คันฉ่องส่องโลก: จาก Greenland ถึง UNGA: Trump, Fortress West และระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน 22 September 2026

คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World

จาก Greenland ถึง UNGA: Trump, Fortress West และระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน

เมื่อ “ความมั่นคงของคุณคือความมั่นคงของเรา” พบกับหลัก America First — เรากำลังเห็นการถอยของอเมริกาออกจากโลก หรือการสร้าง “ป้อมปราการตะวันตก” รูปแบบใหม่?

22 กันยายน 2026 | คันฉ่องส่องโลก

วันที่ 22 กันยายน 2026 อาจกลายเป็นวันที่น่าสนใจวันหนึ่ง ในการศึกษาการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก มิใช่เพราะมีเหตุการณ์ใหญ่เพียงเหตุการณ์เดียว หากแต่เพราะเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นใกล้เคียงกัน และเมื่อวางประกบกันแล้ว เหตุการณ์เหล่านั้นช่วยอธิบายซึ่งกันและกัน

ในนครนิวยอร์ก ประธานาธิบดี Donald Trump ขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 81 ด้วยสุนทรพจน์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐฯ อิหร่าน กาซา เวเนซุเอลา ซีกโลกตะวันตก รัสเซีย–ยูเครน NATO สหประชาชาติ ศาลอาญาระหว่างประเทศ การย้ายถิ่น ไปจนถึงสิ่งที่เขาเสนอให้เรียกเสียใหม่ว่า “ปัญญาเหนือมนุษย์” (Superintelligence) แทนคำว่า Artificial Intelligence

ต่อมา Trump พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี Mette Frederiksen แห่งเดนมาร์ก และนายกรัฐมนตรี Jens-Frederik Nielsen แห่งกรีนแลนด์ ลงนามข้อตกลงความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐฯ ขยายบทบาทและการประจำการทางทหารในกรีนแลนด์ ขณะเดียวกันฝ่ายเดนมาร์กและกรีนแลนด์ยังยืนยันหลักอธิปไตย สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และบทบาทของ NATO ในความมั่นคงของภูมิภาคอาร์กติก

สิ่งที่สะดุดใจมิใช่เพียงฐานทัพหรือภูมิศาสตร์ หากเป็นถ้อยคำสั้น ๆ ของ Nielsen ในพิธีลงนาม:

“Your security is our security, and our security is your security.” “ความมั่นคงของท่านคือความมั่นคงของเรา และความมั่นคงของเราก็คือความมั่นคงของท่าน”

ประโยคนี้ชวนให้นึกถึงจินตภาพแบบ “All for one, one for all” — หนึ่งเพื่อทั้งหมด ทั้งหมดเพื่อหนึ่ง ซึ่งในวัฒนธรรมสมัยนิยมกลายเป็นสัญลักษณ์ของภราดรภาพ การร่วมชะตากรรม และการปกป้องกันและกัน แม้วลีที่เราคุ้นเคยนั้นจะสัมพันธ์กับ The Three Musketeers มากกว่า Knights Templar หรือ King Arthur ก็ตาม

แต่หากวางประโยคของ Nielsen ข้างสุนทรพจน์ของ Trump ในวันเดียวกัน เราจะเห็นสิ่งที่ลึกกว่าความโรแมนติกของคำปฏิญาณแห่งพันธมิตร

เราอาจกำลังเห็นเค้าโครงของ สถาปัตยกรรมความมั่นคงแบบใหม่ของโลกตะวันตก ก่อตัวขึ้นต่อหน้าต่อตา

1. อย่าอ่านสุนทรพจน์ Trump เป็นรายการข่าว — จงอ่านมันเป็น “แผนที่โลก”

หากอ่านสุนทรพจน์ต่อ UNGA แบบแยกหัวข้อ เราอาจเห็นอิหร่านเรื่องหนึ่ง เวเนซุเอลาเรื่องหนึ่ง Greenland อีกเรื่องหนึ่ง NATO อีกเรื่องหนึ่ง และ Superintelligence อีกเรื่องหนึ่ง

แต่เมื่ออ่านตั้งแต่ต้นจนจบ โครงสร้างความคิดบางอย่างปรากฏชัดขึ้น

“America is rising. Our nation is growing. Our power is expanding.” “อเมริกากำลังผงาดขึ้น ชาติของเรากำลังเติบโต และอำนาจของเรากำลังขยายตัว”

จากจุดนี้ Trump ค่อย ๆ ขยายสมการจากภายในประเทศออกสู่โลกภายนอก โดยเสนอภาพว่าสหรัฐฯ ที่กลับมาแข็งแกร่ง สามารถใช้ความมั่งคั่ง กำลังทหาร เทคโนโลยี พลังงาน การค้า ภาษี และการทูต เข้าไปจัดการปัญหาที่เขาเห็นว่าถูกปล่อยให้ค้างคามายาวนาน

America is strong → America can act

จุดนี้สำคัญ เพราะ Trump มิได้เริ่มจากคำถามว่า “ระเบียบโลกต้องการอะไรจากอเมริกา?” หากเริ่มจากสมมุติฐานว่า เมื่ออเมริกาแข็งแกร่ง อเมริกาย่อมมีความสามารถ และในบางกรณีมีหน้าที่ที่จะลงมือ เมื่อผลประโยชน์และความมั่นคงที่ตนถือว่าสำคัญถูกคุกคาม

คันฉ่อง: หลายข้อความในปาฐกถาเป็นคำกล่าวอ้าง การประเมินสถานการณ์ และการสรุปผลงานของ Trump เอง จึงไม่ควรถือว่ากลายเป็นข้อเท็จจริงเพียงเพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวไว้ คุณค่าของปาฐกถานี้สำหรับการวิเคราะห์ อยู่ที่การเปิดให้เราเห็นว่า Trump นิยามอำนาจอเมริกันและบทบาทของอำนาจนั้นอย่างไร

2. Sovereignty + Strength + Action

ตลอดสุนทรพจน์มีแนวคิดสามกลุ่มที่เดินคู่กันอย่างสม่ำเสมอ:

อธิปไตย (Sovereignty) + กำลังอำนาจ (Strength) + การลงมือ (Action)

Trump ต่อต้านแนวคิดที่เขามองว่าเป็นการสร้างอำนาจเหนือรัฐชาติ ไม่ว่าจะผ่านระบบราชการระหว่างประเทศ ภาษีระดับโลก หรือกลไกระหว่างประเทศบางประเภท

“There is no global government.” “ไม่มีรัฐบาลโลก”

ตรงนี้ช่วยอธิบายความย้อนแย้งที่ดูเผิน ๆ อาจน่าประหลาด: Trump มิได้ปฏิเสธความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งหมด

เขายังต้องการ NATO
ยังต้องการพันธมิตร
ยังต้องการข้อตกลง
ยังต้องการประเทศต่าง ๆ ร่วมกดดันคู่แข่งและภัยคุกคาม

แต่ความร่วมมือนั้น ในโลกทัศน์ที่ปรากฏจากปาฐกถา ควรตั้งอยู่บนรัฐชาติที่มีอธิปไตย และไม่ควรสร้างสถาบันเหนือรัฐขึ้นมาควบคุมรัฐชาติอย่างไร้ขอบเขต

Cooperation without supranational domination
“ร่วมมือระหว่างรัฐ โดยไม่ยอมให้อำนาจเหนือรัฐเข้ามาปกครองรัฐ”

นี่อาจเป็นเครื่องมืออธิบายนโยบายต่างประเทศของ Trump ได้ดีกว่าการใช้คำว่า “ลัทธิโดดเดี่ยว” (Isolationism) เพียงคำเดียว

3. America First ไม่จำเป็นต้องหมายถึง America Alone

หาก America First หมายความว่า สหรัฐฯ จะถอนตัวกลับบ้านและไม่ยุ่งกับโลก สุนทรพจน์ครั้งนี้กลับอธิบายได้ยาก

เพราะ Trump พูดถึงการใช้กำลังและแรงกดดันต่ออิหร่าน ปฏิบัติการในเวเนซุเอลา การรักษาเส้นทางพลังงาน การเพิ่มการผลิตอาวุธ การสนับสนุนพันธมิตร NATO การสร้างฐานทัพเพิ่มเติมใน Greenland และการแข่งขันกับจีนด้าน Superintelligence

ในกรณีเวเนซุเอลา Trump กล่าวว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ภัยคุกคามต่ออเมริกา ตั้งหลักในซีกโลกตะวันตก และหากจำเป็นก็พร้อมใช้กำลังเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ

ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่ Isolationism แบบถอนตัวออกจากโลก แต่อาจใกล้เคียงกับสิ่งที่เราเรียกเพื่อการวิเคราะห์ว่า

Selective Primacy
“อำนาจนำแบบเลือกพื้นที่และเลือกภารกิจ”

อเมริกาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบทุกปัญหาของโลก แต่เมื่อ Washington นิยามว่าปัญหาใดกระทบผลประโยชน์สำคัญ สหรัฐฯ สงวนสิทธิที่จะใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การทูต หรือการทหารอย่างจริงจัง

ดังนั้น America First ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ America Alone

4. Greenland คือชิ้นส่วนที่ทำให้ภาพต่อกัน

ในปาฐกถา Trump เรียก Greenland ว่าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ บริเวณพรมแดนด้านเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ

ถ้อยคำนี้สำคัญ

เพราะ Greenland ในแผนที่การเมือง อยู่ภายในราชอาณาจักรเดนมาร์กและมีการปกครองตนเอง แต่ในแผนที่ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มันตั้งอยู่ตรงแนวเชื่อมสำคัญระหว่าง อเมริกาเหนือ อาร์กติก แอตแลนติกเหนือ และยุโรป

Trump เชื่อมข้อตกลงเข้ากับความสามารถในการป้องกันทั้ง ทวีปอเมริกาและยุโรป รวมทั้งการป้องกันไม่ให้คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งกำลังหรือเข้าไปมีบทบาทในกิจการอ่อนไหวบางประเภท

ข้อตกลงที่ลงนามในวันที่ 22 กันยายน เปิดทางให้สหรัฐฯ ขยายบทบาททางทหาร รวมทั้งฐานหรือพื้นที่ทางทหารที่ Narsarsuaq และ Mestersvig นอกเหนือจาก Pituffik Space Base ขณะเดียวกันฝ่ายเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ยังยืนยันอธิปไตย สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และกรอบความมั่นคงร่วมกับ NATO

นี่จึงมิใช่การผนวก Greenland เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

แต่ก็ไม่ใช่สถานะเดิมเสียทีเดียว

Geography → Strategic Geography

จากเกาะอันห่างไกลทางเหนือ Greenland กำลังถูกมองอย่างชัดเจนขึ้นว่าเป็น ประตูเหนือของระบบความมั่นคง อเมริกาเหนือ–อาร์กติก–แอตแลนติก–ยุโรป

5. “Your security is our security” และตรรกะของการป้องกันร่วม

เมื่อ Nielsen กล่าวว่า

“Your security is our security, and our security is your security.”

เราจึงอาจอ่านมันได้ลึกกว่าวาทศิลป์ในพิธีลงนาม

มันสอดคล้องกับตรรกะพื้นฐานของ การป้องกันร่วมกัน (Collective Defense) แม้มิใช่ถ้อยคำทางกฎหมายแบบเดียวกับ Article 5 ของ NATO ก็ตาม

Greenland ↔ North America ↔ Arctic ↔ North Atlantic ↔ Europe ↔ NATO

หาก Greenland เป็นส่วนสำคัญของแนวป้องกันด้านเหนือของอเมริกา ความปลอดภัยของ Greenland ย่อมเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสหรัฐฯ

หาก Greenland เชื่อม Arctic กับ North Atlantic ความปลอดภัยของ Greenland ก็เกี่ยวข้องกับยุโรป

และหากสหรัฐฯ ยังคงเป็นกำลังทางทหารหลักของ NATO ความมั่นคงของสหรัฐฯ ก็ย้อนกลับมาเกี่ยวข้องกับ Greenland อีกครั้ง

นี่คือเหตุผลที่ภาพ “All for one, one for all” มีพลังในฐานะอุปมา

แต่เราต้องไม่ปล่อยให้ความงามของอุปมาปิดบังความจริงอีกครึ่งหนึ่ง:

สมาชิกของภราดรภาพทางความมั่นคงนี้ไม่ได้มีอำนาจเท่ากัน

เมื่อ Nielsen พูดว่า “your security is our security” เขาพูดภาษาของ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Mutuality)

เมื่อ Trump พูดถึงระบบเดียวกัน เขาพูดจากฐานของ อำนาจนำ (Primacy)

ตรงนี้เองคือทั้งพลังและความตึงเครียดของระบบ

6. Fortress West — “ป้อมปราการตะวันตก”

หากต้องตั้งชื่อให้สถาปัตยกรรมที่กำลังปรากฏขึ้น เราอาจทดลองใช้คำหนึ่งเป็น กรอบวิเคราะห์ มิใช่ชื่อหลักนิยมทางการของรัฐบาล Trump:

FORTRESS WEST
“ป้อมปราการตะวันตก”
วงที่ 1 — United States
ฐานเศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และกำลังทหาร
วงที่ 2 — Western Hemisphere
พื้นที่ที่ Washington ประกาศว่าจะไม่ยอมให้ภัยคุกคาม หรือคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ตั้งหลักจนกระทบความมั่นคงของสหรัฐฯ
วงที่ 3 — Greenland / Arctic / North Atlantic
ประตูเหนือที่เชื่อมการป้องกันอเมริกาเหนือกับยุโรป
วงที่ 4 — NATO / Europe
ระบบพันธมิตรที่ยังอาศัยกำลังสหรัฐฯ อย่างสำคัญ ขณะเดียวกันถูกเรียกร้องให้เพิ่มภาระด้านกลาโหมของตนเอง
วงที่ 5 — Strategic Infrastructure
เส้นทางเดินเรือ พลังงาน แร่สำคัญ ฐานทัพ ระบบอวกาศ ดาวเทียม และห่วงโซ่อุปทาน
วงที่ 6 — Technology / Superintelligence
เทคโนโลยีซึ่งอาจเพิ่มพูนอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และข่าวกรองของผู้ที่ครอบครองมัน

7. จากดินแดนสู่ปัญญา: พรมแดนใหม่ของอำนาจ

ช่วงหนึ่งของปาฐกถาที่ดูเหมือน Trump เปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหัน คือเมื่อเขาหันมาพูดถึง Artificial Intelligence และเสนอให้เรียกเสียใหม่ว่า Superintelligence

แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าการเปลี่ยนชื่อ คือประโยคที่เขาใช้สรุปการแข่งขัน:

“Whoever wins superintelligence wins.” “ใครชนะการแข่งขันด้านปัญญาเหนือมนุษย์ ผู้นั้นคือผู้ชนะ”

เมื่อวางข้อความนี้เข้ากับส่วนอื่นของปาฐกถา แผนที่อำนาจของ Trump จึงมิได้มีเพียงดินแดนและกำลังทหาร

Territory + Military + Energy + Technology + Computation + Intelligence

นี่ทำให้ Greenland กับ Superintelligence ซึ่งดูเหมือนอยู่คนละโลก สามารถถูกอ่านผ่านตรรกะยุทธศาสตร์ชุดเดียวกันได้

Greenland คือ strategic territory — พื้นที่ยุทธศาสตร์

Superintelligence คือ strategic cognition — ขีดความสามารถทางปัญญาเชิงยุทธศาสตร์

ใครควบคุมภูมิศาสตร์สำคัญ ย่อมมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนกำลังและการคมนาคม

ใครครองพลังงาน ย่อมมีอิทธิพลต่อการผลิต

ใครครองเทคโนโลยี ย่อมมีอิทธิพลต่อขีดความสามารถ

และหาก Superintelligence กลายเป็นเทคโนโลยีทั่วไป ที่เพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การทหาร ข่าวกรอง และอุตสาหกรรมพร้อมกัน ผู้ที่นำเทคโนโลยีนี้อาจสามารถเร่งการสร้างอำนาจประเภทอื่นได้อีกหลายเท่า

นี่อาจเป็นหนึ่งใน +1 สำคัญที่สุดที่ซ่อนอยู่ในปาฐกถาครั้งนี้

8. “ผู้พิทักษ์โลก” หรือผู้ค้ำประกันความมั่นคงของโลกตะวันตก?

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ:

Trump กำลังวางบทบาทตนเองและสหรัฐฯ ในฐานะ “ผู้พิทักษ์โลก” หรือไม่?

หลักฐานจากปาฐกถารองรับข้อสังเกตว่า Trump สร้างภาพสหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่มีกำลัง และมีเจตจำนงที่จะลงมือแก้ปัญหา ที่เขาเห็นว่าระบบเดิมปล่อยให้ค้างไว้

เขาปิดปาฐกถาด้วยการย้อนถึง George Washington และการต่อสู้เพื่อเอกราชของสหรัฐฯ ก่อนเสนอว่าการเชื่อในหลักการที่ยิ่งใหญ่นั้นยังไม่เพียงพอ

“We must also have the will and the courage and the strength to defend them.” “เราต้องมีทั้งเจตจำนง ความกล้าหาญ และกำลังที่จะปกป้องหลักการเหล่านั้น”

ภาพของ guardian — ผู้พิทักษ์ จึงปรากฏอยู่ในวาทกรรมอย่างเห็นได้ชัด

แต่คำว่า “ผู้พิทักษ์โลก” อาจกว้างเกินหลักฐาน

กรอบที่แม่นยำกว่าอาจเป็น

Armed Guardian of a Sovereign West
“ผู้ค้ำประกันด้วยกำลังของโลกตะวันตกที่ประกอบด้วยรัฐอธิปไตย”

เพราะตรรกะที่ปรากฏมิได้เริ่มจากการรับผิดชอบต่อทุกพื้นที่ของโลกอย่างเท่าเทียม หากเริ่มจาก

America → Allies → Western Security → Wider Stability

กล่าวอีกแบบหนึ่ง America First ไม่ได้แปลว่า World Last

แต่ก็ไม่ได้แปลว่า World First

ข้อเสนอของ Trump ดูใกล้เคียงกับความเชื่อว่า

A strong America produces a safer order around it.
“อเมริกาที่แข็งแกร่งจะสร้างระเบียบรอบตัวที่ปลอดภัยขึ้น”

นี่คือข้อเสนอทางการเมืองและยุทธศาสตร์

ส่วนข้อเสนอนี้จะเป็นจริงเพียงใด มีต้นทุนต่อใคร และสามารถสร้างเสถียรภาพได้ยั่งยืนหรือไม่ เป็นคำถามที่ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานและเวลา

9. ความย้อนแย้งใหญ่: Sovereignty ของใคร?

ตรงนี้คันฉ่องต้องหมุนกลับอีกด้านหนึ่ง

Trump ย้ำเรื่อง อธิปไตย (Sovereignty) อย่างหนัก

“There is a right to remain a sovereign nation.” “มีสิทธิที่จะดำรงตนเป็นชาติที่มีอธิปไตย”

แต่ในเวลาเดียวกัน นโยบายต่างประเทศที่เขาอธิบาย ก็แสดงความพร้อมของสหรัฐฯ ที่จะใช้กำลัง ภาษี การคว่ำบาตร การต่อรอง และเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เมื่อ Washington เห็นว่าผลประโยชน์สำคัญของตนถูกคุกคาม

ถ้าอธิปไตยเป็นหลักสำคัญ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่ออธิปไตยของรัฐเล็ก ขัดกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ที่มหาอำนาจนิยามขึ้น?

Greenland จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะข้อตกลงสุดท้ายมิได้ทำให้ Greenland กลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ แต่พยายามสร้างสูตรที่วางหลายหลักการไว้พร้อมกัน:

Danish Sovereignty
+ Greenlandic Self-Determination
+ American Strategic Access
+ NATO Collective Defense

หากสูตรนี้ดำรงอยู่ได้ มันอาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการประนีประนอม ระหว่างอธิปไตยของรัฐและประชาชนขนาดเล็ก กับความต้องการด้านความมั่นคงของมหาอำนาจ

หากวันหนึ่งผลประโยชน์เหล่านี้ไม่สอดคล้องกัน ความขัดแย้งที่วันนี้ถูกจัดวางไว้ภายในข้อตกลง ก็อาจกลับมาปรากฏอีกครั้ง

10. กรอบหกคำถามสำหรับอ่านโลกในอีกหลายปีข้างหน้า

หากบทความนี้จะมีคุณค่ามากกว่าการอธิบายข่าววันที่ 22 กันยายน 2026 เราควรสกัดเหตุการณ์ออกมาเป็น เครื่องมือคิด

เมื่อเกิดวิกฤตระหว่างประเทศครั้งต่อไป แทนที่จะเริ่มจากคำถามว่า Trump ชอบใคร เกลียดใคร หรือประเทศนั้นอยู่ฝ่ายไหน เราอาจเริ่มจากคำถามหกข้อ:

  1. Sovereignty — อธิปไตย
    ใครกำลังอ้างอธิปไตย และอธิปไตยของใครกำลังถูกจำกัด?
  2. Security — ความมั่นคง
    Washington นิยามเหตุการณ์นั้น ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ หรือพันธมิตรหรือไม่?
  3. Burden — ภาระ
    พันธมิตรรับภาระในการป้องกันตนเองมากเพียงใด และพึ่งพาอเมริกามากเพียงใด?
  4. Strategic Geography — ภูมิศาสตร์ยุทธศาสตร์
    พื้นที่นั้นควบคุมทะเล ช่องแคบ อาร์กติก พลังงาน ฐานทัพ หรือเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญหรือไม่?
  5. Strategic Technology — เทคโนโลยียุทธศาสตร์
    ใครควบคุม AI ชิป พลังงาน อวกาศ ระบบสื่อสาร ข้อมูล หรือโครงสร้างพื้นฐาน ที่สามารถเพิ่มพูนอำนาจด้านอื่น?
  6. Power to Act — ความสามารถและเจตจำนงที่จะลงมือ
    สุดท้ายแล้ว ใครมีทั้งทรัพยากร กำลัง และเจตจำนงที่จะลงมือจริง?

กรอบหกข้อนี้อาจช่วยให้เราอ่านเหตุการณ์ที่ดูแตกต่างกัน อย่าง Iran, Venezuela, Greenland, NATO, China หรือ Superintelligence ให้อยู่บนแผนที่ยุทธศาสตร์เดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องสรุปว่าทุกกรณีมีสาเหตุเดียวกัน

11. จาก “All for One” สู่คำถามที่ยากกว่า

ภาพของอัศวินที่ยืนล้อมวงแล้วประกาศว่า

“All for one, one for all.”

งดงามเพราะทุกคนดูเสมอกัน

แต่โลกจริงไม่มีความสมมาตรเช่นนั้น

สหรัฐฯ มีขีดความสามารถทางทหารระดับมหาอำนาจ ขณะที่ Greenland มีภูมิศาสตร์ซึ่งมหาอำนาจต้องการ

ยุโรปมีฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ยังอาศัยโครงสร้างความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างสำคัญ

พันธมิตรจึงมิใช่เพียงเรื่องว่า ใครช่วยใคร

แต่เป็นเรื่องว่า

แต่ละฝ่ายนำอะไรเข้าสู่โต๊ะ และใครมีอำนาจมากเพียงใดในการกำหนดกติกาบนโต๊ะนั้น?

ตรงนี้เองที่ประโยคของ Nielsen มีความหมายมากกว่าที่ปรากฏบนผิวหน้า:

“Your security is our security, and our security is your security.”

มันอาจเป็นคำปฏิญาณแห่งความร่วมมือ

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นการยอมรับความจริงพื้นฐานประการหนึ่ง ของภูมิรัฐศาสตร์ศตวรรษที่ 21:

ไม่มีประเทศใดมีความมั่นคงโดยลำพังอย่างสมบูรณ์

12. คันฉ่องบานสุดท้าย: ระเบียบโลกใหม่อาจไม่ได้มีชื่อใหม่

เราอาจกำลังรอ “ระเบียบโลกใหม่” ราวกับว่าวันหนึ่งจะมีใครประกาศชื่อมันอย่างเป็นทางการ

แต่ประวัติศาสตร์มักไม่ทำงานเช่นนั้น

ระเบียบใหม่ค่อย ๆ เกิดจาก ฐานทัพ ข้อตกลง เส้นทางพลังงาน งบประมาณกลาโหม พันธมิตร ภาษี ชิป ข้อมูล ดาวเทียม ปัญญาเหนือมนุษย์ และการตัดสินใจว่า ใครจะได้รับการปกป้องจากใคร

Greenland Deal จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่อง Greenland

และปาฐกถา UNGA ของ Trump ก็ไม่ควรถูกอ่านเป็นเพียงการกล่าวถึงผลงาน ของประธานาธิบดีอเมริกันคนหนึ่ง

เมื่อวางสองเหตุการณ์เข้าด้วยกัน เราอาจเห็นเค้าโครงของหลักคิดบางประการ:

รัฐชาติต้องมีอธิปไตย
แต่พันธมิตรต้องพึ่งพากัน
พันธมิตรต้องช่วยตนเอง
แต่อเมริกายังคงเป็นกำลังหลักของระบบความมั่นคงตะวันตก
สถาบันโลกไม่ควรอยู่เหนือรัฐชาติ
แต่รัฐต่าง ๆ ยังต้องร่วมมือกัน
อเมริกาไม่จำเป็นต้องแก้ทุกปัญหา
แต่ภัยที่เข้าสู่วงผลประโยชน์สำคัญ อาจเผชิญอำนาจของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่
ภูมิศาสตร์ยังสำคัญ
แต่เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นภูมิศาสตร์แห่งอำนาจอีกชนิดหนึ่ง
หลักการที่ไม่มีอำนาจปกป้อง อาจเหลือเพียงถ้อยคำ แต่อำนาจที่ไม่มีหลักการกำกับ ก็อาจกลายเป็นอันตรายเสียเอง

ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้ คือพื้นที่ที่โลกกำลังต่อรองกันใหม่

บางทีสิ่งที่กำลังก่อตัว จึงไม่ใช่การสิ้นสุดของโลกตะวันตก และไม่จำเป็นต้องเป็นการกลับมาของจักรวรรดิอเมริกันในรูปเดิม

มันอาจเป็นสิ่งที่เราเรียกไว้ชั่วคราวเพื่อใช้เป็นคันฉ่องว่า

FORTRESS WEST

ป้อมปราการตะวันตกที่มีสหรัฐฯ เป็นเสาหลัก
รัฐชาติเป็นหน่วยพื้นฐาน
พันธมิตรเป็นกำแพง
ภูมิศาสตร์เป็นประตู
พลังงานและเทคโนโลยีเป็นเสบียง
และกำลังอำนาจเป็นหลักประกันขั้นสุดท้าย

แต่คำถามที่เราควรเก็บไว้ในคันฉ่อง มิใช่เพียงว่า ป้อมนี้แข็งแรงเพียงใด

หากคือ

ใครอยู่ข้างใน?
ใครอยู่ข้างนอก?
ใครเป็นผู้กำหนดว่าศัตรูคือใคร?
และเมื่อผลประโยชน์ของผู้พิทักษ์ กับผู้ที่ได้รับการพิทักษ์ไม่ตรงกัน — ใครจะเป็นผู้ตัดสิน?

คำตอบของคำถามเหล่านี้ต่างหาก อาจเป็นตัวกำหนดโฉมหน้าของโลก ในอีกหลายปีข้างหน้า

เอกสารปฐมภูมิที่เกี่ยวข้อง

Donald J. Trump: ปาฐกถาต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 81 วันที่ 22 กันยายน 2026

คันฉ่องส่องโลกจัดทำคำแปลภาษาไทยฉบับเต็มแยกต่างหาก เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบถ้อยคำของประธานาธิบดี ควบคู่กับบทวิเคราะห์นี้ได้โดยตรง

อ่านปาฐกถา Donald Trump ต่อ UNGA 2026 — คำแปลภาษาไทยฉบับเต็ม →

หมายเหตุด้านวิธีวิทยา: บทความนี้ใช้ปาฐกถาของประธานาธิบดี Donald Trump เป็นเอกสารปฐมภูมิสำหรับวิเคราะห์โลกทัศน์ วาทกรรม และกรอบยุทธศาสตร์ของผู้พูด การอ้างข้อความจากปาฐกถาจึงมิได้หมายความว่า ผู้เขียนรับรองข้อกล่าวอ้างเชิงข้อเท็จจริงทุกประการในปาฐกถา ส่วนคำว่า “Fortress West” เป็นกรอบวิเคราะห์ที่ผู้เขียนใช้เพื่อช่วยเชื่อมโยงปรากฏการณ์ต่าง ๆ มิใช่ชื่อหลักนิยมอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ

แหล่งข้อมูลประกอบการตรวจสอบ

• United Nations — General Debate, 81st Session, 22 September 2026: บันทึกและวิดีโอการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

• Transcript of the Address by President Donald J. Trump, 22 September 2026: ใช้เป็นเอกสารปฐมภูมิในการวิเคราะห์และจัดทำคำแปล

• Reuters, 22 September 2026: รายงานการลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ และรายละเอียดเกี่ยวกับการขยายบทบาททางทหารของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์

• Reuters, 21–22 September 2026: รายงานเกี่ยวกับ Narsarsuaq, Mestersvig, Pituffik Space Base, บทบาทของ NATO และจุดยืนของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ เกี่ยวกับอธิปไตยและความมั่นคงอาร์กติก

คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World
อ่านโลกผ่านหลักฐาน บริบท โครงสร้าง และคำถามที่ยังเปิดอยู่

คันฉ่องส่องโลก | เอกสารปฐมภูมิ คำแปลภาษาไทยปาฐกถา Donald J. Trump ต่อ UNGA ครั้งที่ 81 22 กันยายน 2026

คันฉ่องส่องโลก | เอกสารปฐมภูมิ

ปาฐกถาประธานาธิบดี Donald J. Trump ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 81

คำแปลภาษาไทยฉบับเต็มจาก transcript

22 กันยายน 2026 | United Nations General Assembly — 81st Session
หมายเหตุบรรณาธิการ

ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ใช้ในการแปลเป็น transcript ที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ (auto-generated transcript) และมีคำเตือนว่าอาจมีข้อผิดพลาด

คำแปลนี้จึงมุ่งถ่ายทอดเนื้อหา ลำดับ น้ำเสียง และวาทศิลป์ของผู้พูดให้ใกล้เคียงต้นฉบับ โดยปรับโครงสร้างภาษาเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ผู้อ่านภาษาไทยอ่านได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ตัวเลข ข้อกล่าวหา การประเมินสถานการณ์ หรือการอธิบายเหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารที่ปรากฏในเอกสารนี้ เป็นข้อความของประธานาธิบดี Donald J. Trump ตาม transcript ต้นฉบับ การแปลและเผยแพร่ข้อความเหล่านี้ มิได้หมายถึงการรับรองว่าข้อกล่าวอ้างทุกประการ ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นข้อเท็จจริงแล้ว

ประธานที่ประชุม:

ที่ประชุมจะได้รับฟังคำปราศรัยจาก ฯพณฯ Donald Trump ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ขอให้เจ้าหน้าที่พิธีการเชิญ ฯพณฯ เข้าสู่ที่ประชุม

ขอเรียนเชิญท่านกล่าวต่อที่ประชุม

ประธานาธิบดี Donald J. Trump:

ขอบคุณมากครับท่านประธาน

ท่านเลขาธิการสหประชาชาติ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา บรรดาผู้แทนผู้ทรงเกียรติ เอกอัครราชทูต และเพื่อนผู้นำทั้งหลาย

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผม ที่ได้ต้อนรับชาวโลกสู่อเมริกา ในขณะที่เรากำลังเฉลิมฉลอง 250 ปีแห่งเสรีภาพและเอกราชอันรุ่งโรจน์

สองศตวรรษครึ่งหลังจากอุดมการณ์แห่งเสรีภาพ ได้พบแหล่งพำนักบนทวีปแห่งนี้ ผมสามารถรายงานต่อท่านด้วยความภาคภูมิใจว่า อเมริกากลับมาแล้ว และประเทศของเราในวันนี้แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา

เศรษฐกิจของเราเป็นที่อิจฉาของโลก

กองทัพของเราทรงอำนาจที่สุดในโลก

เทคโนโลยีของเราไม่เป็นรองใคร และเราเป็นผู้นำในแทบทุกด้าน

พลังงานของเรากำลังขับเคลื่อนโลก

อเมริกากำลังผงาดขึ้น
ชาติของเรากำลังเติบโต
อำนาจของเรากำลังขยายตัว

ประเทศของเรากำลังไปได้ดีกว่าที่เคยเป็นมา และอนาคตของเราสดใสอย่างยิ่ง

นับตั้งแต่ผมเข้ารับตำแหน่ง เราสร้างงานภาคเอกชนใหม่มากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง และในวันนี้มีชาวอเมริกันทำงาน มากกว่าที่เคยมีมาอย่างมาก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการประกาศว่าอัตราความยากจน ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

เฉพาะปีที่ผ่านมา เราช่วยชาวอเมริกัน 1.5 ล้านคน ให้หลุดพ้นจากความยากจน

อัตราความยากจนของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน และฮิสแปนิกอยู่ในระดับต่ำที่สุดตลอดกาล

รายได้ครัวเรือนที่แท้จริงของชาวอเมริกัน เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เฉลี่ย 87,000 ดอลลาร์ สูงกว่าสถิติเดิมที่ผมสร้างไว้ในวาระแรกของผม

ตั้งแต่วันแรก รัฐบาลของผมทำงานเพื่อกำจัดกฎระเบียบ และอุปสรรคทุกอย่างที่ไม่จำเป็น ต่อการประกอบธุรกิจในอเมริกา

เราผ่านมาตรการลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์อเมริกา และผลที่ตามมาก็คือ ขณะนี้มีเงินลงทุนเข้าสู่สหรัฐอเมริกา มากกว่าที่เคยลงทุนในประเทศใด ณ ที่ใดในโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล และนั่นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

เราได้รับคำมั่นการลงทุนใหม่จากทั่วโลก มูลค่า 21 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับน้อยกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ ตลอดสี่ปีของรัฐบาลชุดก่อน

สองปีก่อน ประเทศของเราตายไปแล้ว แต่ตอนนี้เรากลายเป็นประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในโลก

ก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่ง เรามีพรมแดนที่เลวร้ายและอันตรายที่สุดในโลก

แต่ตอนนี้เรามีพรมแดนที่มั่นคงปลอดภัยที่สุด ในประวัติศาสตร์อเมริกา

ไม่มีใครเข้ามาได้ เว้นแต่เราเชิญ เว้นแต่พวกเขาจะได้รับอนุญาต

ในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีคนต่างด้าวผิดกฎหมายแม้แต่คนเดียว ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในสหรัฐอเมริกา

ศูนย์คน

ผลก็คือ เมื่อปีที่แล้ว เรามีการลดลงของอาชญากรรมรุนแรง ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

อัตราการฆาตกรรมลดลง สู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 125 ปี

ผมส่งทีมปราบอาชญากรรมของเรา เข้าไปใน Memphis รัฐ Tennessee และ New Orleans รัฐ Louisiana และอาชญากรรมในแต่ละแห่งลดลงมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และจะลดลงไปอีก

ที่สำคัญกว่านั้น เมื่อผมมาถึง Washington, D.C. เมื่อวันที่ 20 มกราคมปีที่แล้ว เมืองเต็มไปด้วยอาชญากรรม

ตอนนี้อาชญากรรมลดลง 87 เปอร์เซ็นต์ และเรากำลังมุ่งไปสู่ 100 เปอร์เซ็นต์

การท่องเที่ยวกำลังเฟื่องฟู ร้านอาหารคึกคัก และประชาชนภาคภูมิใจในเมืองหลวงของเรา อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เราลงทุนในกองทัพสหรัฐฯ มากกว่าที่เคยลงทุนมา และในวาระนี้จะเป็นเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

เราได้รับมรดกเป็น “ยุคมืดของอเมริกา” จากรัฐบาลชุดก่อน
และเราเปลี่ยนมันให้กลายเป็น “ยุคทองของอเมริกา”

โลกทั้งใบกำลังได้รับการยกระดับ จากความมั่งคั่ง ความแข็งแกร่ง จิตวิญญาณ และแรงขับเคลื่อนของสหรัฐอเมริกา ที่กลับมามีพลังและทรงอำนาจอีกครั้ง

และเช่นเดียวกับที่เราเร่งแก้ปัญหา ที่ได้รับเป็นมรดกภายในประเทศ เราก็ลงมืออย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว เพื่อปรับเปลี่ยนเวทีโลก และแก้ปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนแก่เรามานานเกินไป

ในเวลาสั้น ๆ ที่เรามี เพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมั่งคั่งขึ้นสำหรับลูกหลานของเรา และประชาชนบนโลก เราต้องใช้โอกาสนั้น

ในฐานะประธานาธิบดีของชาติ ที่พิเศษที่สุดในประวัติศาสตร์ ผมไม่มีความสนใจที่จะปล่อยให้ภัยอันตราย เติบโตต่อไปอีกวัน

ผมไม่เชื่อในการปล่อยให้ปัญหาหมักหมม เพราะมันมีแต่จะยิ่งแก้ยากขึ้น

ในขณะที่คนอื่นพูด ผมลงมือ
ในขณะที่คนอื่นพูดถึงสันติภาพ ผมสร้างสันติภาพ
ในขณะที่คนอื่นเพิกเฉยต่อภัยคุกคาม ผมเผชิญหน้ากับมัน
ในขณะที่คนอื่นพูดถึงความกล้าหาญ อเมริกาแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ

ในขณะที่คนอื่นให้คำมั่นเรื่องความแข็งแกร่ง ผมใช้ความแข็งแกร่งนั้น เพื่อทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก

ด้วยการทำงานร่วมกับหลายประเทศ ในห้องประชุมแห่งนี้ เรากำลังแก้ความท้าทายที่แก้ไม่ตกมาหลายทศวรรษ และกำลังสะสางภารกิจที่ค้างคามาหลายปี

และเรากำลังทำมันได้ดี

อิหร่าน

ไม่มีตัวอย่างใดแสดงให้เห็นภัย ที่ถูกปล่อยให้เติบโตจนเป็นอันตรายต่อโลก ได้ดีไปกว่าสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่ง

เป็นเวลา 51 ปี ระบอบอิหร่านที่คลั่งไคล้ ปกครองด้วยการนองเลือดและการสังหารหมู่ แพร่กระจายความตาย การเข่นฆ่า และความโกลาหลไปทั่วตะวันออกกลางและไกลออกไป

พวกเขาเคยเป็นอันธพาลแห่งตะวันออกกลาง

แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว

ผมจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ผมเปิดการเจรจากับอิหร่านทันที และเสนอความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ แลกกับการยุติโครงการนิวเคลียร์ และการสนับสนุนการก่อการร้าย

แต่พวกเขาปฏิเสธ

พวกเขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

นั่นเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

จากนั้น ในปฏิบัติการ Midnight Hammer กองทัพสหรัฐฯ ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา จนฝังอยู่ใต้ภูเขาแห่งซากปรักหักพัง

และอีกครั้ง ผมเรียกร้องให้อิหร่านทำข้อตกลง

และอีกครั้ง พวกเขาปฏิเสธ

ระบอบดังกล่าวยังคงสะสมขีปนาวุธและโดรนจำนวนมหาศาล ซึ่งคุกคามความปลอดภัยของทหารอเมริกันทุกคนในภูมิภาค รวมถึงทุกคนในภูมิภาคนั้น

พวกเขายังสร้างขีปนาวุธ ที่สามารถโจมตียุโรปได้ และภูมิใจอย่างมากกับมัน

ผมหวังว่าชาวยุโรปจะตระหนักว่า เป้าหมายของอิหร่านคือการเร่งไปสู่อาวุธนิวเคลียร์ โดยมีเกราะป้องกันจากขีปนาวุธแบบดั้งเดิมเหล่านี้

หากพวกเขาทำสำเร็จ ระบอบชั่วร้ายนั้นก็จะสามารถแพร่ความหวาดกลัว และความตายได้ตลอดไป โดยรู้ว่าความพยายามใด ๆ ที่จะหยุดพวกเขา จะต้องเผชิญคลังอาวุธนิวเคลียร์สำหรับการทำลายล้าง

ในอเมริกา เราเพิ่งรำลึกครบรอบ 25 ปี ของการโจมตีก่อการร้ายที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ คือเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งคร่าชีวิตประชาชน 3,000 คน ห่างจากที่นี่เพียงไม่กี่ไมล์

อีกสองสัปดาห์ เราจะครบรอบสามปีของการโจมตีวันที่ 7 ตุลาคมในอิสราเอล ซึ่งผู้ก่อการร้ายที่ได้รับเงินสนับสนุนจากอิหร่าน ทรมาน ทำร้ายร่างกาย และสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ 1,200 คน รวมทั้งชาวอเมริกันหลายสิบคนและเด็กทารกจำนวนมาก

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเฉลิมฉลองการสังหารหมู่นั้น และเรียกมันว่าเป็นการรับใช้มนุษยชาติ

ระบอบเดียวกันนี้สังหารประชาชนของตน มากกว่า 72,000 คนในปีนี้

เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ถูกสังหาร 10,000 คนจากการประท้วง

ลองจินตนาการดูว่า หากระบอบเช่นนี้สามารถดำเนินการก่อการร้ายขนาดใหญ่ โดยมีโล่นิวเคลียร์คุ้มกันจะเกิดอะไรขึ้น

นี่คือความจริงที่เราต้องเผชิญ และเป็นความจริงที่คนจำนวนมากเกินไปเลือกจะเพิกเฉย

หลังจากให้อิหร่านทุกโอกาสที่จะทำข้อตกลง ผมลงมือเพื่อให้แน่ใจว่า ทั้งสหรัฐอเมริกาและชาติอื่น ๆ จะไม่ต้องเผชิญฝันร้ายเช่นนั้น

ผลจากปฏิบัติการ Epic Fury เรือทั้ง 159 ลำของกองทัพเรืออิหร่าน ขณะนี้นอนอยู่ก้นทะเล

กองทัพอากาศของพวกเขาหายไป

เรดาร์หายไป

ระบบต่อต้านอากาศยานหายไป

ความสามารถในการผลิตขีปนาวุธและโดรน เกือบหมดไป

เศรษฐกิจของพวกเขาก็หมดสภาพ

สิ่งเดียวที่ยังไม่หายไปคือเงินเฟ้อ ซึ่งกำลังทำลายประเทศ และขณะนี้สูงกว่า 300 เปอร์เซ็นต์

แม้หลังจากเราตกลงหยุดยิง เพื่อเปิดการหารือเรื่องนิวเคลียร์ อิหร่านก็ละเมิดข้อตกลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการก่อการร้ายอย่างโจ่งแจ้ง ต่อเรือพลเรือนของประเทศอื่น

ผมขอขอบคุณคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ลงมติอย่างท่วมท้นรับรองมติประณาม การโจมตีก่อการร้ายอันน่ารังเกียจของอิหร่าน ต่อเรือพาณิชย์

ขอบคุณมากครับ

มติดังกล่าวได้รับประเทศสมาชิก UN ร่วมเป็นผู้สนับสนุนมากกว่ามติใด ๆ ของคณะมนตรีความมั่นคงในประวัติศาสตร์

ตอนนี้เราต้องมีเอกภาพในระดับเดียวกัน เพื่อรักษาแรงกดดันต่อไป

กองทัพเรือสหรัฐฯ เพิ่งคุ้มกันน้ำมันมากกว่าหนึ่งพันล้านบาร์เรล ออกจากช่องแคบ Hormuz และขณะนี้มีน้ำมันไหลผ่านมากกว่า ช่วงเวลาใดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น

แต่ผมมีการตัดสินใจครั้งใหญ่อยู่ตรงหน้า

เราจะทำข้อตกลงกับอิหร่าน ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างประเทศขึ้นใหม่ และสร้างประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมาหรือไม่?

บางทีอาจกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ในโลก

หรือผมจะทำลายสาธารณรัฐอิสลามให้สิ้นซาก และทำอย่างรวดเร็ว ไม่ให้พวกเขามีโอกาสฆ่าและทำลายผู้คน และประเทศต่าง ๆ อีก?

ผมจะขับพวกเขาลงนรก โดยไม่มีโอกาสรอดชีวิต ไม่มีความหวังต่อความยิ่งใหญ่ในอนาคต หรือสำหรับคนรุ่นต่อไปหรือไม่?

แต่ผมเชื่อว่าเราจะได้ข้อตกลงหลังการเลือกตั้ง เพราะไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะไม่ทำ

พวกเขากำลังรอดูว่าผมจะเป็นอย่างไร ในการเลือกตั้งกลางเทอม

สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจคือ ผมไม่ได้ลงเลือกตั้ง

ผมทำมาแล้ว และชนะอย่างถล่มทลาย

ผมจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสองปีครึ่ง

พรรค Republican ต่างหากที่กำลังลงเลือกตั้ง และผมจะช่วยพวกเขา

แต่สำหรับอิหร่าน การเลือกตั้งไม่ได้เข้ามาอยู่ในความคิดของผมเลย

สิ่งเดียวที่อยู่ในความคิดผมคือ
อิหร่านจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์

พวกขี้ขลาดและพวกทรยศ อยากจะบอกว่าสหรัฐฯ กำลังขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์

แต่นั่นไม่จริง

เรามีอาวุธมากกว่าที่เราจะคิดใช้ได้เสียอีก และกำลังผลิตในระดับที่ไม่เคยทำมาก่อน

เรากำลังเติมคลังของเรา เร็วกว่าที่เคยทำได้

และในอนาคตอันใกล้ โรงงานผลิตอาวุธขนาดมหึมาจะเปิดขึ้น

ขณะนี้มี 18 แห่งกำลังก่อสร้าง โดยบริษัทด้านกลาโหมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

การก่อสร้างอย่างรวดเร็วนี้ จะนำไปสู่การผลิตและส่งมอบ ขีปนาวุธและกระสุนทุกประเภทอย่างรวดเร็ว และเราจะสามารถจัดหาให้พันธมิตรของเรา ได้เร็วกว่าปัจจุบันมาก

ผมเรียกร้องให้ทุกประเทศเข้าร่วมกับเรา ในการบังคับใช้ การโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ จนกว่าพวกเขาจะยุติการโจมตีเรือพาณิชย์ ละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และยุติการสนับสนุนการก่อการร้าย

หากเรายืนหยัดเป็นหนึ่งเดียว ในไม่ช้าเราจะได้เห็นโลกที่เป็นอิสระ จากภัยคุกคามจากการก่อการร้ายของอิหร่าน ที่ดำเนินมานาน 51 ปี

และราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว

ด้วยความกล้าหาญและความมุ่งมั่น
ทุกสิ่งเป็นไปได้
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

กาซาและการยุติสงคราม

หนึ่งปีก่อน ตอนที่ผมกล่าวต่อบรรดาผู้นำในห้องประชุมแห่งนี้ สงครามใน Gaza ยังคงดำเนินไปอย่างโหดร้าย

ตัวประกันยังอยู่ลึกลงไปในอุโมงค์ของ Hamas และมองไม่เห็นจุดจบ

แต่ที่นี่ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่ เราเริ่มก้าวแรก

และมันเปลี่ยนทุกอย่าง

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เรายุติสงครามใน Gaza ช่วยชีวิตผู้คนนับพันนับหมื่น

เรายังนำตัวประกันที่เหลือทั้งหมดกลับบ้าน ทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตและผู้เสียชีวิต

ทุกคน

ผมขอขอบคุณคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สำหรับการรับรองแผนสันติภาพ Gaza 20 ข้อของเรา อย่างเป็นเอกฉันท์ และรับรอง Board of Peace อย่างเป็นทางการ

เกือบ 30 ประเทศเข้าร่วมคณะกรรมการ ซึ่งผมได้รับเกียรติให้เป็นประธาน

เราขอบคุณประเทศสมาชิกจำนวนมาก ที่บริจาคเงินหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟู

ผมยังขอขอบคุณประเทศที่ให้คำมั่นจัดกำลังพล ตำรวจ และการฝึกอบรม เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของ Gaza รวมทั้ง Indonesia, Morocco, Albania, Kosovo, Kazakhstan, Egypt, Jordan และประเทศอื่น ๆ

“ผมยุติสงครามแปดครั้ง”

นับตั้งแต่ผมเข้ารับตำแหน่ง เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้ยุติสงครามแปดครั้ง และในกระบวนการนั้น ก็ได้กลายเป็นมิตรกับผู้นำของหลายประเทศ

สงครามจำนวนหนึ่งดำเนินมาหลายปี บางแห่งหลายทศวรรษ

เหตุผลที่ผมสามารถสร้างข้อตกลงเหล่านี้ได้ คือการใช้ความสัมพันธ์ของผม

ความสัมพันธ์ที่พิเศษมาก

รวมถึงการค้า การใช้ภาษี การขู่ใช้ภาษี และเครื่องมืออื่น ๆ ตามแต่ละประเทศ

ในจำนวนนี้มี Cambodia และ Thailand, Kosovo และ Serbia, Democratic Republic of the Congo และ Rwanda, Pakistan และ India, Armenia และ Azerbaijan

และแน่นอน สงครามใน Gaza

แทบทุกประเทศเหล่านี้ เขียนจดหมายมาขอบคุณผม

นายกรัฐมนตรี Pakistan กล่าวว่า Donald Trump มีส่วนช่วยชีวิตคน 30 ล้านคน และอาจมากกว่านั้น

ประธานาธิบดี Azerbaijan กล่าวว่า President Trump ทำสิ่งมหัศจรรย์ภายในหกเดือน

นายกรัฐมนตรี Armenia กล่าวว่า ความก้าวหน้าครั้งนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปราศจากการมีส่วนร่วมโดยตรงของ President Trump และความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยวต่อสันติภาพ

ประธานาธิบดี Cambodia กล่าวถึงบทบาทของ President Trump ในการช่วยเป็นนายหน้าให้เกิดการหยุดยิง และสันติภาพโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

ประธานาธิบดี Rwanda กล่าวว่า เมื่อ President Trump เห็นโอกาส ที่จะมีส่วนช่วยสร้างสันติภาพ เขาลงมือทันที

ความขัดแย้งนั้นดำเนินมา 32 ปี

มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน

เราแก้มันได้

รัสเซีย–ยูเครน

เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิด กับผู้นำของ Russia และ Ukraine และเราจะจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จ

มันจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ผู้คนคิด

คนหนุ่มสาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร กำลังเสียชีวิตเดือนละ 25,000 คน

ผมมองภาพจากสนามรบเหล่านั้น และผมไม่อยากเห็นมันอีกแล้ว

มันเลวร้ายมาก ที่ต้องเห็นคน 25,000 คนต่อเดือน

จากทั้งสองฝ่าย

และสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ก็จะจัดการเรื่องของเราให้สำเร็จเช่นกัน

เราจะทำให้สำเร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

มันจะต้องจบ

และจะจบอย่างรวดเร็ว

เวเนซุเอลาและการกลับมาของอำนาจอเมริกัน

มีหลายสิ่งเกิดขึ้น นับตั้งแต่เรามารวมตัวกันที่นี่เมื่อหนึ่งปีก่อน

ตามคำสั่งของผม กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ เจาะลึกเข้าสู่ Caracas เมืองหลวงของ Venezuela

เราเข้าถึงฐานทัพที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา ซึ่งควรจะต้านทานการโจมตีได้อย่างสมบูรณ์แบบ และจับกุม Nicolas Maduro ซึ่งเป็นเผด็จการนอกกฎหมายและเป็นอาชญากรตัวจริง

นับจากวันนั้น นักโทษการเมืองชาว Venezuela หลายร้อยคน ได้รับอิสรภาพ

เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำ Venezuela เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าอย่างมาก สำหรับประชาชนชาว Venezuela

เมื่อเดือนที่แล้ว เราลงนามข้อตกลงน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ครอบคลุมน้ำมัน 65,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะสร้างประโยชน์มหาศาลแก่ทั้ง Venezuela และสหรัฐอเมริกา และช่วยลดต้นทุนพลังงานทั่วโลก

บริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเข้าไป

เมื่อนำน้ำมันของสหรัฐฯ และ Venezuela รวมกัน เรามีน้ำมันมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของโลก

ดังนั้นนี่อาจเป็นข้อตกลง ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

มันเป็นสงคราม แต่บางทีมันอาจเป็นข้อตกลงครั้งใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยทำกันมา

“To the victor belong the spoils.” “ทรัพย์สินจากชัยชนะย่อมตกเป็นของผู้ชนะ”

พวกท่านคงได้ยินกันแล้วว่า การดำเนินการของเราใน Venezuela เป็นข้อพิสูจน์ว่า

สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมให้ภัยคุกคามต่ออเมริกา สามารถตั้งหลักได้ ณ ที่ใดก็ตาม ในซีกโลกตะวันตกอีกต่อไป

และหากจำเป็น

เราจะใช้กำลังทหารอันไม่มีผู้ใดเทียบได้ของเรา เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ ของสหรัฐอเมริกา

ตลอดหลายทศวรรษ รัฐบาลชุดก่อน ๆ ปล่อยให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้ ถูกครอบงำโดยแก๊งอันโหดร้าย และกลุ่มค้ายาที่กระหายเลือด ถูกทำให้ไร้เสถียรภาพจากการอพยพที่ควบคุมไม่ได้ และถูกแทรกซึมโดยคู่แข่งจากต่างประเทศที่เป็นศัตรู

แต่ไม่อีกต่อไป

เรากำลังสถาปนาอำนาจอเมริกันขึ้นใหม่ รวมถึงอำนาจทางทหารของอเมริกา เมื่อจำเป็น ทั้งในภูมิภาคของเราและทั่วโลก เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับพวกเราทุกคน

มันกำลังเกิดขึ้น

และกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

กลุ่มค้ายา Mexico และ Cuba

เมื่อผมเข้ารับตำแหน่ง ผมกำหนดให้กลุ่มค้ายา เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ และปล่อยให้กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการกำจัดพวกเขา

กลุ่มค้ายาคือ ISIS แห่งซีกโลกตะวันตก

พวกเขาเป็นศัตรูที่กำลังทำสงครามกับอารยธรรม โดยใช้การฆาตกรรม การข่มขืน การทรมาน และการกรรโชกเป็นเครื่องมือแห่งความหวาดกลัว

พวกเขาควรถูกสังหาร ขับไล่ หรือควบคุมตัวในฐานะนักรบฝ่ายศัตรู โดยไม่มีโอกาสได้รับการปล่อยตัว

และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำ

สหรัฐฯ ดำเนินการโจมตี เรือของกลุ่มค้ายาหลายสิบครั้ง

เมื่อสามเดือนก่อน เรายุติบทบาทผู้นำของแก๊ง Tren de Aragua ของ Venezuela

Mexico เป็นศูนย์กลางของความรุนแรงจากกลุ่มค้ายา

เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ที่สหรัฐฯ จะมีพรมแดนร่วมยาว 2,000 ไมล์ กับดินแดนที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มค้ายา

ดังนั้น Mexico ต้องกลับเข้าควบคุมดินแดนของตน จากศัตรูของมนุษยชาติ

รัฐบาลของผมยังต้องการ การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานใน Cuba ซึ่งระบอบคอมมิวนิสต์กำลังเผชิญแรงกดดัน ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

มันเป็นรัฐที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

และมันจะล่มสลาย

Marco Rubio กำลังดำเนินการเจรจา

เราจะไม่ยอมให้มีพื้นที่ปลอดภัย สำหรับคู่แข่งต่างชาติ ที่จะใช้คุกคามอเมริกา อยู่ตรงหน้าประตูบ้านของเรา

คอมมิวนิสต์จะไม่มีวันเข้ามาสู่อเมริกา
แต่เสรีภาพจะไปถึง Cuba
และความปลอดภัยและความมั่นคงจะไปถึง Mexico

Greenland: พรมแดนเหนือของอเมริกาเหนือ

ดังที่ผมประกาศไปเมื่อไม่กี่วันก่อน สหรัฐอเมริกายังได้บรรลุข้อตกลง ที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับ พรมแดนด้านเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ

นั่นคือดินแดนขนาดใหญ่ และมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง ที่เรียกว่า Greenland

ข้อตกลงนี้ทำกับราชอาณาจักร Denmark ซึ่งเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมและงดงาม และกับประชาชน Greenland เอง

ข้อตกลงนี้ทำให้สหรัฐอเมริกามี การควบคุมด้านความมั่นคง และความต้องการอื่น ๆ อย่างถาวร

บนดินแดนนั้น เราจะมีความสามารถอย่างเต็มที่ ในการดำเนินการสิ่งที่จำเป็น เพื่อปกป้องทวีปอเมริกา รวมถึง Europe และพื้นที่อื่น ๆ

คู่แข่งของสหรัฐฯ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งกำลังทางทหารใน Greenland อีกต่อไป หรือทำการลงทุนในกิจการอ่อนไหวที่นั่น โดยปราศจากความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างชัดแจ้งจากเรา

เราจะเริ่มกระบวนการพัฒนาการประจำการทางทหารขนาดใหญ่ ในพื้นที่ที่เหมาะสมโดยทันที

เราจะสร้างฐานทัพขนาดใหญ่มากสองแห่ง

ข้อตกลงนี้จะลงนามในวันนี้ และผมตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกับ ประชาชนผู้ยอดเยี่ยมของ Denmark และ Greenland

มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก และเราได้สร้างสายสัมพันธ์ร่วมกันอย่างแท้จริง จากการทำเรื่องนี้

ด้วยการขยายบทบาทของอเมริกา ใน Arctic และ North Atlantic ข้อตกลงนี้จึงปกป้อง Europe นอกเหนือจาก America และให้การคุ้มครองแก่พวกเขาอย่างมาก

มันยังช่วยเสริม NATO อย่างมาก

Mark Rutte — ผมรู้ว่าคุณอยู่ในห้องนี้ — คุณเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ

NATO กำลังแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคย

พวกเขากำลังทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะทำได้ รวมถึงการเพิ่มตัวเลขจาก 2 เปอร์เซ็นต์เป็น 5 เปอร์เซ็นต์

นั่นจะทำให้พวกเขา ได้รับการปกป้องมากขึ้นอย่างมาก

UN และระเบียบโลก

ภายใต้การนำของเอกอัครราชทูต Michael Waltz ที่องค์การสหประชาชาติ เรายังทำงานร่วมกับหลายประเทศในห้องนี้ เพื่อดำเนินการปฏิรูป UN ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เราลดงบประมาณ UN เป็นครั้งแรก ลดลง 15 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 และยกเลิกตำแหน่งงานในระบบราชการ UN มากกว่า 4,000 ตำแหน่ง

องค์การสหประชาชาติมีศักยภาพอย่างมหาศาล

ผมพูดเรื่องนี้มาหลายปี

แต่ UN ต้องหยุดผลักดันวาระซ้ายจัด ของข้าราชการโลกนิยม ที่ไม่มีใครเลือกตั้งเข้ามา

ปีที่แล้ว รัฐบาลของผมต้องเข้าแทรกแซง เพื่อหยุดหน่วยงานหนึ่งของ UN คือ International Maritime Organization ไม่ให้สร้างภาษีคาร์บอนระดับโลกเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศ 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจมากกว่านั้น

ไม่มีรัฐบาลโลก

และตราบใดที่ผมเป็นประธานาธิบดี

จะไม่มีภาษีโลก

สหรัฐอเมริกาคัดค้านอย่างเท่าเทียมกัน ต่อสถาบันที่ไร้การควบคุม ที่เรียกว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court — ICC)

เราจะไม่มีวันยอมให้ทหารสหรัฐฯ หรือใครก็ตาม ถูกสอบสวนหรือถูกนำขึ้นการพิจารณาคดีแบบจัดฉาก โดยศาลที่ต่อต้านอเมริกา และไม่มีเขตอำนาจเหนือเรา

ผมเรียกร้องให้ทุกประเทศที่เป็นสมาชิก ICC ถอนตัวออกจากสถาบันอันเหลวแหลกนี้ อย่างเป็นทางการทันที

เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เช่นกันที่ ท่ามกลางความโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริงทั่วโลก เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนระดับสูงของ UN กลับใช้เวลาวิจารณ์สหรัฐฯ ในเรื่องการปกป้องเด็กของเรา และการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

ขณะเดียวกันพวกเขากลับพูดถึง การข่มเหงชาวคริสต์ทั่วโลกน้อยมาก

ชาวคริสต์กำลังถูกข่มเหงทั่วโลก

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องพูดเรื่องนี้ แต่มันเกิดขึ้นมานานแล้ว

พวกเขาต้องการให้อเมริกาเปิดพรมแดน รับแก๊งและอาชญากร จากสถานที่ที่อันตรายที่สุดในโลก

เราไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว

เป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างยิ่ง ที่องค์การสหประชาชาติมี UNESCO ซึ่งอุทิศตนเพื่อการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม

แต่ในเวลาเดียวกัน ด้วยการส่งเสริมการอพยพจำนวนมหาศาลอย่างไม่หยุดยั้ง พวกโลกนิยมเหล่านี้กำลังทำลาย วัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ และมรดกที่พิเศษที่สุดในประวัติศาสตร์

ไม่มีสิทธิมนุษยชนข้อใด ที่ให้สิทธิในการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

แต่มีสิทธิที่จะดำรงอยู่ ในฐานะชาติที่มีอธิปไตย

เราต้องการดำรงอยู่ ในฐานะชาติที่มีอธิปไตย

และพวกท่านก็ควรเป็นเช่นนั้นเช่นกัน

จาก Artificial Intelligence สู่ “Superintelligence”

สหรัฐอเมริกายังปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ต่อความพยายามใด ๆ ที่จะสร้างโครงการแบบโลกนิยมขึ้นมาควบคุม Artificial Intelligence ซึ่งกำลังถูกพูดถึงกันอย่างมาก

และต่อจากนี้ไป เราจะเรียกมันอย่างเป็นทางการว่า Superintelligence — ปัญญาเหนือมนุษย์

เรากำลังเปลี่ยนชื่อ

เพราะการใช้คำว่า “artificial” ทำให้ intelligence ฟังดูเป็นของปลอม

แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ของปลอม

จริง ๆ แล้วมันน่าทึ่งมาก

แต่เราต้องระมัดระวัง

ต่อจากนี้ เอกสารทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา และหวังว่าโลกจะทำเช่นเดียวกัน จะเปลี่ยนมาใช้คำที่แม่นยำกว่าว่า super แทน artificial

Superintelligence

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง

ยินดีต้อนรับสู่โลกใหม่แห่ง Superintelligence

ลองดูว่ามันจะติดไหม

ฟังดูดีกว่ามาก

มันดีกว่าและแม่นยำกว่ามาก

มาดูกันว่าผมมีอำนาจแค่ไหน

บางทีผมอาจมี

บางทีอาจไม่มี

เราคงได้รู้กันเร็ว ๆ นี้

Superintelligence

เทคโนโลยีใหม่ครั้งสำคัญทุกชนิด นำความท้าทายมาด้วย และ Superintelligence ก็ไม่มีข้อยกเว้น

แต่คนกลุ่มเดียวกันที่เคยบอกว่า เราทุกคนจะตายใน 12 ปีเพราะภาวะโลกร้อน ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น climate change ก็คือคนกลุ่มเดียวกันที่ตอนนี้บอกว่า AI จะฆ่าเราทุกคน หุ่นยนต์จะโจมตีเรา และทุกอย่างจะกลายเป็นหายนะโดยสิ้นเชิง

คนกลุ่มเดิม

และตอนนี้ผมบอกว่า

“Whoever wins Superintelligence wins.” “ใครชนะ Superintelligence ผู้นั้นคือผู้ชนะ”

นั่นคือฝ่ายที่จะชนะ

และตอนนี้เรากำลังนำ China อยู่มาก รวมทั้งนำทุกประเทศ

และเราจะรักษามันไว้เช่นนั้น

ผมจะไม่ยับยั้งการเติบโต ของสิ่งที่หลายคนบอกว่า จะยิ่งใหญ่กว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต

เราจะระมัดระวังอย่างมาก

เรามีกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ที่จะเข้าควบคุมหากจำเป็น

แต่เราจะ ส่งเสริม Superintelligence

เราจะสนับสนุนมัน

ไม่ใช่ควบคุมจนมันเติบโตไม่ได้

เราจะจับตาดูมันอย่างใกล้ชิด ผ่านกระทรวงยุติธรรม

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำโลกด้าน Superintelligence และจะรักษาความเป็นผู้นำนั้นไว้ อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ

ชาวอเมริกันไม่เคยเป็นชาติ ที่ถอยหนีจากพรมแดนใหม่ หรือหลบหนีจากความท้าทาย ไม่ว่าความท้าทายนั้นจะใหญ่โต หรือน่าหวาดหวั่นเพียงใด

“การเชื่อในหลักการอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ”

เสรีภาพไม่ใช่ของขวัญ ที่ชาวอเมริกันได้มาอย่างง่ายดาย ตลอด 250 ปี

และมันไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมสละ

ไม่มีวัน

ไม่มีวัน

ไม่มีวัน

ที่นี่เอง ในนคร New York ในปี 1776 George Washington สั่งให้อ่านคำประกาศอิสรภาพ แก่กองทหารของเขา

ขณะที่พวกเขาฟังถ้อยคำอันเป็นอมตะเหล่านั้นเป็นครั้งแรก เหล่าผู้รักชาติสามารถมองข้ามน่านน้ำของ New York Harbor และเห็นกองเรือรุกรานของอังกฤษมากกว่า 100 ลำ ซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึง เพื่อบดขยี้อุดมการณ์แห่งเสรีภาพ

ทหารหลายพันคนกำลังลงจากเรือเหล่านั้น

ไม่มีใครคิดว่าเราจะมีโอกาส

แต่เราชนะ
และเราชนะอย่างเด็ดขาด

ชาวอเมริกันรุ่นแรกเหล่านั้นรู้ว่า

เพียงการเชื่อในหลักการที่ยิ่งใหญ่ ยังไม่เพียงพอ

“We must also have the will and the courage and the strength to defend them.” “เราต้องมีเจตจำนง ความกล้าหาญ และกำลังที่จะปกป้องหลักการเหล่านั้นด้วย”

วันนี้ สองศตวรรษครึ่งต่อมา เรากลับมารวมตัวกันในเมืองเดียวกันนี้ เพื่อหารือถึงเหตุการณ์สำคัญแห่งยุคสมัยของเรา

นี่คือความท้าทาย สำหรับทุกชาติในห้องประชุมแห่งนี้

หากเราก้าวไปข้างหน้า อย่างเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียว เพื่อต่อต้านศัตรูของมนุษยชาติทั้งมวล

หากเราปฏิเสธเสียง ที่เรียกร้องให้เรายอมจำนน ต่อความกลัวและความสงสัย

หากเราปฏิเสธที่จะหลบหนี จากหน้าที่ที่เรามีต่อประชาชนของเรา

เมื่อนั้น ด้วยการลงมืออย่างกล้าหาญร่วมกัน

เราจะทำให้โลกนี้ปลอดภัยขึ้นอย่างมาก และเป็นสถานที่ที่ดีกว่าอย่างมาก

เราจะทำให้ชาติของเราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เราจะทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้น

และเราจะไม่เพียงแต่พูดถึง

สันติภาพ
ความมั่งคั่ง
และความยุติธรรม

ที่นี่ ณ องค์การสหประชาชาติเท่านั้น

เราจะยืนหยัดเพื่อสิ่งเหล่านี้ทั่วโลก

เราจะร่วมกันสร้างอนาคตสำหรับประชาชนของเรา

อนาคตที่สว่างไสวกว่า

เต็มไปด้วยความหวังมากกว่า

และยิ่งใหญ่ตระการตากว่าที่เคยเป็นมา

ขอบคุณครับ

ขอพระเจ้าทรงอวยพรประชาชาติทั้งหลายของโลก

และขอพระเจ้าทรงอวยพรอเมริกา

ขอบคุณทุกท่านมากครับ

ขอบคุณครับ

ประธานที่ประชุม:

ในนามของสมัชชา ข้าพเจ้าขอขอบคุณ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

◆ ◆ ◆

เกี่ยวกับเอกสารฉบับนี้

เอกสารฉบับนี้เป็น คำแปลภาษาไทยของ transcript ปาฐกถาประธานาธิบดี Donald J. Trump ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 81 วันที่ 22 กันยายน 2026 เพื่อใช้เป็นเอกสารปฐมภูมิประกอบการศึกษา การวิเคราะห์ และการตรวจสอบย้อนหลัง

การปรากฏของข้อความ ตัวเลข ข้อกล่าวหา หรือการประเมินเหตุการณ์ใด ในบทแปล มิได้หมายความว่าผู้แปลหรือผู้เผยแพร่ รับรองว่าข้อความนั้นถูกต้องตามข้อเท็จจริง แต่เป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ ประธานาธิบดี Donald J. Trump กล่าวตาม transcript ต้นฉบับ

สำหรับการศึกษาหรือการตรวจสอบข้อเท็จจริง ควรอ่านควบคู่กับวิดีโอหรือต้นฉบับ ขององค์การสหประชาชาติ และหลักฐานอิสระเกี่ยวกับประเด็นนั้น ๆ

หลักการแปล: ฉบับนี้เป็นการแปลแบบรักษาความหมายและน้ำเสียง (faithful readable translation) มากกว่าการแปลแบบคำต่อคำ โดยคงลำดับข้อเสนอ วาทศิลป์ ถ้อยคำรุนแรง การกล่าวซ้ำ และการวางน้ำหนักของผู้พูดไว้ เท่าที่ภาษาไทยเอื้ออำนวย

อ่านบทวิเคราะห์ประกอบ

ปาฐกถานี้สามารถอ่านควบคู่กับบทวิเคราะห์ “จาก Greenland ถึง UNGA: Trump, Fortress West และระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน” ซึ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง อธิปไตย กำลังอำนาจ พันธมิตร ภูมิศาสตร์ยุทธศาสตร์ และ Superintelligence ในโลกทัศน์ที่ปรากฏจากปาฐกถา

อ่านบทวิเคราะห์: Trump, Fortress West และระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน →
คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World
เอกสารเพื่อการศึกษา วิเคราะห์ และสร้างความเข้าใจต่อโลกผ่านหลักฐานปฐมภูมิ

Trump at UNGA 2026: จากสงครามอิหร่านถึง “Super Intelligence”

คันฉ่องส่องโลก | 23 กันยายน 2026

Trump at UNGA 2026:
จากสงครามอิหร่านถึง “Super Intelligence”

เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นกล่าวต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 81 สิ่งที่ปรากฏมิใช่เพียงรายการผลงานและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ หากแต่เป็นภาพร่างของระเบียบโลกในสายตาของทรัมป์—โลกที่อำนาจ อธิปไตย การต่อรอง และความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ มีน้ำหนักเหนือความศรัทธาต่อสถาบันพหุภาคีแบบเดิม
โดย ดร. สเน่ห์ พี. ทินสัน | thinsan.org
บทวิเคราะห์นี้อ้างอิงรายงานข่าวหลังจบคำปราศรัยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2026 และจะแยกข้อเท็จจริงที่รายงานแล้วออกจากการตีความเชิงวิเคราะห์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับขึ้นเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ในวันที่ 22 กันยายน 2026 ท่ามกลางโลกที่แตกต่างจากเมื่อเขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอย่างมาก สหรัฐฯ อยู่ในสงครามกับอิหร่าน สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ความมั่นคงในอาร์กติกกลายเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ระดับโลก และปัญญาประดิษฐ์กำลังเคลื่อนจากเรื่องเทคโนโลยีไปเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้านอำนาจระหว่างมหาอำนาจ

คำปราศรัยประมาณ 37 นาทีของทรัมป์จึงควรอ่านมากกว่าการถามว่า “เขาพูดเรื่องอะไรบ้าง” คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เขากำลังเสนอให้โลกเข้าใจอำนาจของสหรัฐฯ และระเบียบระหว่างประเทศอย่างไร

1. แกนกลาง: สันติภาพผ่านอำนาจ ไม่ใช่สันติภาพผ่านสถาบัน

ทรัมป์นำเสนอภาพรัฐบาลของตนว่าเป็นรัฐบาลที่เลือก “ลงมือทำ” ในขณะที่ผู้อื่นพูดถึงสันติภาพหรือหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม กรอบเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ปรากฏซ้ำในนโยบายต่างประเทศของเขา คือการมองว่าความน่าเชื่อถือของประเทศมิได้เกิดจากการยึดมั่นในสถาบันระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความสามารถและความพร้อมที่จะใช้อำนาจด้วย

โลกในสุนทรพจน์ของทรัมป์มิได้เริ่มต้นจากคำถามว่า
“ประชาคมระหว่างประเทศควรสร้างกติกาอะไร?”

แต่มักเริ่มจากคำถามว่า
“สหรัฐฯ มีผลประโยชน์อะไร ใครกำลังคุกคามมัน และเรามีอำนาจต่อรองเพียงใด?”

นี่มิได้หมายความว่าทรัมป์ปฏิเสธการเจรจา ตรงกันข้าม การเจรจาปรากฏอยู่ทั่วสุนทรพจน์ แต่เป็นการเจรจาที่มีอำนาจกดดันรองรับอยู่เบื้องหลัง จึงอาจอธิบายวิธีคิดนี้ได้ว่าเป็น การบีบบังคับควบคู่การเจรจา (coercion plus negotiation)

2. อิหร่าน: ตัวอย่างชัดที่สุดของ “กดดันแล้วเปิดประตู”

อิหร่านเป็นศูนย์กลางสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของคำปราศรัย ทรัมป์ปกป้องการตัดสินใจเข้าสู่สงคราม โดยอธิบายผ่านภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์และบทบาทของรัฐบาลอิหร่านในภูมิภาค พร้อมกล่าวเตือนอย่างรุนแรงว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพเพิ่มระดับการโจมตีได้ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม

แต่สิ่งที่ควรสังเกตคือ ในสุนทรพจน์เดียวกันเขาก็มิได้ปิดประตูการเจรจา และแสดงความคาดหวังว่าข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ดังนั้น อิหร่านจึงเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของยุทธศาสตร์แบบทรัมป์: สร้างต้นทุนให้อีกฝ่ายสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าสามารถเพิ่มต้นทุนได้อีก แล้วทิ้งทางออกผ่านโต๊ะเจรจาไว้

การวิเคราะห์เช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง แต่ช่วยให้เราแยก “ตรรกะของยุทธศาสตร์” ออกจาก “การประเมินความชอบธรรมและผลลัพธ์” ซึ่งเป็นอีกคำถามหนึ่งโดยสิ้นเชิง

3. ยูเครน: ปัญหาที่ทรัมป์ยังต้องการปิดบัญชีด้วยการต่อรอง

สำหรับสงครามรัสเซีย–ยูเครน ทรัมป์ยังคงเสนอว่าการทูตสามารถนำไปสู่การยุติสงคราม พร้อมแสดงความไม่พอใจต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ดำเนินต่อไป

ในกรอบที่กว้างขึ้น ยูเครนแสดงข้อจำกัดสำคัญของการทูตแบบเน้นข้อตกลง เพราะสงครามมิได้มีเพียงคำถามว่า “ทำอย่างไรให้การยิงหยุดลง” แต่ยังมีคำถามเรื่องดินแดน ความมั่นคง อธิปไตย การรับประกันหลังสงคราม และเงื่อนไขที่คู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายยอมรับได้

ดังนั้น การประกาศว่าสงครามควรยุติอาจเป็นเป้าหมายที่เข้าใจง่าย แต่รายละเอียดของ สันติภาพแบบใด และใครต้องจ่ายต้นทุนของสันติภาพนั้น ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากกว่ามาก

4. กรีนแลนด์: จากความคิดเรื่อง “ซื้อเกาะ” สู่การควบคุมเชิงยุทธศาสตร์

กรณีกรีนแลนด์น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะในวันเดียวกับการประชุม UNGA สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์บรรลุกรอบข้อตกลงที่ขยายบทบาททางทหารของสหรัฐฯ บนเกาะ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ ขณะที่สถานะอธิปไตยของกรีนแลนด์ภายในราชอาณาจักรเดนมาร์กยังคงอยู่

หากมองจากผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ ประเด็นสำคัญจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่คำถามว่า “สหรัฐฯ เป็นเจ้าของกรีนแลนด์หรือไม่” เท่านั้น แต่คือ ใครมีสิทธิใช้พื้นที่ ใครควบคุมสถาปัตยกรรมความมั่นคง และใครสามารถสกัดคู่แข่งออกจากพื้นที่ยุทธศาสตร์อาร์กติกได้

นี่ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นตัวอย่างของความแตกต่างระหว่าง อธิปไตยทางกฎหมาย (legal sovereignty) กับ อำนาจควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ (strategic control) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน

5. ซีกโลกตะวันตก: Venezuela, Cuba และ Cartels

อีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์สะท้อนความสำคัญที่รัฐบาลทรัมป์ให้แก่ซีกโลกตะวันตก ตั้งแต่เวเนซุเอลา คิวบา ไปจนถึงเครือข่ายค้ายาและความมั่นคงตามแนวชายแดน

ทรัมป์ใช้ภาษาด้านความมั่นคงอย่างเข้มข้นต่อกลุ่มค้ายา โดยเชื่อมปัญหายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงของสหรัฐฯ เข้าด้วยกัน วิธีคิดเช่นนี้ทำให้สิ่งที่ในอดีตอาจถูกจัดอยู่ในกรอบ “การบังคับใช้กฎหมาย” ถูกยกระดับเข้าสู่กรอบ “ความมั่นคงแห่งชาติ”

6. ICC และองค์การระหว่างประเทศ: อธิปไตยมาก่อนอำนาจเหนือรัฐ

ทรัมป์ยังโจมตีศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกถอนตัว โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ทหารของตนอยู่ภายใต้อำนาจของศาลที่รัฐบาลของเขามองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ

ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์นี้หรือไม่ จุดดังกล่าวช่วยให้เห็นหลักการพื้นฐานในโลกทัศน์ของทรัมป์ได้ชัดขึ้นอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ สถาบันระหว่างประเทศมีความชอบธรรมตราบเท่าที่ไม่ก้าวข้ามเส้นอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดไว้

นี่เป็นจุดแตกต่างสำคัญระหว่างชาตินิยมเชิงอธิปไตย (sovereigntism) กับแนวคิดพหุภาคีนิยม (multilateralism) ซึ่งให้น้ำหนักมากกว่ากับกติกาและสถาบันร่วมระหว่างประเทศ

7. จาก AI สู่ SI: “Super Intelligence” ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ

ช่วงหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ทรัมป์ประกาศใช้คำว่า “Super Intelligence” หรือ “SI” แทนคำว่า Artificial Intelligence ในการสื่อสารของรัฐบาล พร้อมแสดงท่าทีไม่ต้องการให้ความกังวลเรื่องความเสี่ยงกลายเป็นเหตุให้สหรัฐฯ ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี

ประเด็นนี้ต้องแยกศัพท์ทางการเมืองออกจากศัพท์ทางวิชาการให้ชัด เพราะในวงการ AI คำว่า ปัญญาประดิษฐ์ระดับเหนือมนุษย์ (Artificial Superintelligence: ASI) มีความหมายเฉพาะ มิได้หมายถึง AI ทุกระบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน การใช้ “SI” ของทรัมป์จึงควรเข้าใจในเบื้องต้นว่าเป็นการกำหนดกรอบภาษาและภาพลักษณ์ทางนโยบาย มากกว่าหลักฐานว่าความหมายทางวิชาการของ AI ถูกเปลี่ยนไปแล้ว

แต่ภาษาทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเล็ก การเปลี่ยนคำจาก Artificial ซึ่งเน้นว่าปัญญานั้นถูกมนุษย์สร้างขึ้น ไปสู่ Super ซึ่งเน้นความสามารถที่เหนือกว่า เป็นการเปลี่ยนกรอบจินตภาพจาก “เครื่องมือที่มนุษย์สร้าง” ไปสู่ “พลังทางปัญญาที่สามารถขยายขีดความสามารถของประเทศ”

8. จุดปะทะทางปรัชญา: กำกับมัน หรือปลดปล่อยมัน?

นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญกว่าการเปลี่ยนชื่อเสียอีก

ในพื้นที่ของสหประชาชาติเอง แนวคิดเรื่อง AI ถูกพูดถึงผ่านความจำเป็นของการกำกับดูแลอย่างทั่วถึง ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ทรัมป์ให้น้ำหนักกับการแข่งขัน นวัตกรรม และความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ มากกว่า

จึงอาจสรุปความตึงเครียดทางความคิดอย่างง่ายได้ว่า

แนวคิดหนึ่งถามว่า — เราจะกำกับปัญญานี้อย่างไร?
อีกแนวคิดถามว่า — เราจะปลดปล่อยศักยภาพของมันอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้คู่แข่งนำหน้า?

แน่นอนว่าสองคำถามนี้ไม่จำเป็นต้องขัดกันโดยสมบูรณ์ ประเทศหนึ่งสามารถส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมาตรการความปลอดภัยพร้อมกันได้ แต่เมื่อการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสมดุลระหว่างสองเป้าหมายนี้ย่อมยากขึ้น

9. +1: อย่าอ่านสุนทรพจน์นี้เป็นรายการข่าว — จงอ่านเป็น “แผนที่โลก”

หากนำเรื่องอิหร่าน ยูเครน กรีนแลนด์ เวเนซุเอลา คิวบา กลุ่มค้ายา ICC และ SI มาวางแยกกัน เราจะเห็นเพียงข่าวหลายเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

แต่หากนำมาวางบนแผนที่เดียวกัน เราจะเห็นโครงสร้างที่น่าสนใจกว่า

ตะวันออกกลาง อิหร่าน นิวเคลียร์ ช่องแคบฮอร์มุซ และความมั่นคงด้านพลังงาน
ยุโรป ยูเครน รัสเซีย NATO และโครงสร้างความมั่นคงหลังสงคราม
อาร์กติก กรีนแลนด์ ฐานทัพ ระบบป้องกันขีปนาวุธ และการแข่งขันกับรัสเซีย–จีน
ซีกโลกตะวันตก เวเนซุเอลา คิวบา เม็กซิโก กลุ่มค้ายา และความมั่นคงชายแดน
โลกดิจิทัล SI เซมิคอนดักเตอร์ พลังประมวลผล และการแข่งขันทางเทคโนโลยี
สถาบันโลก UN, ICC และคำถามว่าสถาบันเหนือรัฐควรมีอำนาจเพียงใด

เมื่อมองเช่นนี้ สุนทรพจน์ของทรัมป์มิใช่เพียงการรายงานผลงาน แต่เป็นภาพของโลกที่ถูกแบ่งออกเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ (strategic theaters) แต่ละพื้นที่มีทรัพยากร ภัยคุกคาม คู่แข่ง และเครื่องมือต่อรองต่างกัน

สหรัฐฯ ในโลกทัศน์นี้มิได้ถอนตัวออกจากโลก หากแต่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องในเงื่อนไขที่ตนเห็นว่าให้ผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ และต้องการหลีกเลี่ยงพันธกรณีที่ถูกมองว่าเป็นภาระโดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนเพียงพอ

10. จาก “ระเบียบโลกเสรีนิยม” สู่ “ระเบียบโลกแห่งการต่อรอง”?

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่อาศัยสถาบัน กติกา พันธมิตร และองค์กรพหุภาคี แม้ในทางปฏิบัติสหรัฐฯ เองจะมิได้ปฏิบัติตามหลักการเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอเสมอไป

สิ่งที่ทรัมป์เสนอแตกต่างออกไปในน้ำหนักและภาษา เขามิได้ถามเพียงว่าสหรัฐฯ ควรรักษาระเบียบเดิมอย่างไร แต่ถามซ้ำ ๆ ว่า ระเบียบนั้นให้อะไรแก่สหรัฐฯ และสหรัฐฯ ต้องจ่ายอะไรเพื่อรักษามัน

จึงอาจเรียกแนวโน้มนี้อย่างระมัดระวังว่าเป็นการเคลื่อนจาก ระเบียบที่อ้างอิงกติกา (rules-based order) ไปสู่โลกที่มีลักษณะเป็น ระเบียบแห่งการต่อรอง (transactional order) มากขึ้น—มิใช่เพราะกติกาหายไปทั้งหมด แต่เพราะอำนาจในการต่อรองกลับมามีน้ำหนักสูงขึ้นอย่างเด่นชัด

บทส่งท้าย: คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ทรัมป์พูดถูกหรือผิด”

สำหรับผู้ศึกษาการเมืองระหว่างประเทศ การหยุดอยู่ที่คำถามว่าเราชอบหรือไม่ชอบทรัมป์อาจทำให้พลาดสิ่งที่สำคัญกว่า

คำถามที่ควรถามคือ หากมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดประเทศหนึ่งกำลังมองโลกผ่านกรอบเช่นนี้ ประเทศอื่นจะปรับตัวอย่างไร?

พันธมิตรจะต้องพิสูจน์คุณค่าของตนมากขึ้นหรือไม่? ประเทศขนาดกลางและเล็กจะรักษาพื้นที่ต่อรองอย่างไร? สถาบันพหุภาคีจะยังสามารถกำหนดพฤติกรรมของมหาอำนาจได้มากเพียงใด? และเมื่อ “Super Intelligence” กลายเป็นทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร และอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ การแข่งขันของมหาอำนาจจะเคลื่อนจากทะเล ดินแดน น้ำมัน และอาวุธ เข้าสู่การแย่งชิง ปัญญาและกำลังประมวลผล ด้วยหรือไม่?

บางทีสิ่งสำคัญที่สุดในสุนทรพจน์ UNGA 2026
อาจมิใช่ประโยคใดประโยคหนึ่งของโดนัลด์ ทรัมป์

แต่คือภาพของโลกที่ซ่อนอยู่หลังประโยคเหล่านั้น—
โลกที่ “อำนาจ” กลับมายืนอยู่กลางเวทีอย่างเปิดเผยอีกครั้ง

และนั่นคือเหตุผลที่เราควรฟังคำปราศรัยนี้ มิใช่เพื่อเชียร์หรือประณามผู้พูด หากเพื่อทำความเข้าใจว่า มหาอำนาจกำลังมองกระดานโลกอย่างไร เพราะไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับโลกทัศน์นั้นหรือไม่ ประเทศอื่น ๆ ก็ต้องดำรงอยู่และตัดสินใจภายในโลกใบเดียวกัน

หมายเหตุด้านแหล่งข้อมูล
บทความนี้จัดทำหลังคำปราศรัยวันที่ 22 กันยายน 2026 โดยตรวจสอบกับรายงานของ Reuters, Associated Press และข้อมูลของสหประชาชาติ ณ เวลาจัดทำ บันทึกคำปราศรัยทางการฉบับสมบูรณ์อาจมีการเผยแพร่เพิ่มเติมภายหลัง ดังนั้นข้อความในบทความนี้ใช้การถอดความและสรุปสาระเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการนำข้อความยาวมาใส่เครื่องหมายคำพูดหากยังไม่ได้ตรวจสอบกับ transcript ทางการแบบคำต่อคำ

คู่มือพลเมืองมดแดง: ฉบับจานด่วน แต่สาระนิรันดร์และทันเหตุการณ์

คู่มือพลเมืองมดแดง: ฉบับจานด่วน แต่สาระนิรันดร์และทันเหตุการณ์
มดแดงล้มช้าง • คู่มือพลเมือง

คู่มือพลเมืองมดแดง

ฉบับจานด่วน แต่สาระนิรันดร์
คู่มือเล่มเล็กสำหรับคนธรรมดาที่ไม่ต้องการเป็นเพียงผู้ชมประเทศของตนเอง
“แล้วกูจะทำอะไรพวกมันได้วะ?”
คำตอบสั้นที่สุด: อย่าเพิ่งคิดว่าจะทำอะไร “พวกมัน”
ถามก่อนว่า วันนี้ “กู” ทำอะไรให้ประชาชนมีอำนาจมากขึ้นได้บ้าง

ก่อนอื่น — มดแดงคือใคร?

มดแดงไม่ใช่สมาชิกพรรค ไม่ใช่สีเสื้อ ไม่ใช่สาวกของผู้นำ และไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นเหมือนกันทุกเรื่อง

มดแดงคือ พลเมืองธรรมดาที่ไม่ยอมยกสิทธิในการกำหนดอนาคตของตนเองให้ใครถือไว้แทนอย่างถาวร เขาอาจเป็นชาวนา ครู นักเรียน พ่อค้า ข้าราชการ คนงาน นักธุรกิจ พระสงฆ์ นักวิชาการ คนขับรถ หรือคนเกษียณ

สิ่งที่ทำให้คนเหล่านี้เป็นมดแดงไม่ใช่อาชีพ ชนชั้น หรือพรรคที่เลือก แต่คือการยอมรับว่าประเทศเป็นของประชาชนทุกคน อำนาจสาธารณะต้องมีที่มา มีขอบเขต ถูกตรวจสอบได้ และไม่มีบุคคล กลุ่มทุน พรรค กองทัพ ระบบราชการ หรือสถาบันใดควรใหญ่กว่ากติกาที่ชอบธรรมร่วมกัน

มดแดงไม่ต้องรอวันปฏิวัติ
เพราะการสร้างพลเมืองหนึ่งคนให้เข้มแข็งขึ้น ก็คือการเปลี่ยนประเทศไปแล้วหนึ่งหน่วย

อย่าเพิ่งรักษาอาการ — หาโรคให้พบ

เมื่อบ้านเมืองมีวิกฤต เรามักเห็นชื่อบุคคล พรรค รัฐบาล คดี หรือเรื่องอื้อฉาวอยู่ตรงหน้า และจึงอยากกำจัดสิ่งที่มองเห็นนั้นทันที

แต่การเปลี่ยนตัวละครโดยไม่เปลี่ยนเงื่อนไขที่ผลิตตัวละคร อาจทำให้ละครเรื่องเดิมกลับมาแสดงด้วยนักแสดงชุดใหม่

เราจึงยืมปัญญาจากหลักอริยสัจสี่มาเป็นเครื่องมือคิด ไม่ใช่เพื่อทำศาสนาให้เป็นการเมือง แต่เพื่อเตือนตนเองว่า ก่อนรักษาโรคต้องเข้าใจโรคเสียก่อน

ทุกข์ เราเห็นปัญหาอะไร? ประชาชนเดือดร้อนตรงไหน? อำนาจของประชาชนหายไปตรงใด?
สมุทัย อะไรเป็นเหตุให้ปัญหานั้นเกิดซ้ำ? คน? กติกา? สถาบัน? ผลประโยชน์? วัฒนธรรม? หรือหลายอย่างประกอบกัน?
นิโรธ ถ้าปัญหานี้ถูกแก้จริง สภาพบ้านเมืองที่ดีกว่าจะหน้าตาอย่างไร?
มรรค เราจะเดินจากสภาพปัจจุบันไปถึงสภาพนั้น ด้วยวิธีที่ชอบธรรม สันติ และยั่งยืนอย่างไร?
ถ้าเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีแล้วปัญหายังผลิตนายกรัฐมนตรีแบบเดิมได้ เรายังไม่ได้รักษาโรค — เราเพียงลดไข้

เป้าหมาย: ไม่ใช่สร้างช้างของฝ่ายเรา

“ล้มช้าง” เป็นอุปมา มิใช่คำเชิญชวนให้ทำร้ายใคร ช้างหมายถึงอำนาจที่ใหญ่จนคนธรรมดาแทบไม่มีทางต่อรอง ไม่ว่าอำนาจนั้นจะสวมเครื่องแบบ สูท จีวร เครื่องหมายพรรค ตราบริษัท หรือตำแหน่งใดก็ตาม

ความผิดพลาดครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้นได้เมื่อประชาชนช่วยกันล้มช้างตัวหนึ่ง แล้วดีใจเมื่อช้างของฝ่ายตนเดินเข้ามาแทน

เป้าหมายมิใช่การโค่นช้างตัวใดตัวหนึ่ง
หากคือการสร้างระเบียบที่ไม่มีช้างตัวใด สามารถใหญ่กว่าอำนาจของปวงชนได้อีก

ดังนั้น ปลายทางของมดแดงคือประชาธิปไตยที่อำนาจสาธารณะทุกชนิดอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน การตรวจสอบ การแข่งขันทางการเมืองที่เป็นธรรม และเจตจำนงของประชาชน

บัญญัติสิบประการของพลเมืองมดแดง

ไม่ต้องมีตำแหน่ง ไม่ต้องมีเงินมาก ไม่ต้องรอแกนนำ และไม่ต้องรอให้ประเทศถึงทางตันจึงเริ่มทำ

หนึ่ง

เรียนรู้

อย่าให้อำนาจของเราเริ่มจากความโกรธ ให้มันเริ่มจากความรู้

อ่านข่าวหลายด้าน ตรวจสอบต้นทาง แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น เรียนรู้สิทธิ กฎหมาย งบประมาณ นโยบาย และประวัติศาสตร์ เมื่อไม่รู้ให้ถาม เมื่อพบว่าตัวเองผิดให้แก้ และเมื่อรู้แล้วให้แบ่งปัน

ทำวันนี้: เรียนรู้เรื่องบ้านเมืองหนึ่งเรื่องให้ลึกกว่า headline แล้วอธิบายให้คนอีกหนึ่งคนเข้าใจ
สอง

ริเริ่ม

อย่ารอว่าเมื่อไรจะมีคนเก่งมาช่วยประเทศ

ปัญหาเล็กที่อยู่ตรงหน้าอาจเป็นห้องเรียนประชาธิปไตยที่ดีที่สุด คิดวิธีใหม่ ทดลอง ปรับปรุง และเรียนรู้จากความผิดพลาด สิ่งที่ทำมาสิบปีแล้วไม่ได้ผล ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์จนห้ามเปลี่ยน

ทำวันนี้: เห็นปัญหาหนึ่งเรื่อง ให้ถามว่า “มีอะไรเล็ก ๆ ที่กูเริ่มทำเองได้เลย?”
สาม

รวมใจ

มดตัวเดียวอาจทำได้น้อย แต่ประชาชนที่เชื่อมโยงกันคืออำนาจทางสังคม

อย่าสร้างเฉพาะกลุ่มคนที่คิดเหมือนเรา จงสร้างกัลยาณมิตรข้ามสี ข้ามรุ่น ข้ามอาชีพ และข้ามความเชื่อ บนหลักขั้นต่ำที่อยู่ร่วมกันได้: ศักดิ์ศรีมนุษย์ ความเสมอภาค กติกาที่เป็นธรรม และสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตน

ทำวันนี้: คุยกับคนเห็นต่างหนึ่งคนเพื่อ “เข้าใจ” ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ
สี่

รื่นเริง

อย่าให้อำนาจนิยมยึดประเทศแล้ว ยังยึดความสุขของเราไปอีก

การเมืองต้องไม่กินชีวิตทั้งหมด มดแดงยังหัวเราะ ร้องเพลง ปลูกต้นไม้ เล่นกับลูก ดื่มกาแฟ รักเพื่อน และสร้างสิ่งงดงามได้

คนที่เต็มไปด้วยความเกลียดอาจต่อสู้กับอำนาจนิยม แต่ก็อาจกำลังสร้างอำนาจนิยมขึ้นในใจตนเอง

ทำวันนี้: ทำประโยชน์หนึ่งอย่าง แล้วกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขโดยไม่รู้สึกผิด
ห้า

รุกรับ

ความกล้าหาญโดยไม่มีการคิดเชิงยุทธศาสตร์ อาจเพียงทำให้เราเหนื่อยเร็วขึ้น

ก่อนทำอะไร ถามว่า: เป้าหมายคืออะไร? สิ่งที่กำลังทำพาไปถึงเป้าหมายหรือไม่? ต้นทุนคืออะไร? ใครได้ประโยชน์? และมีวิธีที่ดีกว่าหรือไม่?

ทำวันนี้: ก่อนแชร์ ก่อนโกรธ ก่อนออกแรง ถามตัวเองหนึ่งครั้งว่า “แล้วสิ่งนี้พาเราไปไหน?”
หก

ระวัง

ไม่ประมาท แต่ไม่หวาดกลัว

รู้กฎหมาย รักษาความปลอดภัยของข้อมูล ตรวจสอบข่าวก่อนเผยแพร่ ไม่ตกหลุมการยั่วยุ ไม่สร้างความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นให้ตนเองหรือผู้อื่น และไม่ยอมให้อารมณ์พาเราออกจากหลักสันติวิธี

ทำวันนี้: ก่อนส่งข้อมูลที่ทำให้ใครเสียหาย ตรวจต้นทางให้แน่ใจเสียก่อน
เจ็ด

ร้องเรียน

ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่เฉพาะวันเลือกตั้ง

เก็บหลักฐาน ตรวจสอบ เปิดเผย ร้องเรียน ใช้กฎหมาย และติดตามผล โดยใช้มาตรฐานเดียวกันกับคนทุกฝ่าย

ถ้าคนของเราทำผิด มาตรฐานต้องไม่ต่ำกว่าตอนที่ฝ่ายตรงข้ามทำผิด

ทำวันนี้: เมื่อพบปัญหาสาธารณะหนึ่งเรื่อง อย่าเพียงด่า — หาว่าใครมีหน้าที่รับผิดชอบ และประชาชนใช้กลไกใดตรวจสอบได้
แปด

รบเร้า

ร้องเรียนแล้วเงียบ ไม่ได้แปลว่าเรื่องจบ

ถามใหม่ ขอข้อมูล ติดตามผล แจ้งสื่อ รวมผู้ได้รับผลกระทบ ใช้เวทีสาธารณะและกลไกตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง

ไม่คุกคามคน แต่ไม่ปล่อยปัญหา

ทำวันนี้: เปิดเรื่องหนึ่งที่เราเคยถามแล้วไม่มีคำตอบ แล้วติดตามมันอีกครั้งอย่างสุภาพและมีหลักฐาน
เก้า

รัก

นี่อาจเป็นข้อยากที่สุด

ฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วยก็ยังเป็นมนุษย์ คนหลงผิดเปลี่ยนได้ คนที่เคยอยู่ฝ่ายตรงข้ามอาจกลายเป็นผู้ร่วมสร้างสังคมใหม่ และตัวเราเองก็ผิดได้เช่นกัน

เราต่อสู้กับความอยุติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องลดทอนความเป็นมนุษย์ของผู้ที่อยู่ตรงข้าม

ทำวันนี้: วิจารณ์การกระทำหรือระบบให้หนักได้ แต่ลองไม่เหยียดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้กระทำ
สิบ

รุกฆาต

รุกฆาตในความหมายใหม่ ไม่ใช่การกำจัดคน แต่คือการกำจัดเงื่อนไขที่ทำให้ปัญหาเดิมกลับมาเกิดซ้ำ

อย่าพอใจกับการปลดคนโกง ถ้าระบบยังเปิดทางให้คนต่อไปโกงได้

อย่าพอใจกับการล้มรัฐบาล ถ้ารัฐบาลใหม่ยังถูกครอบด้วยโครงสร้างเดิม

อย่าพอใจกับการชนะเลือกตั้ง ถ้าอำนาจประชาชนยังหยุดอยู่แค่หน้าคูหา

ทำวันนี้: เมื่อเสนอทางแก้ปัญหา ถามต่ออีกหนึ่งประโยคเสมอว่า “แล้วทำอย่างไรไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก?”

สูตรมดแดงฉบับหนึ่งนาที

รู้ให้จริง
คิดให้ใหม่
รวมคนให้กว้าง
รักษาใจให้ดี
อ่านเกมให้ออก
ระวังให้เป็น
ตรวจสอบให้ถึง
ตามเรื่องให้สุด
อย่าทิ้งความรัก
และแก้ที่ต้นเหตุ

นี่คือการเมืองที่คนธรรมดาทำได้ทุกวัน

สามงานที่ต้องทำพร้อมกัน

๑. เปิดโปงสิ่งที่ผิด

แต่เปิดโปงด้วยหลักฐาน ไม่ใช่ข่าวลือ และพร้อมแก้ไขเมื่อข้อมูลใหม่พิสูจน์ว่าเราเข้าใจผิด

๒. สร้างพลังประชาชน

ความรู้ เครือข่าย ชุมชน สื่อ การศึกษา องค์กรพลเมือง และวัฒนธรรมการตรวจสอบ คือโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตย

๓. สร้างสิ่งใหม่

อย่ารอให้ของเก่าพังก่อนจึงถามว่าจะเอาอะไรแทน เราต้องคิดเรื่องกติกา สถาบัน การศึกษา เศรษฐกิจ การกระจายอำนาจ และวัฒนธรรมประชาธิปไตยตั้งแต่วันนี้

เปิดโปงอย่างเดียว เราอาจได้ความโกรธ
เปิดโปงและรวมพลัง เราอาจเปลี่ยนรัฐบาล
แต่เปิดโปง + รวมพลัง + สร้างทางเลือกใหม่
จึงมีโอกาสเปลี่ยนโครงสร้าง

คำถามห้าข้อก่อนเข้าร่วมการเคลื่อนไหวใด ๆ

หนึ่ง: เขากำลังแก้ “อาการ” หรือ “ต้นเหตุ”?

สอง: ถ้าข้อเรียกร้องสำเร็จ วันรุ่งขึ้นจะเกิดอะไร?

สาม: ประชาชนจะมีอำนาจเพิ่มขึ้น หรือเพียงเปลี่ยนผู้ถืออำนาจ?

สี่: วิธีการสอดคล้องกับประชาธิปไตย หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และสันติวิธีหรือไม่?

ห้า: ถ้าฝ่ายที่เราไม่ชอบใช้วิธีเดียวกัน เราจะยังยอมรับวิธีนั้นหรือไม่?

หากตอบห้าข้อนี้ได้ มดแดงก็สามารถร่วมมือกับคนต่างกลุ่มในประเด็นที่ตรงกัน โดยไม่จำเป็นต้องมอบเข็มทิศของตนให้แกนนำคนใด

วันนี้กูทำอะไรได้บ้าง?

  • อ่านเรื่องสำคัญให้ลึกขึ้นหนึ่งเรื่อง
  • ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์
  • อธิบายเรื่องยากให้คนอีกหนึ่งคนเข้าใจ
  • คุยกับคนเห็นต่างโดยไม่ด่ากัน
  • ติดตามผู้แทนหรือหน่วยงานรัฐหนึ่งเรื่อง
  • ขอข้อมูลสาธารณะเมื่อจำเป็น
  • สนับสนุนสื่อหรือแหล่งความรู้ที่มีคุณภาพ
  • ช่วยชุมชนแก้ปัญหาเล็กหนึ่งเรื่อง
  • ยอมรับและแก้ไขเมื่อพบว่าตัวเองผิด
  • รักษาใจไม่ให้ความเกลียดกลืนกินเหตุผล
ถ้าทำได้หนึ่งข้อ — วันนี้กูทำอะไรพวกมันได้แล้วหรือยัง?

คำตอบคือ: ได้

เพราะสิ่งที่อำนาจที่ไม่ถูกตรวจสอบต้องการมากที่สุด ไม่ใช่ให้ประชาชนแพ้การต่อสู้ทุกครั้ง
แต่ให้ประชาชนเชื่อเสียก่อนว่า
“กูทำอะไรไม่ได้หรอก”

อย่ารอวันที่ช้างล้ม

มดแดงสร้างรังทุกวัน

เรียนรู้หนึ่งเรื่อง
สอนคนหนึ่งคน
ตรวจสอบอำนาจหนึ่งครั้ง
รวมคนเพิ่มหนึ่งคน
แก้ปัญหาหนึ่งเรื่อง
และรักษาความเป็นมนุษย์ของทั้งตนเองและคนที่เห็นต่าง

นั่นคือการอภิวัฒน์แล้ว

วันที่โครงสร้างใหญ่เปลี่ยน จึงมิใช่วันแรกของการอภิวัฒน์ หากเป็นผลสะสมจากการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่พลเมืองจำนวนมหาศาลได้ลงมือทำมาก่อนหน้านั้น

อย่าถามเพียงว่าใครต้องออก
ถามว่าอำนาจที่เขาถืออยู่ควรถูกจัดวางใหม่อย่างไร

อย่าถามเพียงว่าใครจะมาแทน
ถามว่าคนที่มาแทนจะถูกประชาชนตรวจสอบอย่างไร

และอย่าล้มช้างเพื่อสร้างช้างของเรา
จงสร้างบ้านเมืองที่ไม่มีช้างตัวใดใหญ่กว่าปวงชน
คู่มือพลเมืองมดแดง
ฉบับจานด่วน แต่สาระนิรันดร์

เรียนรู้ • ริเริ่ม • รวมใจ • รื่นเริง • รุกรับ
ระวัง • ร้องเรียน • รบเร้า • รัก • รุกฆาต

พัฒนาจาก “บัญญัติสิบประการของมดแดงล้มช้าง” และแนวคิดการอภิวัฒน์ปวงชนมดแดงล้มช้าง โดยปรับความหมายสู่การสร้างพลังพลเมือง ประชาธิปไตย สันติวิธี และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

บุญรักษา

ไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส? — เมื่ออำนาจ เวลา และทางเลือกของประชาชนถูกจำกัด

ไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส? — เมื่ออำนาจ เวลา และทางเลือกของประชาชนถูกจำกัด
คันฉ่องส่องไทย · ห้องสมุดประชาชน

ไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส?

เมื่อคำว่า “ทาส” มิได้หมายถึงโซ่ตรวนตามกฎหมายเท่านั้น แต่ชวนให้ถามว่า ประชาชนมีอำนาจกำหนดกติกาของประเทศ และมีอำนาจกำหนดชีวิตของตนเองจริงเพียงใด

วลี “ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส” เคยดังก้องในการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย โดยเฉพาะในห้วงการชุมนุมของคนรุ่นใหม่เมื่อปี 2563 หากอ่านตามตัวอักษร วลีนี้ย่อมไม่ใช่คำบรรยายสถานะทางกฎหมายของคนไทย เพราะระบบทาสที่กฎหมายรับรองได้สิ้นสุดลงนานแล้ว และประชาชนมิใช่ทรัพย์สินของผู้ใด แต่ภาษาการเมืองไม่เคยทำงานด้วยความหมายตามพจนานุกรมเพียงอย่างเดียว คำว่า “ทาส” ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นอุปมาเพื่อตั้งคำถามถึง อำนาจในการกำหนดตนเอง มากกว่าจะเป็นการบรรยายสถานะทางกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม หากจะทำให้คำถามนี้มีน้ำหนักมากกว่าคำขวัญปลุกใจ เราไม่ควรเริ่มต้นด้วยการประกาศว่า “ประชาชนเป็นทาส” แล้วค่อยเที่ยวหาหลักฐานมายืนยันความเชื่อที่ตั้งไว้ก่อน วิธีเช่นนั้นคือการหลอกตัวเอง ไม่ใช่การวิเคราะห์ เราควรกลับด้านของการตั้งคำถามเสียใหม่ นั่นคือเริ่มจากการตรวจสอบอย่างเย็นใจว่า อำนาจอธิปไตยที่รัฐธรรมนูญประกาศว่าเป็นของปวงชนนั้น เดินทางจากความต้องการของประชาชนไปสู่นโยบายและการใช้อำนาจรัฐได้อย่างไร และไปสะดุดหยุดอยู่ตรงไหนบ้าง

เมื่อวางคำถามเช่นนี้ วลีที่ฟังดูรุนแรงจะกลายเป็นเครื่องมือวิเคราะห์ที่คมและเป็นธรรม เพราะมันไม่ได้บังคับให้เราสรุปคำตอบล่วงหน้า แต่บังคับให้เรามองตลอดสายว่าเสียงของประชาชนถูกกรอง แปลง หรือยับยั้ง ณ จุดใด

“ประชาชนมีสิทธิเลือกผู้เล่น” ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของประชาธิปไตย
คำถามต่อไปคือ — ผู้เล่นที่ประชาชนเลือกมีอำนาจกำหนดเกมเพียงใด ใครกำหนดเส้นสนาม ใครเขียนและตีความกติกา ใครมีสิทธิเป่านกหวีด และประชาชนเปลี่ยนผู้ถืออำนาจเหล่านั้นได้ด้วยกระบวนการใด?

1. ทาสทางอำนาจ: เมื่อเลือกได้ แต่กำหนดไม่ได้ทั้งหมด

ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งมิใช่พิธีกรรมที่จบลงในคูหา หากเป็นจุดเริ่มต้นของสายพานแห่งความรับผิดรับชอบทางการเมือง โดยอุดมคติ ความต้องการของประชาชนควรถูกแปรเป็นผู้แทน จากผู้แทนไปสู่รัฐบาล จากรัฐบาลไปสู่นโยบาย และผลของนโยบายควรย้อนกลับมาให้ประชาชนตัดสินอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งถัดไป วงจรนี้เองที่ทำให้ผู้ใช้อำนาจต้อง “กลัว” เสียงของประชาชนอยู่เสมอ

ความต้องการของประชาชน ผู้แทน รัฐบาล นโยบาย ผลลัพธ์ ความรับผิดรับชอบ

หากสายพานนี้ทำงาน ประชาชนไม่จำเป็นต้องชนะทุกเรื่อง เพราะประชาธิปไตยมิได้รับประกันว่าความต้องการของเสียงข้างมากจะถูกทำตามทุกครั้ง ยังต้องมีสิทธิของเสียงข้างน้อย หลักนิติธรรม ศาล และกลไกถ่วงดุลคอยกำกับ แต่หัวใจอยู่ตรงที่ว่า เมื่อผู้ใช้อำนาจทำผิดพลาด ประชาชนต้องสามารถเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจนั้นได้ผ่านกระบวนการที่ชอบธรรม

ปัญหาจะเกิดขึ้นเมื่อสายพานมี จุดยับยั้งอำนาจ (veto points) จำนวนมากที่ประชาชนไม่สามารถกำกับหรือทำให้รับผิดรับชอบได้ กล่าวคือ มีสถาบันหรือกลไกที่สามารถหยุด เปลี่ยน หรือกลับผลของการเลือกตั้งได้ โดยที่ตัวมันเองไม่ต้องรับผลจากคะแนนเสียงของประชาชนเลย ยิ่งจุดเช่นนี้มีมากและมีอำนาจมาก ระยะทางระหว่าง “สิ่งที่ประชาชนเลือก” กับ “สิ่งที่รัฐทำจริง” ก็ยิ่งห่างออกไป

ภาพปี 2566–2567: เมื่อคะแนนสูงสุดไม่เท่ากับอำนาจจัดตั้งรัฐบาล

กรณีการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 เป็นตัวอย่างที่ทำให้ข้อสังเกตนี้เห็นภาพชัด พรรคที่ได้จำนวน ส.ส. มากที่สุดกลับไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ภายใต้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญขณะนั้นที่ให้สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งร่วมออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย และต่อมาในเดือนสิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคดังกล่าวจากกรณีการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พร้อมตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคบางส่วน1

ข้อเท็จจริงเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่ข้อสรุปสำเร็จรูปว่าการตัดสินทุกครั้ง “ผิด” หรือ “ถูก” แต่เพียงพอจะทำให้เกิดคำถามเชิงสถาบันที่หนักแน่นว่า น้ำหนักของฉันทามติจากการเลือกตั้งสัมพันธ์กับอำนาจของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอย่างไร และเมื่อทั้งสองขัดกัน ใครเป็นผู้ชนะในทางปฏิบัติ

อ่านประเทศไทยผ่านคันฉ่องสองบาน: เมื่อดัชนีโลกไม่ลงรอยกัน

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ เมื่อมองประเทศไทยในปี 2569 ผ่านดัชนีประชาธิปไตยระหว่างประเทศสองสำนักที่ได้รับการอ้างอิงมากที่สุด เรากลับพบภาพที่ดูเหมือนจะสวนทางกัน

ด้านหนึ่ง องค์กร Freedom House ในรายงาน Freedom in the World 2026 ให้ประเทศไทยได้ 33 จาก 100 คะแนน จัดอยู่ในสถานะ “ไม่มีเสรีภาพ” (Not Free) และในหมวดที่ถามโดยตรงว่าหัวหน้ารัฐบาลและผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดนโยบายของรัฐบาลจริงหรือไม่ ไทยได้เพียง 1 จาก 4 คะแนนตามระเบียบวิธีขององค์กร ทั้งยังเป็นคะแนนที่ลดลงต่อเนื่อง หลังจากที่เคยขยับขึ้นไปแตะ 36 คะแนนในสถานะ “มีเสรีภาพบางส่วน” เมื่อปี 25672

แต่อีกด้านหนึ่ง สถาบัน V-Dem แห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก ในรายงาน Democracy Report 2026 กลับจัดให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสี่ประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (ร่วมกับฟิจิ หมู่เกาะโซโลมอน และติมอร์-เลสเต) ที่ “อยู่ในห้วงของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย (ongoing democratization)” นั่นคือถูกอ่านว่าเป็นประเทศที่กำลัง ฟื้นตัวขึ้น จากช่วงถดถอย มิใช่กำลังดิ่งลง3

ความไม่ลงรอยนี้มิใช่ความผิดพลาดของสำนักใดสำนักหนึ่ง แต่เกิดจากการที่ทั้งสองวัด “คนละสิ่ง” Freedom House เน้นถ่ายภาพ ระดับ ของเสรีภาพ ณ ปัจจุบัน ว่าอำนาจที่มาจากการเลือกตั้งกำหนดนโยบายได้จริงเพียงใด ส่วน V-Dem ในบทวิเคราะห์ episode ให้น้ำหนักกับ ทิศทางของการเปลี่ยนแปลง ว่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ระบบเปิดกว้างขึ้นหรือปิดแคบลง ประเทศไทยจึงสามารถเป็นทั้งประเทศที่ “กำลังกระเตื้องขึ้นจากจุดที่ต่ำ” และประเทศที่ “ยังถูกจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ” ได้พร้อมกันโดยไม่ขัดแย้งในตัวเอง

คันฉ่อง ดัชนีระหว่างประเทศมิใช่คำพิพากษาสุดท้ายต่อประเทศไทย และเมื่อมันไม่ลงรอยกัน นั่นยิ่งเป็นเหตุผลให้ต้องอ่านอย่างประณีตมากขึ้น ไม่ใช่หยิบเฉพาะตัวเลขที่เข้าข้างข้อสรุปของเรา บทเรียนสำคัญคือ ควรใช้ดัชนีเป็น “เครื่องมือตั้งคำถาม” มากกว่าใช้แทนการวิเคราะห์ของเราเอง เพราะไม่ว่าไทยจะกำลังดีขึ้นหรือแย่ลงในสายตาของสำนักใด คำถามเชิงโครงสร้างที่บทความนี้ตั้งไว้ก็ยังไม่ถูกตอบ นั่นคือ เสียงเลือกตั้งหนึ่งเสียงเดินทางไปเปลี่ยนกติกาที่ครอบชีวิตเราได้ไกลเพียงใด

2. ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ: อำนาจอธิปไตยหายไปตรงไหน?

หากเปรียบอำนาจอธิปไตยเป็นสายน้ำ เราอาจตรวจสอบมันเป็นสามช่วง เพื่อไม่ให้การวิเคราะห์กระจุกอยู่ที่ “วันเลือกตั้ง” เพียงจุดเดียว

ต้นน้ำ คือการก่อรูปเจตจำนงของประชาชน ได้แก่ เสรีภาพในการคิด พูด เข้าถึงข้อมูลที่รอบด้าน รวมกลุ่ม ตั้งพรรค หาเสียง และแข่งขันทางการเมืองอย่างเป็นธรรม หากต้นน้ำถูกปนเปื้อนด้วยการปิดกั้นข่าวสารหรือความกลัว เจตจำนงที่ไหลลงมาก็บิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น

กลางน้ำ คือการแปลงคะแนนเสียงให้เป็นอำนาจจริง ได้แก่ ระบบเลือกตั้ง เงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาล อำนาจของรัฐสภา ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับองค์กรตรวจสอบ และเงื่อนไขที่สามารถยับยั้งหรือกลับผลทางการเมืองได้ นี่คือช่วงที่ veto points มักซ่อนตัวอยู่

ปลายน้ำ คือผลลัพธ์ที่กระทบชีวิตจริง ได้แก่ กฎหมาย งบประมาณ นโยบายสาธารณะ การบังคับใช้กฎหมาย และที่สำคัญที่สุดคือความสามารถของประชาชนในการลงโทษหรือเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจเมื่อไม่พอใจผลลัพธ์นั้น

ประชาธิปไตยจึงไม่ควรวัดเพียงว่า “มีการเลือกตั้งหรือไม่” แต่ควรตรวจสอบตลอดลำน้ำว่า เสียงหนึ่งเสียงเดินทางไปได้ไกลเพียงใด ก่อนจะถูกกรอง แปลง ยับยั้ง หรือทำให้หมดความหมาย การมีคูหาที่สะอาดในวันเลือกตั้ง แต่มีกลางน้ำที่ตีบตันและปลายน้ำที่ประชาชนแตะไม่ถึง ก็ยังห่างไกลจากการปกครองตนเอง

3. เกมหมาป่ากับลูกแกะ: เมื่อความไม่เท่าเทียมอยู่เหนือการแข่งขัน

อุปมา “หมาป่ากับลูกแกะ” มีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราไม่ใช้มันเพื่อประกาศล่วงหน้าว่าใครคือคนดีและใครคือคนร้าย แต่ใช้เพื่อแยกแยะให้เห็นความแตกต่างระหว่าง การแข่งขันภายใต้กติกา กับ อำนาจเหนือกติกา

ลองจินตนาการถึงสนามที่ผู้เล่นแข่งขันกันอย่างจริงจัง มีคะแนน มีกรรมการ และมีผู้ชม หากผู้เล่นบางฝ่ายสามารถลงแข่งได้เพียงภายในเส้นสนาม แต่ไม่อาจแตะเส้นเขตสนาม วิธีแต่งตั้งกรรมการ หรือกติกาบางหมวดได้เลย ขณะที่สถาบันอีกชุดหนึ่งกลับมีอำนาจตีความหรือยับยั้งการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ความเท่าเทียมของการแข่งขันย่อมต้องถูกพิจารณามากกว่าเพียงการนับคะแนนตอนจบเกม เพราะผลของเกมอาจถูกกำหนดไว้แล้วส่วนหนึ่งตั้งแต่ก่อนเป่านกหวีดเริ่ม

รัฐธรรมนูญไทยเองแสดงโครงสร้างเช่นนี้อย่างเปิดเผย ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือมาตรา 256 ซึ่งวางเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้หลายชั้น การแก้บางเรื่องต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภาตามสัดส่วนที่กำหนด และการแก้ในบางหมวด — โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับอำนาจของศาลและองค์กรอิสระ หรือรูปแบบของรัฐ — ยังต้องผ่านการออกเสียงประชามติเพิ่มอีกด้วย4

เงื่อนไขเช่นนี้อธิบายได้ในด้านหนึ่งว่าเป็นการป้องกันมิให้เสียงข้างมากชั่วคราวเปลี่ยนกติกาพื้นฐานโดยง่าย ซึ่งเป็นเหตุผลที่ชอบธรรมในตัวมันเอง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็สร้างคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เมื่อประชาชนต้องการเปลี่ยน “กติกาที่กำหนดวิธีเปลี่ยนกติกา” เสียเอง พวกเขามีช่องทางที่ใช้ได้ผลจริงเพียงใด หรือประตูนั้นถูกล็อกจากด้านในจนแทบเปิดไม่ออก

ปัญหาจึงอาจมิใช่เพียงว่าใครชนะหรือแพ้ในสนาม
แต่อยู่ที่ว่าใครมีอำนาจเหนือ “สนาม” และอำนาจนั้นรับผิดรับชอบต่อใคร

4. อย่าสับสน “กลไกถ่วงดุล” กับ “การต่อต้านประชาธิปไตย”

ถึงตรงนี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะข้อวิจารณ์ข้างต้นอาจถูกเข้าใจผิดได้ง่าย สถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมิใช่สิ่งที่ขัดกับประชาธิปไตยโดยตัวมันเอง ระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมแทบทุกแห่งล้วนมีศาลรัฐธรรมนูญ ศาลสูง ธนาคารกลาง องค์กรกำกับดูแล และระบบราชการวิชาชีพที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง

เหตุผลของการมีอยู่ก็เพื่อป้องกันมิให้เสียงข้างมากชั่วคราวใช้อำนาจละเมิดสิทธิของคนส่วนน้อย ทำลายกติกา หรือรวบอำนาจเบ็ดเสร็จเสียเอง กลไกเหล่านี้คือ “เบรก” ที่จำเป็นของรถทั้งคัน ไม่ใช่ศัตรูของการขับเคลื่อน

ดังนั้น คำถามที่แม่นยำกว่าจึงไม่ใช่ว่า “ควรมีองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือไม่” แต่คือ สถาบันเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร ขอบเขตอำนาจชัดเจนเพียงใด ใช้มาตรฐานสม่ำเสมอกับทุกฝ่ายหรือไม่ โปร่งใสตรวจสอบได้เพียงใด และมีกลไกใดทำให้ผู้ใช้อำนาจต้องรับผิดรับชอบเมื่อใช้อำนาจผิด

นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่าง การถ่วงดุลอำนาจ (checks and balances) ที่ค้ำจุนประชาธิปไตย กับภาวะที่กลไกตรวจสอบแปรสภาพเป็น ผู้เล่นเหนือผู้เล่น ซึ่งไม่เพียงตรวจสอบเกม แต่สามารถกำหนดทิศทางและผลของเกมได้ด้วย เบรกที่ดีช่วยให้รถวิ่งได้อย่างปลอดภัย แต่เบรกที่กลายเป็นพวงมาลัยคืออีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

5. จาก “ทาสทางอำนาจ” ลงมาถึงชีวิตประจำวัน

เมื่อมองโครงสร้างระดับประเทศแล้ว เราจึงค่อยกลับมาหาคำถามในระดับชีวิต เพราะสองระดับนี้มีแกนร่วมกันอย่างหนึ่ง คือ อำนาจในการกำหนดตนเอง (agency) — ความสามารถที่จะเลือกและปฏิเสธได้จริง ไม่ใช่เพียงในทางกฎหมาย แต่ในทางที่เป็นไปได้จริงในชีวิต

ในระดับประเทศ เราถามว่าประชาชนเลือกนโยบายและเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจได้จริงเพียงใด ในระดับชีวิต เราถามว่าคนธรรมดาสามารถเลือกงาน ปฏิเสธเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม หยุดพัก ย้ายงาน เรียนรู้สิ่งใหม่ หรือรับความเสี่ยงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า โดยไม่ทำให้ครอบครัวล่มสลายได้เพียงใด

ตรงนี้เอง คำว่า “ทาส” ในฐานะอุปมาจึงเริ่มเผยมิติที่ลึกและใกล้ตัวยิ่งกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะมันลงมาแตะชีวิตที่เราสัมผัสได้ทุกเช้าค่ำ

6. ทาสหนี้: เมื่อรายได้ของวันพรุ่งนี้ถูกใช้ไปตั้งแต่วันนี้

ประเทศไทยยังเผชิญภาระหนี้ครัวเรือนในระดับสูงเป็นลำดับต้นของภูมิภาค โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศอยู่ที่ราวร้อยละ 86–87 ณ ปลายปี 25685 หนี้จำนวนหนึ่งเป็นหนี้ที่สร้างสินทรัพย์ เช่น บ้าน การศึกษา หรือการลงทุน จึงไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นปัญหาทั้งหมด แต่เมื่อครัวเรือนจำนวนมากต้องกู้เพื่อประคองค่าใช้จ่ายประจำวัน หมุนหนี้เก่า หรือแบกดอกเบี้ยสูง หนี้ก็เริ่มเปลี่ยนสภาพจาก “สะพานไปสู่อนาคต” กลายเป็นสิ่งที่ดึงรายได้ในอนาคตกลับมาถลุงเพื่อให้ปัจจุบันอยู่รอด

ผลที่สำคัญยิ่งกว่าตัวเลขในบัญชี คือหนี้สามารถกัดกร่อน อำนาจในการปฏิเสธ (power to refuse) ของมนุษย์ลงอย่างเงียบเชียบ

ลองนึกถึงคนสองคนที่ได้เงินเดือนเท่ากันทุกบาท คนหนึ่งมีเงินสำรองพอใช้ได้หกเดือน ส่วนอีกคนมีค่างวดผูกพันจำนวนมากและแทบไม่มีเงินออม ทั้งสองมี “สิทธิลาออก” ตามกฎหมายเท่ากันทุกประการ แต่พวกเขาไม่มี เสรีภาพที่จะลาออกจริง เท่ากันเลย คนแรกปฏิเสธนายจ้างที่เอาเปรียบได้ คนหลังต้องก้มหน้ารับ เพราะการปฏิเสธหมายถึงการผิดนัดชำระหนี้ในเดือนถัดไป

ทรัพย์สินและเงินออมมิได้ให้เพียงความมั่งคั่ง
แต่มันให้อำนาจในการพูดคำว่า “ไม่” ด้วย

7. ทาสเวลา: ความจนที่ไม่ปรากฏในบัญชีธนาคาร

เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่าย วิธีแก้ของครัวเรือนจำนวนมากคือการขายเวลามากขึ้น ทำล่วงเวลา รับงานเสริม ขับรถส่งอาหาร ทำงานในวันหยุด หรือแบกหลายอาชีพไว้พร้อมกัน ทางออกนี้ช่วยให้อยู่รอดได้จริง แต่มีต้นทุนที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่

นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า ความจนทางเวลา (time poverty) มนุษย์ทุกคนมีวันละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากัน แต่ไม่ได้มีอำนาจเหนือยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้นเท่ากัน

คนที่มีทุนสามารถ “ซื้อเวลาคืน” ได้ เขาจ้างผู้อื่นทำงานบางอย่างแทน ใช้บริการที่ประหยัดเวลา หรือหยุดพักโดยไม่สูญเสียความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในทางกลับกัน คนที่ไม่มีทุนมักต้องทำสิ่งตรงข้าม นั่นคือขายเวลาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อซื้อความอยู่รอดในวันนี้ ยิ่งจน ยิ่งต้องขายเวลา ยิ่งขายเวลา ก็ยิ่งไม่มีเวลาไปสร้างโอกาสที่จะพาตัวเองออกจากวงจรนั้น

ความยากจนจึงไม่ได้พรากเพียงสินค้าและบริการออกจากชีวิต

มันพรากเวลา — ซึ่งเป็นวัตถุดิบของชีวิตทั้งชีวิต — ออกไปด้วย

8. เมื่อหนี้กินเวลา และเวลากินประชาธิปไตย

ตรงนี้เองที่เรื่องเศรษฐกิจปากท้องกับเรื่องโครงสร้างอำนาจกลับมาบรรจบกันอย่างมีนัยสำคัญ และเผยให้เห็นว่าทั้งสองมิใช่คนละเรื่องอย่างที่มักเข้าใจกัน

ประชาธิปไตยที่มีชีวิตต้องการเวลา — เวลาอ่านข่าวและตรวจสอบข้อมูล เวลาสนทนากับคนที่เห็นต่าง เวลาเข้าร่วมประชุมชุมชน รวมกลุ่มทางวิชาชีพ ติดตามการใช้งบประมาณ หรือแม้เพียงเวลาหยุดคิดสักครู่ว่า “กติกาที่ครอบชีวิตเราอยู่นี้เป็นธรรมแล้วหรือยัง” การเป็นพลเมืองที่ตื่นรู้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองในสุญญากาศ แต่ต้องการพื้นที่และเวลาว่างในใจ

คนที่ออกจากบ้านตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง กลับถึงบ้านเมื่อฟ้ามืด และยังต้องพะวงว่าจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายค่างวดสิ้นเดือน ย่อมมีต้นทุนในการเป็นพลเมืองที่ตื่นตัวสูงกว่าคนที่มีทรัพย์สิน เงินออม และเวลาว่างอย่างเทียบกันไม่ได้ นี่ไม่ได้หมายความว่าคนรายได้น้อยใส่ใจประชาธิปไตยน้อยกว่า ตรงกันข้าม หลายครั้งพวกเขาคือผู้ที่ได้รับผลจากนโยบายที่เลวร้ายก่อนใคร หากแต่หมายความว่า การเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นมีต้นทุน และต้นทุนนั้นกระจายอย่างไม่เท่าเทียม

ด้วยเหตุนี้ ความจนทางเวลาจึงสามารถไหลต่อไปกลายเป็น ความจนทางการเมือง (political poverty) ได้ โดยไม่ต้องมีใครออกคำสั่งห้ามประชาชนคิดแม้แต่ข้อเดียว เพราะบางครั้ง ชีวิตก็บีบคั้นจนไม่เหลือเวลาให้ได้คิดเสียแล้ว นี่คือการปิดปากที่แนบเนียนที่สุด เพราะไม่มีใครต้องลงมือปิด

9. เสรีภาพสองชั้นที่เชื่อมร้อยกัน

มาถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่าเสรีภาพมีอย่างน้อยสองชั้นที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกัน

ชั้นแรก คือเสรีภาพในการร่วมกำหนดกติกาส่วนรวม ได้แก่ การเลือกผู้แทน การวิพากษ์วิจารณ์อำนาจ การรวมกลุ่ม การแข่งขันทางการเมืองอย่างเป็นธรรม และการทำให้ผู้ใช้อำนาจต้องรับผิดรับชอบ นี่คือเสรีภาพในฐานะ “เจ้าของประเทศร่วมกัน”

ชั้นที่สอง คือเสรีภาพในการกำหนดชีวิตประจำวันของตน ได้แก่ การเลือกงาน ปฏิเสธงานที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่เป็นธรรม การหยุดพัก การเปลี่ยนอาชีพ การดูแลครอบครัว การเรียนรู้ และการวางแผนอนาคต นี่คือเสรีภาพในฐานะ “เจ้าของชีวิตของตนเอง”

สองชั้นนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน แต่สัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้งและเป็นวงจร ประชาชนที่ไม่มีอำนาจต่อรองในชีวิตประจำวันย่อมมีต้นทุนสูงเกินกว่าจะใช้อำนาจทางการเมืองได้เต็มที่ และในทางกลับกัน หากกลไกทางการเมืองไม่สามารถแปรความต้องการของประชาชนให้เป็นนโยบายที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริง ปัญหาเชิงเศรษฐกิจที่กัดกร่อนอำนาจต่อรองของประชาชนก็ยิ่งแก้ยากขึ้นทุกที กลายเป็นวงจรที่หมุนกดคนกลุ่มเดิมให้จมลึกลงเรื่อย ๆ

10. แล้วคำว่า “ทาส” ควรใช้หรือไม่?

ควรใช้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและความรับผิดชอบทางความคิด

คนมีหนี้ไม่ใช่ทาส ลูกจ้างไม่ใช่ทาส คนจนไม่ใช่ทาส และการมีศาลหรือองค์กรอิสระก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนเป็นทาส การใช้คำนี้ตามตัวอักษรจะลดทอนความโหดร้ายของประวัติศาสตร์ระบบทาสที่มนุษย์ถูกซื้อขายเยี่ยงสิ่งของ และจะทำให้การวิเคราะห์โครงสร้างที่ซับซ้อนกลายเป็นเพียงคำกล่าวหาที่ง่ายและตื้นเกินไป

แต่หากใช้เป็น อุปมาเพื่อเปิดคำถาม มันกลับมีพลังอย่างยิ่ง เพราะคำถามที่แท้จริงมิใช่

“ใครเป็นทาส?”

หากแต่เป็น

“อะไรทำให้มนุษย์มีทางเลือกน้อยลง — และใครกันที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขเหล่านั้น?”

11. เสรีภาพอาจวัดได้จาก “ทางออก”

บทเรียนเชิงปฏิบัติจากทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีตั้งคำถามของเราเสียใหม่ อย่าถามเพียงว่ามีสิทธิหรือไม่ แต่จงถามต่อว่าใช้สิทธินั้นได้จริงเพียงใด

อย่าถามเพียงว่า “คุณมีสิทธิลาออกหรือไม่” แต่ถามต่อว่า “ถ้าลาออกวันนี้ คุณอยู่ได้กี่เดือนก่อนที่ชีวิตจะพัง”

อย่าถามเพียงว่า “คุณมีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่” แต่ถามต่อว่า “คะแนนเสียงนั้นเดินทางไปเปลี่ยนนโยบายและกติกาที่คุณต้องอยู่ภายใต้มันได้ไกลเพียงใด”

อย่าถามเพียงว่า “คุณมีสิทธิวิจารณ์อำนาจหรือไม่” แต่ถามต่อว่า “คุณมีข้อมูล เวลา ความมั่นคง และพื้นที่ปลอดภัยพอที่จะใช้สิทธินั้นจริงหรือไม่”

เมื่อถามเช่นนี้ เสรีภาพจะไม่ใช่เพียงข้อความในรัฐธรรมนูญหรือสิทธิในทางนามธรรมที่ประกาศไว้สวยหรู แต่กลายเป็น ขีดความสามารถที่แท้จริงในการเลือกชีวิตของตนเอง และร่วมกำหนดกติกาที่ครอบชีวิตนั้น เสรีภาพที่วัดจากทางออกที่ใช้ได้จริง คือเสรีภาพที่มีเนื้อหนัง ไม่ใช่เพียงเงา


บทส่งท้าย: โซ่ตรวนที่มองไม่เห็น

ประเทศไทยเลิกทาสตามกฎหมายไปนานแล้ว ข้อเท็จจริงนี้สำคัญและไม่ควรถูกทำให้พร่ามัวด้วยวาทกรรมใด ๆ การเลิกทาสคือหมุดหมายแห่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เราควรภาคภูมิใจและหวงแหน

แต่การสิ้นสุดของระบบทาสไม่ได้ทำให้คำถามเรื่องการครอบงำ การพึ่งพิง ความเหลื่อมล้ำ และอำนาจต่อรองสิ้นสุดลงตามไปด้วย มนุษย์สมัยใหม่ไม่จำเป็นต้องถูกล่ามโซ่จึงจะมีทางเลือกน้อย บางคนถูกจำกัดด้วยหนี้ บางคนด้วยค่าครองชีพ บางคนด้วยเวลาที่ไม่เคยมีเหลือ บางคนด้วยตลาดแรงงานที่ไร้อำนาจต่อรอง และบางคนด้วยกติกาทางการเมืองที่ขีดวงไว้ล่วงหน้าว่าเสียงเลือกตั้งของเขาเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง โซ่ตรวนสมัยใหม่จึงมองไม่เห็น แต่รัดแน่นไม่แพ้โซ่เหล็ก

เพราะฉะนั้น หากจะรักษาความหมายที่ลึกที่สุดของวลี “ถ้าไม่สู้ก็อยู่อย่างทาส” ไว้ เราไม่จำเป็นต้องตีความว่า “สู้” หมายถึงการเผชิญหน้าบนท้องถนนเพียงอย่างเดียว การสู้ในสังคมประชาธิปไตยมีความหมายที่กว้างและยั่งยืนกว่านั้นมาก

มันอาจหมายถึงการศึกษาหาความรู้ การตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล การตรวจสอบผู้มีอำนาจ การรวมกลุ่มอย่างสันติ การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การช่วยกันสร้างสถาบันที่รับผิดรับชอบ การคุ้มครองสิทธิของคนที่เห็นต่างจากเรา และการออกแบบเศรษฐกิจที่คืนอำนาจต่อรองให้แก่คนธรรมดา — ทั้งหมดนี้บนเส้นทางสันติและภายใต้หลักนิติธรรม

สิ่งตรงข้ามกับการเป็นทาส อาจไม่ใช่เพียง “การไม่มีนาย”

แต่อาจคือการมี เสียง (voice) ที่ส่งผลได้จริง
มี ทางเลือก (choice) ที่ใช้ได้จริง
มี ทางออก (exit) เมื่อเงื่อนไขไม่เป็นธรรม
และมี ความรับผิดรับชอบ (accountability) ของผู้ถืออำนาจที่บังคับได้จริง

ดังนั้น คำถามสุดท้ายของบทความนี้จึงมิใช่คำถามที่ตอบง่ายอย่าง

“คนไทยยังเป็นทาสหรือไม่?”

หากคือคำถามที่ยากกว่า ตรงกว่า และอาจสำคัญกว่ามาก นั่นคือ

ในประเทศที่รัฐธรรมนูญประกาศว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
ประชาชนธรรมดามีอำนาจเพียงใดในการพูดคำว่า “ไม่”
ต่อสิ่งที่ครอบชีวิตของตน — และมีอำนาจเพียงใดในการลงมือเปลี่ยนมัน?

เชิงอรรถและแหล่งอ้างอิง
  1. คำวินิจฉัยยุบพรรคก้าวไกลของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2567 สืบเนื่องจากการรณรงค์แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ดู Human Rights Watch. (2024, August 7). Thailand: Constitutional Court dissolves opposition party.
  2. Freedom House. (2026). Thailand: Freedom in the world 2026. คะแนนรวม 33/100 (สิทธิทางการเมือง 11/40, เสรีภาพพลเมือง 22/60) สถานะ “Not Free” และตัวชี้วัด C1 (ผู้นำรัฐบาลและผู้แทนจากการเลือกตั้งเป็นผู้กำหนดนโยบายจริงหรือไม่) ได้ 1/4 คะแนน; เทียบกับ 36/100 สถานะ “Partly Free” ในรายงานปี 2024.
  3. V-Dem Institute. (2026). Democracy report 2026: Unraveling the democratic era? (10th ed.). University of Gothenburg. รายงานระบุว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก มีสี่ประเทศที่อยู่ในห้วงการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ได้แก่ ฟิจิ หมู่เกาะโซโลมอน ไทย และติมอร์-เลสเต.
  4. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560, มาตรา 256 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รวมถึงเงื่อนไขเสียงวุฒิสภาและการออกเสียงประชามติในบางกรณี.
  5. สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทย ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ประมาณร้อยละ 86.7 ดู Siam Commercial Bank Economic Intelligence Center [SCB EIC]. (2026). Thailand's household debt-to-GDP ratio. ตัวเลขอาจปรับได้ตามการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทยในแต่ละไตรมาส.
บรรณานุกรม (APA 7th)
  • Freedom House. (2026). Thailand: Freedom in the world 2026. Freedom House. https://freedomhouse.org/country/thailand/freedom-world/2026
  • Human Rights Watch. (2024, August 7). Thailand: Constitutional Court dissolves opposition party. https://www.hrw.org/news/2024/08/07/thailand-constitutional-court-dissolves-opposition-party
  • Siam Commercial Bank Economic Intelligence Center. (2026). Thailand's household debt-to-GDP ratio rose to 86.7% at end-2025. SCB EIC. https://www.scbeic.com/en/detail/product/10081
  • V-Dem Institute. (2026). Democracy report 2026: Unraveling the democratic era? (10th ed.). University of Gothenburg. https://www.v-dem.net/documents/75/V-Dem_Institute_Democracy_Report_2026_lowres.pdf
  • รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก. (มาตรา 112, 256).
หมายเหตุด้านวิธีวิทยา: การจัดประเภทและการให้คะแนนของ Freedom House และ V-Dem เป็นผลจากกรอบนิยามและระเบียบวิธีเฉพาะของแต่ละองค์กร มิใช่ข้อเท็จจริงที่ปราศจากข้อถกเถียง ที่สำคัญ ทั้งสองสำนักอาจให้ภาพที่ต่างกันในปีเดียวกัน เพราะวัด “คนละสิ่ง” สำนักหนึ่งวัดระดับเสรีภาพ ณ ปัจจุบัน อีกสำนักวัดทิศทางการเปลี่ยนแปลง บทความนี้จึงใช้ข้อมูลดังกล่าวเป็นเครื่องมือประกอบการตั้งคำถาม มิใช่ใช้แทนข้อสรุปเบ็ดเสร็จเกี่ยวกับการเมืองไทย และผู้อ่านควรตรวจสอบตัวเลขล่าสุดจากต้นฉบับโดยตรงเสมอ

Popular Posts