เมืองไทยไม่มี “อนุรักษนิยม” มีแต่อำนาจนิยมจริงหรือ?

คันฉ่องส่องไทย | การเมือง • อำนาจ • ประชาธิปไตย

เมืองไทยไม่มี “อนุรักษนิยม” มีแต่อำนาจนิยมจริงหรือ?

จากคำพูดของอานันท์ ปันยารชุน สู่คำถามที่ลึกกว่า: เรากำลังอนุรักษ์ “คุณค่า” หรืออนุรักษ์ “อำนาจ” กันแน่?

“ชีวิตผมมีทั้งลงเหว และขึ้นสูงสุดยอดเขา แต่ผมไม่ยึดติด หลายสิ่งที่สังคมพูด คนนี้เป็นน้ำเงิน ฟ้า เหลือง มันกลายเป็นเรื่องตลก ทั้งหมดเป็นอนุรักษนิยม ผมฟังแล้วจำในใจ อนุรักษนิยมเมืองไทยไม่มี ที่มีคืออำนาจนิยม อย่าปนกัน”

ถ้อยคำข้างต้นของ อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีวัย 94 ปี น่าสนใจมิใช่เพราะผู้พูดเคยดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง หากเพราะมันตั้งคำถามต่อคำศัพท์ที่สังคมไทยใช้กันมานานอย่างแทบไม่เคยตรวจสอบว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “ฝ่ายอนุรักษนิยม” นั้น เป็น อนุรักษนิยม (conservatism) จริงเพียงใด และส่วนใดคือ อำนาจนิยม (authoritarianism) ที่ถูกบรรจุไว้ในภาชนะซึ่งติดฉลากว่า “อนุรักษนิยม”

คำถามนี้สำคัญกว่าการถกเถียงว่าอานันท์พูดถูกหรือผิด เพราะมันพาเราออกจากการเมืองแบบแบ่งสี ไปสู่คำถามพื้นฐานที่สุดของรัฐศาสตร์ว่า อำนาจมาจากไหน ใครมีสิทธิใช้อำนาจ ใครตรวจสอบผู้ใช้อำนาจ และประชาชนสามารถเปลี่ยนผู้ถืออำนาจนั้นได้จริงหรือไม่

1. ก่อนอื่นต้องแยกสามคำออกจากกัน

ความสับสนส่วนหนึ่งของการเมืองไทยเกิดจากการนำคำที่ตอบคำถามคนละเรื่อง มาวางทับซ้อนกัน ได้แก่ อนุรักษนิยม อำนาจนิยม และประชาธิปไตย

แนวคิด คำถามหลัก สิ่งที่ให้ความสำคัญ
อนุรักษนิยม
(Conservatism)
อะไรในสังคมสมควรรักษาไว้? ความต่อเนื่อง สถาบัน ประเพณี ระเบียบทางสังคม ประสบการณ์สะสม และความระมัดระวังต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน
อำนาจนิยม
(Authoritarianism)
ใครควรมีอำนาจ และอำนาจนั้นถูกจำกัดเพียงใด? การรวมศูนย์อำนาจ การจำกัดการแข่งขัน การลดทอนกลไกตรวจสอบหรือการมีส่วนร่วมของประชาชน
ประชาธิปไตย
(Democracy)
ใครเป็นเจ้าของอำนาจสูงสุด และผู้ปกครองได้รับความยินยอมจากใคร? อำนาจอธิปไตยของประชาชน การเลือกตั้งที่มีความหมาย สิทธิ เสรีภาพ หลักนิติรัฐ การตรวจสอบ และการเปลี่ยนรัฐบาลโดยสันติ

เมื่อแยกเช่นนี้จะเห็นทันทีว่า คนคนหนึ่งสามารถเป็นอนุรักษนิยมและเป็นประชาธิปไตยพร้อมกันได้

เขาอาจรักประเพณี ให้ความสำคัญแก่ครอบครัว ศาสนา ชาติ หรือสถาบันเก่าแก่ของสังคม แต่ในเวลาเดียวกันก็ยืนยันว่ารัฐบาลต้องมาจากประชาชน ผู้มีอำนาจต้องอยู่ใต้กฎหมาย ฝ่ายค้านต้องมีสิทธิแข่งขัน ประชาชนต้องวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้ และเมื่อฝ่ายของตนแพ้เลือกตั้งก็ต้องยอมลงจากอำนาจ

นี่คือเหตุผลที่คำว่า “อนุรักษนิยม” ไม่ควรถูกใช้เป็นคำพ้องความหมายกับ “เผด็จการ” หรือ “อำนาจนิยม”

2. แล้วอะไรคือปัญหาเฉพาะของไทย?

ข้อสังเกตของอานันท์มีพลังตรงที่มันชี้ไปยังปรากฏการณ์อีกอย่างหนึ่ง คือในประวัติศาสตร์การเมืองไทย การอนุรักษ์คุณค่า การอนุรักษ์สถาบัน และการอนุรักษ์โครงสร้างอำนาจ มักถูกผูกเข้าด้วยกัน จนสังคมใช้คำว่า “อนุรักษนิยม” เรียกทั้งหมด

แต่สามสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน

อนุรักษ์คุณค่า คือเชื่อว่าสิ่งบางอย่างดีและควรสืบทอด

อนุรักษ์สถาบัน คือเชื่อว่าสถาบันบางชนิดมีประโยชน์ต่อความต่อเนื่องของสังคม

อนุรักษ์อำนาจ คือรักษาความสามารถของบุคคลหรือกลุ่มหนึ่ง ในการกำหนดทิศทางสังคม แม้ประชาชนจะไม่สามารถตรวจสอบ เปลี่ยน หรือถอนอำนาจนั้นได้อย่างแท้จริง

ความแตกต่างนี้เป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด

เพราะเมื่อการรักษาสถาบันกลายเป็นเหตุผลสำหรับการรักษาอำนาจ และการรักษาอำนาจกลายเป็นเหตุผลสำหรับการจำกัดประชาธิปไตย คำว่า “อนุรักษนิยม” ก็อาจทำหน้าที่เป็นฉากบังสิ่งที่โดยเนื้อแท้ เป็นปัญหาเรื่อง ความสัมพันธ์ทางอำนาจ

3. Conservatism ที่เป็นประชาธิปไตยมีหน้าตาอย่างไร?

ลองสมมติว่าพรรคอนุรักษนิยมพรรคหนึ่งเชื่อว่า สังคมไม่ควรเปลี่ยนเร็วเกินไป ควรรักษาสถาบันเก่าแก่ ให้ความสำคัญแก่ความมั่นคง ครอบครัว วัฒนธรรม และระเบียบสังคม

ทั้งหมดนี้ยังอยู่ภายในประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์ ตราบใดที่พรรคดังกล่าวยอมรับหลักง่าย ๆ ว่า

“เราจะเสนอสิ่งที่เราเชื่อต่อประชาชน แต่เราไม่มีสิทธิใช้อำนาจเหนือประชาชน เพียงเพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่เรารักษาไว้นั้นดี”

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ประชาธิปไตยมิได้เรียกร้องให้ทุกคนเป็นเสรีนิยม ฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายก้าวหน้า

มันเรียกร้องเพียงว่า ความขัดแย้งเรื่องคุณค่าต้องถูกตัดสินภายใต้กติกาที่ทุกฝ่ายมีสถานะทางการเมืองเท่าเทียมกัน

4. จุดเปลี่ยนจาก “อนุรักษนิยม” สู่อำนาจนิยมอยู่ตรงไหน?

เส้นแบ่งเริ่มปรากฏเมื่อมีข้อสมมติว่า ประชาชนอาจไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจเรื่องบ้านเมือง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีบุคคลหรือสถาบันบางชนิด ทำหน้าที่คอยกำกับการตัดสินใจของประชาชน

ตรงนี้แนวคิดแบบ พ่อปกครองลูก (paternalism) เริ่มเชื่อมเข้ากับ ลำดับชั้น (hierarchy) และสามารถพัฒนาไปสู่อำนาจนิยมได้

ตรรกะอาจเริ่มจากเจตนาที่ฟังดูดีมากว่า

ประชาชนอาจถูกหลอกได้
นักการเมืองอาจซื้อเสียงได้
เสียงข้างมากอาจตัดสินใจผิดได้
ดังนั้นต้องมีผู้ที่ “รู้ดีกว่า” คอยคุ้มครองประเทศ

แต่คำถามสำคัญซึ่งมักหายไปคือ

แล้วใครเป็นผู้ตรวจสอบ “ผู้รู้ดีกว่า”?

ถ้าประชาชนอาจผิดได้ นักการเมืองก็ผิดได้ ผู้พิพากษาก็ผิดได้ นายพลก็ผิดได้ ข้าราชการก็ผิดได้ นักวิชาการก็ผิดได้ และชนชั้นนำก็ผิดได้เช่นเดียวกัน

ประชาธิปไตยจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ประชาชนฉลาดเสมอ

แต่ตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ถ่อมตนกว่านั้นว่า ไม่มีมนุษย์กลุ่มใดถูกเสมอจนสมควรได้รับอำนาจที่ผู้อื่นตรวจสอบไม่ได้

5. จาก “บุคคลอำนาจนิยม” สู่ “อำนาจนิยมที่ฝังในสถาบัน”

ตรงนี้เราควรเดินต่อจากคำพูดของอานันท์อีกหนึ่งก้าว

อำนาจนิยมไม่จำเป็นต้องมีเผด็จการคนหนึ่งยืนอยู่บนยอดพีระมิด ออกคำสั่งทุกเรื่องด้วยตนเอง

ในรัฐสมัยใหม่ อำนาจสามารถกระจายอยู่ในกฎหมาย องค์กร กระบวนการแต่งตั้ง กลไกตรวจสอบ สิทธิในการตีความ อำนาจยุบพรรค อำนาจถอดถอน อำนาจยับยั้งนโยบาย หรือกฎเกณฑ์ที่กำหนดว่า เรื่องใดประชาชนมีสิทธิตัดสินและเรื่องใดประชาชนไม่มีสิทธิแตะต้อง

นี่คือสิ่งที่อาจเรียกว่า อำนาจนิยมที่ฝังอยู่ในสถาบัน (institutionalized authoritarianism)

ความน่าสนใจของมันอยู่ตรงที่ ระบบเช่นนี้อาจดูเป็นทางการอย่างยิ่ง

ทุกองค์กรอาจมีสำนักงาน
ทุกคำสั่งอาจมีเลขที่
ทุกกระบวนการอาจมีกฎหมายรองรับ
ทุกคำวินิจฉัยอาจมีเหตุผลทางกฎหมายประกอบ

แต่คำถามทางประชาธิปไตยยังคงอยู่:

ในท้ายที่สุด ประชาชนสามารถใช้อำนาจอธิปไตย เปลี่ยนทิศทางของรัฐได้จริงเพียงใด?

6. จาก “สีการเมือง” สู่ “สถาปัตยกรรมของอำนาจ”

คำพูดอีกตอนหนึ่งของอานันท์จึงน่าสนใจมาก เมื่อเขากล่าวถึงการเรียกผู้คนว่า “น้ำเงิน ฟ้า เหลือง” แล้วบอกว่ามันกลายเป็นเรื่องตลก

มิใช่ว่าสีหรือกลุ่มการเมืองไม่มีความหมาย แต่การหมกมุ่นกับสีอาจทำให้เราพลาดสิ่งที่สำคัญกว่า คือ สถาปัตยกรรมของอำนาจ (architecture of power)

แทนที่จะถามเพียงว่า ใครอยู่ฝ่ายไหน? เราอาจตั้งคำถามใหม่ว่า

อำนาจมาจากไหน?
ใครแต่งตั้งใคร?
ใครตรวจสอบใคร?
ใครถอดถอนใครได้?
ใครมีอำนาจยับยั้งใคร?
ประชาชนเปลี่ยนผู้ถืออำนาจเหล่านั้นได้หรือไม่?
และเมื่อฉันทามติจากการเลือกตั้งชนกับอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง — ใครชนะ?

คำถามชุดนี้ทำให้เรามองการเมืองต่างออกไปทันที

รัฐบาลอาจเปลี่ยน
พรรคการเมืองอาจเปลี่ยน
นายกรัฐมนตรีอาจเปลี่ยน
สีเสื้ออาจเปลี่ยน
พันธมิตรทางการเมืองอาจเปลี่ยน

แต่ถ้าโครงสร้าง อำนาจยับยั้ง (veto power) และเพดานเหนืออำนาจจากการเลือกตั้งยังคงเดิม การเปลี่ยนผู้เล่นก็ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเปลี่ยนระบอบ

7. แต่เราควรแย้งอานันท์ด้วย

หากจะอ่านถ้อยคำนี้อย่างวิพากษ์ เราก็ไม่ควรเปลี่ยนอานันท์ให้กลายเป็นผู้มีอำนาจตัดสินความจริงอีกคนหนึ่ง

ประโยคที่ว่า “อนุรักษนิยมเมืองไทยไม่มี ที่มีคืออำนาจนิยม” ทรงพลังในฐานะวาทะ แต่หากถือเป็นข้อเสนอทางวิชาการโดยตรง ก็อาจกว้างเกินไป

ประเทศไทยมีคนที่เป็นอนุรักษนิยมอย่างแท้จริงจำนวนมาก

คนเหล่านั้นอาจรักชาติ ให้คุณค่ากับศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ครอบครัว ชุมชน ประเพณี ความสงบเรียบร้อย หรือไม่ต้องการให้สังคมเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ความเชื่อเหล่านั้นมิได้ทำให้บุคคลเป็นอำนาจนิยมโดยอัตโนมัติ

เส้นแบ่งสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อประชาชนส่วนใหญ่เลือกเส้นทางที่ตนไม่ชอบ เขายังยอมรับสิทธิของประชาชนในการเลือกหรือไม่

นี่ต่างหากคือบททดสอบ

8. ประชาธิปไตยเองก็ต้องถูกตรวจสอบ

เพื่อความเป็นธรรม เราต้องตั้งคำถามกลับไปยังฝ่ายประชาธิปไตยด้วย

หากประชาธิปไตยถูกลดความหมายเหลือเพียง “ใครได้เสียงมากกว่าคนนั้นทำอะไรก็ได้” สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยเสรีที่สมบูรณ์เช่นกัน

ประชาธิปไตยต้องอยู่ร่วมกับ หลักนิติรัฐ สิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น สิทธิของเสียงข้างน้อย สื่อที่เป็นอิสระ กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม และกลไกป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบ

ดังนั้น ข้อโต้แย้งของฝ่ายอนุรักษนิยมบางประการมีคุณค่าจริง

สังคมไม่ควรทำลายทุกสิ่งเพียงเพราะมันเก่า สถาบันไม่ควรถูกทำลายเพียงเพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ และเสียงข้างมากไม่ควรมีสิทธิล่วงละเมิดศักดิ์ศรีและสิทธิพื้นฐานของเสียงข้างน้อย

แต่หลักประกันเหล่านี้ต้องไม่ถูกแปลงเป็น ใบอนุญาตให้ชนชั้นนำกลุ่มหนึ่งมีอำนาจเหนือประชาชนอย่างถาวร

9. คำถามที่อาจใช้ทดสอบ “อนุรักษนิยมไทย”

เราจึงไม่จำเป็นต้องถามว่าใครเป็นฝ่ายเหลือง น้ำเงิน แดง ส้ม หรือสีใด

ลองถามเพียงคำถามเดียว:

ถ้าฝ่ายที่คุณไม่ชอบชนะการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็นธรรม คุณยอมให้เขาปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญหรือไม่?

หากคำตอบคือ “ยอม” และต่อสู้กับเขาด้วยการอภิปราย ตรวจสอบ ชุมนุมโดยสันติ สร้างพรรคการเมือง และเอาชนะในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

คุณอาจเป็นอนุรักษนิยมอย่างเข้มข้น แต่ยังเป็นนักประชาธิปไตยได้เต็มตัว

แต่ถ้าคำตอบคือ

“ถ้าประชาชนเลือกผิด ต้องมีใครสักคนเข้ามาหยุด”

คำถามต่อไปทันทีคือ

ใครเป็นผู้มีสิทธิตัดสินว่าประชาชน “เลือกผิด”?

และทันทีที่มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งได้รับสิทธินั้นโดยที่ประชาชน ไม่สามารถตรวจสอบหรือเปลี่ยนพวกเขาได้ เราก็เริ่มเดินออกจากปัญหาเรื่องอนุรักษนิยม เข้าสู่ปัญหาเรื่องอำนาจนิยมแล้ว

10. +1 : คำถามที่ลึกที่สุดอาจไม่ใช่ว่า “ใครเป็นอนุรักษนิยม”

หากเดินตามเหตุผลมาถึงตรงนี้ เราอาจพบว่าคำถามที่น่าสนใจกว่า “เมืองไทยมีอนุรักษนิยมหรือไม่” คือคำถามอีกชุดหนึ่ง

ถ้าสิ่งที่เราต้องการรักษาไว้มีคุณค่าจริง เหตุใดสิ่งนั้นจึงต้องอาศัยอำนาจที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ เพื่อรักษาตัวมันเอง?

และในทางกลับกัน

ถ้าประชาธิปไตยทำลายทุกสิ่งที่สังคมเคยสร้างมา โดยไม่คำนึงถึงสิทธิ หลักนิติรัฐ ความต่อเนื่อง และบทเรียนของอดีต สิ่งนั้นยังเป็นประชาธิปไตยที่พึงปรารถนาหรือไม่?

สองคำถามนี้ทำให้เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “อนุรักษนิยม” กับ “ประชาธิปไตย”

เพราะสังคมประชาธิปไตยที่มั่นคงอาจต้องการทั้ง พลังแห่งการเปลี่ยนแปลง และ ปัญญาแห่งการรักษาสิ่งที่มีคุณค่า

สิ่งที่มันไม่จำเป็นต้องมี คืออำนาจที่ประกาศตนว่า อยู่เหนือการตัดสินใจของประชาชนโดยถาวร

11. เมื่อคนอายุ 94 บอกให้เราทบทวนสิ่งที่เคยเชื่อ

“ดังนั้น เราต้องนั่งทบทวนตัวเอง ว่าสิ่งที่คิดและเชื่อในอดีตนั้นจริงไหม ภาพสังคมตอนนี้มันน่าเศร้า ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะมีทางออกต่อไปอย่างไร แต่ผมยังไม่หมดหวัง ผมอายุ 94 แล้ว ตั้งใจจะหยุดพูด แต่หากพูดแล้วทำให้คนตั้งสติ และมองประเทศตามความเป็นจริงได้ แค่นั้นก็พอใจแล้ว”

บางทีสาระสำคัญที่สุดของคำพูดนี้ อาจไม่ใช่คำว่า “อำนาจนิยม” เสียด้วยซ้ำ

แต่อาจเป็นประโยคว่า “สิ่งที่คิดและเชื่อในอดีตนั้นจริงไหม”

นี่คือหลักของ ความถ่อมตนทางปัญญา (epistemic humility) ที่สังคมการเมืองทุกฝ่ายควรมี

คนฝ่ายก้าวหน้าควรถามตัวเองเช่นนั้น
คนฝ่ายอนุรักษนิยมควรถามตัวเองเช่นนั้น
ผู้มีอำนาจควรถามตัวเองเช่นนั้น
นักวิชาการควรถามตัวเองเช่นนั้น
และประชาชนทุกคนก็ควรถามตัวเองเช่นกัน

รวมทั้งเราควรใช้หลักเดียวกันกับอานันท์ ปันยารชุน

เราไม่จำเป็นต้องเชื่อข้อความนี้ เพราะผู้พูดคืออดีตนายกรัฐมนตรี

ควรทำตรงกันข้าม: นำข้อเสนอของเขามาตั้งเป็นสมมติฐาน แล้วตรวจสอบกับประวัติศาสตร์ สถาบัน และโครงสร้างอำนาจจริง

ถ้าหลักฐานรองรับ ก็รับไว้ ถ้าหลักฐานหักล้าง ก็แก้เสีย

คันฉ่องบานสุดท้าย

บางทีปัญหาของประเทศไทย อาจมิใช่การที่เรามี “อนุรักษนิยม” มากเกินไป

แต่อาจอยู่ที่เรายังแยกไม่ชัดระหว่าง การอนุรักษ์สิ่งที่มีคุณค่า กับ การอนุรักษ์ผู้ที่มีอำนาจ

สองสิ่งนี้อาจเดินด้วยกันในบางช่วงเวลา แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

อนุรักษนิยมถามว่า — อะไรควรรักษาไว้?

อำนาจนิยมถามว่า — ใครควรเป็นผู้มีอำนาจ?

และประชาธิปไตยเพิ่มคำถามสำคัญที่สุดอีกสองข้อว่า —

ผู้มีอำนาจนั้นได้รับความยินยอมจากประชาชนหรือไม่?

และเมื่อประชาชนไม่ต้องการเขาอีกต่อไป ประชาชนสามารถเอาเขาออกจากอำนาจได้จริงหรือไม่?

หากสังคมไทยเริ่มแยกสามคำถามนี้ออกจากกันได้ บางทีเราอาจไม่ต้องเสียเวลาทะเลาะกันมากนักว่า ใครคือเหลือง แดง ส้ม น้ำเงิน หรือฟ้า

แต่หันมามองสิ่งที่สำคัญกว่า:

ใครมีอำนาจเหนือใคร อำนาจนั้นมาจากไหน ถูกจำกัดด้วยอะไร และประชาชนซึ่งรัฐธรรมนูญกล่าวว่าเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เป็นเจ้าของมันจริงเพียงใด

นั่นอาจเป็นคันฉ่องที่ควรยกขึ้นส่องประเทศไทย มากกว่าการส่องดูสีเสื้อของกันและกัน

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: บทความนี้ใช้ถ้อยคำของอานันท์ ปันยารชุนเป็นจุดตั้งต้นในการวิเคราะห์ มิได้ถือว่าถ้อยคำของบุคคลใดเป็นข้อพิสูจน์ในตัวเอง การจำแนก “อนุรักษนิยม” “อำนาจนิยม” และ “ประชาธิปไตย” ในบทความเป็นกรอบวิเคราะห์ทางรัฐศาสตร์ มิใช่การเหมารวมบุคคลหรือกลุ่มการเมืองทั้งหมดให้มีคุณลักษณะเดียวกัน

คันฉ่องส่องไทย
เพื่อมองการเมืองผ่านหลักการ โครงสร้าง และหลักฐาน มากกว่าผ่านสีหรือความชอบส่วนบุคคล

Popular Posts