คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 4: เเมื่อกลไกระบอบเริ่มบีบขอบเขตของประชาชน

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 4 | เมื่อกลไกระบอบเริ่มบีบขอบเขตของประชาชน
คันฉ่องส่องไทย

ตอนที่ 4: เมื่ออำนาจเริ่มกำหนดขนาดของประชาชน

ดร. เพียงดิน รักไทย | มหาวิทยาลัยประชาชน
ในระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ อำนาจต้องสะท้อนจำนวนและเสียงของประชาชน แต่ในบางจังหวะของสังคม เราจะเริ่มเห็นสิ่งที่ตรงกันข้ามเกิดขึ้น

โดยหลักการง่ายที่สุดของประชาธิปไตยคือ “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” และเมื่อรวมกัน เสียงเหล่านั้นจะถูกแปลงเป็นตัวแทนในสภา ยิ่งประชาชนมาก การเป็นตัวแทนยิ่งต้องละเอียดขึ้น เพื่อให้เสียงไม่สูญหาย

แต่เมื่อใดก็ตามที่มีความพยายาม “ลดจำนวนตัวแทนของประชาชน” สิ่งที่ควรถูกถามไม่ใช่เพียงว่า จะลดเท่าไร แต่คือ ลดเพื่ออะไร และใครได้ประโยชน์จากการลดนั้น

การลดจำนวน ไม่ได้เป็นกลางอย่างที่คิด

ในทางเทคนิค การลดจำนวนสมาชิกสภาอาจถูกอธิบายว่าเพื่อความคล่องตัว ประหยัดงบประมาณ หรือทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพ แต่ในทางโครงสร้าง การลดจำนวนตัวแทนหมายถึงการ “ลดความละเอียดของเสียงประชาชน”

เมื่อจำนวนตัวแทนลดลง เขตเลือกตั้งจะใหญ่ขึ้น ประชาชนแต่ละคนจะห่างจากผู้แทนมากขึ้น และกลุ่มเล็กหรือเสียงส่วนน้อยจะยิ่งถูกกลืนหายไปในภาพรวม

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การปรับตัวเลข แต่คือการ “ปรับสมดุลของอำนาจ” ระหว่างประชาชนกับผู้ควบคุมระบบ

คำถามที่ต้องถามให้ชัด

หากข้อเสนอเช่นนี้เกิดขึ้นในระบบที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจจริง กระบวนการต้องเริ่มจากประชาชน ผ่านการถกเถียงอย่างเปิดเผย และมีหลักฐานรองรับว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้ตัวแทนสะท้อนเสียงประชาชนได้ดีขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

แต่หากข้อเสนอเช่นนี้มาจากโครงสร้างที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง คำถามจะยิ่งหนักขึ้นทันทีว่า อำนาจกำลัง “จัดรูปประชาชน” ให้เหมาะกับตัวเอง หรือไม่

จากการควบคุมกติกา สู่การควบคุมขนาดของเสียง

ตอนที่ 3 เราเห็นแล้วว่าอำนาจสามารถกำหนดกติกาได้ แต่เมื่อกติกาเริ่มนิ่ง อำนาจบางส่วนอาจก้าวไปอีกขั้น คือเริ่มกำหนด “ขนาดของเสียงประชาชน” เอง

เพราะยิ่งจำนวนตัวแทนน้อย การควบคุม การต่อรอง และการจัดสมดุลภายในระบบก็ยิ่งง่ายขึ้น และนั่นทำให้โครงสร้างอำนาจสามารถคาดการณ์ผลลัพธ์ได้มากขึ้น

กล่าวอีกแบบคือ ยิ่งเสียงประชาชนถูกบีบให้หยาบขึ้น อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนก็ยิ่งทำงานได้สะดวกขึ้น

สิ่งที่สังคมต้องระวัง

สังคมที่ไม่ทันระวัง อาจมองข้อเสนอเช่นนี้เป็นเพียงการปรับโครงสร้างธรรมดา แต่ในความเป็นจริง มันอาจเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนสมดุลระยะยาว

เพราะเมื่อประชาชนสูญเสียพื้นที่การเป็นตัวแทนไปบางส่วน การเรียกร้องในอนาคตก็จะยากขึ้น และเมื่อโครงสร้างใหม่ถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ การย้อนกลับไปสู่จุดเดิมก็แทบเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่ควรถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ทำได้หรือไม่” แต่คือ “ควรทำหรือไม่” และ “ใครควรเป็นคนตัดสิน”

ประชาชนในฐานะเจ้าของ หรือเพียงองค์ประกอบ

นี่คือจุดตัดสำคัญของสังคม ว่าจะมองประชาชนเป็น “เจ้าของประเทศ” หรือเป็นเพียง “องค์ประกอบหนึ่งของระบบ”

หากเป็นเจ้าของ เสียงของประชาชนต้องถูกขยาย ไม่ใช่ถูกย่อ และการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่กระทบสิทธิของเขา ต้องเริ่มจากเขา ไม่ใช่เริ่มจากโครงสร้างที่อยู่เหนือเขา

การลดจำนวนตัวแทนอาจดูเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ แต่ในความเป็นจริง มันคือการกำหนดว่า “เสียงของประชาชนจะมีพื้นที่แค่ไหนในประเทศของตนเอง”

ทรัมพ์กับการทุบระเบียบโลกเก่า: เมื่ออเมริกาไม่ยอมเป็นคนจ่าย แต่คนอื่นยังอยากเป็นคนเก็บ

ทรัมพ์กับการทุบระเบียบโลกเก่า: เมื่ออเมริกาไม่ยอมเป็นคนจ่าย แต่คนอื่นยังอยากเป็นคนเก็บ
คันฉ่องส่องโลก | ดร. เพียงดิน รักไทย มหาวิทยาลัยประชาชน

ทรัมพ์กับการทุบระเบียบโลกเก่า: เมื่ออเมริกาไม่ยอมเป็นคนจ่าย แต่คนอื่นยังอยากเป็นคนเก็บ

บทความนี้มิได้ตั้งใจอธิบายการเมืองโลกด้วยภาษาง่ายแบบละครคุณธรรม หากตั้งใจพาผู้อ่านไทยลงไปดูโครงสร้างที่ซ่อนอยู่หลังคำว่า “พันธมิตร” “ความมั่นคง” “ระเบียบโลก” และ “ผลประโยชน์ร่วม” เพราะในหลายกรณี สหรัฐอเมริกาคือผู้แบกต้นทุนเชิงทหาร เชิงการคลัง และเชิงยุทธศาสตร์ ขณะที่เครือข่ายผลประโยชน์อีกชั้นหนึ่ง ทั้งในยุโรปและในระบบการเงินโลก สามารถเก็บผลตอบแทนจากความเสี่ยง ความผันผวน และความต่อเนื่องของระเบียบเดิมได้โดยไม่ต้องเปลืองตัวในระดับเดียวกัน

การที่อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี แคนาดา หรือแม้แต่อิตาลี ไม่ได้ออกมาช่วยสหรัฐอย่างเต็มกำลังในจังหวะวิกฤตกับอิหร่านนั้น หากมองผิวเผินย่อมดูเหมือนความย้อนแย้ง เพราะเส้นทางเดินเรือ พลังงาน เสถียรภาพเศรษฐกิจ และความมั่นคงของตะวันตกเองต่างผูกอยู่กับการไม่ปล่อยให้อิหร่านใช้อำนาจเหนือช่องแคบฮอร์มุซเกินขอบเขต แต่หากมองให้ลึก ปรากฏการณ์นี้กลับไม่ใช่เรื่องแปลกเลย มันคือผลลัพธ์ตามตรรกะของระเบียบโลกเดิมที่สหรัฐแบกภาระด้านอำนาจแข็งมาเป็นเวลานาน ส่วนพันธมิตรจำนวนหนึ่งและผู้เล่นอีกชั้นหนึ่งในระบบการเงินโลกได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับระเบียบนั้นอย่างคุ้มค่า จนแทบไม่มีแรงจูงใจให้รื้อโครงสร้างเดิมอย่างจริงจัง

ชั้นแรกของคำอธิบายคือเรื่องที่จับต้องได้ที่สุด ยุโรปเองมิได้มีศักยภาพพร้อมรับศึกอีกแนวรบหนึ่งอย่างง่ายดาย แม้สหภาพยุโรปจะเร่งออกมาตรการเพื่อแก้คอขวดด้านการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ข้ามพรมแดน พร้อมยอมรับตรง ๆ ว่ายังมีอุปสรรคด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และขีดความสามารถที่ขัดขวางการขนส่งทางทหารในทวีปอยู่มาก การออก Military Mobility Package 2025 ก็สะท้อนอยู่ในตัวว่าปัญหานี้เป็นปัญหาจริง มิใช่ข้อกล่าวหาเชิงการเมืองลอย ๆ การที่ยุโรปช่วยได้จำกัดในเชิงลอจิสติกส์ จึงมิได้เกิดจากความไม่เต็มใจอย่างเดียว แต่เกิดจากความพร้อมที่ยังไม่พอด้วย ([defence-industry-space.ec.europa.eu](https://defence-industry-space.ec.europa.eu/eu-defence-industry/military-mobility_en?utm_source=chatgpt.com))

ทว่าสิ่งที่ลึกกว่าเรื่องกำลังรบและลอจิสติกส์ คือข้อเท็จจริงที่ว่ายุโรปจำนวนมากปรับตัวเข้าหาระเบียบที่อเมริกาเป็นผู้ค้ำประกันมานานจนกลายเป็นสภาพปกติ ในโลกแบบนั้น สหรัฐเป็นผู้แบกค่าใช้จ่ายด้านกองทัพ ความพร้อมรบ การฉายอำนาจ การตอบโต้เชิงยุทธศาสตร์ และต้นทุนทางการเมืองของการเป็นผู้รักษาระเบียบ ส่วนพันธมิตรอีกจำนวนหนึ่งใช้ร่มความมั่นคงนั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพของตน ลดแรงกดดันให้ต้องลงทุนกลาโหมในระดับเดียวกับที่ตนได้รับประโยชน์ และทุ่มทรัพยากรไปยังรัฐสวัสดิการ โครงสร้างเศรษฐกิจภายใน และการเมืองในประเทศของตนได้มากกว่าเดิม นี่คือความจริงที่ทำให้คำบ่นเรื่อง free rider ของทรัมป์ฟังดูหยาบ แต่แก่นของมันมิได้ไร้มูลเสียทีเดียว

ระเบียบเดิมทำงานเหมือนสัญญาเงาอย่างหนึ่ง อเมริกาเป็นผู้จ่ายค่าโครงสร้าง ส่วนคนอื่นจำนวนมากเรียนรู้วิธีอยู่บนโครงสร้างนั้นให้คุ้มที่สุด

เมื่อมาถึงตรงนี้ จึงต้องมองให้เห็นอีกชั้นหนึ่งว่า สิ่งที่หลายคนเรียกอย่างกว้าง ๆ ว่า City of London หรือแม้แต่ global deep state หากตัดถ้อยคำเชิงอารมณ์ออกและแปลให้เป็นภาษาวิเคราะห์ที่รัดกุมกว่า มันไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึง “คณะลับบงการโลก” แบบนิยายการเมือง หากหมายถึงเครือข่ายผลประโยชน์ข้ามชาติของสถาบันการเงิน บริษัทประกันภัย ตลาดทุน บริษัทกฎหมาย ผู้จัดการสินทรัพย์ ที่ปรึกษาความเสี่ยง ผู้เล่นด้านพลังงาน และชนชั้นนำเชิงสถาบันที่เติบโตอยู่กับระเบียบโลกเดิม ซึ่งอาศัยโลกที่เชื่อมกันด้วยดอลลาร์ หนี้ ประกันภัย และการจัดการความเสี่ยงเป็นพื้นที่เก็บผลตอบแทนจำนวนมหาศาล

ลอนดอนยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของบริการการเงินและวิชาชีพของสหราชอาณาจักร โดยข้อมูลของ City of London Corporation ระบุว่าภาคการเงินและวิชาชีพมีสัดส่วนสำคัญมากต่อมูลค่าเพิ่ม เศรษฐกิจ และการส่งออกของสหราชอาณาจักรในปี 2025 กล่าวอย่างง่ายที่สุด เมืองนี้ยังเป็นหนึ่งในหัวใจของระบบทุนนิยมการเงินโลก ไม่ใช่เศษซากของจักรวรรดิที่สิ้นอิทธิพลไปแล้ว ([cityoflondon.gov.uk](https://www.cityoflondon.gov.uk/assets/Business/COL-City-Stats-Factsheet-February-2026-Accessible.pdf?utm_source=chatgpt.com))

ยิ่งไปกว่านั้น ในยามที่ความเสี่ยงทางทะเลในอ่าวเปอร์เซียพุ่งขึ้น ตลาดประกันภัยลอนดอนและ Lloyd’s of London ก็ไม่ได้หายไปจากภาพ หากกลับยิ่งมีบทบาทมากขึ้น Reuters รายงานเมื่อเดือนมีนาคม 2026 ว่า Lloyd’s market เข้าไปหารือกับรัฐบาลสหรัฐเรื่องแนวทางสนับสนุนประกันการค้าทางทะเลในอ่าว และเจ้าหน้าที่ในตลาดลอนดอนระบุด้วยว่าเรือจำนวนมากในภูมิภาคนั้นยังคงถูกประกันผ่าน London market รวมมูลค่าตัวเรือมหาศาล ความหมายของข้อมูลนี้ชัดเจนอย่างยิ่ง เมื่อวิกฤตยกระดับ ผู้เล่นที่บริหารความเสี่ยงของโลกย่อมมีพื้นที่สร้างรายได้และอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น ไม่ใช่น้อยลง ([reuters.com](https://www.reuters.com/sustainability/climate-energy/lloyds-market-engaging-with-us-government-over-gulf-maritime-plan-officials-say-2026-03-05/?utm_source=chatgpt.com))

ตรงนี้แหละคือภาพที่คนทั่วไปมักมองไม่เห็น สงคราม วิกฤต หรือการปิดกั้นเส้นทางพลังงาน ไม่ได้สร้างประโยชน์เท่ากันให้ทุกฝ่าย มันทำลายบางคนอย่างหนัก แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันเพิ่มมูลค่าให้กับกิจกรรมบางประเภทที่ดำรงอยู่บนการรับประกันความเสี่ยง การคุ้มครองการขนส่ง การรีไฟแนนซ์ การเก็งกำไรต่อความผันผวน และการจัดสรรเงินทุนหนีภัยไปยังสินทรัพย์ที่โลกยังมองว่าปลอดภัยกว่าเดิม กล่าวอีกนัยหนึ่ง มีผู้เล่นจำนวนหนึ่งที่ไม่ต้องลงสนามรบเอง แต่สามารถเก็บค่าธรรมเนียม ค่าส่วนต่าง หรือผลตอบแทนจากโลกที่ไม่เคยสงบนิ่งเต็มที่ได้แทบทุกครั้ง

สหรัฐอเมริกาจึงอยู่ในฐานะที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง มันเป็นทั้งผู้ค้ำความเสี่ยง ผู้ส่งกำลัง ผู้แบกต้นทุนด้านหนี้ และในเวลาเดียวกันก็เป็นผู้ผลิตสินทรัพย์ปลอดภัยที่ระบบโลกยังต้องพึ่งพา รัฐบาลสหรัฐมีหนี้รัฐบาลกลางอยู่ที่ 37.6 ล้านล้านดอลลาร์ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2025 และดอกเบี้ยหนี้ในปีเดียวกันเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางบัญชี แต่สะท้อนว่าการรักษาระเบียบเดิมย่อมไหลกลับมาสร้างภาระทางการคลังแก่รัฐอเมริกันอย่างต่อเนื่อง แม้ในอีกด้านหนึ่ง พันธบัตรสหรัฐก็ยังเป็นเสาหลักของการเงินโลกอยู่ก็ตาม ([gao.gov](https://www.gao.gov/products/gao-26-107908?utm_source=chatgpt.com))

นี่เองคือจุดที่การอ่านแบบคันฉ่องส่องโลกต้องกล้าถามคำถามที่คนจำนวนมากไม่อยากถาม หากโลกยังต้องการให้อเมริกาเป็นทั้งนักดับเพลิง ผู้คุ้มกันทางทะเล ผู้รับประกันเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์ และผู้ออกสินทรัพย์ปลอดภัยเพื่อรองรับความตื่นกลัวของตลาดโลก แล้วใครคือผู้เก็บดอกผลจากความเสี่ยงนั้นจริง ๆ บ้าง ใครคือผู้ใช้ระเบียบเดิมอย่างชำนาญจนสามารถอยู่หลังฉาก รับประโยชน์จากการมีดอลลาร์เป็นแกนกลาง จากการที่ลอนดอนยังเป็นศูนย์กลางประกันและการเงินสำคัญ จากการที่วิกฤตทำให้ค่าความเสี่ยงแพงขึ้น และจากการที่สหรัฐต้องก่อหนี้ต่อไปเพื่อแบกระบบความมั่นคงเดิมไว้

ประโยคที่ควรจำมีอยู่ง่าย ๆ ว่า โลกเก่าไม่ได้มีแค่อเมริกาเป็นผู้คุมเวที แต่มีกลุ่มผลประโยชน์ที่ชำนาญในการเก็บ “ค่าผ่านทางจากความไม่แน่นอน” อยู่ด้วยเสมอ

ในบริบทของสงครามอิหร่าน สิ่งที่ยิ่งตอกย้ำภาพนี้คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเส้นทางเดินเรือและตลาดพลังงาน Reuters รายงานในเดือนเมษายน 2026 ว่าการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ของภาวะปกติในบางช่วง ขณะที่เส้นทางดังกล่าวเดิมรองรับการไหลของน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสำคัญของโลก และบริษัทรายใหญ่ด้านขนส่งอย่าง Maersk กับ Hapag-Lloyd ต่างยอมรับว่ายังไม่เห็น “ความมั่นคงทางทะเลเต็มรูปแบบ” และการกลับสู่ภาวะปกติอาจต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์หรือมากกว่านั้น ([reuters.com](https://www.reuters.com/world/middle-east/shipping-traffic-through-hormuz-virtual-standstill-despite-ceasefire-data-shows-2026-04-09/?utm_source=chatgpt.com))

เมื่อโลกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ผู้ผลิตพลังงาน ผู้นำเข้า ผู้ขนส่ง ผู้ประกันภัย ตลาดทุน และรัฐมหาอำนาจต่างต้องปรับตำแหน่งของตนใหม่ แต่ความจริงที่ทรัมป์และผู้สนับสนุนเขาเหมือนจะมองเห็นชัดขึ้นก็คือ อเมริกากำลังรับบทบาทที่แพงเกินไปเมื่อเทียบกับผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ที่ได้กลับมา หากสหรัฐยังเป็นผู้ลงทุนเชิงทหารหลักต่อไป ขณะที่พันธมิตรช่วยเท่าที่ตนอยากช่วย และเครือข่ายการเงินโลกเก็บผลประโยชน์ต่อจากความปั่นป่วนได้แทบทุกครั้ง เกมนี้ย่อมเป็นเกมที่คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยเริ่มมองว่าไม่ยุติธรรม

ในความหมายนี้ สิ่งที่ทรัมป์กำลังพยายามทำจึงอาจอธิบายได้ว่าเป็นความพยายามทุบ “ระเบียบโลกเก่าแบบผู้แบกคนเดียว” เขาไม่ได้เพียงต่อว่าพันธมิตรยุโรปว่าเกาะอเมริกา หรือเรียกร้องให้เพิ่มงบกลาโหมตามสไตล์ผู้นำเชิงธุรกรรมเท่านั้น แต่ลึกลงไปกว่านั้น เขากำลังท้าทายข้อตกลงเงาที่ว่าอเมริกาจะออกหน้าแบกความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของโลกต่อไป ขณะที่ผลประโยชน์จำนวนหนึ่งไหลไปสู่ผู้เล่นอีกชั้นหนึ่งที่มีทักษะสูงในการเก็บผลตอบแทนจากระบบเดิมโดยไม่ต้องแบกเลือดเนื้อในระดับเดียวกัน

ถ้าตีความแบบที่คมที่สุด แนวทางนี้ของทรัมป์คือความพยายามปลดสหรัฐออกจากสภาพการเป็นจักรวรรดิที่ขาดทุน เขาต้องการให้ประเทศต่าง ๆ กลับไปเจรจากันบนฐานที่ตรงกว่าเดิม คือใครได้ประโยชน์จากเสถียรภาพก็ต้องจ่ายมากขึ้น ใครต้องการการคุ้มครองก็ต้องแบกภาระมากขึ้น และใครหวังใช้ระบบโลกเดิมเป็นพื้นที่เก็บกำไรจากความไม่แน่นอน ก็ไม่ควรตั้งสมมติฐานว่าอเมริกาจะออกค่าโครงสร้างให้ตลอดไป ความคิดเช่นนี้ทำให้เขาดูเหมือนกำลังรื้อระเบียบ แต่จากอีกมุมหนึ่ง มันก็คือความพยายามตัดเส้นเลือดเลี้ยงของ status quo ที่ทำให้รัฐชาติหนึ่งออกแรงมากเกินไป ในขณะที่กลไกผลประโยชน์ข้ามชาติอีกชุดยังทำงานได้สบายเกินไป

หากโลกเก่าให้สหรัฐเป็นทั้งนายทหาร นายประกัน และลูกหนี้ของระบบ โลกใหม่ในจินตนาการของทรัมป์คือโลกที่อเมริกาจะไม่ยอมทำหน้าที่ทั้งสามอย่างในราคาที่คนอื่นตั้งให้เองอีกต่อไป

แน่นอน ข้อเสนอเช่นนี้ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงเลย การรื้อระเบียบเดิมอาจทำให้เกิดการเจรจาที่สมจริงขึ้น แต่อาจทำให้โลกปั่นป่วนขึ้นด้วยเช่นกันหากไม่มีกรอบใหม่มารองรับ เพราะระเบียบเดิมแม้ไม่ยุติธรรมในหลายมิติ ก็ยังเคยทำหน้าที่ประคองระบบการค้า การเดินเรือ และการคำนวณความเสี่ยงของโลกอยู่ระดับหนึ่ง การทุบมันโดยไม่มีสถาปัตยกรรมใหม่อาจสร้างสุญญากาศที่เปิดทางให้การต่อรองแบบแข็งกร้าว การแบ่งค่ายที่ชัดขึ้น และความไม่แน่นอนที่กว้างกว่าเดิม แต่สำหรับฝ่ายที่เชื่อว่าโลกเก่ากำลังดูดเลือดอเมริกาและผันผลกำไรไปยังเครือข่ายผลประโยชน์เดิม ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนเกมอาจถูกมองว่าคุ้มกว่าการอยู่ต่อในเกมเดิมที่เสียเปรียบเชิงโครงสร้าง

ดังนั้น หากจะสรุปอย่างเข้มข้นที่สุด บทเรียนจากกรณีนี้ไม่ใช่เพียงว่ายุโรปไม่พร้อมช่วยอเมริกา หรือไม่อยากเสี่ยงทางการเมืองภายใน แต่คือการที่ระเบียบโลกเดิมได้หล่อเลี้ยงพฤติกรรมของรัฐและสถาบันจำนวนมากให้คุ้นกับโลกแบบที่สหรัฐจ่ายต้นทุนส่วนเกิน จนแทบไม่มีใครอยากเห็นการเปลี่ยนเกมจริง ๆ เพราะทันทีที่อเมริกาหยุดยอมเป็นคนจ่าย โลกทั้งระบบจะถูกบังคับให้ตอบคำถามใหม่ว่า ใครกันแน่ควรเป็นผู้แบก ใครควรเป็นผู้ได้ และใครกำลังเก็บผลประโยชน์จากระบบที่ตนไม่ต้องออกแรงรักษาเท่าคนอื่น

ในแง่นี้ ประเด็นเรื่องทรัมป์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องบุคลิกผู้นำหรือความหยาบคายทางการทูต หากคือการปะทะกันระหว่างสองวิสัยทัศน์ของโลก วิสัยทัศน์แรกเชื่อว่าระเบียบเดิมควรถูกรักษาไว้ แม้จะมีความไม่สมดุล เพราะมันยังทำให้ระบบโดยรวมเดินต่อได้ วิสัยทัศน์ที่สองเชื่อว่าระเบียบเดิมกลายเป็นกับดักที่ทำให้อเมริกาเป็นผู้ค้ำระบบ ในขณะที่คนอีกชั้นหนึ่งยังเก็บค่าผ่านทางจากความเสี่ยงของโลก และเกมนี้ต้องถูกทุบก่อนที่สหรัฐจะหมดแรงทั้งทางการคลังและทางยุทธศาสตร์

บทสรุปเชิงบรรณาธิการ: หากแปลข้อถกเถียงทั้งหมดนี้ให้กระชับที่สุด ก็อาจเขียนได้ว่า ทรัมป์กำลังพยายามทำในสิ่งที่ชนชั้นนำระเบียบโลกเดิมไม่อยากให้เกิด นั่นคือบังคับให้ต้นทุนของความมั่นคงกลับไปหาผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริง และบังคับให้ผลกำไรจากความปั่นป่วนของโลกไม่สามารถลอยขึ้นไปหาผู้เล่นหลังฉากได้ง่ายเหมือนเดิมอีกต่อไป

เอกสารอ้างอิง

European Commission. (2025, November 19). Military Mobility Package 2025. European Commission. https://defence-industry-space.ec.europa.eu/eu-defence-industry/military-mobility_en

Government Accountability Office. (2026, January 20). Financial audit: Bureau of the Fiscal Service’s FY 2025 and FY 2024 schedules of federal debt (GAO-26-107908). https://www.gao.gov/products/gao-26-107908

Jervis, R. (1978). Cooperation under the security dilemma. World Politics, 30(2), 167–214.

Mearsheimer, J. J. (2001). The tragedy of great power politics. W. W. Norton.

Morgenthau, H. J. (2006). Politics among nations: The struggle for power and peace (7th ed.). McGraw-Hill. (Original work published 1948)

Reuters. (2026, March 5). Lloyd’s market engaging with U.S. government over Gulf maritime plan, officials say.

Reuters. (2026, April 8). Maersk cautious on Strait of Hormuz shipping despite U.S.-Iran ceasefire.

Reuters. (2026, April 8). Hapag-Lloyd says a return to normal shipping will take 6–8 weeks once Middle East stabilises.

Reuters. (2026, April 9). Hormuz at near standstill as Iran warns ships to keep to its waters.

The City of London Corporation. (2026, February). The role of financial and professional services in the UK. https://www.cityoflondon.gov.uk/

Waltz, K. N. (1979). Theory of international politics. Addison-Wesley.

คันฉ่องส่องโลก | ทรัมพ์จะทิ้ง NATO ไหม?

คันฉ่องส่องโลก | ทรัมพ์จะทิ้ง NATO ไหม?
คันฉ่องส่องโลก | บทความกึ่งวิชาการ

โลกไม่ได้เคลื่อนด้วยความดีหรือความชั่ว หากเคลื่อนด้วยอำนาจ

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อชวนผู้อ่านไทยมองภูมิรัฐศาสตร์อย่างตรงไปตรงมา ไม่ผ่านม่านหมอกของอคติทางอุดมการณ์ การประชาสัมพันธ์ของรัฐ หรือความฝันแบบโรแมนติกว่าระบบระหว่างประเทศจะขับเคลื่อนด้วยคุณธรรมล้วน ๆ เพราะในโลกความจริง รัฐต่าง ๆ ดำรงอยู่ แข่งขัน และต่อรองกันภายใต้โครงสร้างที่ไร้ผู้ตัดสินสูงสุด และภายใต้โครงสร้างเช่นนั้น อำนาจย่อมกลายเป็นภาษาหลักที่ทุกฝ่ายต้องพูด ไม่ว่าพวกเขาจะประกาศคุณค่าที่สวยงามเพียงใดก็ตาม

ดร. เพียงดิน รักไทย มหาวิทยาลัยประชาชน Ed4Peace

เมื่อผู้คนจำนวนมากพูดถึงการเมืองโลก พวกเขามักเริ่มจากคำถามที่ชวนให้รู้สึกว่าทุกอย่างเรียบง่ายกว่าความจริง เช่น ใครคือฝ่ายธรรมะ ใครคือผู้รุกราน ใครปกป้องเสรีภาพ ใครทำลายสันติภาพ คำถามเหล่านี้มิใช่ไร้ค่าเสียทีเดียว แต่ถ้าใช้เพียงเท่านี้เป็นกรอบทำความเข้าใจโลก เราจะเห็นเพียงเงาสะท้อน ไม่เห็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนระบบจริง ๆ เพราะโลกไม่ได้ดำเนินไปตามความหวังทางศีลธรรมของมนุษย์ หากดำเนินไปตามการคำนวณของรัฐ ผลประโยชน์ ความหวาดระแวง ดุลกำลัง และความสามารถในการทำให้ผู้อื่นเชื่อหรือยอมจำนนต่อเจตจำนงของตน

หัวใจของภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ได้อยู่ที่คำขวัญ แต่อยู่ที่ข้อเท็จจริงพื้นฐานข้อหนึ่ง นั่นคือ ระบบระหว่างประเทศไม่มีอำนาจกลางสูงสุดที่ทุกประเทศยอมเชื่อฟังอย่างแท้จริง แม้จะมีองค์การระหว่างประเทศ มีกฎหมาย มีกติกา มีถ้อยคำสวยงามในเวทีโลก แต่เมื่อเกิดวิกฤตที่แตะความมั่นคงหรือผลประโยชน์สำคัญของรัฐ สิ่งที่เป็นตัวชี้ขาดในท้ายที่สุดมักไม่ใช่หลักการ หากเป็นความสามารถในการรักษาผลประโยชน์ของตนเองโดยไม่ถูกผู้อื่นบีบจนสูญเสียตำแหน่งแห่งที่ในระบบอำนาจ

ในภาษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สภาพเช่นนี้เรียกว่า anarchy มิใช่ความโกลาหลแบบไร้ระเบียบ หากหมายถึงสภาวะที่ไม่มีรัฐบาลโลกซึ่งมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายเหนือรัฐทั้งหลายได้อย่างสมบูรณ์

เมื่อไม่มีผู้คุมกฎสูงสุด แต่ละรัฐจึงต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ในระบบแบบช่วยตนเองหรือ self-help system รัฐอาจร่วมมือกันได้ ทำข้อตกลงกันได้ ตั้งพันธมิตรขึ้นได้ และบางครั้งก็สร้างความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากจนดูคล้ายครอบครัวเดียวกัน ทว่าแม้ในกรณีนั้น ความร่วมมือก็ยังตั้งอยู่บนผลประโยชน์ มิใช่ศรัทธาอันบริสุทธิ์ หากเงื่อนไขเปลี่ยน ผลประโยชน์เปลี่ยน การตีความคำมั่นก็เปลี่ยนได้เสมอ นี่เองคือเหตุผลที่พันธมิตรซึ่งดูมั่นคงบนกระดาษ อาจแสดงระดับความช่วยเหลือที่ต่างกันอย่างมากเมื่อเกิดสถานการณ์จริง

ศีลธรรมในเวทีโลก: หลักการ หรือเครื่องมือ

หลายประเทศ โดยเฉพาะมหาอำนาจ มักอธิบายการกระทำของตนผ่านภาษาแห่งคุณค่า พวกเขาพูดถึงเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม ความมั่นคงร่วม หรือการคุ้มครองประชาคมโลก ภาษาเหล่านี้สำคัญ เพราะมันช่วยกำหนดความชอบธรรม และทำให้ประชาชนของตนเองรวมทั้งนานาชาติมองการใช้กำลังหรือการแทรกแซงในลักษณะที่ยอมรับได้มากขึ้น แต่ในเชิงวิเคราะห์ เราต้องระวังไม่เอาภาษาเหล่านี้ไปแทนที่โครงสร้างจริงของการเมืองระหว่างประเทศ

รัฐอาจยกหลักประชาธิปไตยขึ้นมาปกป้องในที่หนึ่ง แต่จับมือกับระบอบที่มิได้เป็นประชาธิปไตยในอีกที่หนึ่ง หากการจับมือนั้นช่วยให้บรรลุผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ที่ใหญ่กว่า รัฐอาจประณามการรุกรานของฝ่ายหนึ่งอย่างแข็งกร้าว แต่เพิกเฉยต่อการใช้กำลังของอีกฝ่ายหนึ่ง หากการประณามเท่ากันจะสร้างต้นทุนต่อความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของตนเองมากเกินไป สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าหลักการไม่มีความหมายเลย หากหมายความว่าในโลกจริง หลักการถูกใช้งานภายใต้สนามแรงของอำนาจ และถูกชั่งน้ำหนักกับผลประโยชน์อยู่ตลอดเวลา

ผู้ที่ศึกษาโลกอย่างจริงจังจึงไม่ควรถามเพียงว่ารัฐใดพูดว่าอะไร แต่ต้องถามต่อว่ารัฐนั้นกำลังรักษาอะไร ป้องกันอะไร และหวังเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจแบบใดอยู่เบื้องหลังภาษาเหล่านั้น เพราะคำประกาศทางศีลธรรมจำนวนมากในเวทีโลก มิได้ทำงานเพียงในฐานะหลักจริยธรรม หากทำงานในฐานะเทคโนโลยีทางการเมืองสำหรับสร้างความชอบธรรม ระดมแนวร่วม และทำให้ฝ่ายตรงข้ามเสียเปรียบในสนามความคิด

พันธมิตรไม่ใช่คำมั่นไร้เงื่อนไข

คนจำนวนมาก โดยเฉพาะในประเทศเล็กหรือประเทศขนาดกลาง มักชอบจินตนาการว่าการมีพันธมิตรกับมหาอำนาจย่อมหมายถึงการได้รับหลักประกันความมั่นคงอย่างมั่นคงตายตัว ความคิดเช่นนี้อันตราย เพราะมันนำไปสู่ความประมาททางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง พันธมิตรในโลกความจริงคือความสัมพันธ์ที่มีต้นทุน มีเงื่อนไข และถูกตีความใหม่ได้เสมอเมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป

แม้แต่ในเครือข่ายความมั่นคงที่เข้มแข็งอย่าง NATO ซึ่งมักถูกยกเป็นตัวอย่างของพันธสัญญาร่วมกัน รัฐสมาชิกก็ยังมีระดับความพร้อมที่จะเสี่ยงไม่เท่ากัน เมื่อเกิดวิกฤตนอกเขตผลประโยชน์หลักของตน หรือเมื่อการมีส่วนร่วมทางทหารอาจก่อผลสะเทือนทางการเมืองภายใน รัฐบางแห่งเลือกสนับสนุนเชิงลอจิสติกส์ บางแห่งช่วยผ่านการเปิดทางอากาศหรือแบ่งปันข่าวกรอง บางแห่งลดบทบาทเหลือเพียงการแสดงจุดยืนทางการทูต และบางแห่งพยายามอยู่ให้ห่างที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าเบื้องหลังคำว่าพันธมิตร มีการคำนวณต้นทุนและผลตอบแทนอยู่เสมอ ซึ่งสอดคล้องกับสาระสำคัญในบันทึกวิเคราะห์ที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้ให้เป็นฐานความคิดของบทความนี้ fileciteturn0file0

การเข้าใจข้อเท็จจริงนี้มิได้มีไว้เพื่อทำลายความเชื่อในพันธมิตร หากมีไว้เพื่อทำให้เราเลิกโรแมนติกกับมัน ประเทศที่ฉลาดจะใช้พันธมิตรเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ขยายทางเลือก และลดความเปราะบางของตน มิใช่ฝากชะตากรรมทั้งหมดไว้ในเจตนาดีของผู้อื่น เพราะในยามที่ผลประโยชน์ของตนเองถูกคุกคาม แม้พันธมิตรที่สุภาพที่สุดก็อาจค้นพบอย่างรวดเร็วว่าเขามี “ข้อจำกัด” บางประการที่ทำให้ช่วยเราไม่ได้ในระดับที่เราคาดหวัง

สหรัฐอเมริกาและความตรงไปตรงมาของอำนาจ

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีคนจำนวนไม่น้อยมองแนวคิดแบบ “America First” ว่าเป็นความเบี่ยงเบนจากบทบาทนำของสหรัฐอเมริกาในฐานะผู้ค้ำจุนระเบียบโลกเสรี แต่ถ้ามองให้ลึก แนวทางดังกล่าวไม่ได้ทำให้ธรรมชาติของมหาอำนาจสหรัฐฯ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง มันเพียงเปิดเผยด้านที่มีอยู่เดิมให้เห็นอย่างชัดขึ้น นั่นคือ การคาดหวังว่าพันธมิตรต้องแบ่งภาระ ต้องจ่ายต้นทุนมากขึ้น และต้องพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบนั่งรอรับประโยชน์ฝ่ายเดียว

เมื่อผู้นำสหรัฐฯ ใช้ภาษาเชิงธุรกรรมมากขึ้น เขากำลังเปลี่ยนความมั่นคงให้กลายเป็นสิ่งที่มีลักษณะคล้ายตลาด กล่าวคือ การคุ้มครองไม่ได้หายไป แต่ถูกทำให้มีเงื่อนไข มีราคา และมีการประเมินผลตอบแทนต่อการลงทุนอย่างเข้มงวดกว่าเดิม ในระดับหนึ่ง สิ่งนี้ทำให้พันธมิตรจำนวนมากไม่สบายใจ เพราะมันทำลายภาพความสัมพันธ์แบบชุมชนคุณค่าที่ร่วมปกป้องโลกเสรี แต่ในอีกระดับหนึ่ง มันก็สะท้อนความจริงของอำนาจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาษาศีลธรรมมานานแล้ว ว่ามหาอำนาจย่อมประเมินเสมอว่าตนแบกภาระมากเกินไปหรือไม่ และคู่สัญญาให้ประโยชน์ตอบแทนคุ้มค่าหรือเปล่า

การโยกย้ายกำลังทหาร การกดดันให้เพิ่มงบกลาโหม การใช้ภาษาวิจารณ์พันธมิตรในที่สาธารณะ หรือการโยงประเด็นความมั่นคงเข้ากับผลประโยชน์ด้านการค้าและอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ ล้วนเป็นอาการของแนวคิดเช่นนี้ทั้งสิ้น สำหรับผู้สังเกตการณ์ไทย สิ่งสำคัญมิใช่การชอบหรือไม่ชอบบุคลิกของผู้นำแต่ละคน หากคือการเข้าใจว่าภายใต้ทุกบุคลิกนั้น สหรัฐอเมริกายังคงเป็นรัฐที่คำนวณผลประโยชน์เชิงระบบอยู่เสมอ เพียงแต่บางยุคพูดเรื่องนี้อย่างอ้อม ๆ บางยุคพูดอย่างเปิดเผยจนคนฟังสะดุ้ง

กล่าวโดยสรุป สหรัฐฯ อาจยังต้องการพันธมิตร แต่ต้องการพันธมิตรแบบที่ช่วยแบ่งภาระ ไม่ใช่พันธมิตรแบบที่อาศัยร่มคุ้มกันแล้วปล่อยให้วอชิงตันจ่ายต้นทุนทางยุทธศาสตร์เกือบทั้งหมดฝ่ายเดียว

โลกหลายขั้วและความไม่แน่นอนรูปแบบใหม่

ในช่วงหลังสงครามเย็น โลกเคยอยู่ในช่วงที่อเมริกามีอำนาจนำสูงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ภาพนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไปเมื่อจีนผงาดขึ้น รัสเซียฟื้นการใช้อำนาจทางทหารและการเมืองเชิงแข็ง อินเดียขยายบทบาทของตนมากขึ้น และสหภาพยุโรปพยายามรักษาน้ำหนักของตนในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและบรรทัดฐาน แม้จะยังไม่ใช่มหาอำนาจเอกภาพแบบรัฐเดี่ยว โลกในปัจจุบันจึงไม่อาจอธิบายได้อย่างครบถ้วนด้วยโมเดลขั้วเดียวอีกต่อไป แต่การจัดระเบียบโลกใหม่นี้ สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของทรัมพ์กำลังนำสหรัฐอเมริกาให้ยิ่งใหญ่เหนือขั้วอำนาจใหม่เหล่านี้อย่างแยบคาย และแรงสั่นสะเทือนย่อมสร้างความโกลาหลไปอีกหลายครา พร้อมกับความไม่แน่นอนของตัวแปรที่พุ่งเข้าสู่สมการจากหลายฝ่ายในแต่ละปรากฏการณ์ข้างหน้า

การก้าวเข้าสู่ความเป็นพหุขั้วหรืออย่างน้อยกึ่งพหุขั้วเช่นนี้ ทำให้ระบบระหว่างประเทศเปิดกว้างขึ้นสำหรับการแข่งขัน การต่อรอง และการสลับตำแหน่งแห่งที่ของรัฐต่าง ๆ ประเทศขนาดกลางมีพื้นที่เล่นมากขึ้น สามารถถ่วงดุลหรือใช้ประโยชน์จากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจได้มากขึ้น แต่พร้อมกันนั้น ระบบก็เปราะบางขึ้น เพราะเมื่อมีหลายศูนย์อำนาจ การคาดการณ์พฤติกรรมของผู้อื่นย่อมยากขึ้น ความเข้าใจผิดเกิดได้ง่ายขึ้น และพื้นที่สำหรับวิกฤตที่ไม่มีใครตั้งใจให้บานปลายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

โลกหลายขั้วจึงมิได้แปลว่าโลกยุติธรรมขึ้นโดยอัตโนมัติ มันเพียงหมายความว่าไม่มีใครผูกขาดอำนาจเด็ดขาดได้เหมือนเดิม และเมื่อไม่มีผู้คุมเวทีเดี่ยว การแข่งขันย่อมเข้มขึ้น การเจรจาย่อมซับซ้อนขึ้น และรัฐที่อ่านเกมไม่ออกย่อมตกเป็นเพียงเบี้ยบนกระดานของผู้อื่นได้ง่ายกว่าเดิม

บทเรียนสำหรับไทย: อย่ามองโลกด้วยอารมณ์แทนโครงสร้าง

สำหรับสังคมไทย บทเรียนสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การรีบตัดสินว่าเราควรอยู่ข้างใคร หากเป็นการเลิกมองภูมิรัฐศาสตร์ผ่านอารมณ์ ความชอบส่วนตัว หรือภาพจำทางอุดมการณ์ที่ตื้นเกินไป คนไทยจำนวนไม่น้อยยังเสพข่าวต่างประเทศผ่านกรอบเชียร์ทีม คล้ายการเชียร์กีฬา มากกว่าการทำความเข้าใจว่ารัฐต่าง ๆ กำลังป้องกันผลประโยชน์ประเภทใด ใช้เครื่องมืออะไร และกำลังส่งสัญญาณอะไรต่อกันอยู่

เมื่อมองเช่นนั้น เราจะตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาชวนเชื่อได้ง่ายมาก เพราะทุกฝ่ายล้วนพยายามเล่าเรื่องให้ตนเองดูเป็นฝ่ายปกป้องความถูกต้อง ผู้ชมที่ไม่ฝึกคิดเชิงโครงสร้างจึงมักติดกับการเล่าเรื่องแบบขาวกับดำ ทั้งที่ในความเป็นจริง หลายเหตุการณ์ประกอบด้วยสีเทาจำนวนมาก มีทั้งผลประโยชน์ด้านพลังงาน การค้า เส้นทางเดินเรือ เทคโนโลยี ความมั่นคงทางทหาร การเมืองภายในประเทศ และการแข่งขันระยะยาวเพื่อกำหนดระเบียบโลกในวันข้างหน้า

ไทยในฐานะประเทศขนาดกลางยิ่งไม่ควรปล่อยให้การวิเคราะห์โลกตกอยู่ในมือของอารมณ์หรือวาทกรรมขายฝัน เพราะประเทศขนาดกลางจะอยู่รอดได้ดี ก็ต่อเมื่อมีชนชั้นนำและประชาชนที่เข้าใจข้อจำกัดของตน เข้าใจพื้นที่ต่อรองของตน และไม่เผลอเอาความชอบทางการเมืองภายในมาครอบการประเมินความเป็นจริงระหว่างประเทศ การเข้าใจโลกอย่างมีสติจึงไม่ใช่เรื่องหรูหราของนักวิชาการ แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการไม่ปล่อยให้ประเทศตนเองถูกลากไปในทิศที่คนอื่นกำหนด

มองให้ทะลุ: สันติภาพเองก็ผูกกับอำนาจ

ผู้คนมักหวังว่าสันติภาพจะเกิดจากความปรารถนาดีร่วมกันของมนุษยชาติ ความหวังเช่นนี้งดงาม แต่ไม่เพียงพอสำหรับการอธิบายโลกจริง สันติภาพที่ยั่งยืนจำนวนมากไม่ได้เกิดเพราะทุกฝ่ายรักความสงบอย่างบริสุทธิ์ หากเกิดเพราะต้นทุนของสงครามสูงเกินรับได้ เพราะมีดุลกำลังที่ไม่มีใครมั่นใจว่าจะชนะเด็ดขาด หรือเพราะมีระบบผลประโยชน์ร่วมที่ทำให้การอยู่ร่วมกันคุ้มค่ากว่าการปะทะกัน กล่าวอีกนัยหนึ่ง สันติภาพจำนวนมากมิได้เป็นสิ่งตรงข้ามกับอำนาจ หากเป็นผลผลิตชนิดหนึ่งของการจัดระเบียบอำนาจ

นี่คือเหตุผลที่ผู้ศึกษาภูมิรัฐศาสตร์ไม่อาจพูดเรื่องสันติภาพอย่างจริงจัง หากไม่เข้าใจอำนาจ เพราะตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าใครมีความสามารถบีบคั้นใคร ใครต้องพึ่งเส้นทางพลังงานใด ใครกลัวการถูกปิดล้อมทะเล ใครกำลังสกัดไม่ให้อีกฝ่ายเติบโตทางเทคโนโลยี หรือใครกำลังรักษาความน่าเชื่อถือของพันธมิตรของตนอยู่ เราก็จะพูดถึงสันติภาพได้เพียงในระดับคำอธิษฐาน ไม่ใช่ในระดับการออกแบบเงื่อนไขที่ทำให้สงครามไม่คุ้มค่า

ข้อสรุป: เปิดตาให้พ้นมายาคติ

หากมีประโยคเดียวที่ควรจำจากบทความนี้ ก็คือโลกไม่ได้เดินไปข้างหน้าด้วยคำประกาศอันสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่เดินด้วยแรงผลักของอำนาจที่ซ่อนอยู่ใต้ถ้อยคำเหล่านั้นอีกชั้นหนึ่ง ประเทศใดก็ตามที่ไม่ยอมฝึกตนให้มองเห็นชั้นลึกนี้ จะตกเป็นเหยื่อของการเล่าเรื่องจากผู้อื่นอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเมื่อถึงเวลาต้องตัดสินใจจริง ก็อาจพบว่าตนเองไม่มีทั้งข้อมูล ความเข้าใจ และสติพอจะประเมินว่ากำลังถูกพาไปทางไหน

การเปิดตาทางภูมิรัฐศาสตร์จึงไม่ใช่การเปลี่ยนจากการเชียร์ฝ่ายหนึ่งไปเชียร์อีกฝ่ายหนึ่ง หากคือการเลิกตกอยู่ใต้มนตร์สะกดของการเมืองแบบละครคุณธรรม แล้วหันมาอ่านโลกตามที่มันเป็นจริงมากขึ้น มองให้เห็นโครงสร้าง อ่านให้เห็นแรงจูงใจ แยกภาษาแห่งหลักการออกจากภาษาแห่งผลประโยชน์ และตระหนักเสมอว่ารัฐทั้งหลายอาจพูดเรื่องคุณค่า แต่ในยามหัวเลี้ยวหัวต่อ พวกเขาจะกลับไปหาคำถามเก่าแก่ที่สุดของการเมืองระหว่างประเทศอยู่ดี นั่นคือ จะอยู่รอดอย่างไร จะรักษาอำนาจอย่างไร และจะไม่ยอมให้ผู้อื่นกำหนดชะตาของตนได้อย่างไร

หมายเหตุเชิงบรรณาธิการ: บทความนี้เป็นงานสังเคราะห์เชิงแนวคิดเพื่อการศึกษาสาธารณะ โดยใช้กรอบวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศร่วมกับบันทึกวิเคราะห์ร่วมสมัยที่ผู้ใช้จัดเตรียมไว้เป็นฐานประกอบการเขียน เพื่อช่วยให้ผู้อ่านไทยมองภูมิรัฐศาสตร์เชิงโครงสร้างได้ชัดขึ้น ไม่ใช่เพื่อเสนอข้อสรุปเชิงโฆษณาชวนเชื่อให้เข้าข้างรัฐใดรัฐหนึ่งโดยปราศจากการคิดวิเคราะห์

เอกสารอ้างอิง

Jervis, R. (1978). Cooperation under the security dilemma. World Politics, 30(2), 167–214.

Mearsheimer, J. J. (2001). The tragedy of great power politics. W. W. Norton.

Morgenthau, H. J. (2006). Politics among nations: The struggle for power and peace (7th ed.). McGraw-Hill. (Original work published 1948)

Waltz, K. N. (1979). Theory of international politics. Addison-Wesley.

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 3 | อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 3 | อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน
คันฉ่องส่องไทย

ตอนที่ 3: อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน

ดร. เพียงดิน รักไทย | มหาวิทยาลัยประชาชน
การเลือกตั้งอาจเป็นภาพที่มองเห็นได้ของประชาธิปไตย แต่อำนาจที่กำหนดผลลัพธ์จริงของประเทศ บางครั้งกลับอยู่ในพื้นที่ที่ประชาชนไม่เคยเห็น และไม่เคยแตะต้องได้

หากเรามองการเมืองไทยเพียงผ่านผลการเลือกตั้ง เราอาจเข้าใจว่าประชาชนคือผู้กำหนดทิศทางประเทศ แต่ถ้ามองลึกลงไปอีกชั้น จะพบว่า ยังมี “อำนาจอีกประเภทหนึ่ง” ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มีบทบาทกำหนดกรอบของการเมืองทั้งหมด

อำนาจประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องปรากฏตัวในเวทีหาเสียง ไม่ต้องขอคะแนนเสียง และไม่ต้องตอบคำถามต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ แต่สามารถกำหนดได้ว่า ใครมีสิทธิ์เล่นเกม ใครถูกกันออกจากเกม และกติกาของเกมจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด

โครงสร้างที่อยู่เหนือรัฐบาล

ในหลายช่วงเวลาของประวัติศาสตร์ไทย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้ถืออำนาจสูงสุดจริง เพราะยังมีโครงสร้างอื่นที่สามารถกำหนดทิศทาง หรือแม้กระทั่งยุติบทบาทของรัฐบาลได้

โครงสร้างเหล่านี้อาจอยู่ในรูปของสถาบัน องค์กร หรือเครือข่ายที่มีอำนาจเชิงประเพณี อำนาจทางกฎหมาย หรืออำนาจทางกำลัง ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว สามารถสร้าง “เพดานที่มองไม่เห็น” ให้กับการเมืองไทย

เพดานนี้ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในตำราเรียน แต่ผู้เล่นทางการเมืองทุกคนรับรู้ถึงมัน และต้องปรับตัวให้อยู่ภายใต้กรอบนั้น หากต้องการอยู่รอด

กติกาที่เปลี่ยนได้ แต่ไม่เท่ากัน

หนึ่งในลักษณะสำคัญของอำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชน คือความสามารถในการเปลี่ยนกติกา ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง หรือกลไกการตรวจสอบ

ในทางทฤษฎี กติกาควรเป็นสิ่งที่มั่นคงและใช้กับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม แต่ในความเป็นจริง กติกาในบางช่วงกลับถูกปรับเปลี่ยนตามบริบทของอำนาจ และในบางกรณี การตีความกติกาก็มีความยืดหยุ่นไม่เท่ากันระหว่างผู้เล่นแต่ละฝ่าย

ผลลัพธ์คือการแข่งขันที่ดูเหมือนมีสนามเดียวกัน แต่เงื่อนไขกลับไม่เหมือนกัน

ความเงียบที่ไม่ได้เกิดจากความสงบ

เมื่ออำนาจบางส่วนอยู่เหนือการตรวจสอบโดยตรง สังคมมักเข้าสู่ภาวะที่ดูเหมือนสงบ แต่ความสงบนั้นอาจไม่ได้เกิดจากความพึงพอใจของประชาชน หากเกิดจากข้อจำกัดในการแสดงออก

การตั้งคำถามอาจถูกมองว่าเป็นความขัดแย้ง การวิจารณ์อาจถูกตีความว่าเป็นการท้าทาย และการเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงอาจถูกทำให้ดูเป็นความไม่เหมาะสม

เมื่อพื้นที่สาธารณะหดตัวลง ความคิดที่หลากหลายก็หายไป และเมื่อความคิดหายไป การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างก็แทบเป็นไปไม่ได้

ผลที่สะสมในระยะยาว

อำนาจที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน อาจให้ความมั่นคงในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มันสร้างต้นทุนที่สูงมากต่อสังคม

เพราะเมื่อประชาชนรู้สึกว่าเสียงของตนไม่มีผลจริง ความเชื่อมั่นต่อระบบจะลดลง การมีส่วนร่วมทางการเมืองจะหดตัว และความขัดแย้งจะไม่หายไป แต่ถูกกดทับไว้จนพร้อมจะปะทุในรูปแบบที่รุนแรงกว่าเดิม

ในขณะเดียวกัน ศักยภาพของประเทศก็ถูกจำกัด เพราะการตัดสินใจสำคัญไม่ได้เกิดจากการถกเถียงอย่างเปิดเผย แต่เกิดจากการจัดสมดุลของอำนาจในวงจำกัด

คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยมีการเลือกตั้งหรือไม่ แต่คือ อำนาจสูงสุดของประเทศอยู่ที่ใครจริง

ถ้าอำนาจสูงสุดยังไม่ได้อยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริง การเมืองก็จะยังคงเป็นเพียงภาพที่เห็น ขณะที่กลไกที่กำหนดผลลัพธ์จริงยังอยู่ในเงา

และตราบใดที่โครงสร้างนี้ยังไม่ถูกทำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ คำว่า “ประเทศของประชาชน” ก็อาจยังเป็นเพียงแนวคิด มากกว่าความเป็นจริง

การเข้าใจอำนาจที่มองไม่เห็น ไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง แต่เพื่อทำให้สังคมสามารถตั้งคำถามได้อย่างตรงจุด เพราะบางครั้ง สิ่งที่กำหนดอนาคตของประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่เรามองเห็น แต่คือสิ่งที่เราถูกทำให้ไม่มองเห็นต่างหาก

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 2 | งบประมาณแผ่นดิน: เงินของประชาชน หรืออำนาจของใคร

คันฉ่องส่องไทย ตอนที่ 2 | งบประมาณแผ่นดิน: เงินของประชาชน หรืออำนาจของใคร
คันฉ่องส่องไทย

ตอนที่ 2: งบประมาณแผ่นดิน: เงินของประชาชน หรืออำนาจของใคร

ดร. เพียงดิน รักไทย | มหาวิทยาลัยประชาชน
ทุกปี ประเทศไทยมีงบประมาณระดับหลายล้านล้านบาท แต่คนจำนวนมากไม่เคยรู้เลยว่าเงินก้อนนั้นไปอยู่ที่ไหน และถูกใช้เพื่อใคร

งบประมาณแผ่นดินคือหัวใจของรัฐสมัยใหม่ เพราะมันคือการแปลง “เงินของประชาชน” ให้กลายเป็น “ทิศทางของประเทศ” แต่คำถามสำคัญคือ ทิศทางนั้นสะท้อนความต้องการของประชาชนจริงหรือไม่ หรือสะท้อนโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิม

ในทางหลักการ งบประมาณควรเป็นเครื่องมือแก้ปัญหา เช่น ลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาการศึกษา ยกระดับสาธารณสุข และสร้างโอกาสให้คนส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริง งบประมาณจำนวนไม่น้อยกลับกลายเป็นเครื่องมือ “รักษาอำนาจ” มากกว่าการ “สร้างอนาคต”

เงินของทุกคน แต่การตัดสินใจของไม่กี่คน

รายได้ของรัฐส่วนใหญ่มาจากภาษี ทั้งทางตรงและทางอ้อม คนที่มีรายได้น้อยก็จ่ายผ่าน VAT คนชั้นกลางจ่ายภาษีเงินได้ ภาคธุรกิจก็จ่ายในรูปแบบต่าง ๆ กล่าวได้ว่า งบประมาณคือเงินของทั้งประเทศ

แต่ในขั้นตอนการจัดสรร งบประมาณกลับถูกกำหนดโดยกลุ่มคนจำนวนจำกัด ผ่านระบบราชการและการเมืองที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้จำกัดมาก นั่นทำให้ “เจ้าของเงิน” กลายเป็น “คนนอกวงตัดสินใจ” อย่างเงียบ ๆ

งบประมาณในฐานะเครื่องมือทางอำนาจ

หากมองให้ลึก งบประมาณไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือการสะท้อนว่า รัฐให้ความสำคัญกับอะไร งบที่เพิ่มขึ้นคือสิ่งที่รัฐอยากขยาย งบที่ลดลงคือสิ่งที่รัฐไม่ให้ความสำคัญ

ในหลายช่วงเวลา เราจะเห็นงบจำนวนมากไหลไปสู่โครงการขนาดใหญ่ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจต่อรองสูง ขณะที่งบด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การศึกษาในพื้นที่ห่างไกล หรือบริการสาธารณะขั้นพื้นฐาน กลับไม่ได้รับการจัดสรรในระดับที่ควรเป็น

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากโครงสร้างอำนาจที่กำหนดว่า “เสียงของใครดังพอ” ในกระบวนการตัดสินใจ

ความไม่โปร่งใสที่ทำให้ประชาชนมองไม่เห็น

แม้งบประมาณจะถูกเผยแพร่ แต่รูปแบบข้อมูลมักซับซ้อน เข้าใจยาก และไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้จริง ทำให้การตรวจสอบกลายเป็นเรื่องของผู้เชี่ยวชาญหรือคนวงใน

เมื่อประชาชนไม่เห็นภาพรวม ก็ยากที่จะตั้งคำถาม และเมื่อไม่มีคำถาม การใช้งบประมาณก็สามารถดำเนินไปโดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อสาธารณะมากเท่าที่ควร

ผลลัพธ์ที่สะท้อนในชีวิตจริง

งบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในเอกสาร แต่สะท้อนออกมาในชีวิตจริง โรงเรียนที่ขาดคุณภาพ โรงพยาบาลที่แออัด โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ทั่วถึง และโอกาสที่กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่หรือบางกลุ่ม

ขณะที่ประชาชนต้องปรับตัวดิ้นรน รัฐกลับยังคงใช้งบประมาณในรูปแบบเดิมอย่างต่อเนื่อง นี่คือวงจรที่ทำให้ปัญหาเดิมไม่เคยถูกแก้ที่ราก

งบประมาณที่เป็นของประชาชนจริงต้องเป็นอย่างไร

หากงบประมาณเป็นของประชาชนจริง ต้องมีอย่างน้อยสามสิ่ง ความโปร่งใสที่เข้าใจได้ การมีส่วนร่วมที่เป็นรูปธรรม และความรับผิดชอบเมื่อใช้งบผิดพลาด

ประเทศที่พัฒนาแล้วจำนวนมากเปิดเผยข้อมูลงบประมาณในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจได้ง่าย มีการรับฟังความคิดเห็นก่อนจัดสรรงบ และมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งจนผู้มีอำนาจไม่สามารถใช้งบโดยไร้ความรับผิดชอบ

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่อุดมคติ แต่เป็นมาตรฐานพื้นฐานของรัฐที่ยอมรับว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศ

งบประมาณไม่ใช่เรื่องไกลตัว มันคือคำตอบของคำถามง่าย ๆ ว่า ประเทศนี้กำลังเลือกอนาคตแบบไหน และที่สำคัญกว่านั้นคือ ใครเป็นคนเลือก

Popular Posts