Trump at UNGA 2026: จากสงครามอิหร่านถึง “Super Intelligence”

คันฉ่องส่องโลก | 23 กันยายน 2026

Trump at UNGA 2026:
จากสงครามอิหร่านถึง “Super Intelligence”

เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นกล่าวต่อสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 81 สิ่งที่ปรากฏมิใช่เพียงรายการผลงานและนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ หากแต่เป็นภาพร่างของระเบียบโลกในสายตาของทรัมป์—โลกที่อำนาจ อธิปไตย การต่อรอง และความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ มีน้ำหนักเหนือความศรัทธาต่อสถาบันพหุภาคีแบบเดิม
โดย ดร. สเน่ห์ พี. ทินสัน | thinsan.org
บทวิเคราะห์นี้อ้างอิงรายงานข่าวหลังจบคำปราศรัยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2026 และจะแยกข้อเท็จจริงที่รายงานแล้วออกจากการตีความเชิงวิเคราะห์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับขึ้นเวทีสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ในวันที่ 22 กันยายน 2026 ท่ามกลางโลกที่แตกต่างจากเมื่อเขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวอย่างมาก สหรัฐฯ อยู่ในสงครามกับอิหร่าน สงครามรัสเซีย–ยูเครนยังไม่ยุติ ความมั่นคงในอาร์กติกกลายเป็นประเด็นยุทธศาสตร์ระดับโลก และปัญญาประดิษฐ์กำลังเคลื่อนจากเรื่องเทคโนโลยีไปเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันด้านอำนาจระหว่างมหาอำนาจ

คำปราศรัยประมาณ 37 นาทีของทรัมป์จึงควรอ่านมากกว่าการถามว่า “เขาพูดเรื่องอะไรบ้าง” คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เขากำลังเสนอให้โลกเข้าใจอำนาจของสหรัฐฯ และระเบียบระหว่างประเทศอย่างไร

1. แกนกลาง: สันติภาพผ่านอำนาจ ไม่ใช่สันติภาพผ่านสถาบัน

ทรัมป์นำเสนอภาพรัฐบาลของตนว่าเป็นรัฐบาลที่เลือก “ลงมือทำ” ในขณะที่ผู้อื่นพูดถึงสันติภาพหรือหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม กรอบเช่นนี้สอดคล้องกับแนวคิดที่ปรากฏซ้ำในนโยบายต่างประเทศของเขา คือการมองว่าความน่าเชื่อถือของประเทศมิได้เกิดจากการยึดมั่นในสถาบันระหว่างประเทศเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความสามารถและความพร้อมที่จะใช้อำนาจด้วย

โลกในสุนทรพจน์ของทรัมป์มิได้เริ่มต้นจากคำถามว่า
“ประชาคมระหว่างประเทศควรสร้างกติกาอะไร?”

แต่มักเริ่มจากคำถามว่า
“สหรัฐฯ มีผลประโยชน์อะไร ใครกำลังคุกคามมัน และเรามีอำนาจต่อรองเพียงใด?”

นี่มิได้หมายความว่าทรัมป์ปฏิเสธการเจรจา ตรงกันข้าม การเจรจาปรากฏอยู่ทั่วสุนทรพจน์ แต่เป็นการเจรจาที่มีอำนาจกดดันรองรับอยู่เบื้องหลัง จึงอาจอธิบายวิธีคิดนี้ได้ว่าเป็น การบีบบังคับควบคู่การเจรจา (coercion plus negotiation)

2. อิหร่าน: ตัวอย่างชัดที่สุดของ “กดดันแล้วเปิดประตู”

อิหร่านเป็นศูนย์กลางสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของคำปราศรัย ทรัมป์ปกป้องการตัดสินใจเข้าสู่สงคราม โดยอธิบายผ่านภัยคุกคามจากโครงการนิวเคลียร์และบทบาทของรัฐบาลอิหร่านในภูมิภาค พร้อมกล่าวเตือนอย่างรุนแรงว่าสหรัฐฯ มีศักยภาพเพิ่มระดับการโจมตีได้ หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม

แต่สิ่งที่ควรสังเกตคือ ในสุนทรพจน์เดียวกันเขาก็มิได้ปิดประตูการเจรจา และแสดงความคาดหวังว่าข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ดังนั้น อิหร่านจึงเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนของยุทธศาสตร์แบบทรัมป์: สร้างต้นทุนให้อีกฝ่ายสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าสามารถเพิ่มต้นทุนได้อีก แล้วทิ้งทางออกผ่านโต๊ะเจรจาไว้

การวิเคราะห์เช่นนี้ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการใช้กำลัง แต่ช่วยให้เราแยก “ตรรกะของยุทธศาสตร์” ออกจาก “การประเมินความชอบธรรมและผลลัพธ์” ซึ่งเป็นอีกคำถามหนึ่งโดยสิ้นเชิง

3. ยูเครน: ปัญหาที่ทรัมป์ยังต้องการปิดบัญชีด้วยการต่อรอง

สำหรับสงครามรัสเซีย–ยูเครน ทรัมป์ยังคงเสนอว่าการทูตสามารถนำไปสู่การยุติสงคราม พร้อมแสดงความไม่พอใจต่อการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ดำเนินต่อไป

ในกรอบที่กว้างขึ้น ยูเครนแสดงข้อจำกัดสำคัญของการทูตแบบเน้นข้อตกลง เพราะสงครามมิได้มีเพียงคำถามว่า “ทำอย่างไรให้การยิงหยุดลง” แต่ยังมีคำถามเรื่องดินแดน ความมั่นคง อธิปไตย การรับประกันหลังสงคราม และเงื่อนไขที่คู่ขัดแย้งแต่ละฝ่ายยอมรับได้

ดังนั้น การประกาศว่าสงครามควรยุติอาจเป็นเป้าหมายที่เข้าใจง่าย แต่รายละเอียดของ สันติภาพแบบใด และใครต้องจ่ายต้นทุนของสันติภาพนั้น ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากกว่ามาก

4. กรีนแลนด์: จากความคิดเรื่อง “ซื้อเกาะ” สู่การควบคุมเชิงยุทธศาสตร์

กรณีกรีนแลนด์น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะในวันเดียวกับการประชุม UNGA สหรัฐฯ เดนมาร์ก และกรีนแลนด์บรรลุกรอบข้อตกลงที่ขยายบทบาททางทหารของสหรัฐฯ บนเกาะ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ ขณะที่สถานะอธิปไตยของกรีนแลนด์ภายในราชอาณาจักรเดนมาร์กยังคงอยู่

หากมองจากผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ ประเด็นสำคัญจึงไม่จำเป็นต้องอยู่ที่คำถามว่า “สหรัฐฯ เป็นเจ้าของกรีนแลนด์หรือไม่” เท่านั้น แต่คือ ใครมีสิทธิใช้พื้นที่ ใครควบคุมสถาปัตยกรรมความมั่นคง และใครสามารถสกัดคู่แข่งออกจากพื้นที่ยุทธศาสตร์อาร์กติกได้

นี่ทำให้กรีนแลนด์กลายเป็นตัวอย่างของความแตกต่างระหว่าง อธิปไตยทางกฎหมาย (legal sovereignty) กับ อำนาจควบคุมเชิงยุทธศาสตร์ (strategic control) ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน

5. ซีกโลกตะวันตก: Venezuela, Cuba และ Cartels

อีกส่วนหนึ่งของสุนทรพจน์สะท้อนความสำคัญที่รัฐบาลทรัมป์ให้แก่ซีกโลกตะวันตก ตั้งแต่เวเนซุเอลา คิวบา ไปจนถึงเครือข่ายค้ายาและความมั่นคงตามแนวชายแดน

ทรัมป์ใช้ภาษาด้านความมั่นคงอย่างเข้มข้นต่อกลุ่มค้ายา โดยเชื่อมปัญหายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และความมั่นคงของสหรัฐฯ เข้าด้วยกัน วิธีคิดเช่นนี้ทำให้สิ่งที่ในอดีตอาจถูกจัดอยู่ในกรอบ “การบังคับใช้กฎหมาย” ถูกยกระดับเข้าสู่กรอบ “ความมั่นคงแห่งชาติ”

6. ICC และองค์การระหว่างประเทศ: อธิปไตยมาก่อนอำนาจเหนือรัฐ

ทรัมป์ยังโจมตีศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court: ICC) อย่างรุนแรง และเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกถอนตัว โดยให้เหตุผลว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้ทหารของตนอยู่ภายใต้อำนาจของศาลที่รัฐบาลของเขามองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ

ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับข้อวิจารณ์นี้หรือไม่ จุดดังกล่าวช่วยให้เห็นหลักการพื้นฐานในโลกทัศน์ของทรัมป์ได้ชัดขึ้นอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือ สถาบันระหว่างประเทศมีความชอบธรรมตราบเท่าที่ไม่ก้าวข้ามเส้นอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติที่รัฐบาลสหรัฐฯ กำหนดไว้

นี่เป็นจุดแตกต่างสำคัญระหว่างชาตินิยมเชิงอธิปไตย (sovereigntism) กับแนวคิดพหุภาคีนิยม (multilateralism) ซึ่งให้น้ำหนักมากกว่ากับกติกาและสถาบันร่วมระหว่างประเทศ

7. จาก AI สู่ SI: “Super Intelligence” ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนชื่อ

ช่วงหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือเรื่องปัญญาประดิษฐ์ ทรัมป์ประกาศใช้คำว่า “Super Intelligence” หรือ “SI” แทนคำว่า Artificial Intelligence ในการสื่อสารของรัฐบาล พร้อมแสดงท่าทีไม่ต้องการให้ความกังวลเรื่องความเสี่ยงกลายเป็นเหตุให้สหรัฐฯ ชะลอการพัฒนาเทคโนโลยี

ประเด็นนี้ต้องแยกศัพท์ทางการเมืองออกจากศัพท์ทางวิชาการให้ชัด เพราะในวงการ AI คำว่า ปัญญาประดิษฐ์ระดับเหนือมนุษย์ (Artificial Superintelligence: ASI) มีความหมายเฉพาะ มิได้หมายถึง AI ทุกระบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน การใช้ “SI” ของทรัมป์จึงควรเข้าใจในเบื้องต้นว่าเป็นการกำหนดกรอบภาษาและภาพลักษณ์ทางนโยบาย มากกว่าหลักฐานว่าความหมายทางวิชาการของ AI ถูกเปลี่ยนไปแล้ว

แต่ภาษาทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเล็ก การเปลี่ยนคำจาก Artificial ซึ่งเน้นว่าปัญญานั้นถูกมนุษย์สร้างขึ้น ไปสู่ Super ซึ่งเน้นความสามารถที่เหนือกว่า เป็นการเปลี่ยนกรอบจินตภาพจาก “เครื่องมือที่มนุษย์สร้าง” ไปสู่ “พลังทางปัญญาที่สามารถขยายขีดความสามารถของประเทศ”

8. จุดปะทะทางปรัชญา: กำกับมัน หรือปลดปล่อยมัน?

นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญกว่าการเปลี่ยนชื่อเสียอีก

ในพื้นที่ของสหประชาชาติเอง แนวคิดเรื่อง AI ถูกพูดถึงผ่านความจำเป็นของการกำกับดูแลอย่างทั่วถึง ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี และจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ทรัมป์ให้น้ำหนักกับการแข่งขัน นวัตกรรม และความเป็นผู้นำของสหรัฐฯ มากกว่า

จึงอาจสรุปความตึงเครียดทางความคิดอย่างง่ายได้ว่า

แนวคิดหนึ่งถามว่า — เราจะกำกับปัญญานี้อย่างไร?
อีกแนวคิดถามว่า — เราจะปลดปล่อยศักยภาพของมันอย่างไร โดยไม่ปล่อยให้คู่แข่งนำหน้า?

แน่นอนว่าสองคำถามนี้ไม่จำเป็นต้องขัดกันโดยสมบูรณ์ ประเทศหนึ่งสามารถส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมาตรการความปลอดภัยพร้อมกันได้ แต่เมื่อการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสมดุลระหว่างสองเป้าหมายนี้ย่อมยากขึ้น

9. +1: อย่าอ่านสุนทรพจน์นี้เป็นรายการข่าว — จงอ่านเป็น “แผนที่โลก”

หากนำเรื่องอิหร่าน ยูเครน กรีนแลนด์ เวเนซุเอลา คิวบา กลุ่มค้ายา ICC และ SI มาวางแยกกัน เราจะเห็นเพียงข่าวหลายเรื่องที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

แต่หากนำมาวางบนแผนที่เดียวกัน เราจะเห็นโครงสร้างที่น่าสนใจกว่า

ตะวันออกกลาง อิหร่าน นิวเคลียร์ ช่องแคบฮอร์มุซ และความมั่นคงด้านพลังงาน
ยุโรป ยูเครน รัสเซีย NATO และโครงสร้างความมั่นคงหลังสงคราม
อาร์กติก กรีนแลนด์ ฐานทัพ ระบบป้องกันขีปนาวุธ และการแข่งขันกับรัสเซีย–จีน
ซีกโลกตะวันตก เวเนซุเอลา คิวบา เม็กซิโก กลุ่มค้ายา และความมั่นคงชายแดน
โลกดิจิทัล SI เซมิคอนดักเตอร์ พลังประมวลผล และการแข่งขันทางเทคโนโลยี
สถาบันโลก UN, ICC และคำถามว่าสถาบันเหนือรัฐควรมีอำนาจเพียงใด

เมื่อมองเช่นนี้ สุนทรพจน์ของทรัมป์มิใช่เพียงการรายงานผลงาน แต่เป็นภาพของโลกที่ถูกแบ่งออกเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ (strategic theaters) แต่ละพื้นที่มีทรัพยากร ภัยคุกคาม คู่แข่ง และเครื่องมือต่อรองต่างกัน

สหรัฐฯ ในโลกทัศน์นี้มิได้ถอนตัวออกจากโลก หากแต่ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องในเงื่อนไขที่ตนเห็นว่าให้ผลตอบแทนทางยุทธศาสตร์ และต้องการหลีกเลี่ยงพันธกรณีที่ถูกมองว่าเป็นภาระโดยไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนเพียงพอ

10. จาก “ระเบียบโลกเสรีนิยม” สู่ “ระเบียบโลกแห่งการต่อรอง”?

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญในการสร้างระเบียบระหว่างประเทศที่อาศัยสถาบัน กติกา พันธมิตร และองค์กรพหุภาคี แม้ในทางปฏิบัติสหรัฐฯ เองจะมิได้ปฏิบัติตามหลักการเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอเสมอไป

สิ่งที่ทรัมป์เสนอแตกต่างออกไปในน้ำหนักและภาษา เขามิได้ถามเพียงว่าสหรัฐฯ ควรรักษาระเบียบเดิมอย่างไร แต่ถามซ้ำ ๆ ว่า ระเบียบนั้นให้อะไรแก่สหรัฐฯ และสหรัฐฯ ต้องจ่ายอะไรเพื่อรักษามัน

จึงอาจเรียกแนวโน้มนี้อย่างระมัดระวังว่าเป็นการเคลื่อนจาก ระเบียบที่อ้างอิงกติกา (rules-based order) ไปสู่โลกที่มีลักษณะเป็น ระเบียบแห่งการต่อรอง (transactional order) มากขึ้น—มิใช่เพราะกติกาหายไปทั้งหมด แต่เพราะอำนาจในการต่อรองกลับมามีน้ำหนักสูงขึ้นอย่างเด่นชัด

บทส่งท้าย: คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า “ทรัมป์พูดถูกหรือผิด”

สำหรับผู้ศึกษาการเมืองระหว่างประเทศ การหยุดอยู่ที่คำถามว่าเราชอบหรือไม่ชอบทรัมป์อาจทำให้พลาดสิ่งที่สำคัญกว่า

คำถามที่ควรถามคือ หากมหาอำนาจที่ทรงอิทธิพลที่สุดประเทศหนึ่งกำลังมองโลกผ่านกรอบเช่นนี้ ประเทศอื่นจะปรับตัวอย่างไร?

พันธมิตรจะต้องพิสูจน์คุณค่าของตนมากขึ้นหรือไม่? ประเทศขนาดกลางและเล็กจะรักษาพื้นที่ต่อรองอย่างไร? สถาบันพหุภาคีจะยังสามารถกำหนดพฤติกรรมของมหาอำนาจได้มากเพียงใด? และเมื่อ “Super Intelligence” กลายเป็นทั้งเทคโนโลยี ทรัพยากร และอำนาจเชิงยุทธศาสตร์ การแข่งขันของมหาอำนาจจะเคลื่อนจากทะเล ดินแดน น้ำมัน และอาวุธ เข้าสู่การแย่งชิง ปัญญาและกำลังประมวลผล ด้วยหรือไม่?

บางทีสิ่งสำคัญที่สุดในสุนทรพจน์ UNGA 2026
อาจมิใช่ประโยคใดประโยคหนึ่งของโดนัลด์ ทรัมป์

แต่คือภาพของโลกที่ซ่อนอยู่หลังประโยคเหล่านั้น—
โลกที่ “อำนาจ” กลับมายืนอยู่กลางเวทีอย่างเปิดเผยอีกครั้ง

และนั่นคือเหตุผลที่เราควรฟังคำปราศรัยนี้ มิใช่เพื่อเชียร์หรือประณามผู้พูด หากเพื่อทำความเข้าใจว่า มหาอำนาจกำลังมองกระดานโลกอย่างไร เพราะไม่ว่าเราจะเห็นด้วยกับโลกทัศน์นั้นหรือไม่ ประเทศอื่น ๆ ก็ต้องดำรงอยู่และตัดสินใจภายในโลกใบเดียวกัน

หมายเหตุด้านแหล่งข้อมูล
บทความนี้จัดทำหลังคำปราศรัยวันที่ 22 กันยายน 2026 โดยตรวจสอบกับรายงานของ Reuters, Associated Press และข้อมูลของสหประชาชาติ ณ เวลาจัดทำ บันทึกคำปราศรัยทางการฉบับสมบูรณ์อาจมีการเผยแพร่เพิ่มเติมภายหลัง ดังนั้นข้อความในบทความนี้ใช้การถอดความและสรุปสาระเป็นหลัก และหลีกเลี่ยงการนำข้อความยาวมาใส่เครื่องหมายคำพูดหากยังไม่ได้ตรวจสอบกับ transcript ทางการแบบคำต่อคำ

Popular Posts