เมื่อโลกตะวันตกเปลี่ยนจาก
“กฎหมายสากล” สู่ “ระเบียบความมั่นคง”
หนึ่ง · ข่าวสามสายที่ไม่ควรรีบรวม แต่ก็ไม่ควรแยกจากกัน
การมองโลกให้ทะลุ มิใช่การนำข่าวทุกชิ้นมาร้อยเป็นทฤษฎีเดียวอย่างรีบร้อน หากต้องแยกให้ได้เสียก่อนว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือทิศทาง และอะไรยังเป็นเพียงสมมุติฐาน ข่าวของอังกฤษ ข่าวการเคลื่อนไหวของมาร์โค รูบิโอ และข่าวการเผชิญหน้ากับศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC มีต้นทางทางกฎหมายและเป้าหมายเฉพาะต่างกัน แต่ทั้งหมดมีภาษาทางการเมืองร่วมกันอย่างเด่นชัด คือภาษาแห่ง อธิปไตย ความมั่นคง เครือข่ายข้ามชาติ และสิทธิของรัฐในการป้องกันตนเอง
อังกฤษมิได้เพียงนำ IRGC ไปวางในบัญชี “ผู้ก่อการร้าย” แบบเดิม แต่ใช้กรอบใหม่สำหรับองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐต่างประเทศและในเวลาเดียวกันปฏิบัติการคล้ายเครือข่ายก่อการร้าย หน่วยข่าวกรอง ผู้จัดตั้งตัวแทน และกลไกบ่อนทำลายภายในประเทศอื่น กฎหมายลักษณะนี้เกิดขึ้นเพราะกรอบเดิมแยก “รัฐ” ออกจาก “ผู้ก่อการร้าย” ชัดเกินไป ขณะที่ภัยคุกคามจริงในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดกลับผสมสองสิ่งเข้าด้วยกัน
ส่วนความเคลื่อนไหวของรูบิโอต้องแบ่งออกเป็นอย่างน้อยสองสาย สายแรกคือความพยายามเรียกประเทศต่าง ๆ มาหารือเรื่อง “การก่อการร้ายฝ่ายซ้ายข้ามชาติ” ซึ่งมีกำหนดประชุมกับตัวแทนจากหลายสิบประเทศ มิใช่คำประกาศที่พิสูจน์ได้ในขณะนี้ว่าจะกวาดรวมองค์การก่อการร้ายทุกชนิดโดยไม่มีข้อแบ่งแยก สายที่สองคือคำสั่งก่อนหน้านี้ให้สถานทูตสหรัฐผลักดันรัฐบาลต่าง ๆ ลดขีดความสามารถของอิหร่านและกลุ่มก่อการร้ายที่สอดคล้องกับอิหร่าน สองสายนี้ต่างกัน แต่มีตรรกะร่วมกันคือ ภัยคุกคามมิได้อยู่ภายในพรมแดนเดียว และไม่ควรถูกต่อสู้โดยประเทศเดียว
สอง · จากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย สู่สงครามต่อต้าน “ระบบนิเวศภัยคุกคาม”
หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 โลกคุ้นกับคำว่า War on Terror ซึ่งมักหมายถึงการตามล่าองค์กรติดอาวุธที่มีชื่อ ผู้นำ ค่ายฝึก และพื้นที่ปฏิบัติการ แต่โลกปัจจุบันซับซ้อนกว่าเดิมมาก กลุ่มติดอาวุธอาจได้รับเงินจากรัฐ ใช้บริษัทบังหน้า ใช้คริปโทเคอร์เรนซี ใช้สื่อสังคมออนไลน์รับสมัครสมาชิก ใช้องค์กรการกุศลเป็นช่องทางสนับสนุน และใช้บุคคลที่ไม่มีสมาชิกภาพอย่างเป็นทางการลงมือแทน
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของนโยบายใหม่จึงมิใช่เพียง “จับผู้ก่อการร้าย” แต่เป็นการทำลายระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่การเงิน การเดินทาง การโฆษณาชวนเชื่อ เทคโนโลยี การจัดหาอาวุธ การฟอกเงิน เครือข่ายข่าวกรอง ไปจนถึงผู้มีอิทธิพลที่ทำให้ความรุนแรงได้รับความชอบธรรม
IRGC เป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะมิใช่เพียงกองกำลังทหาร หากมีบทบาททางเศรษฐกิจ ข่าวกรอง การเมือง และการสนับสนุนเครือข่ายตัวแทนในหลายประเทศ การที่อังกฤษสร้างประเภททางกฎหมายใหม่สำหรับ “ภัยคุกคามจากรัฐ” จึงเท่ากับยอมรับว่าเครื่องมือแบบเก่าไม่พอจะจัดการองค์กรที่ยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างรัฐ กองทัพ พรรคการเมือง กลุ่มธุรกิจ และเครือข่ายปฏิบัติการลับ
สาม · ทำไมอังกฤษและยุโรปจึงดูเหมือนเดินเข้าหาทรัมป์
คำตอบอาจมิใช่ว่ายุโรปเปลี่ยนใจมาชื่นชมทรัมป์ แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงบีบให้ยุโรปต้องยอมรับปัญหาบางอย่างที่ทรัมป์เคยพูดก่อน ยุโรปยังอาจไม่ชอบถ้อยคำ วิธีการ หรือความ unilateral ของทรัมป์ แต่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะปฏิเสธข้อวินิจฉัยว่า เครือข่ายตัวแทน การแทรกแซงจากรัฐ การก่อวินาศกรรม สงครามไซเบอร์ และความรุนแรงทางการเมืองข้ามชาติได้เข้ามาอยู่ภายในสังคมยุโรปแล้ว
นี่คือแบบแผนที่เคยปรากฏในเรื่อง NATO พลังงานรัสเซีย จีน เทคโนโลยียุทธศาสตร์ และความมั่นคงชายแดน กล่าวคือ ทรัมป์ตั้งคำถามด้วยภาษารุนแรง ยุโรปต่อต้านวิธีการ แต่หลายปีต่อมากลับสร้างมาตรการของตนเองที่เคลื่อนไปยังปลายทางคล้ายกัน เพียงใช้ถ้อยคำแบบราชการ ใช้กฎหมาย และสร้างความชอบธรรมผ่านสถาบันพหุภาคีมากกว่า
อย่างไรก็ดี คำว่า “ยุโรปคล้อยตามทรัมป์” ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะในกรณี ICC ความแตกต่างยังลึกมาก ยุโรปส่วนใหญ่ยังถือว่า ICC เป็นเสาหลักของระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์มองศาลนี้ว่าเป็นภัยต่ออธิปไตยของสหรัฐและเป็นเครื่องมือ lawfare ที่อาจใช้เล่นงานเจ้าหน้าที่อเมริกันและอิสราเอล ดังนั้น เรากำลังเห็นทั้ง การบรรจบกันด้านการประเมินภัยคุกคาม และ การแตกแยกกันด้านผู้มีอำนาจตัดสินความผิด เกิดขึ้นพร้อมกัน
ความมั่นคงมาก่อน
สหรัฐ อังกฤษ และยุโรปแข็งกร้าวขึ้นต่อเครือข่ายตัวแทน การแทรกแซงจากรัฐ การก่อวินาศกรรม การเงินผิดกฎหมาย และความรุนแรงข้ามพรมแดน
ใครมีสิทธิ์พิพากษา
สหรัฐยืนยันอธิปไตยของรัฐเหนืออำนาจ ICC ขณะที่ยุโรปจำนวนมากยังปกป้องหลักการว่าความผิดร้ายแรงบางชนิดต้องถูกตรวจสอบเหนือพรมแดนรัฐ
สี่ · การประกาศ “รื้อภัยคุกคามจาก ICC” บอกอะไรเกี่ยวกับระเบียบโลกใหม่
เมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐใช้ถ้อยคำถึงขั้นเปิด “การรณรงค์เพื่อรื้อภัยคุกคาม” ที่ ICC ก่อขึ้นต่ออธิปไตยอเมริกัน นี่มิใช่เพียงการโต้เถียงคดีใดคดีหนึ่ง แต่เป็นการปฏิเสธหลักการสำคัญของโลกหลังสงครามเย็นว่า สถาบันระหว่างประเทศสามารถค่อย ๆ ขยายอำนาจทางศีลธรรมและกฎหมายเหนือรัฐมหาอำนาจได้
ในมุมของรัฐบาลทรัมป์ ปัญหามิใช่แค่ว่า ICC ตัดสินผิด แต่คือศาลที่สหรัฐไม่เคยยอมรับเขตอำนาจกำลังพยายามใช้อำนาจต่อบุคคลของสหรัฐหรือพันธมิตรใกล้ชิด การตอบโต้จึงครอบคลุมทั้งมาตรการคว่ำบาตร การจำกัดวีซ่า การกดดันทางการทูต และความพยายามลดความร่วมมือที่ประเทศอื่นมอบให้ศาล
ในมุมผู้สนับสนุน ICC การกระทำเช่นนี้คือการใช้อำนาจมหาอำนาจบีบสถาบันตุลาการ และอาจทำลายหลักการที่ว่าอาชญากรรมสงครามหรืออาชญากรรมต่อมนุษยชาติไม่ควรได้รับการยกเว้นเพียงเพราะผู้ถูกกล่าวหาอยู่ฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่า ความขัดแย้งจึงมิได้อยู่ระหว่าง “อเมริกากับศาลแห่งหนึ่ง” เท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างโลกสองแบบ
โลกแบบอธิปไตยนิยม
รัฐที่มาจากประชาชนของตนเท่านั้นมีสิทธิ์ใช้อำนาจบังคับเหนือพลเมืองและเจ้าหน้าที่ของตน สถาบันระหว่างประเทศต้องไม่กลายเป็นรัฐบาลเหนือรัฐโดยปราศจากความยินยอม
โลกแบบกฎหมายเหนือพรมแดน
เมื่อรัฐไม่สามารถหรือไม่เต็มใจดำเนินคดีความผิดร้ายแรง มนุษยชาติจำเป็นต้องมีสถาบันที่ก้าวข้ามอธิปไตย เพื่อป้องกันมิให้อำนาจรัฐกลายเป็นเกราะกำบังความผิด
ห้า · เส้นเรื่องเดียวกันคือ “การชิงอำนาจตั้งชื่อ”
เมื่อมองลึกลงไป ข่าวทั้งหมดเชื่อมกันตรงการชิงอำนาจตั้งชื่อว่า ใครคือผู้ก่อการร้าย ใครคือภัยคุกคาม ใครคือรัฐอันธพาล ใครคือผู้กระทำผิดระหว่างประเทศ และใครมีสิทธิ์บังคับใช้คำตัดสินนั้น
อังกฤษกำลังเพิ่มอำนาจของรัฐในการตั้งชื่อองค์กรต่างชาติว่าเป็นภัยคุกคามจากรัฐ รูบิโอกำลังพยายามสร้างฉันทามติระหว่างประเทศต่อเครือข่ายความรุนแรงข้ามชาติ ส่วนการรณรงค์ต่อต้าน ICC คือความพยายามปฏิเสธสิทธิของสถาบันระหว่างประเทศในการตั้งชื่อเจ้าหน้าที่ของสหรัฐหรือพันธมิตรว่าเป็นอาชญากร
จุดนี้ทำให้เราเห็นว่า “ระเบียบโลกใหม่” มิได้หมายถึงการมีสถาบันใหม่เสมอไป แต่อาจหมายถึงการเปลี่ยนลำดับอำนาจของสถาบันเดิม จากยุคที่กฎหมายระหว่างประเทศและองค์กรพหุภาคีถูกวางไว้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปสู่ยุคที่รัฐมหาอำนาจดึงอำนาจการนิยามภัยคุกคามและความชอบธรรมกลับคืนมา
หก · City of London อยู่ตรงไหนในภาพนี้
City of London ไม่จำเป็นต้องชื่นชอบสงครามหรือการเผชิญหน้าเพื่อสนับสนุนมาตรการที่เข้มงวดขึ้นต่อ IRGC และเครือข่ายข้ามชาติ เพราะสิ่งที่ภาคการเงินต้องการมากที่สุดคือความแน่นอนของสัญญา ความปลอดภัยของการเดินเรือ ความน่าเชื่อถือของระบบชำระเงิน และความสามารถในการคำนวณความเสี่ยง
เครือข่ายรัฐตัวแทน การยึดเรือ การโจมตีเส้นทางพลังงาน การฟอกเงิน และการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทำให้ต้นทุนประกันภัย การตรวจสอบธุรกรรม และความเสี่ยงทางกฎหมายเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผลประโยชน์ของรัฐด้านความมั่นคงกับผลประโยชน์ของศูนย์กลางการเงินสามารถบรรจบกันได้ แม้ฝ่ายการเงินจะไม่ต้องการสงครามก็ตาม
แต่ City of London ก็มีเหตุผลที่จะกังวลต่อการทำลายสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ หากโลกกลายเป็นระบบที่ทุกมหาอำนาจลงโทษผู้พิพากษา ธนาคาร บริษัท หรือประเทศที่ตนไม่พอใจ ความไม่แน่นอนทางกฎหมายจะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ภาคการเงินจึงอาจสนับสนุน “รัฐที่แข็งแรง” พร้อมกับยังต้องการ “กติกาที่คาดการณ์ได้” ความตึงเครียดสองด้านนี้จะเป็นหนึ่งในสนามสำคัญของระเบียบโลกใหม่
เจ็ด · นี่คือ Maximum Pressure รุ่นใหม่หรือไม่
Maximum Pressure รุ่นแรกต่ออิหร่านเน้นคว่ำบาตร ตัดรายได้ กดดันการส่งออกน้ำมัน และบังคับให้เตหะรานยอมเจรจา แต่สิ่งที่กำลังก่อตัวในปี 2026 ดูกว้างกว่านั้น มันมิใช่เพียงการกดดันประเทศเป้าหมาย หากเป็นการจัดระเบียบพันธมิตร ระบบการเงิน กฎหมายภายใน การเข้าเมือง เทคโนโลยี และองค์กรระหว่างประเทศให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน
เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่า Maximum Alignment มากกว่า Maximum Pressure คือการบังคับให้ประเทศต่าง ๆ เลือกว่าจะอยู่ในเครือข่ายบังคับใช้ความมั่นคงของสหรัฐ หรือยอมรับต้นทุนจากการไม่ร่วมมือ แนวทางนี้เห็นได้ทั้งในมาตรการต่ออิหร่าน การประชุมเรื่องการก่อการร้ายข้ามชาติ และการกดดันประเทศที่สนับสนุน ICC
อย่างไรก็ตาม การรวมศัตรูหลายแบบ—รัฐคู่แข่ง องค์กรศาสนาหัวรุนแรง กลุ่มฝ่ายซ้ายรุนแรง และสถาบันตุลาการระหว่างประเทศ—เข้าไว้ใต้กรอบ “ภัยต่ออธิปไตยและความมั่นคง” มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างการต่อต้านความรุนแรงจริงกับการปราบฝ่ายเห็นต่างทางการเมืองเลือนราง หากไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มแข็ง รัฐอาจใช้ศัพท์ต่อต้านการก่อการร้ายเป็นอาวุธทางการเมืองได้
แปด · สิ่งที่ควรจับตาต่อไป
สิ่งแรกคือ ประเทศยุโรปจะเข้าร่วมแนวร่วมของรูบิโอมากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อหัวข้อ “การก่อการร้ายฝ่ายซ้ายข้ามชาติ” ยังเป็นประเด็นที่หลายรัฐบาลยุโรปตั้งคำถาม ทั้งในด้านหลักฐาน นิยาม และความเสี่ยงต่อการเมืองภายใน
สิ่งที่สองคือ อังกฤษจะบังคับใช้กฎหมาย State Threats ต่อ IRGC ในทางปฏิบัติอย่างไร จะมุ่งไปที่ผู้ปฏิบัติการ เงินทุน และการก่อวินาศกรรมโดยตรง หรือขยายไปถึงการแสดงความสนับสนุนทางการเมืองและการรายงานข่าว จนกระทบเสรีภาพในการแสดงออก
สิ่งที่สามคือ ยุโรปจะรักษาความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐไว้พร้อมกับปกป้อง ICC ได้หรือไม่ หากวอชิงตันบังคับให้พันธมิตรเลือกข้าง ความแตกต่างที่ดูเหมือนเป็นเรื่องกฎหมายอาจกลายเป็นรอยร้าวทางยุทธศาสตร์
และสิ่งสุดท้ายคือ แนวร่วมต่อต้านการก่อการร้ายจะถูกใช้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอต้นเสมอปลายหรือไม่ หากรัฐเรียกเฉพาะศัตรูของตนว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่ยกเว้นเครือข่ายความรุนแรงของพันธมิตร ระเบียบใหม่นี้จะมิใช่ระเบียบแห่งความมั่นคง หากเป็นเพียงการเมืองแห่งอำนาจที่สวมเสื้อกฎหมาย
บทส่งท้าย · โลกมิได้ไร้กติกา แต่ผู้มีอำนาจกำลังเขียนกติกาใหม่
อังกฤษกับ IRGC รูบิโอกับแนวร่วมต่อต้านการก่อการร้าย และสหรัฐกับ ICC สามารถขยำเป็นเส้นเรื่องเดียวกันได้—แต่ต้องขยำอย่างมีวินัย มิใช่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องเดียวจนสูญเสียข้อเท็จจริง เส้นเรื่องที่แท้คือโลกตะวันตกกำลังเคลื่อนจากยุคที่เชื่อว่าการค้า สถาบัน และกฎหมายสากลจะค่อย ๆ ทำให้โลกสงบ ไปสู่ยุคที่รัฐกลับมาเรียกร้องอำนาจในการนิยาม ป้องกัน และลงโทษภัยคุกคามด้วยตนเอง
ยุโรปอาจเดินเข้าใกล้ทรัมป์ในเรื่องการประเมินภัยจากอิหร่าน เครือข่ายตัวแทน และความรุนแรงข้ามชาติ แต่ยังมิได้ยอมรับโลกแบบเดียวกับทรัมป์ทั้งหมด เพราะกรณี ICC แสดงให้เห็นว่า ยุโรปยังต้องการรักษาอำนาจของกฎหมายเหนือรัฐ ขณะที่สหรัฐกำลังยืนยันว่า ไม่มีศาลใดควรยืนเหนืออธิปไตยอเมริกันโดยปราศจากความยินยอม
ดังนั้น สิ่งที่กำลังก่อตัวอาจมิใช่ “ตะวันตกที่กลับมาเป็นหนึ่งเดียว” หากเป็นตะวันตกที่เห็นศัตรูบางอย่างร่วมกัน แต่กำลังต่อสู้กันเองว่า ใครควรเป็นผู้ถือดาบ ใครควรเป็นผู้ถือตาชั่ง และเมื่อดาบกับตาชั่งขัดกัน สิ่งใดควรอยู่เหนือสิ่งใด
หมายเหตุเชิงวิธี: บทความนี้แยกข่าวการประชุมต่อต้านการก่อการร้ายฝ่ายซ้ายข้ามชาติออกจากคำสั่งด้านอิหร่านและเครือข่ายตัวแทน เพราะยังไม่พบถ้อยแถลงทางการที่รวมทั้งสองเป็น “แนวร่วมต่อต้านองค์การก่อการร้ายทุกชนิดทั่วโลก” โดยตรง การเชื่อมโยงในบทความเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มเชิงยุทธศาสตร์ มิใช่การอ้างว่าเป็นนโยบายชื่อเดียวกันอย่างเป็นทางการ
แหล่งข้อมูลหลัก
- U.S. Department of State — Campaign concerning the ICC and American sovereignty, 13 July 2026
- Reuters — Trump administration launches effort to isolate the ICC, 13 July 2026
- Reuters — UK action against support for the IRGC and related groups, 13 July 2026
- UK House of Commons Library — Iranian state-threat activities in the UK, 16 June 2026
- ABC News — Rubio directive concerning Iran and Iran-aligned groups, 16 March 2026
- Chatham House — The EU’s IRGC designation and the strategic shift on Iran, February 2026
