กษัตริย์ในโลกประชาธิปไตย
เหตุใดอำนาจอธิปไตยจึงต้องเป็นของประชาชน และเหตุใดสถาบันพระมหากษัตริย์จึงดำรงอยู่ได้เพราะประชาธิปไตย
บทความนี้เสนอข้อโต้แย้งว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิใช่ผลของการประนีประนอมที่บังเอิญลงตัวทางประวัติศาสตร์ หากเป็นคำตอบเชิงสถาบันต่อปัญหาพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ นั่นคือคำถามว่า อำนาจสูงสุดในรัฐควรเป็นของผู้ใด บทเรียนเปรียบเทียบจากยุโรป รัสเซีย และเอเชีย ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สถาบันกษัตริย์ที่ยืนกรานจะถือครองอำนาจอธิปไตยไว้กับตนเองมักลงเอยด้วยวิกฤตความชอบธรรมและการล่มสลาย ในขณะที่สถาบันกษัตริย์ซึ่งยอมรับว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนกลับดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและทรงเกียรติยิ่งกว่าเดิม ผู้เขียนเสนอว่าความหมายแท้จริงของการ "ทรงเป็นประมุข" ในโลกสมัยใหม่มิใช่การเป็นเจ้าของอำนาจ แต่คือการเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์รวมเอกภาพของชาติ และเป็นสถาบันที่อยู่เหนือการแข่งขันทางการเมือง โดยอาศัยกรอบความคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยของปวงชน ทฤษฎีความชอบธรรมของเวเบอร์ และข้อสังเกตคลาสสิกของแบเจอตว่าด้วย "ส่วนที่ทรงเกียรติ" กับ "ส่วนที่ทำงานจริง" ของรัฐธรรมนูญ บทความสรุปว่าการสละการอ้างสิทธิ์ในอำนาจมิได้ทำให้สถาบันอ่อนแอลง หากกลับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดประการหนึ่งของการอยู่รอดในระยะยาว
คำสำคัญ: ประชาธิปไตย · อำนาจอธิปไตย · สถาบันพระมหากษัตริย์ · ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ · ความชอบธรรมทางการเมือง
1. บทนำ: คำที่สำคัญที่สุดในชื่อระบอบ
เมื่อสังคมไทยถกเถียงกันเรื่อง "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" สายตาของผู้คนมักพุ่งตรงไปที่คำว่า "พระมหากษัตริย์" จนแทบลืมไปว่ายังมีคำสำคัญอีกคำหนึ่งวางอยู่ข้างหน้า นั่นคือคำว่า "ประชาธิปไตย" การละเลยนี้มิใช่เรื่องเล็ก เพราะในทางรัฐศาสตร์ คำว่าประชาธิปไตยในชื่อระบอบมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงคำขยายเพื่อความไพเราะ หากเป็นแก่นกลางที่กำหนดธรรมชาติทั้งหมดของระบอบนั้น
ลองทดลองทางความคิดอย่างง่ายที่สุด หากเราตัดคำว่า "ประชาธิปไตย" ออกไปจากชื่อ สิ่งที่เหลืออยู่คือ "ระบอบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ซึ่งแทบไม่ต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในอดีต ในทางกลับกัน หากเราตัดคำว่า "พระมหากษัตริย์" ออก สิ่งที่เหลือก็ยังเป็น "ระบอบประชาธิปไตย" อยู่ดี ความไม่สมมาตรนี้บอกอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้ง นั่นคือคำว่าประชาธิปไตยเป็นโครงสร้างหลักที่อุ้มทั้งระบอบเอาไว้ ส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประกอบที่ดำรงอยู่ภายในโครงสร้างนั้น มิใช่อยู่เหนือหรืออยู่นอกออกไป
คำถามที่บทความนี้สนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า "พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทอย่างไร" แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของ ระบอบใด เพราะคำตอบของคำถามนี้จะกำหนดทั้งสถานะ ความสัมพันธ์กับประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือ เงื่อนไขแห่งการดำรงอยู่ ของสถาบันในโลกสมัยใหม่ ข้อเสนอหลักของบทความคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกปัจจุบันมิได้อยู่รอดทั้งที่มีประชาธิปไตย แต่อยู่รอด เพราะ ประชาธิปไตย และความเข้าใจในจุดนี้คือกุญแจสำคัญต่ออนาคตของทั้งสองสถาบัน
2. กรอบแนวคิด: จากเจ้าของรัฐสู่สัญลักษณ์ของรัฐ
2.1 โลกเก่ากับแนวคิดเทวสิทธิ์
ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ ความเชื่อที่ค้ำจุนอำนาจของกษัตริย์ในหลายอารยธรรมคือแนวคิดที่ว่าพระราชอำนาจมีบ่อเกิดมาจากสวรรค์หรือพระเจ้า ในยุโรปแนวคิดนี้ถูกเรียกว่า "เทวสิทธิ์ของกษัตริย์" (Divine Right of Kings) ซึ่งนักคิดอย่างฌัก-เบนีญ บอสซูเอต์ ได้สถาปนาให้เป็นหลักการทางการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยอธิบายว่ากษัตริย์ทรงรับมอบอำนาจมาจากพระเจ้าโดยตรง จึงทรงรับผิดชอบต่อพระเจ้าเท่านั้น มิใช่ต่อราษฎร (Bossuet, 1709/1990)
ภายใต้กรอบความคิดเช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับรัฐมีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่ง กล่าวคือ รัฐมิได้เป็นสมบัติร่วมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในนั้น หากเป็นเสมือนมรดกหรือทรัพย์สินของราชวงศ์ ประชาชนมีสถานะเป็น "ผู้อยู่ใต้การปกครอง" (subjects) มากกว่าจะเป็น "พลเมือง" (citizens) และอำนาจอธิปไตย ซึ่งหมายถึงอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจชี้ขาดของรัฐ เป็นขององค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว ระเบียบนี้ดำรงอยู่ได้ยาวนานเพราะตั้งอยู่บนความเชื่อร่วมที่ว่าลำดับชั้นของสังคมเป็นสิ่งที่สวรรค์กำหนดไว้ มิใช่สิ่งที่มนุษย์เลือกได้
2.2 การปฏิวัติทางความคิด: อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ความเชื่อเก่าเริ่มถูกท้าทายอย่างถึงราก จอห์น ล็อก เสนอในงาน Two Treatises of Government ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเสรีและเสมอภาคกันโดยธรรมชาติ รัฐบาลมิได้เกิดจากพระประสงค์ของพระเจ้า แต่เกิดจากการที่ผู้คนตกลงยินยอมมอบอำนาจบางส่วนให้ เพื่อแลกกับการคุ้มครองชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน ความชอบธรรมของผู้ปกครองจึงขึ้นอยู่กับ "ความยินยอมของผู้ถูกปกครอง" (consent of the governed) และเมื่อใดที่ผู้ปกครองละเมิดข้อตกลงนี้ ประชาชนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะถอนความยินยอมนั้นคืน (Locke, 1690/1988)
ฌ็อง-ฌัก รูโซ ขยายความคิดนี้ให้คมขึ้นไปอีกขั้นในงาน The Social Contract ด้วยการเสนอแนวคิด "เจตจำนงทั่วไป" (general will) และยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนโดยไม่อาจแบ่งแยกหรือโอนให้ผู้ใดถือครองแทนได้อย่างถาวร ผู้ปกครองเป็นเพียง "ผู้รับมอบ" ให้ทำหน้าที่ มิใช่ "เจ้าของ" อำนาจ (Rousseau, 1762/1968) ความคิดของล็อกและรูโซได้พลิกกลับทิศทางของความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่อำนาจไหลจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง กลายเป็นอำนาจที่ไหลจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน และนี่คือรากฐานทางปรัชญาของประชาธิปไตยสมัยใหม่ทั้งมวล
2.3 ร่างกายสองส่วนของกษัตริย์: สะพานเชื่อมโลกเก่ากับโลกใหม่
มีแนวคิดคลาสสิกหนึ่งที่ช่วยอธิบายได้อย่างงดงามว่าเหตุใดสถาบันกษัตริย์จึงสามารถข้ามผ่านการปฏิวัติทางความคิดข้างต้นมาได้โดยไม่สูญสลาย นั่นคือทฤษฎี "ร่างกายสองส่วนของกษัตริย์" (The King's Two Bodies) ที่นักประวัติศาสตร์เอิร์นสต์ คันโตโรวิช ศึกษาจากความคิดทางกฎหมายยุคกลาง แนวคิดนี้แยกองค์กษัตริย์ออกเป็นสองมิติ มิติแรกคือ "ร่างกายตามธรรมชาติ" (body natural) อันเป็นมนุษย์ปุถุชนที่เกิด แก่ เจ็บ และตายได้ ส่วนมิติที่สองคือ "ร่างกายทางการเมือง" (body politic) อันเป็นสถาบันที่เป็นอมตะ ไม่ตายไปพร้อมกับตัวบุคคล ดังคำกล่าวว่า "กษัตริย์สวรรคต แต่ราชบัลลังก์ยังคงอยู่" (Kantorowicz, 1957)
กุญแจสำคัญของการอยู่รอดในโลกสมัยใหม่อยู่ตรงนี้เอง เมื่ออำนาจอธิปไตยถูกโอนไปเป็นของประชาชน "ร่างกายทางการเมือง" ที่เคยเป็นเรื่องของตัวกษัตริย์ก็ถูกถ่ายโอนไปผูกกับชาติและประชาชน ในขณะที่องค์กษัตริย์ยังคงทำหน้าที่เป็น เครื่องหมายแทน ความต่อเนื่องและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติได้ต่อไป สถาบันกษัตริย์จึงมิได้สูญหายไปพร้อมกับการล่มสลายของแนวคิดเทวสิทธิ์ หากแต่เปลี่ยนหน้าที่ จากการเป็น "เจ้าของรัฐ" มาเป็น "สัญลักษณ์ของรัฐ" นี่คือการแปรสภาพที่ทำให้สถาบันรอดพ้นจากการต้องเลือกระหว่างการครองอำนาจหรือการสูญสิ้น
3. บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลก
หากข้อเสนอข้างต้นถูกต้อง เราก็ควรพบรูปแบบที่ชัดเจนในประวัติศาสตร์ นั่นคือ สถาบันกษัตริย์ที่ปฏิเสธจะถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยควรประสบชะตากรรมต่างจากสถาบันที่ยอมปรับตัว และนั่นคือสิ่งที่ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง
3.1 ผู้ที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง
กรณีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส คือภาพสะท้อนของสถาบันที่ไม่อาจยอมรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง แม้พระองค์จะทรงยอมเรียกประชุมสภาฐานันดร (Estates-General) ใน พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) ภายใต้แรงกดดันทางการคลังและความไม่พอใจของราษฎร แต่ระบอบกลับไม่อาจยอมสละหลักการของอภิสิทธิ์และอำนาจสมบูรณ์ที่สั่งสมมา ความขัดแย้งบานปลายกลายเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส และจบลงด้วยการสำเร็จโทษพระมหากษัตริย์ใน พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) พร้อมกับการล่มสลายของระบอบเก่าทั้งระบบ
กรณีของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ดำเนินไปในทำนองเดียวกัน แม้บริบทจะต่างออกไป การต้านทานการปฏิรูปทางการเมืองอย่างจริงจัง การยืนกรานในพระราชอำนาจเด็ดขาด ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามและความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การปฏิวัติรัสเซียใน พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) การสละราชสมบัติ และการสิ้นสุดของราชวงศ์โรมานอฟที่ครองอำนาจมากว่าสามศตวรรษ
ข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดจากทั้งสองกรณีคือ สิ่งที่ล่มสลายมิได้ล่มสลายเพราะประชาชนเกลียดชังสถาบันกษัตริย์โดยกำเนิด หากล่มสลายเพราะระบบการเมืองปิดกั้นมิให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของอำนาจ เมื่อสถาบันกษัตริย์เลือกที่จะยืนขวางเส้นทางการเรียกร้องอำนาจอธิปไตยของประชาชน แทนที่จะหลีกทางให้ ความขัดแย้งก็กลายเป็นการปะทะที่มีเพียงผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่มีพื้นที่สำหรับการอยู่ร่วม
3.2 ผู้ที่ปรับตัว
ในอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์ สถาบันกษัตริย์ในอังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป และผลลัพธ์ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราชวงศ์เหล่านี้ดำรงอยู่ต่อมาได้อย่างมั่นคง เพราะยอมรับหลักการพื้นฐานข้อเดียวกัน นั่นคืออำนาจทางการเมืองเป็นของประชาชน ส่วนสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของรัฐและศูนย์รวมจิตใจของชาติ
กรณีของอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ภายหลังการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (Glorious Revolution) ใน ค.ศ. 1688 และการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิพื้นฐานของพลเมือง (Bill of Rights) ใน ค.ศ. 1689 อำนาจที่แท้จริงค่อย ๆ เคลื่อนจากองค์พระมหากษัตริย์ไปสู่รัฐสภาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือ การสูญเสียอำนาจทางการเมืองมิได้ทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษหายไป ตรงกันข้าม กลับได้รับความเคารพและความผูกพันจากประชาชนมากขึ้นในฐานะสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของชาติ
วอลเตอร์ แบเจอต นักรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษ จับภาพการเปลี่ยนผ่านนี้ไว้อย่างคมคายในงาน The English Constitution ด้วยการแบ่งส่วนประกอบของรัฐธรรมนูญออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ "ส่วนที่ทรงเกียรติ" (dignified parts) อันได้แก่สถาบันที่ก่อให้เกิดความจงรักภักดี ความเคารพ และความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ ส่วนที่สองคือ "ส่วนที่ทำงานจริง" (efficient parts) อันได้แก่สถาบันที่ใช้อำนาจในการบริหารและออกกฎหมายจริง แบเจอตชี้ว่าในระบอบอังกฤษ สถาบันกษัตริย์ได้เคลื่อนตัวมาเป็นหัวใจของ "ส่วนที่ทรงเกียรติ" ในขณะที่อำนาจที่ทำงานจริงตกอยู่กับคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (Bagehot, 1867/2001) แบเจอตยังสรุปบทบาทที่เหลืออยู่ของพระมหากษัตริย์ในระบอบนี้ไว้อย่างเป็นที่จดจำว่า ทรงมีสิทธิที่จะได้รับการปรึกษา สิทธิที่จะให้กำลังใจ และสิทธิที่จะตักเตือน ซึ่งล้วนเป็นอิทธิพลที่อาศัยพระบารมีและความไว้วางใจ มิใช่อำนาจบังคับบัญชา
กรณีของญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองอาจเป็นการแสดงออกที่บริสุทธิ์ที่สุดของหลักการนี้ รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1947 บัญญัติไว้ในมาตราแรกอย่างชัดเจนว่า สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็น "สัญลักษณ์ของรัฐและของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของปวงชน" โดยพระสถานะนั้นมาจากเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย (Constitution of Japan, 1947) ถ้อยคำนี้แทบจะเป็นการเขียนข้อเสนอหลักของบทความนี้ลงในตัวบทกฎหมายโดยตรง กล่าวคือ สถาบันยังคงอยู่ แต่อยู่ในฐานะสัญลักษณ์ และที่มาของสถานะนั้นคือประชาชน มิใช่สวรรค์
3.3 ข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบ
เมื่อนำสองกลุ่มประสบการณ์มาวางเทียบกัน รูปแบบที่ปรากฏชัดเจนยิ่ง สถาบันที่ยึดอำนาจอธิปไตยไว้กับตนเองอย่างเหนียวแน่นมักถูกประวัติศาสตร์กวาดออกไปอย่างรุนแรง ในขณะที่สถาบันที่ยอมถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนกลับสามารถรักษาตัวเอง ความต่อเนื่อง และเกียรติยศไว้ได้ บทเรียนนี้มิใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของตรรกะเชิงสถาบันที่อธิบายได้ ซึ่งจะเป็นหัวข้อของส่วนถัดไป
4. เหตุใดประชาธิปไตยจึงเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด
4.1 กับดักของอำนาจที่มีเจ้าของได้เพียงหนึ่งเดียว
เหตุผลเชิงโครงสร้างประการแรกเรียบง่ายแต่ทรงพลัง อำนาจอธิปไตยตามนิยามคืออำนาจสูงสุดที่ไม่มีอำนาจใดเหนือกว่า โดยธรรมชาติแล้วอำนาจเช่นนี้มีเจ้าของได้เพียงหนึ่งเดียว หากทั้งสถาบันกษัตริย์และประชาชนต่างอ้างสิทธิ์ในอำนาจสูงสุดพร้อมกัน ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นความขัดแย้งแบบที่ผลรวมเป็นศูนย์ กล่าวคือ ส่วนที่ฝ่ายหนึ่งได้มาคือส่วนที่อีกฝ่ายต้องเสียไป นี่คือกับดักที่ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ต้องเผชิญกับการปะทะที่ไม่มีทางออกอย่างสันติ
เมื่อระบอบกำหนดอย่างชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน กับดักนี้ก็คลายตัวลงทันที เพราะความขัดแย้งเรื่องการเป็นเจ้าของอำนาจถูกขจัดออกไปตั้งแต่ต้น แต่ละสถาบันมีพื้นที่และบทบาทของตนเองที่ไม่ทับซ้อนกัน ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจในการตัดสินใจทางการเมืองผ่านกลไกการเลือกตั้งและตัวแทน ส่วนสถาบันกษัตริย์ทำหน้าที่ในมิติที่การเลือกตั้งไม่อาจให้ได้ นั่นคือมิติของความต่อเนื่อง ความเป็นกลาง และเอกภาพเหนือความแตกแยกทางการเมือง
4.2 ความเป็นกลางในฐานะทุนทางความชอบธรรม
เหตุผลเชิงโครงสร้างประการที่สองคือธรรมชาติของความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ สถาบันกษัตริย์จะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติได้ ก็ต่อเมื่อคนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย และทุกความคิดทางการเมือง สามารถมองสถาบันว่าเป็นของตนได้เท่าเทียมกัน เงื่อนไขที่ทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้คือการที่สถาบันมิได้เป็นผู้เล่นในเกมการเมือง เพราะทันทีที่สถาบันถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คนอีกฝ่ายย่อมรู้สึกว่าสถาบันนั้นมิใช่ของตนอีกต่อไป และความเป็นสถาบันของคนทั้งชาติก็ลดทอนลงตามสัดส่วนนั้น
เราอาจเข้าใจประเด็นนี้ได้ดีขึ้นด้วยการมองความเป็นกลางเป็น "ทุน" ชนิดหนึ่ง ความเคารพและความผูกพันที่ประชาชนมีต่อสถาบันคือทุนทางความชอบธรรมที่สั่งสมมายาวนาน ทุนนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ ยิ่งถูกนำไปใช้ในการแข่งขันทางการเมืองมากเท่าใด ก็ยิ่งถูกใช้จนร่อยหรอลงเท่านั้น เพราะการเข้าข้างฝ่ายหนึ่งย่อมหมายถึงการสูญเสียความไว้วางใจจากอีกฝ่ายเสมอ นี่คือเหตุผลที่ความเป็นกลางมิใช่เพียงคุณธรรม แต่เป็นยุทธศาสตร์การอยู่รอดที่มีเหตุผลรองรับ การยืนอยู่เหนือการเมืองคือการรักษาทุนที่ทำให้สถาบันมีคุณค่าตั้งแต่แรก
4.3 ความชอบธรรมแบบผสม
เหตุผลประการที่สามมาจากทฤษฎีความชอบธรรมของมัคส์ เวเบอร์ ผู้จำแนกฐานของอำนาจที่ชอบธรรมออกเป็นสามประเภท ได้แก่ ความชอบธรรมตามจารีตประเพณีที่อาศัยความศักดิ์สิทธิ์ของระเบียบที่สืบทอดมายาวนาน ความชอบธรรมตามบารมีเฉพาะตัวของผู้นำ และความชอบธรรมตามเหตุผลและกฎหมายที่อาศัยกฎเกณฑ์และกระบวนการที่เป็นทางการ (Weber, 1922/1978) ในโลกสมัยใหม่ ความชอบธรรมตามจารีตประเพณีเพียงลำพังนั้นเปราะบาง เพราะผู้คนไม่ยอมรับสิ่งใดเพียงเพราะมันเก่าแก่อีกต่อไป
ความแยบยลของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ตรงที่มันผสานความชอบธรรมสองประเภทเข้าด้วยกันอย่างลงตัว สถาบันกษัตริย์ให้ความชอบธรรมตามจารีตประเพณีและความรู้สึกผูกพันทางประวัติศาสตร์ ส่วนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ความชอบธรรมตามเหตุผลและกฎหมาย ทั้งสองส่วนค้ำจุนซึ่งกันและกัน สถาบันกษัตริย์มอบความรู้สึกของความต่อเนื่องและความเป็นชาติที่กลไกการเลือกตั้งให้ไม่ได้ ในขณะที่กระบวนการประชาธิปไตยมอบฐานความชอบธรรมร่วมสมัยที่จารีตประเพณีเพียงลำพังให้ไม่ได้เช่นกัน การผสานนี้เองคือสิ่งที่ทำให้ระบอบมีความมั่นคงเหนือกว่าระบอบที่อาศัยฐานความชอบธรรมเพียงประเภทเดียว
5. ศตวรรษที่ 21: ความชอบธรรมที่ต้องต่ออายุเสมอ
โลกในยุคข้อมูลข่าวสารแตกต่างจากโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างที่ไม่อาจเทียบกันได้ ข่าวสารและความคิดไหลเวียนข้ามพรมแดนอย่างเสรี ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้และมุมมองเปรียบเทียบได้มากกว่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ และคนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมกับคุณค่าเรื่องความเสมอภาคและการตั้งคำถามต่ออำนาจในฐานะสามัญสำนึก ภายใต้สภาพเช่นนี้ ความชอบธรรมไม่อาจอาศัยน้ำหนักของประเพณีเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป
นักรัฐศาสตร์อย่างฆวน ลินซ์ และอัลเฟรด สเตปัน เคยอธิบายว่าประชาธิปไตยจะหยั่งรากมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อมันกลายเป็น "เกมเดียวในเมือง" (the only game in town) นั่นคือเมื่อทุกฝ่ายยอมรับว่ากติกาประชาธิปไตยเป็นช่องทางเดียวที่ชอบธรรมในการเข้าถึงและใช้อำนาจ (Linz & Stepan, 1996) เมื่อพิจารณาในกรอบนี้ สถาบันที่จะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21 คือสถาบันที่ความชอบธรรมของมันสอดคล้องกับกติกาประชาธิปไตย มิใช่ขัดแย้งกับมัน ความชอบธรรมในยุคนี้จึงมิใช่สมบัติที่ได้มาครั้งเดียวแล้วถือครองไว้ตลอดไป หากเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการต่ออายุและยืนยันใหม่อย่างต่อเนื่องผ่านการยอมรับของประชาชนในแต่ละรุ่น สถาบันที่เข้าใจเรื่องนี้และปรับตัวให้สอดรับย่อมเข้มแข็ง ส่วนสถาบันที่ยึดติดกับฐานความชอบธรรมแบบเก่าเพียงอย่างเดียวย่อมเปราะบางลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา
6. ประเทศไทยกับโจทย์ของอนาคต
สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญมิใช่การต้องเลือกระหว่างประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ระบอบของไทยได้กำหนดไว้แล้วว่าทั้งสองส่วนต้องดำรงอยู่ร่วมกัน หลักการพื้นฐานนี้ถูกบรรจุไว้อย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ดังที่มาตรา 3 บัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ถ้อยคำนี้สอดคล้องโดยตรงกับกรอบความคิดที่บทความนี้นำเสนอ กล่าวคือ อำนาจเป็นของประชาชน และพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของระบอบที่อำนาจเป็นของประชาชนนั้น
คำถามที่แท้จริงและสำคัญกว่าจึงเป็นคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ทั้งสองส่วนสนับสนุนและค้ำจุนซึ่งกันและกัน แทนที่จะถูกมองว่าเป็นคู่แข่งที่ต้องช่วงชิงอำนาจกัน คำตอบเรียกร้องความตระหนักจากทั้งสองทาง ในด้านหนึ่ง ประชาชนพึงเข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในกรอบนี้มิใช่ศัตรูของประชาธิปไตย หากเป็นองค์ประกอบที่สามารถเสริมความมั่นคงและความต่อเนื่องให้แก่ระบอบได้ ในอีกด้านหนึ่ง การธำรงไว้ซึ่งสถานะอันทรงเกียรติของสถาบันก็ตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ว่า การเป็นประมุขของระบอบประชาธิปไตยหมายถึงการยืนอยู่บนฐานของหลักการประชาธิปไตย มิใช่ยืนอยู่นอกหรืออยู่เหนือหลักการนั้น เพราะดังที่บทเรียนจากทั่วโลกได้แสดงให้เห็น ความมั่นคงที่ยั่งยืนที่สุดของสถาบันมาจากการเป็นส่วนหนึ่งของระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของ มิใช่จากการยืนอยู่เหนือมัน
กล่องวิเคราะห์ · ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
การยอมรับว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน" จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อ่อนแอลงและสูญเสียสถานะ
ประเทศที่สถาบันกษัตริย์ได้รับความเคารพและดำรงอยู่อย่างมั่นคงที่สุดในโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เนเธอร์แลนด์ หรือญี่ปุ่น ล้วนเป็นประเทศที่ยอมรับหลักการนี้อย่างเต็มที่ทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม สถาบันที่ล่มสลายมักเป็นสถาบันที่ปฏิเสธหลักการดังกล่าว การถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยจึงมิใช่จุดอ่อน แต่เป็นเงื่อนไขของความเข้มแข็งในระยะยาว
7. บทสรุป: สูตรของการอยู่ร่วม
ประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ได้ให้คำตอบไว้แล้วอย่างชัดเจน สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่รอดเพราะถือครองอำนาจมากที่สุด หากอยู่รอดเพราะได้รับความยินยอมและความผูกพันจากประชาชน และยิ่งประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริงมากเท่าใด สถาบันก็ยิ่งสามารถทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ได้อย่างมั่นคงมากเท่านั้น เพราะมันได้หลุดพ้นจากการเป็นคู่แข่งในเกมที่มีแต่ผู้แพ้และผู้ชนะ ไปสู่สถานะที่อยู่เหนือเกมนั้น
นี่คือความย้อนแย้งอันงดงามที่อยู่ใจกลางของเรื่องทั้งหมด การสละการอ้างสิทธิ์ในอำนาจมิได้ทำให้สถาบันสูญเสีย หากกลับมอบสิ่งที่อำนาจไม่เคยรับประกันได้ นั่นคือความยั่งยืน แก่นแท้ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงมิใช่การแข่งขันช่วงชิงกันระหว่างสถาบันกับประชาชน หากเป็นการแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจนและเกื้อกูล ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ส่วนพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของระบอบประชาธิปไตยนั้น และนั่นคือสูตรทางการเมืองที่ทำให้ทั้งประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างมั่นคงและสง่างามในโลกสมัยใหม่
เอกสารอ้างอิง
Bagehot, W. (2001). The English constitution (P. Smith, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1867)
Bossuet, J.-B. (1990). Politics drawn from the very words of Holy Scripture (P. Riley, Ed. & Trans.). Cambridge University Press. (Original work published 1709)
Constitution of Japan. (1947). Article 1.
Kantorowicz, E. H. (1957). The king's two bodies: A study in mediaeval political theology. Princeton University Press.
Linz, J. J., & Stepan, A. (1996). Problems of democratic transition and consolidation: Southern Europe, South America, and post-communist Europe. Johns Hopkins University Press.
Locke, J. (1988). Two treatises of government (P. Laslett, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1690)
Rousseau, J.-J. (1968). The social contract (M. Cranston, Trans.). Penguin Books. (Original work published 1762)
Weber, M. (1978). Economy and society: An outline of interpretive sociology (G. Roth & C. Wittich, Eds.). University of California Press. (Original work published 1922)
