จากบ้านเลขที่ 111 ถึงกราบตักทักษิณ | เกรียง–ทักษิณ–อนุทิน

คันฉ่องส่องไทย · บันทึกประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัย

จาก “บ้านเลขที่ 111”
ถึง “กราบตักทักษิณ”

เกรียง–ทักษิณ–อนุทิน: ความทรงจำ บุญคุณ บ้านใหญ่ และการต่อรองในรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง 2569

บทคัดย่อ

บทความนี้ศึกษาภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก้มกราบตักนายทักษิณ ชินวัตร ภายหลังพิธีสวดพระอภิธรรมศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 โดยวางภาพดังกล่าวลงในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ตั้งแต่ยุคพรรคไทยรักไทย การยุบพรรคและ “บ้านเลขที่ 111” การแตกแขนงของเครือข่ายเดิมไปสู่พรรคภูมิใจไทย ตลอดจนโครงสร้างรัฐบาลผสมหลังการเลือกตั้ง 2569 ข้อเสนอหลักคือ ภาพกราบตักไม่ควรถูกลดทอนให้เป็นเพียงมารยาทส่วนตัว และไม่ควรถูกขยายความเป็นหลักฐานของการยอมจำนนทางการเมือง หากเป็นสัญลักษณ์ของความสัมพันธ์หลายชั้น—บุญคุณ ความทรงจำ การแข่งขัน และการพึ่งพา—ระหว่างศูนย์อำนาจที่มีรากร่วมกัน แต่มีทรัพยากรและผลประโยชน์ของตนเองในปัจจุบัน

สถานะของหลักฐาน: บทความแยกข้อมูลออกเป็นสามระดับ ได้แก่ (1) เหตุการณ์และตัวเลขที่รายงานหรือยืนยันได้ (2) ความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่อนุมานจากบริบท และ (3) ฉากทัศน์ในอนาคตซึ่งเป็นเพียงความเป็นไปได้ มิใช่ข้อยืนยันว่ามีข้อตกลงลับเกิดขึ้น

1. ภาพไม่กี่วินาทีที่บรรจุประวัติศาสตร์เกือบสามทศวรรษ

ค่ำวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ งานสวดพระอภิธรรมศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ ที่จังหวัดอุบลราชธานี เกิดภาพสั้น ๆ ซึ่งอาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่บรรจุประวัติศาสตร์การเมืองไทยไว้เกือบสามทศวรรษ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินไปส่งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีขึ้นรถ ก่อนน้อมตัวลงกราบที่ตัก

ก่อนหน้านั้น นางสาวแพทองธาร ชินวัตรได้เชิญนายอนุทินเข้าไปร่วมรับประทานอาหารในห้องส่วนตัว โดยมีนายทักษิณและนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ร่วมโต๊ะ ภายในงานเดียวจึงปรากฏอดีตนายกรัฐมนตรีสามคนกับนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน เป็นฉากซึ่งสื่อและผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองให้ความสนใจทันที[1]

นายอนุทินอธิบายในภายหลังว่าเป็นการแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ เนื่องจากเคยรับราชการการเมืองในรัฐบาลของนายทักษิณ เมื่อพบกันจึง “ต้องกราบตักอยู่แล้ว” พร้อมยืนยันว่าการสนทนาเป็นเพียงการถามสารทุกข์สุกดิบ มิได้มีเรื่องพิเศษ[2]

คำอธิบายว่าเป็น “มารยาทส่วนตัว” อาจเป็นความจริง ขณะเดียวกัน ภาพของนายกรัฐมนตรีในตำแหน่งที่แสดงความเคารพต่อผู้นำเครือข่ายของพรรคร่วมรัฐบาลก็ย่อมมีผลทางการเมืองโดยตัวมันเอง—แม้ผู้กระทำจะมิได้ตั้งใจให้เป็นการส่งสัญญาณก็ตาม

หากมองเพียงผิวหน้า นี่คือภาพของนักการเมืองที่รู้จักกันมานานและมาร่วมอาลัยผู้วายชนม์ แต่หากย้อนประวัติบุคคลทั้งสาม ภาพนี้คือจุดบรรจบของผู้สร้างเครือข่ายอำนาจระดับชาติ ขุนพลผู้เชื่อมพรรคกับฐานท้องถิ่น และอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่เติบโตขึ้นเป็นเจ้าของศูนย์อำนาจของตนเอง

2. ภาพการเมืองมิใช่คำพิพากษา แต่เป็นร่องรอย

การใช้ภาพถ่ายหรือท่าทางเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต้องระมัดระวัง ภาพหนึ่งภาพบอกได้ว่าใครอยู่กับใคร ใครแสดงท่าทีอย่างไร และเหตุการณ์เกิดขึ้นในบริบทใด แต่ไม่สามารถเปิดเผยเนื้อหาการสนทนาหรือพิสูจน์เจตนาที่อยู่ภายในใจได้ทั้งหมด

การอ่านที่รับผิดชอบจึงต้องหลีกเลี่ยงสองด้านสุดโต่ง ด้านแรกคือการกล่าวว่า “ไม่มีอะไรเลย” เพราะเป็นเพียงธรรมเนียมเคารพผู้ใหญ่ ด้านที่สองคือการกระโดดไปสู่ข้อสรุปว่าได้เกิดการตกลงแบ่งอำนาจหรือยอมจำนนแล้ว ทั้งสองแบบตัดความซับซ้อนออกจากเหตุการณ์

ข้อเท็จจริงมีการร่วมโต๊ะ ส่งขึ้นรถ และกราบตัก นายอนุทินยืนยันว่ามิได้คุยเรื่องพิเศษ
สัญลักษณ์ผู้นำรัฐบาลแสดงความเคารพต่ออดีตผู้บังคับบัญชาและศูนย์กลางเครือข่ายพรรคร่วม
สิ่งที่ยังไม่รู้ไม่มีหลักฐานสาธารณะว่ามีข้อตกลงทางการเมืองใดเกิดขึ้นในห้องอาหาร

ด้วยเหตุนี้ ภาพดังกล่าวควรถูกใช้เป็น “ร่องรอย” สำหรับตั้งคำถาม แล้วนำไปประกอบกับประวัติบุคคล โครงสร้างพรรค จำนวนเสียงในสภา และผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย มากกว่าจะใช้เป็นคำพิพากษาสำเร็จรูป

3. คนสามคนจากประวัติศาสตร์การเมืองชุดเดียวกัน

จุดเชื่อมที่สำคัญและมักถูกมองข้ามคือ นายเกรียงและนายอนุทินต่างเคยอยู่ในพรรคไทยรักไทย และต่างเป็นกรรมการบริหารพรรคในกลุ่ม “บ้านเลขที่ 111” ซึ่งถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปีภายหลังคำวินิจฉัยยุบพรรคเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550[3]

ทั้งสองจึงมิใช่เพียงนักการเมืองต่างพรรคซึ่งบังเอิญมาทำงานร่วมกันในรัฐบาลเศรษฐา หากเคยอยู่ในองค์กรการเมืองเดียวกัน เคยทำงานภายใต้ผู้นำคนเดียวกัน และเคยรับผลจากการล่มสลายของพรรคพร้อมกัน เพียงแต่เมื่อพ้นช่วงตัดสิทธิแล้ว คนหนึ่งกลับเข้าสู่สายพรรคเพื่อไทย–ชินวัตร ขณะที่อีกคนขึ้นนำพรรคภูมิใจไทยและพัฒนาศูนย์อำนาจขึ้นมาแข่งขันกับเครือข่ายเดิม

ช่วงเวลาเกรียง กัลป์ตินันท์อนุทิน ชาญวีรกูลความหมายเชิงโครงสร้าง
2538–2540เป็น ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนย้ายสังกัดเริ่มงานการเมืองในฐานะที่ปรึกษารัฐมนตรีการเมืองยังอาศัยเครือข่ายบุคคลและการเคลื่อนย้ายสังกัดสูง
2544–2549ส.ส.พรรคไทยรักไทยและขุนพลอีสานใต้รัฐมนตรีช่วยในรัฐบาลทักษิณทั้งคู่ถูกรวมเข้าสู่ศูนย์อำนาจไทยรักไทย
2550–2555ถูกตัดสิทธิในบ้านเลขที่ 111ถูกตัดสิทธิในบ้านเลขที่ 111มีชะตากรรมร่วมจากการยุบพรรค
หลัง 2555กลับสู่เครือข่ายเพื่อไทย–ชินวัตรขึ้นนำพรรคภูมิใจไทยเครือข่ายเดิมแตกออกเป็นสองเส้นทาง
2566–2567รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอดีตสมาชิกพรรคเดียวกันกลับมาร่วมงานภายใต้รัฐบาลผสม
2568–2569แกนนำอาวุโสเพื่อไทยขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีลำดับอำนาจเปลี่ยนจากยุคไทยรักไทยอย่างชัดเจน
14 ส.ค. 2569งานศพเป็นจุดบรรจบกราบตักอดีตนายกรัฐมนตรีความเคารพเดิมปรากฏภายใต้โครงสร้างอำนาจใหม่
ข้อเสนอหลัก: ภาพกราบตักมิใช่ภาพของ “คนสองค่าย” อย่างง่าย แต่เป็นภาพของสมาชิกครอบครัวการเมืองเดิมที่เดินคนละเส้นทาง คนหนึ่งรักษาสายสัมพันธ์กับศูนย์กลางเดิม อีกคนสร้างอาณาจักรของตนจนมีอำนาจต่อรองกับอดีตผู้บังคับบัญชา

4. ทักษิณ: จากผู้บังคับบัญชาสู่ศูนย์กลางความทรงจำทางการเมือง

สำหรับนายอนุทิน นายทักษิณมิใช่เพียงอดีตนายกรัฐมนตรี หากเคยเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง นายอนุทินเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขในรัฐบาลทักษิณช่วงปี 2547–2549 ก่อนถูกตัดสิทธิในคดีบ้านเลขที่ 111[4]

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 นายอนุทินเคยกล่าวว่า บุคลากรราวร้อยละ 80 ของพรรคภูมิใจไทยมีจุดเริ่มต้นมาจากพรรคไทยรักไทย และยืนยันว่าตนไม่เคยคิดร้ายต่อนายทักษิณ แม้บทบาททางการเมืองต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง[5] ถ้อยคำนี้ช่วยอธิบายกำเนิดทางการเมืองของภูมิใจไทยส่วนหนึ่งได้ดี พรรคมิได้ถือกำเนิดนอกจักรวาลไทยรักไทยโดยสิ้นเชิง หากรับเอาบุคลากร บ้านใหญ่ และทักษะการจัดการอำนาจจากยุคเดิม ก่อนจัดองค์กรเป็นเครือข่ายใหม่ที่มีฐานต่อรองของตนเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างทักษิณกับอนุทินจึงซ้อนกันอย่างน้อยสี่ชั้น ได้แก่ ผู้ใหญ่กับผู้น้อย อดีตนายกรัฐมนตรีกับอดีตรัฐมนตรี ผู้สร้างเครือข่ายเดิมกับผู้นำเครือข่ายที่แตกแขนง และคู่เจรจาจากสองศูนย์อำนาจในปัจจุบัน

ความเคารพส่วนบุคคลจึงสามารถดำรงอยู่พร้อมกับความขัดแย้งเชิงสถาบัน หลักฐานปรากฏชัดในเดือนมิถุนายน 2568 เมื่อนายอนุทินยอมรับว่าความสัมพันธ์กับนายทักษิณ “ไม่เหมือนเดิม” หลังเกิดความขัดแย้งเรื่องกระทรวงมหาดไทย โดยชี้ว่าหากรักกันจริง พรรคเพื่อไทยคงไม่พยายามยึดกระทรวงดังกล่าวจากภูมิใจไทย[6]

การเมืองแบบนี้ไม่อาจสรุปด้วยคำว่า “รักกัน” หรือ “แตกกัน” เพียงคำเดียว บุคคลสามารถเคารพกันในเชิงวัฒนธรรม แข่งขันกันในเชิงสถาบัน และต่อรองกันในเชิงผลประโยชน์ได้พร้อมกัน

5. เกรียง: “สะพานสองระดับ” ระหว่างนายใหญ่กับบ้านใหญ่

นายเกรียง กัลป์ตินันท์ เกิดเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2495 เริ่มการเมืองระดับชาติด้วยการได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.อุบลราชธานีในปี 2538 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาย้ายไปพรรคความหวังใหม่ ก่อนเข้าสู่พรรคไทยรักไทยและผูกพันกับเครือข่ายชินวัตรยาวนาน เขาถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ด้วยวัย 73 ปี[7]

เส้นทางนี้สะท้อนพัฒนาการของนักการเมืองท้องถิ่นจำนวนมากในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ถึงต้นทศวรรษ 2540 จากการพึ่งพาพรรคเก่าและการย้ายสังกัดตามโอกาส ไปสู่พรรคไทยรักไทยซึ่งสามารถรวมบ้านใหญ่ในจังหวัดต่าง ๆ เข้ากับนโยบายระดับชาติ ความนิยมของผู้นำ และระบบบริหารพรรคที่รวมศูนย์กว่าพรรคแบบเดิม

คุณค่าของนายเกรียงต่อเครือข่ายทักษิณมิได้อยู่เพียงจำนวนครั้งที่ชนะเลือกตั้ง แต่อยู่ที่ความสามารถทำหน้าที่เป็น “นายหน้าทางการเมือง” หรือผู้ประสานระหว่างหลายระดับ เขาเชื่อมผู้นำส่วนกลางกับ ส.ส.อีสาน เชื่อมนโยบายระดับชาติกับเครือข่ายท้องถิ่น และช่วยรักษาความต่อเนื่องขององค์กรผ่านการยุบพรรค รัฐประหาร และการเปลี่ยนรัฐบาล

คำว่า “ขุนพล” ในความหมายนี้จึงไม่ควรถูกลดเหลือเพียงลูกน้องผู้ซื่อสัตย์ หากหมายถึงผู้บำรุงโครงสร้างความสัมพันธ์ที่ทำให้พรรคระดับชาติสามารถลงหลักในพื้นที่ได้จริง เป็นผู้แปลงทุนส่วนตัว ความไว้ใจ ชื่อเสียง และเครือข่ายท้องถิ่นให้กลายเป็นคะแนนเสียงและความอยู่รอดของพรรค

แม้นายเกรียงจะมิได้ลงแข่งขันในระบบเขตช่วงท้ายของชีวิต แต่อำนาจของครอบครัวยังสืบทอด ในการเลือกตั้งปี 2569 นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ชนะอุบลราชธานี เขต 1 ในนามพรรคเพื่อไทยด้วยคะแนน 32,328 คะแนน[8] สิ่งนี้แสดงความแตกต่างระหว่าง “ตำแหน่ง” กับ “ทุนทางการเมือง”: ตำแหน่งสิ้นสุดตามวาระ แต่ชื่อสกุล เครือข่าย ความทรงจำ และความสัมพันธ์กับประชาชนอาจถ่ายทอดข้ามรุ่นได้

6. อนุทิน: จากผู้ใต้บังคับบัญชาสู่เจ้าของศูนย์อำนาจใหม่

หากนายเกรียงเป็นแบบอย่างของขุนพลที่รักษาสายสัมพันธ์กับศูนย์กลางเดิม นายอนุทินคือแบบอย่างของบุคลากรจากเครือข่ายเดิมซึ่งออกไปสร้างศูนย์อำนาจใหม่ หลังพ้นโทษตัดสิทธิ เขาเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยในปี 2555 และค่อย ๆ พัฒนาพรรคให้เป็นองค์กรที่รวมผู้นำท้องถิ่น บ้านใหญ่ และทรัพยากรทางการเมืองจากหลายพื้นที่

เส้นทางนี้มิใช่การตัดขาดจากอดีตทั้งหมด แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะจากผู้รับความเมตตาและโอกาส มาเป็นผู้ครอบครองทรัพยากรทางการเมืองของตนเอง นายอนุทินจึงสามารถรักษาภาษาความกตัญญูต่ออดีตผู้บังคับบัญชา พร้อมกับปกป้องอาณาเขตของพรรคอย่างแข็งขัน

จุดที่เส้นทางของเกรียงกับอนุทินกลับมาตัดกันอย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นในรัฐบาลเศรษฐา เมื่ออนุทินเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเกรียงเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเดียวกัน วันที่ 13 กันยายน 2566 นายอนุทินลงนามแบ่งงานให้นายเกรียงกำกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร องค์การตลาด และองค์การจัดการน้ำเสีย[9]

กระทรวงมหาดไทยมีนัยสำคัญมากกว่าตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี เพราะเป็นจุดเชื่อมรัฐบาลส่วนกลาง ผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลไกปกครอง และเครือข่ายพื้นที่ การให้ขุนพลเพื่อไทยจากอุบลราชธานีทำงานภายใต้รัฐมนตรีว่าการจากภูมิใจไทย จึงเป็นทั้งการแบ่งงานราชการและการจัดสมดุลระหว่างพรรคร่วม

นายเกรียงจึงกลายเป็นสะพานมนุษย์ระหว่างสองเครือข่ายอีกครั้ง: เป็นคนของสายทักษิณ แต่ทำงานภายใต้ผู้นำศูนย์อำนาจสีน้ำเงินซึ่งเคยเติบโตจากพรรคเดียวกัน

7. งานศพในฐานะเวทีการเมืองที่ไม่เป็นทางการ

งานศพ งานแต่ง งานบวช และงานบุญของบุคคลสำคัญมีสถานะพิเศษในการเมืองไทย เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งคู่แข่งสามารถพบกันได้โดยไม่จำเป็นต้องประกาศว่ากำลังเจรจา ทุกฝ่ายมีเหตุผลอันชอบธรรมในการเข้าร่วม คือมาแสดงความอาลัยหรือร่วมพิธีแก่เจ้าภาพ

พิธีกรรมช่วยลดความแข็งกระด้างของตำแหน่งและสังกัดพรรค ทำให้บุคคลกลับมาพบกันในฐานะรุ่นพี่ รุ่นน้อง เพื่อนเก่า ผู้เคยทำงานร่วมกัน และผู้ร่วมชะตากรรม ขณะเดียวกัน ภาพจากงานสามารถสื่อสารกับพรรคร่วม ข้าราชการ กลุ่มทุน สมาชิกพรรค และเครือข่ายท้องถิ่นได้โดยไม่ต้องมีแถลงการณ์

จุดสำคัญคือ “พื้นที่เปิดการสื่อสาร” ไม่เท่ากับ “ข้อตกลงสำเร็จแล้ว” การร่วมโต๊ะอาหารในห้องส่วนตัวแสดงว่าบุคคลระดับสูงสามารถพูดคุยกันได้อย่างเป็นกันเอง แต่ไม่ใช่หลักฐานเพียงพอสำหรับสรุปว่ามีการจัดสรรตำแหน่ง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ หรือกำหนดอนาคตรัฐบาลเกิดขึ้น หากไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม

หลักอนุมานอย่างมีวินัย: กล่าวได้ว่าการพบกันลดต้นทุนของการติดต่อและเปิดช่องทางเจรจา กล่าวไม่ได้ว่าการเจรจาเกิดผลหรือฝ่ายใดยอมรับเงื่อนไขของอีกฝ่ายแล้ว

8. เหตุใดฉากนี้จึงมีความหมายเป็นพิเศษเมื่อเกิดที่อุบลราชธานี

อุบลราชธานีมิใช่เพียงบ้านเกิดของนายเกรียง หากเป็นพื้นที่ซึ่งสะท้อนการแตกกระจายของอำนาจการเมืองอีสานอย่างชัดเจน ในการเลือกตั้งปี 2569 จังหวัดนี้มี 11 เขต พรรคไทรวมพลังและพรรคภูมิใจไทยชนะพรรคละ 4 เขต ส่วนพรรคเพื่อไทยได้ 3 เขต[10]

ตัวเลขดังกล่าวชี้ว่า “อีสานของเพื่อไทย” มิได้เป็นพื้นที่ผูกขาด ภูมิใจไทยและบ้านใหญ่กลุ่มอื่นสามารถครองเขตได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันเพื่อไทยยังรักษาฐานสำคัญบางส่วน รวมถึงเขตเมืองซึ่งตระกูลกัลป์ตินันท์ครองอยู่

งานศพของขุนพลเพื่อไทยจึงเกิดขึ้นบนแผ่นดินที่สองพรรคเป็นพันธมิตรระดับรัฐบาล แต่เป็นคู่แข่งขันระดับพื้นที่ ภาพกราบตักมิได้เกิดในสุญญากาศ หากเกิดกลางสนามซึ่งอำนาจเดิมของเพื่อไทยถูกแบ่งออกให้พรรคและบ้านใหญ่อื่น ๆ

ความจริงข้อนี้ช่วยป้องกันการอ่านภาพแบบโรแมนติกเกินไป ความอบอุ่นส่วนบุคคลมิได้ยกเลิกการแข่งขันในการเลือกตั้ง และการแข่งขันในพื้นที่ก็มิได้ทำลายความเป็นไปได้ของการร่วมรัฐบาล ความสัมพันธ์สองระดับสามารถดำรงคู่กัน เพราะทั้งสองฝ่ายแยกสนามแข่งขันออกจากสนามประคองรัฐบาลได้ตราบเท่าที่ผลประโยชน์ยังสมดุล

9. เลขคณิตของอำนาจ: เพื่อไทยไม่รับกระสุนหน้าแนว แต่ถือสวิตช์สำคัญ

หลังการเลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทยได้ 191 ที่นั่ง พรรคประชาชน 120 ที่นั่ง และพรรคเพื่อไทย 74 ที่นั่ง ตามผลที่รวบรวมโดย Thai PBS[11] ในช่วงจัดตั้งรัฐบาล มีรายงานว่ากลุ่มพรรคร่วมที่นำโดยภูมิใจไทยมีประมาณ 292 เสียง[12]

องค์ประกอบฐานรัฐบาลประมาณ 292 เสียง
ภูมิใจไทย
191
เพื่อไทย
74
พรรคอื่น
≈27
ตัวเลขใช้เพื่ออธิบายโครงสร้างการต่อรอง ไม่ใช่การยืนยันความเป็นเอกภาพของ ส.ส.ทุกคนในทุกญัตติ

หากนำ 74 เสียงของเพื่อไทยออกจากฐาน 292 เสียง รัฐบาลชุดเดิมจะเหลือประมาณ 218 เสียง ต่ำกว่าเกณฑ์เสียงข้างมากของสภาที่มีสมาชิกเต็มจำนวน 500 คน นี่ทำให้เพื่อไทยมี “อำนาจยับยั้ง” หรือ veto leverage สูงกว่าภาพลักษณ์พรรคลำดับสามอาจทำให้เข้าใจ

แต่อำนาจนี้มีข้อจำกัด การถอนตัวของเพื่อไทยมิได้ทำให้รัฐบาลล้มโดยอัตโนมัติ นายอนุทินอาจพยายามดึงพรรคหรือกลุ่ม ส.ส.อื่นมาทดแทน ปรับคณะรัฐมนตรี ยุบสภา หรือใช้กลไกอื่นตามสถานการณ์ นอกจากนี้ สมาชิกพรรคมิใช่ก้อนคะแนนที่เคลื่อนพร้อมกันเสมอ ดังนั้น 74 เสียงคือฐานต่อรองที่สำคัญ แต่ไม่ใช่อำนาจเบ็ดเสร็จ

ข้อได้เปรียบของผู้ร่วมรัฐบาลที่มิใช่แกนนำ

ตำแหน่งของเพื่อไทยในรัฐบาลอนุทินมีลักษณะน่าสนใจ คือได้รับส่วนแบ่งในการบริหารและเข้าถึงข้อมูลกับทรัพยากรของรัฐ แต่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จและความล้มเหลวในระดับเดียวกับนายกรัฐมนตรีและพรรคแกนนำ กระสุนจากปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง เหตุวิกฤต และความผิดพลาดของฝ่ายบริหารมักตกใส่ผู้ถือธงหน้าสุดก่อน

เพื่อไทยจึงสามารถดำรงบทบาทสองหน้าอย่างถูกกติกา: ด้านหนึ่งเป็นพรรคร่วมและต้องร่วมรับผิดชอบต่อมติรัฐบาล อีกด้านหนึ่งสามารถรักษาระยะทางจากตัวนายกรัฐมนตรี สะสมผลงานของรัฐมนตรีในสังกัด และสงวนทางเลือกสำหรับอนาคต

หากพลังนิยม เสถียรภาพ หรือความสามารถควบคุมพรรคร่วมของนายอนุทินลดลงจริง ต้นทุนที่เพื่อไทยเรียกร้องเพื่อแลกกับการสนับสนุนย่อมมีแนวโน้มสูงขึ้น แต่บทความนี้ไม่ถือว่าคำว่า “พลังตก” เป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้วจากภาพงานศพหรือจากโพลชุดเดียว สิ่งที่พิสูจน์ได้แน่นกว่าคือ โครงสร้างเสียงทำให้เพื่อไทยเป็นหุ้นส่วนซึ่งนายอนุทินละเลยได้ยาก

10. What next? การเปิดประตูมิได้บอกว่าใครจะเดินผ่าน

ความสำคัญของการพบกันอยู่ที่การลดต้นทุนการสื่อสาร เมื่อผู้นำและผู้มีอิทธิพลของสองพรรคยังสามารถนั่งร่วมโต๊ะ ทักทาย และแสดงความเคารพกันได้ การเจรจาในอนาคตย่อมเริ่มต้นง่ายกว่าสถานการณ์ที่ช่องทางส่วนบุคคลถูกตัดขาดทั้งหมด

แต่การมีช่องทางมิได้แปลว่าอนุทินยอมจำนน หรือทักษิณเป็นผู้กำหนดทุกอย่าง ภูมิใจไทยมี ส.ส.มากที่สุด มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และมีเครื่องมือบริหารรัฐ ส่วนเพื่อไทยมีจำนวนเสียงซึ่งอาจเปลี่ยนชะตารัฐบาล มีฐานเสียงเดิม และมีความสามารถเปิดหรือปิดทางเลือกบางแบบ ทั้งสองฝ่ายจึงต่างมีทรัพย์สินต่อรอง ไม่มีฝ่ายใดต้องยอมอีกฝ่ายโดยปราศจากผลตอบแทน

ฉากทัศน์ที่ 1

ประคองรัฐบาลภายใต้การต่อรองใหม่

ทั้งสองพรรคคงรัฐบาลไว้ แต่ปรับสัดส่วนอำนาจ นโยบาย หรืองานในกระทรวง เพื่อไทยใช้เสียงค้ำเสถียรภาพ ขณะที่ภูมิใจไทยรักษาตำแหน่งนำ นี่เป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำกว่าการแตกหัก หากทั้งสองยังได้ประโยชน์จากการอยู่ร่วมกัน

ฉากทัศน์ที่ 2

อยู่ร่วมกันแต่เตรียมแข่งขัน

ความร่วมมือระดับรัฐบาลดำเนินต่อ ขณะที่แต่ละพรรคสร้างผลงาน แยกแบรนด์ และเตรียมฐานผู้สมัครสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า การปรองดองในภาพมิได้ลบการแข่งขัน แต่เป็นกลไกควบคุมมิให้การแข่งขันทำลายรัฐบาลก่อนเวลาที่เหมาะสม

ฉากทัศน์ที่ 3

เพื่อไทยเพิ่มราคา แต่ไม่ถอนตัว

เมื่อเห็นว่ารัฐบาลต้องพึ่งเสียงของตน เพื่อไทยอาจเพิ่มข้อเรียกร้องโดยไม่เดินถึงขั้นถอนตัว เพราะการถอนตัวย่อมทำให้สูญเสียตำแหน่งและเปิดทางให้อีกฝ่ายหาเสียงทดแทน อำนาจต่อรองมักมีประสิทธิภาพสูงที่สุดเมื่อยังไม่ถูกใช้จนหมด

ฉากทัศน์ที่ 4

แตกหักและจัดแนวพันธมิตรใหม่

หากผลประโยชน์ไม่อาจประนีประนอม การถอนตัว การปรับคณะรัฐมนตรี การสร้างเสียงข้างมากใหม่ หรือการยุบสภาอาจถูกนำมาพิจารณา แต่เส้นทางนี้มีความไม่แน่นอนสูงต่อทุกฝ่าย จึงมักเป็นไพ่ที่ใช้ขู่หรือเตรียมพร้อมก่อนถูกใช้จริง

สิ่งที่ควรจับตามิใช่เพียงว่าทักษิณกับอนุทินพบกันอีกหรือไม่ แต่คือการเคลื่อนตัวที่ตรวจสอบได้หลังจากนั้น เช่น การแบ่งงานในคณะรัฐมนตรี ท่าทีต่อร่างกฎหมายสำคัญ การลงมติของ ส.ส.เพื่อไทย การแต่งตั้งบุคคลในกลไกรัฐ การแข่งขันในพื้นที่ และถ้อยคำของแกนนำเมื่อเกิดวิกฤต การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยบอกว่าภาพจากอุบลราชธานีเป็นเพียงมารยาท หรือเป็นจุดเริ่มของการปรับสมดุลจริง

11. บทเรียนสำหรับนักประวัติศาสตร์และนักรัฐศาสตร์ไทย

11.1 พรรคการเมืองคือองค์กรและเครือข่ายพร้อมกัน

การศึกษาพรรคผ่านข้อบังคับ นโยบาย และจำนวน ส.ส.อย่างเดียวไม่เพียงพอ พรรคไทยยังดำรงอยู่ผ่านความสัมพันธ์ของบุคคล ครอบครัว ผู้สนับสนุน และผู้นำท้องถิ่น การยุบพรรคทำลายนิติบุคคลได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำลายสายสัมพันธ์ทั้งหมด บางส่วนย้ายชื่อ บางส่วนแตกแขนง และบางส่วนกลับมาเป็นคู่แข่งของศูนย์กลางเดิม

11.2 การแตกพรรคอาจเป็นการกระจายพันธุ์ของเครือข่ายเดิม

ภูมิใจไทยมิใช่สำเนาของไทยรักไทย และมีพัฒนาการของตนเอง แต่รากบุคลากรจำนวนหนึ่งมาจากพื้นที่การเมืองชุดเดียวกัน การมองเฉพาะสีเสื้อแดงกับน้ำเงินอาจทำให้มองไม่เห็นสายสัมพันธ์ ประสบการณ์ และวิธีจัดการอำนาจที่ร่วมกันมาก่อน

11.3 วัฒนธรรมกับอำนาจสถาบันไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับตรงกัน

ผู้มีตำแหน่งสูงกว่าในระบบรัฐธรรมนูญอาจก้มกราบผู้ที่ไม่มีตำแหน่ง เพราะอายุ บุญคุณ หรือธรรมเนียมส่วนบุคคล ท่วงท่าทางวัฒนธรรมจึงไม่ใช่แผนผังอำนาจทางการเสมอไป การวิเคราะห์ต้องพิจารณาทั้งสองระบบโดยไม่เอาระบบหนึ่งแทนอีกระบบหนึ่ง

11.4 ผู้ประสานระดับกลางมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์

ประวัติศาสตร์การเมืองมักจดจำผู้นำสูงสุด แต่ระบบอำนาจดำรงอยู่ได้เพราะบุคคลอย่างนายเกรียง ผู้เชื่อมส่วนกลางกับท้องถิ่น เชื่อมพรรคกับครอบครัวการเมือง และเชื่อมอดีตกับปัจจุบัน การศึกษาคนระดับนี้ช่วยเติมจิ๊กซอว์ซึ่งชีวประวัติของนายกรัฐมนตรีเพียงอย่างเดียวให้ไม่ได้

11.5 อำนาจต่อรองเกิดจากทางเลือก ไม่ใช่เพียงจำนวน

จำนวน 74 เสียงมีความหมายเพราะรัฐบาลอาจเสียเสียงข้างมากหากขาดไป แต่พลังที่แท้จริงขึ้นกับว่าทั้งสองฝ่ายมีทางเลือกอื่นมากเพียงใด หากภูมิใจไทยหาเสียงทดแทนได้ง่าย อำนาจของเพื่อไทยลดลง หากเพื่อไทยไม่มีทางเลือกจัดแนวพันธมิตรอื่น ต้นทุนการถอนตัวก็สูงเช่นกัน เลขคณิตเป็นจุดตั้งต้น ส่วนโครงสร้างทางเลือกเป็นตัวกำหนดราคา

11.6 เหตุการณ์ส่วนตัวสามารถเป็นหลักฐานสาธารณะได้ แต่ต้องไม่อ่านเกินข้อมูล

งานศพครั้งนี้มีคุณค่าในฐานะบันทึกว่าบุคคลใดสามารถพบปะกันในบริบทใด และแสดงท่าทีต่อกันอย่างไร ความหมายจะชัดขึ้นเมื่อวางประกบกับเหตุการณ์ก่อนและหลัง มิใช่เมื่อแยกภาพออกจากเวลาแล้วแต่งเรื่องแทนช่องว่างของหลักฐาน

บทส่งท้าย: ผู้วายชนม์ในฐานะจุดเชื่อมของผู้ยังมีชีวิต

ในเชิงมนุษย์ งานครั้งนี้คือการอำลานักการเมืองอาวุโสผู้หนึ่ง แต่ในเชิงประวัติศาสตร์ นายเกรียงทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมเป็นครั้งสุดท้าย เขาเชื่อมทักษิณกับฐานอีสาน เชื่อมเพื่อไทยกับกระทรวงมหาดไทย เชื่อมอดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และเชื่อมผู้นำจากสองพรรคให้กลับมานั่งร่วมโต๊ะในวันที่ดุลอำนาจเปลี่ยนไปแล้ว

ผู้วายชนม์จึงมิใช่เพียงฉากหลังของภาพกราบตัก หากเป็นเหตุผลที่ทำให้ประวัติศาสตร์หลายสายมาบรรจบกัน ณ สถานที่เดียว

เมื่อครั้งพรรคไทยรักไทยรุ่งเรือง ทักษิณคือศูนย์กลาง เกรียงเป็นขุนพลพื้นที่ และอนุทินเป็นรัฐมนตรีรุ่นหนุ่มในรัฐบาล แต่ในปี 2569 เกรียงจากไปโดยทิ้งเครือข่ายท้องถิ่นไว้ ทักษิณยังมีบารมีและอำนาจเชิงเครือข่ายโดยไม่มีตำแหน่งรัฐ ส่วนอนุทินเปลี่ยนจากผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นนายกรัฐมนตรีและเจ้าของกลไกต่อรองของตนเอง

นี่ไม่ใช่การที่อนุทินกลับเข้าสู่อ้อมกอดทักษิณ และไม่ใช่การที่ทักษิณยอมจำนนต่ออนุทิน หากเป็นการเปลี่ยนผ่านจากการเมืองที่มีศูนย์กลางใหญ่เพียงแห่งเดียว ไปสู่การเมืองหลายศูนย์อำนาจซึ่งต่างฝ่ายต่างมีสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ

คนหนึ่งนั่งรับการกราบ คนหนึ่งก้มกราบ ส่วนอีกคนหนึ่ง แม้จากไปแล้ว กลับเป็นผู้ทำให้ภาพประวัติศาสตร์นั้นเกิดขึ้น

และบางที นี่อาจเป็นความหมายที่ลึกที่สุดของภาพดังกล่าว: ในการเมืองไทย อำนาจเปลี่ยนมือได้ พรรคเปลี่ยนชื่อได้ พันธมิตรเปลี่ยนข้างได้ แต่สายสัมพันธ์จากอดีตไม่เคยหายไปทั้งหมด มันเพียงรอวันปรากฏตัวอีกครั้ง—ในสถานที่และพิธีกรรมที่ไม่มีใครคาดคิด

รายงานข่าวและแหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ผู้จัดการออนไลน์, “อนุทิน กราบตัก ทักษิณ ส่งขึ้นรถ หลังงานสวดอภิธรรมศพเกรียง–ร่วมโต๊ะมื้อเย็น,” 14 สิงหาคม 2569
  2. แนวหน้า, “อนุทิน บอกเจอทักษิณ ต้องกราบตักอยู่แล้ว ไม่ได้คุยอะไรพิเศษ,” 14 สิงหาคม 2569
  3. PPTV, ประวัติอนุทิน ชาญวีรกูล และกรณีบ้านเลขที่ 111; และข่าวประวัตินายเกรียงจากหลายสำนักภายหลังถึงแก่อสัญกรรม
  4. Thai PBS, “เปิดประวัติอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32,” 5 กันยายน 2568
  5. ไทยรัฐ, “อนุทินลั่นภูมิใจไทยไม่เคยคิดร้ายทักษิณ…80% ในพรรคเริ่มต้นจากไทยรักไทย,” 7 กุมภาพันธ์ 2566
  6. Thai PBS, “อนุทินรับสัมพันธ์ทักษิณไม่เหมือนเดิม ถ้ารักกันคงไม่ยึด มท.,” 24 มิถุนายน 2568
  7. Thai PBS, “เกรียง กัลป์ตินันท์ อดีต รมช.มหาดไทย ถึงแก่กรรมในวัย 73 ปี,” 11 สิงหาคม 2569
  8. Thai PBS, ผลเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พ.ศ. 2569
  9. มติชน, “อนุทินเซ็นแบ่งงาน รมช.มหาดไทย…เกรียงดูแล ปภ.และกรุงเทพมหานคร,” 13 กันยายน 2566
  10. เดลินิวส์, สรุปผลเลือกตั้งอุบลราชธานี 11 เขต พ.ศ. 2569
  11. Thai PBS, ผลเลือกตั้ง 2569 และจำนวนที่นั่ง ส.ส. แยกรายพรรค
  12. Thai PBS, “ภูมิใจไทยสร้างเงื่อนไขร่วมรัฐบาลอนุทิน 2,” 26 กุมภาพันธ์ 2569; รายงานฐานพรรคร่วมประมาณ 292 เสียง

หมายเหตุทางวิชาการ: จำนวน ส.ส.และองค์ประกอบรัฐบาลอาจเปลี่ยนจากคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระ การเลือกตั้งซ่อม การย้ายสังกัด หรือการปรับแนวร่วม ผู้นำไปใช้อ้างอิงในอนาคตควรตรวจสอบสถานะ ณ วันที่ศึกษาอีกครั้ง

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยรัฐศาสตร์ไทยระบบอุปถัมภ์พรรคการเมืองบ้านใหญ่รัฐบาลผสม
เอกสารเพื่อการศึกษาและบันทึกประวัติศาสตร์ร่วมสมัย · ห้องสมุดประชาชน · พ.ศ. 2569

AI จะมาแย่งงานเราไหม?

ความรู้ที่โรงเรียนไม่ค่อยสอน · เทคโนโลยี × เศรษฐกิจ

AI จะมา
แย่งงานเราไหม?

คำถามนี้อาจตั้งผิดตั้งแต่ต้น เพราะ AI ไม่ได้เดินเข้าบริษัทแล้วหยิบ “อาชีพ” ออกไปทั้งก้อน — มันเริ่มจากการเข้าไปทำบางงาน ที่อยู่ภายในอาชีพนั้นก่อน

เมื่อเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น เรามักถามว่า “อาชีพไหนจะหาย?” แต่คำถามที่แม่นกว่าคือ “ในอาชีพของเรา มีงานย่อยอะไรบ้าง และงานส่วนใด AI ทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ?” เพราะคนหนึ่งคนไม่ได้ทำ “หนึ่งงาน” ตลอดวัน แต่ทำกิจกรรมหลายชนิด ที่มีโอกาสถูก AI กระทบไม่เท่ากัน

ลองดูหนึ่งวันของพนักงานออฟฟิศ

เก้าโมงเช้า — เปิดอีเมลและสรุปข้อความ

สิบโมง — ทำรายงานจากข้อมูลใน spreadsheet

สิบเอ็ดโมง — โทรคุยกับลูกค้าที่กำลังไม่พอใจ

บ่ายโมง — ประชุมกับทีมเพื่อแก้ปัญหา

บ่ายสาม — เขียนร่างข้อเสนอ

สี่โมง — ตรวจความถูกต้องก่อนส่งหัวหน้า

ห้าโมง — อธิบายงานให้พนักงานใหม่

ทั้งหมดนี้รวมอยู่ใน “ตำแหน่งงาน” เดียว แต่ AI ทำแต่ละส่วนได้ไม่เท่ากัน

คำถามแรก ถ้า AI ช่วยเขียนอีเมลและร่างรายงานได้ นั่นแปลว่าพนักงานคนนี้ “ไม่จำเป็นแล้ว” หรือเพียงแปลว่าองค์ประกอบของงาน กำลังเปลี่ยน?

Job ≠ Task

นี่คือแนวคิดสำคัญที่สุด สำหรับทำความเข้าใจ AI กับตลาดแรงงาน

Occupation Tasks หลายชนิด บาง task ถูก automate บาง task ถูก augment Job ถูกออกแบบใหม่

ตัวอย่างเช่น “แพทย์” ไม่ได้ทำเพียงวินิจฉัยโรค

ยังต้องฟังคนไข้ ซักประวัติ ตรวจร่างกาย อ่านข้อมูล อธิบายความเสี่ยง ตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน ประสานงาน และรับผิดชอบต่อผลการรักษา

AI อาจทำบาง task ได้ดีมาก โดยไม่สามารถแทน occupation ทั้งหมดได้

ILO พบอะไร?

1 ใน 4 แรงงานทั่วโลก
อยู่ในอาชีพที่มี GenAI exposure บางระดับ

ILO และ NASK ประเมินในปี 2025 ว่า ประมาณหนึ่งในสี่ของการจ้างงานทั่วโลก อยู่ในอาชีพที่ Generative AI มีศักยภาพทำงานบางส่วนได้

แต่ตัวเลขนี้ต้องอ่านให้ถูก

Exposure ≠ Job Loss

ถ้าอาชีพหนึ่งมี AI exposure สูง ไม่ได้หมายความว่า คนในอาชีพนั้นจะตกงาน ตามสัดส่วนดังกล่าว

Exposure บอกว่า เทคโนโลยีมีความสามารถเข้าไปทำ หรือเปลี่ยน task บางส่วน

ผลจริงยังขึ้นอยู่กับ ราคาเทคโนโลยี การตัดสินใจของนายจ้าง กฎหมาย ความเชื่อถือ ทักษะคนทำงาน การออกแบบองค์กร และความต้องการของลูกค้า

ในเดือนเมษายน 2026 ILO ย้ำอีกครั้งว่า AI exposure indicators ควรถูกอ่านเป็น signals of possible change ไม่ใช่ forecasts ของผลการจ้างงาน

งานแบบไหนถูกกระทบมาก?

ผลการประเมินของ ILO ทำลายความเชื่อเก่าอย่างหนึ่ง:

เทคโนโลยีรอบนี้ไม่ได้กระทบ แต่งานใช้แรงกายหรืองานค่าแรงต่ำ

GenAI เก่งเป็นพิเศษกับ งานเชิงภาษา ข้อมูล และสัญลักษณ์

เอก

Clerical Work

งานป้อนข้อมูล พิมพ์เอกสาร งานเลขานุการ บัญชีและ bookkeeping บางส่วน มี exposure สูง

สื่อ

Media

การร่างข้อความ แปล สรุป สร้างภาพ เสียง และวิดีโอ กำลังถูก AI เข้าไปช่วยทำมากขึ้น

Code

Software

AI สามารถเขียน อธิบาย ตรวจ และแก้โค้ดบางประเภท ทำให้ workflow ของนักพัฒนาเปลี่ยน

เงิน

Finance

งานวิเคราะห์เอกสาร จัดข้อมูล สร้างรายงาน และงานความรู้บางประเภท มี exposure เพิ่มขึ้น

แล้วช่างประปา พยาบาล ครู หรือคนดูแลผู้สูงอายุล่ะ?

AI อาจช่วยงานเอกสาร การวางแผน ค้นข้อมูล หรือวิเคราะห์บางส่วน

แต่โลกกายภาพ ยังมีคุณสมบัติที่ซอฟต์แวร์เพียงอย่างเดียว ทำได้ยาก

เช่น

การจับและเคลื่อนย้ายวัตถุที่ไม่แน่นอน

การทำงานในบ้านหรือสถานที่ที่แตกต่างกันทุกแห่ง

การอ่านอารมณ์และสร้างความไว้วางใจ

การดูแลมนุษย์ที่เปราะบาง

การรับผิดชอบทางวิชาชีพและจริยธรรม

การตัดสินใจเมื่อข้อมูลไม่ครบ

นี่ไม่ได้หมายความว่างานเหล่านี้ “ปลอดภัยจาก AI ตลอดไป”

แต่แสดงให้เห็นว่า ความสามารถของ AI ไม่ได้กระจายเท่ากันในทุก task

Automation กับ Augmentation ต่างกันอย่างไร?

รูปแบบ ตัวอย่าง ผลที่อาจเกิด
Automation AI ทำ task เดิมแทนมนุษย์ ความต้องการแรงงานใน task นั้นอาจลดลง
Augmentation AI ช่วยมนุษย์ทำ task เร็วหรือดีขึ้น คนหนึ่งคนอาจผลิตงานได้มากขึ้น
Task Creation เกิดงานใหม่ เช่น ตรวจผล AI หรือดูแลระบบ เกิดความต้องการทักษะใหม่
Job Redesign งาน routine ลดลง มนุษย์รับผิดชอบส่วนซับซ้อนขึ้น คำอธิบายตำแหน่งงานเปลี่ยน
เทคโนโลยีไม่ได้เพียงทำลายงานเก่า
มันเปลี่ยน “ส่วนผสมของงาน” ที่มนุษย์ทำด้วย

แต่ถ้าคนหนึ่งทำงานได้เร็วขึ้น บริษัทจะจ้างคนน้อยลงไหม?

เป็นไปได้

และนี่คือเหตุผลที่ “AI เพิ่ม productivity” ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า คนทำงานทุกคนจะได้ประโยชน์

สมมติบริษัทมีพนักงานสิบคน ทำรายงานวันละ 100 ฉบับ

AI ทำให้คนเดิม ผลิตได้วันละสองเท่า

บริษัทอาจเลือก:

ทางเลือก A

ผลิต 200 ฉบับ โดยยังจ้างสิบคน

ทางเลือก B

ผลิต 100 ฉบับ โดยลดจำนวนคน

ทางเลือก C

ให้พนักงานใช้เวลาที่ประหยัดได้ ทำงานคุณภาพสูงกว่าเดิม

ทางเลือก D

ลดเวลาทำงาน หรือแบ่งผลผลิตที่เพิ่มขึ้น กลับสู่แรงงาน

เทคโนโลยีไม่ได้เป็นผู้เลือก ระหว่าง A, B, C หรือ D

องค์กร ตลาด กฎหมาย และอำนาจต่อรองเป็นผู้เลือก

+1 : คำถามใหญ่ไม่ใช่เพียง “AI ทำอะไรได้?” แต่คือ “ใครได้ productivity ที่เพิ่มขึ้น?”

ตรงนี้ทำให้เรื่อง AI เปลี่ยนจากเรื่องเทคโนโลยี กลายเป็นเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมือง

สมมติ AI ทำให้ผลผลิตต่อคน เพิ่มขึ้น 30%

ผลประโยชน์นั้นอาจกลายเป็น

  • กำไรของบริษัท
  • ราคาสินค้าที่ถูกลง
  • ค่าจ้างที่สูงขึ้น
  • เวลาทำงานที่สั้นลง
  • บริการที่ดีขึ้น
  • หรือส่วนผสมของทั้งหมด

ไม่มี “กฎธรรมชาติ” กำหนดว่าผลประโยชน์ ต้องตกแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

มันขึ้นอยู่กับ การแข่งขัน ตลาดแรงงาน นโยบายภาษี สถาบันแรงงาน การศึกษา และอำนาจต่อรอง

ดังนั้นคำถามเรื่อง AI จึงไม่ควรจบที่ “มันเก่งแค่ไหน?”

แต่ต้องถามต่อว่า “สังคมออกแบบการแบ่งผลจากความเก่งนั้นอย่างไร?”

แล้วงานใหม่จะเกิดหรือไม่?

ประวัติศาสตร์เทคโนโลยี แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลง มักทำลายงานบางประเภท พร้อมกับสร้างงานใหม่ และเพิ่มความต้องการงานบางชนิด

แต่จำนวนและคุณภาพของงานใหม่ ไม่สามารถสรุปจากอดีต มาใช้กับ AI ได้โดยอัตโนมัติ

World Economic Forum สำรวจนายจ้างมากกว่า 1,000 ราย ใน Future of Jobs Report 2025 และประเมินว่าการเปลี่ยนแปลงจาก เทคโนโลยี เศรษฐกิจ ประชากร และ green transition รวมกัน อาจสร้างงานประมาณ 170 ล้านตำแหน่ง และ displacement ประมาณ 92 ล้านตำแหน่ง ภายในปี 2030

สุทธิประมาณ +78 ล้านตำแหน่ง

แต่อย่าเรียกตัวเลขนี้ว่า “AI จะสร้างสุทธิ 78 ล้านงาน”

WEF ไม่ได้วัดผลของ AI เพียงปัจจัยเดียว

ประมาณการดังกล่าวรวมหลายแรงขับ: เทคโนโลยี demographic change เศรษฐกิจ geoeconomic fragmentation และ green transition

และเป็นการคาดการณ์ จากข้อมูลและความเห็นนายจ้าง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้น

สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่ “ไม่มีงาน” แต่คือ Skills Mismatch

ลองสมมติว่า งานเก่าหายไป 100 ตำแหน่ง และงานใหม่เกิด 120 ตำแหน่ง

ตัวเลขรวมดูดี

แต่ถ้าคน 100 คนที่เสียงาน ไม่มีทักษะทำงานใหม่ 120 ตำแหน่งนั้น ปัญหายังคงเกิดขึ้น

งานเก่าลด คนต้องเปลี่ยนทักษะ งานใหม่เกิด

ปัญหาคือ ลูกศรตรงกลาง ไม่ได้เกิดขึ้นเอง

WEF ประเมินว่า เกือบ 40% ของทักษะที่ใช้ในงาน อาจเปลี่ยนภายในปี 2030 และ 63% ของนายจ้างที่สำรวจ มอง skills gap เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเปลี่ยนธุรกิจ

+1 อีกชั้น : ความเสี่ยงใหม่อาจไม่ใช่ “AI vs คน” แต่คือ “คนที่ใช้ AI เป็น vs คนที่ไม่มีโอกาสใช้”

สมมติพนักงานสองคน มีประสบการณ์เท่ากัน

คนแรกใช้ AI ค้นข้อมูล สร้าง draft ตรวจข้อผิดพลาด วิเคราะห์ข้อมูล และเรียนรู้เครื่องมือใหม่

คนที่สอง ไม่เคยได้รับการฝึก ไม่มีเครื่องมือ หรือองค์กรไม่เปิดโอกาสให้ใช้

เมื่อเวลาผ่านไป productivity ของทั้งสองคน อาจแยกออกจากกัน

ILO เตือนว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียม จากข้อจำกัดด้าน infrastructure skills หรือ cost สามารถขยาย productivity divide ระหว่างประเทศ และระหว่างบริษัทใหญ่กับธุรกิจขนาดเล็กได้

ดังนั้น digital divide รุ่นใหม่ อาจไม่ใช่เพียง

“ใครมีอินเทอร์เน็ต?”

แต่คือ

“ใครสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มความสามารถของตนเองได้จริง?”

ทักษะอะไรจึงน่าลงทุน?

คำตอบไม่ใช่ “เรียน prompt engineering อย่างเดียว”

ทักษะ เหตุผล
อ่านและเขียน ต้องเข้าใจ input และตรวจ output ของ AI
Critical Thinking AI สามารถสร้างคำตอบที่ดูน่าเชื่อแต่ผิดได้
Domain Knowledge คนที่รู้เรื่องจริงสามารถประเมินคำตอบ AI ได้ดีกว่า
Data Literacy งานจำนวนมากกำลังเปลี่ยนเป็นการตัดสินใจจากข้อมูล
AI Literacy ต้องรู้ทั้งความสามารถ ข้อจำกัด ความเสี่ยง และวิธีใช้งาน
Communication การอธิบาย เจรจา สอน และสร้างความไว้วางใจยังสำคัญ
Learning Ability เครื่องมือเปลี่ยนเร็ว ทักษะการเรียนรู้จึงมีอายุยืนกว่าเครื่องมือเฉพาะตัว

ถ้าเป็นนักเรียนวันนี้ ควรเตรียมตัวอย่างไร?

อย่าแข่งกับ AI ในสิ่งที่ AI ทำได้ถูกและเร็ว

  1. ใช้ AI แต่ต้องตรวจ AI
    อย่าเปลี่ยนจากผู้เรียน เป็นเพียงผู้กดรับคำตอบ
  2. สร้าง foundational skills
    อ่าน เขียน คำนวณ และคิดอย่างมีเหตุผล ยังเป็นฐานของการใช้ AI
  3. รู้จริงอย่างน้อยหนึ่ง domain
    AI literacy ที่ไม่มีความรู้เนื้อหา ทำให้ตรวจคำตอบได้ยาก
  4. ฝึกทำงานกับมนุษย์
    การฟัง การอธิบาย การเจรจา และความไว้วางใจ มีมูลค่าสูงในงานจำนวนมาก
  5. เรียนรู้วิธีเรียนรู้
    อย่าผูกอนาคตไว้กับ software ตัวเดียว เพราะเครื่องมือจะเปลี่ยน
  6. สร้างผลงานจริง
    Portfolio ที่แสดงว่า เราใช้ความรู้และ AI แก้ปัญหาอะไรได้ อาจมีความหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ

แล้วประเทศไทยควรถามอะไร?

ประเทศไม่ควรมีเพียง “ยุทธศาสตร์ AI”

แต่ควรมี ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านของแรงงาน ควบคู่กัน

ใครจะสอน AI literacy แก่แรงงานวัย 40–60 ปี?

SMEs จะเข้าถึงเครื่องมือเดียวกับบริษัทใหญ่ได้อย่างไร?

อาชีวศึกษาจะปรับหลักสูตรเร็วพอหรือไม่?

คนที่งานถูกลดทอน จะมีรายได้ระหว่าง reskill อย่างไร?

ใครเป็นเจ้าของ productivity gain ที่เกิดจาก AI?

และถ้า AI ทำให้คนหนึ่งทำงานได้เท่ากับสองคน เราจะใช้กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างงานเพิ่ม ลดเวลาทำงาน เพิ่มค่าจ้าง หรือลดจำนวนคน?

สรุปบทเรียน

คำถาม “AI จะมาแย่งงานเราไหม?” ไม่มีคำตอบแบบใช่หรือไม่ใช่

AI ไม่ได้กระทบทุกอาชีพเท่ากัน และภายในอาชีพเดียวกัน แต่ละ task ก็มี exposure ไม่เท่ากัน

หลักฐานของ ILO จึงชี้ไปทาง job transformation มากกว่าภาพ job apocalypse

แต่ transformation ไม่ได้แปลว่าไม่มีผู้เสียประโยชน์

งานบางประเภทอาจลดลง
ค่าจ้างบางกลุ่มอาจถูกกดดัน
ทักษะบางอย่างอาจมีมูลค่าลดลง
และคนที่เข้าถึง AI ไม่เท่ากัน อาจยิ่งห่างกัน

ดังนั้นคำถามสำหรับอนาคต ไม่ควรมีเพียง

“AI จะทำอะไรแทนมนุษย์ได้?”

แต่ต้องถามอีกสามข้อ:

มนุษย์จะใช้ AI ทำอะไรได้มากขึ้น?

ใครจะมีโอกาสเรียนรู้ และเข้าถึงเครื่องมือนั้น?

และ

ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น จะถูกแบ่งกลับไปยังใคร?

เพราะอนาคตของงาน ไม่ได้ถูกเขียนด้วยเทคโนโลยีเพียงฝ่ายเดียว

มันถูกเขียนร่วมกันโดย เทคโนโลยี การศึกษา ตลาด องค์กร นโยบาย และการตัดสินใจของมนุษย์

แหล่งข้อมูลสำหรับอ่านต่อ

  • International Labour Organization, Generative AI and Jobs: A Refined Global Index of Occupational Exposure, 20 May 2025.
    ILO
  • International Labour Organization, Generative AI and Jobs: A 2025 Update, 20 May 2025.
    ILO Research Brief
  • International Labour Organization, Workers' Exposure to AI: What Indicators Tell Us — and What They Don't, 17 April 2026.
    ILO
  • International Labour Organization, Artificial Intelligence Adoption and Its Impact on Jobs, 31 May 2025.
    ILO
  • World Economic Forum, Future of Jobs Report 2025, 7 January 2025.
    World Economic Forum

หมายเหตุทางวิชาการ: AI exposure ไม่ได้เท่ากับ probability of job loss และไม่ควรถูกนำไปใช้ทำนายจำนวนผู้ตกงานโดยตรง ตัวเลขหนึ่งในสี่ของ ILO หมายถึงสัดส่วนการจ้างงานทั่วโลก ที่อยู่ใน occupations ซึ่งมี GenAI exposure อย่างน้อยบางระดับ ตามวิธีประเมิน task-level exposure ส่วนตัวเลข 170 ล้านงานใหม่ 92 ล้านงาน displaced และสุทธิ 78 ล้านงาน จาก Future of Jobs Report 2025 เป็นประมาณการจาก macrotrends หลายด้าน ไม่ใช่ผลของ AI เพียงปัจจัยเดียว และไม่ใช่คำพยากรณ์ที่รับประกันว่าจะเกิดขึ้นจริง

ห้องสมุดประชาชน · ความรู้สำหรับคนไทย
คำถามอาจไม่ใช่ว่า “AI จะมาเอางานของเราหรือไม่?” — แต่อาจเป็นว่า เมื่อ AI เข้ามาอยู่ในงานของเราแล้ว เราจะยังเรียนรู้เร็วพอ ที่จะเป็นผู้ใช้มัน แทนที่จะปล่อยให้การเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นโดยไม่มีเรา

สรุปข่าวสำคัญประเทศไทยและโลก ประจำวันที่ 14–15 สิงหาคม 2569 พร้อมบริบทและข้อสังเกตเชิงโครงสร้าง

คันฉ่องส่องไทย–ส่องโลก | 14–15 สิงหาคม 2569
ห้องสมุดประชาชน · ข่าวพร้อมบริบท
คันฉ่องส่องไทย–ส่องโลก
ประจำวันที่ 14–15 สิงหาคม 2569

ห้าข่าวสำคัญในหนึ่งสำรับ—อ่านเร็วได้ภาพรวม อ่านช้าจะเห็นโครงสร้างอำนาจ เศรษฐกิจ และระเบียบโลกที่ซ่อนอยู่หลังพาดหัว

ข่าวแบบ “ข้าวแกง” — เราตักข้อเท็จจริงที่จำเป็น ใส่บริบทพอเหมาะ และแยก “สิ่งที่เกิดขึ้น” ออกจาก “ข้อสังเกต” เพื่อให้ผู้อ่านรับข่าวได้รวดเร็วโดยไม่ต้องกลืนข้อสรุปของผู้เขียนทั้งจาน
1ส่องไทย · รัฐราชการ

อายัดสำนักงานใหม่—3,708 หน่วยงานภูมิภาคเข้าสู่โต๊ะทบทวน

คณะรัฐมนตรีมีมติให้ชะลอการจัดตั้งสำนักงานใหม่ของราชการส่วนกลางในภูมิภาค และให้กระทรวงต่าง ๆ ทบทวนหน่วยงานเดิมราว 3,708 แห่ง ภายในสามเดือน โดยต้องชี้แจงความจำเป็นและเสนอแนวทาง เช่น ยุบ ควบรวม โอนภารกิจ ใช้บริการดิจิทัลมากขึ้น หรือปรับเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างราชการภูมิภาค ทั้งนี้ ตัวเลข 3,708 แห่งคือหน่วยงานที่ต้องรับการพิจารณา มิใช่มติให้ยุบทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

คันฉ่องของเรา · ข้อสังเกตนี่คือความพยายามรีดไขมันจากระบบรวมศูนย์ที่ขยายตัวสะสมมานาน แต่บททดสอบมิได้อยู่ที่แผนผังองค์กรเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่การจัดสรรอำนาจ งบประมาณ และกำลังคน กระทรวงซึ่งมีสำนักงานทั่วประเทศย่อมถือฐานปฏิบัติการและอำนาจต่อรองไว้ด้วย การปฏิรูปจะจริงเพียงใดจึงต้องดูว่า “ภารกิจ” ถูกย้ายตามประชาชน หรือเพียงเปลี่ยนชื่อกล่องในผังราชการ
2ส่องไทย · เศรษฐกิจ

ส่งออกโต 17.6% แต่ขาดดุลการค้า 31,740 ล้านดอลลาร์

ครึ่งแรกของปี 2569 การส่งออกไทยขยายตัว 17.6% มีมูลค่าใกล้ 196.75 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่การนำเข้าเพิ่มแรงกว่าที่ 38% สู่ราว 228.49 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ขาดดุลการค้าราว 31.74 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท ส่วน กกร. ประเมินการเติบโตของจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 1.6–2.0% ตลาดสหรัฐฯ และสินค้าอุตสาหกรรม–เทคโนโลยีเป็นแรงขับสำคัญของการส่งออก ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุน อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นมาก

คันฉ่องของเรา · ข้อสังเกตตัวเลขส่งออกที่สวยไม่รับประกันว่ารายได้จะกระจายถึงครัวเรือน หากมูลค่าเพิ่มและกำไรยังรวมอยู่ในทุนขนาดใหญ่หรือห่วงโซ่ไฮเทค ขณะผู้ประกอบการรายเล็กและแรงงานเผชิญกำลังซื้ออ่อน ภาพนี้จึงมีลักษณะคล้ายเศรษฐกิจรูปตัว K แต่ต้องติดตามข้อมูลค่าจ้าง การจ้างงาน และรายได้รายกลุ่มประกอบก่อนสรุปว่าใครได้ประโยชน์สุทธิ
3ส่องโลก · ตะวันออกกลาง

แผนปลดอาวุธกาซาติดเงื่อนไข—อิสราเอลปฏิเสธเอกสาร 15 ข้อ

สหรัฐฯ และคณะ Board of Peace พยายามขับเคลื่อนแผนกาซาระยะต่อไป ซึ่งผูกการปลดอาวุธของฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นเข้ากับการถอนกำลังอิสราเอลเป็นขั้นตอน ฮามาสแสดงการยอมรับแบบมีเงื่อนไข โดยพูดถึงการส่งมอบหรือเก็บอาวุธภายใต้ฝ่ายบริหารปาเลสไตน์ชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูประกาศเมื่อ 9 สิงหาคมว่าอิสราเอล “ปฏิเสธเอกสาร 15 ข้อ” และจะไม่ถอนกำลังจนกว่าจะมีการปลดอาวุธอย่างครบถ้วนและตรวจสอบได้ ขณะคณะผู้แทนสหรัฐฯ เตรียมเดินทางหารือต่อในอิสราเอลและอียิปต์

คันฉ่องของเรา · ข้อสังเกตปัญหาหลักมิใช่เพียงคำว่า “ปลดอาวุธ” แต่คือใครทำก่อน ทำพร้อมกันหรือเป็นลำดับ ใครเป็นผู้ตรวจสอบ และถ้าฝ่ายหนึ่งไม่ทำตาม อีกฝ่ายจะกลับเข้าสู่สงครามได้เพียงใด ความต่างระหว่าง “ถอนแล้วปลด” กับ “ปลดแล้วถอน” คือช่องว่างด้านความมั่นคงและการเมืองภายในที่ยังทำให้แผนเปราะบาง
4ส่องโลก · ยูเครน

204 การปะทะในวันเดียว—หนึ่งปีหลังอะแลสกายังไร้ทางหยุดยิง

กองทัพยูเครนรายงานวันที่ 13 สิงหาคมว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงเกิดการปะทะตามแนวรบ 204 ครั้ง โดยหนักที่สุดที่แนวโปครอฟสก์ 26 ครั้ง และสโลเวียนสก์ 21 ครั้ง รัสเซียยังใช้โดรน ระเบิดนำวิถี และปืนใหญ่โจมตีต่อเนื่อง ตัวเลขดังกล่าวปรากฏเกือบครบหนึ่งปีหลังการประชุมทรัมป์–ปูตินที่อะแลสกาเมื่อ 15 สิงหาคม 2568 ซึ่งจบลงโดยไม่มีข้อตกลงหยุดยิงหรือข้อตกลงยุติสงครามที่ประกาศต่อสาธารณะ

คันฉ่องของเรา · ข้อสังเกตเมื่อฝ่ายใดเชื่อว่าสนามรบยังเพิ่มอำนาจต่อรองให้ตน ต้นทุนของการยืดเวลาย่อมถูกมองว่าต่ำกว่าต้นทุนของการประนีประนอม แต่ตรรกะทางทหารนี้ผลักต้นทุนแท้จริงไปให้พลเรือน ทหารแนวหน้า และประเทศที่ต้องแบกรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ
5ส่องโลก · ตลาดการเงิน

ทองหลุด 4,400 ดอลลาร์—แรงซื้อธนาคารกลางยังเป็นฐานระยะยาว

ราคาทองคำอ่อนลงหลังขึ้นแตะระดับสูงสุดราวสิบสัปดาห์ โดยสัญญาทองคำลดมาใกล้ 4,386 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในวันที่ 14 สิงหาคม หลังตลาดรับตัวเลขเงินเฟ้อผู้ผลิตของสหรัฐฯ และเกิดแรงขายทำกำไร ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางจีนเพิ่มทองคำสำรองเกือบ 20 ตัน ในเดือนกรกฎาคม นับเป็นเดือนที่ 21 ติดต่อกันของการสะสม

คันฉ่องของเรา · ข้อสังเกตการซื้อทองของธนาคารกลางไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการ “ทิ้งดอลลาร์” แบบทันทีทันใด แต่สะท้อนการกระจายความเสี่ยงของทุนสำรอง ท่ามกลางหนี้สาธารณะ ความผันผวนของค่าเงิน ความเสี่ยงคว่ำบาตร และระเบียบโลกหลายขั้ว ทองจึงทำหน้าที่ทั้งสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงและเครื่องมือยุทธศาสตร์

ภาพใหญ่ของวันที่ 14–15 สิงหาคม

  • รัฐกำลังถูกบีบให้คล่องตัวขึ้น แต่การลดหน่วยงานคือการเจรจาเรื่องอำนาจ ไม่ใช่เพียงงานธุรการ
  • การเติบโตไม่ได้แปลว่าการกระจาย ส่งออกพุ่งพร้อมกับการขาดดุลและจีดีพีต่ำได้ หากโครงสร้างการผลิตพึ่งพาการนำเข้าและผลประโยชน์กระจุกตัว
  • สันติภาพติดอยู่ที่ลำดับและหลักประกัน ทั้งกาซาและยูเครนชี้ว่า ทุกฝ่ายอาจพูดถึงสันติภาพ แต่ยังคำนวณความได้เปรียบจากกำลังอาวุธ
  • เงินทุนกำลังเตรียมรับโลกที่ไม่แน่นอน การสะสมทองของธนาคารกลางคือสัญญาณว่าการกระจายความเสี่ยงกำลังกลายเป็นนโยบายระยะยาว

แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบต่อ

  1. The Nation Thailand — มติทบทวนสำนักงานราชการส่วนกลางในภูมิภาค 3,708 แห่ง
  2. Trading Economics และ The Nation Thailand — การค้าครึ่งแรกปี 2569 และกรอบคาดการณ์จีดีพีของ กกร.
  3. The Times of Israel, Associated Press และ Reuters — แผนกาซา จุดยืนอิสราเอล และการเจรจารอบใหม่
  4. Ukrinform, Ukrainska Pravda และ Associated Press — สถานการณ์แนวรบและผลประชุมอะแลสกา
  5. Trading Economics, Reuters และ Anadolu Agency — ราคาทองและการเพิ่มทองคำสำรองของจีน
หมายเหตุบรรณาธิการ: ตัวเลขตลาดและสถานการณ์สงครามเปลี่ยนได้รวดเร็ว ข้อมูลในฉบับนี้ยึดตามรายงานที่เข้าถึงได้ถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ / เช้าวันที่ 15 สิงหาคมตามเวลาไทย ข้อความในกรอบ “คันฉ่องของเรา” เป็นการตีความเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่แหล่งข่าวรายงานโดยตรง
คันฉ่องส่องไทย–ส่องโลก · ห้องสมุดประชาชน · สำนักพิมพ์ประชาชน

สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล: การเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจ ต้นทุนของการสกัดการเปลี่ยนแปลง และปัญหาความชอบธรรม

สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล: การเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจ ต้นทุนของการสกัดการเปลี่ยนแปลง และปัญหาความชอบธรรม

คันฉ่องส่องไทย · บทวิเคราะห์การเมืองเชิงระบอบ

สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล: การเปลี่ยนผ่านเชิงอำนาจ ต้นทุนของการสกัดการเปลี่ยนแปลง และปัญหาความชอบธรรมในระบอบการเมืองไทย

กรณีศึกษาว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้าง ตัวแสดง สถาบัน และการผลิตซ้ำของอำนาจทางการเมือง

บทคัดย่อ บทความนี้ใช้พัฒนาการทางการเมืองตั้งแต่การเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 การยุบพรรคก้าวไกลเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567 จนถึงการเลือกตั้งทั่วไปและการออกเสียงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เป็นกรณีศึกษาสำหรับวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางการเมือง ตัวแสดง สถาบัน ความชอบธรรม และการเปลี่ยนแปลงในระบอบการเมืองไทย ข้อเสนอหลักคือ การอธิบายพัฒนาการดังกล่าวด้วยกรอบ “ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยม” หรือ “ความพ่ายแพ้ของฝ่ายปฏิรูป” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะชัยชนะทางการเลือกตั้ง ชัยชนะในการแปลงคะแนนเสียงเป็นอำนาจรัฐ ชัยชนะทางอุดมการณ์ และความสามารถในการผลิตความชอบธรรมของระบอบ เป็นปรากฏการณ์คนละระดับที่อาจเคลื่อนไปคนละทิศทาง บทความเสนอให้แยกวิเคราะห์ โครงสร้าง (structure) ออกจาก ความสามารถในการกระทำของตัวแสดง (agency) และประยุกต์แนวคิด party institutionalization, movement party, political legitimacy, political demobilization และ containment–accommodation ประกอบการอธิบาย พร้อมเสนอกรอบวิเคราะห์ ต้นทุนของการสกัดการเปลี่ยนแปลง (cost of political containment) เพื่อชี้ว่า การจำกัดหรือชะลอการเปลี่ยนแปลงมิได้สร้างต้นทุนแก่ฝ่ายที่ถูกจำกัดเท่านั้น แต่ก่อต้นทุนด้านความชอบธรรม ทุนมนุษย์ทางการเมือง การมีส่วนร่วม และค่าเสียโอกาสในการปฏิรูปประเทศด้วย ในอีกด้านหนึ่ง บทความปฏิเสธการใช้คำอธิบายเชิงโครงสร้างเป็นข้อยกเว้นความรับผิดของพรรคการเมือง โดยเสนอหลัก ความรับผิดชอบอย่างถึงรากควบคู่กับความซื่อตรงต่อโครงสร้าง (radical accountability with structural honesty)

คำสำคัญ: พรรคก้าวไกล, พรรคประชาชน, ระบอบการเมืองไทย, ความชอบธรรมทางการเมือง, การทำให้พรรคเป็นสถาบัน, movement party, political containment, structure and agency

1.บทนำ: จากเหตุการณ์ทางการเมืองสู่ปัญหาเชิงระบอบ

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ให้ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่เข้าเงื่อนไขเป็นเวลาสิบปี จากกรณีการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลเห็นว่าเข้าลักษณะการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองตามบทบัญญัติที่ให้อำนาจยุบพรรคการเมืองได้[1]

หากพิจารณาในฐานะเหตุการณ์เฉพาะหน้า คำถามที่ตามมาย่อมผูกอยู่กับชะตากรรมของพรรค ผู้นำพรรค และการแข่งขันในระยะสั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปสองปี และเมื่อเราสามารถวางเหตุการณ์นี้ไว้ในเส้นทางที่ยาวกว่า—ตั้งแต่การยุบพรรคอนาคตใหม่ ผ่านชัยชนะและการถูกยุบของก้าวไกล จนถึงผลการเลือกตั้งและประชามติเดือนกุมภาพันธ์ 2569—เหตุการณ์นี้มีคุณค่าในฐานะกรณีศึกษาที่กว้างกว่าชะตากรรมของพรรคหนึ่งพรรค

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิ่งที่ควรศึกษาอาจมิใช่เพียงว่า เกิดอะไรขึ้นกับพรรคก้าวไกล หากคือ กรณีพรรคก้าวไกลเปิดเผยอะไรเกี่ยวกับระบอบการเมืองไทย การเปลี่ยนคำถามเช่นนี้มีนัยเชิงวิธีวิทยา เพราะทำให้หน่วยวิเคราะห์ (unit of analysis) ขยับจากองค์กรทางการเมืองหนึ่งองค์กร ไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง ผู้เลือกตั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ระบบราชการ เครือข่ายอำนาจระดับพื้นที่ กลไกการเลือกตั้ง และกระบวนการผลิตความชอบธรรมของระบอบโดยรวม

บทความนี้จึงไม่ตั้งต้นจากสมมติฐานว่าฝ่ายใดคือ “ฝ่ายประชาธิปไตย” หรือ “ฝ่ายอำนาจนิยม” แล้วเลือกข้อมูลมายืนยันข้อสรุปที่กำหนดไว้ล่วงหน้า หากตั้งต้นจากคำถามเชิงประจักษ์ว่า อำนาจถูกผลิต กระจาย จำกัด และเปลี่ยนผ่านผ่านกลไกใด และกระบวนการเหล่านั้นสร้างผลลัพธ์และต้นทุนอย่างไร—คำถามที่ภาษาการเมืองแบบ “แพ้–ชนะ” มักบดบังไว้

2.ปัญหา Structure–Agency: ระหว่างข้อจำกัดของสนามกับความรับผิดของผู้เล่น

ปัญหาพื้นฐานประการหนึ่งของสังคมศาสตร์คือความสัมพันธ์ระหว่าง โครงสร้าง (structure) กับ ความสามารถในการกระทำ (agency) ในบริบททางการเมือง โครงสร้างหมายถึงกติกา สถาบัน การจัดสรรทรัพยากร ความสัมพันธ์ทางอำนาจ บรรทัดฐาน และมรดกทางประวัติศาสตร์ที่กำหนดขอบเขตของสิ่งที่ตัวแสดงกระทำได้ ส่วน agency หมายถึงความสามารถของตัวแสดงในการตัดสินใจ วางยุทธศาสตร์ สร้างพันธมิตร เรียนรู้จากความผิดพลาด และเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ตนเผชิญ

การอธิบายการเมืองไทยโดยเน้นด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไปนำไปสู่ความคลาดเคลื่อนได้ทั้งสองทาง หากให้น้ำหนักโครงสร้างจนแทบไม่มีที่ว่างแก่ agency เราจะสรุปว่าผลลัพธ์ถูกกำหนดไว้แล้ว พรรคการเมืองจึงแทบไม่ต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของตน คำอธิบายเช่นนั้นลดทอนความสำคัญของยุทธศาสตร์ คุณภาพผู้สมัคร การสร้างองค์กร และความสามารถของคู่แข่งขัน ในทางกลับกัน หากมองเฉพาะ agency เราจะอธิบายชัยชนะและความพ่ายแพ้ด้วยคุณภาพผู้นำหรือการสื่อสารเพียงอย่างเดียว โดยละเลยว่าตัวแสดงแต่ละฝ่ายไม่ได้แข่งขันภายใต้ทรัพยากร ตำแหน่งแห่งที่ และข้อจำกัดเชิงสถาบันที่เท่ากัน

การวิเคราะห์ที่รอบคอบจึงต้องถามพร้อมกันสองคำถาม ประการแรก ภายใต้โครงสร้างที่ดำรงอยู่ ตัวแสดงมีทางเลือกอะไรบ้าง และประการที่สอง ภายในพื้นที่ของทางเลือกที่ยังมีอยู่ ตัวแสดงใช้ agency ของตนได้ดีเพียงใด ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินพรรคประชาชนหลังการเลือกตั้ง 2569 เพราะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงทั้งข้อสรุปว่า “พรรคแพ้เพราะระบบ” และข้อสรุปตรงข้ามว่า “ระบบไม่เกี่ยว พรรคแพ้เพราะตนเองทั้งหมด”

โครงสร้างอธิบายข้อจำกัด แต่ agency อธิบายว่าเราทำอะไรภายในข้อจำกัดนั้น

3.จากอนาคตใหม่ถึงพรรคประชาชน: ความต่อเนื่องของฐานทางสังคม

การยุบพรรคอนาคตใหม่ใน พ.ศ. 2563 ตามมาด้วยการเติบโตของพรรคก้าวไกล ซึ่งกลายเป็นพรรคที่มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด (151 ที่นั่ง) หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 ก่อนถูกยุบใน พ.ศ. 2567 และการเกิดขึ้นของพรรคประชาชนในเวลาต่อมา ลำดับเหตุการณ์นี้ชี้ข้อสังเกตเชิงสถาบันที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ความต่อเนื่องของฐานทางสังคมอาจดำรงอยู่ได้ แม้องค์กรที่เป็นตัวแทนของฐานนั้นจะถูกยุติ

แนวคิด movement party ช่วยอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ดี พรรคการเมืองแบบดั้งเดิมดำรงอยู่ผ่านโครงสร้างสมาชิก เครือข่ายผู้สมัคร และทรัพยากรขององค์กรเป็นสำคัญ แต่ movement party มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับเครือข่ายทางสังคม ข้อเรียกร้อง และอัตลักษณ์ของผู้สนับสนุนที่ดำรงอยู่นอกขอบเขตของพรรคด้วย งานศึกษาของ Laohabut และ McCargo เสนอว่าก้าวไกลมีคุณลักษณะดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ โดยชี้ว่าความสำเร็จของพรรคสัมพันธ์กับทั้งวิวัฒนาการจากอนาคตใหม่ และการผนวกผู้นำขบวนการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ในช่วง พ.ศ. 2563 เข้าสู่เส้นทางรัฐสภา[2]

ประเด็นสำคัญจึงมิใช่ว่าเหตุใด “พรรคส้ม” จึงกลับมาได้หลังการยุบพรรค คำถามที่ลึกกว่าคือ เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม สถาบัน และระหว่างรุ่นใด ที่ยังคงผลิตความต้องการทางการเมืองซึ่งพรรคเหล่านี้เข้าไปเป็นตัวแทน การแยกองค์กรออกจาก social constituency มีนัยทางทฤษฎีอย่างชัดเจน หากปัญหาอยู่ที่องค์กร การยุติองค์กรย่อมยุติปัญหาได้ แต่หากองค์กรเป็นเพียง รูปแสดงเชิงสถาบัน (institutional expression) ของความต้องการทางสังคม การยุติองค์กรก็เพียงเปลี่ยนช่องทางการแสดงออก โดยมิได้ทำให้เหตุปัจจัยพื้นฐานหายไป

4.การเลือกตั้ง พ.ศ. 2569: ปัญหาของการนิยาม “ชัยชนะ”

การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ทำให้การใช้คำว่า “ชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยม” มีเหตุผลรองรับในระดับหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการแข่งขันระดับเขต สามารถแปลงเครือข่ายทางการเมือง ความแข็งแรงของผู้สมัคร ความสัมพันธ์ระดับพื้นที่ และยุทธศาสตร์การเลือกตั้งให้กลายเป็นจำนวนที่นั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลายเป็นพรรคอันดับหนึ่งด้วย 192 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชนได้ 120 ที่นั่ง[3] ความสำเร็จนี้ควรได้รับการยอมรับในฐานะ agency ของคู่แข่งขัน มิใช่สิ่งที่ปัดตกได้ด้วยคำว่า “ระบบ”

อย่างไรก็ตาม ผลแบบบัญชีรายชื่อทำให้คำว่า “ชัยชนะ” ซับซ้อนขึ้นทันที เพราะพรรคประชาชนได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ

ผลการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 (จำแนกพรรคหลัก)
พรรคคะแนนบัญชีรายชื่อร้อยละที่นั่งรวม
ประชาชน11,043,31530.56120
ภูมิใจไทย6,468,07617.90192
เพื่อไทย5,575,45915.4374
กล้าธรรม58
ประชาธิปัตย์3,941,85810.9121

ตัวเลขนี้มิได้หมายความว่าพรรคประชาชน “ชนะจริง” และอีกฝ่าย “ชนะปลอม” แต่บังคับให้เราแยกอย่างน้อยสามสิ่งออกจากกัน ได้แก่ ความนิยมของประชาชน (popular preference) การมีผู้แทนเชิงพื้นที่ (territorial representation) และ การแปลงคะแนนเป็นอำนาจปกครอง (conversion of votes into governing power) ทั้งสามสัมพันธ์กัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน พรรคหนึ่งอาจมีความนิยมระดับชาติสูงแต่มีองค์กรระดับเขตอ่อนกว่า อีกพรรคหนึ่งอาจมีคะแนนรวมน้อยกว่าแต่กระจายทรัพยากรและสร้างความได้เปรียบในเขตจนได้ที่นั่งมากกว่า

ดังนั้น การสรุปจากจำนวนที่นั่งโดยตรงว่า “สังคมไทยปฏิเสธแนวคิดของพรรคประชาชนแล้ว” จึงเป็น การก้าวกระโดดเชิงอนุมาน (inferential leap) ที่หลักฐานไม่รองรับ ข้อสรุปที่ระมัดระวังกว่าคือ พรรคประชาชนประสบปัญหาในการเปลี่ยนความนิยมระดับประเทศให้กลายเป็นอำนาจเชิงพื้นที่และอำนาจจัดตั้งรัฐบาล นี่คือ conversion problem มากพอ ๆ กับที่เป็น popularity problem และสองสิ่งนี้เรียกร้องคำตอบทางยุทธศาสตร์ที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

5.จาก Electoral Mobilization สู่ Party Institutionalization

ในบทสัมภาษณ์เนื่องในวาระครบรอบสองปีการยุบพรรค นายปดิพัทธ์ สันติภาดา หนึ่งในกรรมการบริหารพรรคที่ถูกเพิกถอนสิทธิ ได้ตั้งข้อสังเกตที่มีนัยเชิงทฤษฎีชัดเจนว่า ยุคที่ “กระแส” เพียงอย่างเดียวจะพาพรรคไปถึงชัยชนะได้นั้นสิ้นสุดลงแล้ว

“ผู้สมัครของพรรคจะต้องทำการบ้านมากขึ้น เพราะกระแสอย่างเดียวมันจบแล้ว กระแสต้องบวกการลงพื้นที่อย่างหนัก การมีคนช่วยงานคุณในระดับหมู่บ้านให้ได้ แก้ข่าวคุณในกลุ่มแม่บ้าน อสม. ให้ได้ … เพราะฉะนั้นมันต้องมีทั้งคนอยู่ในกระแสและมีคนอยู่ในพื้นที่ช่วยกันทำงาน”

— ปดิพัทธ์ สันติภาดา, รายการ The Politics, Matichon TV, 10 สิงหาคม 2569

หากแปลเป็นภาษารัฐศาสตร์ นี่คือปัญหาของ การทำให้พรรคเป็นสถาบัน (party institutionalization) พรรคการเมืองสามารถเกิดและเติบโตอย่างรวดเร็วจากภาวะผู้นำที่มีเสน่ห์ จังหวะทางการเมือง หรือการระดมพลังทางสังคม แต่ความสามารถในการดำรงอยู่ระยะยาวต้องอาศัยกระบวนการที่ต่างออกไป กล่าวคือการเปลี่ยนความนิยมให้เป็นโครงสร้างองค์กรที่หยั่งราก มีคุณค่าและอัตลักษณ์ในตัวเองที่ไม่ผูกกับผู้นำคนใดคนหนึ่ง และดำรงอยู่ได้แม้ในช่วงที่กระแสทางการเมืองลดลง[4]

ปัญหาของพรรคประชาชนจึงอาจไม่ใช่ว่า “กระแสหมด” เพราะคะแนนบัญชีรายชื่อกว่า 11 ล้านเสียงแสดงตรงกันข้าม สิ่งที่ยังไม่สมบูรณ์คือ โครงสร้างพื้นฐานของการแปลงพลัง (conversion infrastructure)—กลไกที่เปลี่ยนความเห็นอกเห็นใจทางการเมืองให้กลายเป็นขีดความสามารถที่คงทน ด้วยเหตุนี้ คำพูดของปดิพัทธ์เรื่องเครือข่ายระดับหมู่บ้าน แม่บ้าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จึงมีความหมายมากกว่าประเด็นยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง มันคือการยอมรับโดยนัยว่าองค์กรที่เติบโตจากคลื่นการเมืองระดับชาติกำลังเผชิญภารกิจอีกขั้นหนึ่ง คือการเปลี่ยนจากพรรคที่ยึดโยงกับขบวนการ ไปสู่องค์กรมวลชนที่เป็นสถาบัน

6.ผู้เลือกตั้งไม่ได้ซื้ออุดมการณ์เป็นชุดสำเร็จรูป

ในวันเดียวกับการเลือกตั้ง ประเทศไทยยังจัดการออกเสียงประชามติในคำถามว่า สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ผลปรากฏว่ามีผู้เห็นชอบ 21,621,638 คน หรือร้อยละ 60.16 ของผู้ออกเสียง จากบัตรดีราว 35.9 ล้านใบ[5] ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่พรรคฝ่ายอนุรักษนิยมประสบความสำเร็จสูงในการเลือกตั้งระดับเขต

หากใช้กรอบซ้าย–ขวาอย่างง่าย ผลสองชุดนี้ดูขัดแย้งกัน แต่ความขัดแย้งลดลงเมื่อยอมรับว่าผู้เลือกตั้งเป็น ตัวแสดงทางการเมืองหลายมิติ (multidimensional political actors) ประชาชนไม่จำเป็นต้องมีความชอบที่สอดคล้องกันทุกมิติ บุคคลหนึ่งอาจไว้วางใจนักการเมืองอนุรักษนิยมในพื้นที่ แต่สนับสนุนการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ อาจต้องการรัฐสวัสดิการแต่ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอแก้ไขมาตรา 112 อาจสนับสนุนการปฏิรูปกองทัพแต่เลือกผู้สมัครอีกพรรคเพราะเชื่อว่าแก้ปัญหาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้ดีกว่า

การตีความการเลือกตั้งเป็น ประชามติต่ออุดมการณ์ชุดเดียว (plebiscite) จึงมีข้อจำกัดสูง และมีนัยทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ ฝ่ายปฏิรูปไม่จำเป็นต้องทำให้ผู้เลือกตั้งทั้งหมด “กลายเป็นฝ่ายก้าวหน้า” ก่อนจึงจะสร้างเสียงข้างมากได้ สิ่งที่สำคัญกว่าอาจเป็นการสร้าง แนวร่วมเพื่อการปฏิรูป (reform coalition) รอบประเด็นที่ประชาชนต่างกลุ่มมีผลประโยชน์ร่วมกัน แม้จะยังเห็นต่างในประเด็นอื่น

7.ความพ่ายแพ้เชิงสถาบันกับความพ่ายแพ้เชิงอุดมการณ์

ข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติของคนรุ่นใหม่ยิ่งเรียกร้องความระมัดระวังในการตีความผลเลือกตั้ง บทวิเคราะห์ของ Panarat Anamwathana เผยแพร่โดยสถาบัน ISEAS–Yusof Ishak ใน พ.ศ. 2569 ซึ่งประมวลข้อมูลจากการสำรวจหลายชุด ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่าพรรคประชาชนสูญเสียการสนับสนุนของคนรุ่นใหม่ไปแล้วหรือไม่ และชี้ว่า แม้ผลรวมของพรรคจะลดลงเมื่อเทียบกับก้าวไกลใน พ.ศ. 2566 พรรคประชาชนยังคงได้รับการสนับสนุนในหมู่ผู้เลือกตั้งอายุน้อยในสัดส่วนที่สูงกว่าพรรคอื่นอย่างชัดเจน[6]

ข้อมูลดังกล่าวไม่อนุญาตให้สรุปว่าอนาคตของประเทศไทยจะเคลื่อนไปในทิศทางเดียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะการเมืองไม่ใช่ ชะตากรรมทางประชากร (demographic destiny) ความชอบทางการเมืองเปลี่ยนได้เมื่ออายุ ฐานะ ประสบการณ์ และบริบทเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้ให้น้ำหนักแก่ข้อเสนอสำคัญอีกประการหนึ่งว่า ความพ่ายแพ้เชิงสถาบันไม่จำเป็นต้องเท่ากับความพ่ายแพ้เชิงอุดมการณ์ องค์กรถูกจำกัดได้ พรรคแพ้จำนวนที่นั่งได้ ผู้นำถูกตัดออกจากระบบได้ แต่หากเงื่อนไขทางสังคมที่ผลิตข้อเรียกร้องเดิมยังดำรงอยู่ ความต้องการทางการเมืองก็ถูกผลิตซ้ำผ่านตัวแสดงชุดใหม่ได้ นี่คือปัญหาเชิงระบอบที่สำคัญกว่าชะตากรรมของพรรคใดพรรคหนึ่ง

8.จาก Political Containment สู่ Cost of Political Containment

ณ จุดนี้ เราสามารถขยายหน่วยวิเคราะห์จาก “ใครชนะ” ไปสู่คำถามว่า ชัยชนะถูกผลิตขึ้นด้วยต้นทุนอะไร ในทางเศรษฐศาสตร์ ไม่มีทางเลือกใดปราศจากต้นทุน ในทางการเมืองก็เช่นกัน การเปลี่ยนแปลงมีต้นทุน แต่การสกัด ชะลอ หรือจำกัดการเปลี่ยนแปลงก็มีต้นทุนเช่นกัน ปัญหาคือสังคมมองเห็นต้นทุนของฝ่ายที่ถูกสกัดได้ง่าย—พรรคถูกยุบ ผู้นำถูกตัดสิทธิ—แต่ไม่ค่อยทำ “บัญชีต้นทุน” ของระบอบและประเทศที่เกิดจากการรักษาโครงสร้างเดิม

กรอบวิเคราะห์ที่เสนอ · Cost of Political Containment

ต้นทุนโดยรวมที่เกิดขึ้นเมื่อระบอบใช้ทรัพยากรทางกฎหมาย สถาบัน การเมือง หรือสังคม เพื่อจำกัดความต้องการเปลี่ยนแปลงให้อยู่ภายในขอบเขตที่ระบบเดิมรองรับได้ ต้นทุนนี้ครอบคลุมความชอบธรรม ทุนมนุษย์ทางการเมือง การมีส่วนร่วม และค่าเสียโอกาสของประเทศ

แนวคิดนี้ไม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามี “ผู้ควบคุมระบอบ” เพียงศูนย์กลางเดียว ตรงกันข้าม ระบอบควรถูกมองในฐานะ นิเวศเชิงสัมพันธ์ของอำนาจ (relational ecology of power) ซึ่งประกอบด้วยสถาบันและตัวแสดงหลายประเภทที่มีทั้งความร่วมมือ การต่อรอง การแข่งขัน และความขัดแย้งระหว่างกัน ดังนั้น containment อาจไม่ได้เกิดจากแผนเดียวหรือผู้สั่งการเดียว หากอาจเป็น ผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้นเอง (emergent outcome) ของสถาบันหลายแห่งซึ่งต่างปฏิบัติตามตรรกะ ผลประโยชน์ และอำนาจหน้าที่ของตน แต่เมื่อรวมกันกลับสร้างผลเชิงระบบในทิศทางเดียวกัน นี่คือเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างกับคำอธิบายแบบสมคบคิด

9.ต้นทุนด้านความชอบธรรม: เมื่อคำถามเปลี่ยนจาก “เลือกใคร” เป็น “เลือกแล้วมีความหมายเพียงใด”

นับแต่ Max Weber เป็นต้นมา รัฐศาสตร์ตระหนักว่าการปกครองที่ยั่งยืนไม่อาจพึ่งการบังคับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเชื่อของผู้ถูกปกครองว่าอำนาจและกระบวนการใช้อำนาจมีความชอบธรรมในระดับหนึ่ง[7] ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งจึงทำหน้าที่มากกว่าการคัดเลือกผู้ปกครอง มันผลิต ความชอบธรรมเชิงกระบวนการ (procedural legitimacy)—ความเชื่อว่าแม้ผู้เลือกตั้งจะแพ้ในวันนี้ กติกาก็ยังเปิดโอกาสให้ฝ่ายของตนกลับมาชนะได้ในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ เหตุการณ์หลังการเลือกตั้ง พ.ศ. 2566 จึงมีความละเอียดอ่อน พรรคก้าวไกลได้ที่นั่งมากที่สุดแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ภายใต้โครงสร้างการเลือกนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ก่อนถูกยุบในปีถัดมา ในทางกฎหมาย แต่ละกระบวนการมีฐานอำนาจและเหตุผลของตนซึ่งต้องได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม แต่องค์กรระหว่างประเทศด้านประชาธิปไตยอย่าง International IDEA ได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่าการยุบพรรคเป็นเรื่อง “น่าเสียดายอย่างยิ่ง” และส่งผลกระทบต่อพัฒนาการประชาธิปไตยของไทย[8]

คำถามสำคัญในทางความชอบธรรมจึงมิใช่เพียงว่าคำวินิจฉัยถูกหรือผิดในทางกฎหมาย แต่คือประชาชนตีความกระบวนการเหล่านั้นอย่างไร หากประชาชนส่วนหนึ่งเปลี่ยนคำถามจาก “ฉันควรเลือกใคร?” ไปเป็น “การเลือกของฉันเปลี่ยนอำนาจได้จริงเพียงใด?” ระบอบก็ได้เริ่มจ่าย ต้นทุนความชอบธรรม แล้ว ไม่ว่ากระบวนการแต่ละขั้นจะอธิบายได้ในทางกฎหมายเพียงใด เพราะ ความถูกกฎหมาย (legality) กับ ความชอบธรรม (legitimacy) เกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน และต้นทุนนี้บางครั้งไม่ปรากฏเป็นการประท้วง หากปรากฏเป็นความเฉยชา—ซึ่งตรวจจับได้ยากกว่าความขัดแย้งเสียอีก

10.Stability from Consent กับ Stability from Exhaustion

ความสงบทางการเมืองไม่ควรถูกใช้เป็นตัวแทนของความชอบธรรมโดยอัตโนมัติ ในเชิงวิเคราะห์ เราอาจแยกเสถียรภาพออกเป็นอย่างน้อยสองแบบ แบบแรกคือ เสถียรภาพจากความยินยอม (stability from consent) ซึ่งเกิดจากการที่ประชาชนจำนวนมากยอมรับกติกาพื้นฐาน แม้ไม่พอใจรัฐบาลหรือผลการเลือกตั้งในบางครั้ง อีกแบบคือ เสถียรภาพจากความอ่อนล้า (stability from exhaustion) ซึ่งเกิดเมื่อประชาชนลดการมีส่วนร่วมเพราะเห็นว่าต้นทุนของการมีส่วนร่วมสูงกว่าประโยชน์ที่คาดว่าจะได้ ภายนอกทั้งสองกรณีอาจดูเป็นสังคมที่ปราศจากความขัดแย้งรุนแรงเหมือนกัน แต่คุณภาพของเสถียรภาพต่างกันโดยสิ้นเชิง

เสถียรภาพจากความยินยอม กับเสถียรภาพจากความอ่อนล้า อาจดูเหมือนกันจากภายนอก แต่เป็นคนละระบอบในทางคุณภาพ

ข้อสังเกตของปดิพัทธ์เกี่ยวกับอัตราการใช้สิทธิจึงน่าสนใจในกรอบนี้ เขาชี้ว่าเมื่อครั้งพรรคก้าวไกล ผู้มาใช้สิทธิอยู่ราวร้อยละ 75 แต่เมื่อถึงพรรคประชาชน ตัวเลขลดลงมาอยู่ราวร้อยละ 70 และตั้งคำถามว่า หากวัดความหวังของผู้คนด้วยการออกมาใช้สิทธิ ตัวเลขนี้อาจสะท้อนว่าความหวังลดลง[9] อัตราการใช้สิทธิอย่างเป็นทางการของการเลือกตั้ง 2569 อยู่ที่ร้อยละ 71.44 ลดลง 4.28 จุดจากการเลือกตั้งครั้งก่อน[3]

อย่างไรก็ตาม การลดลงของอัตราการใช้สิทธิไม่สามารถใช้เป็นตัวชี้วัด “ความหมดหวัง” ได้โดยตรง เพราะมีสาเหตุได้หลายประการ สิ่งที่ควรศึกษาในระยะยาวจึงเป็นปรากฏการณ์ที่กว้างกว่า คือ การถอนตัวจากการมีส่วนร่วมทางการเมือง (political demobilization) กล่าวคือ ประชาชนมิได้เปลี่ยนจากฝ่ายหนึ่งไปอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เปลี่ยนจาก “ผู้มีส่วนร่วม” ไปเป็น “ผู้ถอนตัว” การไม่ไปเลือกตั้งเป็นเพียงรูปแบบหนึ่ง การเลิกติดตามรัฐสภา การไม่สมัครสมาชิกพรรค การไม่บริจาค การไม่ประสงค์เข้าสู่การเมือง หรือการย้ายทักษะและชีวิตออกนอกประเทศ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ได้ ปดิพัทธ์เองยกตัวอย่างเชิงประจักษ์ว่า บางคนตัดสินใจไม่มีบุตรหลังจากที่นายพิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และบางคนที่เตรียมกลับประเทศกลับเลือกใช้ชีวิตในต่างประเทศอย่างถาวร[9] หากเกิดขึ้นในวงกว้าง นี่คือ ต้นทุนการมีส่วนร่วม (participation cost) ที่ประเทศต้องจ่าย

11.ต้นทุนของการรักษาระเบียบ: Rising Marginal Cost of Containment

ระบอบทุกระบอบต้องใช้ทรัพยากรเพื่อผลิตและรักษาระเบียบทางการเมือง คำถามจึงไม่ใช่ว่ามี ต้นทุนการบำรุงรักษา (maintenance cost) หรือไม่ แต่คือ ต้นทุนนั้นเพิ่มขึ้นหรือลดลงตามเวลา หากระบอบสามารถปรับตัวให้ความต้องการใหม่เข้าสู่กระบวนการปกติได้ ความขัดแย้งจำนวนหนึ่งจะถูกทำให้เป็นเรื่องของสถาบันผ่านรัฐสภา พรรคการเมือง การเลือกตั้ง และการเจรจา แต่หากช่องว่างระหว่างความต้องการทางสังคมกับสิ่งที่สถาบันยอมรับกว้างขึ้น ระบบต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นเพื่อรักษาขอบเขตเดิม[10]

การยุบองค์กรหนึ่งอาจจัดการความขัดแย้งได้ในระยะสั้น แต่หากฐานทางสังคมเดิมกลับมาผ่านองค์กรใหม่ การจัดการรอบถัดไปอาจต้องใช้เครื่องมือเพิ่มขึ้น หากกระบวนการนี้เกิดซ้ำ ระบอบอาจเข้าสู่สภาวะที่ ต้นทุนส่วนเพิ่มของการสกัดสูงขึ้นเรื่อย ๆ (rising marginal cost of containment) กระทั่งต้นทุนของการรักษาสภาพเดิมเพิ่มเร็วกว่าความสามารถในการผลิตความยินยอมต่อสภาพเดิมนั้น นี่ไม่ใช่คำพยากรณ์ว่าระบอบจะล่มสลาย แต่เป็นคำถามเรื่อง ประสิทธิภาพเชิงสถาบัน (institutional efficiency): ระบอบที่ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นเพื่อผลิตผลลัพธ์เดิม ควรพิจารณาหรือไม่ว่าการปรับตัวบางส่วนมีต้นทุนต่ำกว่าการต่อต้านการปรับตัว

12.ทุนมนุษย์ทางการเมืองและต้นทุนของการเริ่มต้นใหม่

การเมืองเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยทุนมนุษย์เฉพาะทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ทำงานหลายสมัยสะสมความรู้ด้านงบประมาณ การร่างกฎหมาย การตรวจสอบราชการ การเจรจา และนโยบายเฉพาะด้าน พรรคการเมืองสะสม ความทรงจำเชิงสถาบัน (institutional memory) ผ่านนักวิจัย เจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญ และเครือข่ายนโยบาย เมื่อองค์กรถูกยุบหรือผู้นำจำนวนหนึ่งถูกตัดออกจากระบบ ความรู้เหล่านี้ไม่ได้สูญหายทันที เพราะบุคลากรเคลื่อนย้ายไปยังองค์กรใหม่ได้ แต่ความต่อเนื่อง (continuity) ย่อมได้รับผลกระทบ และการเปลี่ยนองค์กร ผู้นำ และโครงสร้างซ้ำ ๆ ย่อมมีต้นทุนของการเรียนรู้และการเปลี่ยนผ่าน

กรณีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกล 44 คน ซึ่งใน พ.ศ. 2569 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องต่อศาลฎีกา อันอาจนำไปสู่การถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิตจากกรณีร่วมเสนอแก้ไขมาตรา 112 แสดงให้เห็นว่าประเด็นทุนมนุษย์ทางการเมืองมิได้สิ้นสุดพร้อมการยุบพรรคใน พ.ศ. 2567[11] คำถามเชิงออกแบบสถาบัน (institutional design) ที่ใหญ่กว่ากรณีบุคคลจึงเป็นว่า ประเทศควรสร้างระบบความรับผิดทางการเมืองและกฎหมายอย่างไร ให้สามารถลงโทษการกระทำที่ผิดกติกาได้ โดยไม่ทำให้ต้นทุนของการเข้าสู่การเมืองสูงจนบุคลากรที่มีศักยภาพลังเลที่จะเข้าร่วม นี่มิใช่คำถามเพื่อปกป้องนักการเมืองฝ่ายใด แต่เป็นคำถามเรื่องคุณภาพของการสรรหาบุคลากรทางการเมือง (political recruitment) ของประเทศ

13.ต้นทุนค่าเสียโอกาส: Opportunity Cost of Political Containment

ต้นทุนที่มองเห็นยากที่สุดคือสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้น ในทางเศรษฐศาสตร์ ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) หมายถึงมูลค่าของทางเลือกที่ต้องสละเมื่อเลือกอีกทางหนึ่ง แนวคิดเดียวกันประยุกต์กับการเมืองได้ เพราะรัฐมี แถบความสนใจทางการเมือง (political bandwidth) จำกัด ความสนใจของรัฐบาล รัฐสภา ระบบราชการ สื่อ และประชาชน ล้วนเป็นทรัพยากรที่มีขีดจำกัด

ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจำนวนมาก—ธนาคารโลกประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ไว้เพียงราวร้อยละ 1.3 ซึ่งต่ำที่สุดในอาเซียน พร้อมชี้ความท้าทายจากสังคมสูงวัย การลงทุนที่ซบเซา และผลิตภาพที่เติบโตจำกัด[12]—เวลาทางการเมืองที่ใช้ไปกับคำถามว่าใครถูกยุบ ใครถูกตัดสิทธิ นายกรัฐมนตรีจะผ่านกลไกใด และองค์กรใดมีอำนาจเหนือองค์กรใด ล้วนมีค่าเสียโอกาส เพราะเป็นเวลาที่ไม่ได้ใช้เต็มที่กับการศึกษา ผลิตภาพ การแข่งขันทางเศรษฐกิจ เศรษฐกิจดิจิทัล การรับมือสังคมสูงวัย การกระจายอำนาจ และการปฏิรูประบบราชการ นี่คือ ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการสกัดทางการเมือง ซึ่งไม่ปรากฏเป็นรายการในพระราชบัญญัติงบประมาณ ไม่มีหน่วยงานใดบันทึกเป็นรายจ่าย แต่ประเทศสูญเสียมันได้จริงในทุกปี

14.ข้อจำกัดของคำอธิบายเชิงโครงสร้าง: พรรคประชาชนไม่อาจหลบหลังคำว่า “ระบอบ”

การยอมรับว่าโครงสร้างมีผลต่อการแข่งขันไม่ได้แปลว่า agency หมดความสำคัญ ตรงกันข้าม หากพรรคประชาชนต้องการพัฒนาเป็นสถาบันการเมืองระยะยาว การวิเคราะห์ข้อผิดพลาดของตนต้องเข้มงวดกว่าเดิม คำถามที่เหมาะสมคือคำถามแบบ ทวนสมมติ (counterfactual): ภายใต้กติกาเดียวกัน หากตัดสินใจบางอย่างต่างออกไป ผลลัพธ์จะดีขึ้นได้เพียงใด หากคำตอบคือได้ นั่นคือพื้นที่ของความรับผิด

คำถามเหล่านี้ต้องได้รับคำตอบอย่างตรงไปตรงมา ผู้สมัครระดับเขตแข็งแรงเพียงพอหรือไม่ องค์กรระดับพื้นที่ถูกสร้างเร็วพอหรือไม่ พรรคสื่อสารกับผู้สูงอายุและผู้เลือกตั้งนอกฐานเดิมได้มีประสิทธิภาพเพียงใด พรรคพึ่งพาแบรนด์ระดับชาติมากเกินไปหรือไม่ การจัดลำดับนโยบายสอดคล้องกับจังหวะทางการเมืองหรือไม่ และมีการประเมินคู่แข่งขันต่ำเกินไปหรือไม่ ที่สำคัญ ปดิพัทธ์เองยอมรับว่าความพ่ายแพ้เป็นบทเรียนที่จำเป็น โดยใช้แนวคิด failing forward—การล้มเพื่อก้าวไปข้างหน้า—และกล่าวว่า “ถ้าเราไม่แพ้วันนั้นเราคิดไม่ออก … แต่มันต้องโดนด่าก่อน ต้องโดนวิจารณ์ก่อน ต้องโดนคนหมดหวังในตัวคุณก่อน และเมื่อคุณฟื้นมาได้ ผมคิดว่าเราจะเดินได้ไกลกว่าเดิม”[13] การยอมรับเช่นนี้คือ agency ที่รับผิดชอบ มิใช่การโยนทุกอย่างให้โครงสร้าง

15.ปัญหาของการขอโทษที่กลายเป็นพิธีกรรม

หลังความพ่ายแพ้ พรรคการเมืองมักใช้ภาษาของความรับผิด เช่น “เราขอโทษประชาชน” หรือ “เราจะนำความผิดพลาดไปปรับปรุง” ภาษาเช่นนี้มีคุณค่าทางจริยธรรมและการเมือง แต่ การขอโทษไม่อาจทดแทนการวินิจฉัยสาเหตุ (apology cannot substitute for diagnosis) หากความพ่ายแพ้ประกอบด้วยหลายสาเหตุ การรับผิดทุกอย่างไว้กับตนเองมิได้แสดงถึงวุฒิภาวะเสมอไป และบางครั้งกลับบิดเบือนโครงสร้างเชิงสาเหตุของเหตุการณ์

พรรคการเมืองจึงควรแยกอย่างน้อยสามเรื่องออกจากกัน ได้แก่ สิ่งที่ตนทำผิด สิ่งที่คู่แข่งขันทำได้ดีกว่า และสิ่งที่เป็นผลจากโครงสร้างของสนามแข่งขัน การกล่าวว่า “เราแพ้เพราะระบบทั้งหมด” เป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิด แต่การกล่าวว่า “ทั้งหมดเป็นความผิดของเรา” ก็อาจเป็นการละทิ้งหน้าที่ในการอธิบายระบบต่อประชาชนเช่นกัน—เพราะการทำให้ประชาชนเข้าใจธรรมชาติของอำนาจในประเทศของตนเอง ก็เป็นภารกิจทางการเมืองอย่างหนึ่ง

16.ความรับผิดชอบอย่างถึงราก ควบคู่ความซื่อตรงต่อโครงสร้าง

บทความนี้จึงเสนอหลักการที่อาจเรียกว่า ความรับผิดชอบอย่างถึงราก ควบคู่ความซื่อตรงต่อโครงสร้าง (radical accountability with structural honesty) กล่าวคือ พรรคต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อสิ่งที่อยู่ภายใต้ agency ของตน แต่ต้องซื่อตรงอย่างเต็มที่ต่อข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างด้วย หลักการนี้ปฏิเสธทั้ง การเมืองแบบเหยื่อ (victim politics) และ การเมืองแบบโทษตนเองทั้งหมด (self-blaming politics) พรรคไม่จำเป็นต้องแสดงตนเป็นเหยื่อของระบอบ แต่ก็ไม่ควรทำให้ประชาชนเข้าใจว่าการแข่งขันเกิดขึ้นในสุญญากาศเชิงสถาบัน

เราจะไม่ใช้โครงสร้างเป็นข้อแก้ตัว และจะไม่บอกประชาชนว่าโครงสร้างไม่มีอยู่

ภาษาทางการเมืองที่มีวุฒิภาวะจึงอาจกล่าวได้ว่า พรรคเคารพผลการเลือกตั้งโดยไม่มีเงื่อนไข และจะรับผิดชอบต่อทุกสิ่งที่ทำได้ไม่ดีพอ แต่การอธิบายผลการเมืองอย่างซื่อตรงต้องพิจารณาทั้งการตัดสินใจของพรรคเอง ความสามารถของคู่แข่งขัน กติกา สถาบัน และโครงสร้างอำนาจที่ทุกฝ่ายดำรงอยู่ภายใน นี่มิใช่ภาษาของผู้แพ้ และไม่ใช่ภาษาของเหยื่อ หากเป็นภาษาของสถาบันทางการเมืองที่ถือว่าการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับธรรมชาติของอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่

17.จาก Movement Party สู่ Durable Democratic Institution

หากบทเรียนของ พ.ศ. 2569 คือความนิยมระดับชาติไม่สามารถทดแทนองค์กรเชิงพื้นที่ได้ ภารกิจต่อไปของพรรคประชาชนจึงไม่ควรถูกนิยามเพียงว่า “เอากระแสกลับมา” โจทย์ที่ลึกกว่าคือ การแปลงเชิงสถาบัน (institutional conversion): จากผู้ติดตามเป็นสมาชิก จากสมาชิกเป็นผู้จัดตั้ง จากผู้จัดตั้งเป็นเครือข่ายชุมชน จากเครือข่ายเป็นสายพานผลิตผู้สมัคร จากผู้สมัครเป็นผู้แทนเขต จากผู้แทนเป็นแนวร่วมจัดตั้งรัฐบาล และจากแนวร่วมเป็นความสามารถในการบริหารรัฐ

เป้าหมายจึงควรเป็นการเปลี่ยนจาก movement party ไปสู่สิ่งที่อาจเรียกว่า สถาบันประชาธิปไตยที่คงทน (durable democratic institution)—องค์กรที่ดำรงอยู่ได้โดยไม่ขึ้นกับผู้นำคนเดียว รักษาความรู้ได้เมื่อแพ้เลือกตั้ง ผลิตบุคลากรรุ่นใหม่ได้ต่อเนื่อง มีความสัมพันธ์กับประชาชนระหว่างการเลือกตั้ง ไม่ใช่เฉพาะช่วงหาเสียง และเปลี่ยนความกระตือรือร้นทางการเมืองให้กลายเป็นขีดความสามารถเชิงสถาบันได้ ปดิพัทธ์เปรียบเทียบพัฒนาการของขบวนการนี้กับ “กราฟหัวใจ” ที่ขยับขึ้นเป็นช่วง ๆ ตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล จนถึงพรรคประชาชน—“มันไม่หยุดเต้น มันไปต่อได้”—และวางกรอบการทำงานว่าเป็นการ “ซ้อมกับคลื่นลูกแล้วลูกเล่า” เพื่อให้พร้อมนำมวลชนเมื่อคลื่นของการเปลี่ยนแปลงมาถึง[14] หากทำได้ ความพ่ายแพ้ครั้งหนึ่งย่อมกลายเป็น การเรียนรู้เชิงสถาบัน และนั่นคือความหมายที่มีสาระของ failing forward—การแพ้ไม่ใช่ความสำเร็จ แต่ความสามารถในการเปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นการเรียนรู้ต่างหากที่มีค่า

18.ทางสองแพร่งของฝ่ายอนุรักษนิยม: Containment หรือ Accommodation

การวิเคราะห์เชิงระบอบต้องส่องกลับไปยังผู้ชนะด้วย หากฝ่ายอนุรักษนิยมสามารถรักษาอำนาจและชนะการแข่งขันเชิงสถาบันได้ คำถามต่อไปคือจะจัดการอย่างไรกับความต้องการทางสังคมที่ยังดำรงอยู่ ในเชิงระบอบมีทางเลือกพื้นฐานสองแนวทาง แนวทางแรกคือ การจำกัด (containment) คือรักษาขอบเขตเดิมและสกัดข้อเรียกร้องที่เห็นว่าเกินกว่าระบบจะรับได้ อีกแนวทางคือ การดูดซับ (accommodation) คือรับข้อเรียกร้องบางส่วนเข้ามา ปรับสถาบัน และขยายพื้นที่ของการแข่งขัน โดยไม่จำเป็นต้องยอมรับวาระทั้งหมดของฝ่ายท้าทาย

ในทางทฤษฎี ระบอบที่มี ความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว (resilience) สูง มักมีความสามารถในการดูดซับ เพราะการปรับตัวบางส่วนช่วยลดแรงกดดันต่อระบบทั้งหมด ในทางกลับกัน หากข้อเรียกร้องจำนวนมากถูกทำให้กลายเป็น ภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของระบอบ (existential threat) ความขัดแย้งเชิงนโยบายธรรมดาก็อาจถูกยกระดับเป็นความขัดแย้งเรื่องการดำรงอยู่ของระบบ—ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่ามาก

ในบทสัมภาษณ์ ปดิพัทธ์เองสังเกตว่า แม้บางฝ่ายมองว่าพรรคประชาชน “ลดบาร์” แต่ในสายตาฝ่ายขวา พรรคก็ยังถูกมองเป็น “ภัยคุกคาม” ต่อกำแพงเดิมอยู่เช่นเดิม สะท้อนว่าการรับรู้เรื่องภัยคุกคามในระบอบไทยยังผูกโยงกับอัตลักษณ์ของฝ่ายมากกว่ากับเนื้อหาข้อเสนอเฉพาะเรื่อง[15] ฝ่ายอนุรักษนิยมจึงมีคำถามที่สำคัญไม่แพ้ฝ่ายปฏิรูป นั่นคือ จะออกแบบระบอบอย่างไรให้คนที่ไม่เห็นด้วยกับตนยังรู้สึกว่าเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน และสามารถแสวงหาการเปลี่ยนแปลงผ่านกระบวนการปกติได้ ความสามารถในการตอบคำถามนี้อาจเป็นดัชนีของ ความคงทนของระบอบ ที่สำคัญกว่าการชนะการเลือกตั้งครั้งใดครั้งหนึ่ง

19.สี่ระดับของ “ชัยชนะ”: Electoral, Institutional, Ideological, National

ปัญหาสำคัญที่สุดของคำว่า “ชัยชนะ” คือเรามักใช้คำเดียวอธิบายปรากฏการณ์หลายระดับ เพื่อความชัดเจน ควรแยกอย่างน้อยสี่ระดับ ได้แก่ ชัยชนะทางการเลือกตั้ง (electoral victory) คือความสามารถในการได้คะแนนและที่นั่ง; ชัยชนะเชิงสถาบัน (institutional victory) คือความสามารถในการเปลี่ยนชัยชนะทางการเมืองให้เป็นอำนาจจัดตั้งรัฐบาลและกำหนดนโยบาย; ชัยชนะทางอุดมการณ์ (ideological victory) คือความสามารถในการทำให้หลักคิดของตนกลายเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับอย่างกว้างขวาง; และ ความสำเร็จของประเทศ (national success) คือความสามารถของระบบการเมืองโดยรวมในการแก้ปัญหา เพิ่มสมรรถนะของรัฐ รักษาความชอบธรรม และสร้างอนาคตที่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ อยู่ร่วมกันได้

ทั้งสี่ระดับไม่จำเป็นต้องเกิดพร้อมกัน ฝ่ายหนึ่งอาจชนะเลือกตั้งโดยยังไม่ชนะทางอุดมการณ์ อีกฝ่ายอาจแพ้จำนวนที่นั่งแต่ข้อเสนอของตนค่อย ๆ ถูกฝ่ายอื่นนำไปใช้ ระบอบอาจรักษาการควบคุมเชิงสถาบันได้แต่สูญเสียความชอบธรรม หรือระบอบอาจยอมปรับตัวบางส่วนแล้วกลับมีเสถียรภาพมากขึ้น ดังนั้น คำถามว่า “ฝ่ายขวาชนะหรือไม่” จึงไม่มีคำตอบทางวิชาการ จนกว่าเราจะระบุก่อนว่ากำลังวัดชัยชนะในระดับใด

20.บทสรุป: คันฉ่องของระบอบ

สองปีหลังการยุบพรรคก้าวไกล เหตุการณ์นี้ควรถูกมองมากกว่าประวัติศาสตร์ของพรรคหนึ่งพรรค มันเป็นกรณีศึกษาของปัญหาพื้นฐานที่ระบอบการเมืองทุกระบอบต้องเผชิญ ได้แก่ จะจัดการความขัดแย้งระหว่างความต่อเนื่องกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไร จะกำหนดขอบเขตของการแข่งขันอย่างไร จะลงโทษผู้ละเมิดกติกาโดยไม่ทำลายความเชื่อมั่นในกติกาอย่างไร จะรักษาเสถียรภาพโดยไม่ทำให้มันกลายเป็นความหยุดนิ่ง (stagnation) อย่างไร และจะทำให้ผู้แพ้ยังเชื่อว่ากระบวนการทางการเมืองมีความหมายได้อย่างไร

สำหรับพรรคประชาชน บทเรียนมิใช่เพียงต้อง “ลดบาร์” หรือ “ขอโทษให้มากขึ้น” หากคือการเปลี่ยนความนิยมระดับชาติให้กลายเป็นองค์กรที่หยั่งรากในสังคม พร้อมพัฒนาความสามารถในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความผิดพลาดของตนกับข้อจำกัดของโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา สำหรับฝ่ายอนุรักษนิยม ชัยชนะเชิงสถาบันไม่ควรถูกตีความว่าความต้องการทางสังคมที่ผลักดันฝ่ายปฏิรูปได้หายไปแล้ว โจทย์ระยะยาวคือการสร้างขีดความสามารถในการดูดซับ ให้เพียงพอที่จะเปลี่ยนความขัดแย้งจากเรื่องการดำรงอยู่ของระบอบ กลับมาเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายภายในระบอบ

และสำหรับประเทศไทย คำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าใครควรชนะ หากคือ ระบบการเมืองสามารถผลิตชัยชนะและความพ่ายแพ้โดยมีต้นทุนต่อประเทศต่ำเพียงใด เพราะระบอบประชาธิปไตยที่มีคุณภาพมิได้วัดจากการทำให้ฝ่ายหนึ่งชนะตลอดไป หากต้องสามารถทำให้ผู้ชนะใช้อำนาจโดยมีข้อจำกัด ทำให้ผู้แพ้ยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่สิ้นหวัง ทำให้ฝ่ายที่เห็นต่างยังแข่งขันเพื่อกลับมาเป็นผู้ชนะได้ และทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองไม่จำเป็นต้องลงเอยด้วยการทำลายคู่แข่งขันหรือทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบ

เมื่อมองจากจุดนี้ การยุบพรรคก้าวไกลจึงเปรียบเสมือนคันฉ่องบานหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย คันฉ่องไม่ได้ตัดสินว่าใครเป็นวีรบุรุษหรือผู้ร้าย และไม่รับประกันว่าอนาคตจะเป็นของฝ่ายใด มันเพียงเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ กติกา ความชอบธรรม การปรับตัว และต้นทุนที่ซ่อนอยู่หลังเหตุการณ์ทางการเมือง และเมื่อมองเข้าไปลึกพอ คำถามที่ปรากฏในคันฉ่องอาจไม่ใช่ “ใครชนะ?” แต่เป็นคำถามที่ยากกว่าและสำคัญกว่า: ประเทศไทยต้องใช้ทรัพยากรทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และความชอบธรรมอีกเท่าใด เพื่อรักษาระเบียบทางการเมืองแบบหนึ่งไว้ และเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่นแล้ว ต้นทุนนั้นยังสมเหตุสมผลกับอนาคตที่เราต้องการหรือไม่

คำถามเรื่องคุณภาพของระบอบมิใช่ทรัพย์สินของฝ่ายการเมืองใด มันเป็นคำถามเกี่ยวกับ ต้นทุนร่วมของการอยู่ในประเทศเดียวกัน และบางที นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่คันฉ่องบานนี้กำลังสะท้อนให้เราเห็น

เชิงอรรถและรายการอ้างอิง

  1. ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ยุบพรรคก้าวไกล และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรค 10 ปี, 7 สิงหาคม 2567. ดู ไทยพีบีเอส. (2567). มติศาลรัฐธรรมนูญ ยุบ “ก้าวไกล” เพิกถอนสิทธิการเมือง กก.บห.พรรค 10 ปี. thaipbs.or.th/news/content/342834; Human Rights Watch. (2024). Thailand: Constitutional Court Dissolves Opposition Party. hrw.org
  2. Laohabut, T., & McCargo, D. (2024). Thailand’s Movement Party: The Evolution of the Move Forward Party. Journal of East Asian Studies, 24(1), 25–47. https://doi.org/10.1017/jea.2024.1
  3. ผลการเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2569 และอัตราการใช้สิทธิร้อยละ 71.44 (ลดลง 4.28 จุดจากการเลือกตั้งครั้งก่อน). สรุปจากรายงานผลอย่างเป็นทางการของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามที่ประมวลใน Wikipedia. (2026). Results of the 2026 Thai general election. en.wikipedia.org; และ Bangkok Post. (2026). What the election results reveal. bangkokpost.com
  4. แนวคิด party institutionalization ดู Randall, V., & Svåsand, L. (2002). Party Institutionalization in New Democracies. Party Politics, 8(1), 5–29; และ Huntington, S. P. (1968). Political Order in Changing Societies. Yale University Press.
  5. การออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569: เห็นชอบ 21,621,638 เสียง (ร้อยละ 60.16) จากบัตรดี 35,937,621 ใบ, อัตราการออกเสียงร้อยละ 69.65. ดู Wikipedia. (2026). 2026 Thai constitutional referendum. en.wikipedia.org; Bangkok Post. (2026). Drafting of new constitution cruises to victory in referendum. bangkokpost.com
  6. Panarat Anamwathana. (2026). Has Thailand’s People’s Party Lost the Support of the Young? (ISEAS Perspective 2026/34). ISEAS–Yusof Ishak Institute. iseas.edu.sg
  7. Weber, M. (1978). Economy and Society: An Outline of Interpretive Sociology (G. Roth & C. Wittich, Eds.). University of California Press. (ต้นฉบับ 1922).
  8. International IDEA. (2024). The dissolution of the Move Forward Party by Thailand’s Constitutional Court is deeply regrettable. idea.int
  9. ปดิพัทธ์ สันติภาดา, สัมภาษณ์ในรายการ The Politics, Matichon TV, 10 สิงหาคม 2569 (ข้อมูลจากผู้เขียน). ตัวเลขร้อยละ 75 และ 70 เป็นการประเมินของผู้ให้สัมภาษณ์ เทียบเคียงกับอัตราอย่างเป็นทางการร้อยละ 71.44 ในเชิงอรรถที่ [3].
  10. แนวคิด adaptability–institutionalization และต้นทุนของการรักษาระเบียบ ดู Huntington (1968) อ้างแล้ว; และการอภิปรายเรื่องเสถียรภาพเชิงแข่งขันใน Levitsky, S., & Way, L. (2010). Competitive Authoritarianism: Hybrid Regimes after the Cold War. Cambridge University Press.
  11. คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งสำนวนอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล 44 คน ต่อศาลฎีกา กรณีร่วมเสนอแก้ไขมาตรา 112 (กุมภาพันธ์ 2569), เสี่ยงถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดชีวิต. ดู The Diplomat. (2026). 44 Former Progressive Thai MPs Face Lifetime Ban From Politics. thediplomat.com; The Nation. (2026). Supreme Court to review 44-MP Section 112 case. nationthailand.com
  12. World Bank. (2026). Thailand Economic Monitor, February 2026; และรายงานปรับประมาณการเติบโตปี 2569 เหลือราวร้อยละ 1.3 ต่ำสุดในอาเซียน. worldbank.org; The Nation. (2026). nationthailand.com
  13. ปดิพัทธ์ สันติภาดา, สัมภาษณ์ The Politics, Matichon TV, 10 สิงหาคม 2569 (แนวคิด failing forward).
  14. อ้างแล้ว, ปดิพัทธ์ สันติภาดา (2569). อุปมา “กราฟหัวใจ” และ “การโต้คลื่น”.
  15. อ้างแล้ว, ปดิพัทธ์ สันติภาดา (2569). ประเด็นการรับรู้เรื่อง “ลดบาร์” และการยังถูกมองเป็นภัยคุกคามในสายตาฝ่ายขวา.
หมายเหตุด้านความถูกต้อง (สำหรับผู้เขียน): ข้อมูลเชิงประจักษ์หลักในบทความนี้ตรวจสอบกับแหล่งทุติยภูมิที่เข้าถึงได้ ณ สิงหาคม 2569 แล้ว ยกเว้นสองจุดที่ควรยืนยันเพิ่ม: (1) เลขคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ — ผู้เขียนเคยระบุ “ที่ 20/2567” ผมยังไม่พบการยืนยันจากเอกสารปฐมภูมิ จึงอ้างโดยระบุวันที่และมติเอกฉันท์แทน ควรตรวจกับราชกิจจานุเบกษาก่อนตีพิมพ์; (2) ตัวเลขบัญชีรายชื่อ อาจต่างจากร่างเดิมของท่านเล็กน้อย (ประชาชน 11,043,315 เทียบ 11,043,309) ตามสถิติที่ปรับปรุงภายหลังการนับ ควรยึดตัวเลขสุดท้ายจาก กกต.

บทความชุด “คันฉ่องส่องไทย” · เผยแพร่เพื่อการศึกษาและการอภิปรายสาธารณะ · ผู้อ่านสามารถนำกรอบวิเคราะห์ในบทความไปใช้อ่านสถานการณ์การเมืองไทยในระบบโดยรวมได้ แม้ไม่ผูกกับพรรคใดพรรคหนึ่ง

Popular Posts