ไพศาลกำลังกลัวอะไร?
เมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน กองทัพ และการเมืองไทยอาจเปลี่ยนไปแล้ว
คลิปวิเคราะห์การเมืองของ ไพศาล พืชมงคล ที่ตั้งคำถามอย่างรุนแรงต่อทิศทางการเมืองไทย มีคุณค่ามากกว่าการเป็นความเห็นของบุคคลหนึ่ง เพราะมันเปิดให้เราเห็น แบบจำลองทางความคิดเกี่ยวกับอำนาจ ที่ยังดำรงอยู่ในหมู่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมบางส่วน: ความหวั่นเกรงว่านักการเมืองจะค่อย ๆ เข้าควบคุมกองทัพ จนวันหนึ่งกองทัพอาจไม่เหลือฐานะเป็นกำลังพิทักษ์ระเบียบเดิม และอาจเปิดทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับระบอบ คล้ายบางช่วงของประวัติศาสตร์จีน
ข้อกังวลดังกล่าวไม่ควรถูกหัวเราะเยาะ เพราะในประวัติศาสตร์การเมืองโลก ความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ควบคุมกำลังติดอาวุธ กับ ผู้ครองอำนาจรัฐ มีความสำคัญอย่างยิ่งจริง แต่คำถามที่จำเป็นต้องถามต่อก็คือ แบบจำลองที่ไพศาลกำลังใช้ยังตรงกับประเทศไทย พ.ศ. 2569 อยู่หรือไม่?
1. สมมติฐานที่ซ่อนอยู่ในความวิตกของไพศาล
หากถอดโครงสร้างความคิดออกจากถ้อยคำทางการเมือง เราสามารถมองความกังวลของไพศาลได้ประมาณนี้:
↓
ควบคุมรัฐบาลและเพิ่มอำนาจเหนือกองทัพ
↓
กองทัพสูญเสียความเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง
↓
สถาบันพระมหากษัตริย์สูญเสียฐานกำลังสำคัญ
↓
ความเปลี่ยนแปลงระดับระบอบอาจเกิดขึ้น
ในเชิงทฤษฎี นี่ไม่ใช่ตรรกะที่ไร้เหตุผล เพราะประวัติศาสตร์จีน รัสเซีย อิหร่าน และประเทศอื่น ๆ ล้วนแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยน allegiance ของกองกำลังติดอาวุธ สามารถเปลี่ยนชะตาของระบอบได้
แต่ความสมเหตุสมผลของ แบบจำลองทั่วไป ไม่ได้หมายความว่าแบบจำลองดังกล่าวจะอธิบายประเทศไทยปัจจุบันได้โดยตรง โดยเฉพาะเมื่อความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับกองทัพไทย ได้เปลี่ยนรูปไปอย่างสำคัญในรัชกาลปัจจุบัน
2. ก่อนพูดเรื่อง “ใครคุมใคร” ต้องกลับไปดูตัวบทก่อน
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 3 วางหลักว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่าน รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ขณะที่มาตรา 8 กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย
ดังนั้น หากใช้เพียง constitutional text เราไม่อาจกระโดดจากข้อความดังกล่าวไปสู่ข้อสรุปว่า พระมหากษัตริย์ทรง “ควบคุม” รัฐสภา รัฐบาล หรือตุลาการโดยตรง เพราะแต่ละองค์กรมีอำนาจหน้าที่ กระบวนการสรรหา และความรับผิดตามรัฐธรรมนูญของตนเอง
อย่างไรก็ตาม การเมืองจริงไม่ได้ดำรงอยู่บนกระดาษเพียงชั้นเดียว สิ่งที่นักรัฐศาสตร์สนใจจึงรวมถึง informal institutions, elite networks, appointment structures, patronage และ ideological alignment ด้วย
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การไม่มีคำสั่งโดยตรงไม่ได้แปลว่าไม่มีโครงสร้างอำนาจ และในทางกลับกัน การมีเครือข่ายที่มีผลประโยชน์หรืออุดมการณ์สอดคล้องกัน ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่ามีผู้สั่งการส่วนกลางเพียงคนเดียว
3. ระบบการเมืองไทยจึงควรอ่านเป็น “ระบบนิเวศของอำนาจ”
หลังรัฐประหาร 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 ระบบการเมืองไทยมีสถาบันจำนวนมากที่ไม่ได้ตั้งอยู่บน electoral legitimacy เพียงอย่างเดียว
วุฒิสภา องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ กลไกการสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรตรวจสอบ ระบบราชการระดับสูง และกองทัพ ต่างดำรงอยู่ในโครงสร้างที่สามารถจำกัด ถ่วงดุล หรือหยุดการใช้อำนาจของรัฐบาลจากการเลือกตั้งได้
ปัญหาทางวิชาการจึงไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามง่าย ๆ ว่า “พระมหากษัตริย์สั่งองค์กรเหล่านี้หรือไม่?” เพราะคำถามนั้นต้องการหลักฐาน direct command ซึ่งในหลายกรณีเราไม่มี
คำถามที่มีประโยชน์กว่าคือ:
นี่คือเหตุผลที่แนวคิดอย่าง network monarchy เคยมีพลังในการอธิบายการเมืองไทย: ไม่ใช่เพราะพระมหากษัตริย์จำเป็นต้องออกคำสั่งทุกเรื่อง แต่เพราะบุคคลและสถาบันจำนวนมากสามารถปรับพฤติกรรม ตามความเชื่อเรื่องสถาบัน ผลประโยชน์ เครือข่าย และบรรทัดฐานร่วมกันได้
อย่างไรก็ตาม แนวคิด network monarchy ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายการเมืองในรัชกาลที่ 9 ก็ไม่ควรถูกนำมาใช้กับรัชกาลปัจจุบันโดยไม่ปรับแก้ เพราะสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นหลัง พ.ศ. 2559 คือการเพิ่มขึ้นของ direct royal institutional capacity ในบางพื้นที่ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง
4. จุดเปลี่ยนสำคัญ: จาก “เครือข่ายกองทัพ” สู่กำลังบางส่วนที่ขึ้นตรง
นี่คือจุดที่ความกังวลของไพศาลอาจต้องปรับแบบจำลองครั้งใหญ่
ในรัชกาลปัจจุบัน มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์อย่างสำคัญ รวมทั้งการจัดวาง หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ไว้ในโครงสร้างส่วนราชการในพระองค์
และในปี 2562 มีการโอนกำลังพลและทรัพยากรของหน่วยทหารสำคัญสองกรม คือ กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และ กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ออกจากสายการบังคับบัญชาปกติของกองทัพ ไปอยู่ภายใต้หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์
Reuters รายงานในขณะนั้นว่า ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้หน่วยทหารสองหน่วยนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของพระมหากษัตริย์ แทนที่จะอยู่ภายใต้ normal military chain of command แบบเดิม
5. “ทหารคอแดง” ไม่ใช่เพียงเสื้อยืดสีหนึ่ง
อีกปรากฏการณ์ที่ควรนำมาประกอบการวิเคราะห์คือ สิ่งที่เรียกกันทั่วไปว่า “ทหารคอแดง” หรือเครือข่ายนายทหารที่ผ่านการฝึกในระบบราชวัลลภรักษาพระองค์ 904
งานของ Paul Chambers ที่เผยแพร่ผ่าน New Mandala ศึกษาความเปลี่ยนแปลงของผู้นำกองทัพหลังปี 2559 และเสนอว่าเกิดกลุ่มนายทหารใหม่ที่มีสายสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเด่นชัดขึ้น โดยผู้ผ่านการฝึกดังกล่าวมีโอกาสเพิ่มขึ้นในการเข้าสู่ตำแหน่งสำคัญระดับสูง
ตรงนี้ก็ต้องไม่เขียนเกินหลักฐานเช่นกัน: การเป็น “ทหารคอแดง” ไม่ได้แปลว่าบุคคลนั้น หมดสถานะในกองทัพตามกฎหมายหรือกลายเป็น “ทหารส่วนพระองค์” ทั้งหมด
แต่ในทาง sociology of institutions หากระบบการฝึก การเลื่อนตำแหน่ง และเครือข่ายอาชีพให้คุณค่าแก่บุคคลที่มีคุณสมบัติแบบหนึ่งเป็นพิเศษ ย่อมสามารถสร้าง institutional culture และ career incentives ที่ทรงพลังได้
นี่เป็นอำนาจอีกแบบหนึ่ง: ไม่จำเป็นต้องสั่งว่า “จงทำเช่นนี้” แต่ผู้เล่นในระบบอาจเรียนรู้เองว่า พฤติกรรมแบบใดทำให้ตนได้รับความไว้วางใจและก้าวหน้า
6. เมื่อนำภาพนี้กลับไปวางกับคำเตือนของไพศาล
ตรงนี้เราจึงเริ่มเห็นว่าแบบจำลองของไพศาลอาจง่ายเกินไป
นักการเมือง → ยึดกองทัพ → กองทัพหลุดจากสถาบัน → ระบอบเสี่ยง
แต่ประเทศไทยปัจจุบันอาจต้องวาดใหม่เป็น:
↕
โครงสร้างส่วนราชการในพระองค์ / กำลังบางส่วนที่ขึ้นตรง
↕
เครือข่ายนายทหารที่มีความใกล้ชิดเชิงสถาบัน
↕
กองทัพตามสายบังคับบัญชาปกติ
↕
รัฐบาล / ระบบราชการ / วุฒิสภา / องค์กรตามรัฐธรรมนูญ
ลูกศรในแผนภาพนี้ไม่ได้หมายถึง “คำสั่งโดยตรง” ทุกจุด แต่หมายถึงความสัมพันธ์ที่อาจประกอบด้วย กฎหมาย การแต่งตั้ง ลำดับชั้น เครือข่าย วัฒนธรรมองค์กร และความสอดคล้องทางอุดมการณ์
ถ้าเช่นนั้น คำถามสำคัญต่อไพศาลก็คือ:
นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าไพศาล “ผิด” แต่ทำให้ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไป
ผู้ที่เสนอว่ากองทัพกำลังถูกดึงออกจากฐานความสัมพันธ์เดิม ต้องแสดงหลักฐานว่า การเปลี่ยน chain of command, promotion network, institutional loyalty หรือ operational control กำลังเกิดขึ้นจริงตรงไหน ไม่ใช่เพียงชี้ว่ารัฐมนตรีหรือรัฐบาลมีอำนาจเหนือกระทรวงกลาโหมตามระบบปกติ
7. แล้วรัฐบาลอนุทินอยู่ตรงไหนในภาพนี้?
จุดนี้ยิ่งทำให้คำเตือนของไพศาลน่าสนใจ เพราะรัฐบาลอนุทินไม่ได้สร้างอัตลักษณ์ของตนในฐานะรัฐบาลที่ท้าทายสถาบัน ตรงกันข้าม นายกรัฐมนตรีและฝ่ายการเมืองของเขา แสดงจุดยืนเชิงจงรักภักดีอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ในเดือนกันยายน 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ ผู้แทนพระองค์ เข้าร่วมพระราชพิธีพระบรมศพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ซึ่งรัฐบาลไทยยืนยันอย่างเป็นทางการ
เราต้องระมัดระวัง: การมอบหมายดังกล่าวเป็นพระราชกรณียกิจด้านรัฐพิธีและการทูต จึงไม่อาจถูกใช้เป็นหลักฐานโดยตรงว่า พระมหากษัตริย์ทรง “สนับสนุนทางการเมือง” นายกรัฐมนตรีรายใด
แต่ในทาง political symbolism ก็ยากจะปฏิเสธเช่นกันว่า ตำแหน่ง “ผู้แทนพระองค์” มีทุนเชิงสัญลักษณ์สูงในสังคมไทย และภาพดังกล่าวสามารถเพิ่มความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ แก่ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ไม่ว่าจะเป็นเจตนาของผู้มอบหมายหรือไม่ก็ตาม
นี่คือ distinction ที่สำคัญ:
แต่เราสามารถศึกษาผลของ political symbolism ได้
8. สิ่งที่ควรระวังมากที่สุดคือการใช้คำว่า “คุมทั้งหมด”
ฝ่ายวิพากษ์สถาบันบางส่วนอาจสรุปจากปรากฏการณ์ข้างต้นว่า “พระมหากษัตริย์คุมรัฐบาล สภา ศาล วุฒิสภา องค์กรอิสระ และกองทัพทั้งหมด”
ผมเห็นว่าประโยคนี้ก้าวไกลกว่าหลักฐานที่เรามี และทำให้งานวิเคราะห์อ่อนแอลงโดยไม่จำเป็น
การที่องค์กรหลายแห่งมี ideological alignment หรือมีเครือข่ายชนชั้นนำร่วมกัน ไม่ได้แปลว่ามี command-and-control จากบุคคลหนึ่งทุกครั้ง
คำอธิบายที่มีความแม่นยำกว่าคือ ประเทศไทยมี royalist institutional ecosystem หรือ “ระบบนิเวศอำนาจราชานิยม” ซึ่งประกอบด้วยสถาบันหลายชนิด ที่สามารถมี autonomy ของตนเอง แต่มีจุดร่วมทางผลประโยชน์ บรรทัดฐาน ความเชื่อ หรือการรับรู้ภัยคุกคาม
เครือข่ายแบบนี้บางครั้งอาจประสานกัน บางครั้งอาจขัดแย้งกัน และบางครั้งฝ่ายหนึ่งอาจใช้ทุนหรือสถานะของอีกฝ่าย เพื่อสร้าง legitimacy ให้ตนเอง
ความซับซ้อนตรงนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเราเรียกทุกอย่างว่า “คำสั่งจากยอดพีระมิด” เราจะมองไม่เห็นการเมืองที่เกิดขึ้นจริงในระดับกลางของระบบ
9. ปัญหาที่ใหญ่กว่า “นักการเมืองยึดทหาร”
เมื่อมองเช่นนี้ คำถามทางประชาธิปไตยที่สำคัญกว่าคำถามของไพศาลคือ:
นี่ไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายสมคบคิดกัน ตรงกันข้าม ระบบที่น่าศึกษาที่สุด มักไม่ต้องการ conspiracy เลย
ถ้าทุกฝ่ายมี incentive ไปในทิศทางเดียวกัน ระบบสามารถ reproduce ตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีห้องลับ ไม่ต้องมีคำสั่งลับ และไม่ต้องมีผู้บัญชาการสูงสุดที่ตัดสินทุกเรื่อง
ใน institutional theory นี่อาจเป็นอันตรายกว่า conspiracy เสียอีก เพราะมันกลายเป็น self-reinforcing equilibrium
10. บทเรียนจากจีนอาจไม่ใช่บทเรียนที่ไพศาลกำลังมอง
ไพศาลดูเหมือนจะมองประวัติศาสตร์จีน ในฐานะคำเตือนว่า หากนักการเมืองเข้าควบคุมกำลังทหาร กองทัพอาจเลิกค้ำจุนราชบัลลังก์ และนำไปสู่การเปลี่ยนระบอบ
แต่ประวัติศาสตร์จีนปลายราชวงศ์ชิงซับซ้อนกว่านั้นมาก ทั้งความพ่ายแพ้ทางทหาร แรงกดดันจากจักรวรรดินิยมต่างชาติ วิกฤตการคลัง ชาตินิยม การปฏิรูปที่ล่าช้า การเกิด New Army การกบฏในมณฑลต่าง ๆ และการต่อรองระหว่างชนชั้นนำ ล้วนมีส่วนร่วม
ดังนั้น lesson ที่กว้างกว่าคือ:
บางครั้งกองทัพเปลี่ยนฝ่าย เพราะระบอบสูญเสียความสามารถในการสร้างความยินยอม ความชอบธรรม และการปรับตัวไปก่อนแล้ว
ตรงนี้ต่างหากที่สังคมไทยควรถาม
หากสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องการดำรงอยู่ระยะยาว หลักประกันที่แข็งแรงที่สุดคือ กองทัพที่ภักดี หรือ ประชาชนที่เห็นคุณค่าของสถาบันโดยสมัครใจ?
11. จาก coercive security สู่ legitimacy security
ระบอบสามารถสร้างความมั่นคงได้อย่างน้อยสองแบบ
แบบแรกคือ coercive security: สร้างความมั่นคงผ่านกองทัพ กฎหมาย กลไกตรวจสอบ การจำกัดคู่แข่ง และองค์กรที่สามารถหยุดความเปลี่ยนแปลงได้
แบบที่สองคือ legitimacy security: ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกว่าสถาบันนั้น มีประโยชน์ เป็นธรรม มีขอบเขต และสามารถอยู่ร่วมกับสิทธิของประชาชนได้
สองแบบนี้ไม่จำเป็นต้องตรงข้ามกันทั้งหมด แต่ระบอบที่ต้องพึ่งแบบแรกมากขึ้นเรื่อย ๆ ควรถามตัวเองเสมอว่า เหตุใดแบบที่สองจึงไม่เพียงพอ
12. คันฉ่องชิ้นนี้จึงไม่ได้ตั้งขึ้นเพื่อโจมตีไพศาล
ตรงกันข้าม ไพศาลได้ตั้งคำถามที่มีคุณค่าโดยไม่ตั้งใจ
เขาถามว่า “ถ้านักการเมืองยึดกองทัพ จะเกิดอะไรขึ้น?”
แต่กระจกอีกด้านหนึ่งถามกลับว่า:
และคำถามอีกข้อหนึ่งอาจสำคัญยิ่งกว่า:
หรือปัญหาที่ควรถามคือ อำนาจทุกศูนย์—นักการเมือง กองทัพ ตุลาการ องค์กรอิสระ วุฒิสภา ราชการ และสถาบันพระมหากษัตริย์— ถูกตรวจสอบอย่างสมดุลเพียงพอหรือไม่?
คำถามหลังไม่ต้องการให้เราเกลียดใคร และไม่ต้องการให้เราเชื่อใจใครอย่างไร้เงื่อนไข
มันเพียงกลับไปสู่หลักพื้นฐานที่สุดของ constitutional democracy:
จงออกแบบระบบให้ไม่มีฝ่ายใด สามารถใช้อำนาจโดยปราศจากการตรวจสอบได้ ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง แต่งตั้ง เครื่องแบบ ตุลาการ หรือสถานะอันศักดิ์สิทธิ์เพียงใดก็ตาม
บทส่งท้าย: อาจไม่ใช่เรื่องว่าใครกำลัง “ยึด” ใคร
ภาพการเมืองไทยอาจซับซ้อนกว่าสงครามสามเส้าระหว่าง กษัตริย์ กองทัพ และนักการเมือง
เราอาจกำลังเห็นระบบที่ศูนย์อำนาจหลายชุด ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้กันโดยสมบูรณ์ แต่สามารถแลกเปลี่ยน legitimacy ค้ำยันผลประโยชน์ และรักษาพื้นที่ของตนเอง ผ่านความสัมพันธ์ซ้อนทับกัน
หากเป็นเช่นนั้น คำถามที่ไพศาลควรถามอาจไม่ใช่เพียง “นักการเมืองกำลังเอากองทัพไปหรือไม่?”
แต่ควรถามว่า
นี่ต่างหากคือคำถามที่ควรฝากไว้ในกระจก
แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบและอ่านต่อ
-
สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ,
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560:
มาตรา 3 ว่าด้วยอำนาจอธิปไตยและการใช้อำนาจผ่านรัฐสภา
คณะรัฐมนตรี และศาล; มาตรา 8 ว่าด้วยฐานะจอมทัพไทย
https://elibrary.constitutionalcourt.or.th/research/download.php?ID=241 -
รัฐบาลไทย, 7 กันยายน 2569,
ข่าวการโปรดเกล้าฯ ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนพระองค์
ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
https://www.thaigov.go.th/th/news/168620 -
รัฐบาลไทย, 10 กันยายน 2569,
รายงานการปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ของนายกรัฐมนตรี ณ กรุงออสโล
https://www.thaigov.go.th/th/news/168722 -
Paul Chambers, “Red rim soldiers: the changing leadership of Thailand’s military in 2020,”
New Mandala, 21 September 2020.
https://www.newmandala.org/the-changing-leadership-of-thailands-military-in-2020/ - Reuters, October 2019. รายงานการโอนหน่วยทหารสำคัญสองกรม จากสายการบังคับบัญชากองทัพปกติ เข้าสู่โครงสร้างที่อยู่ภายใต้พระมหากษัตริย์โดยตรง (สามารถสืบค้นหัวข้อ “Thailand king personal control two army units Reuters 2019”)
- Duncan McCargo, งานเกี่ยวกับแนวคิด Network Monarchy, ซึ่งใช้วิเคราะห์บทบาทของเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ ในการเมืองไทย โดยควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะกรอบดั้งเดิมพัฒนาขึ้นจากบริบทของรัชกาลที่ 9
หมายเหตุ: บทความนี้แยก “ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้” ออกจาก “ข้อเสนอเชิงตีความ” และมิได้ถือว่าความสัมพันธ์เชิงเครือข่ายหรือความสอดคล้องทางอุดมการณ์ เป็นหลักฐานของคำสั่งโดยตรงจากบุคคลหรือสถาบันหนึ่งโดยอัตโนมัติ
