Trump at UNGA 2026:
จากสงครามอิหร่านถึง “Super Intelligence”
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับขึ้นเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ในวันที่ 22 กันยายน 2026 ท่ามกลางโลกที่แตกต่างจากเมื่อเขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอย่างมาก สหรัฐฯ อยู่ในสงครามกับอิหร่าน สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ความมั่นคงในอาร์กติกกลายเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ระดับโลก และปัญญาประดิษฐ์กำลังเคลื่อนจากเรื่องเทคโนโลยีไปเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้านอำนาจระหว่างมหาอำนาจ
คำปราศรัยประมาณ 37 นาทีของทรัมป์จึงควรอ่านมากกว่าการถามว่า “เขาพูดเรื่องอะไรบ้าง” คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เขากำลังเสนอให้โลกเข้าใจอำนาจของสหรัฐฯ และระเบียบระหว่างประเทศอย่างไร
1. แกนกลาง: สันติภาพผ่านอำนาจ ไม่ใช่สันติภาพผ่านสถาบัน
ทรัมป์นำเสนอภาพรัฐบาลของตนว่าเป็นรัฐบาลที่เลือก “ลงมือทำ” ในขณะที่ผู้อื่นพูดถึงสันติภาพหรือหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม กรอบเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ปรากฏซ้ำในนโยบายต่างประเทศของเขา คือการมองว่าความน่าเชื่อถือของประเทศมิได้เกิดจากการยึดมั่นในสถาบันระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความสามารถและความพร้อมที่จะใช้อำนาจด้วย
“ประชาคมระหว่างประเทศควรสร้างกติกาอะไร?”
แต่มักเริ่มจากคำถามว่า
“สหรัฐฯ มีผลประโยชน์อะไร ใครกำลังคุกคามมัน และเรามีอำนาจต่อรองเพียงใด?”
นี่มิได้หมายความว่าทรัมป์ปฏิเสธการเจรจา ตรงกันข้าม การเจรจาปรากฏอยู่ทั่วสุนทรพจน์ แต่เป็นการเจรจาที่มีอำนาจกดดันรองรับอยู่เบื้องหลัง จึงอาจอธิบายวิธีคิดนี้ได้ว่าเป็น การบีบบังคับควบคู่การเจรจา (coercion plus negotiation)
2. อิหร่าน: ตัวอย่างชัดที่สุดของ “กดดันแล้วเปิดประตู”
อิหร่านเป็นศูนย์กลางสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของคำปราศรัย ทรัมป์ปกป้องการตัดสินใจเข้าสู่สงคราม โดยอธิบายผ่านภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์และบทบาทของรัฐบาลอิหร่านในภูมิภาค พร้อมกล่าวเตือนอย่างรุนแรงว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพเพิ่มระดับการโจมตีได้ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม
แต่สิ่งที่ควรสังเกตคือ ในสุนทรพจน์เดียวกันเขาก็มิได้ปิดประตูการเจรจา และแสดงความคาดหวังว่าข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
ดังนั้น อิหร่านจึงเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของยุทธศาสตร์แบบทรัมป์: สร้างต้นทุนให้อีกฝ่ายสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าสามารถเพิ่มต้นทุนได้อีก แล้วทิ้งทางออกผ่านโต๊ะเจรจาไว้
การวิเคราะห์เช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง แต่ช่วยให้เราแยก “ตรรกะของยุทธศาสตร์” ออกจาก “การประเมินความชอบธรรมและผลลัพธ์” ซึ่งเป็นอีกคำถามหนึ่งโดยสิ้นเชิง
3. ยูเครน: ปัญหาที่ทรัมป์ยังต้องการปิดบัญชีด้วยการต่อรอง
สำหรับสงครามรัสเซีย–ยูเครน ทรัมป์ยังคงเสนอว่าการทูตสามารถนำไปสู่การยุติสงคราม พร้อมแสดงความไม่พอใจต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ดำเนินต่อไป
ในกรอบที่กว้างขึ้น ยูเครนแสดงข้อจำกัดสำคัญของการทูตแบบเน้นข้อตกลง เพราะสงครามมิได้มีเพียงคำถามว่า “ทำอย่างไรให้การยิงหยุดลง” แต่ยังมีคำถามเรื่องดินแดน ความมั่นคง อธิปไตย การรับประกันหลังสงคราม และเงื่อนไขที่คู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายยอมรับได้
ดังนั้น การประกาศว่าสงครามควรยุติอาจเป็นเป้าหมายที่เข้าใจง่าย แต่รายละเอียดของ สันติภาพแบบใด และใครต้องจ่ายต้นทุนของสันติภาพนั้น ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากกว่ามาก
4. กรีนแลนด์: จากความคิดเรื่อง “ซื้อเกาะ” สู่การควบคุมเชิงยุทธศาสตร์
กรณีกรีนแลนด์น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะในวันเดียวกับการประชุม UNGA สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์บรรลุกรอบข้อตกลงที่ขยายบทบาททางทหารของสหรัฐฯ บนเกาะ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ ขณะที่สถานะอธิปไตยของกรีนแลนด์ภายในราชอาณาจักรเดนมาร์กยังคงอยู่
หากมองจากผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ ประเด็นสำคัญจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่คำถามว่า “สหรัฐฯ เป็นเจ้าของกรีนแลนด์หรือไม่” เท่านั้น แต่คือ ใครมีสิทธิใช้พื้นที่ ใครควบคุมสถาปัตยกรรมความมั่นคง และใครสามารถสกัดคู่แข่งออกจากพื้นที่ยุทธศาสตร์อาร์กติกได้
นี่ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นตัวอย่างของความแตกต่างระหว่าง อธิปไตยทางกฎหมาย (legal sovereignty) กับ อำนาจควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ (strategic control) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน
5. ซีกโลกตะวันตก: Venezuela, Cuba และ Cartels
อีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์สะท้อนความสำคัญที่รัฐบาลทรัมป์ให้แก่ซีกโลกตะวันตก ตั้งแต่เวเนซุเอลา คิวบา ไปจนถึงเครือข่ายค้ายาและความมั่นคงตามแนวชายแดน
ทรัมป์ใช้ภาษาด้านความมั่นคงอย่างเข้มข้นต่อกลุ่มค้ายา โดยเชื่อมปัญหายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงของสหรัฐฯ เข้าด้วยกัน วิธีคิดเช่นนี้ทำให้สิ่งที่ในอดีตอาจถูกจัดอยู่ในกรอบ “การบังคับใช้กฎหมาย” ถูกยกระดับเข้าสู่กรอบ “ความมั่นคงแห่งชาติ”
6. ICC และองค์การระหว่างประเทศ: อธิปไตยมาก่อนอำนาจเหนือรัฐ
ทรัมป์ยังโจมตีศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกถอนตัว โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ทหารของตนอยู่ภายใต้อำนาจของศาลที่รัฐบาลของเขามองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ
ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์นี้หรือไม่ จุดดังกล่าวช่วยให้เห็นหลักการพื้นฐานในโลกทัศน์ของทรัมป์ได้ชัดขึ้นอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ สถาบันระหว่างประเทศมีความชอบธรรมตราบเท่าที่ไม่ก้าวข้ามเส้นอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดไว้
นี่เป็นจุดแตกต่างสำคัญระหว่างชาตินิยมเชิงอธิปไตย (sovereigntism) กับแนวคิดพหุภาคีนิยม (multilateralism) ซึ่งให้น้ำหนักมากกว่ากับกติกาและสถาบันร่วมระหว่างประเทศ
7. จาก AI สู่ SI: “Super Intelligence” ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ
ช่วงหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ทรัมป์ประกาศใช้คำว่า “Super Intelligence” หรือ “SI” แทนคำว่า Artificial Intelligence ในการสื่อสารของรัฐบาล พร้อมแสดงท่าทีไม่ต้องการให้ความกังวลเรื่องความเสี่ยงกลายเป็นเหตุให้สหรัฐฯ ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี
ประเด็นนี้ต้องแยกศัพท์ทางการเมืองออกจากศัพท์ทางวิชาการให้ชัด เพราะในวงการ AI คำว่า ปัญญาประดิษฐ์ระดับเหนือมนุษย์ (Artificial Superintelligence: ASI) มีความหมายเฉพาะ มิได้หมายถึง AI ทุกระบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน การใช้ “SI” ของทรัมป์จึงควรเข้าใจในเบื้องต้นว่าเป็นการกำหนดกรอบภาษาและภาพลักษณ์ทางนโยบาย มากกว่าหลักฐานว่าความหมายทางวิชาการของ AI ถูกเปลี่ยนไปแล้ว
แต่ภาษาทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเล็ก การเปลี่ยนคำจาก Artificial ซึ่งเน้นว่าปัญญานั้นถูกมนุษย์สร้างขึ้น ไปสู่ Super ซึ่งเน้นความสามารถที่เหนือกว่า เป็นการเปลี่ยนกรอบจินตภาพจาก “เครื่องมือที่มนุษย์สร้าง” ไปสู่ “พลังทางปัญญาที่สามารถขยายขีดความสามารถของประเทศ”
8. จุดปะทะทางปรัชญา: กำกับมัน หรือปลดปล่อยมัน?
นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญกว่าการเปลี่ยนชื่อเสียอีก
ในพื้นที่ของสหประชาชาติเอง แนวคิดเรื่อง AI ถูกพูดถึงผ่านความจำเป็นของการกำกับดูแลอย่างทั่วถึง ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ทรัมป์ให้น้ำหนักกับการแข่งขัน นวัตกรรม และความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ มากกว่า
แนวคิดหนึ่งถามว่า — เราจะกำกับปัญญานี้อย่างไร?
อีกแนวคิดถามว่า — เราจะปลดปล่อยศักยภาพของมันอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้คู่แข่งนำหน้า?
แน่นอนว่าสองคำถามนี้ไม่จำเป็นต้องขัดกันโดยสมบูรณ์ ประเทศหนึ่งสามารถส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมาตรการความปลอดภัยพร้อมกันได้ แต่เมื่อการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสมดุลระหว่างสองเป้าหมายนี้ย่อมยากขึ้น
9. +1: อย่าอ่านสุนทรพจน์นี้เป็นรายการข่าว — จงอ่านเป็น “แผนที่โลก”
หากนำเรื่องอิหร่าน ยูเครน กรีนแลนด์ เวเนซุเอลา คิวบา กลุ่มค้ายา ICC และ SI มาวางแยกกัน เราจะเห็นเพียงข่าวหลายเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกัน
แต่หากนำมาวางบนแผนที่เดียวกัน เราจะเห็นโครงสร้างที่น่าสนใจกว่า
เมื่อมองเช่นนี้ สุนทรพจน์ของทรัมป์มิใช่เพียงการรายงานผลงาน แต่เป็นภาพของโลกที่ถูกแบ่งออกเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ (strategic theaters) แต่ละพื้นที่มีทรัพยากร ภัยคุกคาม คู่แข่ง และเครื่องมือต่อรองต่างกัน
สหรัฐฯ ในโลกทัศน์นี้มิได้ถอนตัวออกจากโลก หากแต่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องในเงื่อนไขที่ตนเห็นว่าให้ผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ และต้องการหลีกเลี่ยงพันธกรณีที่ถูกมองว่าเป็นภาระโดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนเพียงพอ
10. จาก “ระเบียบโลกเสรีนิยม” สู่ “ระเบียบโลกแห่งการต่อรอง”?
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่อาศัยสถาบัน กติกา พันธมิตร และองค์กรพหุภาคี แม้ในทางปฏิบัติสหรัฐฯ เองจะมิได้ปฏิบัติตามหลักการเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอเสมอไป
สิ่งที่ทรัมป์เสนอแตกต่างออกไปในน้ำหนักและภาษา เขามิได้ถามเพียงว่าสหรัฐฯ ควรรักษาระเบียบเดิมอย่างไร แต่ถามซ้ำ ๆ ว่า ระเบียบนั้นให้อะไรแก่สหรัฐฯ และสหรัฐฯ ต้องจ่ายอะไรเพื่อรักษามัน
จึงอาจเรียกแนวโน้มนี้อย่างระมัดระวังว่าเป็นการเคลื่อนจาก ระเบียบที่อ้างอิงกติกา (rules-based order) ไปสู่โลกที่มีลักษณะเป็น ระเบียบแห่งการต่อรอง (transactional order) มากขึ้น—มิใช่เพราะกติกาหายไปทั้งหมด แต่เพราะอำนาจในการต่อรองกลับมามีน้ำหนักสูงขึ้นอย่างเด่นชัด
บทส่งท้าย: คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ทรัมป์พูดถูกหรือผิด”
สำหรับผู้ศึกษาการเมืองระหว่างประเทศ การหยุดอยู่ที่คำถามว่าเราชอบหรือไม่ชอบทรัมป์อาจทำให้พลาดสิ่งที่สำคัญกว่า
คำถามที่ควรถามคือ หากมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดประเทศหนึ่งกำลังมองโลกผ่านกรอบเช่นนี้ ประเทศอื่นจะปรับตัวอย่างไร?
พันธมิตรจะต้องพิสูจน์คุณค่าของตนมากขึ้นหรือไม่? ประเทศขนาดกลางและเล็กจะรักษาพื้นที่ต่อรองอย่างไร? สถาบันพหุภาคีจะยังสามารถกำหนดพฤติกรรมของมหาอำนาจได้มากเพียงใด? และเมื่อ “Super Intelligence” กลายเป็นทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร และอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ การแข่งขันของมหาอำนาจจะเคลื่อนจากทะเล ดินแดน น้ำมัน และอาวุธ เข้าสู่การแย่งชิง ปัญญาและกำลังประมวลผล ด้วยหรือไม่?
อาจมิใช่ประโยคใดประโยคหนึ่งของโดนัลด์ ทรัมป์
แต่คือภาพของโลกที่ซ่อนอยู่หลังประโยคเหล่านั้น—
โลกที่ “อำนาจ” กลับมายืนอยู่กลางเวทีอย่างเปิดเผยอีกครั้ง
และนั่นคือเหตุผลที่เราควรฟังคำปราศรัยนี้ มิใช่เพื่อเชียร์หรือประณามผู้พูด หากเพื่อทำความเข้าใจว่า มหาอำนาจกำลังมองกระดานโลกอย่างไร เพราะไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับโลกทัศน์นั้นหรือไม่ ประเทศอื่น ๆ ก็ต้องดำรงอยู่และตัดสินใจภายในโลกใบเดียวกัน
บทความนี้จัดทำหลังคำปราศรัยวันที่ 22 กันยายน 2026 โดยตรวจสอบกับรายงานของ Reuters, Associated Press และข้อมูลของสหประชาชาติ ณ เวลาจัดทำ บันทึกคำปราศรัยทางการฉบับสมบูรณ์อาจมีการเผยแพร่เพิ่มเติมภายหลัง ดังนั้นข้อความในบทความนี้ใช้การถอดความและสรุปสาระเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการนำข้อความยาวมาใส่เครื่องหมายคำพูดหากยังไม่ได้ตรวจสอบกับ transcript ทางการแบบคำต่อคำ
