เสื้อแดงไม่ใช่เครื่องมือรีไซเคิลทางการเมือง
เมื่อคำว่า “แดง” ถูกหยิบกลับมาใช้เพื่อเรียกอารมณ์และคะแนนเสียงอีกครั้ง สิ่งที่จำเป็นไม่ใช่ความซาบซึ้งต่อภาพอดีต แต่คือสติที่จะถามให้ถึงแก่นว่า ใครกำลังรักษาหลักการ และใครกำลังนำความทรงจำของผู้คนไปหากินทางการเมือง
ทุกครั้งที่สังคมไทยเริ่มเห็นความพยายามปลุกกระแสเสื้อแดงขึ้นมาใหม่ คำถามสำคัญไม่ควรหยุดอยู่แค่ว่า “เสื้อแดงยังอยู่ไหม” หรือ “ใครคือแดงแท้แดงเทียม” เพราะคำถามเช่นนั้นมักถูกออกแบบให้คนถกเถียงกันอยู่บนผิวหน้า จนลืมมองสิ่งที่สำคัญกว่า นั่นคือ เสื้อแดงหมายถึงอะไรในทางหลักการ และใครกันแน่ที่ได้ประโยชน์จากการทำให้คำคำนี้กลายเป็นเพียงตราสินค้าทางการเมือง
คำว่า “แดง” ไม่เคยมีความหมายเดียวตายตัว และยิ่งไม่เคยเป็นทรัพย์สินผูกขาดของพรรคใด ตระกูลใด หรือผู้นำคนใด มันเคยเป็นทั้งความหวังของชาวบ้านที่ต้องการเสียงของตนมีความหมาย เป็นทั้งความโกรธของผู้คนที่เห็นความอยุติธรรมซ้ำซาก และเป็นทั้งอุดมการณ์ของคนจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่าประเทศนี้ควรอยู่ใต้หลักสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และความรับผิดของอำนาจต่อประชาชน มากกว่าจะอยู่ใต้บารมีของบุคคลหรือการต่อรองลับหลังม่าน
แดงมีหลายเฉด แต่สิ่งที่แยกคนออกจากกันจริง ๆ ไม่ใช่สี หากเป็นหลักที่ยึด
มีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยอยู่ในกระแสเสื้อแดงเพราะผูกพันกับผู้นำทางการเมือง บางคนเข้าร่วมเพราะความไม่พอใจต่อรัฐประหารและอภิสิทธิ์ของชนชั้นนำ บางคนมองเห็นในขบวนการนั้นความเป็นไปได้ของประเทศที่ประชาชนธรรมดาจะไม่ถูกเหยียบย่ำอีกต่อไป และบางคนแม้จะเคยเดินร่วมขบวนเดียวกัน แต่สิ่งที่ยึดถือกลับไม่เหมือนกันเลย บางคนยึดตัวบุคคล บางคนยึดพรรค บางคนยึดเพียงผลประโยชน์เฉพาะหน้า แต่บางคนยึดหลักการ และคนกลุ่มหลังนี่เองที่มักถูกทำให้เงียบ หรือถูกดูแคลนว่าไม่เข้าใจ “ความจริงทางการเมือง” ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขาอาจเป็นคนกลุ่มเดียวที่ไม่ยอมขายอุดมการณ์แลกตำแหน่ง ความใกล้ชิด หรือเศษซากจากโต๊ะอำนาจ
คนที่ยึดหลักการย่อมเปลี่ยนจุดยืนได้เมื่อข้อเท็จจริงเปลี่ยน แต่จะไม่เปลี่ยนมาตรวัดศีลธรรมเพื่อเอื้อให้คนที่ตัวเองเชียร์ คนกลุ่มนี้อาจเหลือน้อยลง อาจต้องยืนโดดเดี่ยว อาจถูกกล่าวหาว่าสุดโต่งหรือไม่รู้จักประนีประนอม แต่ข้อได้เปรียบของเขาคือ เขาไม่ต้องประดิษฐ์คำอธิบายใหม่ทุกครั้งที่ฝ่ายของตนทำสิ่งตรงข้ามกับที่เคยพูดไว้
บทเรียนที่ควรจำคือ ขบวนมวลชนกับเครื่องจักรพรรคการเมืองไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
นี่คือจุดที่คนไทยจำนวนมากยังถูกทำให้สับสนเสมอ ขบวนมวลชนอาจเป็นพลังทางสังคมที่แท้จริง แต่พรรคการเมืองคือองค์กรแสวงหาอำนาจรัฐ ขบวนการประชาชนอาจมีความใฝ่ฝันทางหลักการ แต่พรรคการเมืองต้องคำนวณชัยชนะ การต่อรอง การอยู่รอด และผลประโยชน์ในเชิงอำนาจ เมื่อสองสิ่งนี้เคยเดินมาร่วมทางกัน หลายคนจึงเผลอเชื่อว่ามันคือสิ่งเดียวกัน ทั้งที่ในความจริง พรรคอาจอาศัยขบวนมวลชนเป็นฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะจงรักภักดีต่ออุดมการณ์ของขบวนนั้นเสมอไป
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาชี้ชัดว่าพรรคในสายชินวัตรสามารถครองอำนาจหรือเป็นแกนรัฐบาลผ่านนายกรัฐมนตรีที่มาจากตระกูลชินวัตรเองหรือจากพรรคสืบทอดแนวเดียวกันรวมกันถึงหกคน1 จำนวนนี้มากพอที่จะทำลายข้ออ้างว่าตนเป็นเพียงเหยื่ออำนาจเก่าอย่างเดียว หากเมื่อมีโอกาสยืนอยู่ในอำนาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่โครงสร้างหลักของความอยุติธรรมยังไม่ถูกแตะอย่างจริงจัง ก็ย่อมมีสิทธิถูกตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้วเป้าหมายสูงสุดคือประชาธิปไตย หรือคือการทำให้เครือข่ายอำนาจเดิมของตนกลับมาเป็นศูนย์กลางอีกครั้ง
คำถามนี้ยิ่งหนักขึ้นเมื่อพรรคเพื่อไทยตัดสินใจจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่ได้รับการมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งเก่าและเป็นตัวแทนของขั้วที่มีฐานพิงกองทัพ ซึ่งสร้างแรงตีกลับอย่างมากในสังคม โดยผลสำรวจขณะนั้นพบว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว2 และสำนักข่าว Reuters ก็รายงานตรงไปตรงมาว่านี่คือการจับมือกับฝ่ายที่ได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์ทางประวัติศาสตร์ของพวกเขาเอง3 หากพลังเสื้อแดงเคยถูกปลุกขึ้นมาในนามการต่อสู้กับระบอบที่ใช้อำนาจนอกประชาธิปไตย การกลับไปจับมือกับกลไกหรือเครือข่ายที่เคยเป็นเป้าหมายของการต่อต้านย่อมไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่สามารถล้างได้ด้วยคำอธิบายว่า “การเมืองต้องประนีประนอม” เพราะคำถามจริงไม่ใช่ว่าการประนีประนอมมีได้หรือไม่ แต่คือ ประนีประนอมกับอะไร และแลกด้วยอะไร
การรีไซเคิลเสื้อแดงจึงน่ารังเกียจ ไม่ใช่เพราะคำว่าแดงผิด แต่เพราะมันถูกทำให้กลวง
สิ่งที่ทำให้หลายคนรู้สึกสะอิดสะเอียน ไม่ใช่การเห็นคนรำลึกถึงอดีตการต่อสู้ แต่คือการเห็นสัญลักษณ์เดิมถูกหยิบขึ้นมาใช้อีกครั้ง โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการละเลยคนที่เคยถูกใช้ในนามสัญลักษณ์นั้น คนที่ถูกดำเนินคดี คนที่สูญเสียชีวิต คนที่สูญเสียอนาคต คนที่แบกบาดแผลไว้กับครอบครัวและความทรงจำ ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่พวกเขาไม่อยู่ในภาพประชาสัมพันธ์ของพรรคอีกต่อไป
การสลายการชุมนุมปี 2010 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 คน กลายเป็นหนึ่งในรอยแผลใหญ่ที่สุดของความขัดแย้งไทยร่วมสมัย4 สำหรับคนที่มองเรื่องนี้ในเชิงหลักการ บาดแผลเช่นนั้นไม่ใช่ทุนเชิงอารมณ์ที่จะหยิบมาใช้ทุกครั้งเมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง หากเป็นหนี้ทางศีลธรรมและหนี้ทางการเมืองที่ต้องสะสางด้วยความจริง ความยุติธรรม และความรับผิด ไม่ใช่ด้วยสุนทรพจน์ปลุกใจหรือการตีตราคนเห็นต่างว่าไม่เข้าใจการต่อสู้
ยิ่งเมื่อมีประวัติให้เห็นอยู่ก่อนแล้วว่าแม้ภายในขบวนเสื้อแดงเองก็เคยเกิดความร้าวลึกจากการผลักดันร่างนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ซึ่งถูกมองว่ามุ่งเปิดทางให้บุคคลสำคัญกลับมา โดยแลกกับการทำให้ความรับผิดในคดีสลายการชุมนุมถูกลบเลือนไปด้วย5 สังคมก็ยิ่งมีเหตุผลจะระวังว่าการอ้างความเป็นแดงในวันนี้อาจไม่ได้มีไว้เพื่อเชิดชูหลักการเดิม แต่เพื่อดึงอารมณ์เดิมกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทางการเมืองอีกครั้ง
แก่นของปัญหาอยู่ที่การสับเปลี่ยนความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”
ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมา การเมืองแบบชินวัตรมีความสามารถสูงมากในการทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่า การเลือกตนเองคือการเลือกประชาธิปไตย และการโค่นตนเองคือการทำลายประชาธิปไตย ข้อความแบบนี้มีส่วนจริงอยู่บ้างในบางช่วง แต่ไม่จริงทั้งหมด และยิ่งไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นคำอธิบายครอบจักรวาล เพราะประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงแค่การชนะเลือกตั้ง ไม่ได้หมายถึงแค่การมีฐานเสียงมาก หรือการอ้างว่าตนถูกฝ่ายอนุรักษนิยมกลั่นแกล้ง หากหมายถึงความซื่อตรงต่อหลักที่ว่าประชาชนต้องเป็นเจ้าของอำนาจ การใช้อำนาจต้องตรวจสอบได้ การจัดตั้งรัฐบาลต้องเคารพเจตจำนงของประชาชน และผู้มีอำนาจต้องไม่ใช้มวลชนเป็นบันไดขึ้นแล้วถีบทิ้งเมื่อถึงยอด
นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่ยังยึดหลักการจึงมีสิทธิเต็มที่ในการวิจารณ์ทั้งฝ่ายอำนาจเก่าและฝ่ายที่อ้างประชาธิปไตยแต่กระทำตรงข้ามกับประชาธิปไตย คนที่วิจารณ์พรรคเพื่อไทยหรือเครือข่ายชินวัตรจากฐานหลักการ ไม่ได้แปลว่าเขาทรยศต่อเสื้อแดง ตรงกันข้าม เขาอาจกำลังปกป้องแก่นแท้ของการต่อสู้จากการถูกยึดครองโดยนักการเมืองที่ต้องการเพียงชื่อเสียงเดิมและแรงศรัทธาเดิม โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อการทรยศซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยุทธศาสตร์ที่ถูกทำลาย ไม่ได้มีแค่ความรู้สึก แต่มันคือพลังประชาธิปไตยของสังคมทั้งก้อน
ผลเสียของการรีไซเคิลกระแสเสื้อแดงไม่ได้หยุดอยู่ที่ความเจ็บใจของคนรุ่นเก่า แต่มันทำลายโอกาสที่สังคมไทยจะสร้างขบวนประชาธิปไตยที่โตเป็นผู้ใหญ่และยืนบนหลักการจริง ๆ เพราะเมื่อมวลชนถูกสอนให้ผูกความหวังไว้กับตัวบุคคลหรือแบรนด์ทางการเมืองมากกว่าหลักและสถาบันทางประชาธิปไตย ทุกครั้งที่นักการเมืองหักเลี้ยว มวลชนก็ต้องหักเลี้ยวตาม หรือไม่ก็ถูกทิ้งไว้กลางทางโดยไม่มีเครื่องมือทางความคิดจะประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น
สังคมที่โตขึ้นต้องแยกให้ออกว่า การต่อต้านรัฐประหารไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องยอมให้พรรคใดผูกขาดความชอบธรรมทางประชาธิปไตย การยืนข้างประชาชนไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องยืนข้างตระกูลการเมืองตลอดกาล และการเคารพความเสียสละของคนเสื้อแดงไม่จำเป็นต้องแปลว่าต้องยอมให้ใครนำชื่อของพวกเขาไปใช้เป็นบัตรผ่านสำหรับความกลับกลอกทางการเมือง
เมื่อพรรคการเมืองทำตัวไม่มั่นคงเชิงหลักการ ย้ายข้างเมื่อสะดวก ประนีประนอมแบบไม่ตอบคำถามเชิงศีลธรรม และยังเรียกหาคะแนนเสียงจากสัญลักษณ์เดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สิ่งที่ควรทำไม่ใช่การหลงใหลกับวาทกรรมย้อนยุค แต่คือการตั้งคำถามให้แรงขึ้นว่า เหตุใดคนที่เคยอ้างว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึงสามารถเดินไปอยู่ในโครงสร้างที่บิดเบี้ยวได้อย่างสงบใจ และเหตุใดประชาชนจึงควรเชื่อว่าคราวนี้การปลุกมวลชนจะมีจุดหมายสูงไปกว่าการต่อรองอำนาจแบบเดิม
คนจริงไม่หายไปไหน เพราะเขาไม่เคยเอาหลักการไปฝากไว้กับนักการเมือง
เวลามักทำงานอย่างโหดร้าย แต่มันก็ยุติธรรมในอีกความหมายหนึ่ง เพราะเวลาจะคัดกรองคนออกจากกันเอง คนที่เคยตะโกนคำใหญ่โตแต่พร้อมเงียบเมื่อฝ่ายตนได้ประโยชน์ จะค่อย ๆ เผยตัวออกมา คนที่เคยอ้างการต่อสู้แต่ทนการทรยศต่อหลักการไม่ได้ จะค่อย ๆ ถูกผลักไปอยู่ชายขอบ และคนที่ยืนระยะโดยไม่รับใช้ใครนอกจากความจริง อาจดูเหมือนอยู่ลำพัง แต่แท้จริงแล้วคือคนที่ไม่เคยสูญเสียตนเอง
ดังนั้น การเปิดสมองคนในวันนี้จึงไม่ใช่การบอกว่าใครเคยใส่เสื้อสีอะไร หรือเคยอยู่เวทีไหน แต่คือการชวนให้ประชาชนเห็นให้ชัดว่า ขบวนมวลชนไม่ใช่สมบัติของพรรค การเสียสละไม่ใช่ทุนเลือกตั้ง และประชาธิปไตยไม่ใช่ยี่ห้อของตระกูลใด ถ้าใครยังใช้คำว่าเสื้อแดงเพื่อเรียกความภักดีแบบเหมารวม ทั้งที่การกระทำของตนเองกลับไม่มั่นคงในหลักประชาธิปไตย คนนั้นไม่ได้กำลังรักษาเจตนารมณ์ของผู้ต่อสู้ในอดีต แต่กำลังกอบโกยซากศรัทธามาปะติดปะต่อเป็นบันไดสู่อำนาจอีกครั้ง
เสื้อแดงที่ยืนอยู่บนหลักการ จึงไม่จำเป็นต้องตะโกนว่าตนแท้กว่าใคร และไม่จำเป็นต้องสวมความชอบธรรมให้พรรคใดเป็นพิเศษ หน้าที่ของคนเช่นนี้คือรักษาเส้นแบ่งระหว่าง “การต่อสู้เพื่อประชาชน” กับ “การใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ” ให้ชัดที่สุด เพราะเมื่อเส้นแบ่งนี้เลือนหาย สังคมก็จะถูกหลอกใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และคำว่า “ประชาธิปไตย” ก็จะถูกยืมไปประดับหน้าการเมืองแบบเดิมไม่รู้จบ
เชิงอรรถ
- Reuters infographic ระบุรายชื่อนายกรัฐมนตรีไทยที่มาจากตระกูลชินวัตร หรือจากพรรคและเครือข่ายการเมืองที่สืบสายจากไทยรักไทย รวมกันหกคน ภายในบริบทการเมืองไทยร่วมสมัย (Reuters, 16 ส.ค. 2024).
- Reuters รายงานผลสำรวจของ NIDA เมื่อเดือนสิงหาคม 2023 ว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่เพื่อไทยจะตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่หนุนโดยฝ่ายทหาร โดยผู้ตอบแบบสำรวจราว 64% ไม่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (Reuters, 20 ส.ค. 2023).
- Reuters รายงานเมื่อ 21 ส.ค. 2023 ว่าเพื่อไทยประกาศจับมือจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคที่ได้รับการมองว่าได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ ซึ่งเป็นคู่ปรปักษ์เก่าแก่ของตนเองทางการเมือง (Reuters, 21 ส.ค. 2023).
- Reuters สรุปไทม์ไลน์การเมืองไทยว่าการชุมนุมเสื้อแดงปี 2010 จบลงด้วยการสลายการชุมนุมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 90 คน ขณะที่รายงานอีกชิ้นหนึ่งของ Reuters ในวาระครบรอบ 10 ปีระบุว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 90 คน (Reuters, 18 ธ.ค. 2020; Reuters, 18 พ.ค. 2020).
- Reuters รายงานในปี 2013 ว่าภายในฝ่ายเสื้อแดงเองเกิดความร้าวลึกจากความพยายามผลักดันร่างนิรโทษกรรมแบบกว้าง ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าอาจเปิดทางให้คดีเกี่ยวกับการสลายการชุมนุมปี 2010 ถูกลบล้างไปพร้อมกับการเอื้อให้ทักษิณกลับประเทศ (Reuters, 29 พ.ย. 2013).