รื้อระบบนิเวศการผงาดของจีน: ทรัมป์กับการจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสงครามอำนาจครั้งสุดท้าย
รื้อระบบนิเวศการผงาดของจีน: ทรัมป์กับการจัดระเบียบภูมิรัฐศาสตร์เพื่อสงครามอำนาจครั้งสุดท้าย
Dismantling China's Strategic Ecosystem: Trump, Regional Reordering, and the Long Contest for Primacy
คันฉ่องส่องโลก | บทวิเคราะห์กึ่งวิชาการ
เมื่อมองแยกส่วน เหตุการณ์ในเวเนซุเอลา กรีนแลนด์ อิหร่าน BRICS และ NATO ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกัน แต่เมื่อวางบนแผนที่เดียวกัน ภาพที่ปรากฏคือปฏิบัติการที่มีตรรกะร่วมกันอย่างชัดเจน นั่นคือความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการรื้อโครงสร้างสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่จีนใช้สะสมอำนาจมาตลอดสี่ทศวรรษ แล้วแทนที่ด้วยระเบียบใหม่ที่ทำให้การขยายอำนาจของจีนมีต้นทุนสูงขึ้น ใช้เวลานานขึ้น เสี่ยงมากขึ้น และต้องพึ่งพาระบบที่สหรัฐยังควบคุมอยู่มากกว่าเดิม
สิ่งนี้ไม่ใช่ "การล้อมจีน" ในความหมายแบบสงครามเย็นที่สร้างกำแพงปิดทุกด้าน หากแต่ใกล้เคียงกับแนวคิดที่นักยุทธศาสตร์เรียกว่า strategic denial คือการปฏิเสธไม่ให้จีนเข้าถึงพื้นที่ ทรัพยากร เส้นทาง พันธมิตร เทคโนโลยี และที่สำคัญที่สุดคือเวลา ซึ่งจีนจำเป็นต้องใช้ในการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจที่ทัดเทียมสหรัฐ
บันไดที่จีนใช้ปีนขึ้นมา
การผงาดของจีนนับตั้งแต่ยุคเติ้ง เสี่ยวผิง ไม่ได้เริ่มจากเรือรบหรือฐานทัพ แต่เริ่มจากการแทรกตัวเป็นส่วนหนึ่งของระบบโลกที่สหรัฐสร้างขึ้นเอง จีนใช้ตลาดตะวันตกเป็นเครื่องยนต์ส่งออก ใช้เงินทุน เทคโนโลยี และการศึกษาจากตะวันตกพัฒนาอุตสาหกรรม สะสมทุนสำรองและกำลังการผลิตจนกลายเป็นโรงงานของโลก จากนั้นจึงนำความมั่งคั่งนั้นไปลงทุนในแร่ พลังงาน ท่าเรือ และทางรถไฟทั่วโลกผ่าน Belt and Road Initiative พร้อมกับสร้างสถาบันคู่ขนาน เช่น BRICS, Shanghai Cooperation Organisation และ Asian Infrastructure Investment Bank เพื่อผูกประเทศกำลังพัฒนาให้พึ่งพาตลาด เงินกู้ และสินค้าอุตสาหกรรมของตน กล่าวโดยสรุป จีนใช้ระบบโลกของอเมริกาเป็นบันได แต่เมื่อขึ้นสูงพอ ก็เริ่มสร้างระเบียงและชั้นใหม่ของตนเอง ยุทธศาสตร์ที่ปรากฏในปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงการขึ้นภาษีสินค้าจีน แต่คือการรื้อบันไดบางขั้น ตัดระเบียงบางสาย และบังคับให้ประเทศที่ยืนสองขาต้องเลือกฝากอนาคตด้านความมั่นคงไว้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ปิดหลังบ้าน: เวเนซุเอลาและคิวบา
ชั้นแรกของยุทธศาสตร์คือการยึดซีกโลกตะวันตกกลับมาเป็นเขตอิทธิพลหลักของสหรัฐ การจัดการเวเนซุเอลา การกดดันคิวบา และการโจมตีบทบาทของจีน รัสเซีย อิหร่าน และเครือข่ายข่าวกรองคิวบาในลาตินอเมริกา สอดคล้องกับการรื้อฟื้นหลักคิดแบบ Monroe Doctrine ในรูปแบบใหม่ รัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โก รูบิโอ อธิบายเวเนซุเอลาโดยตรงว่าเป็นศูนย์ปฏิบัติการในซีกโลกตะวันตกของจีน รัสเซีย อิหร่าน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และข่าวกรองคิวบา นั่นหมายความว่าวอชิงตันไม่ได้มองเวเนซุเอลาเป็นเพียงปัญหาประชาธิปไตยหรือยาเสพติด แต่เป็นแท่นปฏิบัติการของอำนาจต่างชาติในน่านน้ำใกล้บ้านตนเอง
เวเนซุเอลามีค่าต่อจีนหลายชั้น ทั้งในฐานะแหล่งน้ำมันที่ช่วยกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน ในฐานะสัญลักษณ์ว่าจีนสามารถสร้างหุ้นส่วนต่อต้านสหรัฐได้แม้ในสนามหลังบ้านของอเมริกา และในฐานะจุดต่อเครือข่ายเวเนซุเอลา–คิวบา–นิการากัว ที่เปิดช่องให้คู่แข่งของสหรัฐสร้างฐานทางการเมือง ข่าวกรอง และโลจิสติกส์ใกล้แผ่นดินใหญ่ การจัดการเวเนซุเอลาจึงเป็นการส่งสารว่าจีนจะสร้างหัวสะพานเชิงยุทธศาสตร์ในซีกโลกตะวันตกได้ยากขึ้น กระนั้นคิวบาไม่ใช่เป้าหมายที่ล้มง่ายแบบโดมิโน ระบอบมีความชอบธรรมทางประวัติศาสตร์และเครือข่ายรัฐที่ฝังลึก การบีบมากเกินไปอาจกลับผลักฮาวานาให้พึ่งพาจีนและรัสเซียยิ่งขึ้นแทนที่จะอ่อนกำลังลง
ล็อกประตูเหนือ: กรีนแลนด์
สหรัฐมีฐานสำคัญอยู่แล้วในกรีนแลนด์ คือ Pituffik Space Base ซึ่งทำหน้าที่เตือนภัยขีปนาวุธ เฝ้าระวังอวกาศ และป้องกันทวีปอเมริกา ประเด็นในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องการขยายอำนาจควบคุมและสถานะของสหรัฐในดินแดนนี้ มากกว่าการเริ่มวางฐานจากศูนย์ รัฐบาลทรัมป์ให้เหตุผลด้านความมั่นคงอาร์กติก การแข่งขันกับรัสเซียและจีน ตลอดจนความสำคัญของแร่หายาก ขณะที่เดนมาร์กเองก็เพิ่มงบเพื่อเสริมความมั่นคงในอาร์กติกและแอตแลนติกเหนือ
คุณค่าของกรีนแลนด์ต่อเกมจีนมีอย่างน้อยสี่ประการ คือระบบเตือนภัยขีปนาวุธข้ามขั้วโลกซึ่งเป็นหลังคาความมั่นคงของอเมริกาเหนือ เส้นทางเดินเรืออาร์กติกที่อาจร่นระยะเวลาระหว่างเอเชียกับยุโรปหากน้ำแข็งละลายมากขึ้น แร่หายากและแร่ยุทธศาสตร์ที่สหรัฐต้องการลดการพึ่งพาจีน และการสกัดไม่ให้จีนซึ่งประกาศตนเป็น "รัฐใกล้อาร์กติก" ฝังตัวผ่านการวิจัย การลงทุน และท่าเรือ กรีนแลนด์จึงเป็นหมากสำหรับปิดประตูด้านเหนือของจีนไปพร้อมกับเสริมระบบป้องกันของสหรัฐ อย่างไรก็ตาม น้ำเสียงข่มขู่เดนมาร์กมีความเสี่ยงสูง เพราะอาจทำลายความไว้วางใจภายใน NATO และทำให้สหรัฐดูเหมือนละเมิดหลักอธิปไตยที่ตนเองใช้กล่าวโทษจีน การควบคุมเชิงยุทธศาสตร์สามารถทำได้ด้วยสนธิสัญญาและการลงทุนร่วม โดยไม่จำเป็นต้องผนวกดินแดน
ตัดเส้นเลือดตะวันตก: อิหร่านและตะวันออกกลาง
อิหร่านมีความหมายต่อจีนมากกว่าการเป็นแหล่งน้ำมัน เพราะเป็นจุดเชื่อมระหว่างจีน เอเชียกลาง ทะเลแคสเปียน รัสเซีย อ่าวเปอร์เซีย และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน กล่าวอีกแบบหนึ่ง อิหร่านทำหน้าที่เป็นทั้งสะพานบก แหล่งพลังงาน หุ้นส่วนต่อต้านอเมริกา และแกนหนึ่งของระเบียบโลกหลายขั้ว หากอิหร่านถูกทำให้อ่อนแอลง ถูกบังคับให้ลดบทบาทกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติและเครือข่ายตัวแทน เปิดโครงการนิวเคลียร์ให้ตรวจสอบ และปรับความสัมพันธ์กับรัฐอาหรับ ผลกระทบต่อจีนจะลึกกว่าความเสียหายทางทหารของอิหร่านเอง กล่าวคือความมั่นคงทางพลังงานของจีนจะถูกบีบ เพราะจีนพึ่งพาเส้นทางทะเลที่กองทัพเรือสหรัฐยังมีอำนาจเหนือกว่า เส้นทางบกเชื่อมจีน–เอเชียกลาง–ตะวันออกกลางจะมีความไม่แน่นอนมากขึ้น และเครือข่ายต่อต้านสหรัฐที่อิหร่านหนุนหลังในอิรัก ซีเรีย เลบานอน เยเมน และกาซา จะอ่อนแรงลง ซึ่งเท่ากับปลดปล่อยให้สหรัฐโยกทรัพยากรและความสนใจไปยังภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้มากขึ้น
นี่คือหัวใจของข้อเสนอ ตะวันออกกลางที่สงบลงมีคุณค่าไม่ใช่เพียงเพราะน้ำมันไหลลื่นหรืออิสราเอลปลอดภัยขึ้น แต่เพราะสหรัฐสามารถถอนตัวจากสงครามเบี่ยงเบนความสนใจ แล้วกลับไปเผชิญหน้ากับคู่แข่งหลักคือจีน กระนั้นคำว่า "สงบ" ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง กองทุนการเงินระหว่างประเทศประเมินเมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 ว่าเศรษฐกิจตะวันออกกลางและเอเชียกลางได้รับผลกระทบหนักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดยคาดว่าเศรษฐกิจอิหร่านจะหดตัวราวร้อยละ 5.4 ในปี 2026 และความเสียหายลามไปถึงประเทศผู้ส่งออกพลังงานอื่นด้วย1 การสยบอิหร่านด้วยกำลังทหารอาจสร้างพื้นที่ยุทธศาสตร์ให้สหรัฐในระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจทำลายเศรษฐกิจพันธมิตร ดันราคาพลังงานสูงขึ้น และก่อกระแสต่อต้านอเมริกาที่จีนสามารถนำไปขยายผลว่าสหรัฐคือผู้ก่อความไม่มั่นคง
BRICS: แยกจากภายในโดยไม่จำเป็นต้องทำลาย
ในทางตัวอักษร BRICS เดิมหมายถึงบราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ตัว I จึงหมายถึงอินเดียมาแต่ต้น ส่วนอิหร่านเป็นสมาชิกที่เข้าร่วมภายหลังในกลุ่มที่ขยายตัวแล้ว ต่อให้อิหร่านอ่อนแอลง กลุ่มก็ยังคงเรียกว่า BRICS ได้เหมือนเดิมเพราะยังมีอินเดียอยู่ แต่ในระดับอำนาจจริง การตัดอิหร่านออกจากบทบาทเชิงรุกจะทำให้แกนต่อต้านตะวันตกภายใน BRICS อ่อนลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะอิหร่านเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องการใช้เวทีนี้ลดอำนาจดอลลาร์และหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรอย่างชัดเจนที่สุด
ทว่า BRICS ไม่ใช่พันธมิตรทางทหารแบบ NATO ที่มีเป้าหมายร่วมเป็นหนึ่งเดียว สมาชิกมีผลประโยชน์ขัดกันสูง จีนกับอินเดียแข่งขันและมีข้อพิพาทชายแดน อินเดียเองยังร่วมมือกับสหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลียใน Quad ขณะที่บราซิลและแอฟริกาใต้ไม่ต้องการถูกลากเข้าสู่แนวร่วมต่อต้านตะวันตกเต็มตัว หลายประเทศต้องการทั้งเงินทุนจีนและตลาดตะวันตกไปพร้อมกัน ยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดของสหรัฐจึงไม่จำเป็นต้องทำลาย BRICS แต่ควรป้องกันไม่ให้เวทีนี้เปลี่ยนจากพื้นที่ต่อรองของโลกใต้ กลายเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่จีนครอบงำ การโดดเดี่ยวอิหร่าน กดดันรัสเซีย ดึงอินเดียเข้าใกล้ รักษาความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเปิดทางเลือกด้านการลงทุนให้ประเทศกำลังพัฒนา คือวิธีแยก BRICS ออกจากภายในโดยไม่ต้องเผชิญหน้าโดยตรง
ให้ยุโรปแบกน้ำหนักตนเอง
ทรัมป์ไม่ได้ต้องการให้ NATO อ่อนแอ แต่ต้องการพันธมิตรที่สมาชิกยุโรปจ่ายมากขึ้น ซื้ออาวุธและเพิ่มกำลังผลิตของตนเอง รับผิดชอบการยับยั้งรัสเซียมากขึ้น พร้อมลดภาระทางการคลังและกำลังพลของสหรัฐ ขณะที่ยังอยู่ใต้สถาปัตยกรรมยุทธศาสตร์ที่สหรัฐมีบทบาทนำ ข้อมูลของ NATO ระบุว่าประเทศยุโรปและแคนาดาเพิ่มการใช้จ่ายด้านกลาโหมอย่างมีนัยสำคัญ และข้อตกลงล่าสุดวางเป้าหมายการลงทุนด้านความมั่นคงรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานไว้ในระดับสูงขึ้น แม้รายละเอียดการนับงบและกรอบเวลายังเป็นประเด็นถกเถียง2 สเปนมีท่าทีคัดค้านเป้าหมายระดับสูงอย่างเด่นชัดกว่าประเทศอื่น และการกล่าวว่ายุโรป "ไม่เคยยอมจ่าย" แล้วเพิ่งยอมทั้งหมดในคราวเดียวย่อมกว้างเกินไป เพราะหลายประเทศเริ่มเพิ่มงบมาตั้งแต่สงครามยูเครนแล้ว กระนั้นแรงกดดันจากทรัมป์มีส่วนเปลี่ยนการใช้จ่ายกลาโหมจากคำมั่นทางการเมืองให้กลายเป็นต้นทุนของการคงอยู่ในพันธมิตร
ผลต่อจีนจากการจัดวางนี้ชัดเจนสามชั้น หากยุโรปมีกำลังรบ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเพียงพอที่จะตรึงรัสเซียได้ด้วยตนเอง สหรัฐก็ไม่ต้องผูกทรัพยากรส่วนใหญ่ไว้เฝ้ายุโรป รัสเซียที่ต้องรักษาแนวรบยุโรปและพึ่งพาจีนทางเศรษฐกิจมากขึ้นจะกลายเป็นหุ้นส่วนรองของจีน มากกว่าพันธมิตรที่เปิดแนวรบที่สองช่วยจีนได้ และแนวคิด pivot to Asia ซึ่งถูกใช้มาตั้งแต่รัฐบาลโอบามาแต่ติดขัดเพราะสงครามตะวันออกกลางและวิกฤตยูเครน จะกลายเป็นความจริงที่ปฏิบัติได้มากขึ้น ไม่ใช่เพียงคำประกาศ
กลไกห้าประการที่ทำให้จีนหนีห่างยากขึ้น
คำถามสำคัญคือการจัดระเบียบทั้งหมดนี้ทำให้สหรัฐหยุดจีนได้จริงหรือไม่ คำตอบคือมีผล แต่ไม่ใช่ผ่านการทำให้ GDP จีนหยุดโตในทันที ผลที่แท้จริงเกิดผ่านโครงสร้างห้าประการที่ทำงานร่วมกัน ประการแรก ต้นทุนพลังงานและความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เพราะจีนพึ่งพาเส้นทางทะเลและต้องลงทุนเพิ่มในคลังสำรองน้ำมัน ท่อส่งทางบก กองทัพเรือน้ำลึก และพลังงานทางเลือก ซึ่งล้วนเป็นเงินที่ดึงออกจากการพัฒนาผลิตภาพภายใน ประการที่สอง การจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีชั้นสูง โดยเฉพาะเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง เครื่องจักรผลิตชิป และ AI compute ซึ่งหากสหรัฐรักษาพันธมิตรกับยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันได้ จีนจะยังผลิตสินค้าปริมาณมากได้ แต่การไล่ตาม frontier technology จะช้าลงและแพงขึ้น
ประการที่สาม การย้ายห่วงโซ่การผลิตออกจากจีนไปยังเม็กซิโก อินเดีย เวียดนาม และประเทศพันธมิตรอื่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศชี้ว่าการค้าโลกกำลังปรับเส้นทางผ่านกระบวนการ trade diversion และ rerouting ขณะที่การเติบโตของจีนในปี 2026 ถูกคาดว่าจะชะลอลงเหลือประมาณร้อยละ 4.6 จากราคาพลังงาน ความไม่แน่นอน และปัญหาเชิงโครงสร้าง3 แม้กระนั้นก็ต้องระบุให้ชัดว่าการย้ายห่วงโซ่ไม่ได้แปลว่าจีนสูญเสียทั้งหมด เพราะบางครั้งบริษัทจีนเพียงย้ายขั้นตอนสุดท้ายไปประเทศที่สาม แล้วส่งออกต่อไปยังสหรัฐ การลดความเสี่ยงจึงอาจเปลี่ยนเส้นทางการค้ามากกว่าตัดจีนออกจากระบบจริง ๆ ประการที่สี่ การลดจำนวนประเทศที่จีนใช้เป็นฐานยุทธศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเวเนซุเอลา อิหร่าน ท่าเรือในมหาสมุทรอินเดีย หรือแอฟริกา ล้วนเป็นชิ้นส่วนที่จีนใช้ลดข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์ของตน และประการที่ห้าซึ่งสำคัญที่สุด คือการสร้างเวลาหายใจให้อเมริกาเร่งความได้เปรียบด้านผลิตภาพผ่าน AI หุ่นยนต์ พลังงานราคาต่ำ และการผลิตชิป เพราะกำแพงภาษีเพียงลำพังอาจสร้างเงินเฟ้อและความไร้ประสิทธิภาพ แต่หากใช้ภาษีและอำนาจรัฐเพื่อซื้อเวลา แล้วนำเวลานั้นไปเพิ่มผลิตภาพจริง สหรัฐจึงจะรักษาหรือขยายระยะห่างจากจีนได้ นี่จึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ "หยุดจีน" อย่างเดียว แต่คือการทำให้จีนช้าลง อเมริกาเร็วขึ้น และจัดสนามใหม่ให้เอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายตน
ระเบียบโลกวงแหวนสามชั้น
สิ่งที่กำลังก่อรูปขึ้นไม่ใช่การแบ่งโลกเป็นสองค่ายอย่างสะอาด แต่เป็นระบบวงแหวนหลายชั้นที่มีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐ วงในประกอบด้วยพันธมิตรความมั่นคงและเทคโนโลยีอย่างแคนาดา ยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย วงกลางคือหุ้นส่วนเชิงธุรกรรมอย่างอินเดีย ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และบราซิล ซึ่งไม่ต้องการเลือกข้างถาวรแต่พร้อมร่วมมือเป็นเรื่อง ๆ และวงนอกคือคู่แข่งหรือรัฐที่ถูกกดดันอย่างจีน รัสเซีย อิหร่าน และเกาหลีเหนือ แต่เส้นแบ่งเหล่านี้ไม่คงที่ อินเดียเป็นสมาชิก BRICS และ SCO แต่ก็ร่วม Quad กับสหรัฐ ซาอุดีอาระเบียค้าขายกับจีนแต่ยังพึ่งพาสหรัฐด้านความมั่นคง ยุโรปต้องการลดความเสี่ยงจากจีนแต่ไม่ต้องการตัดขาดทางการค้าโดยสิ้นเชิง ระเบียบใหม่จึงไม่ใช่ "โลกเสรีปะทะโลกเผด็จการ" อย่างตรงไปตรงมา แต่เป็นระบบศูนย์กลางแบบอเมริกันที่ควบคุมเทคโนโลยี ความมั่นคง การเงิน และเส้นทางยุทธศาสตร์ ขณะที่ยอมให้ประเทศต่าง ๆ ค้าขายกับจีนได้ ตราบเท่าที่ไม่ช่วยให้จีนก้าวขึ้นเหนือระบบทั้งหมด
จุดอ่อนของยุทธศาสตร์
ภาพรวมนี้มีน้ำหนัก แต่ไม่ควรตีความว่าทุกหมากจะเดินไปตามแผนโดยไม่มีต้นทุน การบีบบังคับพันธมิตรมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นกรณีกรีนแลนด์ ภาษี หรือการข่มขู่ NATO อาจกระตุ้นให้ยุโรปเพิ่มงบกลาโหมก็จริง แต่ก็อาจผลักดันให้ยุโรปแสวงหา strategic autonomy จากสหรัฐไปพร้อมกัน จีนเองก็มีตลาดภายในขนาดใหญ่ ฐานอุตสาหกรรมครบวงจร และความสามารถเรียนรู้ทางเทคโนโลยีสูง การบีบอาจเร่งให้จีนพึ่งตนเองแทนที่จะยอมถอย ขณะเดียวกันการต้องคุมพร้อมกันทั้งลาตินอเมริกา อาร์กติก ยุโรป ตะวันออกกลาง และอินโด-แปซิฟิก อาจทำให้สหรัฐกระจายทรัพยากรมากเกินไปจนเหนื่อยล้าเอง หากปราศจากฐานการผลิตในประเทศรองรับ ภาษีก็อาจกลายเป็นภาระที่ผู้บริโภคอเมริกันแบกรับเอง และหากสหรัฐใช้อำนาจโดยไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ จีนก็จะใช้ถ้อยคำเรื่องอธิปไตยและโลกหลายขั้วดึงดูดประเทศกำลังพัฒนา แม้พฤติกรรมของจีนเองจะไม่ได้สอดคล้องกับหลักการเหล่านั้นเสมอไปก็ตาม
บทสรุป
สิ่งที่เกิดขึ้นในเวเนซุเอลา กรีนแลนด์ ตะวันออกกลาง BRICS และ NATO จึงไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยวที่บังเอิญเกิดพร้อมกัน หากแต่เป็นเส้นเรื่องเดียวที่มีจีนเป็นปลายทางสำคัญที่สุด ทรัมป์ไม่ได้กำลังสร้างกำแพงล้อมจีนเพียงอย่างเดียว แต่กำลังรื้อระบบนิเวศแห่งการผงาดของจีน ซึ่งประกอบด้วยพลังงานราคาถูก ตลาดเปิด เทคโนโลยีตะวันตก ประเทศบริวารในซีกโลกตะวันตก พันธมิตรต่อต้านสหรัฐในตะวันออกกลาง ยุโรปที่พึ่งพาอเมริกาเกินไป และสถาบันโลกใต้ที่จีนหวังใช้สร้างความชอบธรรมให้ระเบียบหลายขั้ว เวเนซุเอลาและคิวบาคือการปิดหลังบ้าน กรีนแลนด์คือการล็อกประตูด้านเหนือ NATO ที่แข็งแรงขึ้นคือการมอบแนวรบรัสเซียให้ยุโรปดูแล การสยบอิหร่านคือการตัดเส้นเลือดด้านตะวันตกของจีน การจัดระเบียบตะวันออกกลางคือการปลดภาระอเมริกา ส่วนการแยกสมาชิก BRICS ออกจากกันคือการป้องกันการรวมตัวต่อต้านดอลลาร์ ขณะที่ภาษี เทคโนโลยี พลังงาน และการย้ายห่วงโซ่การผลิต คือสนามรบหลักทางเศรษฐกิจที่หนุนหลังหมากทั้งหมดนี้
เป้าหมายสุดท้ายจึงไม่จำเป็นต้องทำให้จีนล่มสลาย เพียงทำให้จีนเข้าถึงทรัพยากรยากขึ้น สร้างพันธมิตรยากขึ้น พัฒนาเทคโนโลยีช้าลง ใช้จ่ายด้านความมั่นคงมากขึ้น เผชิญแรงกดดันภายในมากขึ้น และไม่มีเวลาเพียงพอจะไล่ทันสหรัฐ ก็ถือว่ายุทธศาสตร์นี้บรรลุผลแล้ว คำถามที่ยังเปิดกว้างสำหรับการวิเคราะห์ต่อไปคือ ต้นทุนที่พันธมิตรและระเบียบระหว่างประเทศต้องจ่ายเพื่อผลลัพธ์นี้ จะคุ้มค่ากับสิ่งที่สหรัฐได้รับกลับมาหรือไม่ ในโลกที่ทุกฝ่ายต่างรู้ตัวว่ากำลังอยู่ในกระดานเดียวกัน