่านแบบออฟไลน์ได้ การเปิดลิงก์ภายนอกต้องใช้อินเทอร์เน็ต

กลับขึ้นด้านบน ↑

Popular Posts