ทรัมป์เสนอ “ดีลประวัติศาสตร์” กับอิหร่าน และการจัดระเบียบตะวันออกกลางใหม่
แปลและเรียบเรียงเชิงวิเคราะห์จากข้อความของ Donald J. Trump
“การเจรจากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านกำลังดำเนินไปอย่างดีมาก! มันจะต้องเป็น ‘ข้อตกลงอันยิ่งใหญ่’ สำหรับทุกฝ่าย หรือไม่ก็ไม่มีข้อตกลงเลย — และถ้าไม่มี ก็จะย้อนกลับไปสู่สนามรบและการยิงกันอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ใหญ่กว่าและรุนแรงกว่าที่เคย — ซึ่งไม่มีใครต้องการเช่นนั้น!
ระหว่างการหารือของข้าเมื่อวันเสาร์กับผู้นำซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ จอร์แดน และบาห์เรน ข้าได้กล่าวว่า หลังจากที่สหรัฐอเมริกาทุ่มเทอย่างมากเพื่อประกอบ “จิ๊กซอว์ที่ซับซ้อนยิ่ง” นี้เข้าด้วยกัน ประเทศเหล่านี้ควรร่วมลงนามใน Abraham Accords พร้อมกัน อย่างน้อยที่สุด
ประเทศที่กล่าวถึงได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นสมาชิกอยู่แล้ว กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ จอร์แดน และบาห์เรน ซึ่งเป็นสมาชิกอยู่แล้ว
อาจเป็นไปได้ว่ามีหนึ่งหรือสองประเทศที่มีเหตุผลที่จะยังไม่ลงนาม และนั่นก็จะได้รับการยอมรับ แต่ประเทศส่วนใหญ่ควรพร้อม เต็มใจ และสามารถทำให้การตกลงกับอิหร่านครั้งนี้ กลายเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่มันจะเป็นอยู่แล้ว
Abraham Accords ได้พิสูจน์แล้วว่า สำหรับประเทศที่เข้าร่วม ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน โมร็อกโก ซูดาน และคาซัคสถาน มันนำมาซึ่งการเติบโตทางการเงิน เศรษฐกิจ และสังคม แม้ในช่วงเวลาแห่งความขัดแย้งและสงครามเช่นปัจจุบัน และไม่มีสมาชิกประเทศใดเสนอว่าจะถอนตัว หรือแม้แต่หยุดพักชั่วคราว
เหตุผลก็เพราะ Abraham Accords เป็นผลดีอย่างมหาศาลต่อพวกเขา และจะดียิ่งขึ้นสำหรับทุกคน พร้อมนำมาซึ่งพลัง ความเข้มแข็ง และสันติภาพที่แท้จริงแก่ตะวันออกกลาง เป็นครั้งแรกในรอบ 5,000 ปี
มันจะเป็นเอกสารที่ได้รับความเคารพอย่างที่ไม่เคยมีข้อตกลงใดในโลกได้รับมาก่อน ระดับความสำคัญและเกียรติภูมิของมันจะไร้ผู้เทียบ
เรื่องนี้ควรเริ่มต้นด้วยการที่ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ลงนามทันที แล้วประเทศอื่น ๆ ก็ควรตามมา หากพวกเขาไม่ทำ ก็ไม่ควรมีส่วนร่วมในข้อตกลงนี้ เพราะนั่นแสดงถึงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์
จากการพูดคุยกับผู้นำผู้ยิ่งใหญ่จำนวนมากที่กล่าวถึงข้างต้น พวกเขาจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง หากเมื่อเอกสารของเราถูกลงนามแล้ว สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านจะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Abraham Accords ด้วย
ว้าว — นั่นจะเป็นสิ่งที่พิเศษมากจริง ๆ!
นี่จะเป็นข้อตกลงที่สำคัญที่สุดที่ประเทศเหล่านี้ ซึ่งยิ่งใหญ่แต่เต็มไปด้วยความขัดแย้งมาตลอด จะเคยลงนาม ไม่มีอะไรในอดีต หรืออนาคต จะเหนือไปกว่านี้ได้
ดังนั้น ข้าจึงเรียกร้องอย่างเป็นทางการและเด็ดขาดให้ทุกประเทศลงนามใน Abraham Accords ทันที และหากอิหร่านลงนามในข้อตกลงกับข้า ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ก็จะเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ให้อิหร่านเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรโลกที่ไร้ผู้เทียบนี้ด้วย
ตะวันออกกลางจะกลายเป็นภูมิภาคที่เป็นเอกภาพ ทรงพลัง และเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ อย่างที่อาจไม่มีภูมิภาคใดในโลกเทียบได้
โดยข้อความ TRUTH ฉบับนี้ ข้ากำลังสั่งการให้ตัวแทนของข้าเริ่มต้นและดำเนินกระบวนการนำประเทศเหล่านี้เข้าสู่ Abraham Accords อันเป็นประวัติศาสตร์นี้ให้สำเร็จ
ขอบคุณสำหรับความสนใจในเรื่องนี้!”
Donald J. Trump
President of the United States of America
อ่านให้ลึกกว่าแถลงการณ์
ประเด็นที่น่าสนใจมากในข้อความนี้คือ ทรัมป์ไม่ได้พูดเพียงเรื่อง “หยุดสงครามกับอิหร่าน” แต่กำลังเสนอภาพใหญ่ของการจัดระเบียบตะวันออกกลางใหม่ โดยให้ Abraham Accords เป็นแกนกลาง และให้สหรัฐอเมริกาเป็นผู้กำกับสมการหลัก
ถ้ามองในเชิงยุทธศาสตร์ ข้อความนี้คือความพยายามสร้าง “Middle East Coalition” รูปแบบใหม่ ที่อาจรวมรัฐอาหรับสำคัญ อิสราเอล และในที่สุดอาจดึงอิหร่านเข้ามาอยู่ในกรอบเดียวกัน หากอิหร่านยอมรับระเบียบใหม่ที่สหรัฐวางไว้
จุดที่ควรจับตาคือ การเอ่ยชื่อผู้นำทีละคนอย่างละเอียด นี่ไม่ใช่แค่การเล่าเหตุการณ์ แต่เป็นภาษาการทูตเชิงสัญญาณ เพื่อบอกโลกว่า ประเทศเหล่านี้อยู่ในวงสนทนา รับรู้ทิศทาง และอาจถูกคาดหวังให้เลือกข้างในดีลใหม่นี้
ประโยคที่แรงที่สุดคือ “หากพวกเขาไม่ลงนาม ก็ไม่ควรเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้” เพราะนี่ไม่ใช่เพียงข้อเสนอทางการทูต แต่เป็นแรงกดดันเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจน
Abraham Accords เดิมเป็นข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลกับรัฐอาหรับบางประเทศในสมัยทรัมป์รอบแรก แต่ข้อความนี้กำลังยกระดับมันจาก “ข้อตกลงการทูต” ไปสู่ “โครงสร้างระเบียบภูมิภาคใหม่”
คันฉ่องส่องโลก
ภาพใหญ่ของเรื่องนี้คือ สหรัฐอเมริกากำลังพยายามเปลี่ยนตะวันออกกลางจากภูมิภาคแห่งสงครามตัวแทน ให้กลายเป็นภูมิภาคแห่งพันธมิตรทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการทูต ภายใต้กรอบที่วอชิงตันยังถือกุญแจสำคัญอยู่ในมือ
หากสำเร็จ นี่อาจเป็นดีลที่เปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ตะวันออกกลางไปอีกหลายทศวรรษ แต่หากล้มเหลว ก็อาจเปิดทางกลับไปสู่สนามรบที่รุนแรงกว่าเดิม ดังที่ทรัมป์เองเตือนไว้ตั้งแต่ต้นข้อความ
หมายเหตุ: ข้อความนี้เป็นการแปลและเรียบเรียงเพื่อการศึกษา วิเคราะห์ และเผยแพร่เชิงสาธารณะ
