อินเทอร์เน็ตโลก
ไม่ได้ลอยอยู่บนฟ้า —
ใครคุมสายเคเบิลใต้ทะเล
คุมอะไรได้บ้าง?
เมื่อเราส่งข้อความจากกรุงเทพฯ ไปอเมริกา มันดูเหมือนข้อมูล หายเข้า “Cloud” แล้วปรากฏอีกฝั่งโลก แต่ในความจริง ข้อมูลส่วนใหญ่อาจกำลังวิ่ง ผ่านเส้นใยแก้วเล็ก ๆ ที่ทอดอยู่บนก้นมหาสมุทร หลายพันกิโลเมตร โลกดิจิทัลที่ดูไร้พรมแดน แท้จริงแล้วตั้งอยู่บน ภูมิศาสตร์ทางกายภาพ อย่างเข้มข้นมาก
เราเรียกมันว่า Cloud ชื่อทำให้จินตนาการว่า ข้อมูลอยู่บนท้องฟ้า แต่ cloud computing ตั้งอยู่ในอาคารจริง Data center ตั้งอยู่บนแผ่นดินจริง และเมื่อข้อมูลต้องเดินทาง จากทวีปหนึ่งไปอีกทวีปหนึ่ง มันพึ่งโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นวัตถุจริงอย่างยิ่ง: สายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเล สายเหล่านี้ เชื่อมธนาคาร Cloud ตลาดทุน รัฐบาล มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล social media AI และชีวิตประจำวัน ของคนหลายพันล้านคน นี่เป็นตัวอย่างงดงามของโลกสมัยใหม่: สิ่งที่ดู “เสมือนจริง” ที่สุดอย่างอินเทอร์เน็ต กลับพึ่งสิ่งที่จับต้องได้ มากที่สุดอย่างสายเคเบิล ที่วางอยู่บนพื้นทะเล
ถ้าส่งอีเมลจากไทยไปยุโรป ข้อมูลไปทางไหน?
พูดอย่างง่าย เส้นทางอาจมีลักษณะประมาณนี้
จากนั้นข้อมูลอาจผ่าน เครือข่ายอีกหลายทอด ไปยัง data center หรือ server ปลายทาง
เส้นทางจริง สามารถเปลี่ยนได้ ตาม routing, capacity, ความขัดข้อง และการออกแบบของผู้ให้บริการ
โลกพึ่งสายใต้ทะเลมากแค่ไหน?
มันคือ backbone ของการสื่อสารข้ามพรมแดน ของโลกสมัยใหม่
ระยะทางประมาณนี้ มากพอที่จะพันรอบเส้นศูนย์สูตรโลก ได้หลายสิบรอบ
ดังนั้นสายขาด ไม่ใช่เหตุการณ์ประหลาด ที่เกิดเฉพาะเมื่อมีสงคราม
แล้ว Satellite ล่ะ?
ดาวเทียมสำคัญมาก
โดยเฉพาะ
พื้นที่ห่างไกล
เกาะ
เรือและเครื่องบิน
การสื่อสารสำรอง
พื้นที่ภัยพิบัติ
พื้นที่ซึ่งวางสายยาก
แต่สำหรับการรับส่งข้อมูล ระหว่างประเทศในปริมาณมหาศาล โลกยังพึ่ง submarine fibre อย่างหนัก
ITU จึงมอง สายเคเบิลและดาวเทียม เป็นโครงสร้างที่เสริมกัน
ไม่ใช่คำตอบแบบ “เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง”
ไม่ได้เกิดจากการหาเทคโนโลยีชนิดเดียว ที่ไม่มีวันเสีย
แต่เกิดจาก หลายระบบที่ช่วยกันรับภาระ เมื่อระบบหนึ่งมีปัญหา
สายใต้ทะเลทำงานอย่างไร?
หัวใจสำคัญคือ optical fibre
ข้อมูลถูกส่งเป็นสัญญาณแสง ผ่านเส้นใย
ตลอดเส้นทางไกล มีอุปกรณ์ เช่น repeaters ช่วยให้สัญญาณเดินทาง ข้ามมหาสมุทรได้
สายถูกออกแบบ ให้ทนแรงดึง แรงดัน และสภาพทะเล
บริเวณน้ำตื้น ซึ่งเสี่ยงสมอเรือและการประมง อาจมีการเสริมเกราะ หรือฝังลงใต้พื้นทะเล ตามสภาพพื้นที่
+1 : จุดอ่อนของ Internet ไม่ได้อยู่กลางมหาสมุทรเสมอไป — แต่อาจอยู่ใกล้ชายฝั่ง
กลางมหาสมุทรลึก มีกิจกรรมมนุษย์ รบกวนน้อย
แต่เมื่อสายเข้าใกล้ฝั่ง มันเข้าสู่โลกของ
- เรือ
- สมอ
- การประมง
- ท่าเรือ
- การก่อสร้าง
- กิจกรรมชายฝั่ง
ดังนั้น landing zone และพื้นที่น้ำตื้น จึงต้องได้รับการคุ้มครอง และบริหารอย่างจริงจัง
นี่มีบทเรียนใหญ่กว่าเรื่องสาย:
ระบบเครือข่ายมักไม่ได้อ่อนแอ เพราะองค์ประกอบทุกชิ้นอ่อนแอ — แต่อ่อนแอเพราะมีบางจุด ที่ทุกอย่างต้องผ่าน
จุดเหล่านั้นเรียกว่า chokepoint หรือ single point of failure ได้ในบางบริบท
สายขาดเพราะสงครามบ่อยไหม?
ภาพข่าวอาจทำให้ เราคิดเช่นนั้น
แต่ข้อมูลจาก ITU ให้ภาพที่ต่างออกไป
ข้อมูลบางชุดของ ITU ให้สัดส่วน human activity ราว 86%
ส่วนที่เหลือ สามารถเกิดจาก
แผ่นดินไหว
การเคลื่อนตัวของพื้นทะเล สามารถทำลายสายหลายเส้นพร้อมกัน
Underwater Landslide
ตะกอนและกระแสน้ำใต้น้ำ สามารถลากหรือทำลายสาย
Equipment Failure
ระบบมีอายุการใช้งาน และอุปกรณ์สามารถเสียได้
Human Activity
เรือประมงและสมอเรือ ยังเป็นสาเหตุหลักในภาพรวม
ดังนั้น “สายขาด = ถูกก่อวินาศกรรม” เป็นข้อสรุปที่เร็วเกินไป
ในช่วงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เหตุ cable fault สามารถสร้างข้อสงสัย เรื่อง sabotage ได้
แต่การระบุเจตนา ต้องใช้หลักฐาน
ตำแหน่งเรือ
ลักษณะความเสียหาย
ข้อมูลทางนิติวิทยาศาสตร์
พฤติกรรมก่อนเกิดเหตุ
และหลักฐานอื่น
ในหลายกรณี สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด หรือพิสูจน์เจตนาไม่ได้
การวิเคราะห์ที่ดี จึงต้องแยก “ความเป็นไปได้ทางยุทธศาสตร์” ออกจาก “ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์แล้ว”
แล้วทำไมเรื่องนี้จึงกลายเป็น Geopolitics?
เพราะสายเหล่านี้ ไม่ได้ขนเพียง วิดีโอ TikTok
มันรองรับ
Finance
ธุรกรรมทางการเงิน ตลาดทุน และระบบธนาคารข้ามพรมแดน
Cloud Computing
Data center และ cloud regions ต้องรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ
AI Infrastructure
บริการ AI และ data-intensive applications ต้องพึ่ง bandwidth สูง
Government
บริการรัฐ การทูต และโครงสร้างสำคัญจำนวนมาก พึ่ง connectivity
Healthcare
บริการดิจิทัลและฐานข้อมูล สามารถพึ่ง connectivity ข้ามเครือข่าย
Commerce
E-commerce logistics payments และ supply chains ทำงานบนข้อมูล
ดังนั้นเส้นทางสายเคเบิล จึงเป็น economic geography และ strategic geography พร้อมกัน
+1 ใหญ่ : โลกดิจิทัลมี “ช่องแคบ” เหมือนโลกน้ำมัน
เวลาเรียนภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน เราพูดถึง
Hormuz
Malacca
Suez
Bab el-Mandeb
เพราะเรือจำนวนมหาศาล ต้องผ่านจุดจำกัดทางภูมิศาสตร์
ข้อมูลดิจิทัล ก็มี geography ในลักษณะคล้ายกัน
สายจำนวนมาก เลือกเส้นทาง ตาม
- ระยะทาง
- ภูมิประเทศ
- ตลาด
- สถานีขึ้นฝั่ง
- สิทธิการผ่าน
- ต้นทุน
- การเชื่อมต่อไปยัง data centers
จึงเกิด corridor ที่มีความสำคัญสูง
ตัวอย่างหนึ่งคือ Red Sea – Egypt corridor สำหรับการเชื่อมยุโรปกับเอเชีย
เมื่อสายหลายเส้น ผ่านภูมิศาสตร์ร่วมกัน
คำว่า route diversity จึงมีความหมายทางยุทธศาสตร์ทันที
กรณี Red Sea สอนอะไร?
ในเดือนกันยายน 2025 สายใต้น้ำหลายเส้น ในบริเวณ Red Sea เกิดขัดข้อง
ผลกระทบถูกตรวจพบ ในบางส่วนของ เอเชีย ตะวันออกกลาง และบริการ cloud
Microsoft Azure รายงาน latency เพิ่มขึ้น สำหรับ traffic บางเส้นทาง แต่สามารถ reroute การรับส่งข้อมูล ผ่านเส้นทางอื่นได้
ตรงนี้คือบทเรียนเรื่อง redundancy อย่างดี
สายขาด ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ อินเทอร์เน็ตดับ
ถ้ามีเส้นทางสำรอง และ capacity เพียงพอ
+1 : ระบบที่แข็งแรงไม่ใช่ระบบที่ “ไม่มีวันเสีย” — แต่เป็นระบบที่ “เสียแล้วไม่ล้มทั้งระบบ”
นี่เป็นหลักวิศวกรรม ที่ใช้ได้กับ
อินเทอร์เน็ต
ไฟฟ้า
ธนาคาร
น้ำ
การคมนาคม
และแม้แต่สถาบันทางการเมือง
คำสำคัญคือ
นี่ทำให้เราเปลี่ยนคำถาม จาก
“จะป้องกันสายขาดได้อย่างไร?”
ไปสู่สองคำถามพร้อมกัน:
“จะลดโอกาสขาดอย่างไร?”
และ
“ถ้าขาดแน่นอนสักวันหนึ่ง ระบบจะรับมืออย่างไร?”
ทำไมซ่อมสายไม่ได้เหมือนเรียกช่างอินเทอร์เน็ต?
เมื่อระบุตำแหน่งเสียได้ ต้องใช้ specialized cable ship
เรืออาจต้อง
เดินทางไปยังตำแหน่ง
ขออนุญาตเข้าพื้นที่
รอสภาพอากาศเหมาะสม
ดึงสายจากพื้นทะเลขึ้นมา
ตัดส่วนเสียออก
ต่อสายใหม่
ทดสอบระบบ
วางสายกลับลงพื้นทะเล
ITU ระบุว่า ระยะซ่อมเชิงเทคนิค อาจอยู่ระดับ หนึ่งถึงหลายสัปดาห์
แต่ในโลกจริง ข้อจำกัดด้าน เรือ สภาพอากาศ ระเบียบ และใบอนุญาต สามารถทำให้บางกรณี ใช้เวลานานกว่านั้น
เรื่องแปลก: สายอาจซ่อมไม่ได้ เพราะ “เอกสาร”
ITU ชี้ในปี 2026 ว่า หนึ่งในปัญหาของ cable resilience ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ regulatory delay
เรือซ่อมสาย อาจเป็นเรือของอีกประเทศ
ต้องผ่านน่านน้ำ เขตเศรษฐกิจจำเพาะ หรือพื้นที่ที่มีกฎเฉพาะ
หากกระบวนการอนุญาตช้า
สายสามารถนอนขาดอยู่ใต้ทะเล ทั้งที่ ช่างและอะไหล่พร้อม
ไม่ได้อยู่ที่ fibre optic
แต่อยู่ที่ bureaucratic coordination
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ UN ลงมาจัดการเรื่องนี้
ITU ร่วมกับ International Cable Protection Committee ตั้ง International Advisory Body on Submarine Cable Resilience ในปี 2024
จากนั้นมีการประชุมระดับโลก ที่ Abuja ในปี 2025 และ Porto ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2026 Advisory Body รับรองรายงานใหญ่ พร้อมข้อเสนอด้าน
Repair
ทำให้การซ่อมและอนุญาต รวดเร็วขึ้น
Risk
ระบุ ติดตาม และลดความเสี่ยง ด้วยข้อมูลที่ดีขึ้น
Diversity
เพิ่มความหลากหลาย ของเส้นทางและ connectivity
Investment
สนับสนุนการลงทุน ในพื้นที่ที่ยังเปราะบาง หรือมีทางเลือกน้อย
แล้วเรื่อง “ใครเป็นเจ้าของสาย” สำคัญไหม?
สำคัญ
เพราะเครือข่ายนี้ มีทั้ง
บริษัทโทรคมนาคม
consortium ระหว่างหลายบริษัท
ผู้ให้บริการโครงข่าย
บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่
พันธมิตรข้ามประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมา บริษัท hyperscale technology มีบทบาทลงทุนใน submarine cables มากขึ้น
ITU Global Connectivity Report 2025 ระบุว่าการลงทุนในโครงสร้างสาย เพิ่มขึ้นอย่างมาก และบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ กลายเป็นผู้เล่นสำคัญ ในการจัดหา capacity ใหม่
ตรงนี้เปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์
เพราะเจ้าของ Cloud Data Center AI infrastructure และเส้นทางข้อมูล อาจเกี่ยวพันกัน มากขึ้นเรื่อย ๆ
+1 : “Digital Sovereignty” ไม่ได้แปลว่าต้องสร้าง Internet ของตัวเองทั้งหมด
ถ้าประเทศตีความ sovereignty ว่า
“เราต้องเป็นเจ้าของทุกสาย ทุก server ทุก chip ทุก software”
แทบไม่มีประเทศใด ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความมั่นคงที่สมจริงกว่า คือ strategic interdependence
คือยอมรับว่า เราพึ่งโลก
แต่พยายามไม่ให้ การพึ่งพานั้น กลายเป็น single point of failure
เช่น
- มีหลาย cable systems
- มีหลาย landing points
- มี route diversity
- เชื่อมหลายตลาด
- มี satellite / terrestrial backup ตามความเหมาะสม
- มี repair plan
- มี data center diversity
ดังนั้น sovereignty ในโลกเครือข่าย อาจไม่ใช่ independence
แต่คือ ความสามารถเลือก ปรับเส้นทาง และดำเนินต่อได้ เมื่อความเชื่อมโยงหนึ่งล้ม
แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนบนแผนที่นี้?
ประเทศไทยไม่ได้เป็น เกาะดิจิทัล
เรามีจุด landing ทั้งฝั่งอ่าวไทย และเส้นทางเชื่อมต่อ ไปยังเครือข่ายระหว่างประเทศหลายระบบ
TeleGeography ณ สิงหาคม 2026 แสดงว่า สงขลา เป็น landing point ของระบบหลายสาย เช่น
Asia Africa Europe-1 — AAE-1
Asia Pacific Gateway — APG
Southeast Asia-Japan Cable 2 — SJC2
Thailand-Indonesia-Singapore — TIS
FEA
เครือข่ายภายในประเทศและระบบอื่น
ขณะที่ Asia-America Gateway — AAG มีจุดขึ้นฝั่งที่ศรีราชา และเชื่อมต่อข้ามภูมิภาค ไปถึงสหรัฐอเมริกา
ในอีกด้านหนึ่ง โครงการใหม่ และระบบที่วางแผนไว้ กำลังเพิ่มเส้นทางของไทย ในอนาคต
ทำไมเรื่องนี้สำคัญต่อความฝัน “Thailand AI Hub”?
ประเทศไทยกำลังส่งเสริม
AI
Cloud
Data Centers
Digital Services
Smart Manufacturing
แต่ Data Center ไม่ใช่เพียง อาคารที่มี GPU เยอะ ๆ
มันต้องมี
Electricity
ไฟฟ้ามั่นคง เพียงพอ และแข่งขันได้
Cooling
ระบบระบายความร้อน และทรัพยากรที่เหมาะสม
Connectivity
international bandwidth และ latency มีความสำคัญ
Resilience
เส้นทางสำรอง และความต่อเนื่อง ของบริการ
+1 สำหรับประเทศไทย : Data Center Hub ต้องสร้างคู่กับ “Network Geography Strategy”
การดึงบริษัทเทคโนโลยี เข้ามาสร้าง data center เป็นเพียงครึ่งหนึ่ง ของ ecosystem
อีกครึ่งหนึ่งคือ
ข้อมูลจะเดินทางเข้าออกประเทศ อย่างไร
ประเทศที่ต้องการเป็น digital hub จึงควรถามว่า
- มี international routes กี่ทิศ?
- landing points กระจายตัวเพียงใด?
- มี direct routes ไปตลาดสำคัญหรือไม่?
- เส้นทางต่าง ๆ ใช้ภูมิศาสตร์ร่วมกันมากเกินไปหรือไม่?
- เวลาสายเสีย เปลี่ยนเส้นได้เร็วหรือไม่?
- เรือซ่อมเข้าถึงได้เร็วหรือไม่?
- กฎหมายอนุญาต repair vessel คล่องตัวพอหรือไม่?
นี่เปลี่ยนเรื่องสายเคเบิล จาก งานของบริษัทโทรคมนาคม
ไปเป็น ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจแห่งชาติ
กรณี Taiwan ให้บทเรียนอะไร?
เกาะและหมู่เกาะ ทำให้ dependency ต่อสายใต้ทะเล เห็นชัดเป็นพิเศษ
เมื่อเดือนเมษายน 2026 สายที่เชื่อม Dongyin กับ Beigan ในหมู่เกาะ Matsu ของไต้หวัน เกิดขัดข้อง
ทางการไต้หวัน เปิดใช้ microwave backup communications ทำให้โทรศัพท์ mobile service และ internet ส่วนใหญ่ยังทำงานได้ แม้มีผลกระทบบางบริการ
กรณีนี้น่าสนใจ เพราะสาเหตุที่รายงานในเหตุการณ์ดังกล่าว เกี่ยวข้องกับ ซากเรือที่เคลื่อนจากสภาพอากาศ
ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ เรื่อง sabotage
แต่บทเรียนเชิงยุทธศาสตร์ ยังเหมือนเดิม:
มีค่ามากกว่าแผน Backup
ที่เริ่มเขียนหลังระบบล้ม
แล้วประเทศเล็กหรือเกาะเล็กเสียเปรียบอย่างไร?
ประเทศใหญ่ มักมี
หลาย landing stations
หลาย cable systems
หลาย operators
และหลายเส้นทางบก
แต่เกาะเล็ก หรือประเทศรายได้น้อยบางแห่ง อาจพึ่ง สายเพียงไม่กี่เส้น
ITU จึงย้ำ ความเปราะบางของ
Small Island Developing States
Least Developed Countries
พื้นที่ underserved
ประเทศที่พึ่ง landing points จำนวนน้อย
ในระบบเครือข่าย ความเหลื่อมล้ำ ไม่ได้อยู่แค่ “มีอินเทอร์เน็ตหรือไม่มี”
แต่ยังอยู่ที่
อินเทอร์เน็ตนั้นมีทางสำรองกี่ทาง เมื่อสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
+1 อีกชั้น : Digital Divide ยุคต่อไปอาจไม่ใช่ “Connected vs Unconnected” แต่เป็น “Resilient vs Fragile”
เมื่อ 20 ปีก่อน คำถามใหญ่คือ
“ประชาชนเข้าถึง Internet หรือยัง?”
วันนี้คำถามนั้น ยังสำคัญ
แต่มีคำถามเพิ่ม:
ถ้าเกิด แผ่นดินไหว สงคราม สมอเรือ ไฟฟ้าดับ หรือ cable fault
ประเทศยังออนไลน์อยู่หรือไม่?
สองประเทศ อาจมี penetration 90% เท่ากัน
แต่ประเทศหนึ่ง มี 10 เส้นทางสำรอง
อีกประเทศหนึ่ง พึ่งสายเดียว
บนกระดาษ ทั้งคู่ “connected”
แต่ในโลกของ resilience พวกเขาไม่ได้อยู่ ในสถานะเดียวกันเลย
ถ้าสายขาด เงินในธนาคารจะหายไหม?
โดยทั่วไป ไม่ใช่เช่นนั้น
ระบบการเงิน ไม่ได้เก็บเงิน “อยู่ในสาย”
ข้อมูลบัญชี ถูกเก็บในระบบของธนาคาร และมีมาตรการ redundancy หลายระดับ
แต่ connectivity disruption สามารถกระทบ
การเข้าถึงบริการ
ธุรกรรมข้ามพรมแดน
latency
ระบบ cloud บางเส้นทาง
ธุรกิจที่พึ่ง real-time connectivity
ผลจริงขึ้นกับว่า ระบบนั้นออกแบบ redundancy และ failover ไว้มากเพียงใด
นี่คือเหตุผลที่ critical infrastructure ไม่ควรถามเพียง
“ระบบหลักดีแค่ไหน?”
แต่ต้องถาม
“เมื่อระบบหลักใช้ไม่ได้ ระบบสำรองทำงานจริงหรือไม่?”
ใครควรปกป้องสาย?
คำตอบซับซ้อน เพราะสายจำนวนมาก เป็นทรัพย์สินเอกชน
แต่วางอยู่ใน ทะเล น่านน้ำ เขตเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับหลายรัฐ
ความมั่นคงจึงต้องเกิดจาก public-private cooperation
Operator
ออกแบบ monitor และจัดการ network
Government
กฎ ใบอนุญาต ความมั่นคง และ coordination
Maritime Authorities
การเดินเรือ พื้นที่สมอ และกิจกรรมทะเล
International Cooperation
การซ่อม ข้อมูล มาตรฐาน และการข้ามพรมแดน
ตรงนี้เป็นเหตุผลว่า ปัญหา cable resilience ไม่สามารถแก้ โดยกองทัพ บริษัทเทคโนโลยี หรือ regulator ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ประชาชนควรอ่านข่าว “สายเคเบิลถูกตัด” อย่างไร?
7 คำถามก่อนกระโดดไปสรุปเรื่องสงครามหรือ sabotage
-
สายไหน?
ชื่อ cable system และเส้นทางคืออะไร? -
ขาดตรงไหน?
น้ำตื้น ใกล้ท่าเรือ หรือทะเลลึก? -
ใครยืนยัน?
operator, รัฐบาล, บริษัท cloud หรือเพียง social media? -
ทราบสาเหตุหรือยัง?
อย่าแปลงคำว่า “unknown” เป็น “attack” -
มีหลักฐานเรื่องเจตนาหรือไม่?
เรืออยู่ในพื้นที่ ไม่ได้พิสูจน์ sabotage โดยตัวมันเอง -
มี route สำรองหรือไม่?
ดูผลต่อ service จริง ไม่ใช่เพียงคำว่า “สายขาด” -
Repair เริ่มเมื่อไร?
บางครั้งปัญหาหลัก คือ weather, ship availability หรือ permitting ไม่ใช่ตัวสายเอง
+1 ชั้นสุดท้าย : “ใครคุมสาย” อาจไม่ใช่คำถามที่ดีที่สุด — “ระบบมีทางเลือกไหม?” สำคัญกว่า
หัวข้อข่าวที่เร้าอารมณ์ มักถามว่า
“จีนคุมสายไหม?”
“อเมริกาคุมไหม?”
“บริษัท Big Tech คุมไหม?”
คำถามเหล่านี้ มีส่วนสำคัญ
แต่สำหรับ resilience มีคำถามที่ลึกกว่า:
ถ้าผู้ให้บริการหนึ่ง เส้นทางหนึ่ง ประเทศหนึ่ง หรือเทคโนโลยีหนึ่ง ใช้ไม่ได้ — ระบบยังมีทางเลือกหรือไม่?
เพราะ concentration สามารถสร้าง vulnerability ได้ ไม่ว่าผู้ควบคุม จะเป็นรัฐ บริษัท หรือพันธมิตรฝ่ายใด
ไม่ได้มาจากการมั่นใจว่า “ฝ่ายของเราจะไม่ทำร้ายเรา”
แต่มาจากการออกแบบระบบ ให้ ไม่มีฝ่ายเดียว สามารถทำให้ทุกอย่างหยุดได้ง่าย ๆ
นี่คือหลัก architectural security
ระบบปลอดภัย เพราะโครงสร้างของมัน ไม่ฝากชีวิตทั้งหมด ไว้กับจุดเดียว
สรุปบทเรียน
อินเทอร์เน็ต ดูเหมือนอยู่บนฟ้า
แต่ backbone ของการสื่อสารระหว่างประเทศ ส่วนใหญ่ อยู่ใต้ทะเล
สายใยแก้วเหล่านี้ ทอดยาวรวมกัน มากกว่าล้านกิโลเมตร และรองรับ มากกว่า 99% ของ international data traffic ตามข้อมูล ITU
พวกมันพา
ข้อความ
Cloud
ธุรกรรมทางการเงิน
ข้อมูลธุรกิจ
บริการ AI
และการสื่อสารของรัฐ
ข้ามพรมแดน ทุกวินาที
แต่สายขาด ไม่ใช่เหตุการณ์หายาก
โลกพบ faults ราว 200 ครั้งต่อปี และส่วนใหญ่ เกิดจาก สมอเรือ กับการประมง มากกว่าปฏิบัติการลับ
ภูมิรัฐศาสตร์ ยังสำคัญ
เพราะเส้นทาง landing points กฎการซ่อม เจ้าของ infrastructure และ chokepoints กำหนดว่า เมื่อเกิดปัญหา ใครมีทางเลือก และใครไม่มี
ดังนั้นคำถามที่สำคัญ ไม่ควรมีเพียงว่า
“เรามีสายกี่เส้น?”
แต่ต้องถามว่า
“สายเหล่านั้น ผ่านเส้นทางต่างกันจริงหรือไม่? หากเส้นหนึ่งล้ม อีกเส้นรับได้หรือไม่? เราซ่อมได้เร็วไหม? และบริการสำคัญ มี backup จริงหรือเพียงอยู่ในแผน?”
สำหรับประเทศไทย ที่ต้องการเป็น Digital Hub AI Hub และ Data Center Hub
เรื่องนี้จึงไม่ใช่ งานหลังบ้านของ บริษัทโทรคมนาคม
แต่คือ ยุทธศาสตร์การแข่งขันของประเทศ
และบทเรียนที่ใหญ่ที่สุดคือ
โลกที่เชื่อมโยงกัน ไม่จำเป็นต้องแปลว่าโลกที่เปราะบาง — ถ้าเราออกแบบความเชื่อมโยงนั้น ให้มีทางเลือก
แหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบและอ่านต่อ
-
International Telecommunication Union (ITU),
International Advisory Body approves landmark report
to strengthen submarine cable resilience,
10 July 2026.
ITU -
International Telecommunication Union,
The world is coming together to strengthen
submarine cable resilience,
2 February 2026.
ITU -
International Telecommunication Union,
Porto Summit drives critical cooperation
on submarine cable resilience,
3 February 2026.
ITU -
International Telecommunication Union,
Global Connectivity Report 2025.
ITU Global Connectivity Report -
TeleGeography,
How Many Submarine Cables Are There, Anyway?
TeleGeography -
TeleGeography,
Submarine Cable Map — Songkhla, Thailand,
updated 10 August 2026.
TeleGeography Submarine Cable Map -
TeleGeography,
Asia-America Gateway (AAG) Cable System,
updated 10 August 2026.
TeleGeography -
Digital Economy Promotion Agency (depa),
Digital Infrastructure Forum for Global Cooperation 2026 Thailand,
27 May 2026.
depa Thailand
หมายเหตุทางวิชาการ: ตัวเลข “มากกว่า 99%” ในบทความ อ้างอิงคำอธิบายของ ITU เกี่ยวกับ international data traffic ที่เดินทางผ่าน submarine telecommunication cables ไม่ควรตีความว่า 99% ของข้อมูลทุกชนิด ภายในประเทศ หรือทุก packet บน Internet ต้องเดินผ่านสายใต้ทะเล
ตัวเลข cable faults ประมาณ 200 ครั้งต่อปี เป็นค่าโดยประมาณระดับโลก fault หนึ่งครั้ง ไม่ได้หมายความว่า Internet ทั้งภูมิภาคต้องดับ เพราะผลกระทบขึ้นกับ routing, redundancy, spare capacity และจำนวนระบบที่ได้รับผลพร้อมกัน
การกล่าวว่า มากกว่า 80% ของ faults เกี่ยวข้องกับ การประมงและสมอเรือ เป็นสถิติภาพรวมระดับโลก ที่ ITU และ ICPC นำเสนอ ไม่ควรใช้สถิตินี้ เพื่อสรุปสาเหตุ ของเหตุ cable break รายกรณี โดยไม่ตรวจหลักฐานเฉพาะเหตุการณ์
ในทางกลับกัน การที่ sabotage ไม่ใช่สาเหตุส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้หมายความว่า ภัยคุกคามโดยเจตนา ไม่มีอยู่ บทความจึงแยก systemic risk assessment ออกจาก attribution of individual incidents อย่างชัดเจน
จำนวนและสถานะ submarine cable systems สามารถเปลี่ยนได้ เมื่อระบบใหม่เปิดใช้ ระบบเดิมปลดระวาง หรือโครงการเปลี่ยนแผน ข้อมูลประเทศไทย ในบทนี้ จึงอ้างอิง TeleGeography Submarine Cable Map ซึ่งอัปเดตถึงเดือนสิงหาคม 2026 สำหรับระบบที่กล่าวถึง