Showing posts with label คันฉ่องส่องโลก. Show all posts
Showing posts with label คันฉ่องส่องโลก. Show all posts

อ่านคลื่นคำเตือนจากรัฐบาลยุโรปและสหรัฐอเมริกาให้ขาด ก่อนที่ความตื่นตระหนกจะเป็นฝ่ายอ่านเรา

คันฉ่องส่องโลก · บทวิเคราะห์สถานการณ์โลกสถาบันวิจัยประชาชน · 29 ตุลาคม 2569

ตุนสามวัน เตรียมพันวัน

อ่านคลื่นคำเตือนจากรัฐบาลยุโรปและสหรัฐอเมริกาให้ขาด ก่อนที่ความตื่นตระหนกจะเป็นฝ่ายอ่านเรา


เสน่ห์ ถิ่นแสน (เพียงดิน รักไทย)

บทคัดย่อ

ปลายเดือนตุลาคม 2569 กระแสความตื่นตระหนกระลอกใหม่ก่อตัวขึ้นในโลกออนไลน์ หลังรัฐบาลอังกฤษเปิดแคมเปญ “Be Ready” ให้ครัวเรือนเตรียมเสบียงพึ่งตนเองสามวัน รัฐมนตรีกลาโหมอังกฤษประกาศว่าประเทศมีเวลา “ราวหนึ่งพันวัน” ในการเตรียมพร้อมรบ เพนตากอนสั่งให้ฐานทัพในสหรัฐฯ ต้องอยู่ได้เองเก้าสิบวัน และญี่ปุ่นเตรียมออก “คำขอเร่งด่วน” ให้ประชาชนสำรองอาหาร น้ำ และส้วมฉุกเฉิน บทความนี้รวบรวมว่าแต่ละประเทศประกาศอะไรจริง แยกข้อเท็จจริงออกจากเสียงขยายของสื่อเก็งกำไรความกลัว แล้วอ่านภาพรวมในระดับโครงสร้าง ข้อเสนอหลักคือ คลื่นคำเตือนครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาณว่าสงครามจะปะทุพรุ่งนี้ หากแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของสัญญาประชาคมว่าด้วยความเสี่ยง จากยุคที่รัฐรับประกันความปกติ สู่ยุคที่รัฐขอให้พลเมืองแบกรับช่วงแรกของวิกฤตเอง และสิ่งที่สังคมไทยควรเรียนรู้จึงไม่ใช่วิธีกักตุน แต่คือวิธีเตรียมพร้อมอย่างมีสติ และวิธีเรียกร้องความพร้อมจากรัฐของเราเอง

คำสำคัญ: การเตรียมพร้อมภาคพลเรือน · สงครามลูกผสม · ความยืดหยุ่นทางสังคม · การป้องปรามแบบองค์รวม · ข้อมูลบิดเบือน · สัญญาประชาคมว่าด้วยความเสี่ยง

๑. บทนำ: เมื่อรัฐเริ่มพูดในสิ่งที่เคยเงียบ


ตลอดสามทศวรรษหลังสงครามเย็น รัฐบาลในโลกตะวันตกแทบไม่เคยพูดกับพลเมืองของตนด้วยภาษาของ “การเตรียมรับมือ” ไฟฟ้าจะติดเสมอ ซูเปอร์มาร์เก็ตจะเปิดเสมอ บัตรเครดิตจะรูดผ่านเสมอ ความปกติกลายเป็นสิ่งที่ถูกสันนิษฐานไว้ล่วงหน้าจนไม่มีใครตั้งคำถาม แต่ภายในสัปดาห์เดียวของเดือนตุลาคม 2569 ภาษานั้นเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด รัฐบาลอังกฤษเปิดแคมเปญระยะสามปีให้ครัวเรือนสำรองน้ำ อาหาร และไฟฉาย รัฐมนตรีกลาโหมเขียนบทความว่าประเทศเหลือเวลาราวพันวันในการเตรียมพร้อมรบ ข่าวจากวอชิงตันว่าฐานทัพทุกแห่งต้องอยู่รอดได้เก้าสิบวันโดยไม่พึ่งโครงข่ายพลเรือน และญี่ปุ่นประกาศว่าจะออก “คำขอเร่งด่วน” ถึงประชาชนทั้งประเทศในวันที่ 2 พฤศจิกายน

เมื่อข่าวเหล่านี้เดินทางข้ามทวีปผ่านเพจ คลิปสั้น และกลุ่มไลน์ มันถูกตัดต่อ บีบอัด และเติมสีจนกลายเป็นเรื่องเล่าเดียวกันว่า “มหาอำนาจรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้” คำถามที่ผู้อ่านจำนวนมากส่งมาถึงผู้เขียนจึงเรียบง่ายแต่หนักแน่น ว่าใครประกาศอะไรจริง เรื่องนี้สะท้อนอะไร และเราควรทำตัวอย่างไร บทความนี้พยายามตอบทั้งสามข้อ โดยเริ่มจากข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ก่อน แล้วจึงค่อยขยับขึ้นไปสู่การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง เพราะในยุคที่ความกลัวเดินทางเร็วกว่าความจริง ลำดับของการคิดสำคัญไม่แพ้เนื้อหาของความคิด

๒. ใครประกาศอะไร: บันทึกข้อเท็จจริงรายประเทศ


๒.๑ สหราชอาณาจักร: จุดศูนย์กลางของคลื่นรอบนี้

ชนวนหลักของกระแสครั้งนี้มาจากลอนดอน วันที่ 22 ตุลาคม 2569 รัฐบาลอังกฤษเปิดแคมเปญ “Be Ready” ซึ่งจะดำเนินต่อเนื่องสามปี เชิญชวนให้ครัวเรือนเก็บสิ่งจำเป็นอย่างน้ำดื่ม ผ้าห่ม และไฟฉายไว้ในบ้าน เผื่อกรณีบริการพื้นฐานหยุดชะงักจากสภาพอากาศรุนแรงไปจนถึงการโจมตีทางไซเบอร์ (Arab News, 2026) แนวทางออนไลน์ระบุให้มีน้ำขวดและอาหารไม่เน่าเสียพอสำหรับสามวัน ซึ่งบลูมเบิร์กประเมินว่าเป็นการขยับน้ำเสียงของรัฐบาลไปสู่ความเร่งด่วนมากขึ้นอย่างแนบเนียน ท่ามกลางความกังวลต่อการโจมตีแบบลูกผสมจากรัสเซีย สงครามไซเบอร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ และวิกฤตภูมิอากาศ (Bloomberg, 2026) แนวทางยังกำหนดให้ครัวเรือนเตรียมใช้ชีวิตอย่างน้อยสามวันโดยไม่มีซูเปอร์มาร์เก็ตหรือระบบชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (LBC, 2026) ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ควรขีดเส้นใต้ เพราะสะท้อนว่าความเปราะบางที่รัฐกังวลที่สุดไม่ใช่ระเบิด หากคือระบบดิจิทัลที่ชีวิตประจำวันพึ่งพาอยู่ทุกนาที

สองวันต่อมา ในวันที่ 24 ตุลาคม รัฐมนตรีกลาโหม เวส สตรีทติง เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์เดอะเทเลกราฟว่า ศักยภาพทางทหารและเศรษฐกิจสงครามของฝ่ายปรปักษ์อาจพร้อมโจมตีได้ภายในปี 2030 ทำให้อังกฤษและพันธมิตรนาโตมีเวลาเตรียมตัวอีกเพียงสามปีเศษ (Anadolu Agency, 2026) ประโยค “หนึ่งพันวัน” นี่เองที่ถูกนำไปตัดเป็นพาดหัวทั่วโลก ทั้งที่นักวิเคราะห์ชี้ว่ามันคือกรอบเวลาสำหรับการวางแผน มิใช่คำทำนายว่าสงครามจะเกิดขึ้นภายในช่วงนั้น (Arabian Post, 2026) ขณะเดียวกัน รัฐบาลระบุชัดว่ายังไม่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติที่ใกล้จะเกิดแต่อย่างใด และสตรีทติงย้ำกับบีบีซีว่ารัฐบาลต้องการให้ประชาชน “ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก” (Arab News, 2026) นายกรัฐมนตรีแอนดี้ เบิร์นแฮม เองถึงกับเล่าทางวิทยุว่าที่บ้านมีถั่วกระป๋องและซุปเก็บไว้ไม่น้อย และแนะนำให้ประชาชนเก็บของทำนองนั้น (McFall, 2026) พร้อมยืนยันว่าแคมเปญนี้ไม่ได้ขอให้กักตุน เพียงขอให้มีของติดบ้านพอสามวัน (Pillitteri, 2026) ถึงกระนั้น สตรีทติงก็ยังถูกผู้ชมรายการ Question Time ของบีบีซีซักว่ากำลังปลุกกระแสความกลัวหรือไม่ ซึ่งบอกเราว่าแม้ในสังคมอังกฤษเอง เส้นแบ่งระหว่าง “เตือน” กับ “ขู่” ก็ยังเป็นพื้นที่ถกเถียง

๒.๒ สหรัฐอเมริกา: รัฐเตรียมฐานทัพ แต่ไม่ได้สั่งพลเมือง

ฝั่งอเมริกาไม่มีแคมเปญใดที่เทียบได้กับ “Be Ready” สิ่งที่เกิดขึ้นคือข่าวฝ่ายทหาร รัฐมนตรีกลาโหมพีท เฮกเซธ เปิดตัวโครงการชื่อ FORTRESS ในสุนทรพจน์เมื่อวันที่ 30 กันยายน และบันทึกสั่งการฉบับต่อมาวางกรอบให้มีสำนักงานโครงการโดยเฉพาะ (Fortune, 2026) ข่าวที่ฟ็อกซ์นิวส์เผยแพร่เมื่อ 25 ตุลาคม ระบุว่าฐานทัพหลักทุกแห่งในสหรัฐฯ แผ่นดินใหญ่ต้องสามารถดำเนินภารกิจสำคัญได้เองอย่างน้อยเก้าสิบวัน ทั้งไฟฟ้า น้ำ เชื้อเพลิง และการสื่อสาร (Phillips, 2026) แผนนี้รวมถึงเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ และไมโครกริดที่ตัดขาดจากโครงข่ายพลเรือนได้ โดยเพนตากอนยังไม่ได้ระบุว่าประเทศใดเป็นเป้าหมายของการเตรียมการนี้ และยังไม่เปิดเผยทั้งงบประมาณและกรอบเวลา (Fortune, 2026) โฆษกเพนตากอน ฌอน พาร์เนลล์ ให้เหตุผลว่าความขัดแย้งครั้งหน้ามีแนวโน้มเกิดหลายแนวรบพร้อมกัน และห่วงโซ่อุปทานโลกจะขาดสะบั้นเมื่อสงครามใหญ่ปะทุ (Glenn, 2026)

ประเด็นที่ต้องแยกให้ชัดคือ FORTRESS เป็นคำสั่งต่อฐานทัพ ไม่ใช่คำสั่งต่อประชาชน คำแนะนำทางการสำหรับพลเรือนอเมริกันยังคงเป็นข้อความเดิมบนเว็บไซต์ Ready.gov ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ที่ให้มีอาหาร น้ำ และของจำเป็นพอสำหรับหลายวัน (McFall, 2026) ช่องว่างระหว่าง “ทหารเตรียมเก้าสิบวัน” กับ “พลเมืองได้รับคำแนะนำแบบเดิม” นี่เองที่กลายเป็นเชื้อเพลิงทางการเมือง อดีตรองผู้อำนวยการเอฟบีไอ แดน บองจิโน ใช้รายการพอดแคสต์ของตนเร่งเร้าให้ชาวอเมริกันกักตุนทันที ส่วนอดีต ส.ส. มาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน วิจารณ์ว่ารัฐเตรียมฐานทัพแต่ไม่บอกอะไรประชาชนเลย (The People’s Voice, 2026) ผู้อ่านพึงสังเกตว่าเสียงที่ดังที่สุดในสหรัฐฯ ไม่ได้มาจากรัฐ หากมาจากบุคคลสาธารณะที่ไม่มีตำแหน่งราชการแล้ว อีกเรื่องหนึ่งที่ควรรู้ล่วงหน้าเพื่อกันข่าวลือ คือสหรัฐฯ มีกำหนดทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินระดับชาติตามรอบปกติในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2569 (Wikipedia, 2026) หากเห็นคลิปโทรศัพท์ทั่วอเมริกาดังพร้อมกันในวันนั้น นั่นคือการทดสอบ ไม่ใช่สัญญาณสงคราม

๒.๓ ญี่ปุ่น: ภัยธรรมชาติ มิใช่สงคราม

ข่าวจากโตเกียวถูกบิดเบือนมากที่สุดในรอบนี้ ข้อเท็จจริงคือรัฐมนตรีด้านการจัดการภัยพิบัติ โกชิ โฮโซโนะ แถลงว่าจะออก “คำขอเร่งด่วน” ถึงกระทรวง จังหวัด และประชาชน ในวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันก่อตั้งทบวงป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ (Business Today, 2026) หน่วยงานใหม่นี้ขึ้นตรงต่อคณะรัฐมนตรีโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้า และขยายบทบาทของฝ่ายจัดการภัยพิบัติในสำนักคณะรัฐมนตรีเดิมให้ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมพร้อมยามปกติไปจนถึงการฟื้นฟู (Japan Times, 2026) ตัวเลขที่รัฐบาลแนะนำคือน้ำอย่างน้อยสามลิตรต่อคนต่อวัน อาหารไม่เน่าเสียสามวัน แต่ถ้าได้หนึ่งสัปดาห์จะดีกว่า รวมถึงส้วมพกพาประมาณวันละห้าครั้งต่อคน และกระเป๋าฉุกเฉินที่มีไฟฉาย ถ่าน พาวเวอร์แบงก์ ยาประจำตัว นกหวีด และเงินสดย่อย (NewsBytes, 2026)

สิ่งที่เพจตื่นตระหนกจำนวนมากไม่บอกก็คือ ต่างจากคำเตือนในยุโรป คำขอของญี่ปุ่นจำกัดอยู่ที่การเตรียมรับภัยธรรมชาติ (Insider Paper, 2026) เช่น แผ่นดินไหวใต้กรุงโตเกียวหรือการปะทุของภูเขาไฟฟูจิ และหมายเหตุบริบทบนแพลตฟอร์ม X ก็ชี้ว่าคำขอนี้ผูกกับการเปิดหน่วยงานใหม่ ไม่ได้มาจากข้อมูลภัยคุกคามใหม่ที่ใกล้ตัว ขณะที่ปริมาณสำรองที่แนะนำเป็นสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นแนะนำมาหลายปีแล้ว (Globe Eye News, 2026) กล่าวอีกแบบหนึ่ง ข่าวญี่ปุ่นคือการรณรงค์เชิงสถาบัน ที่บังเอิญประจวบเหมาะกับจังหวะเวลาของอังกฤษ

๒.๔ สหภาพยุโรปและประเทศสมาชิก: โครงสร้างที่วางไว้ตั้งแต่ปี 2568

หากมองแต่ข่าวรายวัน เราจะเข้าใจผิดว่ายุโรปเพิ่งตื่นขึ้นมาตกใจเมื่อเดือนนี้ ความจริงคือคลื่นรอบนี้เป็นปลายทางของนโยบายที่วางไว้ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2568 เมื่อคณะกรรมาธิการยุโรปประกาศยุทธศาสตร์ Preparedness Union ซึ่งเสนอให้ประชาชนมีเสบียงพอพึ่งตนเองอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ท่ามกลางความเสี่ยงตั้งแต่ภัยธรรมชาติ การโจมตีทางไซเบอร์ ไปจนถึงความเป็นไปได้ของการรุกรานด้วยกำลังอาวุธ (Malay Mail, 2025) ยุทธศาสตร์นี้มีมาตรการ 30 ข้อ รวมถึงการบรรจุบทเรียนการเตรียมพร้อมในโรงเรียน วันเตรียมพร้อมระดับสหภาพ และการซ้อมร่วมระหว่างทหาร พลเรือน ตำรวจ บุคลากรสาธารณสุข และนักดับเพลิง (ITV News, 2025)

ประเทศสมาชิกจึงทยอยแปลงยุทธศาสตร์นี้เป็นเอกสารถึงบ้านเรือน ไอร์แลนด์ส่งคู่มือ “Be Emergency Ready” ราว 2.2 ล้านเล่มทางไปรษณีย์ตั้งแต่ 21 กันยายน โดยระบุชัดว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์สหภาพยุโรป และแนะนำแม้กระทั่งให้มีแผนที่กระดาษและวิทยุแบบใช้ถ่านหรือมือหมุน (Irish Times, 2026a) ฝรั่งเศสออกคู่มือ “Tous responsables” ตั้งแต่ 20 พฤศจิกายน 2568 พร้อมแนะนำกระเป๋าฉุกเฉินสำหรับ 72 ชั่วโมง (24matins, 2025) และเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา บัญชีทางการของภูมิภาคนอร์ม็องดีก็โพสต์เตือนให้เตรียมตัวตั้งแต่บัดนี้ (McFall, 2026) เยอรมนีไปไกลกว่าเพื่อน โดยแนะนำให้มีเสบียงพอสำหรับสิบวัน และปรับคู่มือพลเรือนให้ระบุว่าสงครามไม่ใช่เรื่องไกลตัวอย่างเมื่อหลายปีก่อน (LADbible, 2026) คู่มือของสำนักงานป้องกันพลเรือนเยอรมนี (BBK) ครอบคลุมทั้งการสำรองอาหาร น้ำ การรับมือไฟดับ เอกสารสำคัญ และกระเป๋าฉุกเฉิน (UCP Knowledge Network, 2026)

ในกลุ่มนอร์ดิกและแนวหน้าตะวันออก สวีเดนและนอร์เวย์แนะนำเสบียงราวหนึ่งสัปดาห์ (McFall, 2026) ฟินแลนด์แนะนำ 72 ชั่วโมง โปแลนด์ขอให้ประชาชนรู้ตำแหน่งที่หลบภัยใกล้บ้าน และเนเธอร์แลนด์ให้เตรียมชุดฉุกเฉิน 72 ชั่วโมงเช่นกัน ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพก็อนุมัติยุทธศาสตร์ความมั่นคงปี 2569 ที่เพิ่มการคุ้มครองพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐาน (LADbible, 2026) นิวส์วีกนับได้ว่ามีรัฐบาลมากกว่าสามสิบประเทศทั่วโลกที่มีคำแนะนำทำนองนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่แคนาดา เม็กซิโก ไต้หวัน สิงคโปร์ ไปจนถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ และเนื้อหาของคำแนะนำค่อนข้างคงที่ คืออาหารไม่เน่าเสีย น้ำ ยา ถ่าน ไฟฉาย และวิทยุ (McFall, 2026)

ประเทศ/องค์กรประกาศหรือมาตรการระยะพึ่งตนเองที่แนะนำกรอบภัยที่ระบุ
สหราชอาณาจักรแคมเปญ Be Ready (22 ต.ค. 2569, สามปี); รมว.กลาโหมเตือน “ราวหนึ่งพันวัน” (24 ต.ค.)อย่างน้อย 3 วัน รวมถึงไม่มีระบบจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ไซเบอร์ สภาพอากาศ ภัยจากรัฐปรปักษ์
สหรัฐอเมริกาโครงการ FORTRESS ของเพนตากอนสำหรับฐานทัพ; คำแนะนำพลเรือนบน Ready.gov คงเดิมฐานทัพ 90 วัน / พลเรือน “หลายวัน”สงครามใหญ่ที่ทำลายโครงข่ายพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน
ญี่ปุ่น“คำขอเร่งด่วน” 2 พ.ย. 2569 พร้อมเปิดทบวงป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติอย่างน้อย 3 วัน ดีที่สุด 1 สัปดาห์ภัยธรรมชาติระดับชาติ
สหภาพยุโรปยุทธศาสตร์ Preparedness Union (มี.ค. 2568), มาตรการ 30 ข้ออย่างน้อย 72 ชั่วโมงความขัดแย้ง ไซเบอร์ ภัยพิบัติ โรคระบาด
ไอร์แลนด์คู่มือ Be Emergency Ready 2.2 ล้านเล่ม (ก.ย. 2569)72 ชั่วโมงพายุ ไฟดับ การหยุดชะงักของบริการ
ฝรั่งเศสคู่มือ Tous responsables (พ.ย. 2568, ปรับปรุง ส.ค. 2569)72 ชั่วโมงภัยธรรมชาติ ไซเบอร์ ก่อการร้าย ความขัดแย้งทางอาวุธ
เยอรมนีคู่มือ BBK ฉบับปรับปรุงสูงสุด 10 วันสงครามและวิกฤตยามสงบ
สวีเดน / นอร์เวย์คู่มือ “หากวิกฤตหรือสงครามมาถึง” และคำแนะนำระดับชาติราว 1 สัปดาห์วิกฤตและสงคราม
ตารางสรุปเรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลในบรรณานุกรม ข้อมูล ณ 29 ตุลาคม 2569

๓. แยกข้อเท็จจริงออกจากเสียงขยาย


เมื่อวางข้อเท็จจริงเรียงกันแล้ว เราจะเห็นได้ทันทีว่าเรื่องเล่าที่หมุนเวียนในโซเชียลมีเดียไทยและต่างประเทศจำนวนไม่น้อยบิดไปจากต้นฉบับ อย่างน้อยสี่จุดที่ควรรู้เท่าทัน

เรื่องเล่าที่หนึ่ง: “เพนตากอนบอกให้ประชาชนเตรียมตัวอยู่ได้ 90 วัน”

ไม่จริง ตัวเลข 90 วันเป็นข้อกำหนดสำหรับฐานทัพ มิใช่สำหรับครัวเรือน คำแนะนำพลเรือนของสหรัฐฯ ยังคงเป็นข้อความเดิมว่าให้มีของพอใช้หลายวัน เว็บไซต์บางแห่งที่พาดหัวว่าเพนตากอน “บอกประชาชน” ให้เตรียมเก้าสิบวันจึงบิดสาระของข่าว

เรื่องเล่าที่สอง: “ญี่ปุ่นออกคำสั่งฉุกเฉินเพราะรู้ว่าสงครามกำลังมา”

ไม่จริง คำขอของญี่ปุ่นผูกกับการเปิดหน่วยงานใหม่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน และจำกัดอยู่ที่ภัยธรรมชาติ ปริมาณสำรองที่แนะนำก็เป็นคำแนะนำเดิมที่รัฐบาลญี่ปุ่นรณรงค์มาหลายปี

เรื่องเล่าที่สาม: “ฟินแลนด์เพิ่งสั่งให้ประชาชนตุนยาเม็ดไอโอดีนรับสงครามนิวเคลียร์”

เป็นข่าวเก่าที่ถูกนำมาเวียนใหม่ กระทรวงสังคมและสาธารณสุขฟินแลนด์ปรับแนวทางการใช้ไอโอดีนเมื่อ 11 ตุลาคม 2565 โดยแนะนำให้ครัวเรือนที่มีสมาชิกอายุ 3–40 ปีมีไว้ที่บ้าน และจะกินก็ต่อเมื่อหน่วยกู้ภัยออกคำเตือนเท่านั้น (Ministry of Social Affairs and Health, 2022) ทางการเองระบุว่าเป็น “การเตรียมพร้อมตามปกติ” และสิ่งที่น่าคิดสำหรับคนไทยคือ ในเวลานั้นเพจการเมืองไทยแห่งหนึ่งซึ่งมีผู้ติดตามกว่าสองแสนห้าหมื่นราย เคยเผยแพร่ข่าวนี้ในลักษณะชี้นำให้เข้าใจผิดว่าเป็นคำสั่งเร่งด่วน จนหน่วยตรวจสอบข้อเท็จจริงของยุโรปต้องออกมาแก้ข่าว (EDMO BELUX, 2022)

เรื่องเล่าที่สี่: “อังกฤษประกาศว่าสงครามจะเกิดภายในหนึ่งพันวัน”

ไม่ตรงนัก สตรีทติงพูดถึงกรอบเวลาที่ฝ่ายปรปักษ์อาจมีขีดความสามารถพอจะโจมตี และใช้มันเป็นเส้นตายของการเตรียมพร้อมเพื่อป้องปราม ไม่ใช่วันนัดหมายของสงคราม และรัฐบาลยังไม่ได้ประกาศว่ามีภาวะฉุกเฉินใดใกล้จะเกิดขึ้น

ทั้งสี่กรณีมีโครงสร้างเดียวกัน คือการตัดบริบทออกจากตัวเลข แล้วนำตัวเลขเปล่า ๆ ไปวางคู่กับภาพกระสุนหรือหัวรบนิวเคลียร์ ตัวเลขจึงกลายเป็นอาวุธทางอารมณ์ และผู้ได้ประโยชน์คือผู้ที่ขายยอดวิว ขายอาหารสำรอง หรือขายวาระการเมืองบางอย่าง ไม่ใช่ผู้ที่ต้องการความปลอดภัยจริง

๔. ภาพรวมสะท้อนอะไร: ห้าการอ่านเชิงโครงสร้าง


๔.๑ จุดจบของ “เงินปันผลแห่งสันติภาพ” และการโอนความเสี่ยงกลับสู่ครัวเรือน

หลังกำแพงเบอร์ลินล่ม รัฐตะวันตกตัดงบป้องกันพลเรือน ปิดหลุมหลบภัย และนำทรัพยากรไปลงทุนด้านอื่น นี่คือสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเงินปันผลแห่งสันติภาพ สามสิบปีต่อมา ใบเสร็จของการตัดสินใจนั้นมาถึง การที่รัฐขอให้ครัวเรือนรับผิดชอบสามวันแรกของวิกฤตเอง จึงไม่ใช่เพียงคำแนะนำเชิงเทคนิค หากเป็นการเขียนสัญญาประชาคมว่าด้วยความเสี่ยงขึ้นใหม่ เดิมรัฐรับประกันว่าความปกติจะดำรงอยู่ วันนี้รัฐกำลังบอกอย่างสุภาพว่า ในช่วงแรกของวิกฤต รัฐอาจยังไปไม่ถึงคุณ แคมเปญของอังกฤษเองก็ให้เหตุผลตรงไปตรงมาว่าสามวันคือระยะเวลาที่เพียงพอให้หน่วยกู้ภัยเข้าถึงผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุดก่อน (Pillitteri, 2026) นี่คือการจัดลำดับความสำคัญอย่างมีเหตุผล แต่ก็เป็นการยอมรับขีดจำกัดของรัฐอย่างเปิดเผยเช่นกัน

๔.๒ ความเปราะบางยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่ชายแดน แต่อยู่ในเต้าเสียบปลั๊ก

ถ้าอ่านคำแนะนำทั้งหมดอย่างละเอียด จะพบว่าศัตรูที่รัฐกลัวที่สุดไม่ใช่รถถัง แต่คือไฟดับ ระบบจ่ายเงินล่ม และเครือข่ายสื่อสารขาด สตรีทติงเองยอมรับว่าคำอย่าง “สงครามลูกผสม” หรือ “ภัยคุกคามในเขตสีเทา” ยังไม่สะท้อนความรุนแรงของความเสี่ยงได้พอ และเตือนว่าปัญญาประดิษฐ์จะทำให้ผู้โจมตีทางไซเบอร์ทะลวงการป้องกันแบบเดิมได้ง่ายขึ้น (Anadolu Agency, 2026) ส่วนเพนตากอนสรุปไว้สั้นที่สุดว่า วันนี้พลังงานไฟฟ้าก็คือการรบ (Fortune, 2026) สังคมสมัยใหม่ได้ประสิทธิภาพมหาศาลจากการเชื่อมต่อทุกอย่างเข้าหากัน แต่ราคาของประสิทธิภาพนั้นคือ จุดล้มเพียงจุดเดียวอาจลามไปทั้งระบบ เงินสดในลิ้นชัก วิทยุมือหมุน และแผนที่กระดาษ ซึ่งดูล้าสมัยที่สุด จึงกลับกลายเป็นเครื่องมือความมั่นคงที่ทันสมัยที่สุดในเชิงหลักคิด

๔.๓ การเตรียมพร้อมคือการป้องปราม: ตรรกะของ “การป้องกันแบบองค์รวม”

ประเทศนอร์ดิกพัฒนาแนวคิดการป้องกันแบบองค์รวมมาหลายทศวรรษ ด้วยตรรกะที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง คือสังคมที่ล้มยาก ย่อมไม่คุ้มที่จะโจมตี เมื่อประชาชนพึ่งตนเองได้หลายวัน การตัดไฟหรือเจาะระบบธนาคารก็ไม่ก่อความโกลาหลถึงขั้นที่ศัตรูหวัง คำเตือนต่อสาธารณะจึงไม่ได้สื่อสารกับพลเมืองเท่านั้น แต่ส่งสัญญาณไปยังฝ่ายปรปักษ์ด้วยว่า สังคมนี้เตรียมพร้อมแล้ว ในแง่นี้ เส้นตายหนึ่งพันวันของอังกฤษอ่านได้ว่าเป็นถ้อยแถลงเชิงยุทธศาสตร์ที่มุ่งป้องกันไม่ให้วันที่หนึ่งพันเอ็ดมาถึงในฐานะวันสงคราม ไม่ใช่ประกาศนับถอยหลังสู่สงคราม

๔.๔ การเมืองภายในของความกลัว

อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านที่มีวิจารณญาณไม่ควรมองคำเตือนของรัฐอย่างไร้เดียงสา ภาษาแห่งภัยคุกคามเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ทรงพลังเสมอ มันช่วยสร้างความชอบธรรมให้การเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเรียกร้องให้ประชาชน “เสียสละ” และการผ่อนคลายการตรวจสอบในนามความมั่นคง รายงานบางชิ้นระบุว่าผู้บัญชาการทหารบกอังกฤษเองก็กล่าวว่าประชาชนจะต้องยอมรับการเสียสละเพื่อให้ความมั่นคงมาก่อน (Slay News, 2026) ประเด็นนี้ไม่ได้แปลว่าภัยคุกคามเป็นเรื่องแต่งขึ้น แต่แปลว่าสังคมประชาธิปไตยต้องถือหลักสองข้อพร้อมกัน คือรับฟังคำเตือนอย่างจริงจัง และตรวจสอบผู้เตือนอย่างจริงจังด้วย จดหมายของผู้อ่านไอริชไทมส์ฉบับหนึ่งสะท้อนความรู้สึกนี้ได้แหลมคม ว่ารัฐบาลควรทำคู่มือเตรียมพร้อมให้ตัวเองบ้าง เพราะรับมือพายุ น้ำท่วม และไฟป่าไม่พร้อมมาครั้งแล้วครั้งเล่า (Irish Times, 2026b) ความพร้อมจึงต้องเป็นถนนสองทาง พลเมืองเตรียมสามวัน รัฐต้องพิสูจน์ว่าตนเตรียมวันที่สี่ถึงวันที่ร้อยไว้แล้ว

๔.๕ เศรษฐกิจแห่งความสนใจกับอุตสาหกรรมความตื่นตระหนก

สุดท้าย คลื่นครั้งนี้เผยให้เห็นว่าระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารทำงานอย่างไร คำแนะนำที่รัฐบาลอังกฤษตั้งใจให้ “ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก” เมื่อผ่านเว็บไซต์ขายอุปกรณ์เอาชีวิตรอด ช่องยูทูบ และเพจที่หากินกับความกลัว กลับถูกแปลงเป็นข้อความว่า “รัฐบาลทั่วโลกกำลังบอกให้เตรียมรับสงคราม” ภายในไม่กี่ชั่วโมง ความต่างระหว่างการเตือนภัยธรรมชาติของญี่ปุ่น กับการเตรียมพร้อมทางทหารของสหรัฐฯ และการรณรงค์เชิงนโยบายของยุโรป ถูกหลอมรวมจนแยกไม่ออก ในเศรษฐกิจแห่งความสนใจ ความแม่นยำมีต้นทุน ส่วนความกลัวมีกำไร และนี่คือเหตุที่การรู้เท่าทันข้อมูลข่าวสารไม่ใช่ทักษะเสริมอีกต่อไป หากเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของชาติโดยตรง

ความพร้อมที่แท้จริงไม่ได้วัดจากจำนวนกระป๋องในตู้ แต่วัดจากความสามารถในการคิดให้ชัด ในวันที่คนรอบตัวคิดไม่ออก

๕. ข้อคิดสำหรับสังคมไทย


ข้อคิดประการแรก คือความตื่นตระหนกเองเป็นภัยพิบัติชนิดหนึ่ง ประวัติศาสตร์ยืนยันเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อฟินแลนด์ปรับแนวทางเรื่องไอโอดีนในปี 2565 ยาเม็ดขาดตลาดแทบทั้งประเทศในวันเดียว จนสมาคมร้านขายยาต้องออกมาขอให้ซื้อเฉพาะครัวเรือนที่มีสมาชิกอายุไม่เกินสี่สิบปีหรือหญิงตั้งครรภ์ (Yle, 2022) เมื่อญี่ปุ่นออกประกาศเฝ้าระวังแผ่นดินไหวร่องนันไกครั้งแรกในปี 2567 น้ำดื่ม ส้วมฉุกเฉิน และอาหารสำรองหมดจากชั้นวาง จนซูเปอร์มาร์เก็ตต้องจำกัดการขายและกระทรวงเกษตรต้องขอร้องไม่ให้กักตุน (Bangkok Post, 2024) การเตรียมพร้อมที่ดีจึงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปในยามปกติ ไม่ใช่วิ่งเข้าห้างในวันที่ข่าวลือแรงที่สุด

ข้อคิดประการที่สอง คือคนไทยไม่ได้อยู่นอกพื้นที่เสี่ยงเพียงเพราะเราอยู่ห่างจากรัสเซีย ความเสี่ยงของเราเพียงแต่มีหน้าตาต่างออกไป น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 สอนแล้วว่ากรุงเทพฯ ทั้งเมืองอาจถูกตัดขาดจากห่วงโซ่อุปทานได้หลายสัปดาห์ ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชาเมื่อปี 2568 ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพอย่างกะทันหัน ฝุ่นพิษ คลื่นความร้อน ไฟดับ และการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่ระบาดหนักที่สุดในภูมิภาค ล้วนเป็น “สงครามลูกผสม” ฉบับไทยที่เราเผชิญอยู่ทุกปี ความต่างคือ รัฐไทยยังไม่เคยมีแคมเปญระดับชาติที่ส่งคู่มือถึงทุกบ้านอย่างเป็นระบบแบบไอร์แลนด์ หรือมีหน่วยงานที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อบูรณาการการจัดการภัยพิบัติแบบที่ญี่ปุ่นกำลังทำ

ข้อคิดประการที่สาม คือพื้นที่ข่าวสารไทยเป็นเป้าหมายที่ง่ายของการปลุกกระแส กรณีเพจการเมืองไทยที่นำข่าวไอโอดีนฟินแลนด์ไปขยายจนบิดเบือนเมื่อปี 2565 คือหลักฐานว่า ความกลัวจากซีกโลกอื่นสามารถถูกนำเข้ามาใช้ประโยชน์ทางการเมืองและการค้าในบ้านเราได้ทุกเมื่อ สังคมที่ประชาชนแยกแยะได้ว่าข่าวใดมาจากแหล่งทางการ ข่าวใดเป็นการตีความของสื่อ และข่าวใดเป็นการแต่งเติมของผู้หวังผล คือสังคมที่ถูกชักจูงได้ยาก และนั่นคือแนวป้องกันชั้นแรกที่ไม่มีงบประมาณกลาโหมใดซื้อแทนได้

ข้อคิดประการสุดท้าย และอาจสำคัญที่สุด คือความพร้อมไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันเป็นเรื่องของชุมชน คู่มือของไอร์แลนด์เน้นการเชื่อมต่อกับครอบครัว เพื่อน และเพื่อนบ้าน และมองการเตรียมพร้อมว่าเป็นการสร้างชุมชนที่เข้มแข็งร่วมกัน ไม่ใช่การเอาตัวรอดคนเดียว คนที่กักตุนมากที่สุดมักไม่ใช่คนที่รอดดีที่สุด คนที่รอดดีที่สุดคือคนที่รู้จักเพื่อนบ้าน รู้ว่าใครในซอยเป็นผู้สูงอายุอยู่ลำพัง และรู้ว่าจะช่วยกันอย่างไรเมื่อไฟดับ หลักคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่าอำนาจแบบกระจายของพลเมือง ความยืดหยุ่นของสังคมไม่ได้อยู่ที่ศูนย์กลาง แต่อยู่ที่เครือข่ายเล็ก ๆ จำนวนมหาศาลที่ช่วยเหลือกันได้เองโดยไม่ต้องรอคำสั่ง

๖. เราควรทำตัวอย่างไร


คำตอบที่ผู้เขียนเสนอแบ่งเป็นสามชั้น คือชั้นความคิด ชั้นครัวเรือน และชั้นพลเมือง ซึ่งต้องทำไปพร้อมกัน

ชั้นความคิด: อ่านให้ถึงต้นทาง เมื่อเห็นข่าวว่า “รัฐบาลประเทศใดสั่งให้ประชาชนเตรียมตัว” ให้ถามสามคำถามเสมอ หนึ่ง แหล่งต้นทางคือเว็บไซต์ของรัฐบาลหรือหน่วยงานทางการหรือไม่ สอง ข่าวนั้นลงวันที่เมื่อใด เป็นข่าวใหม่หรือข่าวเก่าที่ถูกนำมาเวียนซ้ำ และสาม คำสั่งนั้นพูดถึงพลเรือนหรือทหาร ภัยธรรมชาติหรือภัยสงคราม เพียงสามคำถามนี้ ก็จะกรองเรื่องเล่าบิดเบือนในรอบนี้ออกไปได้เกือบทั้งหมด หลีกเลี่ยงการส่งต่อคลิปที่ไม่มีแหล่งที่มา และระวังเป็นพิเศษกับเนื้อหาที่ปลุกความกลัวแล้วจบด้วยลิงก์ขายสินค้า

ชั้นครัวเรือน: เตรียมสามวันอย่างสงบ ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกอย่างในวันเดียว การทยอยซื้อเพิ่มทีละน้อยในการจ่ายตลาดปกติ แล้วหมุนเวียนใช้ของเก่าก่อน คือวิธีที่ญี่ปุ่นเรียกว่าการสำรองแบบหมุนเวียน ซึ่งไม่สร้างภาระให้ตลาดและไม่ทิ้งของหมดอายุ สำหรับบริบทไทย ซึ่งอากาศร้อนและเสี่ยงน้ำท่วม ควรให้ความสำคัญกับน้ำดื่ม การเก็บเอกสารในถุงกันน้ำ และการเตรียมยาประจำตัวเป็นพิเศษ

รายการตรวจสอบครัวเรือนสามวัน (ปรับให้เหมาะกับประเทศไทย)

  • น้ำดื่มอย่างน้อยสามลิตรต่อคนต่อวัน คูณสามวัน (ครอบครัวสี่คนราว 36 ลิตร)
  • อาหารพร้อมรับประทานที่ไม่ต้องปรุงหรือใช้ไฟน้อย เช่น ข้าวกระป๋อง ปลากระป๋อง ขนมปังกรอบ ถั่ว ผลไม้แห้ง
  • ยาประจำตัวสำรองอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ ชุดปฐมพยาบาล และยาสามัญประจำบ้าน
  • ไฟฉาย ถ่านสำรอง พาวเวอร์แบงก์ที่ชาร์จเต็ม และวิทยุแบบใช้ถ่านหรือมือหมุน
  • เงินสดธนบัตรย่อยจำนวนหนึ่ง เผื่อระบบโอนเงินและบัตรใช้ไม่ได้
  • สำเนาเอกสารสำคัญ บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน สมุดบัญชี กรมธรรม์ ใส่ถุงกันน้ำ พร้อมรายชื่อเบอร์ติดต่อฉุกเฉินที่เขียนด้วยมือ
  • ถุงขยะหนา ทิชชู่เปียก และอุปกรณ์สุขอนามัย ซึ่งใช้แทนส้วมชั่วคราวได้เมื่อน้ำประปาไม่ไหล
  • ของจำเป็นเฉพาะบ้าน เช่น นมผงและผ้าอ้อมสำหรับเด็กเล็ก อุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุ อาหารสัตว์เลี้ยง
  • หน้ากากกันฝุ่นและพัดลมแบบใช้ถ่านหรือชาร์จได้ สำหรับฤดูฝุ่นและคลื่นความร้อน
แผนนัดพบของครอบครัว หากสมาชิกอยู่คนละที่และโทรศัพท์ใช้ไม่ได้

ชั้นพลเมือง: เรียกร้องความพร้อมจากรัฐ ข้อนี้คือสิ่งที่การรณรงค์แบบตะวันตกมักไม่พูดถึง แต่สำคัญที่สุดสำหรับสังคมที่ยังพัฒนาประชาธิปไตยไม่เต็มที่อย่างประเทศไทย พลเมืองที่เตรียมสามวันมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะถามว่า รัฐไทยมีแผนรับมือไฟดับเป็นวงกว้างหรือไม่ ระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์มือถือครอบคลุมและใช้งานได้จริงเพียงใด มีที่หลบภัยและศูนย์อพยพในชุมชนของเราหรือไม่ และงบประมาณป้องกันภัยพลเรือนถูกจัดสรรอย่างโปร่งใสหรือเปล่า ความพร้อมของครัวเรือนกับความรับผิดชอบของรัฐต้องเดินคู่กัน มิฉะนั้น “การพึ่งตนเอง” จะกลายเป็นข้ออ้างให้รัฐลอยตัวจากหน้าที่

บทส่งท้าย: ตุนสามวัน เพื่อไม่ให้ต้องกลัวไปพันวัน


คลื่นคำเตือนจากยุโรปและสหรัฐฯ ในเดือนนี้ไม่ได้บอกเราว่าสงครามโลกจะเกิดพรุ่งนี้ สิ่งที่มันบอกคือโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่ความปกติเป็นสิ่งที่รัฐรับประกันให้ ไปสู่ยุคที่ความปกติต้องถูกดูแลร่วมกันระหว่างรัฐกับพลเมือง ประเทศที่ส่งคู่มือถึงทุกบ้านไม่ได้อ่อนแอกว่าประเทศที่เงียบ ตรงกันข้าม การกล้าพูดเรื่องความเปราะบางอย่างตรงไปตรงมาคือเครื่องหมายของรัฐที่เชื่อว่าพลเมืองของตนรับความจริงได้

สำหรับเรา บทเรียนจึงไม่ใช่การวิ่งไปกักตุนตามกระแส แต่คือการใช้โอกาสนี้สร้างวัฒนธรรมการเตรียมพร้อมอย่างมีสติ เตรียมน้ำ อาหาร และยาไว้สามวันอย่างสงบ ฝึกตั้งคำถามกับทุกข่าวที่ทำให้ใจเต้นแรง ทำความรู้จักเพื่อนบ้าน และเรียกร้องให้รัฐของเราแสดงแผนของตนต่อสาธารณะ เพราะในท้ายที่สุด สังคมที่ปลอดภัยที่สุดไม่ใช่สังคมที่ไม่เคยกลัว หากคือสังคมที่ความกลัวไม่อาจชักนำได้

เอกสารอ้างอิง


24matins. (2025, November 20). Comment se préparer efficacement pour survivre 72 heures lors d’une crise majeure en France. https://www.24matins.fr/comment-se-preparer-efficacement-pour-survivre-72-heures-lors-dune-crise-majeure-en-france-1398757

Anadolu Agency. (2026, October 26). Britain must be ready for war within 1,000 days: Defense secretary. https://www.aa.com.tr/en/europe/britain-must-be-ready-for-war-within-1-000-days-defense-secretary/4100544

Arab News. (2026, October 23). Don’t panic: UK govt tells Britons to ‘be ready’ for emergencies. https://www.arabnews.com/world/dont-panic-uk-govt-tells-britons-to-be-ready-for-emergencies-3007909

Arabian Post. (2026, October 27). UK defence secretary sets 1,000-day war readiness deadline. https://thearabianpost.com/uk-defence-secretary-sets-1000-day-war-readiness-deadline/

Bangkok Post. (2024, August). Megaquake fear spurs panic buying in Japan. https://www.bangkokpost.com/world/2844976/megaquake-fear-spurs-panic-buying-in-japan

Bloomberg. (2026, October 23). UK quietly warns citizens to stock up on emergency supplies. https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-10-23/uk-makes-quiet-shift-to-prepare-for-supply-chain-shortages

Business Today. (2026, October 27). From food to medicines: Japan and UK urge citizens to keep emergency supplies ready for at least 3 days. https://www.businesstoday.in/world/story/japan-and-uk-urge-citizens-to-keep-emergency-supplies-ready-for-3-days-to-a-week-563963-2026-10-27

EDMO BELUX. (2022, October). Finland did not advise citizens to ‘urgently buy iodine tablets after escalation of war in Ukraine’. https://belux.edmo.eu/finland-did-not-advise-citizens-to-urgently-buy-iodine-tablets-after-escalation-of-war-in-ukraine/

Fortune. (2026, October 26). Pentagon orders bases to plan for 90 days without the grid as Britain urges families to stockpile food and water. https://fortune.com/2026/10/26/pentagon-fortress-bases-90-days-off-grid-uk-be-ready-stockpile/

Glenn, M. (2026, October 27). Pentagon says every base should be fully self-sufficient for at least 90 days. The Washington Times. https://www.washingtontimes.com/news/2026/oct/27/pentagon-says-every-base-fully-self-sufficient-least-90-days/

Globe Eye News. (2026, October 27). Japanese Minister Hosono issues emergency request [Post with reader-added context]. X. https://x.com/GlobeEyeNews/status/2114917121914479036

Insider Paper. (2026, October 27). Japan to issue nationwide ‘emergency request,’ urging citizens to stockpile survival supplies. https://insiderpaper.com/japan-to-issue-nationwide-emergency-request-urging-citizens-to-stockpile-survival-supplies/

Irish Times. (2026a, September 17). Torches and battery-operated radios: New guidelines for a national emergency are in the post. https://www.irishtimes.com/life-style/2026/09/17/governments-emergency-booklet-what-is-in-it-and-how-does-it-compare-to-eu-countries/

Irish Times. (2026b, October 7). Government needs own emergency prep booklet [Letter to the editor]. https://www.irishtimes.com/opinion/letters/2026/10/07/government-needs-own-emergency-prep-booklet/

ITV News. (2025, March 27). EU tells public to stockpile 72 hours of supplies in case of disaster or attack. https://www.itv.com/news/2025-03-27/eu-tells-public-to-stockpile-72-hours-of-supplies-in-case-of-disaster-or-attack

Japan Times. (2026, September 25). Japan to expand disaster preparedness with new national agency. https://www.japantimes.co.jp/news/2026/09/25/japan/national-disaster-management-agency/

LADbible. (2026, September 22). What EU countries are telling citizens to stock up on as global WW3 fears rise. https://www.ladbible.com/news/world-news/eu-countries-stockpiling-advice-conflict-power-outage-weather-349905-20260922

LBC. (2026, October 25). Britain must be ready for war within 1,000 days, Defence Secretary warns. https://www.lbc.co.uk/article/defence-prepping-army-war-wes-streeting-5HjdkPy_2/

Malay Mail. (2025, March 26). EU calls for stockpiling emergency supplies, urges 72-hour preparedness [Reuters]. https://malaymail.com/news/world/2025/03/26/eu-calls-for-stockpiling-emergency-supplies-urges-72-hour-preparedness/170999

McFall, M. R. (2026, October 28). Map shows countries urging residents to stockpile food as France issues warning. Newsweek. https://www.newsweek.com/map-shows-countries-urging-residents-to-stockpile-food-12629524

Ministry of Social Affairs and Health, Finland. (2022, October 11). Ministry of Social Affairs and Health updates guidelines on the use of iodine in case of a radiation hazard. https://stm.fi/en/-/ministry-of-social-affairs-and-health-updates-guidelines-on-the-use-of-iodine-in-case-of-a-radiation-hazard

NewsBytes. (2026, October 27). Japan urges household stockpiles before national disaster management agency launch. https://www.newsbytesapp.com/news/world/japan-urges-household-stockpiles-before-national-disaster-management-agency-launch/tldr

Phillips, M. (2026, October 25). Inside the Pentagon’s doomsday plan to keep America fighting if global war erupts. Fox News. https://www.foxnews.com/politics/inside-pentagons-doomsday-plan-keep-america-fighting-global-war-erupts

Pillitteri, P. (2026, October 27). UK launches Be Ready, 3 days of supplies and 1,000 days to prepare for war. https://pasqualepillitteri.it/en/news/27330/uk-be-ready-campaign-stockpile-1000-days

Slay News. (2026, October 23). UK government warns citizens to prepare for blackouts & food shortages. https://slaynews.com/uk-government-warns-citizens-prepare-blackouts-food-shortages/

The People’s Voice. (2026, October 28). Pentagon scrambles all doomsday planes, tells public to prepare for ’90 days without help’ [ตัวอย่างการพาดหัวบิดเบือน]. https://thepeoplesvoice.tv/pentagon-scrambles-all-doomsday-planes-public-prepare-ww3

UCP Knowledge Network. (2026, October 12). Guide for emergency preparedness and correct action in emergency situations – Germany. European Commission. https://civil-protection-knowledge-network.europa.eu/media/guide-emergency-preparedness-and-correct-action-emergency-situations-germany

Wikipedia. (2026). National Periodic Test. https://en.wikipedia.org/wiki/National_Periodic_Test

Yle. (2022, October). No need to hoard iodine tablets, pharmacy association says. https://yle.fi/a/3-12655954

อ้างอิงบทความนี้: เสน่ห์ ถิ่นแสน (เพียงดิน รักไทย). (2569, 29 ตุลาคม). ตุนสามวัน เตรียมพันวัน: อ่านคลื่นคำเตือนจากรัฐบาลยุโรปและสหรัฐอเมริกาให้ขาด ก่อนที่ความตื่นตระหนกจะเป็นฝ่ายอ่านเรา. คันฉ่องส่องโลก. สถาบันวิจัยประชาชน. thinsan.org
หมายเหตุ: ข้อมูลรวบรวม ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2569 สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบประกาศล่าสุดจากหน่วยงานทางการของแต่ละประเทศ

อำนาจที่เดินทางไปก่อนตัวเรา: Trump, Robert Greene และการเมืองของชื่อเสียง

คันฉ่องส่องโลก | ห้องสมุดประชาชน

อำนาจที่เดินทางไปก่อนตัวเรา

Trump, Robert Greene และการเมืองของชื่อเสียง

บางครั้งอำนาจที่มีประสิทธิภาพที่สุด มิใช่อำนาจที่ต้องถูกนำออกมาใช้ หากคืออำนาจที่ทำให้ผู้อื่นเปลี่ยนพฤติกรรมเสียก่อน เพราะเขาเชื่อว่าเราจะทำอะไร หากเขาไม่ยอมเปลี่ยน

1. ก่อน Trump จะเข้าห้อง เขาอาจเริ่มต่อรองไปแล้ว

ลองจินตนาการว่าผู้นำประเทศหนึ่งกำลังเตรียมตัวพบ Donald Trump เพื่อเจรจาเรื่องการค้า ความมั่นคง หรือพันธมิตรทางทหาร

Trump ยังไม่ได้เดินเข้าห้องประชุม ยังไม่ได้เสนอเงื่อนไข ยังไม่ได้ขึ้นภาษี ยังไม่ได้ขู่ถอนตัวจากข้อตกลง และยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรเลย

แต่ทีมของอีกฝ่ายเริ่มถามกันแล้วว่า:

Trump ต้องการอะไร?

อะไรคือสิ่งที่เขายอมไม่ได้?

เขาต้องการชัยชนะชนิดใดกลับไปประกาศต่อประชาชน?

ถ้าเราไม่ยอม เขาจะเดินออกจากโต๊ะหรือไม่?

คำขู่เรื่องภาษีหรือมาตรการตอบโต้ของเขาเอาจริงเพียงใด?

เราควรเสนออะไรให้ก่อน เพื่อไม่ให้สถานการณ์ไปถึงจุดนั้น?

หากคำถามเหล่านี้ทำให้อีกฝ่ายเปลี่ยนข้อเสนอ ลดข้อเรียกร้อง หรือเตรียมสิ่งที่ Trump ต้องการไว้ล่วงหน้า สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งก็ได้เกิดขึ้นแล้ว:

Trump ยังไม่ได้ใช้อำนาจ
แต่ชื่อเสียงของ Trump เริ่มใช้อำนาจแทนเขาแล้ว

นี่คือจุดตั้งต้นของบทความนี้ และเป็นบทเรียนเรื่องอำนาจที่กว้างกว่า Donald Trump มาก

2. Robert Greene: ชื่อเสียงมิใช่เครื่องประดับ

แนวคิดนี้ทำให้นึกถึงงานของ Robert Greene โดยเฉพาะหนังสือ The 48 Laws of Power ซึ่งกฎข้อที่ 5 ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับ ชื่อเสียง (reputation) ในฐานะทรัพย์สินแห่งอำนาจ

หากอ่าน Greene อย่างผิวเผิน เราอาจเข้าใจว่าเขากำลังสอนเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ หรือการรักษาหน้าตาในสังคม

แต่สาระที่ลึกกว่านั้นคือ ชื่อเสียงสามารถทำงานแทนเจ้าของชื่อเสียงได้

คนที่มีชื่อเสียงว่าไม่ยอมถูกเอาเปรียบ อาจถูกเอาเปรียบน้อยลง โดยไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับทุกคน

คนที่มีชื่อเสียงว่าตอบโต้อย่างหนักเมื่อถูกหักหลัง อาจถูกหักหลังน้อยลง โดยไม่ต้องลงโทษใครทุกวัน

คนที่มีชื่อเสียงว่าสามารถเดินออกจากโต๊ะเจรจาได้จริง อาจได้รับข้อเสนอที่ดีกว่า โดยไม่ต้องเดินออกจากโต๊ะทุกครั้ง

หลักการ ชื่อเสียงที่ได้รับการยอมรับมากพอ สามารถลดต้นทุนของการใช้อำนาจจริง

3. อำนาจเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า

เราอาจเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า อำนาจเชิงคาดการณ์ล่วงหน้า (anticipatory power)

ความหมายคือ ผู้คนปรับพฤติกรรมของตน มิใช่เพราะเราได้ทำอะไรกับเขาแล้ว แต่เพราะเขาคาดการณ์ว่า เราจะทำอะไรต่อไป

ชื่อเสียงในอดีต
↓
สร้างความคาดหมาย
↓
อีกฝ่ายคำนวณความเสี่ยง
↓
อีกฝ่ายปรับพฤติกรรม
↓
อำนาจเกิดขึ้นก่อนการลงมือ

นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมชื่อเสียงจึงสำคัญในโลกของการต่อรอง การทูต ธุรกิจ สงคราม และการเมือง

หากฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่าคำขู่ของเราจะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง คำขู่นั้นย่อมมีมูลค่าต่ำ

แต่หากเขาเชื่อว่ามีความเป็นไปได้สูงว่าเราจะทำจริง แม้เรายังไม่ได้ทำอะไร คำขู่นั้นก็เริ่มมีอำนาจแล้ว

4. ความน่าเชื่อถือของคำขู่

ในทฤษฎีการต่อรองและทฤษฎีเกม ประเด็นสำคัญจึงมิใช่เพียงว่า ผู้เล่นคนหนึ่งสามารถทำอะไรได้ แต่คืออีกฝ่าย เชื่อหรือไม่ว่าเขาจะทำ

นี่คือเรื่องของ ความน่าเชื่อถือของภัยคุกคาม (credible threat)

ประเทศมหาอำนาจอาจมีอาวุธจำนวนมหาศาล แต่ถ้าทุกฝ่ายเชื่อว่าไม่มีสถานการณ์ใดที่ผู้นำจะกล้าใช้ อาวุธเหล่านั้นก็มีอำนาจต่อรองบางประเภทลดลง

ในทางกลับกัน ผู้เล่นที่มีกำลังน้อยกว่า แต่มีชื่อเสียงว่าเอาจริง ยอมรับความเสี่ยงสูง หรือพร้อมแบกรับต้นทุน อาจสร้างอำนาจต่อรองได้มากกว่าขนาดทรัพยากรของตน

จุดนี้ทำให้บุคลิกทางการเมืองของ Trump มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

ความคาดเดายากของเขา การพร้อมวิจารณ์พันธมิตร การใช้ภาษีเป็นเครื่องมือต่อรอง การตั้งคำถามต่อข้อตกลงเดิม และความต้องการแสดงผลลัพธ์ในรูปของ “ชัยชนะ” ล้วนกลายเป็นข้อมูลที่ผู้เล่นอื่นต้องนำเข้าไปคำนวณ

ไม่จำเป็นว่า Trump จะทำทุกอย่างที่เคยขู่ และไม่จำเป็นว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะประสบความสำเร็จทุกครั้ง

ประเด็นสำคัญกว่าคือ อีกฝ่ายไม่สามารถสบายใจได้ว่าเขาจะไม่ทำ

5. จาก Nixon's Madman Theory ถึง Trump

ประวัติศาสตร์การเมืองอเมริกันมีแนวคิดหนึ่งที่มักเชื่อมโยงกับ Richard Nixon คือ ทฤษฎีคนบ้า (madman theory)

ตรรกะพื้นฐานคือ หากฝ่ายตรงข้ามเชื่อว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจโกรธง่าย คาดเดาไม่ได้ หรือพร้อมทำสิ่งรุนแรงกว่าที่ผู้นำทั่วไปจะทำ ฝ่ายตรงข้ามอาจยอมประนีประนอมมากขึ้น เพราะไม่ต้องการทดสอบขอบเขตนั้น

แต่กรณี Trump มีลักษณะกว้างกว่านั้น

สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมิใช่เพียง “ชายคนนี้อาจทำอะไรสุดโต่ง”

หากเป็นตัวละครทางการเมืองที่มีองค์ประกอบหลายด้าน:

ต้องการชนะ ไม่ชอบถูกเอาเปรียบ พร้อมต่อรองใหม่ พร้อมเดินออกจากโต๊ะ ให้ความสำคัญกับภาพของชัยชนะ ต้องการให้พันธมิตรมีมูลค่าเชิงบวก พร้อมใช้ความไม่แน่นอนเป็นเครื่องมือ

เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกแสดงซ้ำเป็นเวลานาน มันจึงเริ่มประกอบกันเป็น สถาปัตยกรรมแห่งชื่อเสียง (reputational architecture)

6. ทำไมต้องรักษาภาพลักษณ์?

ตรงนี้ทำให้พฤติกรรมบางอย่างของ Trump ซึ่งหากมองเฉพาะเหตุการณ์อาจดูเป็นเรื่องบุคลิกส่วนตัว มีความหมายเพิ่มขึ้น

หากชื่อเสียงเป็นทุน การสร้างและรักษาชื่อเสียงก็ย่อมเป็น ภารกิจทางอำนาจ

ผู้เล่นที่ลงทุนสร้างภาพว่าตนเอง “จะไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ” ย่อมมีแรงจูงใจสูงที่จะไม่ปล่อยให้เหตุการณ์สำคัญ ทำลายภาพดังกล่าว

เพราะความเสียหายไม่ได้จบอยู่ที่เหตุการณ์เดียว

หากคู่เจรจารายหนึ่งพบว่า คำขู่ของเราสามารถถูกเพิกเฉยได้โดยไม่มีผลอะไร ผู้เล่นคนอื่นก็เรียนรู้จากเหตุการณ์นั้นด้วย

ชื่อเสียงจึงเป็นทุนที่สะสมได้
แต่ก็เป็นทุนที่เสื่อมค่าได้

7. ปฏิทรรศน์แห่งชื่อเสียง

และตรงนี้เองที่เกิด ปฏิทรรศน์แห่งชื่อเสียง (reputation paradox)

เราสร้างชื่อเสียงเพื่อให้ไม่ต้องใช้อำนาจจริงทุกครั้ง แต่บางครั้งเรากลับต้องใช้อำนาจจริง เพื่อรักษาชื่อเสียงที่จะทำให้เรา ไม่ต้องใช้อำนาจในครั้งต่อไป

เป้าหมาย
สร้างชื่อเสียงเพื่อประหยัดต้นทุนการใช้อำนาจ
แต่
เงื่อนไข
ต้องยอมจ่ายต้นทุนบางครั้งเพื่อรักษาชื่อเสียงนั้น

หาก Trump ขู่สิบครั้งแล้วถอยทุกครั้ง ผู้เล่นอื่นย่อมเริ่มปรับค่าความน่าจะเป็นใหม่

คำถามจะเปลี่ยนจาก “ถ้าเราไม่ยอม Trump จะทำอะไร?” เป็น “เขาขู่อีกแล้ว แต่สุดท้ายจะทำจริงหรือ?”

เมื่อถึงจุดนั้น อำนาจเชิงคาดการณ์ล่วงหน้าเริ่มเสื่อมค่า

ดังนั้นบางครั้งผู้นำอาจต้องยอมรับต้นทุนในวันนี้ มิใช่เพียงเพื่อผลลัพธ์ของวันนี้ แต่เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของวันพรุ่งนี้

8. โลกการเมืองคือเกมที่เล่นซ้ำ

เรื่องนี้จะเห็นชัดยิ่งขึ้นเมื่อมองผ่าน เกมที่เล่นซ้ำ (repeated games) ในทฤษฎีเกม

การเจรจาระหว่างรัฐแทบไม่เคยเป็นเกมครั้งเดียวแล้วจบ

วันนี้สหรัฐฯ ต่อรองกับประเทศ A พรุ่งนี้ต้องต่อรองกับประเทศ B เดือนหน้ากับประเทศ C และปีหน้าก็อาจกลับมาต่อรองกับประเทศ A อีกครั้ง

เพราะฉะนั้นการกระทำต่อ A ไม่ได้มีผู้ชมเพียง A

A กำลังเล่นเกมกับเรา แต่ B, C, D และ E กำลังดูอยู่

ทุกคนกำลังเรียนรู้ว่า:

  • คำขู่ของเรามีน้ำหนักเพียงใด
  • เราอดทนต่อความเสียหายได้มากแค่ไหน
  • เรายอมถอยเมื่อใด
  • เราตอบแทนพันธมิตรอย่างไร
  • เราลงโทษการผิดข้อตกลงจริงหรือไม่
  • และเรารักษาคำพูดเพียงใด

ดังนั้นการตัดสินใจหนึ่งครั้ง อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้เล่นทั้งระบบ

ผู้ชมของการใช้อำนาจหนึ่งครั้ง อาจไม่ใช่เพียงคนที่ถูกใช้อำนาจด้วย แต่อาจเป็นคนทั้งโลกที่กำลังเรียนรู้ว่า ครั้งหน้าควรปฏิบัติต่อเราอย่างไร

9. Nessun Dorma จึงกลับมาอยู่ในภาพอีกครั้ง

หากย้อนกลับไปยังบทวิเคราะห์ก่อนหน้าของเรา เรื่องการใช้ Nessun Dorma ซ้ำในโลกพิธีการของ Trump เพลงนั้นจึงน่าสนใจขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

เราไม่จำเป็นต้องกล่าวว่า ทุกครั้งที่เพลงดังขึ้น Trump กำลังส่งรหัสลับ ทางภูมิรัฐศาสตร์

แต่เมื่อมันถูกใช้ซ้ำพร้อมกับองค์ประกอบอื่นของภาพตัวตน เพลงก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของ การบำรุงรักษาภาพแห่งอำนาจ

ทองและความโอ่อ่า
พิธีการ
Air Force One
MAGA
ภาษีและการต่อรอง
ความคาดเดายาก
Winning
VINCERÒ

แต่ละสิ่งอาจดูเล็กเมื่อแยกออกจากกัน ทว่าเมื่อปรากฏซ้ำอย่างต่อเนื่อง มันช่วยสร้างตัวละครทางการเมืองที่ผู้คนจดจำได้ทันที

ในภาษาของอุปรากร เราอาจเรียก Nessun Dorma ว่า ทำนองประจำตัวละคร (leitmotif) ของโลกแบบ Trump

ตัวละครยังไม่ทันพูด แต่ดนตรีบอกผู้ชมแล้วว่าใครกำลังเดินเข้าฉาก

10. อำนาจที่ประหยัดที่สุด คืออำนาจที่ไม่ต้องใช้?

เมื่อมองจากมุมนี้ เราจะพบหลักการเรื่องอำนาจที่สำคัญมาก:

อำนาจที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดส่วนหนึ่ง
คืออำนาจที่ทำให้ผู้อื่นปรับพฤติกรรม
ก่อนที่เราจะต้องใช้อำนาจจริง

ตำรวจไม่จำเป็นต้องจับประชาชนทุกคน หากคนส่วนใหญ่เชื่อว่าการละเมิดกฎหมายจะมีผลตามมา

กองทัพไม่จำเป็นต้องยิงทุกครั้ง หากการยับยั้งทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่เริ่มโจมตี

นักเจรจาไม่จำเป็นต้องเดินออกจากโต๊ะทุกครั้ง หากอีกฝ่ายเชื่อว่าเขาพร้อมเดินจริง

และผู้นำไม่จำเป็นต้องแสดงความน่ากลัวทุกวัน หากชื่อเสียงแห่งความน่ากลัว เดินทางไปถึงห้องประชุมก่อนตัวเขาแล้ว

11. แต่ชื่อเสียงก็สามารถกลายเป็นคุก

อย่างไรก็ตาม บทเรียนเรื่องอำนาจจะไม่สมบูรณ์ หากเรามองเห็นแต่ประโยชน์ของชื่อเสียง

เพราะเมื่อสร้างตัวตนทางยุทธศาสตร์ขึ้นมาแล้ว เจ้าของตัวตนอาจกลายเป็นผู้ถูกตัวตนนั้นบังคับเสียเอง

หากผู้นำสร้างชื่อเสียงว่า “ฉันไม่มีวันถอย” วันหนึ่งเขาอาจพบสถานการณ์ที่การถอยคือทางเลือกที่ฉลาดที่สุด

แต่การถอยจะสร้างต้นทุนด้านชื่อเสียง

เขาจึงอาจเลือกทำสิ่งที่มีต้นทุนสูงกว่า เพียงเพื่อไม่ให้คนอื่นเห็นว่าเขาถอย

ตรงนี้ทุนแห่งชื่อเสียงเริ่มเปลี่ยนจาก สินทรัพย์ (asset) เป็น ภาระผูกพัน (liability)

นี่คืออันตรายของอำนาจที่สร้างจากชื่อเสียง:

วันหนึ่งเราอาจไม่ได้ควบคุมชื่อเสียงอีกต่อไป แต่ชื่อเสียงกลับเป็นฝ่ายควบคุมทางเลือกของเรา

12. จาก Greene ไปไกลกว่า Greene

Robert Greene ช่วยให้เราเห็นว่า ชื่อเสียงเป็นอาวุธทางอำนาจ และผู้ที่เข้าใจอำนาจย่อมไม่ปล่อยให้ชื่อเสียงของตน ถูกกำหนดโดยผู้อื่นอย่างง่ายดาย

แต่หากนำแนวคิดนี้ไปเชื่อมกับ รัฐศาสตร์ ทฤษฎีเกม และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เราจะเห็นสิ่งที่ใหญ่ขึ้น

ชื่อเสียงมิใช่เพียงสิ่งที่คนอื่น คิดเกี่ยวกับเรา

มันสามารถเปลี่ยนสิ่งที่คนอื่น ทำต่อเรา

และเมื่อมันเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้อื่นได้ ชื่อเสียงก็ไม่ได้เป็นเพียงภาพอีกต่อไป

มันกลายเป็นอำนาจ
คันฉ่องส่องโลก

คันฉ่อง: ก่อนผู้มีอำนาจจะมาถึง อะไรมาถึงก่อน?

เมื่อเราศึกษาผู้นำ เรามักสนใจว่าเขามีกองทัพเท่าไร มีเงินเท่าไร มีอำนาจตามกฎหมายเท่าไร หรือสามารถออกคำสั่งอะไรได้บ้าง

แต่ยังมีอำนาจอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมองไม่เห็นง่ายนัก

มันเดินทางผ่านข่าว ประวัติการตัดสินใจ เรื่องเล่า ภาพจำ พิธีกรรม คำขู่ ชัยชนะ ความพ่ายแพ้ และบางครั้งแม้กระทั่งบทเพลง

เมื่อเจ้าของอำนาจเดินเข้าห้อง สิ่งเหล่านั้นอาจเดินทางมาถึงก่อนนานแล้ว

ก่อนเขาจะพูด คนอื่นกำลังคาดการณ์ว่าเขาจะพูดอะไร ก่อนเขาจะขู่ คนอื่นกำลังคำนวณว่าเขาจะเอาจริงหรือไม่ ก่อนเขาจะใช้อำนาจ บางคนอาจเปลี่ยนพฤติกรรมไปแล้ว

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่า สำหรับนักการเมืองอย่าง Donald Trump การสร้างและรักษาภาพลักษณ์มิใช่งานประชาสัมพันธ์ที่อยู่ชายขอบของการใช้อำนาจ

มันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจเอง

และเมื่อเสียงของ Nessun Dorma ดังขึ้นอีกครั้ง เราจึงอาจได้ยินมากกว่าเสียงดนตรี

รุ่งเช้าจะมาถึง VINCERÒ. ข้าจะชนะ

แต่คันฉ่องยังทิ้งคำถามสำคัญกว่าไว้ว่า: ผู้ที่สร้างชื่อเสียงขึ้นมาเพื่อควบคุมพฤติกรรมของผู้อื่น จะรักษาจุดใดไว้ได้ ก่อนที่ชื่อเสียงนั้นจะย้อนกลับมาควบคุมตัวเขาเอง?

คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World

ห้องสมุดประชาชน — เรียนรู้โลก เพื่อเข้าใจอำนาจ และคิดด้วยตนเอง

บุญรักษา

ทำไม Donald Trump จึงเลือกเพลง Nessun Dorma ซ้ำแล้วซ้ำอีก ล่าสุดในงานเลี้ยงต้อนรับสี?

คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World

Vincerò — “ข้าจะชนะ”

ทำไม Donald Trump จึงเลือกเพลง Nessun Dorma ซ้ำแล้วซ้ำอีก ล่าสุดในงานเลี้ยงต้อนรับสี?

เมื่อบทเพลงหนึ่งเดินทางจากเวทีหาเสียง สู่พระราชวัง Air Force One และงานพิธีการระดับผู้นำโลก เพลงนั้นอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียง “เพลงโปรด” อีกต่อไป หากกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาทางการเมืองของประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ชมคลิปก่อนอ่าน

คลิปเผยแพร่โดย Dan Scavino ผ่าน X — การใช้ Nessun Dorma ในบริบทพิธีการของทำเนียบขาวเป็นจุดตั้งต้นของบทวิเคราะห์นี้

เมื่อเพลงเดิมดังขึ้นอีกครั้ง

หากได้ยิน Nessun Dorma ในงานของ Donald Trump เพียงครั้งเดียว เราอาจอธิบายได้ง่าย ๆ ว่าเป็นเพราะเขาชอบเพลงนี้ แต่เมื่อเพลงเดียวกันปรากฏซ้ำในพื้นที่ทางการเมืองและพิธีการหลายรูปแบบ คำถามที่น่าสนใจกว่าจึงเกิดขึ้นว่า เพลงนี้กำลังทำหน้าที่อะไรในโลกทางการเมืองของ Trump?

หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งมาจาก Trump เอง ระหว่างการเดินทางด้วย Air Force One เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2026 เขาให้เจ้าหน้าที่นำรายการเพลงไปเปิดให้นักข่าวฟัง ในรายการนั้นมีเพลงตั้งแต่ Jolene, Fernando, November Rain ไปจนถึง Nessun Dorma และเมื่อ Trump เดินกลับมาหานักข่าว เขาบอกว่า เขาเป็นผู้เลือกเพลงส่วนใหญ่ด้วยตนเอง

จึงมีเหตุผลค่อนข้างหนักแน่นที่จะกล่าวว่า Nessun Dorma มิใช่เพลงที่เจ้าหน้าที่พิธีการบังเอิญเลือกให้เขา หากเป็นส่วนหนึ่งของรสนิยมทางดนตรีของ Trump เอง

ความหมายอยู่ตรงคำสุดท้าย

Nessun Dorma เป็นบทเพลงจากองก์ที่สามของอุปรากร Turandot ของ Giacomo Puccini ผู้ร้องคือเจ้าชาย Calaf ซึ่งกำลังเผชิญคืนแห่งความไม่แน่นอน ก่อนประกาศความเชื่อมั่นว่าเมื่อรุ่งเช้ามาถึง เขาจะเป็นผู้ชนะ

Vincerò! Vincerò!
“ข้าจะชนะ”

นั่นคือจุดสูงสุดทางอารมณ์ของบทเพลง และเป็นเหตุผลที่ Nessun Dorma มีพลังมากกว่าความเป็นเพลงรักธรรมดา

โครงสร้างทางอารมณ์ของมันเดินจาก ความมืด → ความไม่แน่นอน → การรอคอย → รุ่งอรุณ → ชัยชนะ

หากเราต้องเลือกบทเพลงหนึ่งเพื่อสร้างภาพของผู้นำที่เชื่อมั่นว่า ตนเองจะผ่านวิกฤตและออกมายืนอยู่ในฐานะผู้ชนะ ย่อมหาเพลงที่ทำหน้าที่นี้ได้สมบูรณ์กว่า Nessun Dorma ไม่ง่ายนัก

จากเพลงโปรด สู่ลายเซ็นทางดนตรี

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าสนใจคือการปรากฏตัวซ้ำ ๆ ของเพลงนี้ ในบริบทที่แตกต่างกัน

ในเดือนกันยายน 2025 เมื่อ Trump เดินทางเยือนสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการ รายการเพลงในงานเลี้ยงที่ Windsor Castle มีเพลงโปรดของ Trump หลายเพลง รวมถึง Nessun Dorma

ต่อมาเพลงนี้ปรากฏในโลกพิธีการและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Trump อีกหลายครั้ง และในเดือนกันยายน 2026 Trump ถึงกับประกาศบนเวทีการประชุม Republican ว่า Christopher Macchio จะร้อง America the Beautiful, Nessun Dorma และเพลงจาก The Phantom of the Opera

เพียงสามวันต่อมา รายการเพลงบน Air Force One ก็ยืนยันอีกครั้งว่า Nessun Dorma อยู่ในชุดเพลงที่ Trump เลือกฟังด้วยตนเอง

เมื่อเพลงหนึ่งเดินทางผ่าน การหาเสียง → การประชุมพรรค → เครื่องบินประธานาธิบดี → พระราชพิธี → งานเลี้ยงทางการทูต มันจึงเริ่มมีคุณสมบัติคล้าย ลายเซ็นทางดนตรี (musical signature) มากกว่าเพลงโปรดธรรมดา

กรณี Mohammed bin Salman สำคัญอย่างไร?

จุดที่ทำให้การใช้เพลงนี้ในบริบททำเนียบขาวน่าสนใจขึ้น คือการนำมาใช้ในงานเลี้ยงรับรองเจ้าชาย Mohammed bin Salman มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025

เราควรระมัดระวังไม่ตีความเกินหลักฐานว่า Trump กำลังบอกแขกว่า “ฉันจะชนะคุณ” เพราะยังไม่มีหลักฐานรองรับการอ่านเช่นนั้น

ความหมายที่มีน้ำหนักกว่าคือ แขกต่างชาติกำลังถูกเชื้อเชิญเข้าสู่ โรงละครแห่งอำนาจแบบ Trump (Trumpian theater of power)

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง เพลงไม่ได้กำลังพูดถึงแขกเพียงฝ่ายเดียว

เพลงกำลังพูดถึงเจ้าของเวทีด้วย

Trump ไม่ได้ใช้ดนตรีเหมือนนักการเมืองทั่วไป

Trump มีความสัมพันธ์กับดนตรีที่น่าสนใจ เพราะเพลงที่เขาเลือกไม่ได้มีเนื้อหาสอดคล้องกับนโยบายของเขาทุกครั้ง และบางเพลงอาจมีความหมายดั้งเดิมที่แทบไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองของเขาเลย

สิ่งที่ดูจะสำคัญกว่าสำหรับ Trump คือ พลังทางอารมณ์ (affective power) ของเพลง — ความยิ่งใหญ่ ความเร้าใจ ความเศร้า ความฮึกเหิม หรือช่วงจบที่สร้างความรู้สึกเหมือนภาพยนตร์

Nessun Dorma เหมาะกับโลกแบบนั้นอย่างยิ่ง เพราะมันไม่ได้ค่อย ๆ จางหายไป แต่ไต่ระดับขึ้นสู่การประกาศชัยชนะอย่างเต็มเสียง

นี่คือ “leitmotif” ของ Trump หรือไม่?

ในอุปรากรและภาพยนตร์มีแนวคิดที่เรียกว่า ทำนองประจำตัวละคร (leitmotif) คือเมื่อบุคคล ความคิด หรือพลังบางอย่างปรากฏขึ้น ทำนองหนึ่งก็กลับมาด้วย

หาก Nessun Dorma ถูกใช้ในโลกของ Trump ต่อไปเรื่อย ๆ เราอาจกำลังเห็นปรากฏการณ์คล้ายกันโดยไม่จำเป็นต้องมีใครประกาศอย่างเป็นทางการ

Trump ปรากฏ ↓ พิธีกรรมแห่งอำนาจเริ่มขึ้น ↓ ดนตรีไต่ระดับ ↓ VINCERÒ

จากบุคลิกส่วนตัว สู่ภาพประธานาธิบดี

ตรงนี้เองที่เรื่องดนตรีเริ่มเชื่อมกับการเมือง

การเมืองของ Trump ให้ความสำคัญกับภาพ พิธีกรรม ฉาก เวที สถาปัตยกรรม บุคลิก และการแสดงอำนาจ มากกว่าการเมืองแบบผู้บริหารระบบราชการทั่วไป

ในโลกเช่นนี้ ดนตรีไม่ใช่ของตกแต่ง แต่สามารถทำหน้าที่สร้าง ภาพแทนทางการเมือง (political iconography) ได้เช่นเดียวกับธง เครื่องแบบ ห้องบอลรูม ขบวนทหาร หรือสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่

Nessun Dorma จึงเข้ากับ Trump อย่างประหลาด เพราะตัวละครในเพลงไม่ได้ร้องว่า “เราจะบริหารระบบให้มีประสิทธิภาพ”

เขาประกาศว่า

เมื่อรุ่งอรุณมาถึง — ข้าจะชนะ

แต่ต้องระวังการอ่านสัญลักษณ์เกินจริง

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ที่รับผิดชอบจำเป็นต้องแยก ข้อเท็จจริง ออกจาก การตีความ

สิ่งที่เรารู้ค่อนข้างแน่คือ Trump ชอบเพลงนี้ ใช้มันหลายครั้ง และเลือกมันอยู่ในรายการเพลงของตนเอง

แต่สิ่งที่เรายังพิสูจน์ไม่ได้คือ ทุกครั้งที่เพลงดังขึ้น Trump ตั้งใจส่งรหัสทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือข้อความเฉพาะเจาะจงไปยังผู้นำที่กำลังนั่งฟังอยู่

ดังนั้นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดในเวลานี้คือ Nessun Dorma ทำหน้าที่พร้อมกันสองระดับ คือเป็นทั้ง เพลงที่ Trump ชอบจริง และเป็นเพลงที่บังเอิญมีโครงสร้างทางอารมณ์ สอดคล้องอย่างยิ่งกับภาพตัวตนทางการเมืองที่เขาสร้างขึ้น

คันฉ่อง: เมื่อการเมืองกลายเป็นอุปรากร

นักการเมืองจำนวนมากใช้เพลงเพื่อสร้างบรรยากาศ แต่ Trump ดูเหมือนจะทำสิ่งที่มากกว่านั้น เขาสร้างโลกทางการเมืองที่มีลักษณะเป็นการแสดง และดนตรีช่วยทำให้โลกนั้นสมบูรณ์

หากการใช้ Nessun Dorma ซ้ำในพิธีการระดับสูงยังดำเนินต่อไป เพลงนี้อาจค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจาก เพลงโปรดของ Donald Trump ไปเป็น เสียงประกอบของ Trumpian statecraft — การใช้อำนาจรัฐในแบบ Trump

และบางที เราไม่จำเป็นต้องค้นหารหัสลับที่ซับซ้อนกว่านั้นเลย

เพราะ Puccini เขียนคำที่เหมาะกับตัวละครทางการเมืองแบบ Trump ไว้ตั้งแต่กว่าหนึ่งศตวรรษก่อนแล้ว:

เมื่อค่ำคืนสิ้นสุด เมื่อรุ่งอรุณมาถึง VINCERÒ. ข้าจะชนะ

คำถามที่คันฉ่องทิ้งไว้จึงมิใช่เพียง “ทำไม Trump จึงชอบเพลงนี้?”

หากแต่คือ เมื่อผู้นำเริ่มสร้างภาษาแห่งอำนาจผ่านพิธีกรรม ภาพ และดนตรี เรากำลังฟังเพลงอยู่ — หรือกำลังถูกเชื้อเชิญให้มองโลกผ่านบทบาท ที่ผู้นำคนนั้นเขียนให้ตนเอง?

คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World

บทความวิเคราะห์เพื่อการเรียนรู้และอภิปรายสาธารณะ

บุญรักษา

คันฉ่องส่องโลก: จาก Greenland ถึง UNGA: Trump, Fortress West และระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน 22 September 2026

คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World

จาก Greenland ถึง UNGA: Trump, Fortress West และระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน

เมื่อ “ความมั่นคงของคุณคือความมั่นคงของเรา” พบกับหลัก America First — เรากำลังเห็นการถอยของอเมริกาออกจากโลก หรือการสร้าง “ป้อมปราการตะวันตก” รูปแบบใหม่?

22 กันยายน 2026 | คันฉ่องส่องโลก

วันที่ 22 กันยายน 2026 อาจกลายเป็นวันที่น่าสนใจวันหนึ่ง ในการศึกษาการเปลี่ยนผ่านของระเบียบโลก มิใช่เพราะมีเหตุการณ์ใหญ่เพียงเหตุการณ์เดียว หากแต่เพราะเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นใกล้เคียงกัน และเมื่อวางประกบกันแล้ว เหตุการณ์เหล่านั้นช่วยอธิบายซึ่งกันและกัน

ในนครนิวยอร์ก ประธานาธิบดี Donald Trump ขึ้นกล่าวต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 81 ด้วยสุนทรพจน์ที่ครอบคลุมตั้งแต่ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและการทหารของสหรัฐฯ อิหร่าน กาซา เวเนซุเอลา ซีกโลกตะวันตก รัสเซีย–ยูเครน NATO สหประชาชาติ ศาลอาญาระหว่างประเทศ การย้ายถิ่น ไปจนถึงสิ่งที่เขาเสนอให้เรียกเสียใหม่ว่า “ปัญญาเหนือมนุษย์” (Superintelligence) แทนคำว่า Artificial Intelligence

ต่อมา Trump พร้อมด้วยนายกรัฐมนตรี Mette Frederiksen แห่งเดนมาร์ก และนายกรัฐมนตรี Jens-Frederik Nielsen แห่งกรีนแลนด์ ลงนามข้อตกลงความมั่นคงฉบับใหม่ ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐฯ ขยายบทบาทและการประจำการทางทหารในกรีนแลนด์ ขณะเดียวกันฝ่ายเดนมาร์กและกรีนแลนด์ยังยืนยันหลักอธิปไตย สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และบทบาทของ NATO ในความมั่นคงของภูมิภาคอาร์กติก

สิ่งที่สะดุดใจมิใช่เพียงฐานทัพหรือภูมิศาสตร์ หากเป็นถ้อยคำสั้น ๆ ของ Nielsen ในพิธีลงนาม:

“Your security is our security, and our security is your security.” “ความมั่นคงของท่านคือความมั่นคงของเรา และความมั่นคงของเราก็คือความมั่นคงของท่าน”

ประโยคนี้ชวนให้นึกถึงจินตภาพแบบ “All for one, one for all” — หนึ่งเพื่อทั้งหมด ทั้งหมดเพื่อหนึ่ง ซึ่งในวัฒนธรรมสมัยนิยมกลายเป็นสัญลักษณ์ของภราดรภาพ การร่วมชะตากรรม และการปกป้องกันและกัน แม้วลีที่เราคุ้นเคยนั้นจะสัมพันธ์กับ The Three Musketeers มากกว่า Knights Templar หรือ King Arthur ก็ตาม

แต่หากวางประโยคของ Nielsen ข้างสุนทรพจน์ของ Trump ในวันเดียวกัน เราจะเห็นสิ่งที่ลึกกว่าความโรแมนติกของคำปฏิญาณแห่งพันธมิตร

เราอาจกำลังเห็นเค้าโครงของ สถาปัตยกรรมความมั่นคงแบบใหม่ของโลกตะวันตก ก่อตัวขึ้นต่อหน้าต่อตา

1. อย่าอ่านสุนทรพจน์ Trump เป็นรายการข่าว — จงอ่านมันเป็น “แผนที่โลก”

หากอ่านสุนทรพจน์ต่อ UNGA แบบแยกหัวข้อ เราอาจเห็นอิหร่านเรื่องหนึ่ง เวเนซุเอลาเรื่องหนึ่ง Greenland อีกเรื่องหนึ่ง NATO อีกเรื่องหนึ่ง และ Superintelligence อีกเรื่องหนึ่ง

แต่เมื่ออ่านตั้งแต่ต้นจนจบ โครงสร้างความคิดบางอย่างปรากฏชัดขึ้น

“America is rising. Our nation is growing. Our power is expanding.” “อเมริกากำลังผงาดขึ้น ชาติของเรากำลังเติบโต และอำนาจของเรากำลังขยายตัว”

จากจุดนี้ Trump ค่อย ๆ ขยายสมการจากภายในประเทศออกสู่โลกภายนอก โดยเสนอภาพว่าสหรัฐฯ ที่กลับมาแข็งแกร่ง สามารถใช้ความมั่งคั่ง กำลังทหาร เทคโนโลยี พลังงาน การค้า ภาษี และการทูต เข้าไปจัดการปัญหาที่เขาเห็นว่าถูกปล่อยให้ค้างคามายาวนาน

America is strong → America can act

จุดนี้สำคัญ เพราะ Trump มิได้เริ่มจากคำถามว่า “ระเบียบโลกต้องการอะไรจากอเมริกา?” หากเริ่มจากสมมุติฐานว่า เมื่ออเมริกาแข็งแกร่ง อเมริกาย่อมมีความสามารถ และในบางกรณีมีหน้าที่ที่จะลงมือ เมื่อผลประโยชน์และความมั่นคงที่ตนถือว่าสำคัญถูกคุกคาม

คันฉ่อง: หลายข้อความในปาฐกถาเป็นคำกล่าวอ้าง การประเมินสถานการณ์ และการสรุปผลงานของ Trump เอง จึงไม่ควรถือว่ากลายเป็นข้อเท็จจริงเพียงเพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวไว้ คุณค่าของปาฐกถานี้สำหรับการวิเคราะห์ อยู่ที่การเปิดให้เราเห็นว่า Trump นิยามอำนาจอเมริกันและบทบาทของอำนาจนั้นอย่างไร

2. Sovereignty + Strength + Action

ตลอดสุนทรพจน์มีแนวคิดสามกลุ่มที่เดินคู่กันอย่างสม่ำเสมอ:

อธิปไตย (Sovereignty) + กำลังอำนาจ (Strength) + การลงมือ (Action)

Trump ต่อต้านแนวคิดที่เขามองว่าเป็นการสร้างอำนาจเหนือรัฐชาติ ไม่ว่าจะผ่านระบบราชการระหว่างประเทศ ภาษีระดับโลก หรือกลไกระหว่างประเทศบางประเภท

“There is no global government.” “ไม่มีรัฐบาลโลก”

ตรงนี้ช่วยอธิบายความย้อนแย้งที่ดูเผิน ๆ อาจน่าประหลาด: Trump มิได้ปฏิเสธความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งหมด

เขายังต้องการ NATO
ยังต้องการพันธมิตร
ยังต้องการข้อตกลง
ยังต้องการประเทศต่าง ๆ ร่วมกดดันคู่แข่งและภัยคุกคาม

แต่ความร่วมมือนั้น ในโลกทัศน์ที่ปรากฏจากปาฐกถา ควรตั้งอยู่บนรัฐชาติที่มีอธิปไตย และไม่ควรสร้างสถาบันเหนือรัฐขึ้นมาควบคุมรัฐชาติอย่างไร้ขอบเขต

Cooperation without supranational domination
“ร่วมมือระหว่างรัฐ โดยไม่ยอมให้อำนาจเหนือรัฐเข้ามาปกครองรัฐ”

นี่อาจเป็นเครื่องมืออธิบายนโยบายต่างประเทศของ Trump ได้ดีกว่าการใช้คำว่า “ลัทธิโดดเดี่ยว” (Isolationism) เพียงคำเดียว

3. America First ไม่จำเป็นต้องหมายถึง America Alone

หาก America First หมายความว่า สหรัฐฯ จะถอนตัวกลับบ้านและไม่ยุ่งกับโลก สุนทรพจน์ครั้งนี้กลับอธิบายได้ยาก

เพราะ Trump พูดถึงการใช้กำลังและแรงกดดันต่ออิหร่าน ปฏิบัติการในเวเนซุเอลา การรักษาเส้นทางพลังงาน การเพิ่มการผลิตอาวุธ การสนับสนุนพันธมิตร NATO การสร้างฐานทัพเพิ่มเติมใน Greenland และการแข่งขันกับจีนด้าน Superintelligence

ในกรณีเวเนซุเอลา Trump กล่าวว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ภัยคุกคามต่ออเมริกา ตั้งหลักในซีกโลกตะวันตก และหากจำเป็นก็พร้อมใช้กำลังเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ

ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่ Isolationism แบบถอนตัวออกจากโลก แต่อาจใกล้เคียงกับสิ่งที่เราเรียกเพื่อการวิเคราะห์ว่า

Selective Primacy
“อำนาจนำแบบเลือกพื้นที่และเลือกภารกิจ”

อเมริกาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบทุกปัญหาของโลก แต่เมื่อ Washington นิยามว่าปัญหาใดกระทบผลประโยชน์สำคัญ สหรัฐฯ สงวนสิทธิที่จะใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การทูต หรือการทหารอย่างจริงจัง

ดังนั้น America First ไม่จำเป็นต้องเท่ากับ America Alone

4. Greenland คือชิ้นส่วนที่ทำให้ภาพต่อกัน

ในปาฐกถา Trump เรียก Greenland ว่าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่และมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ บริเวณพรมแดนด้านเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ

ถ้อยคำนี้สำคัญ

เพราะ Greenland ในแผนที่การเมือง อยู่ภายในราชอาณาจักรเดนมาร์กและมีการปกครองตนเอง แต่ในแผนที่ทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ มันตั้งอยู่ตรงแนวเชื่อมสำคัญระหว่าง อเมริกาเหนือ อาร์กติก แอตแลนติกเหนือ และยุโรป

Trump เชื่อมข้อตกลงเข้ากับความสามารถในการป้องกันทั้ง ทวีปอเมริกาและยุโรป รวมทั้งการป้องกันไม่ให้คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ ตั้งกำลังหรือเข้าไปมีบทบาทในกิจการอ่อนไหวบางประเภท

ข้อตกลงที่ลงนามในวันที่ 22 กันยายน เปิดทางให้สหรัฐฯ ขยายบทบาททางทหาร รวมทั้งฐานหรือพื้นที่ทางทหารที่ Narsarsuaq และ Mestersvig นอกเหนือจาก Pituffik Space Base ขณะเดียวกันฝ่ายเดนมาร์กและกรีนแลนด์ ยังยืนยันอธิปไตย สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเอง และกรอบความมั่นคงร่วมกับ NATO

นี่จึงมิใช่การผนวก Greenland เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหรัฐฯ

แต่ก็ไม่ใช่สถานะเดิมเสียทีเดียว

Geography → Strategic Geography

จากเกาะอันห่างไกลทางเหนือ Greenland กำลังถูกมองอย่างชัดเจนขึ้นว่าเป็น ประตูเหนือของระบบความมั่นคง อเมริกาเหนือ–อาร์กติก–แอตแลนติก–ยุโรป

5. “Your security is our security” และตรรกะของการป้องกันร่วม

เมื่อ Nielsen กล่าวว่า

“Your security is our security, and our security is your security.”

เราจึงอาจอ่านมันได้ลึกกว่าวาทศิลป์ในพิธีลงนาม

มันสอดคล้องกับตรรกะพื้นฐานของ การป้องกันร่วมกัน (Collective Defense) แม้มิใช่ถ้อยคำทางกฎหมายแบบเดียวกับ Article 5 ของ NATO ก็ตาม

Greenland ↔ North America ↔ Arctic ↔ North Atlantic ↔ Europe ↔ NATO

หาก Greenland เป็นส่วนสำคัญของแนวป้องกันด้านเหนือของอเมริกา ความปลอดภัยของ Greenland ย่อมเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของสหรัฐฯ

หาก Greenland เชื่อม Arctic กับ North Atlantic ความปลอดภัยของ Greenland ก็เกี่ยวข้องกับยุโรป

และหากสหรัฐฯ ยังคงเป็นกำลังทางทหารหลักของ NATO ความมั่นคงของสหรัฐฯ ก็ย้อนกลับมาเกี่ยวข้องกับ Greenland อีกครั้ง

นี่คือเหตุผลที่ภาพ “All for one, one for all” มีพลังในฐานะอุปมา

แต่เราต้องไม่ปล่อยให้ความงามของอุปมาปิดบังความจริงอีกครึ่งหนึ่ง:

สมาชิกของภราดรภาพทางความมั่นคงนี้ไม่ได้มีอำนาจเท่ากัน

เมื่อ Nielsen พูดว่า “your security is our security” เขาพูดภาษาของ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน (Mutuality)

เมื่อ Trump พูดถึงระบบเดียวกัน เขาพูดจากฐานของ อำนาจนำ (Primacy)

ตรงนี้เองคือทั้งพลังและความตึงเครียดของระบบ

6. Fortress West — “ป้อมปราการตะวันตก”

หากต้องตั้งชื่อให้สถาปัตยกรรมที่กำลังปรากฏขึ้น เราอาจทดลองใช้คำหนึ่งเป็น กรอบวิเคราะห์ มิใช่ชื่อหลักนิยมทางการของรัฐบาล Trump:

FORTRESS WEST
“ป้อมปราการตะวันตก”
วงที่ 1 — United States
ฐานเศรษฐกิจ พลังงาน เทคโนโลยี และกำลังทหาร
วงที่ 2 — Western Hemisphere
พื้นที่ที่ Washington ประกาศว่าจะไม่ยอมให้ภัยคุกคาม หรือคู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์ตั้งหลักจนกระทบความมั่นคงของสหรัฐฯ
วงที่ 3 — Greenland / Arctic / North Atlantic
ประตูเหนือที่เชื่อมการป้องกันอเมริกาเหนือกับยุโรป
วงที่ 4 — NATO / Europe
ระบบพันธมิตรที่ยังอาศัยกำลังสหรัฐฯ อย่างสำคัญ ขณะเดียวกันถูกเรียกร้องให้เพิ่มภาระด้านกลาโหมของตนเอง
วงที่ 5 — Strategic Infrastructure
เส้นทางเดินเรือ พลังงาน แร่สำคัญ ฐานทัพ ระบบอวกาศ ดาวเทียม และห่วงโซ่อุปทาน
วงที่ 6 — Technology / Superintelligence
เทคโนโลยีซึ่งอาจเพิ่มพูนอำนาจทางเศรษฐกิจ การทหาร และข่าวกรองของผู้ที่ครอบครองมัน

7. จากดินแดนสู่ปัญญา: พรมแดนใหม่ของอำนาจ

ช่วงหนึ่งของปาฐกถาที่ดูเหมือน Trump เปลี่ยนเรื่องอย่างกะทันหัน คือเมื่อเขาหันมาพูดถึง Artificial Intelligence และเสนอให้เรียกเสียใหม่ว่า Superintelligence

แต่ประเด็นที่สำคัญกว่าการเปลี่ยนชื่อ คือประโยคที่เขาใช้สรุปการแข่งขัน:

“Whoever wins superintelligence wins.” “ใครชนะการแข่งขันด้านปัญญาเหนือมนุษย์ ผู้นั้นคือผู้ชนะ”

เมื่อวางข้อความนี้เข้ากับส่วนอื่นของปาฐกถา แผนที่อำนาจของ Trump จึงมิได้มีเพียงดินแดนและกำลังทหาร

Territory + Military + Energy + Technology + Computation + Intelligence

นี่ทำให้ Greenland กับ Superintelligence ซึ่งดูเหมือนอยู่คนละโลก สามารถถูกอ่านผ่านตรรกะยุทธศาสตร์ชุดเดียวกันได้

Greenland คือ strategic territory — พื้นที่ยุทธศาสตร์

Superintelligence คือ strategic cognition — ขีดความสามารถทางปัญญาเชิงยุทธศาสตร์

ใครควบคุมภูมิศาสตร์สำคัญ ย่อมมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนกำลังและการคมนาคม

ใครครองพลังงาน ย่อมมีอิทธิพลต่อการผลิต

ใครครองเทคโนโลยี ย่อมมีอิทธิพลต่อขีดความสามารถ

และหาก Superintelligence กลายเป็นเทคโนโลยีทั่วไป ที่เพิ่มประสิทธิภาพของเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การทหาร ข่าวกรอง และอุตสาหกรรมพร้อมกัน ผู้ที่นำเทคโนโลยีนี้อาจสามารถเร่งการสร้างอำนาจประเภทอื่นได้อีกหลายเท่า

นี่อาจเป็นหนึ่งใน +1 สำคัญที่สุดที่ซ่อนอยู่ในปาฐกถาครั้งนี้

8. “ผู้พิทักษ์โลก” หรือผู้ค้ำประกันความมั่นคงของโลกตะวันตก?

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ คำถามที่น่าสนใจคือ:

Trump กำลังวางบทบาทตนเองและสหรัฐฯ ในฐานะ “ผู้พิทักษ์โลก” หรือไม่?

หลักฐานจากปาฐกถารองรับข้อสังเกตว่า Trump สร้างภาพสหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่มีกำลัง และมีเจตจำนงที่จะลงมือแก้ปัญหา ที่เขาเห็นว่าระบบเดิมปล่อยให้ค้างไว้

เขาปิดปาฐกถาด้วยการย้อนถึง George Washington และการต่อสู้เพื่อเอกราชของสหรัฐฯ ก่อนเสนอว่าการเชื่อในหลักการที่ยิ่งใหญ่นั้นยังไม่เพียงพอ

“We must also have the will and the courage and the strength to defend them.” “เราต้องมีทั้งเจตจำนง ความกล้าหาญ และกำลังที่จะปกป้องหลักการเหล่านั้น”

ภาพของ guardian — ผู้พิทักษ์ จึงปรากฏอยู่ในวาทกรรมอย่างเห็นได้ชัด

แต่คำว่า “ผู้พิทักษ์โลก” อาจกว้างเกินหลักฐาน

กรอบที่แม่นยำกว่าอาจเป็น

Armed Guardian of a Sovereign West
“ผู้ค้ำประกันด้วยกำลังของโลกตะวันตกที่ประกอบด้วยรัฐอธิปไตย”

เพราะตรรกะที่ปรากฏมิได้เริ่มจากการรับผิดชอบต่อทุกพื้นที่ของโลกอย่างเท่าเทียม หากเริ่มจาก

America → Allies → Western Security → Wider Stability

กล่าวอีกแบบหนึ่ง America First ไม่ได้แปลว่า World Last

แต่ก็ไม่ได้แปลว่า World First

ข้อเสนอของ Trump ดูใกล้เคียงกับความเชื่อว่า

A strong America produces a safer order around it.
“อเมริกาที่แข็งแกร่งจะสร้างระเบียบรอบตัวที่ปลอดภัยขึ้น”

นี่คือข้อเสนอทางการเมืองและยุทธศาสตร์

ส่วนข้อเสนอนี้จะเป็นจริงเพียงใด มีต้นทุนต่อใคร และสามารถสร้างเสถียรภาพได้ยั่งยืนหรือไม่ เป็นคำถามที่ต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานและเวลา

9. ความย้อนแย้งใหญ่: Sovereignty ของใคร?

ตรงนี้คันฉ่องต้องหมุนกลับอีกด้านหนึ่ง

Trump ย้ำเรื่อง อธิปไตย (Sovereignty) อย่างหนัก

“There is a right to remain a sovereign nation.” “มีสิทธิที่จะดำรงตนเป็นชาติที่มีอธิปไตย”

แต่ในเวลาเดียวกัน นโยบายต่างประเทศที่เขาอธิบาย ก็แสดงความพร้อมของสหรัฐฯ ที่จะใช้กำลัง ภาษี การคว่ำบาตร การต่อรอง และเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เมื่อ Washington เห็นว่าผลประโยชน์สำคัญของตนถูกคุกคาม

ถ้าอธิปไตยเป็นหลักสำคัญ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่ออธิปไตยของรัฐเล็ก ขัดกับผลประโยชน์ด้านความมั่นคง ที่มหาอำนาจนิยามขึ้น?

Greenland จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะข้อตกลงสุดท้ายมิได้ทำให้ Greenland กลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ แต่พยายามสร้างสูตรที่วางหลายหลักการไว้พร้อมกัน:

Danish Sovereignty
+ Greenlandic Self-Determination
+ American Strategic Access
+ NATO Collective Defense

หากสูตรนี้ดำรงอยู่ได้ มันอาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการประนีประนอม ระหว่างอธิปไตยของรัฐและประชาชนขนาดเล็ก กับความต้องการด้านความมั่นคงของมหาอำนาจ

หากวันหนึ่งผลประโยชน์เหล่านี้ไม่สอดคล้องกัน ความขัดแย้งที่วันนี้ถูกจัดวางไว้ภายในข้อตกลง ก็อาจกลับมาปรากฏอีกครั้ง

10. กรอบหกคำถามสำหรับอ่านโลกในอีกหลายปีข้างหน้า

หากบทความนี้จะมีคุณค่ามากกว่าการอธิบายข่าววันที่ 22 กันยายน 2026 เราควรสกัดเหตุการณ์ออกมาเป็น เครื่องมือคิด

เมื่อเกิดวิกฤตระหว่างประเทศครั้งต่อไป แทนที่จะเริ่มจากคำถามว่า Trump ชอบใคร เกลียดใคร หรือประเทศนั้นอยู่ฝ่ายไหน เราอาจเริ่มจากคำถามหกข้อ:

  1. Sovereignty — อธิปไตย
    ใครกำลังอ้างอธิปไตย และอธิปไตยของใครกำลังถูกจำกัด?
  2. Security — ความมั่นคง
    Washington นิยามเหตุการณ์นั้น ว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ หรือพันธมิตรหรือไม่?
  3. Burden — ภาระ
    พันธมิตรรับภาระในการป้องกันตนเองมากเพียงใด และพึ่งพาอเมริกามากเพียงใด?
  4. Strategic Geography — ภูมิศาสตร์ยุทธศาสตร์
    พื้นที่นั้นควบคุมทะเล ช่องแคบ อาร์กติก พลังงาน ฐานทัพ หรือเส้นทางโลจิสติกส์สำคัญหรือไม่?
  5. Strategic Technology — เทคโนโลยียุทธศาสตร์
    ใครควบคุม AI ชิป พลังงาน อวกาศ ระบบสื่อสาร ข้อมูล หรือโครงสร้างพื้นฐาน ที่สามารถเพิ่มพูนอำนาจด้านอื่น?
  6. Power to Act — ความสามารถและเจตจำนงที่จะลงมือ
    สุดท้ายแล้ว ใครมีทั้งทรัพยากร กำลัง และเจตจำนงที่จะลงมือจริง?

กรอบหกข้อนี้อาจช่วยให้เราอ่านเหตุการณ์ที่ดูแตกต่างกัน อย่าง Iran, Venezuela, Greenland, NATO, China หรือ Superintelligence ให้อยู่บนแผนที่ยุทธศาสตร์เดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องสรุปว่าทุกกรณีมีสาเหตุเดียวกัน

11. จาก “All for One” สู่คำถามที่ยากกว่า

ภาพของอัศวินที่ยืนล้อมวงแล้วประกาศว่า

“All for one, one for all.”

งดงามเพราะทุกคนดูเสมอกัน

แต่โลกจริงไม่มีความสมมาตรเช่นนั้น

สหรัฐฯ มีขีดความสามารถทางทหารระดับมหาอำนาจ ขณะที่ Greenland มีภูมิศาสตร์ซึ่งมหาอำนาจต้องการ

ยุโรปมีฐานเศรษฐกิจขนาดใหญ่ แต่ยังอาศัยโครงสร้างความมั่นคงข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอย่างสำคัญ

พันธมิตรจึงมิใช่เพียงเรื่องว่า ใครช่วยใคร

แต่เป็นเรื่องว่า

แต่ละฝ่ายนำอะไรเข้าสู่โต๊ะ และใครมีอำนาจมากเพียงใดในการกำหนดกติกาบนโต๊ะนั้น?

ตรงนี้เองที่ประโยคของ Nielsen มีความหมายมากกว่าที่ปรากฏบนผิวหน้า:

“Your security is our security, and our security is your security.”

มันอาจเป็นคำปฏิญาณแห่งความร่วมมือ

แต่ในเวลาเดียวกัน ก็เป็นการยอมรับความจริงพื้นฐานประการหนึ่ง ของภูมิรัฐศาสตร์ศตวรรษที่ 21:

ไม่มีประเทศใดมีความมั่นคงโดยลำพังอย่างสมบูรณ์

12. คันฉ่องบานสุดท้าย: ระเบียบโลกใหม่อาจไม่ได้มีชื่อใหม่

เราอาจกำลังรอ “ระเบียบโลกใหม่” ราวกับว่าวันหนึ่งจะมีใครประกาศชื่อมันอย่างเป็นทางการ

แต่ประวัติศาสตร์มักไม่ทำงานเช่นนั้น

ระเบียบใหม่ค่อย ๆ เกิดจาก ฐานทัพ ข้อตกลง เส้นทางพลังงาน งบประมาณกลาโหม พันธมิตร ภาษี ชิป ข้อมูล ดาวเทียม ปัญญาเหนือมนุษย์ และการตัดสินใจว่า ใครจะได้รับการปกป้องจากใคร

Greenland Deal จึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเรื่อง Greenland

และปาฐกถา UNGA ของ Trump ก็ไม่ควรถูกอ่านเป็นเพียงการกล่าวถึงผลงาน ของประธานาธิบดีอเมริกันคนหนึ่ง

เมื่อวางสองเหตุการณ์เข้าด้วยกัน เราอาจเห็นเค้าโครงของหลักคิดบางประการ:

รัฐชาติต้องมีอธิปไตย
แต่พันธมิตรต้องพึ่งพากัน
พันธมิตรต้องช่วยตนเอง
แต่อเมริกายังคงเป็นกำลังหลักของระบบความมั่นคงตะวันตก
สถาบันโลกไม่ควรอยู่เหนือรัฐชาติ
แต่รัฐต่าง ๆ ยังต้องร่วมมือกัน
อเมริกาไม่จำเป็นต้องแก้ทุกปัญหา
แต่ภัยที่เข้าสู่วงผลประโยชน์สำคัญ อาจเผชิญอำนาจของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่
ภูมิศาสตร์ยังสำคัญ
แต่เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นภูมิศาสตร์แห่งอำนาจอีกชนิดหนึ่ง
หลักการที่ไม่มีอำนาจปกป้อง อาจเหลือเพียงถ้อยคำ แต่อำนาจที่ไม่มีหลักการกำกับ ก็อาจกลายเป็นอันตรายเสียเอง

ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้ คือพื้นที่ที่โลกกำลังต่อรองกันใหม่

บางทีสิ่งที่กำลังก่อตัว จึงไม่ใช่การสิ้นสุดของโลกตะวันตก และไม่จำเป็นต้องเป็นการกลับมาของจักรวรรดิอเมริกันในรูปเดิม

มันอาจเป็นสิ่งที่เราเรียกไว้ชั่วคราวเพื่อใช้เป็นคันฉ่องว่า

FORTRESS WEST

ป้อมปราการตะวันตกที่มีสหรัฐฯ เป็นเสาหลัก
รัฐชาติเป็นหน่วยพื้นฐาน
พันธมิตรเป็นกำแพง
ภูมิศาสตร์เป็นประตู
พลังงานและเทคโนโลยีเป็นเสบียง
และกำลังอำนาจเป็นหลักประกันขั้นสุดท้าย

แต่คำถามที่เราควรเก็บไว้ในคันฉ่อง มิใช่เพียงว่า ป้อมนี้แข็งแรงเพียงใด

หากคือ

ใครอยู่ข้างใน?
ใครอยู่ข้างนอก?
ใครเป็นผู้กำหนดว่าศัตรูคือใคร?
และเมื่อผลประโยชน์ของผู้พิทักษ์ กับผู้ที่ได้รับการพิทักษ์ไม่ตรงกัน — ใครจะเป็นผู้ตัดสิน?

คำตอบของคำถามเหล่านี้ต่างหาก อาจเป็นตัวกำหนดโฉมหน้าของโลก ในอีกหลายปีข้างหน้า

เอกสารปฐมภูมิที่เกี่ยวข้อง

Donald J. Trump: ปาฐกถาต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 81 วันที่ 22 กันยายน 2026

คันฉ่องส่องโลกจัดทำคำแปลภาษาไทยฉบับเต็มแยกต่างหาก เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบถ้อยคำของประธานาธิบดี ควบคู่กับบทวิเคราะห์นี้ได้โดยตรง

อ่านปาฐกถา Donald Trump ต่อ UNGA 2026 — คำแปลภาษาไทยฉบับเต็ม →

หมายเหตุด้านวิธีวิทยา: บทความนี้ใช้ปาฐกถาของประธานาธิบดี Donald Trump เป็นเอกสารปฐมภูมิสำหรับวิเคราะห์โลกทัศน์ วาทกรรม และกรอบยุทธศาสตร์ของผู้พูด การอ้างข้อความจากปาฐกถาจึงมิได้หมายความว่า ผู้เขียนรับรองข้อกล่าวอ้างเชิงข้อเท็จจริงทุกประการในปาฐกถา ส่วนคำว่า “Fortress West” เป็นกรอบวิเคราะห์ที่ผู้เขียนใช้เพื่อช่วยเชื่อมโยงปรากฏการณ์ต่าง ๆ มิใช่ชื่อหลักนิยมอย่างเป็นทางการของรัฐบาลสหรัฐฯ

แหล่งข้อมูลประกอบการตรวจสอบ

• United Nations — General Debate, 81st Session, 22 September 2026: บันทึกและวิดีโอการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ

• Transcript of the Address by President Donald J. Trump, 22 September 2026: ใช้เป็นเอกสารปฐมภูมิในการวิเคราะห์และจัดทำคำแปล

• Reuters, 22 September 2026: รายงานการลงนามข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ และรายละเอียดเกี่ยวกับการขยายบทบาททางทหารของสหรัฐฯ ในกรีนแลนด์

• Reuters, 21–22 September 2026: รายงานเกี่ยวกับ Narsarsuaq, Mestersvig, Pituffik Space Base, บทบาทของ NATO และจุดยืนของเดนมาร์กและกรีนแลนด์ เกี่ยวกับอธิปไตยและความมั่นคงอาร์กติก

คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World
อ่านโลกผ่านหลักฐาน บริบท โครงสร้าง และคำถามที่ยังเปิดอยู่

คันฉ่องส่องโลก | เอกสารปฐมภูมิ คำแปลภาษาไทยปาฐกถา Donald J. Trump ต่อ UNGA ครั้งที่ 81 22 กันยายน 2026

คันฉ่องส่องโลก | เอกสารปฐมภูมิ

ปาฐกถาประธานาธิบดี Donald J. Trump ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 81

คำแปลภาษาไทยฉบับเต็มจาก transcript

22 กันยายน 2026 | United Nations General Assembly — 81st Session
หมายเหตุบรรณาธิการ

ต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ใช้ในการแปลเป็น transcript ที่สร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ (auto-generated transcript) และมีคำเตือนว่าอาจมีข้อผิดพลาด

คำแปลนี้จึงมุ่งถ่ายทอดเนื้อหา ลำดับ น้ำเสียง และวาทศิลป์ของผู้พูดให้ใกล้เคียงต้นฉบับ โดยปรับโครงสร้างภาษาเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ผู้อ่านภาษาไทยอ่านได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ตัวเลข ข้อกล่าวหา การประเมินสถานการณ์ หรือการอธิบายเหตุการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และการทหารที่ปรากฏในเอกสารนี้ เป็นข้อความของประธานาธิบดี Donald J. Trump ตาม transcript ต้นฉบับ การแปลและเผยแพร่ข้อความเหล่านี้ มิได้หมายถึงการรับรองว่าข้อกล่าวอ้างทุกประการ ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นข้อเท็จจริงแล้ว

ประธานที่ประชุม:

ที่ประชุมจะได้รับฟังคำปราศรัยจาก ฯพณฯ Donald Trump ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

ขอให้เจ้าหน้าที่พิธีการเชิญ ฯพณฯ เข้าสู่ที่ประชุม

ขอเรียนเชิญท่านกล่าวต่อที่ประชุม

ประธานาธิบดี Donald J. Trump:

ขอบคุณมากครับท่านประธาน

ท่านเลขาธิการสหประชาชาติ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งแห่งสหรัฐอเมริกา บรรดาผู้แทนผู้ทรงเกียรติ เอกอัครราชทูต และเพื่อนผู้นำทั้งหลาย

นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผม ที่ได้ต้อนรับชาวโลกสู่อเมริกา ในขณะที่เรากำลังเฉลิมฉลอง 250 ปีแห่งเสรีภาพและเอกราชอันรุ่งโรจน์

สองศตวรรษครึ่งหลังจากอุดมการณ์แห่งเสรีภาพ ได้พบแหล่งพำนักบนทวีปแห่งนี้ ผมสามารถรายงานต่อท่านด้วยความภาคภูมิใจว่า อเมริกากลับมาแล้ว และประเทศของเราในวันนี้แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมา

เศรษฐกิจของเราเป็นที่อิจฉาของโลก

กองทัพของเราทรงอำนาจที่สุดในโลก

เทคโนโลยีของเราไม่เป็นรองใคร และเราเป็นผู้นำในแทบทุกด้าน

พลังงานของเรากำลังขับเคลื่อนโลก

อเมริกากำลังผงาดขึ้น
ชาติของเรากำลังเติบโต
อำนาจของเรากำลังขยายตัว

ประเทศของเรากำลังไปได้ดีกว่าที่เคยเป็นมา และอนาคตของเราสดใสอย่างยิ่ง

นับตั้งแต่ผมเข้ารับตำแหน่ง เราสร้างงานภาคเอกชนใหม่มากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง และในวันนี้มีชาวอเมริกันทำงาน มากกว่าที่เคยมีมาอย่างมาก

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มีการประกาศว่าอัตราความยากจน ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา

เฉพาะปีที่ผ่านมา เราช่วยชาวอเมริกัน 1.5 ล้านคน ให้หลุดพ้นจากความยากจน

อัตราความยากจนของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน และฮิสแปนิกอยู่ในระดับต่ำที่สุดตลอดกาล

รายได้ครัวเรือนที่แท้จริงของชาวอเมริกัน เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ เฉลี่ย 87,000 ดอลลาร์ สูงกว่าสถิติเดิมที่ผมสร้างไว้ในวาระแรกของผม

ตั้งแต่วันแรก รัฐบาลของผมทำงานเพื่อกำจัดกฎระเบียบ และอุปสรรคทุกอย่างที่ไม่จำเป็น ต่อการประกอบธุรกิจในอเมริกา

เราผ่านมาตรการลดภาษีครั้งใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์อเมริกา และผลที่ตามมาก็คือ ขณะนี้มีเงินลงทุนเข้าสู่สหรัฐอเมริกา มากกว่าที่เคยลงทุนในประเทศใด ณ ที่ใดในโลก

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทำสถิติสูงสุดตลอดกาล และนั่นเป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้น ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา

เราได้รับคำมั่นการลงทุนใหม่จากทั่วโลก มูลค่า 21 ล้านล้านดอลลาร์ เทียบกับน้อยกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ ตลอดสี่ปีของรัฐบาลชุดก่อน

สองปีก่อน ประเทศของเราตายไปแล้ว แต่ตอนนี้เรากลายเป็นประเทศที่ร้อนแรงที่สุดในโลก

ก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่ง เรามีพรมแดนที่เลวร้ายและอันตรายที่สุดในโลก

แต่ตอนนี้เรามีพรมแดนที่มั่นคงปลอดภัยที่สุด ในประวัติศาสตร์อเมริกา

ไม่มีใครเข้ามาได้ เว้นแต่เราเชิญ เว้นแต่พวกเขาจะได้รับอนุญาต

ในช่วง 16 เดือนที่ผ่านมา ไม่มีคนต่างด้าวผิดกฎหมายแม้แต่คนเดียว ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในสหรัฐอเมริกา

ศูนย์คน

ผลก็คือ เมื่อปีที่แล้ว เรามีการลดลงของอาชญากรรมรุนแรง ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

อัตราการฆาตกรรมลดลง สู่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 125 ปี

ผมส่งทีมปราบอาชญากรรมของเรา เข้าไปใน Memphis รัฐ Tennessee และ New Orleans รัฐ Louisiana และอาชญากรรมในแต่ละแห่งลดลงมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และจะลดลงไปอีก

ที่สำคัญกว่านั้น เมื่อผมมาถึง Washington, D.C. เมื่อวันที่ 20 มกราคมปีที่แล้ว เมืองเต็มไปด้วยอาชญากรรม

ตอนนี้อาชญากรรมลดลง 87 เปอร์เซ็นต์ และเรากำลังมุ่งไปสู่ 100 เปอร์เซ็นต์

การท่องเที่ยวกำลังเฟื่องฟู ร้านอาหารคึกคัก และประชาชนภาคภูมิใจในเมืองหลวงของเรา อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เราลงทุนในกองทัพสหรัฐฯ มากกว่าที่เคยลงทุนมา และในวาระนี้จะเป็นเงิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์

เราได้รับมรดกเป็น “ยุคมืดของอเมริกา” จากรัฐบาลชุดก่อน
และเราเปลี่ยนมันให้กลายเป็น “ยุคทองของอเมริกา”

โลกทั้งใบกำลังได้รับการยกระดับ จากความมั่งคั่ง ความแข็งแกร่ง จิตวิญญาณ และแรงขับเคลื่อนของสหรัฐอเมริกา ที่กลับมามีพลังและทรงอำนาจอีกครั้ง

และเช่นเดียวกับที่เราเร่งแก้ปัญหา ที่ได้รับเป็นมรดกภายในประเทศ เราก็ลงมืออย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว เพื่อปรับเปลี่ยนเวทีโลก และแก้ปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนแก่เรามานานเกินไป

ในเวลาสั้น ๆ ที่เรามี เพื่อทำให้โลกนี้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น และมั่งคั่งขึ้นสำหรับลูกหลานของเรา และประชาชนบนโลก เราต้องใช้โอกาสนั้น

ในฐานะประธานาธิบดีของชาติ ที่พิเศษที่สุดในประวัติศาสตร์ ผมไม่มีความสนใจที่จะปล่อยให้ภัยอันตราย เติบโตต่อไปอีกวัน

ผมไม่เชื่อในการปล่อยให้ปัญหาหมักหมม เพราะมันมีแต่จะยิ่งแก้ยากขึ้น

ในขณะที่คนอื่นพูด ผมลงมือ
ในขณะที่คนอื่นพูดถึงสันติภาพ ผมสร้างสันติภาพ
ในขณะที่คนอื่นเพิกเฉยต่อภัยคุกคาม ผมเผชิญหน้ากับมัน
ในขณะที่คนอื่นพูดถึงความกล้าหาญ อเมริกาแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญ

ในขณะที่คนอื่นให้คำมั่นเรื่องความแข็งแกร่ง ผมใช้ความแข็งแกร่งนั้น เพื่อทำให้อเมริกาเป็นประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก

ด้วยการทำงานร่วมกับหลายประเทศ ในห้องประชุมแห่งนี้ เรากำลังแก้ความท้าทายที่แก้ไม่ตกมาหลายทศวรรษ และกำลังสะสางภารกิจที่ค้างคามาหลายปี

และเรากำลังทำมันได้ดี

อิหร่าน

ไม่มีตัวอย่างใดแสดงให้เห็นภัย ที่ถูกปล่อยให้เติบโตจนเป็นอันตรายต่อโลก ได้ดีไปกว่าสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่ง

เป็นเวลา 51 ปี ระบอบอิหร่านที่คลั่งไคล้ ปกครองด้วยการนองเลือดและการสังหารหมู่ แพร่กระจายความตาย การเข่นฆ่า และความโกลาหลไปทั่วตะวันออกกลางและไกลออกไป

พวกเขาเคยเป็นอันธพาลแห่งตะวันออกกลาง

แต่ตอนนี้ไม่ใช่อีกแล้ว

ผมจะไม่มีวันยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์

เมื่อเข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่แล้ว ผมเปิดการเจรจากับอิหร่านทันที และเสนอความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ แลกกับการยุติโครงการนิวเคลียร์ และการสนับสนุนการก่อการร้าย

แต่พวกเขาปฏิเสธ

พวกเขาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

นั่นเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่

จากนั้น ในปฏิบัติการ Midnight Hammer กองทัพสหรัฐฯ ทำลายโครงการนิวเคลียร์ของพวกเขา จนฝังอยู่ใต้ภูเขาแห่งซากปรักหักพัง

และอีกครั้ง ผมเรียกร้องให้อิหร่านทำข้อตกลง

และอีกครั้ง พวกเขาปฏิเสธ

ระบอบดังกล่าวยังคงสะสมขีปนาวุธและโดรนจำนวนมหาศาล ซึ่งคุกคามความปลอดภัยของทหารอเมริกันทุกคนในภูมิภาค รวมถึงทุกคนในภูมิภาคนั้น

พวกเขายังสร้างขีปนาวุธ ที่สามารถโจมตียุโรปได้ และภูมิใจอย่างมากกับมัน

ผมหวังว่าชาวยุโรปจะตระหนักว่า เป้าหมายของอิหร่านคือการเร่งไปสู่อาวุธนิวเคลียร์ โดยมีเกราะป้องกันจากขีปนาวุธแบบดั้งเดิมเหล่านี้

หากพวกเขาทำสำเร็จ ระบอบชั่วร้ายนั้นก็จะสามารถแพร่ความหวาดกลัว และความตายได้ตลอดไป โดยรู้ว่าความพยายามใด ๆ ที่จะหยุดพวกเขา จะต้องเผชิญคลังอาวุธนิวเคลียร์สำหรับการทำลายล้าง

ในอเมริกา เราเพิ่งรำลึกครบรอบ 25 ปี ของการโจมตีก่อการร้ายที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ คือเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งคร่าชีวิตประชาชน 3,000 คน ห่างจากที่นี่เพียงไม่กี่ไมล์

อีกสองสัปดาห์ เราจะครบรอบสามปีของการโจมตีวันที่ 7 ตุลาคมในอิสราเอล ซึ่งผู้ก่อการร้ายที่ได้รับเงินสนับสนุนจากอิหร่าน ทรมาน ทำร้ายร่างกาย และสังหารพลเรือนผู้บริสุทธิ์ 1,200 คน รวมทั้งชาวอเมริกันหลายสิบคนและเด็กทารกจำนวนมาก

ผู้นำสูงสุดของอิหร่านเฉลิมฉลองการสังหารหมู่นั้น และเรียกมันว่าเป็นการรับใช้มนุษยชาติ

ระบอบเดียวกันนี้สังหารประชาชนของตน มากกว่า 72,000 คนในปีนี้

เมื่อไม่นานมานี้ มีผู้ถูกสังหาร 10,000 คนจากการประท้วง

ลองจินตนาการดูว่า หากระบอบเช่นนี้สามารถดำเนินการก่อการร้ายขนาดใหญ่ โดยมีโล่นิวเคลียร์คุ้มกันจะเกิดอะไรขึ้น

นี่คือความจริงที่เราต้องเผชิญ และเป็นความจริงที่คนจำนวนมากเกินไปเลือกจะเพิกเฉย

หลังจากให้อิหร่านทุกโอกาสที่จะทำข้อตกลง ผมลงมือเพื่อให้แน่ใจว่า ทั้งสหรัฐอเมริกาและชาติอื่น ๆ จะไม่ต้องเผชิญฝันร้ายเช่นนั้น

ผลจากปฏิบัติการ Epic Fury เรือทั้ง 159 ลำของกองทัพเรืออิหร่าน ขณะนี้นอนอยู่ก้นทะเล

กองทัพอากาศของพวกเขาหายไป

เรดาร์หายไป

ระบบต่อต้านอากาศยานหายไป

ความสามารถในการผลิตขีปนาวุธและโดรน เกือบหมดไป

เศรษฐกิจของพวกเขาก็หมดสภาพ

สิ่งเดียวที่ยังไม่หายไปคือเงินเฟ้อ ซึ่งกำลังทำลายประเทศ และขณะนี้สูงกว่า 300 เปอร์เซ็นต์

แม้หลังจากเราตกลงหยุดยิง เพื่อเปิดการหารือเรื่องนิวเคลียร์ อิหร่านก็ละเมิดข้อตกลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการก่อการร้ายอย่างโจ่งแจ้ง ต่อเรือพลเรือนของประเทศอื่น

ผมขอขอบคุณคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ที่ลงมติอย่างท่วมท้นรับรองมติประณาม การโจมตีก่อการร้ายอันน่ารังเกียจของอิหร่าน ต่อเรือพาณิชย์

ขอบคุณมากครับ

มติดังกล่าวได้รับประเทศสมาชิก UN ร่วมเป็นผู้สนับสนุนมากกว่ามติใด ๆ ของคณะมนตรีความมั่นคงในประวัติศาสตร์

ตอนนี้เราต้องมีเอกภาพในระดับเดียวกัน เพื่อรักษาแรงกดดันต่อไป

กองทัพเรือสหรัฐฯ เพิ่งคุ้มกันน้ำมันมากกว่าหนึ่งพันล้านบาร์เรล ออกจากช่องแคบ Hormuz และขณะนี้มีน้ำมันไหลผ่านมากกว่า ช่วงเวลาใดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น

แต่ผมมีการตัดสินใจครั้งใหญ่อยู่ตรงหน้า

เราจะทำข้อตกลงกับอิหร่าน ที่เปิดโอกาสให้พวกเขาสร้างประเทศขึ้นใหม่ และสร้างประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยเป็นมาหรือไม่?

บางทีอาจกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ในโลก

หรือผมจะทำลายสาธารณรัฐอิสลามให้สิ้นซาก และทำอย่างรวดเร็ว ไม่ให้พวกเขามีโอกาสฆ่าและทำลายผู้คน และประเทศต่าง ๆ อีก?

ผมจะขับพวกเขาลงนรก โดยไม่มีโอกาสรอดชีวิต ไม่มีความหวังต่อความยิ่งใหญ่ในอนาคต หรือสำหรับคนรุ่นต่อไปหรือไม่?

แต่ผมเชื่อว่าเราจะได้ข้อตกลงหลังการเลือกตั้ง เพราะไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะไม่ทำ

พวกเขากำลังรอดูว่าผมจะเป็นอย่างไร ในการเลือกตั้งกลางเทอม

สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจคือ ผมไม่ได้ลงเลือกตั้ง

ผมทำมาแล้ว และชนะอย่างถล่มทลาย

ผมจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกสองปีครึ่ง

พรรค Republican ต่างหากที่กำลังลงเลือกตั้ง และผมจะช่วยพวกเขา

แต่สำหรับอิหร่าน การเลือกตั้งไม่ได้เข้ามาอยู่ในความคิดของผมเลย

สิ่งเดียวที่อยู่ในความคิดผมคือ
อิหร่านจะไม่มีวันมีอาวุธนิวเคลียร์

พวกขี้ขลาดและพวกทรยศ อยากจะบอกว่าสหรัฐฯ กำลังขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์

แต่นั่นไม่จริง

เรามีอาวุธมากกว่าที่เราจะคิดใช้ได้เสียอีก และกำลังผลิตในระดับที่ไม่เคยทำมาก่อน

เรากำลังเติมคลังของเรา เร็วกว่าที่เคยทำได้

และในอนาคตอันใกล้ โรงงานผลิตอาวุธขนาดมหึมาจะเปิดขึ้น

ขณะนี้มี 18 แห่งกำลังก่อสร้าง โดยบริษัทด้านกลาโหมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

การก่อสร้างอย่างรวดเร็วนี้ จะนำไปสู่การผลิตและส่งมอบ ขีปนาวุธและกระสุนทุกประเภทอย่างรวดเร็ว และเราจะสามารถจัดหาให้พันธมิตรของเรา ได้เร็วกว่าปัจจุบันมาก

ผมเรียกร้องให้ทุกประเทศเข้าร่วมกับเรา ในการบังคับใช้ การโดดเดี่ยวอิหร่านทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ จนกว่าพวกเขาจะยุติการโจมตีเรือพาณิชย์ ละทิ้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์ และยุติการสนับสนุนการก่อการร้าย

หากเรายืนหยัดเป็นหนึ่งเดียว ในไม่ช้าเราจะได้เห็นโลกที่เป็นอิสระ จากภัยคุกคามจากการก่อการร้ายของอิหร่าน ที่ดำเนินมานาน 51 ปี

และราคาน้ำมันจะลดลงอย่างรวดเร็ว

ด้วยความกล้าหาญและความมุ่งมั่น
ทุกสิ่งเป็นไปได้
การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สามารถเกิดขึ้นได้ และเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

กาซาและการยุติสงคราม

หนึ่งปีก่อน ตอนที่ผมกล่าวต่อบรรดาผู้นำในห้องประชุมแห่งนี้ สงครามใน Gaza ยังคงดำเนินไปอย่างโหดร้าย

ตัวประกันยังอยู่ลึกลงไปในอุโมงค์ของ Hamas และมองไม่เห็นจุดจบ

แต่ที่นี่ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่ เราเริ่มก้าวแรก

และมันเปลี่ยนทุกอย่าง

ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เรายุติสงครามใน Gaza ช่วยชีวิตผู้คนนับพันนับหมื่น

เรายังนำตัวประกันที่เหลือทั้งหมดกลับบ้าน ทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตและผู้เสียชีวิต

ทุกคน

ผมขอขอบคุณคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สำหรับการรับรองแผนสันติภาพ Gaza 20 ข้อของเรา อย่างเป็นเอกฉันท์ และรับรอง Board of Peace อย่างเป็นทางการ

เกือบ 30 ประเทศเข้าร่วมคณะกรรมการ ซึ่งผมได้รับเกียรติให้เป็นประธาน

เราขอบคุณประเทศสมาชิกจำนวนมาก ที่บริจาคเงินหลายพันล้านดอลลาร์ เพื่อการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟู

ผมยังขอขอบคุณประเทศที่ให้คำมั่นจัดกำลังพล ตำรวจ และการฝึกอบรม เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของ Gaza รวมทั้ง Indonesia, Morocco, Albania, Kosovo, Kazakhstan, Egypt, Jordan และประเทศอื่น ๆ

“ผมยุติสงครามแปดครั้ง”

นับตั้งแต่ผมเข้ารับตำแหน่ง เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้ยุติสงครามแปดครั้ง และในกระบวนการนั้น ก็ได้กลายเป็นมิตรกับผู้นำของหลายประเทศ

สงครามจำนวนหนึ่งดำเนินมาหลายปี บางแห่งหลายทศวรรษ

เหตุผลที่ผมสามารถสร้างข้อตกลงเหล่านี้ได้ คือการใช้ความสัมพันธ์ของผม

ความสัมพันธ์ที่พิเศษมาก

รวมถึงการค้า การใช้ภาษี การขู่ใช้ภาษี และเครื่องมืออื่น ๆ ตามแต่ละประเทศ

ในจำนวนนี้มี Cambodia และ Thailand, Kosovo และ Serbia, Democratic Republic of the Congo และ Rwanda, Pakistan และ India, Armenia และ Azerbaijan

และแน่นอน สงครามใน Gaza

แทบทุกประเทศเหล่านี้ เขียนจดหมายมาขอบคุณผม

นายกรัฐมนตรี Pakistan กล่าวว่า Donald Trump มีส่วนช่วยชีวิตคน 30 ล้านคน และอาจมากกว่านั้น

ประธานาธิบดี Azerbaijan กล่าวว่า President Trump ทำสิ่งมหัศจรรย์ภายในหกเดือน

นายกรัฐมนตรี Armenia กล่าวว่า ความก้าวหน้าครั้งนี้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากปราศจากการมีส่วนร่วมโดยตรงของ President Trump และความมุ่งมั่นอันเด็ดเดี่ยวต่อสันติภาพ

ประธานาธิบดี Cambodia กล่าวถึงบทบาทของ President Trump ในการช่วยเป็นนายหน้าให้เกิดการหยุดยิง และสันติภาพโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

ประธานาธิบดี Rwanda กล่าวว่า เมื่อ President Trump เห็นโอกาส ที่จะมีส่วนช่วยสร้างสันติภาพ เขาลงมือทันที

ความขัดแย้งนั้นดำเนินมา 32 ปี

มีผู้เสียชีวิตหลายล้านคน

เราแก้มันได้

รัสเซีย–ยูเครน

เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิด กับผู้นำของ Russia และ Ukraine และเราจะจัดการเรื่องนี้ให้สำเร็จ

มันจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ผู้คนคิด

คนหนุ่มสาว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทหาร กำลังเสียชีวิตเดือนละ 25,000 คน

ผมมองภาพจากสนามรบเหล่านั้น และผมไม่อยากเห็นมันอีกแล้ว

มันเลวร้ายมาก ที่ต้องเห็นคน 25,000 คนต่อเดือน

จากทั้งสองฝ่าย

และสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ก็จะจัดการเรื่องของเราให้สำเร็จเช่นกัน

เราจะทำให้สำเร็จไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

มันจะต้องจบ

และจะจบอย่างรวดเร็ว

เวเนซุเอลาและการกลับมาของอำนาจอเมริกัน

มีหลายสิ่งเกิดขึ้น นับตั้งแต่เรามารวมตัวกันที่นี่เมื่อหนึ่งปีก่อน

ตามคำสั่งของผม กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ เจาะลึกเข้าสู่ Caracas เมืองหลวงของ Venezuela

เราเข้าถึงฐานทัพที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา ซึ่งควรจะต้านทานการโจมตีได้อย่างสมบูรณ์แบบ และจับกุม Nicolas Maduro ซึ่งเป็นเผด็จการนอกกฎหมายและเป็นอาชญากรตัวจริง

นับจากวันนั้น นักโทษการเมืองชาว Venezuela หลายร้อยคน ได้รับอิสรภาพ

เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำ Venezuela เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าอย่างมาก สำหรับประชาชนชาว Venezuela

เมื่อเดือนที่แล้ว เราลงนามข้อตกลงน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ครอบคลุมน้ำมัน 65,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งจะสร้างประโยชน์มหาศาลแก่ทั้ง Venezuela และสหรัฐอเมริกา และช่วยลดต้นทุนพลังงานทั่วโลก

บริษัทน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเข้าไป

เมื่อนำน้ำมันของสหรัฐฯ และ Venezuela รวมกัน เรามีน้ำมันมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของโลก

ดังนั้นนี่อาจเป็นข้อตกลง ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

มันเป็นสงคราม แต่บางทีมันอาจเป็นข้อตกลงครั้งใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยทำกันมา

“To the victor belong the spoils.” “ทรัพย์สินจากชัยชนะย่อมตกเป็นของผู้ชนะ”

พวกท่านคงได้ยินกันแล้วว่า การดำเนินการของเราใน Venezuela เป็นข้อพิสูจน์ว่า

สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมให้ภัยคุกคามต่ออเมริกา สามารถตั้งหลักได้ ณ ที่ใดก็ตาม ในซีกโลกตะวันตกอีกต่อไป

และหากจำเป็น

เราจะใช้กำลังทหารอันไม่มีผู้ใดเทียบได้ของเรา เพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติที่สำคัญ ของสหรัฐอเมริกา

ตลอดหลายทศวรรษ รัฐบาลชุดก่อน ๆ ปล่อยให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคนี้ ถูกครอบงำโดยแก๊งอันโหดร้าย และกลุ่มค้ายาที่กระหายเลือด ถูกทำให้ไร้เสถียรภาพจากการอพยพที่ควบคุมไม่ได้ และถูกแทรกซึมโดยคู่แข่งจากต่างประเทศที่เป็นศัตรู

แต่ไม่อีกต่อไป

เรากำลังสถาปนาอำนาจอเมริกันขึ้นใหม่ รวมถึงอำนาจทางทหารของอเมริกา เมื่อจำเป็น ทั้งในภูมิภาคของเราและทั่วโลก เพื่อสร้างอนาคตที่ปลอดภัยขึ้นสำหรับพวกเราทุกคน

มันกำลังเกิดขึ้น

และกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

กลุ่มค้ายา Mexico และ Cuba

เมื่อผมเข้ารับตำแหน่ง ผมกำหนดให้กลุ่มค้ายา เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างชาติ และปล่อยให้กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการกำจัดพวกเขา

กลุ่มค้ายาคือ ISIS แห่งซีกโลกตะวันตก

พวกเขาเป็นศัตรูที่กำลังทำสงครามกับอารยธรรม โดยใช้การฆาตกรรม การข่มขืน การทรมาน และการกรรโชกเป็นเครื่องมือแห่งความหวาดกลัว

พวกเขาควรถูกสังหาร ขับไล่ หรือควบคุมตัวในฐานะนักรบฝ่ายศัตรู โดยไม่มีโอกาสได้รับการปล่อยตัว

และนั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำ

สหรัฐฯ ดำเนินการโจมตี เรือของกลุ่มค้ายาหลายสิบครั้ง

เมื่อสามเดือนก่อน เรายุติบทบาทผู้นำของแก๊ง Tren de Aragua ของ Venezuela

Mexico เป็นศูนย์กลางของความรุนแรงจากกลุ่มค้ายา

เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ ที่สหรัฐฯ จะมีพรมแดนร่วมยาว 2,000 ไมล์ กับดินแดนที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มค้ายา

ดังนั้น Mexico ต้องกลับเข้าควบคุมดินแดนของตน จากศัตรูของมนุษยชาติ

รัฐบาลของผมยังต้องการ การเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานใน Cuba ซึ่งระบอบคอมมิวนิสต์กำลังเผชิญแรงกดดัน ครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

มันเป็นรัฐที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง

และมันจะล่มสลาย

Marco Rubio กำลังดำเนินการเจรจา

เราจะไม่ยอมให้มีพื้นที่ปลอดภัย สำหรับคู่แข่งต่างชาติ ที่จะใช้คุกคามอเมริกา อยู่ตรงหน้าประตูบ้านของเรา

คอมมิวนิสต์จะไม่มีวันเข้ามาสู่อเมริกา
แต่เสรีภาพจะไปถึง Cuba
และความปลอดภัยและความมั่นคงจะไปถึง Mexico

Greenland: พรมแดนเหนือของอเมริกาเหนือ

ดังที่ผมประกาศไปเมื่อไม่กี่วันก่อน สหรัฐอเมริกายังได้บรรลุข้อตกลง ที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับ พรมแดนด้านเหนือของทวีปอเมริกาเหนือ

นั่นคือดินแดนขนาดใหญ่ และมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง ที่เรียกว่า Greenland

ข้อตกลงนี้ทำกับราชอาณาจักร Denmark ซึ่งเป็นประเทศที่ยอดเยี่ยมและงดงาม และกับประชาชน Greenland เอง

ข้อตกลงนี้ทำให้สหรัฐอเมริกามี การควบคุมด้านความมั่นคง และความต้องการอื่น ๆ อย่างถาวร

บนดินแดนนั้น เราจะมีความสามารถอย่างเต็มที่ ในการดำเนินการสิ่งที่จำเป็น เพื่อปกป้องทวีปอเมริกา รวมถึง Europe และพื้นที่อื่น ๆ

คู่แข่งของสหรัฐฯ จะไม่ได้รับอนุญาตให้ตั้งกำลังทางทหารใน Greenland อีกต่อไป หรือทำการลงทุนในกิจการอ่อนไหวที่นั่น โดยปราศจากความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษร อย่างชัดแจ้งจากเรา

เราจะเริ่มกระบวนการพัฒนาการประจำการทางทหารขนาดใหญ่ ในพื้นที่ที่เหมาะสมโดยทันที

เราจะสร้างฐานทัพขนาดใหญ่มากสองแห่ง

ข้อตกลงนี้จะลงนามในวันนี้ และผมตั้งตารอที่จะทำงานร่วมกับ ประชาชนผู้ยอดเยี่ยมของ Denmark และ Greenland

มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก และเราได้สร้างสายสัมพันธ์ร่วมกันอย่างแท้จริง จากการทำเรื่องนี้

ด้วยการขยายบทบาทของอเมริกา ใน Arctic และ North Atlantic ข้อตกลงนี้จึงปกป้อง Europe นอกเหนือจาก America และให้การคุ้มครองแก่พวกเขาอย่างมาก

มันยังช่วยเสริม NATO อย่างมาก

Mark Rutte — ผมรู้ว่าคุณอยู่ในห้องนี้ — คุณเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ

NATO กำลังแข็งแกร่งขึ้นกว่าที่เคย

พวกเขากำลังทำสิ่งที่ไม่มีใครคิดว่าจะทำได้ รวมถึงการเพิ่มตัวเลขจาก 2 เปอร์เซ็นต์เป็น 5 เปอร์เซ็นต์

นั่นจะทำให้พวกเขา ได้รับการปกป้องมากขึ้นอย่างมาก

UN และระเบียบโลก

ภายใต้การนำของเอกอัครราชทูต Michael Waltz ที่องค์การสหประชาชาติ เรายังทำงานร่วมกับหลายประเทศในห้องนี้ เพื่อดำเนินการปฏิรูป UN ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

เราลดงบประมาณ UN เป็นครั้งแรก ลดลง 15 เปอร์เซ็นต์ในปี 2026 และยกเลิกตำแหน่งงานในระบบราชการ UN มากกว่า 4,000 ตำแหน่ง

องค์การสหประชาชาติมีศักยภาพอย่างมหาศาล

ผมพูดเรื่องนี้มาหลายปี

แต่ UN ต้องหยุดผลักดันวาระซ้ายจัด ของข้าราชการโลกนิยม ที่ไม่มีใครเลือกตั้งเข้ามา

ปีที่แล้ว รัฐบาลของผมต้องเข้าแทรกแซง เพื่อหยุดหน่วยงานหนึ่งของ UN คือ International Maritime Organization ไม่ให้สร้างภาษีคาร์บอนระดับโลกเป็นครั้งแรก ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการขนส่งระหว่างประเทศ 10 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หรืออาจมากกว่านั้น

ไม่มีรัฐบาลโลก

และตราบใดที่ผมเป็นประธานาธิบดี

จะไม่มีภาษีโลก

สหรัฐอเมริกาคัดค้านอย่างเท่าเทียมกัน ต่อสถาบันที่ไร้การควบคุม ที่เรียกว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court — ICC)

เราจะไม่มีวันยอมให้ทหารสหรัฐฯ หรือใครก็ตาม ถูกสอบสวนหรือถูกนำขึ้นการพิจารณาคดีแบบจัดฉาก โดยศาลที่ต่อต้านอเมริกา และไม่มีเขตอำนาจเหนือเรา

ผมเรียกร้องให้ทุกประเทศที่เป็นสมาชิก ICC ถอนตัวออกจากสถาบันอันเหลวแหลกนี้ อย่างเป็นทางการทันที

เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้เช่นกันที่ ท่ามกลางความโหดร้ายที่เกิดขึ้นจริงทั่วโลก เจ้าหน้าที่สิทธิมนุษยชนระดับสูงของ UN กลับใช้เวลาวิจารณ์สหรัฐฯ ในเรื่องการปกป้องเด็กของเรา และการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง

ขณะเดียวกันพวกเขากลับพูดถึง การข่มเหงชาวคริสต์ทั่วโลกน้อยมาก

ชาวคริสต์กำลังถูกข่มเหงทั่วโลก

ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองจะต้องพูดเรื่องนี้ แต่มันเกิดขึ้นมานานแล้ว

พวกเขาต้องการให้อเมริกาเปิดพรมแดน รับแก๊งและอาชญากร จากสถานที่ที่อันตรายที่สุดในโลก

เราไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว

เป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างยิ่ง ที่องค์การสหประชาชาติมี UNESCO ซึ่งอุทิศตนเพื่อการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรม

แต่ในเวลาเดียวกัน ด้วยการส่งเสริมการอพยพจำนวนมหาศาลอย่างไม่หยุดยั้ง พวกโลกนิยมเหล่านี้กำลังทำลาย วัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ และมรดกที่พิเศษที่สุดในประวัติศาสตร์

ไม่มีสิทธิมนุษยชนข้อใด ที่ให้สิทธิในการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

แต่มีสิทธิที่จะดำรงอยู่ ในฐานะชาติที่มีอธิปไตย

เราต้องการดำรงอยู่ ในฐานะชาติที่มีอธิปไตย

และพวกท่านก็ควรเป็นเช่นนั้นเช่นกัน

จาก Artificial Intelligence สู่ “Superintelligence”

สหรัฐอเมริกายังปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ต่อความพยายามใด ๆ ที่จะสร้างโครงการแบบโลกนิยมขึ้นมาควบคุม Artificial Intelligence ซึ่งกำลังถูกพูดถึงกันอย่างมาก

และต่อจากนี้ไป เราจะเรียกมันอย่างเป็นทางการว่า Superintelligence — ปัญญาเหนือมนุษย์

เรากำลังเปลี่ยนชื่อ

เพราะการใช้คำว่า “artificial” ทำให้ intelligence ฟังดูเป็นของปลอม

แต่สิ่งนี้ไม่ใช่ของปลอม

จริง ๆ แล้วมันน่าทึ่งมาก

แต่เราต้องระมัดระวัง

ต่อจากนี้ เอกสารทั้งหมดของสหรัฐอเมริกา และหวังว่าโลกจะทำเช่นเดียวกัน จะเปลี่ยนมาใช้คำที่แม่นยำกว่าว่า super แทน artificial

Superintelligence

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง

ยินดีต้อนรับสู่โลกใหม่แห่ง Superintelligence

ลองดูว่ามันจะติดไหม

ฟังดูดีกว่ามาก

มันดีกว่าและแม่นยำกว่ามาก

มาดูกันว่าผมมีอำนาจแค่ไหน

บางทีผมอาจมี

บางทีอาจไม่มี

เราคงได้รู้กันเร็ว ๆ นี้

Superintelligence

เทคโนโลยีใหม่ครั้งสำคัญทุกชนิด นำความท้าทายมาด้วย และ Superintelligence ก็ไม่มีข้อยกเว้น

แต่คนกลุ่มเดียวกันที่เคยบอกว่า เราทุกคนจะตายใน 12 ปีเพราะภาวะโลกร้อน ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น climate change ก็คือคนกลุ่มเดียวกันที่ตอนนี้บอกว่า AI จะฆ่าเราทุกคน หุ่นยนต์จะโจมตีเรา และทุกอย่างจะกลายเป็นหายนะโดยสิ้นเชิง

คนกลุ่มเดิม

และตอนนี้ผมบอกว่า

“Whoever wins Superintelligence wins.” “ใครชนะ Superintelligence ผู้นั้นคือผู้ชนะ”

นั่นคือฝ่ายที่จะชนะ

และตอนนี้เรากำลังนำ China อยู่มาก รวมทั้งนำทุกประเทศ

และเราจะรักษามันไว้เช่นนั้น

ผมจะไม่ยับยั้งการเติบโต ของสิ่งที่หลายคนบอกว่า จะยิ่งใหญ่กว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต

เราจะระมัดระวังอย่างมาก

เรามีกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอื่น ๆ ที่จะเข้าควบคุมหากจำเป็น

แต่เราจะ ส่งเสริม Superintelligence

เราจะสนับสนุนมัน

ไม่ใช่ควบคุมจนมันเติบโตไม่ได้

เราจะจับตาดูมันอย่างใกล้ชิด ผ่านกระทรวงยุติธรรม

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำโลกด้าน Superintelligence และจะรักษาความเป็นผู้นำนั้นไว้ อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ

ชาวอเมริกันไม่เคยเป็นชาติ ที่ถอยหนีจากพรมแดนใหม่ หรือหลบหนีจากความท้าทาย ไม่ว่าความท้าทายนั้นจะใหญ่โต หรือน่าหวาดหวั่นเพียงใด

“การเชื่อในหลักการอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ”

เสรีภาพไม่ใช่ของขวัญ ที่ชาวอเมริกันได้มาอย่างง่ายดาย ตลอด 250 ปี

และมันไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมสละ

ไม่มีวัน

ไม่มีวัน

ไม่มีวัน

ที่นี่เอง ในนคร New York ในปี 1776 George Washington สั่งให้อ่านคำประกาศอิสรภาพ แก่กองทหารของเขา

ขณะที่พวกเขาฟังถ้อยคำอันเป็นอมตะเหล่านั้นเป็นครั้งแรก เหล่าผู้รักชาติสามารถมองข้ามน่านน้ำของ New York Harbor และเห็นกองเรือรุกรานของอังกฤษมากกว่า 100 ลำ ซึ่งเพิ่งเดินทางมาถึง เพื่อบดขยี้อุดมการณ์แห่งเสรีภาพ

ทหารหลายพันคนกำลังลงจากเรือเหล่านั้น

ไม่มีใครคิดว่าเราจะมีโอกาส

แต่เราชนะ
และเราชนะอย่างเด็ดขาด

ชาวอเมริกันรุ่นแรกเหล่านั้นรู้ว่า

เพียงการเชื่อในหลักการที่ยิ่งใหญ่ ยังไม่เพียงพอ

“We must also have the will and the courage and the strength to defend them.” “เราต้องมีเจตจำนง ความกล้าหาญ และกำลังที่จะปกป้องหลักการเหล่านั้นด้วย”

วันนี้ สองศตวรรษครึ่งต่อมา เรากลับมารวมตัวกันในเมืองเดียวกันนี้ เพื่อหารือถึงเหตุการณ์สำคัญแห่งยุคสมัยของเรา

นี่คือความท้าทาย สำหรับทุกชาติในห้องประชุมแห่งนี้

หากเราก้าวไปข้างหน้า อย่างเข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียว เพื่อต่อต้านศัตรูของมนุษยชาติทั้งมวล

หากเราปฏิเสธเสียง ที่เรียกร้องให้เรายอมจำนน ต่อความกลัวและความสงสัย

หากเราปฏิเสธที่จะหลบหนี จากหน้าที่ที่เรามีต่อประชาชนของเรา

เมื่อนั้น ด้วยการลงมืออย่างกล้าหาญร่วมกัน

เราจะทำให้โลกนี้ปลอดภัยขึ้นอย่างมาก และเป็นสถานที่ที่ดีกว่าอย่างมาก

เราจะทำให้ชาติของเราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

เราจะทำให้เศรษฐกิจของเราเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้น

และเราจะไม่เพียงแต่พูดถึง

สันติภาพ
ความมั่งคั่ง
และความยุติธรรม

ที่นี่ ณ องค์การสหประชาชาติเท่านั้น

เราจะยืนหยัดเพื่อสิ่งเหล่านี้ทั่วโลก

เราจะร่วมกันสร้างอนาคตสำหรับประชาชนของเรา

อนาคตที่สว่างไสวกว่า

เต็มไปด้วยความหวังมากกว่า

และยิ่งใหญ่ตระการตากว่าที่เคยเป็นมา

ขอบคุณครับ

ขอพระเจ้าทรงอวยพรประชาชาติทั้งหลายของโลก

และขอพระเจ้าทรงอวยพรอเมริกา

ขอบคุณทุกท่านมากครับ

ขอบคุณครับ

ประธานที่ประชุม:

ในนามของสมัชชา ข้าพเจ้าขอขอบคุณ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา

◆ ◆ ◆

เกี่ยวกับเอกสารฉบับนี้

เอกสารฉบับนี้เป็น คำแปลภาษาไทยของ transcript ปาฐกถาประธานาธิบดี Donald J. Trump ต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 81 วันที่ 22 กันยายน 2026 เพื่อใช้เป็นเอกสารปฐมภูมิประกอบการศึกษา การวิเคราะห์ และการตรวจสอบย้อนหลัง

การปรากฏของข้อความ ตัวเลข ข้อกล่าวหา หรือการประเมินเหตุการณ์ใด ในบทแปล มิได้หมายความว่าผู้แปลหรือผู้เผยแพร่ รับรองว่าข้อความนั้นถูกต้องตามข้อเท็จจริง แต่เป็นการถ่ายทอดสิ่งที่ ประธานาธิบดี Donald J. Trump กล่าวตาม transcript ต้นฉบับ

สำหรับการศึกษาหรือการตรวจสอบข้อเท็จจริง ควรอ่านควบคู่กับวิดีโอหรือต้นฉบับ ขององค์การสหประชาชาติ และหลักฐานอิสระเกี่ยวกับประเด็นนั้น ๆ

หลักการแปล: ฉบับนี้เป็นการแปลแบบรักษาความหมายและน้ำเสียง (faithful readable translation) มากกว่าการแปลแบบคำต่อคำ โดยคงลำดับข้อเสนอ วาทศิลป์ ถ้อยคำรุนแรง การกล่าวซ้ำ และการวางน้ำหนักของผู้พูดไว้ เท่าที่ภาษาไทยเอื้ออำนวย

อ่านบทวิเคราะห์ประกอบ

ปาฐกถานี้สามารถอ่านควบคู่กับบทวิเคราะห์ “จาก Greenland ถึง UNGA: Trump, Fortress West และระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน” ซึ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง อธิปไตย กำลังอำนาจ พันธมิตร ภูมิศาสตร์ยุทธศาสตร์ และ Superintelligence ในโลกทัศน์ที่ปรากฏจากปาฐกถา

อ่านบทวิเคราะห์: Trump, Fortress West และระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยน →
คันฉ่องส่องโลก | Mirror-Lens World
เอกสารเพื่อการศึกษา วิเคราะห์ และสร้างความเข้าใจต่อโลกผ่านหลักฐานปฐมภูมิ

Popular Posts