เครดิตภาพ จากไลน์ ขอบคุณครับ
ภูกามยาว
รายงานสืบค้น จัดชั้น และวิพากษ์หลักฐานทางประวัติศาสตร์
ว่าด้วยชื่อ ภูมิประเทศ จารึก ตำนาน โบราณคดี และมรดกร่วมสมัยของแอ่งพะเยา
บทคัดย่อ
รายงานฉบับนี้สืบค้นและ “จัดชั้น” หลักฐานว่าด้วยภูกามยาว—ชื่อเดิมของเมืองพะเยา—โดยแยกน้ำหนักของหลักฐานสามชั้นออกจากกันอย่างเคร่งครัด ได้แก่ (๑) หลักฐานลายลักษณ์ร่วมสมัยประเภทจารึก (๒) ชั้นตำนานและพงศาวดารซึ่งเรียบเรียงหรือคัดลอกในยุคหลัง และ (๓) หลักฐานโบราณคดีและศิลปกรรมที่กำหนดอายุจากวัตถุและชั้นดิน ข้อค้นพบหลักคือ ชื่อ “ภูกามยาว/พยาว” ในฐานะภูมินามและชื่อเมืองมีหลักฐานภูมิศาสตร์และจารึกรองรับหนักแน่น แต่ “อาณาจักรภูกามยาว” สมัยขุนจอมธรรมและขุนเจืองยังเป็นประวัติศาสตร์ที่สร้างจากตำนานเป็นด้านหลัก ขณะที่ภาพเมืองพะเยาซึ่งมีหลักฐานหนุนแน่นที่สุดคือหัวเมืองล้านนาสมัยพญางำเมืองต่อเนื่องถึงพระยายุธิษฐิระในพุทธศตวรรษที่ ๑๙–๒๑ รายงานเสนอว่าความขัดแย้งระหว่าง “ศักราชตำนาน” กับ “อายุชั้นดิน” มิใช่ข้อบกพร่องที่ต้องกลบเกลื่อน หากเป็นแก่นของปัญหาที่การวิจัยขั้นต่อไปต้องเผชิญตรง ๆ
คำสำคัญ: ภูกามยาว · พยาว · พะเยา · จารึกล้านนา · พงศาวดารโยนก · ขุนเจือง · พญางำเมือง · เวียงน้ำเต้า · เตาเวียงบัว · ประวัติศาสตร์นิพนธ์ท้องถิ่น
เรื่องภูกามยาวเป็นตัวอย่างชั้นเยี่ยมของปัญหาพื้นฐานในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไทย นั่นคือเรามีเรื่องเล่ามากกว่าหลักฐาน และมีหลักฐานหลายชนิดที่ “อายุไม่เท่ากัน” ปะปนกันอยู่ในคำอธิบายชุดเดียว รายงานนี้จึงไม่เริ่มจากการเล่าเรื่องกษัตริย์ แต่เริ่มจากการวางกติกาว่าเราจะเชื่ออะไรได้แค่ไหน แล้วจึงค่อยเดินเรื่องตามน้ำหนักของหลักฐาน
๑.ปัญหา ระเบียบวิธี และการจัดชั้นหลักฐาน
คำอธิบายเรื่องพะเยาที่หมุนเวียนอยู่ในสื่อและเอกสารราชการจำนวนมากมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ง คือนำข้อความจากหลักฐานต่างชนิด ต่างอายุ และต่างระดับความน่าเชื่อถือมาเรียงต่อกันเป็นเส้นเรื่องเดียว ราวกับว่า “ขุนจอมธรรมสร้างเมือง พ.ศ. ๑๖๓๘” มีน้ำหนักเท่ากับ “จารึกวัดลี พ.ศ. ๒๐๓๘” ทั้งที่ข้อความแรกมาจากพงศาวดารที่เรียบเรียงภายหลังหลายร้อยปี ส่วนข้อความหลังมาจากศิลาจารึกร่วมสมัยที่จับต้องได้จริง การนำมาเรียงระนาบเดียวกันเช่นนี้ทำให้ตำนานกลายเป็นข้อเท็จจริงโดยไม่รู้ตัว
รายงานฉบับนี้จึงยึดหลักการทำงานว่า ต้องแยกชั้นหลักฐานก่อนตีความ โดยจำแนกน้ำหนักออกเป็นสามระดับตามธรรมเนียมของการวิจารณ์หลักฐาน (source criticism) ที่ใช้กับประวัติศาสตร์ก่อนสมัยใหม่ ดังนี้
| ชั้น | ประเภทหลักฐาน | คุณสมบัติและข้อจำกัด | สัญลักษณ์ |
|---|---|---|---|
| ชั้นแข็ง | จารึกร่วมสมัย, วัตถุที่กำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์, ชั้นดินโบราณคดี | เกิดขึ้นในเวลาที่กล่าวถึงหรือใกล้เคียง ปลอมแปลงยาก แต่มักบอกได้เฉพาะเหตุการณ์เฉพาะจุด ไม่ปะติดปะต่อทั้งราชวงศ์ | ชั้นแข็ง |
| ชั้นกลาง | ตำนาน–พงศาวดารที่คัดลอกสืบต่อ, วรรณกรรมประวัติศาสตร์ (เช่น ชินกาลมาลีปกรณ์ ยวนพ่าย) | ให้โครงเรื่องและลำดับกษัตริย์ แต่ผ่านการเรียบเรียงในยุคหลัง มีอคติของผู้แต่งและศักราชที่คลาดเคลื่อน | ชั้นกลาง |
| ชั้นอ่อน | ตำนานมุขปาฐะ, มหากาพย์วีรบุรุษ, ความเชื่อและการอธิบายชื่อในสมัยหลัง | สะท้อนความทรงจำร่วมและอุดมการณ์ของชุมชน มีคุณค่าเชิงวัฒนธรรมสูง แต่ใช้ยืนยันเหตุการณ์และศักราชไม่ได้โดยตรง | ชั้นอ่อน |
การจัดชั้นเช่นนี้ไม่ได้ลดคุณค่าของตำนาน ตรงกันข้าม ตำนานคือหลักฐานชั้นเยี่ยมสำหรับคำถามว่า “คนพะเยาในยุคหลังอยากจดจำอดีตของตนอย่างไร” เพียงแต่ต้องไม่สับสนคำถามนั้นกับคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นจริงในพุทธศตวรรษที่ ๑๗” ทั้งสองคำถามล้วนชอบธรรม แต่ต้องใช้หลักฐานคนละชั้นตอบ และนี่คือเส้นแบ่งที่รายงานนี้จะรักษาไว้ตลอดทั้งฉบับ๑
ขอบเขตของรายงานครอบคลุมหกด้านที่สัมพันธ์กัน คือ นิรุกติศาสตร์และภูมิศาสตร์ของชื่อ, คลังจารึกเมืองพะเยา, ชั้นตำนานและปัญหาการวิพากษ์ตัวบท, โบราณคดีและศิลปกรรมรอบกว๊าน, บริบทความสัมพันธ์กับล้านนา–สุโขทัย–ลุ่มน้ำโขง และการแปรรูปมรดกภูกามยาวมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในปัจจุบัน โดยปิดท้ายด้วยประเด็นที่ยังเปิดอยู่และข้อเสนอเชิงระเบียบวิธีสำหรับผู้ค้นคว้ารุ่นต่อไป
๒.ภูมิศาสตร์และนิรุกติศาสตร์ของชื่อ
ในบรรดาข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับภูกามยาว ส่วนที่มั่นคงที่สุดคือความสัมพันธ์ระหว่าง ชื่อ กับ ภูมิประเทศ ชื่อภูกามยาว ภูยาว พยาว และพะเยา ล้วนผูกอยู่กับทิวเขาที่ทอดตัวแนวเหนือ–ใต้ จากเขตอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ซึ่งชาวบ้านเรียกหัวดอยที่ยอดตัดชันว่า “ดอยด้วน” ลาดต่ำลงมาสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิงและแอ่งกว๊านพะเยา ทิวเขานี้เป็นทั้งเส้นหลังของเมืองและเป็นที่มาของชื่อเมืองไปพร้อมกัน๒
คำอธิบายความหมายที่หน่วยงานท้องถิ่นและงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นใช้กันมากที่สุด อิงคำเมืองล้านนาว่า ปู่เขา หรือ ภู (ภูเขา) ประกอบกับ กว๋ามยาว ในความหมายว่าทอดเป็นแนวยาว รวมความได้ว่า “ทิวเขาที่ทอดเป็นแนวยาวคลุมเมือง” มิใช่คำบาลี “กาม” ในความหมายทางกามารมณ์ตามที่บางแหล่งในสมัยหลังพยายามลากเข้าหา คำอธิบายเชิงกามารมณ์นั้นเป็นนิรุกติศาสตร์พื้นบ้าน (folk etymology) ที่เกิดขึ้นเมื่อรูปเขียน “กามยาว” ถูกอ่านด้วยสายตาของภาษาไทยกลางยุคหลัง มากกว่าจะสะท้อนที่มาเดิมในภาษาถิ่น
อย่างไรก็ดี พึงบันทึกไว้อย่างซื่อตรงว่า แม้ความเชื่อมโยงกับทิวเขาจะหนักแน่น แต่ ภาษาต้นทาง ของคำว่า “พยาว” ในชั้นแรกเริ่มยังไม่มีข้อยุติ งานสืบค้นบางชิ้นระบุตรงไปตรงมาว่า “ยังไม่พบหลักฐานว่าชื่อพยาวสมัยเริ่มแรกเป็นภาษาอะไร” เพียงแต่เอกสารยุคหลังพร้อมใจกันโยงเข้ากับชื่อทิวเขา๓ การรับรู้ที่ตรงกับหลักฐานจึงควรเป็นว่า ความหมาย “ทิวเขาแนวยาว” คือคำอธิบายที่ดีที่สุดเท่าที่มี ไม่ใช่ข้อยุติทางนิรุกติศาสตร์ที่ปิดตาย
ลำดับการกร่อนเสียงของชื่อที่นักวิชาการท้องถิ่นยอมรับโดยทั่วไปคือ
ภูกามยาว → ภูยาว → พยาว → พะเยา
จุดที่ต้องเน้นเพื่อความแม่นยำทางหลักฐานคือ รูปชื่อที่ปรากฏในเอกสารเก่าและอ่านได้ชัดที่สุดคือ “พยาว” ไม่ใช่คำเต็ม “ภูกามยาว” คำเต็มนั้นปรากฏเด่นในชั้นตำนานและงานอธิบายภายหลังเป็นหลัก ส่วนในจารึกและเอกสารร่วมสมัยมักใช้รูปสั้นว่า “พยาว” หรือ “เมืองพยาว” ข้อสังเกตเล็ก ๆ นี้มีนัยสำคัญ เพราะมันบอกเราว่ารูปคำที่ยาวและ “คลาสสิก” ที่สุด กลับเป็นรูปที่ถูกผลิตหรือย้ำในภายหลัง ไม่ใช่รูปดั้งเดิมของเอกสารร่วมสมัย
ข้อสังเกตสำคัญ คำว่า “ภูกามยาว” ในภาษาปัจจุบันแบกสองความหมายซ้อนกัน ซึ่งควรแยกให้ชัดเสมอเมื่ออ้างอิง หนึ่งคือ ชื่อรัฐ/แคว้นโบราณตามตำนาน ที่หมายถึงทั้งแอ่งพะเยา และสองคือ ชื่ออำเภอสมัยใหม่ ทางทิศเหนือของแอ่ง ซึ่งตั้งขึ้นในปี ๒๕๔๐–๒๕๕๐ และเป็นเชิงเขาต้นกำเนิดชื่อทิวเขาจริง ๆ การใช้คำโดยไม่ระบุว่าหมายถึงความหมายใด เป็นสาเหตุของความสับสนที่พบบ่อยในเอกสารทั่วไป
ในเชิงภูมิศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน แอ่งพะเยาเป็นแอ่งที่ราบระหว่างภูเขาซึ่งได้เปรียบด้วยระบบน้ำสามส่วนประกอบกัน ได้แก่ ทิวเขาภูกามยาวที่เป็นต้นน้ำ แม่น้ำอิงที่เป็นเส้นเลือดหล่อเลี้ยงและเชื่อมออกสู่แม่น้ำโขง และหนองน้ำใหญ่กลางแอ่งซึ่งเดิมเรียก “หนองเอี้ยง” ต่อมาคือกว๊านพะเยาในปัจจุบัน๔ เงื่อนไขนิเวศเช่นนี้เอื้อต่อการตั้งเมืองที่มีข้าว น้ำ และเส้นทางคมนาคมทางน้ำครบถ้วน จึงไม่แปลกที่บริเวณนี้จะมีร่องรอยการตั้งถิ่นฐานสืบเนื่องยาวนาน และเป็นเหตุผลเชิงภูมิศาสตร์ที่ทำให้ทั้งตำนานและหลักฐานโบราณคดีต่างชี้มายังแอ่งเดียวกัน แม้จะระบุศักราชไม่ตรงกันก็ตาม
๓.ชั้นหลักฐานลายลักษณ์ร่วมสมัย: จารึก
หากจะพูดถึง “หลักฐานที่จับต้องได้” ของเมืองพยาว จารึกคือชั้นที่หนักแน่นที่สุด พะเยาเป็นหนึ่งในแหล่งจารึกหนาแน่นที่สุดของภาคเหนือ มีทั้งที่เก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี) หอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ และคลังส่วนกลาง เช่น หอสมุดแห่งชาติและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ การอ่านจารึกเหล่านี้ให้ภาพเมืองพยาวในพุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๑ ได้คมชัดกว่าตำนานมาก
๓.๑ จารึกวัดศรีชุม (ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒): หลักฐานที่ถูกอ้างว่าเก่าที่สุด
จารึกวัดศรีชุมมักถูกยกให้เป็นหลักฐานลายลักษณ์ที่เอ่ยถึงชื่อ “พยาว” เก่าแก่ที่สุดเท่าที่อ้างกันอย่างเป็นทางการ รายละเอียดที่ยืนยันได้จากฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรมีดังนี้ จารึกหลักนี้พบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ ในอุโมงค์มณฑปวัดศรีชุม เมืองเก่าสุโขทัย จารึกด้วยอักษรไทยสุโขทัย ภาษาไทย กำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙–๒๐ (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๘๔–๑๙๑๐)๕
สาระสำคัญของจารึกนี้ไม่ใช่ประวัติเมืองพะเยา หากเป็น “คำสรรเสริญสมเด็จพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนี” ซึ่งพ่วงด้วยประวัติราชวงศ์สุโขทัยสายศรีนาวนำถุม การอธิษฐานและปาฏิหาริย์ของพระมหาเถร และการปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุ ชื่อเมืองต่าง ๆ รวมทั้งพยาว จึงปรากฏในฐานะฉากหลังทางการเมืองของโลกสุโขทัย–ล้านนาในสมัยนั้น ไม่ใช่ในฐานะหัวข้อของจารึก
ข้อควรระวังทางวิชาการ จารึกวัดศรีชุมเป็นเอกสารที่ชำรุดมากและมีปัญหาการอ่านสูงที่สุดหลักหนึ่งในบรรดาจารึกสุโขทัย การนำคำว่า “พยาว” เพียงคำเดียวจากจารึกที่ลบเลือนมาเป็นหลักฐานยืนยัน “การก่อตั้งอาณาจักรใน พ.ศ. ๑๖๐๒” จึงเป็นการตีความที่เกินตัวบท ข้อสรุปที่ปลอดภัยกว่าคือ อย่างช้าที่สุดในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เมืองชื่อพยาวเป็นที่รู้จักในแวดวงการเมืองสุโขทัยแล้ว โดยจารึกนี้ไม่ได้ระบุว่าใครสร้างเมือง สร้างปีใด และไม่ได้ใช้คำเต็มว่า “ภูกามยาว”
อันที่จริง หากพิจารณาให้ถึงที่สุด รูปคำ “พยาว” ที่ปรากฏอย่าง มั่นคงและกำหนดอายุได้แน่นอน กลับอยู่ในคลังจารึกของเมืองพะเยาเองในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ถึงพุทธศตวรรษที่ ๒๑ มากกว่าจะอยู่ในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ นี้ กล่าวอีกอย่างคือ ความเก่าที่สุดของ “การเอ่ยถึงชื่อ” กับความหนักแน่นที่สุดของ “หลักฐานชื่อ” เป็นคนละหลักฐานกัน และควรอ้างแยกกัน
๓.๒ คลังจารึกเมืองพยาว: หัวเมืองล้านนาที่มีตัวตนบนศิลา
เมื่อเลื่อนเข้าสู่สมัยล้านนาตอนกลางถึงตอนปลาย ภาพของเมืองพยาวบนศิลาจารึกกลายเป็นภาพที่คมและต่อเนื่อง เรามีจารึกที่ระบุเจ้าเมือง ราชครู การสร้างวัด การผูกพัทธสีมา และเครือข่ายอำนาจกับเชียงใหม่อย่างเป็นระบบ ตารางต่อไปนี้ประมวลจารึกสำคัญที่ถูกอ้างอิงบ่อยในงานประวัติศาสตร์เมืองพะเยา พร้อมกำกับว่าน้ำหนักของแต่ละหลักอยู่ที่ใด
| จารึก | ศักราชโดยประมาณ | สาระสำคัญ |
|---|---|---|
| จารึกพระเจ้าตนหลวงเมืองพยาว | ราวพุทธศตวรรษที่ ๒๑ | กล่าวถึงพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เชื่อมโยงกับพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ ใช้ทั้งจุลศักราชและพุทธศักราช สอดรับแนวเรื่องในชินกาลมาลีปกรณ์ |
| จารึกเจ้าสี่หมื่นพยาวฝังเสมาวัดลี | พ.ศ. ๒๐๓๘ | สร้างวัดในสมัยพระเจ้ายอดเชียงราย โดยเจ้าสี่หมื่นผู้เป็นราชครู อักษรฝักขาม ภาษาไทย เป็นหมุดสำคัญของยุครุ่งเรือง |
| จารึกเจ้าสี่หมื่นทำสีมาใหม่ | พ.ศ. ๒๐๓๓ | เจ้าสี่หมื่นครองเมืองพะเยาสืบจากพระเจ้าสามฝั่งแกน ดำเนินการผูกพัทธสีมาใหม่ |
| จารึกสร้างมหามณฑป เมืองพยาว | จ.ศ. ๘๙๗ = พ.ศ. ๒๐๗๘ | ตรงกับสมัยพระเมืองเกษเกล้า (ครองครั้งที่ ๑) สะท้อนการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่ |
| จารึกเจ้าหัวแสนกัลยา | พ.ศ. ๒๐๔๗ | เจ้าเมืองพะเยาประกาศห้ามผู้กระทำผิดเข้าวัด สะท้อนอำนาจปกครองและกฎเกณฑ์ทางศาสนา |
| จารึกวัดสิบสองห้อง / วัดประตูชัย | พ.ศ. ๒๐๕๘ | ระบุการสร้างวัดในเวียงน้ำเต้า เป็นหลักฐานผูกจารึกเข้ากับผังเมืองโบราณโดยตรง |
ชุดจารึกเหล่านี้ยืนยันได้อย่างมั่นคงว่า ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๑ เมืองพยาวเป็นหัวเมืองสำคัญของล้านนาที่มีเจ้าเมือง มีราชครู มีช่างหินทราย มีเครือข่ายวัด และมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจกับเชียงใหม่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม จุดที่ต้องซื่อสัตย์คือ จารึกทั้งหมดนี้อยู่ในสมัยล้านนา ไม่ได้ ย้อนไปยืนยันปฐมกษัตริย์อย่างขุนจอมธรรมในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ได้เลย ช่องว่างระหว่าง “เมืองที่ตำนานเล่า” กับ “เมืองที่จารึกยืนยัน” จึงกว้างราวสามถึงสี่ร้อยปี และช่องว่างนี้คือหัวใจของปัญหาที่จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป
๓.๓ อักษรฝักขามและสกุลช่างจารึกพะเยา
คุณค่าของคลังจารึกพะเยาไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาเท่านั้น แต่อยู่ที่ตัวอักษรและวัสดุด้วย จารึกเมืองพะเยาจำนวนมากใช้ อักษรฝักขาม ซึ่งเป็นอักษรที่คลี่คลายจากอักษรสุโขทัยและใช้แพร่หลายในล้านนา การมีจารึกฝักขามหนาแน่นสะท้อนว่าพะเยาอยู่ในวงวัฒนธรรมการเขียนแบบล้านนาเต็มตัว อีกทั้งการที่จารึกจำนวนมากสลักบนหินทรายท้องถิ่นยังเชื่อมโยงโดยตรงกับ “สกุลช่างหินทรายพะเยา” ที่จะกล่าวถึงในส่วนศิลปกรรม กล่าวได้ว่าในยุครุ่งเรือง พะเยามีทั้งพระ ช่าง และผู้อุปถัมภ์ครบวงจรพอที่จะผลิตงานศิลป์และงานอักษรเป็นของตนเอง มิใช่เพียงรับอิทธิพลจากเชียงใหม่ฝ่ายเดียว
๔.ชั้นตำนาน–พงศาวดาร และการวิพากษ์ตัวบท
เกือบทั้งหมดของสิ่งที่คนทั่วไป “รู้” เกี่ยวกับผู้ครองเมืองและปีก่อตั้งภูกามยาว มาจากชั้นตำนานและพงศาวดาร ไม่ใช่จากจารึก แหล่งหลักคือแนวพงศาวดารโยนกบทว่าด้วยเมืองพะเยา และตำนานเมืองพะเยาที่มีหลายสำนวน เมื่อนำมาวางเทียบกัน จะเห็นทั้งความงดงามของเรื่องเล่าและความไม่ลงรอยของศักราชอย่างชัดเจน ส่วนนี้จึงต้องอ่านสองชั้นพร้อมกัน คือชั้นเนื้อเรื่อง และชั้นวิพากษ์ว่าเนื้อเรื่องนั้นเชื่อได้แค่ไหน
๔.๑ แก่นเรื่องจากพงศาวดารโยนก
ข้อความแกนที่ถูกอ้างบ่อยจากแนวพงศาวดารโยนก บทว่าด้วยเมืองพะเยา มีสาระว่า
พระราชบิดาตกแต่งแบ่งปันราชสมบัติให้ขุนจอมธรรมราชบุตรองค์น้อยไปครองเมืองภูกามยาว (พะเยา) ซึ่งเป็นเมืองฝ่ายใต้ ตั้งอยู่ ณ เชิงเขาชมพู คือว่าดอยด้วน ใกล้แม่น้ำสายตา คือแม่น้ำอิง … เมืองนี้เป็นนครเก่าร้างมาแต่โบราณ มีเขื่อนค่ายและปราการกำแพงเมืองกว้างได้ ๑,๐๐๐ วา ยาว ๑,๑๐๐ วา คูเมืองกว้าง ๗ วา มีประตูใหญ่ ๘ ช่อง — แนวพงศาวดารโยนก บทว่าด้วยเมืองพะเยา
ข้อความนี้ให้ข้อมูลสำคัญสองชั้นซ้อนกัน ชั้นแรกคือ ตำนานเองก็ยอมรับว่าบริเวณนั้นเป็น “นครเก่าร้างมาแต่โบราณ” นั่นหมายความว่าตำนานไม่ได้อ้างว่าขุนจอมธรรมสร้างเมืองขึ้นจากที่ว่างเปล่า แต่มา “ฟื้น” เมืองที่มีอยู่ก่อน ชั้นที่สองคือรายละเอียดผังเมือง เช่น ขนาดกำแพงและจำนวนประตู ซึ่งฟังดูจำเพาะเจาะจงจนน่าเชื่อ แต่พึงระวังว่ารายละเอียดเชิงตัวเลขในพงศาวดารมักเป็นการบรรยายอุดมคติหรือการวัดในสมัยที่เรียบเรียง มิใช่การรังวัดร่วมสมัยเสมอไป
๔.๒ ขุนจอมธรรม: ปฐมกษัตริย์ในความทรงจำ
ตามตำนาน ขุนจอมธรรม (บางสำนวนเรียกขุนศรีจอมธรรม หรือจอมผาเรือง) เป็นโอรสของขุนลาวเงิน หรือลาวเงินเรือง แห่งหิรัญนครเงินยางเชียงแสน ได้รับมอบหมายให้ลงมาครองหัวเมืองฝ่ายใต้ ปีที่ถูกอ้างบ่อยคือ พ.ศ. ๑๖๐๒ สำหรับการเดินทางมาครอง และ พ.ศ. ๑๖๓๘ หรือ ๑๖๓๙ สำหรับการสร้างเมืองแล้วเสร็จ เมื่อมาถึงพระองค์พบเมืองโบราณร้างซึ่งสำนวนต่าง ๆ เรียกชื่อไม่ตรงกัน เช่น สิงหราช สักกวันราชธานี หรือสีหราช ตั้งอยู่เชิงเขาชมพู (ดอยด้วน) ริมแม่น้ำอิง ครองราชย์ราว ๒๔ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุ ๔๙ ปี มีโอรสสำคัญคือขุนเจือง (และขุนจอง ในบางสำนวน)
สิ่งที่ต้องกำกับไว้คือ ทั้งพระนามขุนจอมธรรมและศักราชข้างต้นยังไม่มีจารึกร่วมสมัยหรือชั้นดินโบราณคดีใดยืนยันได้โดยตรง เรื่องราชวงศ์ลวจักราช–ลาวเงินที่เชียงแสนเองก็เป็นโครงลำดับวงศ์ที่พงศาวดารล้านนาหลายฉบับสร้างขึ้นเพื่ออธิบายที่มาของราชวงศ์ในภายหลัง การรับขุนจอมธรรมไว้ในฐานะ “ปฐมกษัตริย์เชิงสัญลักษณ์” จึงเหมาะสมกว่าการรับไว้ในฐานะบุคคลที่มีศักราชแน่นอน
๔.๓ ขุนเจือง / ท้าวฮุ่งท้าวเจือง: วีรบุรุษข้ามพรมแดนไท
ขุนเจือง หรือขุนเจืองธรรมิกราช เป็นตัวละครที่มีน้ำหนักทางความทรงจำสูงที่สุดองค์หนึ่งของภูมิภาค ตามตำนานพะเยา พระองค์ขึ้นครองภูกามยาวต่อจากพระบิดา เป็นนักรบผู้ยกทัพไปช่วยเงินยางจากข้าศึกที่เรียกกันว่า “แกว/ญวน” แล้วได้ครองเงินยางด้วย ก่อนส่งโอรสกลับมาครองพะเยา สิ่งที่ทำให้ขุนเจืองพิเศษกว่าปฐมกษัตริย์องค์อื่นคือ พระองค์มิได้เป็นวีรบุรุษของพะเยาเท่านั้น แต่กลายเป็นวีรบุรุษร่วมของโลกไททั้งลุ่มน้ำโขง
ในวรรณกรรมมหากาพย์ พระองค์คือ “ท้าวฮุ่งท้าวเจือง” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่งของอุษาคเนย์ เรื่องเดียวกันนี้ปรากฏในหลายชาติไท ทั้งล้านนา สิบสองปันนา และล้านช้าง โดยฉบับล้านช้างเรียก “ท้าวยี่บาเจือง” บางประเพณีลาวยกพระองค์เป็นถึงปฐมกษัตริย์สิบสองปันนา และผูกพระองค์เข้ากับตำนานทุ่งไหหินที่เชียงขวาง โดยเล่าว่าไหหินเหล่านั้นคือไหเหล้าในงานฉลองชัยของขุนเจือง ส่วนในความทรงจำสองฝั่งโขง พระองค์ยังกลายเป็นผีฟ้าและวีรบุรุษบรรพชนในบางประเพณีอีกด้วย๖
น้ำหนักหลักฐาน ชั้นอ่อน เรื่องขุนเจืองขยายอำนาจไปถึงเวียดนามเหนือ ล้านช้าง และจีนตอนใต้ เป็นชั้นมหากาพย์และตำนาน ไม่ใช่หลักฐานจารึกร่วมสมัย คุณค่าที่แท้จริงของขุนเจืองจึงอยู่ที่การเป็น “วีรบุรุษร่วม” ที่เชื่อมสำนึกทางชาติพันธุ์ของกลุ่มไทหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน มากกว่าการเป็นบุคคลที่ตรวจสอบศักราชได้ ความยิ่งใหญ่ของขุนเจืองคือความยิ่งใหญ่ทางวัฒนธรรม ไม่ใช่ทางบันทึกเหตุการณ์
๔.๔ พญางำเมือง: จุดที่ตำนานเริ่มบรรจบกับหลักฐาน
ตามลำดับในตำนาน พญางำเมืองนับเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๙ สืบจากขุนจอมธรรม แต่สิ่งที่ทำให้พระองค์สำคัญเป็นพิเศษในเชิงประวัติศาสตร์นิพนธ์คือ นักประวัติศาสตร์จำนวนหนึ่งถือว่าพญางำเมืองเป็นผู้ครองเมืองพะเยาองค์แรกที่ “มีตัวตนนอกตำนาน” อย่างแท้จริง เพราะพระนามและบทบาทของพระองค์ปรากฏสอดคล้องกันในโครงเรื่องล้านนา–สุโขทัยหลายสาย และตรงกับช่วงที่ชื่อพยาวเริ่มโผล่ในโลกเอกสารสุโขทัย๗
ตามหลักฐานที่ประมวลกันมา พญางำเมืองประสูติราว พ.ศ. ๑๗๘๑ ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุราว ๒๐ พรรษา (ประมาณ พ.ศ. ๑๘๐๑) ทรงเป็นพระสหายร่วมสมัยกับพญามังรายแห่งล้านนาและพ่อขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย บางสำนวนระบุว่าพระองค์ครองราชย์ยาวนานถึงราว ๖๐ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อราว พ.ศ. ๑๘๖๑ อนึ่ง ศักราชเหล่านี้ยังต่างกันบ้างในแต่ละสำนวน จึงควรถือเป็นช่วงโดยประมาณ มิใช่ตัวเลขตายตัว
ความทรงจำเกี่ยวกับพญางำเมืองมาพร้อมเรื่องเล่าสองชุดที่เป็นเสาหลักของอัตลักษณ์เมืองพะเยา ชุดแรกคือตำนาน “สามกษัตริย์” ที่พญางำเมือง พญามังราย และพ่อขุนรามคำแหงทรงกระทำสัตย์สาบานเป็นไมตรีต่อกัน โดยมีฉากสำคัญอยู่ที่ริมแม่น้ำอิง และในเวลาต่อมาทั้งสามพระองค์ยังเชื่อมโยงกับการร่วมสร้างเมืองเชียงใหม่ในราว พ.ศ. ๑๘๓๙ ตามตำนานล้านนา ชุดที่สองคือตำนาน “แกงหวานบ้านแตก” ซึ่งเล่าว่าความพยายามของพญางำเมืองที่จะขยายอำนาจเหนือเมืองปัว (น่าน) ผ่านการส่งชายาไปครองนั้นล้มเหลว เมื่อชายาหนีไปเสียเอง เรื่องนี้แม้จะมีสีสันเชิงนิทาน แต่สะท้อนภาพการเมืองแบบเครือญาติและการชิงอำนาจระหว่างเมืองในลุ่มน้ำอิง–น่านได้อย่างมีชั้นเชิง๘ ยุคพญางำเมืองจึงถูกมองว่าเป็นจุดสูงสุดของความเป็นรัฐอิสระของภูกามยาว/พยาว ก่อนที่เมืองจะถูกดึงเข้าสู่วงโคจรของล้านนาอย่างถาวรในชั่วอายุคนถัดมา
๔.๕ ปัญหาของชั้นตำนาน: เมื่อศักราชไม่ยอมตรงกัน
จุดอ่อนที่สุดของชั้นตำนานคือความไม่ลงรอยของศักราชก่อตั้ง เมื่อเทียบสำนวนต่าง ๆ ของตำนานเมืองพะเยาและพงศาวดารโยนก จะพบปีก่อตั้งที่แตกต่างกันหลายค่า ในเชิงคริสต์ศักราชที่นักวิชาการเคยประมวลไว้มีตั้งแต่ราว ค.ศ. ๑๐๓๗, ๑๐๕๖, ๑๐๙๖, ๑๐๙๙ ไปจนถึง ๑๑๓๑ แล้วแต่ว่าจะยึดสำนวนใด เช่น ฉบับ ๖๒ หน้าลาน ฉบับ ๕๔ หน้าลาน ฉบับหอสมุดแห่งชาติ ฉบับโยนก หรือฉบับเมืองน่าน๙
ด้วยเหตุนี้ ปี พ.ศ. ๑๖๐๒ (การเดินทางมาครอง) และ พ.ศ. ๑๖๓๘/๑๖๓๙ (การสร้างเมืองเสร็จ) จึงควรถือเป็น “ศักราชประเพณี” ของตำนาน คือเป็นตัวเลขที่ประเพณีการเล่ายอมรับร่วมกัน มิใช่ปีที่ตรวจยืนด้วยจารึกหรือชั้นดินแล้ว การอ้างตัวเลขเหล่านี้จึงต้องระบุเสมอว่าเป็นศักราชตามตำนาน ไม่ใช่ปีทางโบราณคดี ความซื่อตรงในจุดนี้เป็นเส้นแบ่งระหว่างงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่รับผิดชอบ กับงานที่เพียงคัดลอกตำนานมาสวมเป็นข้อเท็จจริง
๕.ชั้นโบราณคดีและศิลปกรรม: ห้าเวียง เตา และสกุลช่าง
หากจารึกคือคำพูดของอดีต โบราณคดีคือร่างกายของมัน ในกรณีพะเยา หลักฐานทางวัตถุรอบกว๊านช่วยตรวจสอบตำนานได้ตรงจุดที่สุด เพราะมันบอก “อายุของสิ่งที่จับต้องได้” โดยไม่ขึ้นกับว่าใครเล่าเรื่องอย่างไร และผลที่ได้ก็ทั้งสนับสนุนและท้าทายตำนานไปพร้อมกัน
๕.๑ ระบบห้าเวียงรอบกว๊าน
ข้อมูลเรื่องเมืองพะเยาประกอบด้วยกลุ่มเวียงห้าแห่ง สอดคล้องกับงานสำรวจท้องถิ่นและงานวิจัยเมืองเก่าพะเยา โดยเฉพาะการสำรวจในสายของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺโญ) และงานวิจัยเวียงน้ำเต้าในเวลาต่อมา วารสารเมืองโบราณฉบับพิเศษว่าด้วยเมืองพะเยา–ภูกามยาว (ปีที่ ๔๘ ฉบับที่ ๓) ก็ประมวลระบบห้าเวียงนี้ไว้เช่นกัน๑๐ ทั้งห้าเวียงประกอบด้วย
(๑) เวียงน้ำเต้า / เวียงประตูชัย
เวียงนี้เป็นดาวเด่นของโบราณคดีพะเยา ตั้งอยู่ทางตะวันออกของตัวเมืองปัจจุบัน แถบบ้านประตูชัย ชุมชนวัดลี–วัดศรีจอมเรือง มีผังคล้ายผลน้ำเต้า กว้างราว ๑,๐๐๐ เมตร ยาวราว ๑,๕๐๐ เมตร มีคูเมืองและคันดินชั้นเดียว โดยมีแม่น้ำอิงไหลเวียนด้านใต้ไปทางตะวันออก ภายในเวียงเคยมีวัดหนาแน่นมาก การสำรวจพบวัดร้างจำนวนสิบกว่าวัด และที่สำคัญคือมีจารึกที่กำหนดอายุได้ผูกกับตำแหน่งในเวียงโดยตรง เช่น จารึกวัดลี พ.ศ. ๒๐๓๘ จารึกวัดสิบสองห้อง พ.ศ. ๒๐๕๘ และจารึกวัดอื่น ๆ ในช่วงเดียวกัน ปัจจุบันวัดลีเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว ซึ่งเก็บรักษาจารึกฝักขามและหินทรายสกุลช่างพะเยาไว้จำนวนมาก
จุดชนกันสำคัญ ตำนานเล่าว่าขุนจอมธรรมมาฟื้นเมืองร้างรูปน้ำเต้าในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ แต่ซากและจารึกที่กำหนดอายุได้จากเวียงน้ำเต้าส่วนใหญ่กลับกระจุกอยู่ในสมัยล้านนา–อยุธยาตอนต้น คือพุทธศตวรรษที่ ๒๐–๒๑ ช้ากว่าศักราชตำนานราวสามถึงสี่ร้อยปี นี่คือกรณีตัวอย่างที่ชัดที่สุดของช่องว่างระหว่าง “ชั้นตำนาน” กับ “ชั้นดิน” และเป็นโจทย์ที่การขุดค้นในอนาคตต้องตอบว่า ใต้ชั้นล้านนามีชั้นที่เก่ากว่าซ่อนอยู่จริงหรือไม่
(๒) เวียงพะเยา
มักถูกกล่าวคู่กับเวียงน้ำเต้าในฐานะ “สองศูนย์กลาง” ของเมือง บางสำนวนถือว่าเวียงน้ำเต้าเป็นเมืองเก่าหรือเมืองนอก ส่วนเวียงพะเยาเป็นเมืองที่ต่อเนื่องมาสู่ย่านเมืองปัจจุบัน ความสัมพันธ์เชิงลำดับเวลาและหน้าที่ระหว่างสองเวียงนี้ยังเป็นประเด็นที่ต้องการการขุดตรวจชั้นดินเปรียบเทียบเพิ่มเติม
(๓) เวียงพระธาตุจอมทอง
ตั้งอยู่บนเนินเขาฝั่งตะวันออกของกว๊าน ทางทิศเหนือของเวียงพะเยา เขตบ้านแท่นดอกไม้ ตำบลบ้านต๋อม มีคูเมืองชั้นเดียวล้อมเนินเขารูปวงรี ยาวราว ๘๕๐ เมตร กว้างราว ๔๕๐ เมตร เป็นที่ตั้งวัดพระธาตุจอมทอง มีเจดีย์ทรงล้านนา ตำนานท้องถิ่นถือว่าเป็นเวียงพระธาตุประจำเมือง และผูกกับเรื่องพระพุทธเจ้าเสด็จประทับแรมบนดอยฝั่งหนองเอี้ยง ในตำนานพญางำเมืองยังมีการอุทิศครัวเรือนถวายวัดพระธาตุจอมทองภายหลังงานพระศพพระมเหสี แสดงถึงบทบาทของเวียงนี้ในฐานะศูนย์กลางทางความเชื่อควบคู่กับเวียงที่อยู่อาศัย
(๔) เวียงปู่ล่าม และ (๕) เวียงหนองหวี
ทั้งสองเวียงนี้เป็นเวียงเชิงเขาและเวียงลุ่มน้ำที่ถูกนับรวมในกลุ่มห้าเวียง แต่มีหลักฐานการขุดแต่งที่เผยแพร่สู่สาธารณะน้อยกว่าเวียงน้ำเต้าและเวียงพระธาตุจอมทองมาก มักถูกจัดเป็นชุมชนบริวารในระบบหัวเมืองรอบกว๊าน ชื่อ “หนองหวี” เองก็บ่งถึงการตั้งถิ่นฐานริมหนองน้ำ ซึ่งสอดคล้องกับระบบนิเวศกว๊านพะเยา–แม่น้ำอิงอย่างเป็นเหตุเป็นผล กล่าวโดยรวม เวียงปู่ล่ามและเวียงหนองหวียังคงเป็น “ชื่อในบัญชี” มากกว่าจะเป็นชั้นดินที่ถูกขุดตรวจและตีพิมพ์อย่างกว้างขวาง จึงเป็นช่องว่างการวิจัยที่เด่นชัด
๕.๒ เตาเวียงบัว: เศรษฐกิจเครื่องถ้วยของรัฐพะเยา
นอกจากเวียงและวัด หลักฐานที่สะท้อน “ฐานเศรษฐกิจ” ของเมืองได้ดีที่สุดคือแหล่งเตาเผาโบราณบ้านบัว หรือที่เรียกกันว่าเตาเวียงบัว ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยเคลือบขนาดใหญ่ อายุกว่า ๗๐๐ ปี การกำหนดอายุงานบางชิ้นชี้ช่วงราว พ.ศ. ๑๘๒๓–๑๘๔๓ ซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะช่วงเวลานี้ทาบกับสมัยพญางำเมืองได้ดีกว่าสมัยขุนจอมธรรมมาก กล่าวคือ หลักฐานเศรษฐกิจการผลิตที่จับต้องได้ ชี้ไปยังยุคเดียวกับกษัตริย์ที่ “มีตัวตนนอกตำนาน” พอดี๑๑
ในเชิงเทคนิค เตาเวียงบัวเป็นเตาแบบมีผนังกั้น ตัวเตาที่สำรวจได้มีความยาวราว ๕ เมตรเศษ กว้างราว ๒ เมตร เครื่องถ้วยที่ผลิตมีลวดลายเฉพาะถิ่นที่โดดเด่น เช่น ปลา สิงห์ ช้าง ม้า ดวงตะวัน ธรรมจักร ศรีวัตสะ ตลอดจนสัตว์ในจินตนาการอย่างหงส์และนกยูง โดยใช้เทคนิคทั้งการกดพิมพ์ ขูดเส้น และแกะลายนูน ผู้ศึกษาในท้องถิ่นชี้ว่าลวดลายหลายแบบเป็นลายที่ไม่เคยพบในแหล่งเตาอื่นทั้งในและนอกประเทศ ทำให้เครื่องถ้วยเวียงบัวมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง และเป็นหลักฐานว่าพะเยาในยุครุ่งเรืองมิได้เป็นเพียงเมืองศาสนา แต่เป็นเมืองที่มีอุตสาหกรรมหัตถกรรมและเครือข่ายการค้าเป็นของตนเอง
๕.๓ สกุลช่างพะเยา: หินทรายและพระพุทธรูปสำริดลุ่มน้ำแม่อิง
ศิลปกรรมพะเยามีสองสายที่นักประวัติศาสตร์ศิลป์ให้ความสำคัญ สายแรกคือ สกุลช่างหินทรายพะเยา ซึ่งใช้หินทรายท้องถิ่นแกะสลักพระพุทธรูปและแผ่นจารึก มีพุทธลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากงานเชียงใหม่ จนถือเป็นสกุลช่างเอกเทศสกุลหนึ่งของล้านนา สายที่สองคือ สกุลช่างพระพุทธรูปสำริดในลุ่มน้ำแม่อิง ซึ่งเป็นหัวข้อที่มีการศึกษาเฉพาะทางในวารสารวิชาการด้านพุทธศิลปกรรม สะท้อนว่าพื้นที่ลุ่มน้ำอิง–กว๊านพะเยามีทั้งทรัพยากร ช่างฝีมือ และผู้อุปถัมภ์มากพอจะผลิตงานประติมากรรมโลหะระดับสูงได้เอง๑๒
มรดกศิลปกรรมชิ้นเอกที่เป็นสัญลักษณ์ของยุครุ่งเรืองคือ พระเจ้าตนหลวง แห่งวัดศรีโคมคำ พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่ที่สุดในล้านนา ตามประวัติเริ่มสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๐๓๔ และแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๗ ใช้เวลาราว ๓๓ ปี มีขนาดหน้าตักกว้างและความสูงในระดับสิบกว่าเมตร (เอกสารต่างแหล่งให้ตัวเลขราวหน้าตักกว้าง ๑๔ เมตร สูง ๑๖ ถึง ๑๘ เมตร)๑๓ สิ่งที่น่าสังเกตคือ ช่วงการสร้างพระเจ้าตนหลวงคาบเกี่ยวกับช่วงเดียวกับจารึกวัดลี พ.ศ. ๒๐๓๘ และจารึกทำสีมา พ.ศ. ๒๐๓๓ พอดี นั่นคือหลักฐานสามชนิด—จารึก พระพุทธรูป และผังเวียง—ต่างชี้ตรงกันว่าพุทธศตวรรษที่ ๒๑ คือยุคทองที่แท้จริงของเมืองพยาว ยุคที่เรามีทั้ง “คำพูด” “ร่างกาย” และ “ภาพ” ของเมืองครบถ้วนที่สุด
๖.บริบทภูมิภาค: ล้านนา–สุโขทัย–ลุ่มน้ำโขง
เรื่องพะเยาจะเข้าใจไม่ได้เลยหากมองเป็นเมืองโดดเดี่ยว ตลอดประวัติศาสตร์ พะเยาเป็นเมืองที่ตั้งอยู่บน “รอยต่อ” ของสามระบบอำนาจ คือล้านนาทางตะวันตกเฉียงเหนือ สุโขทัยทางใต้ และโลกไทลุ่มน้ำโขงทางตะวันออก ตำแหน่งเช่นนี้ทำให้พะเยาเป็นทั้งเมืองกันชน เมืองพันธมิตร และเมืองที่ถูกช่วงชิงสลับกันไปตามยุคสมัย
๖.๑ พะเยากับสุโขทัย: พันธมิตรและการรับรู้ร่วม
ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ ความสัมพันธ์ระหว่างพะเยากับสุโขทัยมีลักษณะเป็นพันธมิตรเชิงเครือญาติและการเมือง ตำนานสามกษัตริย์สะท้อนภาพพญางำเมืองในฐานะผู้เล่นที่เท่าเทียมกับพ่อขุนรามคำแหง อีกทั้งการที่ชื่อ “พยาว” ปรากฏในโลกเอกสารสุโขทัย (ดังกล่าวในหัวข้อ ๓.๑) ก็ยืนยันว่าพะเยาเป็นเมืองที่สุโขทัยรับรู้และให้ความสำคัญ นักวิชาการบางส่วนจึงมองพะเยาในยุคนี้ว่าเป็น “รัฐอิสระพันธมิตร” ในวงโคจรของพระร่วง มากกว่าจะเป็นเมืองขึ้นของฝ่ายใด๑๔
๖.๒ การผนวกเข้าล้านนา: จุดสิ้นสุดของความเป็นรัฐอิสระ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในสมัยหลังพญางำเมือง เมื่อพญาคำฟูแห่งราชวงศ์มังราย (เชียงแสน/ล้านนา) ยกทัพเข้ายึดเมืองพะเยาได้ก่อนที่จะยึดเมืองน่าน ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๙ เอกสารทั่วไปมักระบุช่วงเวลานี้ไว้ราว พ.ศ. ๑๘๗๗–๑๘๘๑ (ตรงกับราว ค.ศ. ๑๓๓๔–๑๓๓๘) นับแต่นั้นพะเยาก็สิ้นสุดสถานะรัฐอิสระ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นล้านนา โดยเจ้าเมืองในเวลาต่อมามักถูกส่งมาจากเชียงใหม่หรือได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักล้านนา๑๕ การเปลี่ยนสถานะนี้อธิบายได้ดีว่าทำไมคลังจารึกพะเยาในสมัยต่อมาจึงเต็มไปด้วยชื่อเจ้าเมืองที่สัมพันธ์กับสายอำนาจเชียงใหม่
๖.๓ พระยายุธิษฐิระและมหากาพย์ยวนพ่าย: พะเยาบนเวทีสงครามล้านนา–อยุธยา
ในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ พะเยากลับมามีบทบาทเด่นอีกครั้งผ่านบุคคลสำคัญคือ พระยายุธิษฐิระ (มักเชื่อมโยงกับตำแหน่งเจ้าสี่หมื่นในจารึกท้องถิ่น) พระองค์เป็นเจ้านายเชื้อสายสุโขทัยที่แปรพักตร์จากอยุธยา เข้าสวามิภักดิ์พระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนาในราว พ.ศ. ๑๙๙๔ (ค.ศ. ๑๔๕๑) และได้รับพระราชทานให้ครองพะเยา พร้อมด้วยเมืองงาวและแพร่ เป็นบำเหน็จในการสนับสนุนการขยายอำนาจของติโลกราชลงสู่หัวเมืองฝ่ายใต้๑๖
บทบาทของพระยายุธิษฐิระถูกจารึกไว้ในวรรณกรรมชิ้นเอกของอยุธยาคือ ลิลิตยวนพ่าย ซึ่งเป็นมหากาพย์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ว่าด้วยการรบระหว่างอยุธยากับล้านนาที่ยืดเยื้อราวสามสิบปี และมาถึงจุดชี้ขาดในสมรภูมิเชียงชื่น (ศรีสัชนาลัย) ราว พ.ศ. ๒๐๑๗–๒๐๑๘ พระยายุธิษฐิระคือผู้ที่ยุยงให้ติโลกราชแผ่อำนาจลงใต้ จึงเป็นตัวเร่งความขัดแย้งครั้งใหญ่นี้โดยตรง อย่างไรก็ดี พระองค์ค่อย ๆ เลือนหายจากบันทึกหลัง พ.ศ. ๒๐๐๒ และบางหลักฐานระบุว่าอาจถูกสำเร็จโทษในราว พ.ศ. ๒๐๒๙๑๗ การที่พะเยากลายเป็นฐานอำนาจของเจ้านายระดับนี้ ยืนยันว่าในพุทธศตวรรษที่ ๒๑ พะเยามิใช่เมืองชายขอบ แต่เป็นหมากสำคัญบนกระดานการเมืองระดับภูมิภาค
๖.๔ มิติลุ่มน้ำโขง: ความทรงจำที่ข้ามพรมแดนรัฐชาติ
สิ่งที่มักถูกละเลยในประวัติศาสตร์พะเยาแบบรัฐชาติไทยคือ มิติลุ่มน้ำโขง แม่น้ำอิงที่หล่อเลี้ยงพะเยาไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้พะเยาผูกอยู่กับโครงข่ายวัฒนธรรมไทที่กว้างกว่าพรมแดนปัจจุบันมาก ดังเห็นได้จากการที่วีรบุรุษขุนเจืองเป็นที่เคารพร่วมกันทั้งในล้านนา สิบสองปันนา และล้านช้าง การอ่านพะเยาในมิตินี้ช่วยแก้ภาพลวงตาที่มองเมืองเหนือเป็นเพียง “ภาคเหนือของไทย” และคืนพะเยากลับสู่บริบทที่แท้จริง คือการเป็นชุมทางของโลกไทหลายกลุ่มที่แลกเปลี่ยนทั้งคน สินค้า ความเชื่อ และวีรบุรุษข้ามกันไปมา๑๘
๖.๕ ยุคพม่า การร้าง และการฟื้นเมืองสมัยรัตนโกสินทร์
หลัง พ.ศ. ๒๑๐๑ เมื่อล้านนาตกอยู่ใต้อำนาจพม่า พะเยาก็เข้าสู่ยุคเสื่อมและร้างเป็นช่วง ๆ ผู้คนถูกกวาดต้อนและอพยพ ในราว พ.ศ. ๒๓๓๐ มีความพยายามลุกฮือต่อต้านพม่าแต่ไม่สำเร็จ ประชากรจึงกระจัดกระจายอีกครั้ง กระทั่งในสมัยรัชกาลที่ ๓ ราว พ.ศ. ๒๓๘๖ จึงมีการตั้งเมืองพะเยาขึ้นใหม่พร้อมกับเชียงรายและงาว ในฐานะเมืองหน้าด่าน ต่อมาพะเยาขึ้นอยู่กับมณฑลและจังหวัดเชียงราย จนกระทั่งได้รับการยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยาเมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๐๑๙ ประวัติศาสตร์ช่วงนี้เตือนเราว่า ความต่อเนื่องของ “เมืองพะเยา” มิได้ราบเรียบ หากเป็นการร้างและฟื้นสลับกันหลายรอบ เมืองพะเยาปัจจุบันจึงเป็นผลของการสถาปนาใหม่ในสมัยรัตนโกสินทร์ ที่สืบทอดชื่อและพื้นที่จากรัฐโบราณ มากกว่าจะเป็นเมืองเดียวกันที่สืบเนื่องไม่ขาดสายจากสมัยขุนจอมธรรม
๗.เส้นเวลาที่จัดชั้นหลักฐานได้จริง
ตารางต่อไปนี้ประมวลลำดับเหตุการณ์โดยกำกับน้ำหนักหลักฐานของแต่ละช่วงไว้ด้วย เพื่อให้ผู้อ่านเห็นได้ทันทีว่าช่วงใดเป็น “ประวัติศาสตร์จากตำนาน” และช่วงใดเป็น “ประวัติศาสตร์จากหลักฐานแข็ง”
| ช่วงเวลา | เหตุการณ์ | น้ำหนัก |
|---|---|---|
| ก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๘ | มีชุมชนโบราณรอบแอ่งกว๊าน (ตำนานเองยอมรับว่าเป็น “นครเก่าร้าง”) แต่ยังไม่มีจารึกเรียกชื่อภูกามยาว/พยาวที่ยืนยันปีได้ | ชั้นอ่อน |
| พุทธศตวรรษที่ ๑๗ (ตามตำนาน) | ขุนจอมธรรมมาครองและฟื้นเมืองภูกามยาว (ศักราชตำนาน พ.ศ. ๑๖๐๒ / สร้างเสร็จ ๑๖๓๘–๑๖๓๙); สืบสายถึงขุนเจือง | ชั้นอ่อน |
| พุทธศตวรรษที่ ๑๘–๑๙ | สมัยพญางำเมือง จุดสูงสุดของรัฐอิสระพยาว; ตำนานสามกษัตริย์; เครื่องถ้วยเวียงบัว (พ.ศ. ๑๘๒๓–๑๘๔๓); ชื่อพยาวปรากฏในโลกเอกสารสุโขทัย | ชั้นกลาง + ชั้นแข็ง |
| ราว พ.ศ. ๑๘๗๗–๑๘๘๑ | พญาคำฟูผนวกพะเยาเข้าล้านนา สิ้นสุดความเป็นรัฐอิสระ เจ้าเมืองสืบมาจากสายเชียงใหม่ | ชั้นกลาง |
| พุทธศตวรรษที่ ๒๑ | ยุคทองบนหลักฐานแข็ง: พระยายุธิษฐิระ/เจ้าสี่หมื่น; จารึกวัดลี ๒๐๓๘ และสีมา ๒๐๓๓; พระเจ้าตนหลวง ๒๐๓๔–๒๐๖๗; ลิลิตยวนพ่าย | ชั้นแข็ง |
| พ.ศ. ๒๑๐๑ เป็นต้นไป | ล้านนาตกเป็นของพม่า เมืองร้าง/ผู้คนถูกกวาดต้อน; พ.ศ. ๒๓๓๐ ลุกฮือต่อพม่าแต่ไม่สำเร็จ | ชั้นกลาง |
| พ.ศ. ๒๓๘๖ (รัชกาลที่ ๓) | ตั้งเมืองพะเยาขึ้นใหม่พร้อมเชียงรายและงาว เป็นเมืองหน้าด่าน ต่อมาขึ้นมณฑล/จังหวัดเชียงราย | ชั้นแข็ง |
| ๒๘ สิงหาคม ๒๕๒๐ | ยกฐานะเป็นจังหวัดพะเยา | ชั้นแข็ง |
| ๒๕๔๐ / ๒๕๕๐ | ตั้งกิ่งอำเภอภูกามยาว (๑ ก.ค. ๒๕๔๐) และยกเป็นอำเภอ (๘ ก.ย. ๒๕๕๐) ปัจจุบัน ๓ ตำบล: ห้วยแก้ว ดงเจน แม่อิง | ชั้นแข็ง |
ภาพรวมจากตารางนี้ให้บทเรียนที่คมชัด ยิ่งเราเข้าใกล้ปัจจุบัน หลักฐานยิ่งแข็งขึ้น และยิ่งย้อนไปหาต้นกำเนิด หลักฐานยิ่งอ่อนลงจนกลายเป็นตำนานล้วน ๆ นี่คือรูปทรงปกติของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก่อนสมัยใหม่ และการยอมรับรูปทรงนี้อย่างตรงไปตรงมา คือสิ่งที่แยกงานวิชาการออกจากงานสร้างตำนานประจำเมือง
๘.อัตลักษณ์และมรดกร่วมสมัย: การใช้ประโยชน์และการเมืองของความทรงจำ
ภูกามยาวมิได้เป็นเพียงอดีต แต่เป็นทรัพยากรที่ถูกนำมาใช้ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงอัตลักษณ์ท้องถิ่น การท่องเที่ยว การศึกษา และการเมืองของความทรงจำ การเข้าใจมิตินี้สำคัญไม่แพ้การเข้าใจอดีต เพราะมันบอกว่าใครกำลังใช้อดีตเพื่ออะไร
๘.๑ อัตลักษณ์หกด้านที่งานวิจัยใช้
งานวิจัยว่าด้วย “อัตลักษณ์แห่งภูกามยาว” ที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการสายมนุษยศาสตร์ ได้จัดกลุ่มอัตลักษณ์ที่ชาวบ้านและผู้นำชุมชนคัดสรรร่วมกันออกเป็นหกด้าน ได้แก่ ศาสนสถาน โบราณสถาน ทรัพยากรธรรมชาติ พระพุทธรูป ผลิตผลชุมชน และวีรบุรุษพื้นถิ่น โดยแต่ละด้านมีทั้งมิติของรูปลักษณ์ ความเชื่อ และภูมิปัญญาประกอบกัน๒๐ วีรบุรุษที่ถูกยกในชั้นนี้คือขุนจอมธรรม ขุนเจือง และพญางำเมือง ส่วนมรดกที่จับต้องได้จริงในปัจจุบันคือพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ พระธาตุจอมทอง หินทรายสกุลช่างพะเยา จารึกฝักขาม และกว๊านพะเยา สังเกตได้ว่าอัตลักษณ์ที่ชุมชนเลือก เป็นการผสมกันของทั้งสามชั้นหลักฐานอย่างกลมกลืน โดยไม่ได้แยกว่าอันใดเป็นตำนานหรือหลักฐานแข็ง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกระบวนการสร้างอัตลักษณ์ แต่เป็นสิ่งที่งานวิชาการต้องรู้เท่าทัน
๘.๒ พื้นที่เก็บรักษาและการเรียนรู้
มรดกภูกามยาวถูกเก็บรักษาและถ่ายทอดผ่านสถาบันหลายแห่งที่ควรระบุไว้เป็นหมุดหมายสำหรับผู้ค้นคว้า ได้แก่ พิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี) ซึ่งเก็บจารึกฝักขาม หินทรายสกุลช่างพะเยา และโบราณวัตถุจากเวียงน้ำเต้า, หอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ ซึ่งเก็บจารึกพระเจ้าตนหลวงและวัตถุจากกว๊าน, แนวคูเวียงน้ำเต้า–ประตูชัยและเนินเวียงพระธาตุจอมทองที่เป็นแหล่งเรียนรู้กลางแจ้ง, ตลอดจนฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรที่รวบรวมชุดจารึกเมืองพะเยาไว้ในรูปดิจิทัล ในระยะหลังยังมีความพยายามพัฒนาเวียงน้ำเต้าให้เป็น “แหล่งเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์” ด้วยทุนวัฒนธรรมชุมชน ซึ่งเป็นทิศทางที่น่าสนับสนุน หากดำเนินไปบนฐานหลักฐานที่ตรวจสอบได้
๘.๓ การเมืองของความทรงจำ: ข้อพึงระวัง
ประเด็นที่ต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาคือ เมื่ออดีตกลายเป็นทุนทางการท่องเที่ยวและอัตลักษณ์ ก็มักเกิดแรงกดดันให้ “ทำให้อดีตยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดเท่าที่จะทำได้” เช่น การดันอายุเมืองให้ถึง ๙๐๐ กว่าปีโดยยึดศักราชตำนาน หรือการนำเสนอขุนเจืองในฐานะจักรพรรดิผู้พิชิตดินแดนกว้างใหญ่ราวกับเป็นข้อเท็จจริง แรงกดดันเช่นนี้เข้าใจได้ในเชิงความภาคภูมิใจของท้องถิ่น แต่หากปล่อยให้ครอบงำ ก็จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นการโฆษณา และทำลายความน่าเชื่อถือของมรดกที่แท้จริงซึ่งพะเยามีอยู่แล้วอย่างล้นเหลือ
ข้อเสนอของรายงานนี้จึงเป็นว่า พลังที่แท้จริงของภูกามยาวไม่ได้อยู่ที่การเป็นอาณาจักรที่เก่าที่สุดหรือกว้างที่สุด แต่อยู่ที่การเป็นกรณีศึกษาชั้นเยี่ยมของ “เมืองบนรอยต่อ” ที่มีทั้งจารึก โบราณคดี ศิลปกรรม และความทรงจำข้ามพรมแดนครบถ้วน การเล่าภูกามยาวอย่างซื่อตรงต่อหลักฐาน—ยอมรับทั้งส่วนที่แข็งและส่วนที่ยังเป็นตำนาน—จึงทรงพลังและน่าภาคภูมิใจกว่าการขยายอดีตให้เกินจริงมากนัก และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการจัดชั้นหลักฐานในรายงานฉบับนี้จึงมิใช่เรื่องเทคนิคทางวิชาการล้วน ๆ แต่เป็นจริยธรรมของการจดจำอดีตร่วมกัน
๙.ประเด็นที่ยังไม่ปิดคดี
ความซื่อสัตย์ทางวิชาการวัดกันที่ความกล้าจะระบุว่าอะไรยัง ไม่ รู้ ต่อไปนี้คือคำถามหลักที่แม้จะเจาะลึกแล้วก็ยังเปิดอยู่ และควรเป็นวาระของการวิจัยขั้นต่อไป
- ที่ตั้งเมืองแรกของขุนจอมธรรมยังชี้หมุดไม่จบ ตำนานบอกเชิงเขาชมพู/ดอยด้วน ริมแม่น้ำอิง มีกำแพงราว ๑,๐๐๐ × ๑,๑๐๐ วา ประตู ๘ ช่อง แต่เวียงน้ำเต้าที่เหลือร่องรอยชัดเจนกลับมีอายุช้ากว่าศักราชตำนานราวสามถึงสี่ร้อยปี คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ ใต้ชั้นล้านนาของเวียงน้ำเต้ามีชั้นวัฒนธรรมที่เก่ากว่าซ่อนอยู่จริงหรือไม่ หรือเมืองแรกของขุนจอมธรรมอยู่คนละจุดกับเวียงน้ำเต้า
- ขุนเจืองมีน้ำหนักทางความทรงจำสูง แต่น้ำหนักทางจารึกต่ำ พระองค์เป็นตัวละครร่วมในตำนานพะเยา โยนก และลุ่มโขง แต่ยังไม่มีจารึกร่วมสมัยยืนยันพระนามและสงครามขยายอาณาจักรตามมหากาพย์ การศึกษาเปรียบเทียบสำนวนท้าวฮุ่งท้าวเจืองข้ามชาติไทอย่างเป็นระบบ อาจช่วยแยกแก่นประวัติศาสตร์ออกจากส่วนที่เป็นวรรณกรรมได้ดีขึ้น
- คำว่า “พยาว” ในจารึกสุโขทัยหลักที่ ๒ ยังต้องการการอ่านบริบทเต็มบรรทัด แหล่งทุติยภูมิชี้ตำแหน่งของคำนี้ แต่ตัวจารึกชำรุดมาก การนำคำเดียวมาเป็นหลักฐาน “กำเนิดอาณาจักรใน พ.ศ. ๑๖๐๒” จึงเกินตัวบท จำเป็นต้องกลับไปตรวจสอบการอ่านและบริบทของบรรทัดที่เกี่ยวข้องกับต้นฉบับและสำเนาจำลองโดยตรง
- ระบบห้าเวียงยังต้องการแผนที่โบราณคดีเปรียบเทียบชั้นดิน เวียงน้ำเต้าและเวียงพระธาตุจอมทองมีข้อมูลมากที่สุด ส่วนเวียงปู่ล่ามและเวียงหนองหวียังเป็นชื่อในบัญชีมากกว่าชั้นขุดแต่งที่เผยแพร่กว้าง ความสัมพันธ์เชิงเวลาและหน้าที่ระหว่างเวียงพะเยากับเวียงน้ำเต้าก็ยังไม่กระจ่าง
- ความสัมพันธ์ระหว่างเตาเวียงบัวกับตลาดภูมิภาคยังศึกษาไม่พอ เรารู้ว่าเครื่องถ้วยเวียงบัวมีลายเฉพาะถิ่นและอายุราวสมัยพญางำเมือง แต่ยังขาดการศึกษาเส้นทางการกระจายสินค้าและการเปรียบเทียบกับแหล่งเตาสันกำแพง–เวียงกาหลง–ล้านช้าง อย่างเป็นระบบ ซึ่งจะบอกได้ว่าพะเยาอยู่ตรงไหนในเครือข่ายการค้าเครื่องถ้วยล้านนา
- ช่วงร้างและการฟื้นเมืองยังเป็นหลุมดำ ประวัติศาสตร์พะเยาระหว่างการเสียเมืองแก่พม่า (พ.ศ. ๒๑๐๑) ถึงการฟื้นเมืองสมัยรัชกาลที่ ๓ (พ.ศ. ๒๓๘๖) มีหลักฐานเบาบาง ทั้งที่เป็นช่วงกำหนดว่าประชากรและวัฒนธรรมพะเยาปัจจุบันสืบทอดหรือขาดตอนจากรัฐโบราณเพียงใด
๑๐.ข้อเสนอเชิงระเบียบวิธีสำหรับการวิจัยต่อ
สำหรับผู้ที่ต้องการสืบค้นต่อบนฐานหลักฐาน รายงานนี้เสนอแนวทางเชิงระเบียบวิธีและแหล่งค้นคว้าหลักดังนี้
- เริ่มจากคลังจารึกก่อนตำนานเสมอ ควรใช้ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ชุดเมืองพะเยา เป็นจุดตั้งต้น แล้วจึงย้อนไปตรวจสอบตำนานว่าสอดคล้องหรือขัดกับจารึกอย่างไร
- อ่านตำนานแบบเปรียบเทียบสำนวน โดยเทียบพงศาวดารโยนก บทเมืองพะเยา กับตำนานเมืองพะเยาฉบับวัดศรีโคมคำ ซึ่งมีอย่างน้อยสามสำนวนที่ให้ศักราชไม่ตรงกัน การเปรียบเทียบนี้จะเผยให้เห็นว่าตัวเลขใดเป็น “ศักราชประเพณี” และตัวเลขใดเป็นการคำนวณย้อนหลังของผู้เรียบเรียง
- ลงพื้นที่ตรวจสอบวัตถุกับเอกสารควบคู่กัน ทั้งพิพิธภัณฑ์เวียงพยาว (วัดลี) หอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ แนวคูเวียงน้ำเต้า–ประตูชัย เนินเวียงพระธาตุจอมทอง และแหล่งเตาเวียงบัว
- ใช้วารสารวิชาการเป็นเข็มทิศ โดยเฉพาะวารสารเมืองโบราณฉบับพิเศษเมืองพะเยา–ภูกามยาว และงานในวารสารสายมนุษยศาสตร์–พุทธศิลปกรรมที่ศึกษาสกุลช่างพะเยาและอัตลักษณ์ท้องถิ่น
- อ่านพะเยาในกรอบภูมิภาค ไม่ใช่กรอบรัฐชาติ โดยวางพะเยาไว้บนแผนที่ล้านนา–สุโขทัย–ลุ่มน้ำโขง เพื่อไม่ตัดขาดมิติข้ามพรมแดนที่เป็นหัวใจของเรื่องขุนเจืองและเครือข่ายการค้า
๑๑.บทสรุป
เมื่อจัดชั้นหลักฐานทั้งหมดเข้าที่ ภาพของภูกามยาวก็คมชัดขึ้นเป็นสามภาพซ้อน ที่ควรอ้างแยกจากกันทุกครั้ง
ภาพแรก ภูกามยาวในฐานะทิวเขาและชื่อเก่าของพะเยา เป็นภาพที่มีหลักฐานภูมิศาสตร์และจารึกคำว่า “พยาว” รองรับชัดเจน แม้ภาษาต้นทางของชื่อจะยังไม่ยุติ แต่ความผูกพันระหว่างชื่อกับทิวเขาแนวยาวนั้นมั่นคง
ภาพที่สอง ภูกามยาวในฐานะอาณาจักรอิสระสมัยขุนจอมธรรม–ขุนเจือง ยังเป็นประวัติศาสตร์ที่สร้างขึ้นจากตำนานเป็นด้านหลัก มีคุณค่าทางวัฒนธรรมและความทรงจำสูงยิ่ง แต่ยังไม่มีจารึกหรือชั้นดินยืนยันศักราชและตัวบุคคลได้โดยตรง
ภาพที่สาม ภูกามยาว/พยาวในฐานะหัวเมืองล้านนาสมัยพญางำเมืองถึงพระยายุธิษฐิระ เป็นภาพที่มีจารึก โบราณสถาน เครื่องถ้วย และศิลปกรรมหนุนแน่นที่สุด นี่คือยุคที่เรามีทั้งคำพูด ร่างกาย และภาพของเมืองครบถ้วน
ข้อสรุปสุดท้ายของรายงานนี้จึงมิใช่การตัดสินว่าตำนานจริงหรือเท็จ หากเป็นการวางกติกาการจดจำที่ซื่อตรง ภูกามยาวไม่จำเป็นต้องเก่าที่สุดหรือกว้างที่สุดจึงจะมีค่า เพราะสิ่งที่พะเยามีอยู่จริง—เมืองบนรอยต่อของสามอารยธรรม ที่ทิ้งจารึก ศิลปะ และวีรบุรุษข้ามพรมแดนไว้เป็นมรดก—นั้นทรงพลังพอในตัวเองอยู่แล้ว การเล่าอดีตอย่างตรงกับหลักฐาน คือการให้เกียรติอดีตนั้นสูงที่สุด และเป็นรากฐานที่มั่นคงที่สุดสำหรับพลเมืองรุ่นหลังที่จะสืบค้นต่อไป
บรรณานุกรม
จัดเรียงตามแนวทาง APA โดยปรับให้เข้ากับแหล่งภาษาไทย ผู้ค้นคว้าควรตรวจสอบต้นฉบับปฐมภูมิประกอบเสมอ โดยเฉพาะตัวจารึกและสำนวนตำนานที่มีหลายฉบับ
- คมชัดลึก. (2560). พะเยา มาจาก ภูยาว. สืบค้นจาก https://www.komchadluek.net/news/10389
- ธนารักษ์พื้นที่พะเยา, สำนักงาน. (ม.ป.ป.). เกี่ยวกับจังหวัดพะเยา. สืบค้นจาก https://phayao.treasury.go.th/th/about/
- พัฒนาชุมชนอำเภอภูกามยาว, สำนักงาน. (ม.ป.ป.). ประวัติความเป็นมาของอำเภอภูกามยาว. กรมการพัฒนาชุมชน. สืบค้นจาก https://phukamyao.cdd.go.th/
- มหาวิทยาลัยพะเยา, โครงการฐานข้อมูลท้องถิ่น. (ม.ป.ป.). ประวัติศาสตร์เมืองพะเยา และสารานุกรมกว๊านพะเยา. สืบค้นจาก http://www.phayaolake.ict.up.ac.th/
- วัดศรีโคมคำ. (ม.ป.ป.). ประวัติวัดศรีโคมคำและพระเจ้าตนหลวง. ธรรมะไทย. สืบค้นจาก https://www.dhammathai.org/watthai/dbview.php?No=220
- วารสารเมืองโบราณ. (2565). เมืองพะเยา–ภูกามยาว (ปีที่ 48 ฉบับที่ 3). สืบค้นจาก https://muangboranjournal.com/post/mbj-48-3
- ศิลปวัฒนธรรม. (2563). จังหวัด “พะเยา” มาจากไหน? สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_19972
- ศิลปวัฒนธรรม. (2564). จังหวัดพะเยาในอดีต รัฐอิสระพันธมิตร “พระร่วง” แคว้นสุโขทัย. สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_88353
- ศิลปวัฒนธรรม. (2566). “พญางำเมือง” สถาปนารัฐพะเยา กับตำนาน “แกงหวานบ้านแตก”. สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_118315
- ศิลปวัฒนธรรม. (2560). ทุ่งไหหิน กับตำนานทุ่งแห่งไหเหล้าของ “ขุนเจือง” วีรบุรุษในตำนาน. สืบค้นจาก https://www.silpa-mag.com/history/article_35401
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย: จารึกวัดศรีชุม (หลักที่ 2) และชุดจารึกเมืองพะเยา. สืบค้นจาก https://db.sac.or.th/inscriptions/
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). สังเขปประวัติผู้ครองเมืองพะเยา และจารึกที่เกี่ยวข้องกับผู้ครองเมืองพะเยา. สืบค้นจาก https://culturio.sac.or.th/content/1290
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). (ม.ป.ป.). เตาเผาโบราณบ้านบัว (เวียงบัว): ฐานข้อมูลแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในประเทศไทย. สืบค้นจาก https://archaeology.sac.or.th/archaeology/102
- ไทยรัฐ. (ม.ป.ป.). เครื่องปั้นดินเผาเวียงบัว: เตาเผาโบราณอายุกว่า 700 ปี. สืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/news/local/north/2465156
- แนวหน้า. (2566). ภูมิบ้าน ภูมิเมือง: ‘เมืองพะเยา’ ภูมิเมืองพญาจอมธรรมและพญางำเมือง. สืบค้นจาก https://www.naewna.com/lady/794940
- วารสารพุทธศิลปกรรม. (ม.ป.ป.). สกุลช่างพระพุทธรูปสำริดในลุ่มน้ำแม่อิง. สืบค้นจาก https://so09.tci-thaijo.org/index.php/barts/article/view/4659
- Veridian E-Journal, มหาวิทยาลัยศิลปากร. (ม.ป.ป.). อัตลักษณ์แห่งภูกามยาว. (ประมวลอัตลักษณ์ 6 ด้านของเมืองพะเยา).
- Wikipedia contributors. (n.d.). Yuan Phai. Wikipedia. Retrieved from https://en.wikipedia.org/wiki/Yuan_Phai
- วิกิพีเดีย. (ม.ป.ป.). พระยาเจือง (ท้าวฮุ่งท้าวเจือง) และ นครรัฐพะเยา. สืบค้นจาก https://th.wikipedia.org/
เชิงอรรถ
- การแยกชั้นหลักฐานเป็นชั้นแข็ง–กลาง–อ่อนในรายงานนี้ ปรับจากหลักการวิจารณ์หลักฐาน (source criticism) ที่ใช้กับเอกสารก่อนสมัยใหม่ เพื่อให้ผู้อ่านทั่วไปใช้ได้ง่าย มิใช่การจำแนกเชิงทฤษฎีที่ตายตัว ↩
- ธนารักษ์พื้นที่พะเยา (ม.ป.ป.); คมชัดลึก (2560); มหาวิทยาลัยพะเยา, สารานุกรมกว๊านพะเยา (ม.ป.ป.). ↩
- ศิลปวัฒนธรรม (2563) ระบุว่า “ยังไม่พบหลักฐานว่าชื่อพยาวสมัยเริ่มแรกเป็นภาษาอะไร” แม้เอกสารยุคหลังจะโยงกับชื่อทิวเขาโดยทั่วไป ↩
- หนองน้ำใหญ่กลางแอ่งเดิมเรียก “หนองเอี้ยง” ปัจจุบันคือกว๊านพะเยา ซึ่งเป็นบึงน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือ; มหาวิทยาลัยพะเยา (ม.ป.ป.). ↩
- ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย, จารึกวัดศรีชุม (รายการเลขที่ 177): พบ พ.ศ. 2430, อักษรไทยสุโขทัย, ภาษาไทย, อายุราวพุทธศตวรรษที่ 19–20; เนื้อหาหลักเป็นคำสรรเสริญพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุนีและประวัติราชวงศ์สุโขทัย ↩
- วิกิพีเดีย, พระยาเจือง (ม.ป.ป.); ศิลปวัฒนธรรม (2560) ว่าด้วยตำนานทุ่งไหหินกับขุนเจือง; มหากาพย์ท้าวฮุ่งท้าวเจืองปรากฏหลายสำนวนทั้งล้านนา สิบสองปันนา และล้านช้าง ↩
- ศิลปวัฒนธรรม (2566); นักวิชาการหลายท่านถือพญางำเมืองเป็นผู้ครองเมืองพะเยาองค์แรกที่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ยืนยันนอกเหนือจากตำนาน ↩
- ศิลปวัฒนธรรม (2566): พญางำเมืองประสูติราว พ.ศ. 1781 ครองราชย์ตั้งแต่พระชนมายุราว 20 พรรษา บางสำนวนระบุครองนานราว 60 ปี สิ้นพระชนม์ราว พ.ศ. 1861; ตำนานแกงหวานบ้านแตกเกี่ยวกับความพยายามครองเมืองปัว (น่าน) ↩
- ศักราชก่อตั้งที่ต่างกันในสำนวนต่าง ๆ (ฉบับ 62 หน้าลาน, 54 หน้าลาน, หอสมุดแห่งชาติ, โยนก, น่าน) เป็นเหตุให้ พ.ศ. 1602 และ 1638/1639 ควรถือเป็นศักราชประเพณีของตำนาน ↩
- วารสารเมืองโบราณ (2565), ฉบับพิเศษเมืองพะเยา–ภูกามยาว ประมวลระบบห้าเวียง (เวียงน้ำเต้า เวียงพะเยา เวียงพระธาตุจอมทอง เวียงปู่ล่าม เวียงหนองหวี) และประเด็นจารึกพญางำเมือง ↩
- ไทยรัฐ (ม.ป.ป.); ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, เตาเผาโบราณบ้านบัว (ม.ป.ป.): อายุกว่า 700 ปี งานบางชิ้นกำหนดช่วงราว พ.ศ. 1823–1843 ลายเฉพาะถิ่นได้แก่ ปลา สิงห์ ช้าง ม้า ตะวัน ธรรมจักร และสัตว์ในจินตนาการ ↩
- วารสารพุทธศิลปกรรม (ม.ป.ป.), สกุลช่างพระพุทธรูปสำริดในลุ่มน้ำแม่อิง; สกุลช่างหินทรายพะเยาถือเป็นสกุลช่างเอกเทศของล้านนา ↩
- วัดศรีโคมคำ (ม.ป.ป.): เริ่มสร้างพระเจ้าตนหลวง พ.ศ. 2034 เสร็จ พ.ศ. 2067 (ราว 33 ปี); ตัวเลขขนาดต่างกันตามแหล่ง โดยทั่วไประบุหน้าตักกว้างราว 14 เมตร สูงราว 16–18 เมตร ปางมารวิชัย ใหญ่ที่สุดในล้านนา; วัดได้รับสถานะพระอารามหลวง พ.ศ. 2523 ↩
- ศิลปวัฒนธรรม (2564): พะเยาในต้นพุทธศตวรรษที่ 19 มีลักษณะรัฐอิสระพันธมิตรในวงโคจรของสุโขทัย ↩
- ศิลปวัฒนธรรม (2564); วิกิพีเดีย, นครรัฐพะเยา (ม.ป.ป.): พญาคำฟูยึดพะเยาก่อนน่าน ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 (มักระบุช่วง พ.ศ. 1877–1881 / ค.ศ. 1334–1338) ↩
- Wikipedia, Yuan Phai (n.d.): พระยายุธิษฐิระ เจ้านายเชื้อสายสุโขทัย เข้าสวามิภักดิ์ติโลกราชราว ค.ศ. 1451 (พ.ศ. 1994) ได้ครองพะเยา งาว และแพร่ ↩
- Wikipedia, Yuan Phai (n.d.): ลิลิตยวนพ่ายเฉลิมพระเกียรติพระบรมไตรโลกนาถ ว่าด้วยสงครามล้านนา–อยุธยาที่ยืดเยื้อราว 30 ปี ยุทธการชี้ขาดที่เชียงชื่น (ศรีสัชนาลัย) ราว ค.ศ. 1474/5; พระยายุธิษฐิระเลือนหายจากบันทึกหลัง ค.ศ. 1459 และอาจถูกสำเร็จโทษราว ค.ศ. 1486 ↩
- ศิลปวัฒนธรรม (2560); วิกิพีเดีย, พระยาเจือง (ม.ป.ป.): ความทรงจำเรื่องขุนเจือง/ท้าวฮุ่งเชื่อมโลกไทลุ่มน้ำโขงหลายกลุ่มเข้าด้วยกัน ↩
- ธนารักษ์พื้นที่พะเยา (ม.ป.ป.); สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอภูกามยาว (ม.ป.ป.): ตั้งเมืองใหม่สมัยรัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2386), ยกเป็นจังหวัดพะเยา 28 สิงหาคม 2520, ตั้งกิ่งอำเภอภูกามยาว 1 กรกฎาคม 2540 และยกเป็นอำเภอ 8 กันยายน 2550 ↩
- Veridian E-Journal, มหาวิทยาลัยศิลปากร (ม.ป.ป.), “อัตลักษณ์แห่งภูกามยาว”: จัดอัตลักษณ์เป็น 6 ด้าน ได้แก่ ศาสนสถาน โบราณสถาน ทรัพยากรธรรมชาติ พระพุทธรูป ผลิตผลชุมชน และวีรบุรุษพื้นถิ่น ↩
เอกสารนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อการศึกษาและการเก็บรักษาในห้องสมุดประชาชน อนุญาตให้ทำซ้ำเพื่อการศึกษาโดยอ้างอิงผู้เรียบเรียง · เสน่ห์ ถิ่นแสน (เพียงดิน รักไทย) · มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ (Ed4Peace) · สถาบันวิจัยประชาชน

