ยินดีต้อนรับ

พลเมืองที่รอบรู้เท่าทัน คือ พลังประชาธิปไตยที่แท้จริง
Well-informed citizens are the true democratic forces.

Wednesday, May 25, 2016

‘บุรินทร์ อินติน’ จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112

'บุรินทร์ อินติน' จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112

Wed, 2016-05-25 20:30

ทีมข่าวกระบวนการยุติธรรม

Cr. prachatai

เปิดบางแง่มุมชีวิต หนุ่มเหนือ-ช่างเชื่อมวัย 28 ปีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว เขาถูกจับใน กิจกรรม "ยืนเฉยๆ" พร้อมคนอื่นๆ แต่เป็นคนเดียวที่ไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากถูกตั้งข้อหา 112 ถึง 2 คดี ปัจจุบันถูกฝากขังผัด 3 อย่างเงียบเชียบ

ภาพบุรินทร์ อินติน เพิ่งปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกออนไลน์เคียงคู่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัตน์ หรือจ่านิว และคนอื่นๆ ในกลุ่มพลเมืองโต้กลับในเหตุการณ์ "ยืนเฉยๆ" ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 เม.ย.2559 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข และประชาชนที่ถูกทหารคุมตัวไปก่อนหน้านั้น

ผู้คนอาจงุนงงสงสัยว่าเขาคือใคร เนื่องจากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง และไม่ใช่ชาวบ้านขาประจำที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองมายาวนานจนเป็นที่รู้จัก และนั่นทำให้การคุมขังเขาในเรือนจำเป็นไปอย่างเงียบเชียบ

ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์นั้น สมาชิกพลเมืองโต้กลับที่ปรากฏตัวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ทั้งหมดถูกนำตัวไปสน.พญาไท รวมถึงบุรินทร์ด้วย และในระหว่างการสอบสวนนั้นเอง ทหารได้บุกเข้าควบคุมตัวบุรินทร์ถึงห้องสอบสวนนำขึ้นรถตู้ออกไปโดยไม่รู้ที่หมาย...เพียงคนเดียว ท่ามกลางความสับสนงุนงงของทุกคนที่สถานีตำรวจ เขาอยู่ในความควบคุมของทหาร 1 วัน ก่อนตำรวจจะนำตัวเขามาแถลงข่าวแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา 112

นายทหารยศพันเอกชื่อเดียวกับเขา คือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงที่มาที่ไปของการจับและแจ้งข้อหานี้ว่า ทหารเฝ้าติดตามพฤติกรรมบุรินทร์ อินตินมาตลอด สายข่าวพบการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Burin Intin ในลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและ คสช.รวมทั้งมีการแชตพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กระทั่งวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เวลา 12.13 น.นายบุรินทร์โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 40 นาที พร้อมข้อความ "นู๋อยากโดนอุ้ม#ปล่อยเพื่อนเราที่โดนอุ้ม" ก่อนจะมีบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นในคลิปดังกล่าว และนายบุรินทร์ตอบความคิดเห็นในลักษณะหมิ่นเบื้องสูง

ไม่นานหลังการให้ข่าวนี้ มีการออกหมายจับ 'แม่จ่านิว' หรือพัฒน์นรี เสรีธิวัฒน์ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 โดยตำรวจอ้างถึงการสนทนาส่วนตัวในกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก ระหว่าง บุรินทร์ กับ แม่จ่านิว เนื้อหาที่สนทนานั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าไปช่วยเหลือทางคดีกับแม่จ่านิวได้ออกมาเปิดเผยว่า ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาอ้างอิงบทสนทนาที่แม่จ่านิวตอบกลับบุรินทร์เพียงคำว่า "จ้า"

"จ้า" กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก พร้อมๆ กับคำถามว่าเจ้าหน้าที่เข้าถึงหลักฐานกล่องข้อความส่วนตัวได้อย่างไร จนในที่สุดตำรวจต้องออกมาแถลงข่าวว่าเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่แม่จ่านิวก็ได้รับการประกันตัวในที่สุด

เวลานี้จึงมีบุรินทร์ อินติน เพียงคนเดียวที่ถูกจำคุกอยู่ เขาไม่มีญาติเยี่ยม และไม่มีเงินประกันตัวจนกระทั่งในการฝากขังผัดที่ 3 เมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มพลเมืองโต้กลับทำการระดมทุนได้ 300,000 บาทและยื่นประกันตัวบุรินทร์ แต่ศาลทหารปฏิเสธ

บุรินทร์ อินติน เป็นใคร?

หนุ่มคนงานช่างเชื่อมเหล็กร่างเล็ก วัย 28 ปี ผู้นี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดพะเยา เขาเรียนจบ ม.2 ครึ่ง ไม่ทันจบ ม.3 เพราะช่วงนั้นติดเกมส์อย่างหนัก บุรินทร์เล่าให้ฟังแบบซื่อๆ

บุรินทร์เล่าว่า ในคืนวันที่เขาถูกคุมตัวอยู่ที่ มทบ. 11 เจ้าหน้าที่ทหารพยายามที่จะให้เขามอบรหัสเฟซบุ๊กของเขาให้ แต่เขาไม่ยอมและใช้วิธีเงียบและ ไม่โต้เถียง ไม่ให้ข้อมูลแล้วก็ไม่ต่อปากต่อคำ นั่นอาจทำให้ผู้ควบคุมตัวไม่พอใจ ชายร่างใหญ่ในชุดปกติสวมหมวกไหมพรมคลุมศรีษะตบเขาที่บริเวณศรีษะอย่างแรงถึง 4 ครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในห้องสอบสวนข่มขู่เขาว่า "มึงไม่รอดหรอก ไม่ได้ออกไปแน่ ถ้ามึงไม่บอกกู มึงจะโดนพาไปที่ๆ หนักกว่านี้"

เขายืนยันว่าเขาไม่ได้มอบรหัสเฟซบุ๊กให้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่กลับนำสำเนาเอกสารการพูดคุยในกล่องข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นของเขา ออกมาประกอบการสอบสวน ที่สำคัญ เอกสารดังกล่าวปรากฏก่อนที่จะมีการไปยึดคอมพิวเตอร์ที่บ้านเขาเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทนายความระบุว่า บุรินทร์เป็นชาวบ้านธรรมดาที่เพิ่งมาสนใจการเมือง ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากนัก เขาเริ่มเล่นเฟซบุ๊กมาได้สักพักใหญ่และตั้งรหัสแบบจำง่ายที่ชาวบ้านร้านตลาดมักทำกัน นั่นคือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

หลังการแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบันกับแม่จ่านิว โดยหลักฐานมาจากการสนทนากับบุรินทร์ ผู้คนในโลกไซเบอร์ต่างวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา จำนวนไม่น้อยสงสัยว่า บุรินทร์คือ "สาย" ของฝ่ายความมั่นคงที่พยายามมาตีสนิทและ "ล่อซื้อ" อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า บุรินทร์นั้นถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 แล้ว 2 คดี คดีแรกจากการตอบคอมเม้นท์หรือโพสต์ในเฟซบุ๊ก ส่วนคดีที่สองที่ตามมาคือ บทสนทนาส่วนตัวกับแม่จ่านิวนั่นเอง

เมื่อถามเขาว่าเขาเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไร บุรินทร์บอกว่า เขาสนใจการเมืองตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เหตุเพราะชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตโดยเฉพาะ วงคาราบาว นี่ชอบเป็นพิเศษ

"เริ่มแรกผมไม่ชอบนักการเมือง แต่ต่อมาผมยึดหลักว่าหากว่าใครที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมก็จะช่วยเหลือ" บุรินทร์กล่าว

เมื่อถามว่าบุรินทร์เป็นเสื้อแดงใช่หรือไม่ บุรินทร์ปฏิเสธและออกตัวว่า "ผมเป็นแค่คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงเท่านั้น เพราะจากเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมา คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำ ในบางประเด็นผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงอย่างเรื่องนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เพราะผมคิดถึงคนที่เขาสูญเสียชีวิตหรือสูญเสียคนที่เขารักจากในเหตุการณ์ ถ้าคนที่เป็นผู้สั่งการไม่ต้องรับผิดแล้วพวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร"

บุรินทร์เล่าว่าเขาเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองครั้งแรกจริงๆ ก็ในช่วงเหตุการณ์ที่นักศึกษาโดนจับที่ สน.ปทุมวัน แม้การร่วมกิจกรรมดังกล่าวอาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงในการท้าทายกฎหมาย แต่เขายืนยันว่ามันเป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ชอบธรรม

บุรินทร์ทิ้งท้ายว่า ต่อให้จับเขามาขัง เขาก็จะยังไม่ยอมแพ้ เขาจะสู้ต่อตามสภาพที่เขาพอจะทำได้ต่อไป



‘บุรินทร์ อินติน’ จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112

'บุรินทร์ อินติน' จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112

Wed, 2016-05-25 20:30

ทีมข่าวกระบวนการยุติธรรม

Cr. prachatai

เปิดบางแง่มุมชีวิต หนุ่มเหนือ-ช่างเชื่อมวัย 28 ปีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว เขาถูกจับใน กิจกรรม "ยืนเฉยๆ" พร้อมคนอื่นๆ แต่เป็นคนเดียวที่ไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากถูกตั้งข้อหา 112 ถึง 2 คดี ปัจจุบันถูกฝากขังผัด 3 อย่างเงียบเชียบ

ภาพบุรินทร์ อินติน เพิ่งปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกออนไลน์เคียงคู่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัตน์ หรือจ่านิว และคนอื่นๆ ในกลุ่มพลเมืองโต้กลับในเหตุการณ์ "ยืนเฉยๆ" ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 เม.ย.2559 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข และประชาชนที่ถูกทหารคุมตัวไปก่อนหน้านั้น

ผู้คนอาจงุนงงสงสัยว่าเขาคือใคร เนื่องจากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง และไม่ใช่ชาวบ้านขาประจำที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองมายาวนานจนเป็นที่รู้จัก และนั่นทำให้การคุมขังเขาในเรือนจำเป็นไปอย่างเงียบเชียบ

ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์นั้น สมาชิกพลเมืองโต้กลับที่ปรากฏตัวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ทั้งหมดถูกนำตัวไปสน.พญาไท รวมถึงบุรินทร์ด้วย และในระหว่างการสอบสวนนั้นเอง ทหารได้บุกเข้าควบคุมตัวบุรินทร์ถึงห้องสอบสวนนำขึ้นรถตู้ออกไปโดยไม่รู้ที่หมาย...เพียงคนเดียว ท่ามกลางความสับสนงุนงงของทุกคนที่สถานีตำรวจ เขาอยู่ในความควบคุมของทหาร 1 วัน ก่อนตำรวจจะนำตัวเขามาแถลงข่าวแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา 112

นายทหารยศพันเอกชื่อเดียวกับเขา คือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงที่มาที่ไปของการจับและแจ้งข้อหานี้ว่า ทหารเฝ้าติดตามพฤติกรรมบุรินทร์ อินตินมาตลอด สายข่าวพบการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Burin Intin ในลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและ คสช.รวมทั้งมีการแชตพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กระทั่งวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เวลา 12.13 น.นายบุรินทร์โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 40 นาที พร้อมข้อความ "นู๋อยากโดนอุ้ม#ปล่อยเพื่อนเราที่โดนอุ้ม" ก่อนจะมีบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นในคลิปดังกล่าว และนายบุรินทร์ตอบความคิดเห็นในลักษณะหมิ่นเบื้องสูง

ไม่นานหลังการให้ข่าวนี้ มีการออกหมายจับ 'แม่จ่านิว' หรือพัฒน์นรี เสรีธิวัฒน์ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 โดยตำรวจอ้างถึงการสนทนาส่วนตัวในกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก ระหว่าง บุรินทร์ กับ แม่จ่านิว เนื้อหาที่สนทนานั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าไปช่วยเหลือทางคดีกับแม่จ่านิวได้ออกมาเปิดเผยว่า ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาอ้างอิงบทสนทนาที่แม่จ่านิวตอบกลับบุรินทร์เพียงคำว่า "จ้า"

"จ้า" กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก พร้อมๆ กับคำถามว่าเจ้าหน้าที่เข้าถึงหลักฐานกล่องข้อความส่วนตัวได้อย่างไร จนในที่สุดตำรวจต้องออกมาแถลงข่าวว่าเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่แม่จ่านิวก็ได้รับการประกันตัวในที่สุด

เวลานี้จึงมีบุรินทร์ อินติน เพียงคนเดียวที่ถูกจำคุกอยู่ เขาไม่มีญาติเยี่ยม และไม่มีเงินประกันตัวจนกระทั่งในการฝากขังผัดที่ 3 เมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มพลเมืองโต้กลับทำการระดมทุนได้ 300,000 บาทและยื่นประกันตัวบุรินทร์ แต่ศาลทหารปฏิเสธ

บุรินทร์ อินติน เป็นใคร?

หนุ่มคนงานช่างเชื่อมเหล็กร่างเล็ก วัย 28 ปี ผู้นี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดพะเยา เขาเรียนจบ ม.2 ครึ่ง ไม่ทันจบ ม.3 เพราะช่วงนั้นติดเกมส์อย่างหนัก บุรินทร์เล่าให้ฟังแบบซื่อๆ

บุรินทร์เล่าว่า ในคืนวันที่เขาถูกคุมตัวอยู่ที่ มทบ. 11 เจ้าหน้าที่ทหารพยายามที่จะให้เขามอบรหัสเฟซบุ๊กของเขาให้ แต่เขาไม่ยอมและใช้วิธีเงียบและ ไม่โต้เถียง ไม่ให้ข้อมูลแล้วก็ไม่ต่อปากต่อคำ นั่นอาจทำให้ผู้ควบคุมตัวไม่พอใจ ชายร่างใหญ่ในชุดปกติสวมหมวกไหมพรมคลุมศรีษะตบเขาที่บริเวณศรีษะอย่างแรงถึง 4 ครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในห้องสอบสวนข่มขู่เขาว่า "มึงไม่รอดหรอก ไม่ได้ออกไปแน่ ถ้ามึงไม่บอกกู มึงจะโดนพาไปที่ๆ หนักกว่านี้"

เขายืนยันว่าเขาไม่ได้มอบรหัสเฟซบุ๊กให้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่กลับนำสำเนาเอกสารการพูดคุยในกล่องข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นของเขา ออกมาประกอบการสอบสวน ที่สำคัญ เอกสารดังกล่าวปรากฏก่อนที่จะมีการไปยึดคอมพิวเตอร์ที่บ้านเขาเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทนายความระบุว่า บุรินทร์เป็นชาวบ้านธรรมดาที่เพิ่งมาสนใจการเมือง ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากนัก เขาเริ่มเล่นเฟซบุ๊กมาได้สักพักใหญ่และตั้งรหัสแบบจำง่ายที่ชาวบ้านร้านตลาดมักทำกัน นั่นคือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

หลังการแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบันกับแม่จ่านิว โดยหลักฐานมาจากการสนทนากับบุรินทร์ ผู้คนในโลกไซเบอร์ต่างวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา จำนวนไม่น้อยสงสัยว่า บุรินทร์คือ "สาย" ของฝ่ายความมั่นคงที่พยายามมาตีสนิทและ "ล่อซื้อ" อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า บุรินทร์นั้นถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 แล้ว 2 คดี คดีแรกจากการตอบคอมเม้นท์หรือโพสต์ในเฟซบุ๊ก ส่วนคดีที่สองที่ตามมาคือ บทสนทนาส่วนตัวกับแม่จ่านิวนั่นเอง

เมื่อถามเขาว่าเขาเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไร บุรินทร์บอกว่า เขาสนใจการเมืองตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เหตุเพราะชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตโดยเฉพาะ วงคาราบาว นี่ชอบเป็นพิเศษ

"เริ่มแรกผมไม่ชอบนักการเมือง แต่ต่อมาผมยึดหลักว่าหากว่าใครที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมก็จะช่วยเหลือ" บุรินทร์กล่าว

เมื่อถามว่าบุรินทร์เป็นเสื้อแดงใช่หรือไม่ บุรินทร์ปฏิเสธและออกตัวว่า "ผมเป็นแค่คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงเท่านั้น เพราะจากเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมา คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำ ในบางประเด็นผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงอย่างเรื่องนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เพราะผมคิดถึงคนที่เขาสูญเสียชีวิตหรือสูญเสียคนที่เขารักจากในเหตุการณ์ ถ้าคนที่เป็นผู้สั่งการไม่ต้องรับผิดแล้วพวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร"

บุรินทร์เล่าว่าเขาเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองครั้งแรกจริงๆ ก็ในช่วงเหตุการณ์ที่นักศึกษาโดนจับที่ สน.ปทุมวัน แม้การร่วมกิจกรรมดังกล่าวอาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงในการท้าทายกฎหมาย แต่เขายืนยันว่ามันเป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ชอบธรรม

บุรินทร์ทิ้งท้ายว่า ต่อให้จับเขามาขัง เขาก็จะยังไม่ยอมแพ้ เขาจะสู้ต่อตามสภาพที่เขาพอจะทำได้ต่อไป



ราชวงศ์ และ ทหารเผด็จการ คือ ศัตรูผู้ปองร้ายประชาชนหัวก้าวหน้า

ราชวงศ์ และ ทหารเผด็จการ คือ ศัตรูผู้ปองร้ายประชาชนหัวก้าวหน้า โดย ดร. เพียงดิน รักไทย  25 พ.ค.​ 2559

https://youtu.be/0Nge7ugnqa8

https://youtu.be/cSui_oE2cOA

https://youtu.be/t2bFzkjVthA

https://youtu.be/Y5r2hxNz7u8

---------------------

****************************

หากท่านคิดดี หวังดี และมั่นใจในความดีของท่าน ขอให้ปาวารณาตัว ร่วมเป็นมดแดงล้มช้าง ได้ที่

 

http://tinyurl.com/o2rzao8

หรือที่นี่ http://tinyurl.com/pcqjppt

 

หากลิ้งค์ข้างบนถูกบล็อก ให้ส่งรายละเอียดไปที่ 4everche@gmail.com โดยระบุ
1. ชื่อ (จัดตั้งหรือชื่อกลุ่ม
2.
จำนวนสมาชิกในเครือข่าย
3. จังหวัดและอำเภอ 
4. อีเมล์ 
5. ไลน์หรือเบอร์โทรศัพท์ 
6. อาชีพของท่านหรือสมาชิก

(Human Rights Watch) Thailand: Press Junta to End Torture, ‘Disappearances’

For Immediate Release

Thailand: Press Junta to End Torture, 'Disappearances' 
Laws Urgently Needed to Criminalize Cruel Practices 

(New York, May 24, 2016) – The Thai government should promptly act on pledges to make torture and enforced disappearance criminal offenses, Human Rights Watch said today. 

On May 24, 2016, Thailand's government announced it would submit a bill to criminalize torture and enforced disappearances to the military-appointed National Legislative Assembly. It also said Thailand would ratify the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance. The government, however, provided no time frame for taking action on these pledges. 

"Officials who committed torture and enforced disappearances in Thailand have frequently avoided the severe punishment they deserve because the country's laws don't recognize these heinous crimes," said Brad Adams, Asia director at Human Rights Watch. "The government needs to take swift and concrete action to make torture and enforced disappearance criminal offenses and effectively implement the new laws."

If passed, the bill will be the first Thai law to recognize and criminalize torture and enforced disappearance – including for crimes committed outside Thailand – with no exemptions for political or security reasons. The draft law provides penalties for government officials who commit torture of up to 20 years in prison, 30 years if the torture leads to serious injury, and life imprisonment if the torture results in death. Officials who commit enforced disappearance will face up to 20 years in prison, up to 30 years if the enforced disappearance leads to serious injury, and life imprisonment if death results. Any commanders or supervisors will face half of the penalty if they intentionally ignore the knowledge of torture or enforced disappearance committed by their subordinates. 

Human Rights Watch has repeatedly urged successive Thai governments to ratify the International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance, which Thailand signed in 2012, and to amend its penal code to make enforced disappearance a criminal offense. Human Rights Watch called on the current government of Prime Minister Gen. Prayut Chan-ocha to make these reforms in the January 14 letter. Human Rights Watch has expressed serious concerns regarding the junta's repeated use of secret military detention, both under section 44 of the 2014 interim constitution against political dissenters and suspects in national security cases, and under the 1914 Martial Law Act against insurgent suspects in the southern border provinces, especially in the aftermath of the May 2014 coup.

"Enforced disappearance" is defined under international law as the arrest or detention of a person by state officials, or their agents, followed by a refusal to acknowledge the deprivation of liberty, or to reveal the person's fate or whereabouts. Enforced disappearances violate a range of fundamental human rights protected under international law, including prohibitions against arbitrary arrest and detention; torture and other cruel, inhuman, or degrading treatment; and extrajudicial execution. 

Since 1980, the United Nations Working Group on Enforced or Involuntary Disappearances has recorded 82 cases of enforced disappearance in Thailand. None of these cases have been successfully resolved. Human Rights Watch and other human rights groups working in Thailand believe that the actual number of such cases in Thailand is higher due to some families of victims and witnesses remaining silent for fear of reprisal and because the government lacks an effective witness protection system.

Torture and other cruel, inhuman, or degrading treatment or punishment are prohibited under international treaties and customary international law. Since October 2007, Thailand has been a party to the Convention against Torture and Other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment, which specifically places an obligation on governments to investigate and prosecute acts of torture and other ill-treatment. Article 4 of the convention states that a government should "ensure that all acts of torture are offences under its criminal law. The same shall apply to an attempt to commit torture and to an act by any person which constitutes complicity or participation in torture." The government should also "make these offences punishable by appropriate penalties which take into account their grave nature."

Torture has long been a problem in police and military custody in Thailand. Since the military coup in May 2014, many individuals taken into military custody have said they were tortured or mistreated. Alleged methods of torture include beatings, electric shocks, and near suffocation. The junta has often dismissed allegations that the military, police, or other security forces have tortured and ill-treated detainees. Besides denying the allegations, the authorities have frequently accusedthose making allegations of making false statements with the intent of damaging Thailand's reputation. 

"Concerned states should step up now to insist the Thai government makes good on its pledges to combat torture and enforced disappearance," Adams said. "These deeply rooted problems, which are glaring proof of lawlessness and disrespect for basic rights, will require a strong and sustained effort to eradicate."

For more Human Rights Watch reporting on Thailand, please visit:
http://www.hrw.org/thailand

For more information, please contact:
In Bangkok, Sunai Phasuk (English and Thai): +66-81-632-3052 (mobile); or phasuks@hrw.org. Twitter: @SunaiBKK
In San Francisco, Brad Adams (English): +1-347-463-3531(mobile); or adamsb@hrw.org. Twitter: @BradAdamsHRW
John Sifton (English): +1-646-479-2499 (mobile); or siftonj@hrw.org. Twitter @johnsifton (Limited availability)

 

ผู้ตรวจการกระทวงต่างประเทศสหรัฐ ชี้ ฮิลารี่ คลินตั้น ผิดกฏจริง!!

A State Department inspector general's report faults former Secretary of State Hillary Clinton for not complying with policies for email preservation, according to a copy of the report obtained by CNN.

"At a minimum, Secretary Clinton should have surrendered all emails dealing with department business before leaving government service and, because she did not do so, she did not comply with the department's policies that were implemented in accordance with the Federal Records Act," said the report, which was provided to lawmakers.

It also said the actions of several other secretaries of state were reviewed, and inconsistencies were found.

อยากโค่นชินวัตรใช่มั้ย ?

อยากโค่นชินวัตรใช่มั้ย ?: กรุณาเปลี่ยนความคิดของคุณให้ได้ก่อนเถอะ
---------------
บทความนี้ผมต้องการขายมะพร้าวห้าวให้สวนที่ชื่อว่า "สวนเสื้อเหลืองและนกหวีด"
ผมเห็นใจพวกเขาอย่างหนึ่ง ลากยาวต่อต้านทักษิณและเสื้อแดงมาตั้งแต่ปี 2548 จนบัดนี้ปาเข้าไปสิบปีแล้ว
ยังเอาทักษิณและเสื้อแดงลงไม่ได้
รัฐประหารไปสองครั้งเต็มๆ 2549 และ 2557 ก็ยังโค่นสิ่งมีชีวิตที่ชื่อว่า "ทักษิณ" ลงไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ซ้ำร้าย การเคลื่อนไหวต่อต้านทักษิณและเสื้อแดงของเสื้อเหลืองและนกหวีด ยังทำให้ทักษิณ เพื่อไทย เสื้อแดง มีสถานะสูงเด่นยิ่งขึ้นในทางการเมือง
ยิ่งฆ่ายิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งโจมตียิ่งตาสว่าง ทุ่มไพ่จนแทบหมดหน้าตักก็ยังกินทักษิณไม่ลง
จนถึงขั้นทำลายระบอบประชาธิปไตยจนย่อยยับอัปปางลงกับมือ ก็ยังเอาชนะทักษิณไม่ได้
นี่คือ "ความโง่" ของฝ่ายตรงข้ามทักษิณครับ
------------
พูดไปใครๆก็รู้ว่าทักษิณผงาดขึ้นมาได้เพราะ...
1. ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้ง
2. วิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจ การพัฒนา และการบริหารงาน รวมถึงแรงส่งจากวิกฤติเศรษฐกิจ 2540
3. แรงสนับสนุนจากประชาชนที่ทักษิณได้รับ เพราะนโยบายพรรค
สามอย่างนี้ คือฐานความชอบธรรมทางการเมืองสมัยก่อนถูก รปห. 2549
ข้อสุดท้าย หลัง 2549 ทักษิณได้รับแรงหนุนทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีก เพราะว่าถูกโค่นด้วยวิธีการอันไม่ชอบธรรม
หลัง 2557 ทักษิณ ยิ่งลักษณ์ และเพื่อไทย ยิ่งได้รับสถานะอันสูงเด่นในทางการเมือง เพราะถูกรัฐประหารปล้นอำนาจตัวแทนจากประชาชนอย่างไม่ชอบธรรม
ดังนั้น สถานะที่แข็งแกร่งทางการเมืองของทักษิณจึงอยู่บนฐานทั้งสี่ข้อนี้
คุณเอาชนะทักษิณได้เป็นครั้งๆ แต่คุณไม่สามารถโค่นทักษิณได้เลยครับ
ทุกครั้งที่ทักษิณโดนล้ม เสื้อแดงก็ยิ่งแข็งแกร่ง เมื่อครั้งเสื้อแดงโดนสลาย 2553 เสื้อแดงคือ "ภัยคุกคามทางการเมือง" ต่อพวกคุณไปเรียบร้อย...
--------------
ดังนั้น วิธีการโค่นล้มทักษิณสิบปีมานี้ พวกคุณอาจจะเชื่อว่า "เป็นวิธีการที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้" เพราะพวกคุณ "สายตาสั้น" จะเอาชนะแค่เฉพาะหน้าโดยไม่สนใจว่าโครงสร้างต่างๆของไทยเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน สภาพความรู้สึกนึกคิดทางการเมืองของคนชนบทเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหน
คุณจึงเอาชนะได้แค่การรบเป็นยกๆ แต่ยังไม่ชนะสงครามกับทักษิณแม้แต่นิดเดียว
นี่ทำท่าว่ารัฐประหารครั้งนี้จะนำพาซึ่งความล้มเหลวอีกด้วย (หมายถึงล้มเหลวในการโค่นล้มชินวัตร)
-----------
วิธีการโค่นล้มทักษิณชินวัตรง่ายมากครับ
ง่ายจริงๆ....
เพียงแค่คุณเข้าใจว่าที่มาที่ไปอำนาจของทักษิณมาได้อย่างไร ทำไมจึงแข็งแกร่ง ทำไมคนสนับสนุนเยอะ
และต้อง "เปลี่ยนความคิด" ใหม่
1. คุณต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อนว่าการใช้วิธีเผด็จการ ใช้อำนาจนอกระบบ นอกกติกามาโค่นทักษิณ นอกจากทำไม่ได้ผลแล้ว ยังทำให้ทักษิณโดดเด่นเป็นฮีโร่ขึ้นมาด้วย (พิสูจน์จากสิบปีที่ผ่านมา)
2. "ชาตินิยม" เอามาโค่นทักษิณไม่ได้ เพราะชาตินิยมของพวกคุณแม่งเป็นชาตินิยมในกะลาเพื่อทำลายคนชาติเดียวกัน มึงจะบ้าเหรอใช้ชาตินิยมทำลายคนชาติเดียวกันเอง บ้าเปล่า
ชาตินิยมอย่างที่พวกคุณใช้ทุกวันนี้ ฝ่ายตรงข้ามพวกคุณแม่งไม่อินเลย นอกจากไม่อินแล้วยังมองว่าชาตินิยมแบบนี้คือเรื่องโง่เง่า ทำชาติล้าหลัง ซึ่งสวนทางกับความคิดที่มีต่อทักษิณอย่างสิ้นเชิง
ผู้สนับสนุนทักษิณมองว่าทักษิณคือผู้ทำให้ประเทศก้าวหน้า พัฒนาไปได้ (ถึงแม้จะดีจะเหี้ยบ้างก็ตาม) แต่ชาตินิยมที่เสื้อเหลืองนกหวีดเอามาใช้ มันสวนทางกับความรู้สึกนี้โดยตรง
ชาตินิยมที่คลั่งชาติ ล้าหลัง พาประเทศลงคลอง ใช้โค่นทักษิณไม่ได้ นอกจากไม่ได้แล้ว ทักษิณยังดูดีขึ้นมาอีกเยอะเลย
เพราะเมื่อเอาทักษิณไปเปรียบเทียบกับชาตินิยมของนกหวีด คนโปรทักษิณก็รู้แล้วว่าคนละเรื่อง คนละระดับกัน
(อย่าลืมว่าคนโปรทักษิณมีเป็นล้านๆคน ล่าสุดเลือกตั้งใหญ่ทักษิณสมัยสองได้เสียงไป 14 ล้านเสียง สมัยยิ่งลักษณ์ 15 ล้านกว่าเสียง)
3. การโค่นล้มระบอบประชาธิปไตย โค่นล้มการเลือกตั้ง ไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะยิ่งไปทำสองอย่างนี้ ยิ่งทำให้ทักษิณกลายเป็น "ฮีโร่ประชาธิปไตย" ไปโดยปริยาย
วิธีคิดแบบนี้ของพวกคุณโง่มาก เพราะคุณมองสั้น ไม่มองยาว คิดง่ายๆแค่ว่าทำลายประชาธิปไตยซะ ทำลายการเลือกตั้งซะ ทำลายสิทธิเสรีภาพซะ แค่นี้ทักษิณก็ "ง่อย" แล้ว
ใช่ ทักษิณง่อยจริงๆครับ ผมไม่เถียงเลย...
แต่คุณเอาชนะ "เสื้อแดง" ยังไม่ได้นะครับ
วิธีการพวกนี้แค่พยายามตัดตอนทักษิณออกจากฐานมวลชนตามระบอบประชาธิปไตยเฉยๆ
คุณคิดง่ายๆเป็นสมการว่า "แค่พวกกูทำลายประชาธิปไตย ทำลายการเลือกตั้ง ทักษิณเลือกตั้งไม่ได้ ทักษิณไม่มีประชาธิปไตยให้อาศัยอยู่ ก็เท่ากับทักษิณไม่มีอำนาจ" ฯลฯ
ขอโทษครับ สิบปีมานี้ทำได้จริงอย่างที่คิดป่ะ ?
เปล่าเลยครับ แม่งคนละเรื่องเลย ประเมินกันมายังไงไอ้พวกได้โนเสาร์ท้ายวังหน้าโง่
สิบปีมานี้เสื้อแดงแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่โดนปราบจากการเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องเลือกตั้ง
ทักษิณซื้อเสียงแน่ จ่ายเงินแน่ จ่ายเงินให้คนมาม๊อบแน่ๆ ผมไม่เถียงหรอก
แต่ทำไมคนที่ "ขายเสียง" เหล่านี้กลับกลายเป็นศัตรูที่โครตน่ากลัวสำหรับคุณล่ะครับ ?
เพราะคุณไปทำลายประชาธิปไตย ไปทำลายสิทธิปากเสียงของเขา ทำลายสิทธิที่จะเลือกรัฐบาลของเขาไงครับ
พวกคุณประเมิน "คนโง่ จน เจ็บ" ต่ำไป
คิดแค่ว่าโดนหลอก ควายแดง โดนซื้อมา บลาๆ
(ระวังวันหนึ่งคนพวกนี้จะทนไม่ไหว ลุกขึ้นมาเอาปืนยิงคุณกลับก็แล้วกัน, อีกอย่าง หลังมานี้ เสื้อแดงเริ่ม "อัด" ทักษิณกันเยอะแล้วนะครับ เพราะเห็นแล้วว่าทักษิณแม่งสู้ไม่จริง แต่ไม่มีทางเลือกแค่นั้นเอง)
4. หยุดคิดว่าใช้รัฐประหาร ใช้ทำหารยึดอำนาจ แล้วจะล้มทักษิณได้ซักที
ดูสิ สิบปีมานี้ โค่นได้มั้ยครับ ?
ทำรัฐประหารตั้งสองครั้งนะครับ
คงไม่ต้องพูดนะครับ ดูรัฐบาลประยุดเอาเองละกัน...
เอาแค่ 4 ข้อนี่แหละ
พอแล้ว
เยอะแล้ว
ทำให้ได้ละกัน...


เครดิตจาก LINE

ความดี ความเลว ที่เฝ้าฝังใส่กระหม่อมของประชาชน วันนี้คือวันตัดสิน

ความดี ความเลว ที่เฝ้าฝังใส่กระหม่อมของประชาชน วันนี้คือวันตัดสิน

-
วันนั้น 

-
ท่านว่า "อเมริกาดี คอมมิวนิสต์นั้นเลว" สร้างภาพ ต้องเชื่อฟัง ระบอบทหารเผด็จการ จึงจะดี ข้อหา "คอมมิวนิสต์" ผู้เห็นต่าง ยัดเยียด "คดี" 
-
มาวันนี้ 
-
ผู้นำไทย บินไปซื้ออาวุธ "คอมมิวนิสต์" ว่าใช้ดี แต่อเมริกา โอบามา บินมาเอง ประกาศอนุญาต ขายอาวุธ ให้เวียตนาม ส่วนศรีกะลา สยามไทย ขับไล่ทูต อเมริกา ดูให้เข้าใจ ไม่มีอะไร ชั่วชีวิตไทย พลีชีพทั้งชาติ อุทิศตนเป็นทาส "วิชั่นศักดินา" ขอเพียงได้เหยียดคน ที่ต่ำกว่าตน อีกสักคน ก็เต็มใจ "ทาส" ที่หลง ว่าตนเป็น "ไท" อีกทั้งทาสที่เต็มใจ รอวันเป็นไท ในวันขึ้น "เมรุ"

-
ธรรมชาติไม่มีการแบ่งแยกกีดกัน 
-
ท่านเชื่อหรือไม่ว่า โลกนี้เป็นของทุกคน ฟ้าให้ฝนตกลงมายังแผ่นดินโดยไม่สนใจว่าจะเป็นที่ดินจะปกครองด้วยคนดีหรือคนเลว การแบ่งแยกมักเป็นเรื่องของมนุษย์ มนุษย์แบ่งแยกโลกออกเป็นประเทศใครประเทศมัน แผ่นดินก็ถูกแยกเป็นของใครของมัน น่านน้ำก็ของใครของมัน น่านฟ้าก็ของใครของมัน บ่อยครั้งก็มีปัญหาพิพาทกันเรื่องดินแดน เรื่องละเมิดน่านฟ้า เรื่องอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำสากลทั้งๆที่ควรจะเป็นของทุกคน ฯลฯ เราคุ้นเคยกับการแบ่งแยกนานาชนิดจนกระทั่งลืมไปว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์ถือได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ที่พื้นฐานที่สุดสำหรับทุกคน
-
ณ. เวลานี้
-
เป็นเวลาที่เราทุกคนจะต้องร่วมมือรวมใจกัน ปกป้องหลวงพ่และ พระศาสนา ที่ถูกกระทำย้ำยี จาก เหล่า ทรราช คสช. และ ข้าราชการชั่ว 

-
ไม่ว่าคุณใส่เสื้อสีอะไร มีความเชื่ออย่างไร สังกัดกลุ่มไหน แต่เหนืออื่นใด คือความเป็นมนุษย์ เสื้อนั้นถอดได้ ความเชื่อและสังกัดก็เปลี่ยนได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรรักษาไว้คือความเป็นมนุษย์ แก่นแท้ของความเป็นมนุษย์หมายถึงอะไรหากไม่ใช่ความรักความเมตตาที่มีต่อเพื่อนร่วมโลก โดยเฉพาะเพื่อนมนุษย์ ใช่หรือไม่
-
ยิ่่งมองเห็นผู้อื่นไม่ใช่มนุษย์ หรือมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าเรา(เพราะเขาชั่ว เขาไม่ใช่พวกเรา ฯลฯ) ความเป็นมนุษย์ในใจเราก็ไม่อาจจะลดน้อยถอยลงได้โดยทันที เพราะวินาที นั้น มันความโกรธเกลียดเหยียดหยาม ที่พวกเขาเหล่านั้นได้กระทำต่อเรา ๆ ยังพอทนได้

-
แต่นี้

-
ทรราช คสช. สั่งเคลื่อนพลทหารจาก เพชรบุรี เป็นกองพันหวังที่จะบดขยี่ พระวัดธรรมกายที่ท่าน อุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนา เราสุดจะทน เอกสาร ลับ จากหน่วยขึ้นตรงให้ สภ. คลองหลวงเตรียมความพร้อมทั้งอาวุธและชุด ปฏืบัติการพิเศษกว่า 200 นาย อีกทั้ง ชุด EOD หวังตัดสัญญาน เพื่อยิงนกในกรง ภาค 2 เราไม่อาจจะทนได้ 
-
เอาไงเอากัน 
-
ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่เราควรจะต่อค้าน อำนาจ ทรราช คสช. ด้วยการลุกขึ้นปกป้องวัด และ พระศาสนา ไปพร้อมกันที่ วัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ วินาทีนี้ ไม่ใช่แค่ปกป้องพระ ปกป้องวัด เท่านั้น แต่นั้นคือสิทธฺิโดยชอบธรรมของประชาชน คนหนึ่ง ที่ทนเห็น วัดและ พระศาสนาที่กระทำย้ำยีไม่ได้ อีกต่อไป

-
เสรีชน



ความดี ความเลว ที่เฝ้าฝังใส่กระหม่อมของประชาชน วันนี้คือวันตัดสิน

ความดี ความเลว ที่เฝ้าฝังใส่กระหม่อมของประชาชน วันนี้คือวันตัดสิน

-
วันนั้น 

-
ท่านว่า "อเมริกาดี คอมมิวนิสต์นั้นเลว" สร้างภาพ ต้องเชื่อฟัง ระบอบทหารเผด็จการ จึงจะดี ข้อหา "คอมมิวนิสต์" ผู้เห็นต่าง ยัดเยียด "คดี" 
-
มาวันนี้ 
-
ผู้นำไทย บินไปซื้ออาวุธ "คอมมิวนิสต์" ว่าใช้ดี แต่อเมริกา โอบามา บินมาเอง ประกาศอนุญาต ขายอาวุธ ให้เวียตนาม ส่วนศรีกะลา สยามไทย ขับไล่ทูต อเมริกา ดูให้เข้าใจ ไม่มีอะไร ชั่วชีวิตไทย พลีชีพทั้งชาติ อุทิศตนเป็นทาส "วิชั่นศักดินา" ขอเพียงได้เหยียดคน ที่ต่ำกว่าตน อีกสักคน ก็เต็มใจ "ทาส" ที่หลง ว่าตนเป็น "ไท" อีกทั้งทาสที่เต็มใจ รอวันเป็นไท ในวันขึ้น "เมรุ"

-
ธรรมชาติไม่มีการแบ่งแยกกีดกัน 
-
ท่านเชื่อหรือไม่ว่า โลกนี้เป็นของทุกคน ฟ้าให้ฝนตกลงมายังแผ่นดินโดยไม่สนใจว่าจะเป็นที่ดินจะปกครองด้วยคนดีหรือคนเลว การแบ่งแยกมักเป็นเรื่องของมนุษย์ มนุษย์แบ่งแยกโลกออกเป็นประเทศใครประเทศมัน แผ่นดินก็ถูกแยกเป็นของใครของมัน น่านน้ำก็ของใครของมัน น่านฟ้าก็ของใครของมัน บ่อยครั้งก็มีปัญหาพิพาทกันเรื่องดินแดน เรื่องละเมิดน่านฟ้า เรื่องอ้างสิทธิเหนือน่านน้ำสากลทั้งๆที่ควรจะเป็นของทุกคน ฯลฯ เราคุ้นเคยกับการแบ่งแยกนานาชนิดจนกระทั่งลืมไปว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์ถือได้ว่าเป็นอัตลักษณ์ที่พื้นฐานที่สุดสำหรับทุกคน
-
ณ. เวลานี้
-
เป็นเวลาที่เราทุกคนจะต้องร่วมมือรวมใจกัน ปกป้องหลวงพ่และ พระศาสนา ที่ถูกกระทำย้ำยี จาก เหล่า ทรราช คสช. และ ข้าราชการชั่ว 

-
ไม่ว่าคุณใส่เสื้อสีอะไร มีความเชื่ออย่างไร สังกัดกลุ่มไหน แต่เหนืออื่นใด คือความเป็นมนุษย์ เสื้อนั้นถอดได้ ความเชื่อและสังกัดก็เปลี่ยนได้ แต่สิ่งสำคัญที่ควรรักษาไว้คือความเป็นมนุษย์ แก่นแท้ของความเป็นมนุษย์หมายถึงอะไรหากไม่ใช่ความรักความเมตตาที่มีต่อเพื่อนร่วมโลก โดยเฉพาะเพื่อนมนุษย์ ใช่หรือไม่
-
ยิ่่งมองเห็นผู้อื่นไม่ใช่มนุษย์ หรือมีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าเรา(เพราะเขาชั่ว เขาไม่ใช่พวกเรา ฯลฯ) ความเป็นมนุษย์ในใจเราก็ไม่อาจจะลดน้อยถอยลงได้โดยทันที เพราะวินาที นั้น มันความโกรธเกลียดเหยียดหยาม ที่พวกเขาเหล่านั้นได้กระทำต่อเรา ๆ ยังพอทนได้

-
แต่นี้

-
ทรราช คสช. สั่งเคลื่อนพลทหารจาก เพชรบุรี เป็นกองพันหวังที่จะบดขยี่ พระวัดธรรมกายที่ท่าน อุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนา เราสุดจะทน เอกสาร ลับ จากหน่วยขึ้นตรงให้ สภ. คลองหลวงเตรียมความพร้อมทั้งอาวุธและชุด ปฏืบัติการพิเศษกว่า 200 นาย อีกทั้ง ชุด EOD หวังตัดสัญญาน เพื่อยิงนกในกรง ภาค 2 เราไม่อาจจะทนได้ 
-
เอาไงเอากัน 
-
ถึงเวลาแล้วหรือยังครับ ที่เราควรจะต่อค้าน อำนาจ ทรราช คสช. ด้วยการลุกขึ้นปกป้องวัด และ พระศาสนา ไปพร้อมกันที่ วัดพระธรรมกาย ตั้งแต่ วินาทีนี้ ไม่ใช่แค่ปกป้องพระ ปกป้องวัด เท่านั้น แต่นั้นคือสิทธฺิโดยชอบธรรมของประชาชน คนหนึ่ง ที่ทนเห็น วัดและ พระศาสนาที่กระทำย้ำยีไม่ได้ อีกต่อไป

-
เสรีชน



‘บุรินทร์ อินติน’ จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112

'บุรินทร์ อินติน' จากช่างเชื่อมผู้เห็นใจเสื้อแดง สู่ ผู้ต้องขังคดี 112
Wed, 2016-05-25 20:30

ทีมข่าวกระบวนการยุติธรรม

เปิดบางแง่มุมชีวิต หนุ่มเหนือ-ช่างเชื่อมวัย 28 ปีผู้เข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้ว เขาถูกจับใน กิจกรรม "ยืนเฉยๆ" พร้อมคนอื่นๆ แต่เป็นคนเดียวที่ไม่ถูกปล่อยตัว เนื่องจากถูกตั้งข้อหา 112 ถึง 2 คดี ปัจจุบันถูกฝากขังผัด 3 อย่างเงียบเชียบ

ภาพบุรินทร์ อินติน เพิ่งปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์หรือโลกออนไลน์เคียงคู่ สิรวิชญ์ เสรีธิวัตน์ หรือจ่านิว และคนอื่นๆ ในกลุ่มพลเมืองโต้กลับในเหตุการณ์ "ยืนเฉยๆ" ครั้งที่ 3 เมื่อ 27 เม.ย.2559 ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเรียกร้องให้ทหารปล่อยตัว วัฒนา เมืองสุข และประชาชนที่ถูกทหารคุมตัวไปก่อนหน้านั้น

ผู้คนอาจงุนงงสงสัยว่าเขาคือใคร เนื่องจากเป็นคนธรรมดาที่ไม่ใช่นักกิจกรรมทางการเมือง และไม่ใช่ชาวบ้านขาประจำที่ร่วมกิจกรรมทางการเมืองมายาวนานจนเป็นที่รู้จัก และนั่นทำให้การคุมขังเขาในเรือนจำเป็นไปอย่างเงียบเชียบ

ย้อนกลับไปที่เหตุการณ์นั้น สมาชิกพลเมืองโต้กลับที่ปรากฏตัวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ทั้งหมดถูกนำตัวไปสน.พญาไท รวมถึงบุรินทร์ด้วย และในระหว่างการสอบสวนนั้นเอง ทหารได้บุกเข้าควบคุมตัวบุรินทร์ถึงห้องสอบสวนนำขึ้นรถตู้ออกไปโดยไม่รู้ที่หมาย...เพียงคนเดียว ท่ามกลางความสับสนงุนงงของทุกคนที่สถานีตำรวจ เขาอยู่ในความควบคุมของทหาร 1 วัน ก่อนตำรวจจะนำตัวเขามาแถลงข่าวแจ้งข้อกล่าวหา มาตรา 112

นายทหารยศพันเอกชื่อเดียวกับเขา คือ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนถึงที่มาที่ไปของการจับและแจ้งข้อหานี้ว่า ทหารเฝ้าติดตามพฤติกรรมบุรินทร์ อินตินมาตลอด สายข่าวพบการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Burin Intin ในลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและ คสช.รวมทั้งมีการแชตพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กระทั่งวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เวลา 12.13 น.นายบุรินทร์โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 40 นาที พร้อมข้อความ "นู๋อยากโดนอุ้ม#ปล่อยเพื่อนเราที่โดนอุ้ม" ก่อนจะมีบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นในคลิปดังกล่าว และนายบุรินทร์ตอบความคิดเห็นในลักษณะหมิ่นเบื้องสูง

ไม่นานหลังการให้ข่าวนี้ มีการออกหมายจับ 'แม่จ่านิว' หรือพัฒน์นรี เสรีธิวัฒน์ ในข้อหาความผิดตามมาตรา 112 โดยตำรวจอ้างถึงการสนทนาส่วนตัวในกล่องข้อความของเฟซบุ๊ก ระหว่าง บุรินทร์ กับ แม่จ่านิว เนื้อหาที่สนทนานั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนที่เข้าไปช่วยเหลือทางคดีกับแม่จ่านิวได้ออกมาเปิดเผยว่า ตามบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาอ้างอิงบทสนทนาที่แม่จ่านิวตอบกลับบุรินทร์เพียงคำว่า "จ้า"

"จ้า" กลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนัก พร้อมๆ กับคำถามว่าเจ้าหน้าที่เข้าถึงหลักฐานกล่องข้อความส่วนตัวได้อย่างไร จนในที่สุดตำรวจต้องออกมาแถลงข่าวว่าเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกกฎหมาย แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่แม่จ่านิวก็ได้รับการประกันตัวในที่สุด

เวลานี้จึงมีบุรินทร์ อินติน เพียงคนเดียวที่ถูกจำคุกอยู่ เขาไม่มีญาติเยี่ยม และไม่มีเงินประกันตัวจนกระทั่งในการฝากขังผัดที่ 3 เมื่อ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กลุ่มพลเมืองโต้กลับทำการระดมทุนได้ 300,000 บาทและยื่นประกันตัวบุรินทร์ แต่ศาลทหารปฏิเสธ

บุรินทร์ อินติน เป็นใคร?

หนุ่มคนงานช่างเชื่อมเหล็กร่างเล็ก วัย 28 ปี ผู้นี้มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดพะเยา เขาเรียนจบ ม.2 ครึ่ง ไม่ทันจบ ม.3 เพราะช่วงนั้นติดเกมส์อย่างหนัก บุรินทร์เล่าให้ฟังแบบซื่อๆ 

บุรินทร์เล่าว่า ในคืนวันที่เขาถูกคุมตัวอยู่ที่ มทบ. 11 เจ้าหน้าที่ทหารพยายามที่จะให้เขามอบรหัสเฟซบุ๊กของเขาให้ แต่เขาไม่ยอมและใช้วิธีเงียบและ ไม่โต้เถียง ไม่ให้ข้อมูลแล้วก็ไม่ต่อปากต่อคำ นั่นอาจทำให้ผู้ควบคุมตัวไม่พอใจ ชายร่างใหญ่ในชุดปกติสวมหมวกไหมพรมคลุมศรีษะตบเขาที่บริเวณศรีษะอย่างแรงถึง 4 ครั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ในห้องสอบสวนข่มขู่เขาว่า "มึงไม่รอดหรอก ไม่ได้ออกไปแน่ ถ้ามึงไม่บอกกู มึงจะโดนพาไปที่ๆ หนักกว่านี้"

เขายืนยันว่าเขาไม่ได้มอบรหัสเฟซบุ๊กให้เจ้าหน้าที่แต่อย่างใด แต่เจ้าหน้าที่กลับนำสำเนาเอกสารการพูดคุยในกล่องข้อความที่ถูกระบุว่าเป็นของเขา ออกมาประกอบการสอบสวน  ที่สำคัญ เอกสารดังกล่าวปรากฏก่อนที่จะมีการไปยึดคอมพิวเตอร์ที่บ้านเขาเสียอีก อย่างไรก็ตาม ทนายความระบุว่า บุรินทร์เป็นชาวบ้านธรรมดาที่เพิ่งมาสนใจการเมือง ไม่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีมากนัก เขาเริ่มเล่นเฟซบุ๊กมาได้สักพักใหญ่และตั้งรหัสแบบจำง่ายที่ชาวบ้านร้านตลาดมักทำกัน นั่นคือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือของตัวเอง

หลังการแจ้งข้อกล่าวหาหมิ่นสถาบันกับแม่จ่านิว โดยหลักฐานมาจากการสนทนากับบุรินทร์ ผู้คนในโลกไซเบอร์ต่างวิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา จำนวนไม่น้อยสงสัยว่า บุรินทร์คือ "สาย" ของฝ่ายความมั่นคงที่พยายามมาตีสนิทและ "ล่อซื้อ" อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า บุรินทร์นั้นถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 แล้ว 2 คดี คดีแรกจากการตอบคอมเม้นท์หรือโพสต์ในเฟซบุ๊ก ส่วนคดีที่สองที่ตามมาคือ บทสนทนาส่วนตัวกับแม่จ่านิวนั่นเอง

เมื่อถามเขาว่าเขาเริ่มสนใจการเมืองตั้งแต่เมื่อไร บุรินทร์บอกว่า เขาสนใจการเมืองตั้งแต่อายุ 12 ขวบ เหตุเพราะชอบฟังเพลงเพื่อชีวิตโดยเฉพาะ วงคาราบาว นี่ชอบเป็นพิเศษ

"เริ่มแรกผมไม่ชอบนักการเมือง แต่ต่อมาผมยึดหลักว่าหากว่าใครที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ผมก็จะช่วยเหลือ" บุรินทร์กล่าว

เมื่อถามว่าบุรินทร์เป็นเสื้อแดงใช่หรือไม่ บุรินทร์ปฏิเสธและออกตัวว่า "ผมเป็นแค่คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงเท่านั้น เพราะจากเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมา คนเสื้อแดงเป็นฝ่ายถูกกระทำ ในบางประเด็นผมก็ไม่เห็นด้วยกับคนเสื้อแดงอย่างเรื่องนิรโทษกรรมเหมาเข่ง เพราะผมคิดถึงคนที่เขาสูญเสียชีวิตหรือสูญเสียคนที่เขารักจากในเหตุการณ์ ถ้าคนที่เป็นผู้สั่งการไม่ต้องรับผิดแล้วพวกเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร"

บุรินทร์เล่าว่าเขาเข้าร่วมกิจกรรมการเมืองครั้งแรกจริงๆ ก็ในช่วงเหตุการณ์ที่นักศึกษาโดนจับที่ สน.ปทุมวัน แม้การร่วมกิจกรรมดังกล่าวอาจถูกมองว่ามีความเสี่ยงในการท้าทายกฎหมาย แต่เขายืนยันว่ามันเป็นการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ชอบธรรม

บุรินทร์ทิ้งท้ายว่า ต่อให้จับเขามาขัง เขาก็จะยังไม่ยอมแพ้ เขาจะสู้ต่อตามสภาพที่เขาพอจะทำได้ต่อไป

เชิญร่วมลงชื่อสนับสนุน การร้องเรียนต่อประธานาธิบดีโอบาม่า เรื่อง การละเมิดสิทธิฯ ของหลวงพ่อ ธัมมชโย

ในฐานะนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ผมขอเชิญชวนให้พี่น้องร่วมลงนามสนับสนุนจดหมายร้องเรียนถึงประธานาธิบดีโอบาม่า กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของหลวงพ่อธัมมชโย กันอย่างล้นหลามนะครับ ท่านต้องมีอีเมล์ และเมื่อส่งชื่อตามลิ้งค์ของ White House แล้ว ก็ไปยืนยันการส่งจากข้อความที่เขาส่งกลับมาให้ (กดลิ้งค์) ครับ ง่าย ๆ แต่เราทำได้ เพื่อช่วยสร้างกระแสต่อต้านพฤติกรรมจาบจ้วงสิทธิและเสรีภาพของปวงชนครับ

(ปล. แม้ผมไม่เห็นประโยชน์ของการร้องเรียนต่อการกระทำของเผด็จการ แต่ทำเถิดครับ มันมีผลบ้างไม่มากก็น้อย แต่ที่สำคัญที่สุด ให้จำไว้ว่า ต่อรองและร้องขอจากเผด็จการ ไม่มีวันได้ประชาธิปไตย และหากไม่สร้างระบอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนก็จะถูกละเมิดตลอดไป ดังนั้นภารกิจหลักของเราก็ยังคงเป็น การเตรียมพร้อมเพื่อลุกขึ้นมาล้มช้าง สร้างชาติใหม่ครับ)

https://petitions.whitehouse.gov/thank-you/2267066

นอกจากพวกเรา เหล่ามดแดงล้มช้างแล้ว ท่านจารุพงศ์และเครือข่ายองค์การเสรีไทยฯ ก็เห็นต้องกันว่า เราควรสนับสนุนการเรียกร้องและร้องเรียนด้านสิทธิมนุษยชนสากลทุกรูปแบบครับ