จาก Subject สู่ Citizen
พระราชอำนาจ อำนาจอธิปไตย และการเตรียมตัวของคนไทยในวันที่ประชาชนต้องรับผิดชอบบ้านเมืองด้วยตนเอง
บทความนี้เสนอว่า คำถามสำคัญของสังคมไทยมิได้อยู่เพียงที่ว่าอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปลี่ยนแปลงหรือดำรงอยู่ในรูปใด หากอยู่ที่คำถามลึกกว่านั้นคือ ประชาชนไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ใต้ปกครอง” หรือ subject ไปสู่ “พลเมือง” หรือ citizen อย่างเต็มความหมาย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน สถาบันทางการเมืองทุกสถาบัน รวมทั้งพระราชอำนาจ ย่อมต้องถูกทำความเข้าใจภายในกรอบดังกล่าว บทความนี้ใช้กรอบแนวคิดเรื่อง civic republicanism, constitutional monarchy, political maturity และ popular sovereignty เพื่อชวนให้คนไทยพิจารณาว่า หากวันหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันเกิดขึ้นจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดมิใช่การรอคอยผู้ปกครองคนใหม่ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมพลเมืองที่รับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญ กติกา ข้อมูล ความเห็นต่าง และอนาคตของลูกหลานร่วมกัน
คำสำคัญ: พลเมือง · อำนาจอธิปไตย · พระราชอำนาจ · ประชาธิปไตย · รัฐธรรมนูญ · วุฒิภาวะทางการเมือง
๑. บทนำ: คำถามที่ลึกกว่าการมีหรือไม่มีสถาบันใด
เมื่อสังคมไทยพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ การสนทนามักถูกดึงไปสู่คำถามปลายแหลมทันทีว่า ใครรัก ใครไม่รัก ใครสนับสนุน ใครต่อต้าน หรืออนาคตควรเป็นอย่างไร แต่หากมองในกรอบรัฐศาสตร์ คำถามที่ลึกกว่าและยั่งยืนกว่าคือ หากอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจริง ประชาชนพร้อมจะรับผิดชอบอำนาจนั้นหรือยัง
ความสำคัญของคำถามนี้อยู่ตรงที่ ทุกการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ และพระราชอำนาจในโลกสมัยใหม่ย่อมเกี่ยวข้องกับหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนโดยตรง กล่าวอีกอย่างหนึ่ง เราไม่อาจพูดเรื่องกษัตริย์ในโลกประชาธิปไตยโดยไม่พูดเรื่องประชาชน และเราไม่อาจพูดเรื่องประชาชนในระบอบประชาธิปไตยโดยไม่พูดถึงภาระ ความรับผิดชอบ และวุฒิภาวะของพลเมือง
ดังนั้น บทความนี้มิได้ชวนให้คนไทยคิดเพียงว่า “อนาคตของสถาบันใดจะเป็นอย่างไร” แต่ชวนให้ถามว่า “หากวันหนึ่งไม่มีใครปกครองแทนเรา ไม่มีใครคุ้มครองแทนเรา และไม่มีใครรับผิดแทนเรา เราจะทำตัวกันอย่างไรในฐานะเจ้าของประเทศ”
๒. จาก Subject สู่ Citizen: การเปลี่ยนฐานะทางการเมืองของมนุษย์
ในระบอบการเมืองแบบเก่า ประชาชนส่วนใหญ่มิได้ถูกมองว่าเป็นเจ้าของรัฐ หากถูกมองว่าเป็นผู้ใต้ปกครอง คำภาษาอังกฤษว่า subject สะท้อนสถานะนี้อย่างชัดเจน คือผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ปกครอง หน้าที่หลักคือเชื่อฟัง รับคำสั่ง จงรักภักดี และฝากชะตากรรมไว้กับผู้มีอำนาจสูงกว่า
แต่คำว่า citizen หรือพลเมือง มีความหมายต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พลเมืองมิใช่ผู้รับคำสั่งเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นผู้ร่วมเป็นเจ้าของอำนาจทางการเมือง พลเมืองไม่ได้ถามเพียงว่า “ใครจะมาช่วยเรา” แต่ถามว่า “เราจะช่วยกันอย่างไร” พลเมืองไม่ได้มองรัฐเป็นของผู้ปกครอง แต่เห็นรัฐเป็นสมบัติร่วมของประชาชนทุกคน
นี่คือความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดของโลกการเมืองสมัยใหม่ ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงการมีการเลือกตั้ง แต่คือการเปลี่ยนมนุษย์จากผู้ใต้ปกครองให้กลายเป็นเจ้าของอำนาจร่วมกัน
กล่องวิเคราะห์ · Subject กับ Citizen ต่างกันอย่างไร
Subject ถามว่า ใครจะปกครองเรา ใครจะช่วยเรา ใครจะตัดสินแทนเรา
Citizen ถามว่า เราจะร่วมกันสร้างกติกาอย่างไร เราจะตรวจสอบอำนาจอย่างไร และเราจะรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศอย่างไร
๓. พระราชอำนาจในโลกประชาธิปไตย
ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระราชอำนาจคืออำนาจสูงสุดของรัฐ กษัตริย์เป็นทั้งประมุข ผู้ปกครอง และแหล่งที่มาของกฎหมาย แต่ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ สถานะเช่นนั้นเปลี่ยนไปอย่างถึงราก เพราะอำนาจสูงสุดมิได้เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากเป็นของประชาชนในฐานะองค์รวมทางการเมือง
นี่ไม่ได้หมายความว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องไร้ความหมาย ตรงกันข้าม ในหลายประเทศ สถาบันกษัตริย์ยังดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง เพราะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเจ้าของอำนาจ มาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ และเอกภาพของชาติ
หัวใจจึงอยู่ที่การแยกระหว่าง “อำนาจอธิปไตย” กับ “สถานะเชิงสัญลักษณ์” หากสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะประมุขของระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจย่อมต้องถูกเข้าใจว่าเป็นอำนาจที่ดำรงอยู่ภายในกรอบรัฐธรรมนูญ มิใช่อำนาจที่อยู่นอกหรืออยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชน
๔. ความเปลี่ยนแปลงของสถาบัน ย่อมเปลี่ยนความรับผิดชอบของประชาชน
สังคมที่ฝากความหวังไว้กับผู้ปกครองสูงสุดมักมีความสบายใจชนิดหนึ่ง คือเมื่อเกิดปัญหา ประชาชนยังสามารถคิดได้ว่า “เดี๋ยวก็มีผู้ใหญ่จัดการ” หรือ “ยังมีใครบางคนคอยคุ้มครองประเทศ” ความคิดเช่นนี้อาจทำให้ผู้คนรู้สึกมั่นคงในระยะสั้น แต่ก็อาจทำให้ประชาชนไม่เติบโตทางการเมือง
หากวันหนึ่งสังคมไทยต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะในรูปใด สิ่งที่จะตามมาคือภาระทางการเมืองจะถูกส่งกลับมายังประชาชนมากขึ้น ประชาชนจะไม่สามารถกล่าวโทษเฉพาะนักการเมือง ข้าราชการ กองทัพ ศาล หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งได้อีกต่อไปโดยไม่ถามตนเองว่า เราในฐานะพลเมืองได้ทำหน้าที่ของตนเองเพียงพอหรือยัง
ประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงไม่ใช่ระบอบที่ประชาชนมีสิทธิอย่างเดียว แต่เป็นระบอบที่ประชาชนต้องแบกรับความรับผิดชอบร่วมกันด้วย สิทธิเลือกตั้ง สิทธิแสดงความคิดเห็น สิทธิตรวจสอบรัฐ และสิทธิในการวิจารณ์อำนาจ ล้วนมาพร้อมหน้าที่ในการใช้ข้อมูลอย่างสุจริต เคารพความจริง ยอมรับความเห็นต่าง และปกป้องกติกาที่เป็นธรรม
๕. เราควรเริ่มทำตัวอย่างไรตั้งแต่วันนี้
๕.๑ เลิกหวังพึ่งผู้วิเศษทางการเมือง
สังคมไทยคุ้นเคยกับการมองหาคนดี ผู้มีบารมี ผู้นำเข้มแข็ง หรือผู้กอบกู้ประเทศ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ประเทศที่มั่นคงไม่ได้อยู่รอดเพราะมีคนดีคนเดียว หากอยู่รอดเพราะมีสถาบันที่ตรวจสอบกันได้ และมีประชาชนที่ไม่ยอมมอบอนาคตให้ใครถือไว้แทนทั้งหมด
๕.๒ ฝึกอ่านข่าวแบบพลเมือง ไม่ใช่แบบแฟนคลับ
พลเมืองต้องอ่านข่าวเพื่อเข้าใจความจริง ไม่ใช่อ่านเพื่อยืนยันความเชื่อของตนเอง การเตรียมตัวเป็นพลเมืองจึงเริ่มจากการตรวจสอบแหล่งข้อมูล แยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็น และกล้าตั้งคำถามแม้กับฝ่ายที่ตนเองชอบ
๕.๓ สนใจการเมืองท้องถิ่น
ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่เฉพาะในรัฐสภา แต่อยู่ในเทศบาล อบต. โรงเรียน โรงพยาบาล ถนน น้ำประปา ขยะ งบประมาณ และคุณภาพชีวิตประจำวัน คนที่ไม่เคยสนใจการเมืองท้องถิ่น ย่อมยากที่จะเป็นเจ้าของประชาธิปไตยระดับชาติอย่างแท้จริง
๕.๔ สอนลูกหลานให้คิด ไม่ใช่ให้เชื่ออย่างเดียว
สังคมที่ต้องการพลเมืองไม่อาจเลี้ยงเด็กให้เป็นผู้เชื่อฟังเพียงอย่างเดียว เด็กควรได้รับการฝึกให้ถามเหตุผล รับฟังผู้อื่น เคารพหลักฐาน และเข้าใจว่าการรักชาติไม่ใช่การเชื่อทุกอย่างที่รัฐหรือผู้มีอำนาจบอก แต่คือการรับผิดชอบต่อความจริงและความยุติธรรมของบ้านเมือง
๕.๕ ยอมรับว่าคนเห็นต่างไม่ใช่ศัตรูของชาติ
ประชาธิปไตยจะอยู่ไม่ได้ หากประชาชนมองความเห็นต่างเป็นการทรยศ ความเห็นต่างคือเงื่อนไขของสังคมเสรี เพราะไม่มีใครมีความจริงทั้งหมดอยู่ในมือคนเดียว พลเมืองจึงต้องฝึกอยู่ร่วมกับความไม่เห็นด้วย โดยไม่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน
๖. วุฒิภาวะทางการเมือง: จากเด็กของรัฐสู่ผู้ใหญ่ของประเทศ
หากจะเปรียบเทียบอย่างง่าย สังคมแบบ subject คือสังคมวัยเด็กทางการเมือง เด็กถามว่า ใครจะดูแลเรา ใครจะปกป้องเรา ใครจะบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่สังคมแบบ citizen คือสังคมที่เริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ถามว่า เราจะตกลงกันอย่างไร เราจะสร้างกติกาอย่างไร และหากเราตัดสินใจผิด เราจะรับผิดชอบอย่างไร
การเติบโตเช่นนี้ไม่ง่าย เพราะมันหมายถึงการสูญเสียความสบายใจบางอย่าง การมีผู้ใหญ่คอยตัดสินแทนอาจทำให้ชีวิตดูง่ายกว่า แต่ก็ทำให้ประชาชนไม่ต้องรับผิดชอบเต็มที่ต่อผลลัพธ์ของสังคมตนเอง ขณะที่การเป็นพลเมืองหมายถึงการยอมรับว่า ประเทศนี้ดีหรือเลว ไม่ได้เกิดจากผู้ปกครองเท่านั้น แต่เกิดจากคุณภาพของประชาชนด้วย
กล่องชวนคิด · ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครให้ฝากความหวัง
ถ้าไม่มีใครคอยปกครองแทนเรา เราจะเลือกผู้แทนอย่างไร
ถ้าไม่มีใครคอยตัดสินแทนเรา เราจะรักษากติกาอย่างไร
ถ้าไม่มีใครคอยคุ้มครองแทนเรา เราจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของกันและกันอย่างไร
ถ้าไม่มีใครคอยรับผิดแทนเรา เราจะรับผิดชอบอนาคตของลูกหลานอย่างไร
๗. บทสรุป: ประเทศที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแทนประชาชน
ไม่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยจะดำรงอยู่ ปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลงไปในรูปใดในอนาคต หลักการหนึ่งที่คนไทยควรเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้คือ ไม่มีสถาบันใดสามารถรับผิดชอบอนาคตของประเทศแทนประชาชนได้ตลอดไป
พระราชอำนาจในโลกประชาธิปไตยจำเป็นต้องถูกทำความเข้าใจภายในกรอบรัฐธรรมนูญและอำนาจอธิปไตยของปวงชน ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ไม่อาจอ้างอำนาจอธิปไตยโดยไม่ยอมรับภาระของมันได้ หากประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ประชาชนก็ต้องเป็นเจ้าของความรับผิดชอบด้วย
จาก subject สู่ citizen จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคำเรียก แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของสังคมทั้งสังคม จากการรอผู้ปกครองที่ดี ไปสู่การสร้างพลเมืองที่ดี จากการฝากอนาคตไว้กับเบื้องบน ไปสู่การลงมือรับผิดชอบร่วมกันบนผืนดินเดียวกัน
วันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว ทุกสังคมต้องเติบโตพอที่จะปกครองตนเอง คำถามคือ คนไทยจะเริ่มเติบโตตั้งแต่วันนี้ หรือจะรอจนถึงวันที่ไม่มีทางเลือกเหลืออยู่แล้ว
เอกสารอ้างอิงเบื้องต้น
Arendt, H. (1958). The Human Condition. University of Chicago Press.
Bagehot, W. (1867/2001). The English Constitution. Cambridge University Press.
Locke, J. (1690/1988). Two Treatises of Government. Cambridge University Press.
Rousseau, J.-J. (1762/1968). The Social Contract. Penguin Books.
Tocqueville, A. de. (1835/2000). Democracy in America. University of Chicago Press.
Weber, M. (1922/1978). Economy and Society. University of California Press.