อิหร่านจ้างชายปากีสถานวัย 47 ให้ลอบสังหารปธน. ทรัมพ์ จริงในปี 2024

ข่าวที่เกี่ยวข้อง




คดีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในศาลรัฐบาลกลางที่บรู๊กลิน นครนิวยอร์ก ณ เดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 คือคดีของชายชาวปากีสถานวัย 47 ปีชื่อ Asif Merchant หรือที่บางแหล่งเรียกว่า Asif Raza Merchant ซึ่งถูกตั้งข้อหาหนักเกี่ยวกับการก่อการร้ายข้ามชาติและการจ้างวานฆ่า

เรื่องราวเริ่มต้นย้อนกลับไปในปี 2024 ก่อนการเลือกตั้งสหรัฐฯ เมื่ออัยการระบุว่า Merchant ถูกหน่วยข่าวกรองที่เกี่ยวข้องกับ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) จ้างหรือกดดันให้เดินทางมายังสหรัฐอเมริกาเพื่อวางแผนลอบสังหารนักการเมืองระดับสูงของสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายหลักคือ Donald Trump ซึ่งในเวลานั้นยังเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี และยังมีชื่อของ Joe Biden กับ Nikki Haley อยู่ในรายชื่อเป้าหมายด้วย อัยการเชื่อว่าแรงจูงใจของแผนดังกล่าวคือการแก้แค้นต่อการสังหารนายพล Qasem Soleimani ของอิหร่านเมื่อปี 2020

ตามหลักฐานที่นำเสนอ Merchant เดินทางเข้าสหรัฐฯ และพยายามหามือปืนรับจ้าง โดยจ่ายเงินมัดจำ 5,000 ดอลลาร์ให้บุคคลที่เขาเชื่อว่าเป็นมือสังหารมืออาชีพ แต่แท้จริงแล้วคือสายลับของ FBI ที่ปลอมตัว เขายังถูกกล่าวหาว่าได้วาดแผนปฏิบัติการลงบนกระดาษเช็ดปากในโรงแรม ค้นหาสถานที่จัดการชุมนุมหาเสียงของ Trump ทางออนไลน์ และมีรูปของ Trump และ Biden อยู่ในคอมพิวเตอร์ของเขา สุดท้าย FBI จับกุมเขาเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2024 ซึ่งบังเอิญเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนเหตุการณ์ยิง Trump ที่เมือง Butler รัฐเพนซิลเวเนีย แม้ว่าทางการจะยืนยันว่าทั้งสองเหตุการณ์เป็นคดีที่แยกจากกัน

ในการพิจารณาคดีช่วงต้นเดือนมีนาคม 2026 Merchant ตัดสินใจขึ้นให้การแก้ต่างด้วยตนเองผ่านล่ามภาษาอูรดู เขาอ้างว่าไม่ได้ต้องการทำแผนดังกล่าว แต่ถูก IRGC ข่มขู่ว่าหากไม่ร่วมมือ ครอบครัวของเขาที่อาศัยอยู่ในเตหะรานจะตกอยู่ในอันตราย เขายืนยันว่า “ไม่มีทางเลือกอื่น” และกล่าวว่าเขาคิดตั้งแต่แรกว่าแผนนี้ไม่น่าจะสำเร็จ พร้อมทั้งหวังว่าในที่สุด FBI จะจับกุมเขาเพื่อให้เขาได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม อัยการไม่ยอมรับคำอธิบายนี้ โดยระบุว่าหลักฐานการติดต่อ การวางแผน และการจ่ายเงินชี้ชัดว่าเขาร่วมมือกับ IRGC โดยสมัครใจ

ขณะนี้การพิจารณาคดีกำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย และคณะลูกขุนอาจเริ่มพิจารณาคำตัดสินภายในไม่กี่วัน หากถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง Merchant อาจต้องเผชิญโทษจำคุกตลอดชีวิต คดีนี้จึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญของการที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสะท้อนเข้ามาสู่ประเด็นความมั่นคงภายในของสหรัฐอเมริกาโดยตรง และทำให้บรรยากาศทางการเมืองและความมั่นคงในช่วงเวลานี้ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น



มุมมองและเหตุผลที่เป็นไปได้เกี่ยวกับทัศนคติของนักวิชาการ คนมีการศึกษา และอนุรักษ์นิยมไทย


เป็นเรื่องที่น่าสนใจและซับซ้อน เพราะเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ การเมืองภายใน และอุดมการณ์ที่ผสมผสานกัน โดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทยที่ "อนุรักษ์นิยม" (หรือที่เรียกกันในภาษาพูดว่าฝ่าย "สลิ่ม" หรือฝ่ายขวา) มักมีแนวคิดต่อต้าน "โลกตะวันตก" (โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา) แต่สนับสนุนหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจต่อจีน รัสเซีย เกาหลีเหนือ และอิหร่าน แม้จะส่งลูกหลานไปเรียนในอเมริกาหรือยุโรปก็ตาม ผมจะวิเคราะห์โดยอิงจากข้อมูลประวัติศาสตร์ การเมืองปัจจุบัน และมุมมองจากนักวิชาการ/สื่อต่างๆ โดยเสนอความเป็นไปได้หลายมุม เพื่อให้ครอบคลุมและเป็นกลาง ไม่ได้ยึดติดมุมใดมุมหนึ่ง

บริบทพื้นฐาน: ใครคือ "อนุรักษ์นิยมไทย" ในที่นี้?

  • หมายถึงกลุ่มคนที่มีการศึกษา นักวิชาการ หรือปัญญาชนที่ยึดถือค่านิยมดั้งเดิม เช่น การปกป้องสถาบันหลักของชาติ (ราชวงศ์ กองทัพ ศาสนา) และต่อต้านการเปลี่ยนแปลงแบบเสรีนิยม (liberalism) ที่มาจากตะวันตก
  • พวกเขามักวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ ว่าเป็น "จักรวรรดินิยม" หรือ "โจรโลก" ที่แทรกแซงประเทศอื่นเพื่อผลประโยชน์ (เช่น ปล้นทรัพยากร) แต่ยกย่องจีนหรือรัสเซียว่าเป็น "พันธมิตรที่เคารพอธิปไตย" และช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนา
  • ความขัดแย้งภายใน: แม้ส่งลูกหลานไปเรียนตะวันตก (เพราะคุณภาพการศึกษาและโอกาสทางเศรษฐกิจ) แต่ทางการเมือง พวกเขามองตะวันตกเป็นภัย เพราะส่งเสริมประชาธิปไตยแบบ liberal ที่อาจขัดกับระบบไทย (เช่น สิทธิ LGBTQ+ หรือการเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน)

เหตุผลที่เป็นไปได้: การวิเคราะห์และสันนิษฐาน

ผมแบ่งเหตุผลออกเป็นหมวดๆ โดยสังเคราะห์จากประวัติศาสตร์ การเมือง และอุดมการณ์ เพื่อให้เห็นมุมมองหลากหลาย บางเหตุผลอาจดูขัดแย้งกันเอง (hypocrisy) แต่สะท้อนความซับซ้อนของมนุษย์

  1. มุมมองต่อต้านจักรวรรดินิยมตะวันตก (จากประวัติศาสตร์ล่าอาณานิคม)
    • นักวิชาการไทยหลายคนมองสหรัฐฯ และตะวันตกเป็นผู้สืบทอดลัทธิล่าอาณานิคม (colonialism) ที่เคยกอบโกยทรัพยากรจากเอเชียและตะวันออกกลาง เช่น ในอิหร่าน สหรัฐฯ และอังกฤษเคยแทรกแซงรัฐประหารปี 1953 เพื่อโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยและติดตั้งเผด็จการที่เอื้อต่อบริษัทน้ำมันตะวันตก ทำให้เกิดความแค้นยาวนานกว่า 70 ปี นักวิชาการไทยที่ศึกษาประวัติศาสตร์อาจเห็นอกเห็นใจอิหร่านหรือเกาหลีเหนือว่าเป็นเหยื่อของการรุกรานแบบนี้ (เช่น สหรัฐฯ สนับสนุนเผด็จการในอิหร่านจนนำไปสู่การปฏิวัติ 1979)
    • ในทางตรงข้าม จีนและรัสเซียถูกมองว่าเป็น "มหาอำนาจทางเลือก" ที่ต่อต้านตะวันตก โดยไม่เคยล่าอาณานิคมไทยหรือเอเชียแบบตรงๆ (แม้รัสเซียเคยเป็นจักรวรรดิ แต่ในมุมไทย มันไกลตัวกว่า) สันนิษฐาน: นี่อาจมาจากการศึกษาที่เน้นมุมมอง "โลกที่สาม" (Third Worldism) ซึ่งวิพากษ์ตะวันตกแต่เห็นจีนเป็นแบบอย่างการพัฒนาแบบไม่พึ่งตะวันตก
    • มุมหลากหลาย: บางนักวิชาการเสรีนิยมไทยมองว่านี่เป็น "อคติเลือกข้าง" เพราะจีนเองก็รุกรานทิเบตหรือทะเลจีนใต้ แต่ฝ่ายอนุรักษ์อาจเพิกเฉยเพราะจีนไม่แทรกแซงการเมืองไทย
  2. การเมืองภายในไทย: ต่อต้านสหรัฐฯ ที่ "แทรกแซง" แต่โปรจีน-รัสเซียที่ "ไม่ยุ่ง"
    • หลังรัฐประหารไทยปี 2006 และ 2014 สหรัฐฯ ประณามและลดความช่วยเหลือทหาร ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์ (ที่สนับสนุนรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบัน) มองสหรัฐฯ เป็นศัตรูที่ส่งเสริม "ประชาธิปไตยแบบตะวันตก" ซึ่งขัดกับระบบไทย เช่น ข่าวลือว่าสหรัฐฯ อยากตั้งฐานทัพในไทยเพื่อต่อต้านจีน (แม้ไม่จริง แต่แพร่สะพัดในกลุ่ม PDRC หรือกลุ่มปกป้องสถาบัน)
    • จีนและรัสเซียกลับไม่ประณามรัฐประหาร และยังขายอาวุธให้ไทย (เช่น เรือดำน้ำจีน รถถังรัสเซีย) ทำให้ถูกมองเป็นพันธมิตรที่เคารพ "อธิปไตย" สันนิษฐาน: นักวิชาการอนุรักษ์อาจเห็นรัสเซีย (ภายใต้ปูติน) หรือจีน (ภายใต้สีจิ้นผิง) เป็นแบบอย่างระบอบอำนาจนิยมที่มั่นคง ต่อต้าน "เสรีนิยม" ที่ทำให้สังคมวุ่นวาย (เช่น การประท้วงในไทยที่ถูกกล่าวหาว่ารับเงินตะวันตก)
    • มุมหลากหลาย: นักวิเคราะห์อย่าง ศ.สุรชาติ บำรุงสุข (จุฬาฯ) เห็นว่านี่เป็น "อคติขาว-ดำ" ชั่วคราวจากความกลัวสูญอำนาจหลังเลือกตั้ง 2023 แต่ไทยควรเป็นกลางเพื่อไม่เดือดร้อนจากความขัดแย้งมหาอำนาจ ขณะที่บางคนวิจารณ์ว่าเป็น hypocrisy เพราะกลุ่มนี้ใช้เทคโนโลยีตะวันตกแต่เกลียดทางการเมือง
  3. เศรษฐกิจและ practicality: โปรจีนเพราะผลประโยชน์ แต่ส่งลูกไปตะวันตกเพราะคุณภาพ
    • จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย (การลงทุน BRI, ท่องเที่ยว) ทำให้นักวิชาการและธุรกิจไทยเห็นจีนเป็น "โอกาส" ไม่ใช่ภัย (ต่างจากสหรัฐฯ ที่กดดันไทยเรื่องการค้าหรือสิทธิมนุษยชน) เกาหลีเหนือและอิหร่านอาจถูกเห็นอกเห็นใจเพราะถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตร ทำให้ดูเป็น "เหยื่อ"
    • การส่งลูกไปเรียนตะวันตก: นี่เป็นเรื่อง practicality (มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Harvard, Oxford มีชื่อเสียงและเครือข่าย) ไม่เกี่ยวกับอุดมการณ์ สันนิษฐาน: พวกเขาอาจแยก "การศึกษา/เทคโนโลยี" (ดีจากตะวันตก) ออกจาก "ค่านิยมทางการเมือง" (อันตรายจากตะวันตก) เหมือนที่ไทยเคยรับเทคโนโลยีตะวันตกแต่รักษาค่านิยมดั้งเดิมสมัยร.5
    • มุมหลากหลาย: บางมุมจากสื่ออย่าง SONDHI TALK มองว่ากลุ่มต่อต้านสหรัฐฯ อย่างรัสเซีย จีน อิหร่าน เกาหลีเหนือ เป็น "พันธมิตรต่อต้านตะวันตก" ที่อึดอัดและอดทน แต่ฝ่ายเสรีมองว่านี่เป็น "ลัทธิชาตินิยมสุดโต่ง" ที่อาจนำไทยไปสู่การพึ่งพาจีนมากเกินไป
  4. อุดมการณ์และสื่อ: ต่อต้าน "เสรีนิยมตะวันตก" แต่เห็นจีน-รัสเซียเป็นแบบอย่างอนุรักษ์
    • อนุรักษ์นิยมไทยเกลียด "เสรีนิยม" จากตะวันตกที่ส่งเสริมความเท่าเทียม สิทธิส่วนบุคคล ซึ่งอาจขัดกับค่านิยมไทย (เช่น ต่อต้านการปฏิรูป ม.112) แต่ชื่นชอบจีนหรือรัสเซียที่เป็นระบอบ "อนุรักษ์นิยมอำนาจนิยม" (authoritarian conservatism) ที่เน้นชาติ ศาสนา และผู้นำเข้มแข็ง
    • สื่อและโซเชียล: จากโพสต์ใน X (Twitter) กลุ่มอนุรักษ์มักวิจารณ์สหรัฐฯ ว่า "รังแกประเทศอื่น" แล้วจีนมาช่วย (เช่น ส่งอาหาร น้ำ) ทำให้เกิดภาพลักษณ์บวกต่อจีน สันนิษฐาน: นี่อาจได้รับอิทธิพลจาก propaganda จีน (เช่น สื่อ CGTN) หรือสื่อไทยฝ่ายขวาอย่าง TOP NEWS ที่โปรจีนและต่อต้านตะวันตก
    • มุมหลากหลาย: นักวิชาการฝ่ายซ้ายอาจเห็นว่านี่เป็น "ชาตินิยมปลอม" เพราะอนุรักษ์ไทยเคยโปรสหรัฐฯ สมัยสงครามเย็น (ไทยส่งทหารไปเวียดนามกับสหรัฐฯ) แต่เปลี่ยนข้างเพราะผลประโยชน์ปัจจุบัน
สังเคราะห์โดยรวม: ความเป็นไปได้ในอนาคต
  • จุดแข็งของทัศนคตินี้: ช่วยให้ไทยสมดุลมหาอำนาจ (bamboo diplomacy) โดยไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดมากเกิน แต่หากสุดโต่ง อาจทำให้ไทยเสียพันธมิตรตะวันตก (เช่น การค้าหรือการศึกษา)
  • จุดอ่อน: อาจเป็น hypocrisy ที่เลือกข้างตามผลประโยชน์ชั่วคราว นักวิเคราะห์อย่าง พวงทอง ภวัครพันธุ์ มองว่ามันมาจากความกลัว "สูญเสียเอกลักษณ์ไทย" ต่อตะวันตก แต่จีนเองก็มีอิทธิพลวัฒนธรรม (เช่น TikTok, Huawei)
  • สันนิษฐานส่วนตัว: ในระยะยาว ทัศนคตินี้อาจเปลี่ยนถ้าจีนรุกรานมากขึ้น (เช่น ทะเลจีนใต้) หรือสหรัฐฯ หันมาสนับสนุนอนุรักษ์นิยม (อย่างทรัมป์ที่โปรอิสราเอลแต่ไม่แทรกแซงมาก) แต่ปัจจุบัน มันสะท้อน "ชาตินิยมไทย" ที่เลือกพันธมิตรตาม "ใครไม่ยุ่งเรื่องในบ้าน"

ทำไมสหรัฐจึงสังหารผู้นำอิหร่าน? วิเคราะห์จากข่าว


ภาพประกอบ ผู้นำการปฏิวัติอิหร่าน 1979 โคไมนี

การโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล
(เรียกว่า Operation Epic Fury) ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน (Supreme Leader) เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2026 (หรือช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม ตามรายงานบางแห่ง)
สรุปเหตุการณ์หลัก
  • การโจมตีและการเสียชีวิต: สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศครั้งใหญ่โจมตีเป้าหมายในอิหร่านหลายร้อยถึงพันจุด รวมถึงที่พักของคาเมเนอีในเตหะราน ทำให้เขาเสียชีวิตพร้อมครอบครัวบางส่วน (เช่น ลูกสาว หลาน) และแกนนำระดับสูงอีกหลายสิบคน (รายงานบางแห่งระบุ 48 คน) รวมถึงนายทหารระดับสูงจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC)
    ทรัมป์ประกาศยืนยันผ่าน Truth Social ว่า "คาเมเนอีเสียชีวิตแล้ว" และเรียกเขาเป็น "หนึ่งในบุคคลที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์"
  • เหตุผลอย่างเป็นทางการจากฝั่งสหรัฐฯ:
    • Trump ระบุชัดเจนว่าเป็นการ "ป้องกันตัวก่อน" (preemptive) โดยอ้างถึงแผนการลอบสังหารตัวเขาเองจากอิหร่านในปี 2024 (ซึ่งมีรายงานข่าวกรองสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีหน่วยลับของอิหร่านพยายามจัดตั้งการลอบสังหาร Trump อย่างน้อยสองครั้ง)
    • Trump กล่าวในสัมภาษณ์กับ ABC News ว่า "I got him before he got me. They tried twice... I got him first." (ผมจัดการเขาได้ก่อนที่เขาจะจัดการผม พวกเขาพยายามสองครั้ง... ผมจัดการเขาได้ก่อน)
    • รัฐมนตรีกลาโหม Pete Hegseth ประกาศเมื่อ 4 มีนาคม ว่า ผู้นำหน่วยลับอิหร่านที่วางแผนสังหาร Trump ถูก "hunted down and killed" ในการโจมตีเมื่อวันอังคาร (3 มีนาคม) และ Trump "got the last laugh" (หัวเราะคนสุดท้าย)
    • เหตุผลอื่น: ลดขีดความสามารถทางทหารของอิหร่าน, สนับสนุนอิสราเอล, และตอบโต้ภัยคุกคามระยะยาว (รวมถึงหลังการสังหาร Soleimani ในปี 2020)
  • พัฒนาการล่าสุดในสัปดาห์นี้ (ถึง 5 มีนาคม 2026):
    • สหรัฐฯ ยังคงโจมตีต่อเนื่อง เช่น ยิงตอร์ปิโดจมเรือรบอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 87 คน (ตามรายงานไทยรัฐ) และโจมตีคลังแสงใต้ดิน
    • อิหร่านประกาศไว้อาลัย 40 วัน และ IRGC ขู่ว่าจะแก้แค้นอย่างสาสม แต่กองทัพอิหร่านถูกอ้างว่า "depleted" (อ่อนแอลงมาก)
    • วุฒิสภาสหรัฐฯ (รีพับลิกันส่วนใหญ่) ปฏิเสธร่างกฎหมายที่ต้องการให้ Trump ขออนุมัติรัฐสภาก่อนดำเนินสงครามต่อ
    • Trump กล่าวว่าสหรัฐฯ "doing very well" และ "major combat operations" กำลังประสบความสำเร็จ แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะยุติเมื่อไหร่หรือเป้าหมายสุดท้ายคืออะไร (บางรายงานระบุว่าผู้สืบทอดคาเมเนอีอาจเป็นลูกชายของเขา หรือระบบอาจอยู่รอดได้แม้ผู้นำเสียชีวิต)
    • ความเห็นวิจารณ์: บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปิด "Pandora's Box" ของการสังหารผู้นำต่างชาติโดยไม่ผ่านศาล และอาจนำไปสู่สงครามยืดเยื้อ
เหตุการณ์นี้ต่างจาก Soleimani ในปี 2020 ตรงที่เป็นการสังหารผู้นำสูงสุดโดยตรง และเกิดในบริบทสงครามเปิดเต็มรูปแบบ ไม่ใช่แค่ drone strike เดี่ยวๆ ข้อมูลยังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และอาจมีรายละเอียดใหม่เพิ่มเติมตามข่าวกรอง

สรุปข่าว: NATO ส่งสัญญาณหนุน “ลดภัยจากอิหร่าน” ผ่าน Operation Epic Fury (สหรัฐฯ นำ)

สรุปข่าว: NATO ส่งสัญญาณหนุน “ลดภัยจากอิหร่าน” ผ่าน Operation Epic Fury (สหรัฐฯ นำ)

สรุปข่าว: NATO ส่งสัญญาณสนับสนุนการ “ลดภัยจากอิหร่าน” ผ่านปฏิบัติการ Operation Epic Fury (สหรัฐฯ นำ)

ประเด็นหลักจากถ้อยแถลง/บทสัมภาษณ์ของเลขาธิการ NATO มาร์ค รึตเตอ (Mark Rutte): ชมการปฏิบัติการของสหรัฐฯ ต่อเป้าหมายอิหร่าน, ระบุว่าแกนนำยุโรป “สนับสนุนกว้างขวาง”, และชี้ว่าความร่วมมือของสหราชอาณาจักรเป็น “การป้องกันเชิงกฎหมาย-การทหาร” มากกว่าการเข้าร่วมโจมตีโดยตรง

อัปเดตตามรายงานและเอกสารทางการที่เผยแพร่วันที่ 1–2 มีนาคม 2026 (เวลาโดยสำนักข่าวต้นทาง)
สรุปสั้น

เลขาธิการ NATO มาร์ค รึตเตอ แสดงท่าทีสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ ที่มุ่ง “ลดขีดความสามารถ” ด้านโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน โดยให้เหตุผลเชิงความมั่นคงว่าเป็นการลดภัยต่อยุโรป อิสราเอล และภูมิภาค ขณะเดียวกัน เขาย้ำบทบาทของชาติยุโรปจำนวนหนึ่งว่าเป็นการ “สนับสนุนด้านการเข้าถึงฐาน/โลจิสติกส์/การป้องกันผลประโยชน์” มากกว่าการเข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีเชิงรุกโดยตรง :contentReference[oaicite:0]{index=0}

1) รึตเตอพูดอะไร: ประเด็นสำคัญที่ถูกเน้น

  • ชื่นชมการนำของสหรัฐฯ และทรัมพ์ พร้อมระบุว่าเป้าหมายสำคัญคือการทำให้อิหร่านมี “ขีดความสามารถลดลง” ในมิติที่เกี่ยวข้องกับนิวเคลียร์และขีปนาวุธ :contentReference[oaicite:1]{index=1}
  • อ้างถึง “การสนับสนุนอย่างกว้างขวาง” ในยุโรป โดยกรอบสนับสนุนที่กล่าวถึงมักหมายถึงการอำนวยความสะดวก—โลจิสติกส์ การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน/ฐานทัพ และการป้องกันผลประโยชน์ร่วม—มากกว่าการประกาศเข้าร่วมโจมตีโดยตรงในทุกประเทศ :contentReference[oaicite:2]{index=2}
  • กรณีสหราชอาณาจักร: รึตเตอระบุว่าอังกฤษต้องการ “ความพร้อมของฐานกฎหมาย” ก่อนขยับบทบาท และสุดท้าย “ยอมให้ใช้ฐาน” เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการเชิงป้องกันที่จำกัด :contentReference[oaicite:3]{index=3}
  • วางกรอบเป็น “collective self-defense”: ฝั่งอังกฤษอธิบายว่าการอนุญาตให้ใช้ฐานทัพเป็นการสนับสนุนปฏิบัติการเชิงป้องกันอย่างเฉพาะเจาะจงและจำกัด ภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคง/กฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ใช่การร่วมโจมตีเชิงรุกทั้งหมด :contentReference[oaicite:4]{index=4}
  • ถ้อยคำต่อ “ระบอบอิหร่าน”: รึตเตอใช้ถ้อยคำรุนแรงในการประเมินลักษณะของระบอบอิหร่าน (ในกรอบการส่งออกความไม่มั่นคง/การสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธ) และชี้ว่าการลดศักยภาพอิหร่านจะทำให้ความเสี่ยงต่อยุโรปลดลง :contentReference[oaicite:5]{index=5}

2) ทำไมข่าวนี้สำคัญ: นัยต่อยุโรปและ NATO

แก่นของข่าว คือการ “ขยับเพดานความร่วมมือ” ของชาติยุโรปบางประเทศ: จากเดิมที่พยายามเว้นระยะจากการโจมตีเชิงรุก → มาสู่การอำนวยความสะดวกเชิงป้องกัน (เช่น ฐานทัพ โลจิสติกส์ การสกัดกั้น/ป้องกัน) โดยยึดเหตุผลด้านความมั่นคงและกฎหมายเป็นหลัก ซึ่งช่วยให้สหรัฐฯ ดำเนินการได้ง่ายขึ้นในเชิงปฏิบัติการ โดยไม่จำเป็นต้องให้ทุกประเทศ “ร่วมโจมตี” อย่างเป็นทางการ :contentReference[oaicite:6]{index=6}

  • ความเป็นเอกภาพของพันธมิตร: ถ้อยแถลงของรึตเตอถูกใช้เพื่อส่งสัญญาณว่า “แกนนำยุโรปจำนวนหนึ่ง” เห็นพ้องกับเป้าหมายการลดภัยจากอิหร่าน แม้ระดับการมีส่วนร่วมแตกต่างกัน :contentReference[oaicite:7]{index=7}
  • ความต่างภายในยุโรป: ไม่ใช่ทุกประเทศยุโรปเห็นด้วยหรือเปิดฐานให้ใช้ เช่น สเปนรายงานว่าไม่อนุญาตให้ใช้ฐานร่วมเพื่อโจมตีอิหร่าน สะท้อนความแตกต่างทางการเมืองและการประเมินความชอบธรรมทางกฎหมาย :contentReference[oaicite:8]{index=8}
  • กรอบ “ป้องกัน” เพื่อลดแรงต้าน: การเน้นว่าเป็นการป้องกันผลประโยชน์/พันธมิตร และการทำให้ “เคสกฎหมายแน่น” ช่วยให้รัฐบาลยุโรปอธิบายต่อสาธารณะได้ง่ายขึ้นเมื่อยกระดับความร่วมมือ :contentReference[oaicite:9]{index=9}

3) ไทม์ไลน์ย่อ (ตามรายงานที่ตรวจพบ)

1 มี.ค. 2026 — นายกฯ อังกฤษประกาศอนุมัติคำขอสหรัฐฯ ให้ใช้ฐานทัพอังกฤษสำหรับการปฏิบัติการ “เชิงป้องกันแบบจำกัด” ต่อเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธ/การยิงจากอิหร่าน โดยย้ำว่าอังกฤษไม่ได้ร่วมการโจมตีเชิงรุกก่อนหน้า :contentReference[oaicite:10]{index=10}

1 มี.ค. 2026 — รัฐบาลอังกฤษเผยแพร่ “สรุปเหตุผลทางกฎหมาย” รองรับความชอบธรรมของการป้องกันต่อการโจมตีในภูมิภาค และการอำนวยความสะดวกต่อคำขอสหรัฐฯ ในปฏิบัติการเชิงป้องกันแบบจำกัด :contentReference[oaicite:11]{index=11}

2 มี.ค. 2026 — สื่อหลายสำนักรายงานถ้อยแถลง/บทสัมภาษณ์ของรึตเตอที่สนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ และย้ำ “การสนับสนุนกว้างขวาง” ในยุโรป (โดยเฉพาะด้านโลจิสติกส์และการเข้าถึง) :contentReference[oaicite:12]{index=12}

เอกสารอ้างอิง (APA 7th style)

  1. Reuters. (2026, March 1). UK’s Starmer says US can use British bases for defensive strikes against Iran missiles. :contentReference[oaicite:13]{index=13}
  2. UK Government. (2026, March 1). Summary of the UK Government legal position: The legality of defensive action in respect of Iranian regional attacks. :contentReference[oaicite:14]{index=14}
  3. The Guardian. (2026, March 1). UK to allow US to use British bases for defensive strikes against Iran. :contentReference[oaicite:15]{index=15}
  4. Mediaite. (2026, March 2). NATO’s Mark Rutte: Trump has “widespread support” on Iran. :contentReference[oaicite:16]{index=16}
  5. Fox News. (2026, March 2). NATO chief praises Trump’s Iran strikes, says key allies “all for one, one for all.” :contentReference[oaicite:17]{index=17}
  6. The Guardian. (2026, March 2). Spain denies US permission to use jointly operated bases to attack Iran. :contentReference[oaicite:18]{index=18}

โพสต์ล่าสุด

อิหร่านจ้างชายปากีสถานวัย 47 ให้ลอบสังหารปธน. ทรัมพ์ จริงในปี 2024

ข่าวที่เกี่ยวข้อง https://x.com/GuntherEagleman/status/2029981895534981258?s=20 คดีหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในศาลรัฐบาลกลางที่บรู๊...

Popular Posts