สภาประชาชน: ความจำเป็นของพลังประชาชนในยุคที่การเมืองในระบบถูกยึดครองโดยคณาธิปไตย
เมื่อโครงสร้างอำนาจไม่เปิดทางให้ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศอย่างแท้จริง การสร้างพลังประชาชนที่มีรูปธรรม มีวินัย มีเป้าหมาย และไม่ผิดกฎหมาย ย่อมกลายเป็นทั้งสิทธิ ความชอบธรรม และความจำเป็น
ในยามที่การเมืองไทยยังวนเวียนอยู่กับข้อจำกัดเดิม ๆ คำถามที่ประชาชนต้องถามตนเองให้ลึกกว่าคำถามว่าใครจะได้เป็นรัฐบาล ก็คือ แล้วประชาชนมีอำนาจจริงเพียงใดในประเทศของตนเอง เราอาจมีการเลือกตั้ง เราอาจมีรัฐสภา เราอาจมีรัฐบาลที่ผลัดกันขึ้นมาบริหาร แต่หากประชาชนยังไม่มีพลังที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่มีความสามารถในการประสานความคิด ความรู้ ข่าวสาร ทรัพยากร และเจตจำนงร่วมของตนเองให้กลายเป็นอำนาจต่อรอง อำนาจกำกับ และอำนาจกำหนดทิศทางของบ้านเมืองได้จริง ประชาธิปไตยก็ยังเป็นเพียงถ้อยคำอันสวยงาม มากกว่าจะเป็นความจริงในชีวิตของคนส่วนใหญ่
ด้วยเหตุนี้เอง แนวคิดเรื่อง “สภาประชาชน” จึงมิใช่เรื่องฟุ้งฝัน มิใช่เรื่องส่วนเกิน มิใช่ของประดับทางอุดมการณ์ หากแต่เป็นกุศโลบายทางการเมืองภาคประชาชนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในสภาพสังคมที่อำนาจจริงกับอำนาจตามตัวบทมักไม่ตรงกัน และในสภาพที่พลังของประชาชนซึ่งมีอยู่มากมาย กลับยังแตกกระจาย กระจัดกระจาย และถูกทำให้ไร้รูป ไร้น้ำหนัก และไร้ประสิทธิภาพอยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า
สภาประชาชนคืออะไร
สภาประชาชนในความหมายที่แท้ ไม่ใช่เพียงเวทีพูดคุย ไม่ใช่เพียงกลุ่มไลน์ ไม่ใช่เพียงเครือข่ายที่รวมกันหลวม ๆ ตามอารมณ์ความพอใจ แต่คือการสร้างกลไกภาคประชาชนที่มีโครงสร้าง มีตัวแทน มีการประสานงาน มีวินัยร่วม มีจุดหมายร่วม และเติบโตจากรากฐานของสังคม ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงระดับที่สามารถเชื่อมโยงกันทั้งประเทศได้
แก่นแท้ของมันอยู่ที่การทำให้ประชาชนจากที่เคยเป็นเพียงมวลชนผู้รอคอย กลายเป็นพลเมืองผู้มีบทบาท จากที่เคยเป็นเสียงอันกระจัดกระจาย กลายเป็นเสียงที่รวมกันอย่างมีน้ำหนัก จากที่เคยเป็นผู้ถูกกระทำโดยโครงสร้างอำนาจ กลายเป็นผู้มีพลังในการกำกับ ตรวจสอบ ต่อรอง และผลักดันทิศทางของสังคมด้วยตนเอง
กล่าวให้ถึงที่สุด สภาประชาชนคือเครื่องมือสำหรับแปลง “สิทธิในทางนามธรรม” ให้กลายเป็น “อำนาจในทางปฏิบัติ” เพราะสิทธิที่ไม่มีโครงสร้างรองรับ ย่อมอ่อนแรง และเสียงที่ไม่มีการจัดตั้ง ย่อมถูกกลบได้ง่ายเสมอ
เหตุใดการเมืองในระบบเพียงอย่างเดียวจึงไม่พอ
ปัญหาสำคัญของการเมืองไทยมิใช่เพียงการมีนักการเมืองดีหรือไม่ดี มิใช่เพียงการมีรัฐบาลเก่งหรือไม่เก่ง แต่คือการที่ระบบโดยรวมยังเปิดช่องให้เจตจำนงของประชาชนถูกบิดเบือน ถูกสกัด หรือถูกลดทอนอยู่เสมอ เมื่อเป็นเช่นนี้ การหวังพึ่งการเมืองในระบบแต่เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ เพราะระบบตัวแทนที่ดี จะต้องมีประชาชนที่จัดตั้งตัวเองได้ดีคอยกำกับอยู่ด้านล่างด้วย
ถ้าประชาชนมีหน้าที่เพียงเลือกตั้งทุกไม่กี่ปี แล้วปล่อยให้ผู้มีอำนาจ พรรคการเมือง กลุ่มทุน ระบบราชการ หรือเครือข่ายอิทธิพลต่าง ๆ เป็นผู้จัดการทุกอย่างที่เหลือ ประชาชนก็จะกลายเป็นเจ้าของประเทศเพียงในกระดาษ แต่ไม่ใช่เจ้าของอำนาจในความจริง การขาดองค์กรภาคประชาชนที่เข้มแข็งจึงทำให้เกิดช่องว่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างประชาธิปไตยตามทฤษฎีกับชีวิตจริงของประชาชน
นี่เองคือเหตุผลว่าทำไมสภาประชาชนจึงมิได้มาแทนที่รัฐสภา แต่มาเติมสิ่งที่รัฐสภาไม่สามารถทำได้ทั้งหมด มันเป็นพลังคู่ขนานที่ชอบธรรม ตราบเท่าที่ดำรงอยู่ในกรอบกฎหมายและศีลธรรมอันดี เป็นพลังเพื่อให้ประชาชนไม่ถูกลดเหลือเพียงผู้ชมการเมือง แต่เป็นผู้มีส่วนสร้างและคุมทิศทางของการเมืองด้วย
พลังที่ไม่จัดตั้ง ย่อมไม่ใช่พลังจริง
คนไทยจำนวนมากมีความคับข้องใจ มีความรักบ้านเมือง มีความต้องการเห็นประเทศเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง แต่ความหวังดีเหล่านี้มักแยกกันอยู่เป็นหย่อม ๆ อยู่ในหัว อยู่ในบ้าน อยู่ในความโกรธ อยู่ในการบ่น อยู่ในการโพสต์ และจบลงตรงนั้น พลังเช่นนี้แม้มีอยู่จริงในเชิงอารมณ์ แต่ยังไม่เป็นพลังในเชิงโครงสร้าง เพราะยังไม่ถูกจัดตั้ง ยังไม่ถูกประสาน ยังไม่ถูกหล่อหลอมให้เป็นกำลังร่วม
นี่คือความจริงที่แนวทางมดแดงล้มช้างมองเห็นมาโดยตลอดว่า มดแดงแต่ละตัวอาจดูเล็ก อาจดูไร้พิษสง อาจดูเหมือนไม่มีความหมาย หากต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อมดแดงจำนวนมากเรียนรู้ ริเริ่ม รวมใจ ประสานกันด้วยวินัยและยุทธศาสตร์ ความเป็นไปไม่ได้ก็เริ่มกลายเป็นความเป็นไปได้ พลังที่เคยไร้รูปก็เริ่มมีรูปร่าง และสิ่งที่เคยเป็นเพียงความฝันก็เริ่มเดินได้ในโลกของความจริง
ความชอบธรรมของการสร้างสภาประชาชน
ผู้ใดก็ตามที่ยังเชื่อจริงว่าประเทศนี้เป็นของประชาชน ย่อมยากจะปฏิเสธความชอบธรรมของการที่ประชาชนจะรวมตัวกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม เพื่อยกระดับคุณภาพทางการเมืองของสังคม เพื่อป้องกันการฉกฉวยผลประโยชน์โดยผู้มีอำนาจ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนธรรมดา และเพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยจากฐานรากขึ้นมา
การรวมตัวลักษณะนี้ไม่ใช่การกบฏต่อประเทศ ตรงกันข้าม มันคือการคืนความหมายให้คำว่าประเทศ เพราะประเทศที่ไม่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ก็เหลือเพียงแผนที่ ธงชาติ และโครงสร้างอำนาจที่ลอยเหนือหัวผู้คน การสร้างสภาประชาชนจึงเป็นการยืนยันว่าประเทศนี้ต้องไม่เป็นของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ต้องไม่ถูกผูกขาดโดยคนที่อาศัยระบบเพื่อผลประโยชน์ของตน และต้องไม่ปล่อยให้คนส่วนใหญ่เป็นเพียงผู้รับกรรมจากการตัดสินใจของคนส่วนน้อย
สภาประชาชนจึงชอบธรรม เพราะมันตั้งอยู่บนฐานของสิทธิพลเมือง การมีส่วนร่วม การตรวจสอบ การรวมพลังเพื่อสาธารณะ และการยืนหยัดว่าประชาชนมิใช่ผู้อยู่ใต้ระบอบ แต่เป็นเจ้าของระบอบ
ประโยชน์ที่แท้จริงของสภาประชาชน
ประโยชน์ของสภาประชาชนไม่ได้มีแค่การระดมคน แต่คือการยกระดับคุณภาพของสังคมทั้งผืน ประการแรก มันทำให้ประชาชนมีที่ทางสำหรับการสะท้อนปัญหาอย่างเป็นระบบ ปัญหาของชุมชนที่เคยสลายไปกับความเงียบ จะเริ่มถูกยกขึ้นมาพูด ถูกบันทึก ถูกผลักดัน และถูกติดตามอย่างจริงจัง ประการที่สอง มันสร้างการตรวจสอบจากประชาชนต่อผู้แทน ต่อหน่วยงานรัฐ และต่อผู้ใช้อำนาจทุกระดับ เมื่อมีสายตาของพลเมืองที่ตื่นรู้คอยจับจ้อง การคดโกง การละเลย และการใช้อำนาจโดยไม่เกรงใจประชาชนย่อมทำได้ยากขึ้น
ประการที่สาม สภาประชาชนเป็นโรงเรียนของประชาธิปไตยที่มีชีวิตจริง ผู้คนได้ฝึกคิด ฝึกฟัง ฝึกถกเถียง ฝึกเคารพความเห็นต่าง ฝึกจัดการความขัดแย้ง ฝึกเลือกตัวแทน ฝึกทำงานเพื่อส่วนรวม สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าการเรียนทฤษฎีการเมืองในตำราเสียอีก เพราะประชาธิปไตยจะยั่งยืนได้ ไม่ใช่ด้วยพิธีกรรมเลือกตั้งเท่านั้น แต่ด้วยนิสัยพลเมืองที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นในสังคม
ประการที่สี่ มันเพิ่มอำนาจต่อรองให้ประชาชนอย่างแท้จริง คนธรรมดาที่แยกกันอยู่มักถูกมองข้าม แต่ประชาชนที่รวมกันอย่างมีข้อมูล มีระเบียบ มีข้อเสนอ และมีเครือข่าย ย่อมมีน้ำหนักมากกว่าความบ่นที่กระจัดกระจายหลายหมื่นเท่า และประการสุดท้าย สภาประชาชนช่วยเชื่อมปริมาณกับคุณภาพเข้าหากัน ไม่ใช่แค่มีคนมาก แต่มีคนที่เข้าใจเป้าหมาย เข้าใจข้อจำกัด เข้าใจวิธีทำงาน และพร้อมรักษาวินัยร่วมด้วย
เงื่อนไขสำคัญ: ต้องไม่ผิดกฎหมาย และต้องไม่แตกจากภายใน
อย่างไรก็ดี การสร้างสภาประชาชนจะเดินหน้าอย่างมีความหมายได้ ก็ต้องยืนอยู่บนหลักสำคัญที่ละทิ้งไม่ได้เลย นั่นคือ ต้องไม่ผิดกฎหมาย และต้องไม่ปล่อยให้แตกจากภายใน หลักสองข้อนี้มิใช่เรื่องรอง แต่คือหัวใจของความอยู่รอดและความชอบธรรม
ต้องไม่ผิดกฎหมาย เพราะเมื่อใดที่พลังประชาชนเดินหลุดจากกรอบกฎหมาย เมื่อนั้นฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้มแข็งก็จะมีข้ออ้างพร้อมในการปราบ ป้ายสี ทำลายความชอบธรรม และทำให้สังคมส่วนกลางหวาดกลัวพลังประชาชน การยืนในร่องรอยที่ถูกต้องตามกฎหมายและศีลธรรมจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความฉลาดเชิงยุทธศาสตร์ และคือการรักษาพลังระยะยาว
ส่วนการไม่แตกจากภายในนั้น สำคัญไม่แพ้กัน เพราะระบอบที่ประชาชนต้องเผชิญมักไม่จำเป็นต้องชนะด้วยกำลังเสมอไป บ่อยครั้งมันชนะด้วยการทำให้ฝ่ายประชาชนทะเลาะกันเอง แย่งกันเด่น แย่งกันนำ เอาเรื่องส่วนตัวมาทับเรื่องส่วนรวม ปล่อยให้อัตตาเข้าแทนอุดมการณ์ และปล่อยให้ความหวาดระแวงกัดกร่อนความไว้วางใจต่อกันไปทีละน้อย จนสุดท้ายโครงสร้างภายในพังลงก่อนที่ศัตรูภายนอกจะลงมือจริงจังเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ สภาประชาชนจึงต้องสร้างวัฒนธรรมภายในที่ตรงข้ามกับพิษของอำนาจเก่า ต้องเน้นความโปร่งใส ความเท่าเทียม ความเคารพกัน ความเสียสละ ความรอบคอบ ความสุภาพในวิธีสื่อสาร และการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง คนที่เข้ามาต้องเรียนรู้ว่ามาที่นี่เพื่อสร้างพลังประชาชน มิใช่มาสร้างบารมีส่วนตัว มิใช่มาหาผลประโยชน์ มิใช่มาเล่นการเมืองแบบเดิมในฉากใหม่
สภาประชาชนไม่ใช่การเผชิญหน้าอย่างไร้สติ แต่คือการเตรียมสังคมให้มีพลังอย่างมีสติ
บางคนอาจได้ยินคำว่าสภาประชาชนแล้วหวาดระแวง คิดว่าเป็นเรื่องอันตราย เป็นเรื่องนอกระบบ เป็นเรื่องพาไปสู่ความแตกหัก แต่ความเข้าใจเช่นนี้มักเกิดจากการมองสั้นเกินไป หรือมองด้วยสายตาของผู้ที่คุ้นชินกับสภาพที่ประชาชนต้องอ่อนแออยู่เสมอ แท้จริงแล้ว สภาประชาชนที่ยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตย กฎหมาย และศีลธรรม คือกลไกเพื่อลดความเสี่ยงจากการระเบิดทางสังคมเสียด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ความคับข้องใจมีช่องทางจัดการ มีเวทีพูด มีระบบประสาน มีพื้นที่เรียนรู้ และมีการระบายออกอย่างสร้างสรรค์
เมื่อประชาชนไม่มีพื้นที่จัดตั้ง พลังย่อมไปออกในรูปแบบสะเปะสะปะ อารมณ์ย่อมพุ่งนำเหตุผล และความอึดอัดย่อมพร้อมปะทุแบบไร้ทิศทาง แต่เมื่อมีสภาประชาชนที่ทำงานเป็นระบบ ความไม่พอใจจะถูกแปรเป็นข้อเสนอ ความคับแค้นจะถูกแปรเป็นการศึกษา ความกระจัดกระจายจะถูกแปรเป็นการประสานงาน และความรู้สึกว่าตนไร้พลังจะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในชะตากรรมของบ้านเมือง
งานใหญ่ของสภาประชาชนคือการสร้างคน
ถ้ามองให้ลึกที่สุด งานใหญ่ของสภาประชาชนมิใช่เพียงสร้างองค์กร แต่คือสร้างคน สร้างพลเมืองที่เข้าใจสิทธิ เข้าใจหน้าที่ เข้าใจประโยชน์ส่วนรวม เข้าใจการทำงานร่วมกัน เข้าใจระเบียบวินัย และเข้าใจว่าชาติบ้านเมืองจะดีขึ้นไม่ได้ด้วยการหวังพึ่งผู้กล้าคนเดียวหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการตื่นรู้และการลงมืออย่างต่อเนื่องของประชาชนจำนวนมาก
สภาประชาชนที่แท้จึงมิใช่เครื่องจักรปลุกระดม แต่คือสถาบันฝึกพลเมืองของสังคมไทยในอีกรูปแบบหนึ่ง มันทำให้ชาวบ้าน ครู นักศึกษา คนทำงาน ผู้สูงอายุ คนรุ่นใหม่ และคนทุกหมู่เหล่ามีโอกาสฝึกตนในการทำประโยชน์แก่ส่วนรวม และเมื่อคนเช่นนี้เพิ่มจำนวนขึ้น ประเทศก็จะไม่ได้เปลี่ยนแค่รัฐบาล แต่จะค่อย ๆ เปลี่ยนคุณภาพของฐานประชาชนไปพร้อมกันด้วย
บทสรุป: นี่ไม่ใช่ของเลือกทำ แต่เป็นของจำเป็นต้องทำ
ในเงื่อนไขทางการเมืองไทยที่ระบบยังไม่สามารถรับประกันได้ว่าประชาชนจะเป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง การสร้างสภาประชาชนจึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งท่ามกลางทางเลือกอื่น ๆ แต่มันคือความจำเป็น หากเราไม่สร้างโครงสร้างภาคประชาชนที่เข้มแข็ง เราก็จะปล่อยให้ประชาชนอ่อนแออยู่เช่นเดิม หากเราไม่ร้อยพลังของผู้คนเข้าด้วยกัน เราก็จะเห็นพลังนั้นสูญเปล่าอยู่เรื่อยไป และหากเราไม่สร้างพื้นที่ให้ประชาชนเรียนรู้ ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมกำหนดชะตากรรมของตนเอง เราก็จะพูดเรื่องประชาธิปไตยไปอีกนาน โดยที่ประชาธิปไตยยังไม่ลงถึงรากของแผ่นดิน
สภาประชาชนจึงเป็นทั้งเครื่องมือและเป้าหมาย เป็นทั้งสะพานและปลายทาง เป็นทั้งกระบวนการรวมพลัง และกระบวนการสร้างพลเมือง มันช่วยทำให้ประชาชนไม่เป็นเพียงผู้ร้องขอความเป็นธรรม แต่เป็นผู้มีพลังพอจะปกป้องและผลักดันความเป็นธรรมนั้นด้วยตนเอง และตราบใดที่มันตั้งอยู่บนหลักการที่ชอบธรรม ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ตกเป็นเหยื่อของความแตกแยกจากภายใน และไม่ปล่อยให้ผลประโยชน์ส่วนตนเข้ามาบ่อนทำลาย สภาประชาชนก็จะเป็นหนึ่งในกุศโลบายที่สำคัญที่สุดสำหรับการสร้างประชาธิปไตยที่หยั่งรากอยู่ในพลังของประชาชนจริง ๆ
ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องเลิกถามเพียงว่า ใครจะมาช่วยประชาชน และเริ่มถามอย่างจริงจังเสียทีว่า ประชาชนจะจัดตั้งตัวเองขึ้นมาอย่างไร เพื่อช่วยประเทศของตนเอง เพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง และเพื่อสร้างอนาคตที่ไม่ต้องฝากไว้กับความเมตตาของผู้มีอำนาจ
หากประชาชนยังแยกกันอยู่ ประชาชนก็จะยังอ่อนแออยู่ แต่เมื่อประชาชนเรียนรู้ที่จะรวมพลังอย่างมีวินัย มีความชอบธรรม และมีจุดหมายร่วม เมื่อนั้นเอง คำว่า “เจ้าของประเทศ” จึงจะเริ่มมีความหมายในโลกแห่งความจริง
ด้วยศรัทธาในพลังประชาชน และความหวังต่ออนาคตของบ้านเมือง





