Civic Education Series Vol. 5
ชาติคืออะไร ใครคือเจ้าของประเทศ
หนังสือว่าด้วยชาติ ความเป็นเจ้าของ และประชาธิปไตย
หนังสือเล่มนี้เหมาะกับใคร
- ผู้ที่เคยได้ยินคำว่า “ชาติ” มาทั้งชีวิต แต่ไม่เคยมีใครอธิบายว่าชาติคืออะไร
- ผู้ที่สงสัยว่าความรักชาติกับประชาธิปไตยสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่
- ผู้ที่อยากเข้าใจความแตกต่างระหว่าง ชาติ รัฐ ประเทศ รัฐบาล ประชาชน และพลเมือง
- ผู้ที่เชื่อว่าประเทศควรเป็นของประชาชนทุกคน ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
- นักเรียน นักศึกษา ครู อาจารย์ และประชาชนทั่วไปที่ต้องการเข้าใจรากฐานของชีวิตทางการเมืองสมัยใหม่
หนังสือเล่มนี้พยายามตอบคำถามอะไร
เราพูดคำว่า “ชาติ” ทุกวัน แต่เคยหยุดถามหรือไม่ว่า ชาติคืออะไร ชาติแตกต่างจากประเทศอย่างไร รัฐคืออะไร รัฐบาลคืออะไร ใครคือเจ้าของประเทศ ความรักชาติหมายถึงอะไร คนเห็นต่างทางการเมืองยังรักชาติได้หรือไม่ และประชาชนเป็นเจ้าของประเทศจริงหรือเป็นเพียงคำขวัญ
หนังสือเล่มนี้คือความพยายามตอบคำถามเหล่านั้นอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่ท่านจะได้จากหนังสือเล่มนี้
- แยกความแตกต่างระหว่าง ชาติ รัฐ ประเทศ รัฐบาล และประชาชน ได้อย่างชัดเจน
- เข้าใจว่าชาติไม่ใช่สิ่งที่มีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้น
- เข้าใจว่าความรักชาติไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเห็นด้วยกับผู้มีอำนาจเสมอไป
- เข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงวิธีเลือกตั้ง แต่เกี่ยวข้องกับความเป็นเจ้าของประเทศของประชาชน
- มองการเมือง ข่าวสาร และเหตุการณ์ร่วมสมัยด้วยสายตาใหม่
หนังสือเล่มนี้เชื่ออะไร
ชาติไม่ใช่ผู้ปกครอง
และชาติไม่ใช่ทรัพย์สินของชนชั้นนำ
หากคือชุมชนทางการเมืองของประชาชน
ผู้ร่วมกันสร้างอดีต ใช้ชีวิตในปัจจุบัน และรับผิดชอบต่ออนาคตร่วมกัน
หนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของอะไร
หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ ๕ ของชุด Civic Education ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกัน คือช่วยให้ประชาชนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจ เสรีภาพ ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ และความเป็นเจ้าของประเทศ
คำเชิญจากผู้เขียน
หากท่านกำลังมองหาหนังสือที่บอกว่าควรคิดอย่างไร หนังสือเล่มนี้อาจไม่ใช่คำตอบ แต่หากท่านกำลังมองหาหนังสือที่ชวนให้ตั้งคำถามให้ลึกขึ้น เข้าใจโลกการเมืองให้ชัดขึ้น และมองเห็นตนเองในฐานะส่วนหนึ่งของชุมชนที่เรียกว่า “ชาติ” ผู้เขียนหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะคุ้มค่ากับเวลาของท่าน
ขอเชิญเปิดประตูสู่การเดินทางทางความคิด และร่วมกันสำรวจคำถามที่สำคัญที่สุดคำถามหนึ่งของโลกสมัยใหม่ — ชาติคืออะไร และใครคือเจ้าของประเทศ
เข้าสู่หนังสือฉบับเต็ม
กรุณาใส่รหัสผ่านที่ได้รับจากโครงการห้องสมุดประชาชน
ชุดการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง เล่มที่ ๕
ชาติคืออะไร ใครคือเจ้าของประเทศ
ว่าด้วยชาติ ความเป็นเจ้าของ และประชาธิปไตย
เพียงดิน รักไทย (Piangdin Rakthai)
สำนักพิมพ์ประชาชน
มูลนิธิการศึกษาเพื่อสันติภาพ (Education for Peace Foundation)
คำนำผู้เขียน
เหตุผลของหนังสือเล่มนี้
หากเราเดินไปถามคนไทยทั่วไปว่า “ชาติคืออะไร” คำตอบที่ได้รับมักแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ บางคนชี้ไปที่ธงชาติ บางคนหมายถึงแผ่นดิน บางคนหมายถึงภาษาและวัฒนธรรม บางคนหมายถึงสถาบันทางการเมือง และอีกจำนวนไม่น้อยอาจหมายถึงรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจในขณะนั้น ความหลากหลายของคำตอบดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญประการหนึ่งว่า แม้คำว่าชาติจะเป็นหนึ่งในคำที่ถูกใช้บ่อยที่สุดในชีวิตทางการเมืองของมนุษย์สมัยใหม่ แต่กลับเป็นหนึ่งในคำที่กำกวมและถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนมากที่สุดเช่นกัน
ในชีวิตประจำวัน เรามักได้ยินคำว่า “เพื่อชาติ” “เพื่อความมั่นคงของชาติ” “รักษาผลประโยชน์ของชาติ” “คนรักชาติ” และ “คนไม่รักชาติ” แต่เมื่อถามต่อว่าชาติในประโยคเหล่านี้หมายถึงอะไร คำตอบกลับมิได้ชัดเจนเสมอไป บางครั้งหมายถึงประชาชน บางครั้งหมายถึงรัฐ บางครั้งหมายถึงรัฐบาล และบางครั้งคำว่าชาติก็ถูกใช้แทนผู้มีอำนาจโดยปริยาย ความกำกวมเช่นนี้มิใช่เพียงปัญหาทางภาษา หากเป็นปัญหาทางการเมืองที่สำคัญยิ่ง เพราะเมื่อผู้คนไม่อาจแยกความแตกต่างระหว่างชาติ รัฐ ประเทศ รัฐบาล และประชาชนได้อย่างชัดเจน การอภิปรายเรื่องอำนาจ ความชอบธรรม และผลประโยชน์สาธารณะก็ย่อมเต็มไปด้วยความสับสนตามไปด้วย
หนังสือเล่มนี้จึงเริ่มต้นจากข้อสังเกตง่าย ๆ ว่า ในขณะที่สังคมไทยใช้คำว่าชาติอยู่ทุกวัน เรากลับแทบไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างเป็นระบบว่าชาติคืออะไร เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติ ร้องเพลงชาติ เคารพธงชาติ และเฉลิมฉลองวันสำคัญของชาติ แต่กลับไม่ค่อยได้ตั้งคำถามว่าอะไรคือชาติ ใครเป็นเจ้าของชาติ และชาติแตกต่างจากรัฐอย่างไร คำถามเหล่านี้อาจดูเป็นคำถามเชิงปรัชญา แต่ในความเป็นจริงกลับเกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตทางการเมืองของประชาชนทุกคน เพราะทันทีที่เราตอบว่าชาติคืออะไร เราก็กำลังตอบไปพร้อมกันด้วยว่าใครควรมีอำนาจ ใครควรได้รับการคุ้มครอง ใครควรได้รับการรับฟัง และใครคือเจ้าของประเทศ
ในประวัติศาสตร์การเมืองสมัยใหม่ แนวคิดเรื่องชาติได้กลายเป็นหนึ่งในพลังทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลก ทั้งการปฏิวัติ การรวมชาติ การปลดปล่อยอาณานิคม ตลอดจนสงครามครั้งใหญ่จำนวนมาก ล้วนเกิดขึ้นภายใต้ชื่อของชาติ อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจำนวนมากได้ชี้ให้เห็นว่าชาติมิใช่สิ่งที่ดำรงอยู่ตามธรรมชาติเหมือนภูเขา แม่น้ำ หรือทะเล หากเป็นสถาบันทางสังคมและการเมืองที่มนุษย์ร่วมกันสร้างขึ้นและให้ความหมายแก่มัน
ข้อเสนอที่ทรงอิทธิพลที่สุดประการหนึ่งมาจากเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน ผู้เสนอว่าชาติคือชุมชนทางการเมืองที่ถูกจินตนาการขึ้น มิใช่เพราะชาติเป็นเรื่องเท็จ หากเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ของชาติไม่เคยพบกันและไม่มีวันรู้จักกันทั้งหมด แต่ยังคงรู้สึกว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเดียวกัน (Anderson, 1983) ก่อนหน้านั้นกว่าศตวรรษ แอร์เนสต์ เรอน็อง ได้เสนอว่าชาติมิได้ตั้งอยู่บนเชื้อชาติ ภาษา หรือศาสนาเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากการแบ่งปันความทรงจำร่วมในอดีต และความยินยอมที่จะอยู่ร่วมกันต่อไปในอนาคต ซึ่งเขาเรียกว่าการลงประชามติรายวัน (Renan, 1882/1996) ทำให้ชาติถูกมองในฐานะชุมชนของเจตจำนงร่วม มากกว่าชุมชนของสายเลือด
นักคิดอย่างเออร์เนสต์ เกลล์เนอร์ และแอนโทนี ดี. สมิธ ได้เสนอคำอธิบายที่แตกต่างกันเกี่ยวกับกำเนิดและพัฒนาการของชาติ โดยเกลล์เนอร์มองว่าชาติเป็นผลผลิตของสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ขณะที่สมิธเน้นบทบาทของตำนาน ความทรงจำ และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา (Gellner, 1983; Smith, 1991) แม้จะมีข้อถกเถียงแตกต่างกัน แต่งานศึกษาร่วมสมัยส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าชาติไม่อาจถูกทำให้เท่ากับรัฐหรือรัฐบาลได้โดยง่าย ดังที่วอล์กเกอร์ คอนเนอร์ เตือนเสมอว่า ความสับสนระหว่างชาติกับรัฐเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความเข้าใจผิดทางการเมืองในโลกสมัยใหม่ (Connor, 1978)
หนังสือเล่มนี้จึงพยายามแยกแนวคิดเหล่านี้ออกจากกันอย่างเป็นระบบ โดยเสนอว่าประเทศคือพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ รัฐคือองค์กรอำนาจที่ปกครองพื้นที่นั้น รัฐบาลคือผู้บริหารรัฐในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนชาติคือชุมชนทางการเมืองของผู้คน การทำความเข้าใจความแตกต่างดังกล่าวมิใช่เรื่องทางทฤษฎีล้วน ๆ หากเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะตราบใดที่ผู้คนยังสับสนระหว่างรัฐกับชาติ หรือระหว่างรัฐบาลกับประเทศ การตรวจสอบอำนาจและการมีส่วนร่วมทางการเมืองก็ย่อมเผชิญข้อจำกัดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เป้าหมายของหนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งเรื่องของความรู้และเรื่องของพลเมือง ในด้านความรู้ หนังสือมุ่งช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของแนวคิดเรื่องชาติ ตลอดจนข้อถกเถียงสำคัญในทางรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และสังคมวิทยา ในด้านพลเมือง หนังสือยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตยที่เห็นว่าประเทศเป็นของประชาชน รัฐเป็นเครื่องมือที่ประชาชนสร้างขึ้น และความชอบธรรมของอำนาจทางการเมืองต้องตั้งอยู่บนการยอมรับของประชาชน มิใช่การอ้างชื่อของชาติอย่างเลื่อนลอย
ผู้เขียนมิได้คาดหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นคำตอบสุดท้ายของคำถามที่มีการถกเถียงกันมานานหลายศตวรรษ แต่หวังเพียงว่า หากผู้อ่านวางหนังสือลงแล้วสามารถแยกความแตกต่างระหว่างชาติ รัฐ ประเทศ และรัฐบาลได้ชัดเจนขึ้น เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับชาติได้ลึกซึ้งขึ้น และเริ่มตั้งคำถามได้ว่า เมื่อใครก็ตามกล่าวอ้างว่ากำลังทำเพื่อชาติ เขาหมายถึงใครกันแน่ หนังสือเล่มนี้ก็จะได้ทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว
หมายเหตุว่าด้วยคำศัพท์และระเบียบวิธี
หนังสือเล่มนี้ใช้คำสำคัญหลายคำในความหมายที่จำเพาะและสม่ำเสมอตลอดทั้งเล่ม เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนที่เป็นปัญหาหลักของการอภิปรายเรื่องชาติ ผู้อ่านจึงควรทำความเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ต้น
ว่าด้วยคำศัพท์หลัก
ประเทศ หมายถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ ผืนแผ่นดิน และผู้คนที่อาศัยอยู่บนนั้น พร้อมกับความผูกพันทางอารมณ์ที่ผู้คนมีต่อมัน ประเทศในตัวมันเองไม่มีเจตจำนงและไม่อาจกระทำการใดได้ด้วยตนเอง รัฐ หมายถึงองค์กรอำนาจที่ผูกขาดการใช้กำลังโดยชอบธรรมเหนือดินแดนหนึ่ง เป็นโครงสร้างของสถาบันที่ถาวรและเป็นนามธรรม ประกอบด้วยระบบราชการ กองทัพ และระบบยุติธรรม รัฐบาล หมายถึงคณะบุคคลที่เข้ามาบริหารรัฐในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นผู้ใช้อำนาจของรัฐที่มาแล้วก็ไป และต้องรับผิดต่อประชาชน
ชาติ หมายถึงชุมชนทางการเมืองของผู้คนที่ยอมรับความเป็นสมาชิกของกันและกัน และยืนยันการอยู่ร่วมกันด้วยเจตจำนงร่วม มิใช่ผืนแผ่นดิน องค์กรอำนาจ หรือคณะผู้บริหาร ประชาชน หมายถึงมวลของผู้คนทั้งหมดในฐานะที่มาของอำนาจสูงสุด และ พลเมือง หมายถึงบุคคลในฐานะสมาชิกของชุมชนทางการเมืองที่มีทั้งสิทธิและความรับผิดชอบ และตระหนักว่าตนเป็นเจ้าของร่วมของประเทศ ซึ่งแตกต่างจากราษฎรหรือผู้ใต้ปกครองที่มีหน้าที่เพียงเชื่อฟัง
นอกจากคำหลักข้างต้น หนังสือยังใช้มโนทัศน์เชิงวิเคราะห์ที่มาจากงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับ โดยมีการอ้างอิงผู้เสนอไว้ในแต่ละบท เช่น เครือข่ายอำนาจนำ รัฐพันลึก ทุนสีกากี ราชาชาตินิยม และภูมิกายา ตลอดจนคำที่ผู้เขียนใช้เพื่อบรรยายพลวัตเชิงโครงสร้าง เช่น การดูดกลืน ภาพลวงของพลวัต และการวางซ้อนของอำนาจยับยั้ง คำเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ มิใช่ถ้อยคำเชิงตัดสินบุคคล
ว่าด้วยระเบียบวิธี
หนังสือเล่มนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงเปรียบเทียบและเชิงโครงสร้างเป็นหลัก โดยวางกรณีของไทยไว้ในกรอบของทฤษฎีการเมืองและประวัติศาสตร์สากล เพื่อให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยมิใช่เรื่องเฉพาะตัวที่อธิบายไม่ได้ หากเป็นรูปแบบที่พบได้และเข้าใจได้ผ่านเครื่องมือทางวิชาการที่เป็นสากล การวิเคราะห์ทั้งหมดมุ่งทำความเข้าใจสถาบันและโครงสร้างของอำนาจ มิใช่การโจมตีหรือตัดสินบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และยึดหลักการนำเสนออย่างเที่ยงธรรม โดยพิจารณาทั้งเหตุผลและข้อโต้แย้งของมุมมองที่แตกต่างกัน
ในส่วนที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และการเมืองไทยร่วมสมัย ผู้เขียนเลือกใช้แนวทางการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างที่อาศัยข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และงานวิชาการที่ตรวจสอบได้ การกล่าวถึงสถาบันและกระบวนการต่าง ๆ เป็นไปเพื่อความเข้าใจเชิงวิชาการและเพื่อประโยชน์ของการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง โดยมุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่านในฐานะเจ้าของประเทศ การอ้างอิงทั้งหมดในเล่มใช้ระบบ APA และรวบรวมไว้ในบรรณานุกรมท้ายเล่ม เพื่อให้ผู้อ่านสามารถสืบค้นและตรวจสอบต่อได้ด้วยตนเอง อันเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของพลเมืองที่ตื่นรู้
บทนำ
เหตุใดผู้คนจึงรักชาติทั้งที่อธิบายชาติไม่ได้
มีปริศนาประการหนึ่งที่อยู่ใจกลางชีวิตการเมืองของมนุษย์สมัยใหม่ นั่นคือ ผู้คนจำนวนมหาศาลรักชาติของตนอย่างลึกซึ้ง พร้อมเสียสละ ทุ่มเท และในหลายกรณีถึงขั้นยอมพลีชีพเพื่อชาติ ทว่าหากถามคนเหล่านั้นว่าชาติคืออะไรกันแน่ คำตอบที่ได้กลับสับสน คลุมเครือ และขัดแย้งกันเอง เราจึงพบความจริงที่น่าพิศวงว่า มนุษย์สามารถรักและตายเพื่อสิ่งที่ตนอธิบายไม่ได้
ปริศนานี้มิใช่เรื่องบังเอิญ และมิใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะความรักที่ไม่มาพร้อมความเข้าใจ เป็นความรักที่ถูกชี้นำได้ง่าย เมื่อผู้คนรักชาติโดยไม่รู้ว่าชาติคืออะไร พวกเขาก็เปิดช่องให้ผู้อื่นเป็นผู้นิยามชาติแทนตน และเมื่อผู้อื่นนิยามชาติแทนเราได้ ผู้นั้นก็ย่อมบอกได้ด้วยว่าอะไรคือการรักชาติ ใครคือคนของชาติ และใครคือศัตรูของชาติ ความเข้าใจเรื่องชาติจึงมิใช่เรื่องวิชาการที่ห่างไกล หากเป็นเงื่อนไขของเสรีภาพและศักดิ์ศรีของพลเมืองโดยตรง
หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นเพื่อคลี่ปริศนานี้ออก ด้วยความเชื่อว่าพลเมืองที่เข้าใจว่าชาติคืออะไร ย่อมเป็นพลเมืองที่ยากจะถูกหลอกใช้ในนามของชาติ และคำถามที่หนังสือทั้งเล่มมุ่งตอบนั้นเรียบง่ายแต่ทรงพลังที่สุด นั่นคือ ใครคือเจ้าของประเทศ
ข้อเสนอของหนังสือเล่มนี้
ก่อนจะเดินทางไปตามบทต่าง ๆ เป็นประโยชน์ที่จะกล่าวข้อเสนอหลักของหนังสือไว้ตั้งแต่ต้นอย่างตรงไปตรงมา หนังสือเล่มนี้เสนอว่า ชาติมิใช่สิ่งที่มีมาแต่ธรรมชาติหรือดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ หากเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ชาติมิใช่ผืนแผ่นดิน มิใช่องค์กรอำนาจอย่างรัฐ และมิใช่คณะผู้บริหารอย่างรัฐบาล หากเป็นชุมชนทางการเมืองของผู้คน และเมื่อถามว่าชุมชนนี้เป็นของใคร คำตอบในระบอบประชาธิปไตยมีเพียงคำตอบเดียวคือ เป็นของประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาค
จากข้อเสนอนี้ ตามมาด้วยข้อสรุปที่สำคัญสองประการ ประการแรก เนื่องจากชาติถูกสร้างขึ้นได้ มันจึงถูกสร้างใหม่ได้เสมอ ให้เป็นธรรมและเปิดกว้างยิ่งขึ้น ประการที่สอง เนื่องจากประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ การตั้งคำถาม การตรวจสอบ และการวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ จึงมิใช่การทรยศต่อชาติ หากเป็นการกระทำของเจ้าของที่รับผิดชอบต่อสมบัติของตน นี่คือหัวใจของความรักชาติแบบประชาธิปไตยที่หนังสือเล่มนี้ยืนยัน
แผนที่ของการเดินทาง
หนังสือแบ่งการเดินทางออกเป็นสี่ช่วงใหญ่ ช่วงแรก คือบทที่ ๑ ถึง ๓ ว่าด้วยกำเนิดและนิยามของชาติ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์เคยอยู่ร่วมกันอย่างไรก่อนมีชาติ ชาติถูกประดิษฐ์ขึ้นได้อย่างไร และนักคิดคนสำคัญนิยามชาติไว้ว่าอย่างไร ช่วงที่สอง คือบทที่ ๔ ถึง ๕ ว่าด้วยการแยกแยะมโนทัศน์และคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของ ทั้งการแยกประเทศ รัฐ รัฐบาล และชาติออกจากกัน และการติดตามการพลิกกลับครั้งใหญ่จากยุคที่ประเทศเป็นของกษัตริย์ สู่ยุคที่ประเทศเป็นของประชาชน
ช่วงที่สาม คือบทที่ ๖ ถึง ๘ ว่าด้วยมิติเชิงบรรทัดฐานและร่วมสมัย ทั้งความหมายของความรักชาติ คำถามว่าชาติต้องเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ และชะตากรรมของชาติในยุคโลกาภิวัตน์ และช่วงสุดท้าย คือบทที่ ๙ ถึง ๑๒ ว่าด้วยกรณีไทยและบทสรุป ทั้งการสร้างชาติไทยจากสยามสู่ไทย การเมืองของการอ้างชื่อชาติ วิสัยทัศน์ของชาติในระบอบประชาธิปไตย และคำตอบสุดท้ายต่อคำถามที่เป็นชื่อของหนังสือ
ตลอดการเดินทางนี้ ผู้เขียนขอเชิญชวนผู้อ่านมิให้รับข้อเสนอใด ๆ ไปอย่างเชื่อตาม หากให้ร่วมตั้งคำถาม ถกเถียง และตรวจสอบไปด้วยกัน เพราะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณนี้เอง คือการฝึกฝนความเป็นพลเมืองที่หนังสือเล่มนี้ปรารถนาจะส่งเสริม และเมื่อจบการเดินทาง ผู้เขียนหวังว่าผู้อ่านจะมองคำว่าชาติด้วยสายตาที่ต่างไป คือมองเห็นว่าเบื้องหลังธงและเพลงนั้น แท้จริงแล้วคือผู้คน คือเราทุกคนผู้เป็นเจ้าของร่วมของประเทศนี้
บทที่ ๑
ก่อนจะมีชาติ: มนุษย์เคยอยู่ร่วมกันอย่างไร
หากเราถามคนทั่วไปว่าชาติไทยมีอายุเท่าใด คำตอบที่ได้มักย้อนกลับไปไกลหลายร้อยปี บางคนนับจากสมัยสุโขทัย บางคนย้อนไกลกว่านั้น ราวกับว่าชาติเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่มาโดยตลอดและจะดำรงอยู่ต่อไปชั่วนิรันดร์ ความรู้สึกเช่นนี้เป็นเรื่องเข้าใจได้ เพราะนับแต่เกิดมา เราต่างเติบโตขึ้นท่ามกลางธงชาติ เพลงชาติ และเรื่องเล่าแห่งชาติ จนยากจะจินตนาการถึงโลกที่ไม่มีชาติ
แต่หากเราพิจารณาด้วยสายตาของนักประวัติศาสตร์ เราจะพบความจริงที่ขัดกับสามัญสำนึก สิ่งที่เราเรียกว่า “ชาติ” ในความหมายปัจจุบัน เป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน อาจนับอายุได้เพียงสองถึงสามศตวรรษเท่านั้น และสำหรับช่วงเวลาส่วนใหญ่อันยาวนานของประวัติศาสตร์เผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้คนมิได้รู้จักตนเองในฐานะสมาชิกของชาติเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ คำถามที่สำคัญจึงมิใช่ว่าชาติเกิดขึ้นเมื่อใด หากเป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า ก่อนจะมีชาติ มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างไร พวกเขาผูกพันกันด้วยอะไร และเข้าใจว่า “คนของเรา” หมายถึงใคร การตอบคำถามเหล่านี้คือภารกิจของบทนี้ และมันมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อเราเห็นว่ามนุษย์เคยอยู่ร่วมกันได้ในรูปแบบอื่นมาก่อนยาวนาน เราก็จะเข้าใจว่าชาติมิใช่สิ่งธรรมชาติที่ตายตัว หากเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นได้ ย่อมถูกตั้งคำถามและเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
๑.๑ มนุษย์มิได้เกิดมาพร้อมชาติ: ชุมชนแห่งสายเลือดและการเห็นหน้า
มนุษย์เป็นสัตว์สังคมมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของสายพันธุ์ การอยู่รอดของเราขึ้นอยู่กับความสามารถในการร่วมมือกันอย่างแนบแน่น ทั้งการล่าสัตว์ การหาอาหาร การป้องกันภัย และการเลี้ยงดูสมาชิกรุ่นใหม่ ในแง่นี้ มนุษย์มิเคยอยู่อย่างโดดเดี่ยว เราดำรงอยู่ในชุมชนเสมอ แต่ชุมชนแรกสุดของมนุษย์มีลักษณะที่แตกต่างจากชาติอย่างสิ้นเชิง
กลุ่มแรกสุดของมนุษย์คือครอบครัว เครือญาติ และกลุ่มนักล่าหาของป่าขนาดเล็ก ซึ่งสมาชิกแทบทั้งหมดรู้จักกันเป็นการส่วนตัวแบบเห็นหน้าค่าตา ความผูกพันในชุมชนเช่นนี้เกิดจากสายเลือดและความคุ้นเคยโดยตรง มิใช่จากสัญชาติหรืออุดมการณ์ร่วมที่เป็นนามธรรม นักมานุษยวิทยาประเมินว่าขนาดของกลุ่มมนุษย์ในยุคบรรพกาลมักจำกัดอยู่ในหลักร้อยคน สอดคล้องกับข้อเสนอที่รู้จักกันในชื่อ “จำนวนของดันบาร์” ซึ่งชี้ว่าโครงสร้างสมองของมนุษย์รองรับความสัมพันธ์ทางสังคมที่มั่นคงได้ในระดับประมาณ ๑๕๐ คนเท่านั้น (Dunbar, 1992)
ข้อจำกัดทางความรับรู้นี้มีความหมายลึกซึ้ง มันหมายความว่าตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์ มนุษย์ไม่สามารถรู้สึกผูกพันโดยตรงกับผู้คนนับล้านที่ตนไม่เคยพบได้เลย ในโลกเช่นนั้น คำว่า “คนของเรา” จึงหมายถึงญาติพี่น้องและผู้คนที่เรารู้จักจริง มิใช่เพื่อนร่วมชาติที่เราไม่มีวันได้เห็นหน้า แนวคิดที่ว่าคนแปลกหน้านับล้านคือพวกพ้องเดียวกันกับเรา อันเป็นหัวใจของความเป็นชาติสมัยใหม่ ยังเป็นสิ่งที่อยู่ไกลเกินจินตนาการของมนุษย์ในยุคนั้น
๑.๒ เมื่อมนุษย์ตั้งถิ่นฐาน: หมู่บ้าน เมือง และเรื่องเล่าร่วม
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มทำเกษตรกรรมเมื่อราวหนึ่งหมื่นปีก่อน การเพาะปลูกทำให้ผู้คนตั้งถิ่นฐานถาวร ผลิตอาหารได้เกินความจำเป็น และประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หมู่บ้านและเมืองจึงถือกำเนิดขึ้น และเป็นครั้งแรกที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมและร่วมมือกับคนจำนวนมากที่มิใช่ญาติและไม่อาจรู้จักเป็นการส่วนตัวได้ทั้งหมด
คำถามที่ตามมาคือ มนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดของการรู้จักแบบเห็นหน้าได้อย่างไร คำตอบที่นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยอย่างยูวัล โนอาห์ แฮรารี (Yuval Noah Harari) เสนอไว้คือ มนุษย์ทำได้ด้วยพลังของเรื่องเล่าและความเชื่อร่วม สิ่งที่ทำให้คนแปลกหน้าจำนวนมากร่วมมือกันได้ มิใช่สายเลือด หากเป็นระเบียบที่ถูกจินตนาการขึ้นร่วมกัน ทั้งเทพเจ้า บรรพบุรุษศักดิ์สิทธิ์ กฎจารีต และตำนานกำเนิด เรื่องเล่าเหล่านี้สร้างกาวทางสังคมที่ยึดผู้คนเข้าด้วยกันเกินกว่าวงของเครือญาติ (Harari, 2015)
อย่างไรก็ตาม แม้ชุมชนจะใหญ่ขึ้น ความจงรักภักดีหลักของผู้คนก็ยังคงผูกอยู่กับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ทั้งครอบครัว ตระกูล เผ่า และชุมชนท้องถิ่น ชาวนาในหมู่บ้านหนึ่งอาจรู้สึกผูกพันกับหมู่บ้านของตนมากกว่าผู้คนที่อยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตร เออร์เนสต์ เกลล์เนอร์ อธิบายว่าในสังคมเกษตรกรรมแบบจารีต วัฒนธรรมมีความหลากหลายไปตามท้องถิ่นและชนชั้นอย่างมาก โดยไม่มีความจำเป็นต้องหลอมรวมให้เป็นเนื้อเดียว เพราะผู้คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กับที่ ไม่เคยเดินทางไกล และไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับคนแปลกหน้าในวงกว้าง (Gellner, 1983) โลกของพวกเขาจึงเป็นโลกของท้องถิ่น มิใช่โลกของชาติ
๑.๓ ราชอาณาจักรและจักรวรรดิ: ความจงรักภักดีที่มิใช่ความเป็นชาติ
เมื่ออารยธรรมซับซ้อนยิ่งขึ้น มนุษย์ได้สร้างหน่วยการเมืองขนาดใหญ่ขึ้นมา ทั้งนครรัฐ ราชอาณาจักร และจักรวรรดิ หน่วยเหล่านี้สามารถปกครองผู้คนจำนวนมหาศาลในดินแดนกว้างใหญ่ได้ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่เพียงใด หน่วยการเมืองเหล่านี้ก็ยังมิใช่ “ชาติ” ในความหมายสมัยใหม่
จักรวรรดิโรมัน จักรวรรดิจีน จักรวรรดิออตโตมัน ตลอดจนอาณาจักรต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ล้วนประกอบด้วยผู้คนที่พูดต่างภาษา นับถือต่างศาสนา และมีต้นกำเนิดทางชาติพันธุ์ที่หลากหลาย สิ่งที่ยึดโยงผู้คนเหล่านี้เข้าด้วยกันมิใช่สำนึกว่าเป็นชาติเดียวกัน หากเป็นอำนาจของผู้ปกครอง ระบบกฎหมาย ความเชื่อทางศาสนา และกลไกการบริหารที่แผ่คลุมดินแดน ผู้คนอาจภักดีต่อจักรพรรดิหรือกษัตริย์ แต่ความภักดีนั้นเป็นความภักดีต่อองค์ผู้ปกครองและราชวงศ์ มิใช่ต่อชุมชนของพลเมืองร่วมชาติ
เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน เรียกระเบียบแบบนี้ว่า “อาณาจักรราชวงศ์” (dynastic realm) ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบวัฒนธรรมที่ครอบงำโลกก่อนยุคชาติ ในระเบียบเช่นนี้ ความชอบธรรมของอำนาจมิได้มาจากประชาชน หากมาจากสวรรค์ เทพเจ้า หรือหลักการศักดิ์สิทธิ์เหนือมนุษย์ อำนาจแผ่ออกจากศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ลดหลั่นลงไปตามระยะห่าง และเขตแดนก็พร่าเลือนไม่ชัดเจน ค่อย ๆ จางหายไปมากกว่าจะมีเส้นพรมแดนคมชัดแบบรัฐสมัยใหม่ (Anderson, 1983) ในโลกของอาณาจักรราชวงศ์ ผู้คนจึงเป็นพสกนิกรของศูนย์กลาง มิใช่สมาชิกผู้เสมอภาคของชุมชนทางการเมือง
๑.๔ ศาสนาในฐานะชุมชนเหนือพรมแดน
ก่อนยุคชาติ มีพลังอีกประการหนึ่งที่สร้างความรู้สึกเป็นชุมชนขนาดใหญ่ข้ามพรมแดนทางการเมืองได้อย่างทรงพลัง นั่นคือศาสนา คริสต์ศาสนา อิสลาม และพุทธศาสนา ต่างเชื่อมโยงผู้ศรัทธาจำนวนมหาศาลที่ไม่เคยพบกันให้รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน ผ่านความเชื่อร่วม คัมภีร์ร่วม และภาษาศักดิ์สิทธิ์ร่วม ทั้งภาษาละติน ภาษาอาหรับ และภาษาบาลี
ในยุโรปยุคกลาง ชาวคริสต์อาจรู้สึกใกล้ชิดกับชาวคริสต์ในอีกอาณาจักรหนึ่งที่อยู่ห่างไกล มากกว่าผู้คนต่างศาสนาที่อาศัยอยู่ใกล้บ้านตน เช่นเดียวกับโลกอิสลาม ซึ่งแนวคิดเรื่อง “อุมมะฮ์” ได้สร้างชุมชนของผู้ศรัทธาที่กว้างใหญ่ครอบคลุมหลายดินแดนและหลายเชื้อชาติ ความเป็นสมาชิกในชุมชนเช่นนี้มิได้กำหนดด้วยพรมแดนของรัฐ หากด้วยความศรัทธาร่วมกัน
ข้อเท็จจริงนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจชาติ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ก่อนจะมีชาติ มนุษย์เคยสร้างชุมชนขนาดใหญ่ที่ถูกจินตนาการขึ้นมาแล้ว เพียงแต่สร้างบนหลักการที่ต่างออกไป ชุมชนทางศาสนาเป็นชุมชนของผู้ศรัทธาที่ผูกพันกันด้วยความเชื่อ ส่วนชาติจะเป็นชุมชนทางการเมืองที่ผูกพันกันด้วยเจตจำนงร่วมและความเป็นสมาชิกร่วม ความสามารถของมนุษย์ในการจินตนาการถึงชุมชนที่กว้างกว่าวงเห็นหน้านั้นมีมานานแล้ว สิ่งที่เปลี่ยนไปในยุคต่อมามิใช่ความสามารถนี้ หากเป็นหลักการที่ใช้นิยามว่าใครคือพวกเดียวกัน
๑.๕ โลกที่ยังไม่มีพลเมือง: ไพร่ ทาส และพสกนิกร
ลักษณะร่วมที่สำคัญที่สุดของโลกก่อนสมัยใหม่ คือมันเป็นโลกที่ยังไม่มีพลเมือง ผู้คนส่วนใหญ่มิได้ดำรงอยู่ในฐานะพลเมืองผู้มีสิทธิทางการเมือง หากดำรงอยู่ในฐานะไพร่ ข้า ทาส หรือพสกนิกร สถานะของบุคคลถูกกำหนดโดยกำเนิดเป็นหลัก มิใช่โดยสิทธิที่ติดตัวมาในฐานะมนุษย์ ผู้ที่เกิดมาในตระกูลสูงย่อมมีสถานะสูง ผู้ที่เกิดมาเป็นไพร่หรือทาสก็มักต้องดำรงสถานะนั้นไปตลอดชีวิต
ในรัฐจารีตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงสยาม โครงสร้างอำนาจมีลักษณะที่นักวิชาการเรียกว่าการเมืองแบบมณฑลหรือการเมืองแบบจักรวาล (mandala หรือ galactic polity) อำนาจมิได้กระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วดินแดนที่มีเส้นพรมแดนชัดเจน หากแผ่ออกเป็นวงซ้อนจากศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ คือองค์พระมหากษัตริย์ ยิ่งห่างจากศูนย์กลาง อำนาจก็ยิ่งเจือจางลง เมืองชั้นนอกและเมืองประเทศราชมีอิสระในการปกครองตนเองตามสมควร ตราบที่ยังส่งบรรณาการและยอมรับฐานะอันสูงส่งของศูนย์กลาง (Tambiah, 1976; Wolters, 1999) ในระเบียบเช่นนี้ ความคิดเรื่องดินแดนที่มีพรมแดนแน่นอนแบบรัฐสมัยใหม่ยังไม่ปรากฏ ดังที่ธงชัย วินิจจะกูล ชี้ว่าสยามยังไม่มี “ภูมิกายา” หรือเรือนร่างทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจนจนกระทั่งเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ (Winichakul, 1994)
ภายใต้โครงสร้างนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ถูกผูกไว้กับมูลนายและกับราชสำนักผ่านระบบไพร่และระบบศักดินา แรงงานและความจงรักภักดีของพวกเขาเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองมีสิทธิเรียกใช้ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะเป็นเจ้าแผ่นดินและเจ้าชีวิต และแผ่นดินทั้งผืนถูกเข้าใจในเชิงจารีตว่าเป็นของพระมหากษัตริย์ มิใช่ของราษฎร นี่คือข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างของยุคจารีต ที่การกล่าวถึงในเชิงประวัติศาสตร์ช่วยให้เราเห็นระยะทางอันยาวไกลที่สังคมได้เดินทางมา
ผลที่ตามมาในเชิงความคิดคือ คำถามที่หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหัวใจ นั่นคือคำถามว่า “ประเทศเป็นของใคร” แทบไม่มีผู้ใดตั้งขึ้นในโลกก่อนสมัยใหม่ เพราะคำตอบถูกฝังไว้ในโครงสร้างอำนาจอยู่แล้วโดยปริยายว่า แผ่นดินเป็นของผู้ปกครอง ส่วนราษฎรคือผู้อาศัยและผู้รับใช้ แนวคิดที่ว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศ หรือประชาชนคือผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตย ยังเป็นสิ่งที่อยู่นอกขอบฟ้าของความคิดในยุคนั้นโดยสิ้นเชิง การเปลี่ยนผ่านจากโลกที่ไม่มีคำถามนี้ ไปสู่โลกที่ผู้คนกล้าตั้งคำถามนี้ คือหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองของมนุษย์
๑.๖ ชาติยังไม่ถือกำเนิด: สิ่งที่มนุษย์มี และสิ่งที่ยังไม่มี
เมื่อมองย้อนกลับไปตลอดการเดินทางในบทนี้ เราจะพบภาพที่ชัดเจนภาพหนึ่ง ตลอดเวลานับพันนับหมื่นปี มนุษย์มีรูปแบบของการอยู่ร่วมกันมากมาย ทั้งครอบครัว เครือญาติ เผ่า หมู่บ้าน เมือง นครรัฐ ราชอาณาจักร จักรวรรดิ และชุมชนทางศาสนาที่ข้ามพรมแดน รูปแบบเหล่านี้ตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในการร่วมมือและอยู่รอดได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าชาติเลย
สิ่งที่ยังไม่ปรากฏในโลกนั้น คือชาติในความหมายที่คนไทยและคนทั่วโลกใช้ในปัจจุบัน อันได้แก่ชุมชนทางการเมืองของผู้คนจำนวนมหาศาลที่มองตนเองเป็นพวกเดียวกันอย่างเสมอภาค ผูกพันด้วยเจตจำนงร่วมที่จะปกครองตนเอง และถือว่าตนเป็นเจ้าของอธิปไตยร่วมกัน ชาติในความหมายนี้มิได้สืบทอดมาจากอดีตอันไกลโพ้น หากเป็นสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ภายใต้เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ และความคิดที่จำเพาะเจาะจง
ข้อสรุปนี้คือฐานคิดที่สำคัญที่สุดของหนังสือทั้งเล่ม เพราะหากชาติเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น มิใช่สิ่งธรรมชาติที่อยู่เหนือกาลเวลา ก็ย่อมมีผู้สร้างมันขึ้น มีวัตถุประสงค์ในการสร้าง และมีผู้ได้และผู้เสียจากวิธีที่มันถูกสร้าง คำถามที่ตามมาในบทถัดไปจึงคมชัดและหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ หากชาติถูกสร้างขึ้นได้ ใครคือผู้สร้าง พวกเขาสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร และพวกเขาสร้างมันขึ้นเพื่อใคร
๑.๗ ปิดบท: เพราะชาติถูกสร้างขึ้น มนุษย์จึงตั้งคำถามต่อมันได้
มนุษย์มิได้เกิดมาพร้อมชาติ ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ของประวัติศาสตร์ ผู้คนรู้จักตนเองในฐานะสมาชิกของครอบครัว เผ่า ศาสนา เมือง หรืออาณาจักร มากกว่าในฐานะสมาชิกของชาติ การเข้าใจข้อเท็จจริงนี้มิใช่เรื่องของการลดทอนคุณค่าของชาติ หากเป็นการมองชาติด้วยสายตาที่ตื่นรู้ เพราะมันปลดเปลื้องเราออกจากความเชื่อที่ว่าชาติเป็นสิ่งนิรันดร์ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้และตั้งคำถามไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เราได้เห็นว่าโลกก่อนสมัยใหม่เป็นโลกที่ยังไม่มีพลเมือง เป็นโลกที่ผู้คนคือไพร่และพสกนิกร และแผ่นดินถูกถือว่าเป็นของผู้ปกครอง การกำเนิดของชาติสมัยใหม่จึงผูกพันอย่างแยกไม่ออกกับการกำเนิดของคำถามใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือคำถามว่าประเทศควรเป็นของใคร และอำนาจควรอยู่ในมือของผู้ใด การที่มนุษย์เริ่มกล้าถามคำถามนี้ คือสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านจากราษฎรผู้ใต้ปกครอง ไปสู่พลเมืองผู้ตระหนักในความเป็นเจ้าของ
บทถัดไปจะพาเราเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอันยิ่งใหญ่นั้น เราจะได้เห็นว่าชาติถูกประดิษฐ์ขึ้นได้อย่างไรในยุคสมัยใหม่ ผ่านการปฏิวัติ การพิมพ์ การศึกษามวลชน และภาษาแห่งชาติ และเราจะได้เห็นว่าเหตุใดสิ่งที่ดูเหมือนเก่าแก่ที่สุดอย่างชาติ จึงแท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ที่ใหม่ที่สุดของมนุษยชาติ
บทที่ ๒
การประดิษฐ์ชาติ: ชาติถูกสร้าง มิใช่ถือกำเนิด
บทที่ ๑ ได้แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มิได้เกิดมาพร้อมชาติ ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน ผู้คนเคยอยู่ร่วมกันในรูปของครอบครัว เผ่า เมือง อาณาจักร และชุมชนทางศาสนา โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งที่เรียกว่าชาติเลย และในโลกจารีตนั้น แผ่นดินถูกเข้าใจว่าเป็นของผู้ปกครอง ส่วนผู้คนคือไพร่และพสกนิกร เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จึงมีว่า แล้วชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้น และเหตุใดมนุษย์จำนวนมหาศาลจึงเริ่มมองตนเองว่าเป็นสมาชิกของชุมชนเดียวกัน ทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
คำถามเหล่านี้เป็นหนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดของรัฐศาสตร์และประวัติศาสตร์สมัยใหม่ และคำตอบของมันขัดกับสามัญสำนึกอย่างยิ่ง เพราะในชีวิตประจำวัน ผู้คนมักพูดถึงชาติราวกับเป็นสิ่งธรรมชาติที่มีอยู่เสมอมา เหมือนภูเขาหรือแม่น้ำ แต่เมื่อมองผ่านสายตาของนักประวัติศาสตร์ ชาติกลับมิใช่สิ่งที่ถูกค้นพบ หากเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น เป็นผลของกระบวนการทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมที่ซับซ้อน
บทนี้จะตอบคำถามว่าชาติถูกประดิษฐ์ขึ้นได้อย่างไร โดยมุ่งที่กลไกเชิงประวัติศาสตร์และวัตถุเป็นสำคัญ เราจะเริ่มจากการล่มสลายของโลกเก่า ผ่านการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ให้กำเนิด “ประชาชน” ในความหมายใหม่ ทุนนิยมการพิมพ์ที่ทำให้ผู้คนจินตนาการถึงกันและกัน ภาษาแห่งชาติ การศึกษามวลชน และเครื่องมือของรัฐสมัยใหม่อย่างระบบราชการ แผนที่ และสำมะโน ส่วนคำถามที่ว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้ว “ชาติคืออะไรกันแน่” ในเชิงนิยามและข้อถกเถียงของนักคิดนั้น เราจะยกไปพิจารณาอย่างเต็มที่ในบทที่ ๓
๒.๑ โลกเก่ากำลังล่มสลาย: เงื่อนไขของการเปลี่ยนผ่าน
ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ ยุโรปส่วนใหญ่ยังดำรงอยู่ภายใต้ระบอบศักดินา ผู้คนมีสถานะไม่เท่าเทียมกันโดยกำเนิด และความจงรักภักดีหลักของพวกเขาผูกอยู่กับกษัตริย์ ศาสนา และชุมชนท้องถิ่น มากกว่ากับสิ่งที่เรียกว่าชาติ ดังที่เราได้เห็นในบทที่ ๑ โลกเช่นนี้เป็นโลกของความสัมพันธ์เฉพาะหน้าและลำดับชั้นที่ตายตัว ซึ่งแทบไม่มีพื้นที่ให้แก่จินตนาการเรื่องชุมชนของพลเมืองผู้เสมอภาค
อย่างไรก็ตาม โลกเก่ากำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การค้าขยายตัว เมืองเติบโต ชนชั้นกลางถือกำเนิดขึ้นและสะสมทั้งทุนและความรู้ การรู้หนังสือแพร่กระจาย และอำนาจผูกขาดของศาสนาเริ่มถูกท้าทายด้วยความคิดแบบเหตุผลนิยมและวิทยาศาสตร์ เออร์เนสต์ เกลล์เนอร์ อธิบายว่าการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรมนี้เอง ที่สร้างความจำเป็นใหม่ในการมีวัฒนธรรมมาตรฐานร่วมกันทั้งสังคม เพื่อให้เศรษฐกิจสมัยใหม่ที่ต้องการแรงงานเคลื่อนที่และสื่อสารกันได้ดำเนินไปได้ (Gellner, 1983)
เอริก ฮ็อบส์บอม เสริมว่าชาติเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเฉพาะของประวัติศาสตร์ และเป็นปรากฏการณ์สองทาง คือถูกสร้างขึ้นจากเบื้องบนโดยรัฐและชนชั้นนำที่ต้องการความภักดีแบบใหม่ พร้อมกับถูกหล่อหลอมจากเบื้องล่างโดยความรู้สึกและความปรารถนาของสามัญชน (Hobsbawm, 1990) เมื่อโลกเก่าล่มสลายลง พื้นที่ว่างทางความจงรักภักดีจึงเปิดออก และชาติก็ค่อย ๆ เข้ามาเติมเต็มช่องว่างนั้น กลายเป็นรูปแบบใหม่ของการรวมผู้คนที่ทรงพลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
๒.๒ การปฏิวัติฝรั่งเศสและการกำเนิดของ “ประชาชน”
หนึ่งในเหตุการณ์ที่ให้กำเนิดชาติสมัยใหม่อย่างชัดเจนที่สุดคือการปฏิวัติฝรั่งเศสในปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ ก่อนการปฏิวัติ อำนาจสูงสุดถูกอ้างว่าเป็นของพระมหากษัตริย์ผู้ได้รับอำนาจจากเบื้องบน แต่การปฏิวัติได้ประกาศแนวคิดใหม่ที่สั่นสะเทือนทั้งโลก นั่นคืออำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ดังที่เราจะพิจารณารากฐานทางทฤษฎีของหลักการนี้อย่างละเอียดในบทที่ ๕
ผลที่เกิดขึ้นในทันทีคือการเปลี่ยนสถานะของผู้คน จากเดิมที่เคยเป็นเพียงพสกนิกรของกษัตริย์ ประชาชนกลายเป็นสมาชิกของ “ชาติ” ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยร่วมกัน แนวคิดเรื่องชาติในความหมายสมัยใหม่จึงผูกพันเข้ากับแนวคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยของประชาชนอย่างแยกไม่ออกนับแต่นั้น ชาติมิใช่สมบัติของผู้ปกครองอีกต่อไป หากเป็นชุมชนของพลเมืองที่ปกครองตนเอง
การปฏิวัติฝรั่งเศสยังแสดงให้เห็นพลังมหาศาลของความเป็นชาติในเชิงปฏิบัติ เมื่อฝรั่งเศสเผชิญสงครามกับมหาอำนาจรอบด้าน การระดมพลในนามของชาติได้ปลุกให้สามัญชนจำนวนมหาศาลลุกขึ้นสู้เพื่อสิ่งที่พวกเขารู้สึกว่าเป็นของตนเอง มิใช่เพื่อกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่ง นี่คือครั้งแรก ๆ ที่ความเป็นชาติกลายเป็นพลังที่สามารถเคลื่อนผู้คนทั้งสังคมได้ และเป็นบทพิสูจน์ว่าชาติที่เพิ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นนั้น สามารถสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าความจงรักภักดีแบบเก่าได้
๒.๓ การพิมพ์เปลี่ยนโลก: ทุนนิยมการพิมพ์ในฐานะกลไก
หากการปฏิวัติฝรั่งเศสคือการกำเนิดทางการเมืองของชาติ เทคโนโลยีที่ทำให้ผู้คนจำนวนมหาศาลสามารถจินตนาการถึงกันและกันได้คือการพิมพ์ เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน เสนอข้อสังเกตที่ทรงอิทธิพลว่า เครื่องมือสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการสร้างชาติอาจมิใช่กองทัพหรือรัฐบาล หากเป็นโรงพิมพ์ที่ทำงานควบคู่กับระบบทุนนิยม (Anderson, 1983)
ก่อนยุคการพิมพ์ ผู้คนอ่านและพูดภาษาถิ่นที่หลากหลาย และมีโลกทัศน์จำกัดอยู่ในพื้นที่ของตน แต่เมื่อหนังสือพิมพ์และนวนิยายถูกผลิตเป็นจำนวนมากในภาษาท้องถิ่นที่เป็นมาตรฐาน ผู้คนจำนวนมหาศาลก็เริ่มอ่านภาษาเดียวกัน รับข่าวสารเดียวกัน และรับรู้เหตุการณ์เดียวกันในเวลาใกล้เคียงกัน พิธีกรรมของการอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันในเช้าวันเดียวกันนี้เอง ที่สร้างประสบการณ์ของเวลาร่วมและการดำรงอยู่พร้อมกัน ผู้อ่านแต่ละคนตระหนักว่ามีคนอื่นอีกนับแสนกำลังทำสิ่งเดียวกันอยู่ แม้จะไม่เคยเห็นหน้ากันเลย
กลไกนี้เองที่ค่อย ๆ หล่อหลอมความรู้สึกว่า “เราเป็นพวกเดียวกัน” ในหมู่คนแปลกหน้าที่กระจายอยู่ทั่วดินแดน ชาวฝรั่งเศส ชาวเยอรมัน และชาวอิตาเลียนที่ไม่เคยพบกัน เริ่มรับรู้ว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนเดียวกันผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ร่วม ผลลัพธ์ของกระบวนการทางวัตถุนี้คือสิ่งที่แอนเดอร์สันเรียกว่า “ชุมชนจินตกรรม” ซึ่งเราจะเจาะลึกในเชิงนิยามและความหมายอย่างเต็มที่ในบทถัดไป สำหรับบทนี้ สิ่งสำคัญคือการเห็นว่าการพิมพ์ทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์ทางวัตถุที่ทำให้การจินตนาการถึงชาติเป็นไปได้ในระดับมวลชน
๒.๔ ภาษาแห่งชาติ: การหลอมรวมความหลากหลายให้เป็นหนึ่ง
เมื่อรัฐสมัยใหม่เติบโตขึ้น ภาษากลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างชาติ โรงเรียนสอนด้วยภาษาเดียวกัน ระบบราชการใช้ภาษาเดียวกัน กฎหมายถูกเขียนด้วยภาษาเดียวกัน และสื่อมวลชนเผยแพร่ภาษาเดียวกัน ภาษาถิ่นที่เคยหลากหลายค่อย ๆ ถูกลดทอนความสำคัญลง ขณะที่ภาษามาตรฐานหนึ่งถูกยกขึ้นเป็น “ภาษาแห่งชาติ”
กระบวนการนี้มิได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ หากเป็นผลของนโยบายและสถาบันที่จงใจสร้างความเป็นเอกภาพทางภาษา ในฝรั่งเศส รัฐได้ดำเนินนโยบายลดบทบาทของภาษาถิ่นต่าง ๆ เพื่อหลอมผู้คนที่หลากหลายให้กลายเป็น “ชาวฝรั่งเศส” ที่พูดภาษาเดียวกัน เช่นเดียวกับการสร้างภาษาเยอรมันและภาษาอิตาเลียนมาตรฐานในกระบวนการรวมชาติ (Hobsbawm, 1990) ภาษาในกรณีเหล่านี้จึงมิได้ทำหน้าที่เพียงสื่อสาร หากทำหน้าที่สร้างความรู้สึกร่วมว่าผู้คนที่พูดภาษาเดียวกันคือพวกเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม การหลอมรวมทางภาษานี้มักมีต้นทุนที่ถูกมองข้าม เพราะการยกภาษาหนึ่งขึ้นเป็นภาษาแห่งชาติ ย่อมหมายถึงการผลักภาษาอื่นให้กลายเป็นภาษาชายขอบ และผลักผู้พูดภาษาเหล่านั้นให้รู้สึกเป็นคนนอกในระดับหนึ่งด้วย ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับคำถามเรื่องความหลากหลายที่เราจะพิจารณาในบทที่ ๗ ว่าชาติที่เป็นธรรมควรปฏิบัติต่อความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างไร
๒.๕ การศึกษามวลชนและการประดิษฐ์ประเพณีของชาติ
รัฐสมัยใหม่มิได้สร้างเพียงกองทัพ หากสร้างโรงเรียนด้วย และโรงเรียนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตพลเมืองแห่งชาติ เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติ ภาษาแห่งชาติ สัญลักษณ์ของชาติ และวีรบุรุษของชาติ พร้อมกับเรื่องเล่าเกี่ยวกับอดีตร่วมกัน เกลล์เนอร์ชี้ว่ามีเพียงรัฐสมัยใหม่เท่านั้นที่มีทรัพยากรพอจะจัดการศึกษามาตรฐานให้พลเมืองทั้งหมด การศึกษาจึงกลายเป็นโรงหล่อหลอมที่ทำให้คนรุ่นใหม่มองตนเองเป็นสมาชิกของชาติ แม้จะไม่เคยพบสมาชิกส่วนใหญ่ของชาตินั้นเลย (Gellner, 1983)
ควบคู่ไปกับการศึกษา รัฐและชนชั้นนำยังได้ประดิษฐ์ประเพณีของชาติขึ้นมาด้วย เอริก ฮ็อบส์บอม และเทอเรนซ์ เรนเจอร์ ได้เสนอแนวคิดเรื่อง “การประดิษฐ์ประเพณี” ซึ่งชี้ว่าธงชาติ เพลงชาติ วันสำคัญของชาติ พิธีกรรม และอนุสาวรีย์จำนวนมากที่ดูเหมือนเก่าแก่นั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นในยุคสมัยใหม่ แล้วนำเสนอราวกับสืบทอดมาแต่โบราณ (Hobsbawm & Ranger, 1983) ประเพณีที่ถูกประดิษฐ์เหล่านี้ทำหน้าที่ปลูกฝังความรู้สึกถึงอดีตร่วมและความต่อเนื่องของชาติ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างความผูกพันทางอารมณ์ต่อชุมชนที่มองไม่เห็น
ข้อค้นพบเรื่องการประดิษฐ์ประเพณีมีนัยลึกซึ้ง เพราะมันแสดงให้เห็นว่าแม้แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่าศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ที่สุดของชาติ ก็อาจเป็นผลผลิตของการออกแบบในช่วงเวลาที่ไม่ไกลนัก การตระหนักรู้เช่นนี้มิได้ทำลายคุณค่าของสัญลักษณ์เหล่านั้น หากช่วยให้เราเข้าใจว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ใด และโดยใคร ซึ่งเป็นคำถามที่นำไปสู่หัวใจของหนังสือเล่มนี้
๒.๖ ระบบราชการ แผนที่ และสำมะโน: เมื่อรัฐมองเห็นและสร้างชาติ
นอกจากการศึกษาและประเพณีแล้ว รัฐสมัยใหม่ยังสร้างชาติผ่านเครื่องมือทางการบริหารที่ดูเหมือนเป็นกลางทางเทคนิค แต่กลับทรงพลังอย่างยิ่ง ได้แก่ ระบบราชการ แผนที่ และสำมะโนประชากร เครื่องมือเหล่านี้ทำให้รัฐสามารถ “มองเห็น” ประชากรและดินแดนของตนในแบบใหม่ และในการมองเห็นนั้นเอง รัฐก็ได้ประกอบสร้างชาติขึ้นไปพร้อมกัน
สำมะโนประชากรจัดหมวดหมู่และนับจำนวนผู้คนเข้าสู่ประเภททางชาติพันธุ์และทางชาติ ทำให้สิ่งที่เคยพร่าเลือนกลายเป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจนและจัดการได้ แผนที่กำหนดดินแดนที่มีเส้นพรมแดนแน่นอน เปลี่ยนพื้นที่อำนาจที่เคยเลือนรางในรัฐจารีตให้กลายเป็นอาณาเขตที่คมชัด ดังที่ธงชัย วินิจจะกูล ชี้ว่ากระบวนการทำแผนที่นี้เองที่สร้าง “ภูมิกายา” หรือเรือนร่างทางภูมิศาสตร์ของชาติขึ้นมา (Winichakul, 1994; Anderson, 1983) ส่วนระบบราชการก็ทำหน้าที่หลอมรวมและทำให้การปกครองเป็นมาตรฐานเดียวทั่วทั้งดินแดน
เมื่อพิจารณาเครื่องมือเหล่านี้ร่วมกัน เราจะเห็นว่าชาติส่วนหนึ่งคือผลผลิตของเทคโนโลยีการปกครองของรัฐสมัยใหม่ รัฐมิได้เพียงปกครองชาติที่มีอยู่ก่อน หากมีส่วนสร้างชาตินั้นขึ้นมาผ่านการนับ การวัด การวาดแผนที่ และการจัดประเภท ข้อสังเกตนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจกรณีของไทย ซึ่งเราจะพิจารณาในหัวข้อถัดไป
๒.๗ กรณีไทย: การประดิษฐ์ชาติไทยจากเบื้องบน
กรณีของไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการประดิษฐ์ชาติ และมีลักษณะเด่นคือเป็นการสร้างจากเบื้องบนเป็นหลัก ดังที่บทที่ ๑ ได้กล่าวไว้ รัฐจารีตของสยามมีโครงสร้างแบบมณฑลที่ไม่มีพรมแดนแน่นอนและไม่มีสำนึกความเป็นชาติแบบสมัยใหม่ การเปลี่ยนสยามให้กลายเป็นรัฐชาติที่มีอาณาเขตชัดเจนเกิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ผ่านกระบวนการเดียวกับที่เราได้วิเคราะห์มาทั้งบท
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การปฏิรูปการปกครองได้รวมศูนย์อำนาจและสร้างระบบราชการสมัยใหม่ที่แผ่คลุมทั่วดินแดน พร้อมกับการทำแผนที่ที่สร้างภูมิกายาของสยามขึ้นเป็นครั้งแรก (Winichakul, 1994) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แนวคิดชาตินิยมไทยถูกส่งเสริมอย่างเป็นระบบและชัดแจ้ง รวมถึงการวางอุดมการณ์ที่ยึดสถาบันหลักเป็นแกนกลาง การสร้างสัญลักษณ์ของชาติ และการนิยามความเป็นไทย ภาษากลางถูกยกขึ้นเป็นภาษาแห่งชาติ ขณะที่ภาษาและวัฒนธรรมของภูมิภาคต่าง ๆ ถูกลดทอนความสำคัญลง
การกล่าวถึงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้มิได้มุ่งลดทอนคุณค่าของความเป็นไทยหรือโจมตีบุคคลใด หากมุ่งชี้ให้เห็นในเชิงโครงสร้างว่าชาติไทยสมัยใหม่ก็เป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับชาติอื่น ๆ ทั่วโลก มิใช่สิ่งที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ การเข้าใจเช่นนี้เปิดพื้นที่ให้เราตั้งคำถามต่อไปได้ว่า เมื่อชาติไทยถูกสร้างขึ้นจากเบื้องบนเพื่อจุดประสงค์ของยุคสมัยนั้น แล้วในยุคที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ชาตินี้ควรถูกสร้างและนิยามใหม่เพื่อใคร เราจะพิจารณาการสร้างชาติไทยอย่างละเอียดและรอบด้านในบทที่ ๙
๒.๘ ปิดบท: เมื่อชาติถูกสร้างขึ้น มันย่อมถูกสร้างใหม่ได้
เมื่อมองภาพรวม เราจะเห็นว่าชาติมิได้ถือกำเนิดจากสายเลือดหรือเชื้อชาติเพียงอย่างเดียว และมิได้มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ หากเป็นผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การปฏิวัติ ทุนนิยมการพิมพ์ ภาษาแห่งชาติ การศึกษามวลชน ประเพณีที่ถูกประดิษฐ์ เครื่องมือการปกครองของรัฐ และจินตนาการร่วมของผู้คน ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดนี้ ชาติจึงกลายเป็นหนึ่งในสถาบันทางสังคมที่ทรงพลังที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น
หากบทที่ ๑ ชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมชาติ บทนี้ก็ชี้ว่าชาติถือกำเนิดขึ้นผ่านกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่มนุษย์เป็นผู้ลงมือสร้าง ความจริงข้อนี้มีนัยที่ปลดปล่อยอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นได้ มนุษย์ย่อมสร้างใหม่ได้เช่นกัน ชาติที่เคยถูกประดิษฐ์ขึ้นจากเบื้องบนเพื่อรับใช้จุดประสงค์ของยุคหนึ่ง สามารถถูกนิยามและสร้างใหม่จากเบื้องล่างให้เป็นธรรมและเปิดกว้างยิ่งขึ้นได้
ด้วยเหตุนี้ คำถามสำคัญจึงมิใช่เพียงว่าชาติคืออะไร หากรวมถึงว่าชาติควรถูกสร้างขึ้นเพื่อใคร เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าชาติถูกสร้างขึ้นอย่างไร ขั้นต่อไปคือการทำความเข้าใจว่าชาติคืออะไรกันแน่ในเชิงความคิด นักคิดและนักวิชาการคนสำคัญของโลกได้พยายามตอบคำถามนี้ไว้อย่างไร และเหตุใดคำตอบของพวกเขาจึงนำเราไปสู่ข้อสรุปว่าชาติคือชุมชนทางการเมืองของผู้คน คำถามเหล่านี้คือหัวใจของบทถัดไป
บทที่ ๓
ชาติคืออะไร: จากเรอน็องถึงแอนเดอร์สัน
ในสองบทที่ผ่านมา เราได้เห็นแล้วว่ามนุษย์มิได้เกิดมาพร้อมกับชาติ และชาติก็มิได้ผุดขึ้นจากธรรมชาติเหมือนภูเขาหรือแม่น้ำ หากเป็นสิ่งที่ก่อรูปขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ภายใต้เงื่อนไขทางวัตถุที่จำเพาะเจาะจง ทั้งการพิมพ์ การศึกษามวลชน ภาษามาตรฐาน และการล่มสลายของระเบียบเก่า บทนี้จะก้าวจากคำถามว่า “ชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร” ไปสู่คำถามที่ยากกว่าและสำคัญกว่า นั่นคือ “ชาติคืออะไรกันแน่”
คำถามนี้มิใช่ปริศนาทางวิชาการที่ลอยอยู่เหนือชีวิตจริง ตรงกันข้าม มันคือรากฐานของทุกข้อถกเถียงทางการเมืองที่ตามมาในหนังสือเล่มนี้ เพราะทันทีที่เราตอบได้ว่าชาติคืออะไร เราก็กำลังตอบไปพร้อมกันว่าใครคือสมาชิกของชาติ ใครมีสิทธิพูดในนามของชาติ และท้ายที่สุด ใครคือเจ้าของประเทศ การนิยามชาติจึงมิใช่การให้คำจำกัดความในพจนานุกรม หากเป็นการตัดสินว่าอำนาจควรเป็นของใคร
บทนี้จะพาผู้อ่านเดินผ่านความคิดของนักคิดสำคัญห้าคนที่หล่อหลอมความเข้าใจเรื่องชาติของโลกสมัยใหม่ ได้แก่ เรอน็อง เกลล์เนอร์ แอนเดอร์สัน สมิธ และคอนเนอร์ มิใช่เพื่อท่องจำว่าใครพูดอะไร หากเพื่อสกัดข้อเสนอที่หนังสือเล่มนี้จะยืนอยู่ตลอดทั้งเล่ม นั่นคือ ชาติมิใช่เชื้อชาติ มิใช่ดินแดน และมิใช่รัฐ หากเป็นชุมชนทางการเมืองของผู้คนผู้ยอมรับความเป็นสมาชิกของกันและกัน และด้วยเหตุนี้เอง ชาติจึงเป็นของสมาชิก มิใช่ของผู้ใดผู้หนึ่งที่อ้างว่าตนคือตัวแทนแห่งจิตวิญญาณของชาติ
๓.๑ ปริศนาของการนิยาม: เหตุใดการรู้ว่า “ชาติคืออะไร” จึงเป็นเรื่องของอำนาจ
หากเราตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าชาติคืออะไร คำตอบที่ได้จะแตกแยกกันอย่างน่าประหลาด บางคนชี้ไปที่ธงและเพลงชาติ บางคนหมายถึงผืนแผ่นดินและพรมแดน บางคนนึกถึงเชื้อชาติและสายเลือด บางคนหมายถึงภาษาและวัฒนธรรม และอีกจำนวนไม่น้อยหมายถึงรัฐ รัฐบาล หรือสถาบันทางการเมืองในขณะนั้น ความหลากหลายของคำตอบเหล่านี้มิได้สะท้อนความไม่รู้ของผู้ตอบ หากสะท้อนความจริงว่า “ชาติ” เป็นมโนทัศน์ที่ถูกบรรจุความหมายไว้หลายชั้นจนแทบจะกลายเป็นภาชนะว่างเปล่าที่ใครก็เติมความหมายของตนลงไปได้
ความกำกวมเช่นนี้เปิดช่องให้เกิดสิ่งที่เป็นหัวใจของการเมืองเรื่องชาติ นั่นคือ การช่วงชิงสิทธิในการนิยาม ผู้ใดก็ตามที่สามารถกำหนดได้ว่าชาติคืออะไร ย่อมสามารถกำหนดได้ด้วยว่าใครอยู่ในชาติและใครอยู่นอกชาติ ใครคือคนของเราและใครคือคนอื่น อะไรคือผลประโยชน์ของชาติและอะไรคือภัยต่อชาติ ดังนั้นการต่อสู้เพื่อนิยามชาติจึงเป็นการต่อสู้เพื่ออำนาจในรูปแบบที่ลึกที่สุด เพราะมันมิได้แย่งชิงเพียงตำแหน่งหรือทรัพยากร หากแย่งชิงสิทธิในการกำหนดว่าใครเป็นเจ้าของชุมชนทางการเมืองทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่เราจะถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย หรือรัฐธรรมนูญได้อย่างมีความหมาย เราจำเป็นต้องวางรากฐานทางความคิดให้ชัดเจนเสียก่อนว่าชาติคืออะไร บทนี้จึงทำหน้าที่เป็นเสาเข็มทางทฤษฎีของหนังสือทั้งเล่ม และวิธีที่ดีที่สุดในการเริ่มต้น คือการย้อนกลับไปฟังคำถามเดียวกันนี้จากปากนักคิดผู้ตั้งคำถามนี้ไว้อย่างคมคายที่สุดเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อน
๓.๒ เกณฑ์ที่ใช้ไม่ได้: เชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และดินแดน
ในปี ๒๔๒๕ แอร์เนสต์ เรอน็อง (Ernest Renan) นักคิดชาวฝรั่งเศส ได้แสดงปาฐกถาที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ในหัวข้อ “ชาติคืออะไร” (Qu’est-ce qu’une nation?) ปาฐกถาครั้งนั้นกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ความคิดเรื่องชาติ มิใช่เพราะเรอน็องให้คำตอบที่สมบูรณ์ หากเพราะเขาเริ่มต้นด้วยการรื้อถอนคำตอบที่ผู้คนเชื่อว่าชัดเจนที่สุดทีละข้อ จนเหลือพื้นที่ให้คำตอบใหม่ได้ก่อตัวขึ้น (Renan, 1882/1996)
เรอน็องเริ่มจากความเชื่อที่ว่าชาติคือเชื้อชาติ เขาชี้ว่าไม่มีชาติใหญ่ใดในยุโรปที่มีสายเลือดบริสุทธิ์เพียงสายเดียว ฝรั่งเศสคือการผสมผสานของชนเผ่าเคลต์ โรมัน แฟรงก์ และอื่น ๆ จนไม่อาจสืบหา “เชื้อชาติฝรั่งเศสแท้” ได้เลย การยึดเชื้อชาติเป็นเกณฑ์ของชาติจึงนำไปสู่ทางตัน เพราะมนุษย์ทุกหมู่เหล่าล้วนเป็นผลของการปะปนกันมายาวนาน ยิ่งกว่านั้น การพยายามจัดระเบียบการเมืองตามสายเลือดยังเป็นอันตราย เพราะมันเปิดทางสู่การจำแนกมนุษย์เป็นชั้น ๆ และสู่การกีดกันอย่างไร้ที่สิ้นสุด
ต่อมาเรอน็องพิจารณาภาษา เขายอมรับว่าภาษาร่วมช่วยรวมผู้คนเข้าด้วยกัน แต่ภาษาก็มิอาจเป็นเกณฑ์ชี้ขาดได้ สวิตเซอร์แลนด์เป็นชาติเดียวที่ประกอบด้วยผู้พูดภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลี ขณะที่ผู้พูดภาษาเดียวกันอาจแยกเป็นคนละชาติได้ ดังที่เราเห็นในกรณีของหลายประเทศที่ใช้ภาษาเดียวกันแต่ยืนยันความเป็นชาติที่แตกต่าง ภาษาจึงเป็นเครื่องมือของความสัมพันธ์ มิใช่ตัวกำหนดความเป็นชาติ การบังคับให้ทุกคนพูดภาษาเดียวกันในนามของเอกภาพแห่งชาติ จึงเป็นการสับสนระหว่างเครื่องมือกับเป้าหมาย
เรอน็องปฏิเสธศาสนาในฐานะเกณฑ์ของชาติด้วยเหตุผลคล้ายกัน ในโลกสมัยใหม่ ศาสนากลายเป็นเรื่องของมโนธรรมส่วนบุคคล ชาติหนึ่ง ๆ จึงสามารถโอบรับผู้คนต่างศาสนาไว้ในชุมชนทางการเมืองเดียวกันได้ และสุดท้าย เขาปฏิเสธภูมิศาสตร์ แม่น้ำ ภูเขา และพรมแดนธรรมชาติมิได้กำหนดว่าผู้คนสองฝั่งจะเป็นชาติเดียวกันหรือไม่ เพราะเส้นพรมแดนเป็นผลของประวัติศาสตร์และการตัดสินใจของมนุษย์ มิใช่คำสั่งของธรรมชาติ
การรื้อถอนเกณฑ์เหล่านี้ทีละข้อมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อหนังสือเล่มนี้ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเกณฑ์ “เชิงวัตถุ” ทั้งหลายที่ดูเหมือนจะนิยามชาติได้อย่างเป็นรูปธรรม แท้จริงแล้วล้วนล้มเหลวเมื่อเผชิญกับความซับซ้อนของโลกจริง วอล์กเกอร์ คอนเนอร์ (Walker Connor) นักรัฐศาสตร์ร่วมสมัย ก็ยืนยันข้อสรุปเดียวกันนี้ในเวลาต่อมาว่า สิ่งที่ทำให้กลุ่มคนกลายเป็นชาติมิใช่คุณสมบัติเชิงวัตถุที่วัดได้ หากเป็นสำนึกร่วมเชิงอัตวิสัย เป็นความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน (Connor, 1994) เมื่อเกณฑ์เชิงวัตถุพังลง คำถามจึงย้อนกลับมาว่า แล้วอะไรเล่าที่ทำให้ชาติเป็นชาติ
๓.๓ ข้อเสนอเชิงบวกของเรอน็อง: ชาติในฐานะเจตจำนงร่วมรายวัน
หลังจากรื้อถอนเกณฑ์เก่าจนหมดสิ้น เรอน็องจึงเสนอคำตอบของเขาเอง ชาติมิใช่สิ่งที่วัดได้ด้วยสายเลือดหรือแผนที่ หากเป็น “หลักการทางจิตวิญญาณ” อย่างหนึ่ง ที่ตั้งอยู่บนสองเสาหลัก เสาแรกหันไปสู่อดีต นั่นคือการครอบครองมรดกแห่งความทรงจำร่วมกัน ทั้งความรุ่งโรจน์ที่ภาคภูมิและความทุกข์ยากที่ร่วมแบกรับ เสาที่สองหันไปสู่ปัจจุบันและอนาคต นั่นคือความยินยอมพร้อมใจที่จะอยู่ร่วมกันต่อไป และเจตจำนงร่วมที่จะสืบสานมรดกนั้น (Renan, 1882/1996)
ในข้อเสนอนี้เองที่เรอน็องได้มอบวลีอันลือลั่นไว้แก่โลก เขาเปรียบการดำรงอยู่ของชาติว่าเป็น “การลงประชามติรายวัน” (plébiscite de tous les jours) ความหมายของวลีนี้ลึกซึ้งกว่าที่ปรากฏ มันบอกว่าชาติมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วคงอยู่ตลอดไปโดยอัตโนมัติ หากต้องได้รับการยืนยันใหม่ทุกวันผ่านการเลือกของผู้คนที่จะดำรงอยู่ร่วมกันต่อไป ชาติจึงมิใช่ข้อเท็จจริงที่ตายตัว หากเป็นกระบวนการที่มีชีวิต เป็นเจตจำนงที่ต้องผลิตซ้ำอยู่เสมอ และเมื่อใดที่ผู้คนไม่ปรารถนาจะอยู่ร่วมกันอีกต่อไป ชาติย่อมเปลี่ยนแปลงหรือสลายลงได้
มีมิติหนึ่งในความคิดของเรอน็องที่มักถูกมองข้าม แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบทที่ว่าด้วยชาติไทยในภายหลัง นั่นคือบทบาทของ “การลืมร่วมกัน” (l’oubli) เรอน็องชี้อย่างตรงไปตรงมาว่า การสร้างชาติทุกชาติล้วนตั้งอยู่บนการลืมความรุนแรงในอดีต ไม่ว่าจะเป็นสงคราม การพิชิต หรือการกลืนกลายผู้คนเข้าด้วยกัน ความเป็นเอกภาพของชาติในปัจจุบันมักถูกสร้างขึ้นบนเหตุการณ์นองเลือดที่ผู้คนตกลงกันโดยปริยายว่าจะไม่จดจำ ข้อสังเกตนี้เตือนเราว่า เรื่องเล่าแห่งชาติที่ราบรื่นกลมกลืนมักปกปิดความขัดแย้งและบาดแผลไว้เบื้องหลังเสมอ
สิ่งที่ทำให้เรอน็องเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุดของหนังสือเล่มนี้ คือทิศทางเชิงบรรทัดฐานในความคิดของเขา หากชาติคือเจตจำนงร่วมรายวัน ชาติย่อมเป็นของผู้ที่ร่วมลงประชามตินั้น กล่าวคือ เป็นของผู้คนที่มีชีวิตอยู่และเลือกที่จะอยู่ร่วมกัน มิใช่ของบรรพบุรุษที่ล่วงลับ มิใช่ของผู้ปกครองที่อ้างตนเป็นตัวแทนของชาติ และมิใช่ของผู้ใดที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือชาติในนามของสายเลือดหรือประเพณี ในความหมายนี้ แนวคิดเรื่องชาติของเรอน็องจึงเป็นแนวคิดแบบประชาธิปไตยโดยเนื้อแท้ เพราะมันวางความเป็นชาติไว้ในมือของผู้คน มิใช่เหนือหัวของพวกเขา
๓.๔ การหันสู่สมัยใหม่นิยม: เกลล์เนอร์กับชาติที่ถือกำเนิดจากสังคมอุตสาหกรรม
หากเรอน็องอธิบายว่าชาติคืออะไรในเชิงคุณค่าและเจตจำนง เออร์เนสต์ เกลล์เนอร์ (Ernest Gellner) นักปรัชญาและนักมานุษยวิทยา ได้อธิบายว่าชาติเกิดขึ้นได้อย่างไรในเชิงโครงสร้าง ข้อเสนอของเกลล์เนอร์พลิกความเข้าใจสามัญอย่างสิ้นเชิง คนทั่วไปมักคิดว่าเพราะมีชาติอยู่ก่อน จึงเกิดลัทธิชาตินิยมขึ้นเพื่อปกป้องชาติ แต่เกลล์เนอร์กลับเสนอว่าความจริงเป็นไปในทางตรงข้าม คือลัทธิชาตินิยมต่างหากที่สร้างชาติขึ้นมา มิใช่ชาติที่สร้างชาตินิยม (Gellner, 1983)
เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เกลล์เนอร์อธิบายว่าชาติเป็นผลผลิตที่จำเป็นของสังคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ในสังคมเกษตรกรรมแบบเก่า ผู้คนส่วนใหญ่อยู่กับที่ ทำงานในแวดวงแคบ และไม่จำเป็นต้องสื่อสารกับคนแปลกหน้าในวงกว้าง วัฒนธรรมจึงแตกต่างหลากหลายไปตามท้องถิ่นโดยไม่เป็นปัญหา แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เศรษฐกิจต้องการแรงงานที่เคลื่อนย้ายได้ อ่านออกเขียนได้ และสื่อสารกับคนแปลกหน้าด้วยมาตรฐานเดียวกัน ความหลากหลายทางวัฒนธรรมแบบเดิมจึงกลายเป็นอุปสรรค และความจำเป็นในการมี “วัฒนธรรมระดับสูง” ที่เป็นมาตรฐานร่วมกันทั้งสังคมก็เกิดขึ้น
เครื่องมือสำคัญในการผลิตวัฒนธรรมมาตรฐานนี้คือระบบการศึกษามวลชน เกลล์เนอร์ชี้ว่ามีเพียงรัฐสมัยใหม่เท่านั้นที่มีทรัพยากรพอจะจัดการศึกษาให้พลเมืองทั้งหมดได้เรียนรู้ภาษา ความรู้ และวิธีคิดชุดเดียวกัน โรงเรียนจึงกลายเป็นโรงหล่อหลอมพลเมืองให้เป็นเนื้อเดียวทางวัฒนธรรม และเมื่อวัฒนธรรมมาตรฐานนี้ผูกเข้ากับอาณาเขตของรัฐ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือสิ่งที่เราเรียกว่า “ชาติ” ชาติในมุมมองนี้จึงมิใช่สิ่งโบราณที่สืบทอดมาแต่ดึกดำบรรพ์ หากเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางสังคมที่เพิ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความทันสมัย
คุณค่าของเกลล์เนอร์ต่อหนังสือเล่มนี้อยู่ที่การวางชาติไว้ในกาลเวลาทางประวัติศาสตร์อย่างหนักแน่น เขาทำให้เราไม่อาจอ้างได้อีกต่อไปว่าชาติเป็นสิ่งนิรันดร์ที่อยู่เหนือกาลเวลา เพราะหากชาติเป็นผลของเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ ชาติก็ย่อมเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเงื่อนไขเปลี่ยน อย่างไรก็ตาม คำอธิบายของเกลล์เนอร์เน้นที่หน้าที่และโครงสร้างจนบางครั้งมองข้ามมิติของอารมณ์ ความผูกพัน และความหมายที่ผู้คนมอบให้แก่ชาติ ซึ่งเป็นมิติที่นักคิดคนถัดไปจะเข้ามาเติมเต็มได้อย่างงดงาม
๓.๕ ชุมชนจินตกรรม: แอนเดอร์สันกับการพิมพ์ที่สร้าง “เรา”
เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) ได้เสนอนิยามของชาติที่ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ยี่สิบ เขานิยามชาติว่าเป็น “ชุมชนทางการเมืองที่ถูกจินตนาการขึ้น” (imagined political community) ที่ถูกจินตนาการให้มีขอบเขตจำกัดและมีอำนาจอธิปไตยในตัวเอง คำว่าจินตนาการในที่นี้มิได้แปลว่าเท็จหรือกุขึ้น แอนเดอร์สันเน้นย้ำจุดนี้อย่างชัดเจนว่าเขาแตกต่างจากผู้ที่มองชาติเป็นเพียงสิ่งหลอกลวง ชุมชนทุกชุมชนที่ใหญ่เกินกว่าหมู่บ้านที่ทุกคนรู้จักกันหน้าต่อหน้า ล้วนเป็นชุมชนที่ถูกจินตนาการขึ้นทั้งสิ้น สิ่งที่ทำให้ชุมชนแต่ละแบบต่างกันจึงมิใช่ความจริงหรือความเท็จ หากเป็นรูปแบบหรือวิธีที่มันถูกจินตนาการ (Anderson, 1983)
แอนเดอร์สันอธิบายองค์ประกอบของนิยามนี้ทีละส่วน ชาติถูกจินตนาการ เพราะสมาชิกส่วนใหญ่ของชาติไม่เคยพบกัน ไม่รู้จักกัน และจะไม่มีวันรู้จักกันได้ทั้งหมด แต่ในใจของแต่ละคนกลับมีภาพของความเป็นพวกเดียวกันดำรงอยู่ ชาติถูกจินตนาการให้มีขอบเขตจำกัด เพราะแม้แต่ชาติที่ใหญ่ที่สุดก็มีพรมแดน เลยพรมแดนนั้นออกไปคือชาติอื่น ไม่มีชาติใดจินตนาการตนเองว่าครอบคลุมมนุษยชาติทั้งมวล และชาติถูกจินตนาการให้มีอำนาจอธิปไตย เพราะมโนทัศน์เรื่องชาติถือกำเนิดในยุคที่ความชอบธรรมของระบอบราชาธิปไตยอันศักดิ์สิทธิ์กำลังเสื่อมถอย ชาติจึงฝันถึงการเป็นอิสระและการปกครองตนเอง
คำถามที่ตามมาคือ อะไรทำให้ผู้คนนับล้านที่ไม่เคยพบกันสามารถจินตนาการว่าตนเป็นพวกเดียวกันได้ คำตอบของแอนเดอร์สันคือ “ทุนนิยมการพิมพ์” การเกิดขึ้นของหนังสือพิมพ์และนวนิยายในภาษาท้องถิ่นที่ผลิตเป็นจำนวนมาก ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ของเวลาและพื้นที่ร่วมกัน เมื่อผู้คนนับแสนอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันในเช้าวันเดียวกัน แต่ละคนย่อมตระหนักว่ามีคนอื่นอีกมากมายกำลังทำสิ่งเดียวกันอยู่ในขณะนั้น พิธีกรรมการอ่านที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วดินแดนนี้เอง ที่ค่อย ๆ ก่อรูปความรู้สึกของชุมชนอันกว้างใหญ่ที่มองไม่เห็นแต่รู้สึกได้ ภาษาที่พิมพ์ขึ้นจึงมิได้เพียงสื่อสาร หากสร้างชุมชนแห่งผู้อ่านที่กลายเป็นเมล็ดพันธุ์ของชาติ
แอนเดอร์สันมอบสิ่งที่เกลล์เนอร์ขาดให้แก่เรา นั่นคือคำอธิบายว่าเหตุใดชาติจึงสามารถเรียกร้องความรักและการเสียสละจากผู้คนได้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น เพราะชาติมิใช่เพียงโครงสร้างที่ทำหน้าที่ หากเป็นชุมชนที่ผู้คนรู้สึกผูกพัน เป็นภราดรภาพในแนวระนาบที่ทำให้คนแปลกหน้ายอมตายเพื่อกันได้ สำหรับหนังสือเล่มนี้ ข้อเสนอของแอนเดอร์สันมีความหมายสองชั้น ชั้นแรกคือชาติเป็นสิ่งที่ผู้คนร่วมกันจินตนาการขึ้น ชั้นที่สองซึ่งสำคัญกว่าคือ หากชาติเกิดจากการจินตนาการร่วมของผู้คน ผู้คนนั่นเองที่เป็นเจ้าของชาติ และผู้คนก็ย่อมมีอำนาจที่จะจินตนาการชาติของตนขึ้นใหม่ในแบบที่เป็นธรรมและเปิดกว้างยิ่งขึ้นได้เสมอ
๓.๖ ข้อท้วงของสำนักชาติพันธุ์-สัญลักษณ์: สมิธกับรากเหง้าก่อนสมัยใหม่
ความคิดของเกลล์เนอร์และแอนเดอร์สันจัดอยู่ในสำนักที่เรียกว่า “สมัยใหม่นิยม” (modernism) ซึ่งเน้นว่าชาติเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ผูกพันแนบแน่นกับความทันสมัย แต่สำนักนี้ก็ถูกท้าทายอย่างหนักแน่นโดยแอนโทนี ดี. สมิธ (Anthony D. Smith) ผู้เสนอแนวทางที่เรียกว่า “ชาติพันธุ์-สัญลักษณ์นิยม” (ethno-symbolism) สมิธมิได้ปฏิเสธว่าชาติในรูปแบบสมัยใหม่เป็นสิ่งใหม่ แต่เขาเตือนว่านักสมัยใหม่นิยมมองข้ามความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ที่ลึกกว่านั้น (Smith, 1986)
ข้อเสนอหลักของสมิธคือ ชาติสมัยใหม่จำนวนมากมิได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า หากก่อตัวบนแกนกลางทางชาติพันธุ์ที่มีมาก่อน ซึ่งเขาเรียกว่า “เอ็ทนี” (ethnie) อันได้แก่กลุ่มคนที่มีตำนานการสืบเชื้อสายร่วมกัน มีความทรงจำทางประวัติศาสตร์ มีสัญลักษณ์ ค่านิยม และวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมายาวนาน สมิธเสนอว่าชาติคือกลุ่มประชากรที่มีชื่อเรียก ครอบครองดินแดนทางประวัติศาสตร์ มีตำนานและความทรงจำร่วม มีวัฒนธรรมสาธารณะ และมีสิทธิหน้าที่ร่วมกันสำหรับสมาชิกทุกคน องค์ประกอบเหล่านี้บางส่วนหยั่งรากลึกกว่ายุคอุตสาหกรรมมาก (Smith, 1991)
คุณูปการของสมิธมิได้อยู่ที่การหักล้างนักสมัยใหม่นิยมโดยสิ้นเชิง หากอยู่ที่การเตือนว่าสัญลักษณ์ ตำนาน และความทรงจำมีพลังที่แท้จริง มิใช่เพียงฉากหลังที่ผู้ปกครองหยิบมาใช้ตามอำเภอใจ ผู้คนผูกพันกับชาติของตนผ่านเรื่องเล่า วีรบุรุษ อนุสาวรีย์ และพิธีกรรม และความผูกพันเหล่านี้มีรากที่ลึกเกินกว่าจะอธิบายด้วยความจำเป็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ในแง่นี้สมิธกลับมาบรรจบกับเรอน็องอย่างน่าสนใจ เพราะเรอน็องเองก็ให้น้ำหนักแก่ความทรงจำร่วมในฐานะเสาหลักของชาติ
อย่างไรก็ตาม หนังสือเล่มนี้รับเอาข้อค้นพบของสมิธมาใช้อย่างมีเงื่อนไข เรายอมรับว่าสัญลักษณ์และความทรงจำมีพลังจริง แต่เราปฏิเสธข้อสรุปที่อาจตามมาว่าชาติต้องตั้งอยู่บนแกนชาติพันธุ์เดียวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหากเดินตามตรรกะนั้นไปจนสุดทาง ชาติจะกลายเป็นสมบัติของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถือว่าตนเป็นเจ้าของแกนกลาง และผลักผู้คนกลุ่มอื่นให้กลายเป็นคนชายขอบ จุดยืนของหนังสือเล่มนี้จึงเลือกที่จะเก็บข้อค้นพบเรื่องพลังของความทรงจำไว้ แต่นำมันกลับเข้าสู่กรอบเชิงเจตจำนงของเรอน็อง คือมองความทรงจำในฐานะมรดกที่สมาชิกทุกคนมีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของและร่วมตีความใหม่ มิใช่กรรมสิทธิ์ของชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่ง
๓.๗ คอนเนอร์กับการแยก “ชาติ” ออกจาก “รัฐ”
ไม่ว่าเราจะโน้มเอียงไปทางสมัยใหม่นิยมหรือชาติพันธุ์-สัญลักษณ์นิยม มีข้อสรุปหนึ่งที่นักคิดทุกสำนักเห็นพ้องกัน และเป็นข้อสรุปที่วอล์กเกอร์ คอนเนอร์ (Walker Connor) เพียรย้ำเตือนมากที่สุด นั่นคือ “ชาติ” มิใช่สิ่งเดียวกับ “รัฐ” คอนเนอร์ชี้ว่าความสับสนระหว่างสองคำนี้เป็นต้นตอของความเข้าใจผิดทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุดในโลกสมัยใหม่ เพราะแม้แต่คำว่า “รัฐชาติ” (nation-state) ที่เราใช้กันจนเคยชิน ก็แฝงสมมติฐานที่ผิดพลาดว่ารัฐหนึ่งย่อมมีชาติเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริง รัฐส่วนใหญ่ในโลกประกอบด้วยผู้คนหลายชาติพันธุ์และหลายสำนึกความเป็นชาติ (Connor, 1978)
สำหรับคอนเนอร์ รัฐคือหน่วยทางการเมืองและกฎหมายที่จับต้องได้ มีอาณาเขต มีรัฐบาล และมีการรับรองจากนานาชาติ ส่วนชาติคือหน่วยทางจิตวิทยา เป็นกลุ่มคนที่เชื่อมโยงกันด้วยสำนึกของความเป็นเครือญาติ ไม่ว่าสำนึกนั้นจะอิงข้อเท็จจริงทางสายเลือดหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน คอนเนอร์จึงเน้นว่าชาติเป็นปรากฏการณ์เชิงอัตวิสัยที่ดำรงอยู่ในความรับรู้ของผู้คน ไม่ใช่สิ่งที่นิยามได้จากภายนอกด้วยเกณฑ์เชิงวัตถุ
การแยกแยะของคอนเนอร์เป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมบทนี้เข้ากับบทถัดไปโดยตรง เพราะหากเราไม่แยกชาติออกจากรัฐ และไม่แยกทั้งสองออกจากประเทศและรัฐบาล เราย่อมตกหลุมพรางทางการเมืองได้ง่าย เมื่อใดที่ผู้ปกครองทำให้รัฐบาลเท่ากับรัฐ ทำให้รัฐเท่ากับชาติ และทำให้ชาติเท่ากับตัวเขาเอง การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็จะถูกแปรสภาพเป็นการทรยศต่อชาติในพริบตา การแยกมโนทัศน์เหล่านี้ให้ชัดเจนจึงมิใช่ความพิถีพิถันทางวิชาการ หากเป็นเครื่องมือป้องกันตัวทางการเมืองของพลเมือง ซึ่งเราจะลงรายละเอียดอย่างเต็มที่ในบทที่ ๔
๓.๘ สามคำที่ต้องแยก: ชาติ สัญชาติ และชาตินิยม
ก่อนจะสรุปข้อเสนอของบทนี้ เราจำเป็นต้องแยกคำสามคำที่มักถูกใช้ปะปนกันให้ชัดเจน เพราะความคลุมเครือของคำเหล่านี้เป็นบ่อเกิดของความสับสนทางการเมืองอยู่เสมอ คำแรกคือ “ชาติ” (nation) ซึ่งดังที่เราได้เห็นมาทั้งบท หมายถึงชุมชนทางการเมืองของผู้คนที่ยอมรับความเป็นสมาชิกร่วมกัน เป็นหน่วยเชิงสำนึกและเจตจำนง มิใช่หน่วยทางกฎหมายหรือทางวัตถุ
คำที่สองคือ “สัญชาติ” (nationality) ซึ่งมีความหมายกำกวมในตัวเอง ด้านหนึ่งหมายถึงสถานะทางกฎหมายที่ผูกบุคคลเข้ากับรัฐหนึ่ง อันเป็นเรื่องของเอกสารและสิทธิตามกฎหมาย อีกด้านหนึ่งหมายถึงการเป็นสมาชิกของกลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มชาติหนึ่งภายในรัฐที่อาจมีหลายชาติ การไม่แยกสองความหมายนี้ทำให้เกิดความสับสน เช่น เมื่อรัฐหนึ่งประกอบด้วยผู้คนสัญชาติเดียวกันในทางกฎหมาย แต่มีสำนึกความเป็นชาติที่หลากหลาย
คำที่สามคือ “ชาตินิยม” (nationalism) ซึ่งเกลล์เนอร์นิยามไว้อย่างกระชับว่าเป็นหลักการทางการเมืองที่ถือว่าหน่วยทางการเมืองกับหน่วยทางชาติควรสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน กล่าวคือ แต่ละชาติควรมีรัฐของตน ชาตินิยมจึงเป็นทั้งอุดมการณ์ ความรู้สึก และการเคลื่อนไหวที่ผลักดันให้ชาติกับรัฐมาบรรจบกัน สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ชาตินิยมมิได้มีหน้าตาเดียว มันสามารถเป็นพลังปลดปล่อยที่รวมผู้คนลุกขึ้นต่อสู้กับการกดขี่ หรือกลายเป็นพลังกีดกันที่ผลักไสผู้คนกลุ่มอื่นออกไปก็ได้ ความแตกต่างระหว่างชาตินิยมสองแบบนี้คือหัวใจของบทที่ ๖ ว่าด้วยความรักชาติ ซึ่งเราจะกลับมาพิจารณาอย่างละเอียดต่อไป
๓.๙ ข้อเสนอของหนังสือเล่มนี้: ชาติในฐานะชุมชนทางการเมืองของพลเมือง
เมื่อเดินทางมาถึงจุดนี้ เราพอจะสรุปแผนที่ของข้อถกเถียงได้ นักสมัยใหม่นิยมอย่างเกลล์เนอร์และแอนเดอร์สันอธิบายได้อย่างหนักแน่นว่าชาติถูกสร้างขึ้นอย่างไรในเงื่อนไขของความทันสมัย เอริก ฮ็อบส์บอม (Eric Hobsbawm) ก็เสริมในแนวเดียวกันว่าชาติเป็นปรากฏการณ์สองทาง คือถูกสร้างจากเบื้องบนโดยรัฐและชนชั้นนำ พร้อมกับถูกหล่อหลอมจากเบื้องล่างโดยความรู้สึกของสามัญชน (Hobsbawm, 1990) ขณะที่สมิธเตือนว่าสัญลักษณ์และความทรงจำมีรากลึกและมีพลังจริง ส่วนคอนเนอร์ยืนยันว่าไม่ว่าอย่างไร ชาติก็มิใช่รัฐ
หนังสือเล่มนี้มิได้เลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างสุดโต่ง หากสังเคราะห์ข้อค้นพบเหล่านี้เข้าด้วยกันภายใต้จุดยืนเชิงบรรทัดฐานที่ชัดเจน เรารับเอาบทเรียนจากนักสมัยใหม่นิยมว่าชาติเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นทางประวัติศาสตร์ มิใช่ธรรมชาติที่อยู่เหนือกาลเวลา เรารับเอาบทเรียนจากสมิธว่าความทรงจำและสัญลักษณ์มีความหมายต่อผู้คนอย่างแท้จริง และเรารับเอาบทเรียนจากคอนเนอร์ว่าต้องไม่สับสนชาติกับรัฐ แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรากลับไปยืนบนรากฐานของเรอน็อง คือมองชาติในฐานะเจตจำนงร่วมของผู้คนที่จะอยู่และสร้างอนาคตร่วมกัน
ข้อเสนอหลักของหนังสือจึงสรุปได้ว่า ชาติคือชุมชนทางการเมืองของพลเมือง เป็นชุมชนที่ผู้คนยอมรับความเป็นสมาชิกของกันและกัน แบ่งปันมรดกแห่งความทรงจำในอดีต ดำรงอยู่ร่วมกันในปัจจุบัน และร่วมรับผิดชอบต่ออนาคต ในความเข้าใจเช่นนี้ ความเป็นสมาชิกของชาติมิได้วัดจากสายเลือดหรือเชื้อชาติ หากวัดจากการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทางการเมืองและการยอมรับซึ่งกันและกันในฐานะผู้ร่วมชะตากรรม ชาติในความหมายนี้จึงเปิดกว้างได้ ครอบคลุมความหลากหลายได้ และที่สำคัญที่สุด เป็นของสมาชิกทุกคนอย่างเสมอภาค
วลี “การลงประชามติรายวัน” ของเรอน็องจึงมีความหมายใหม่ที่ลึกขึ้นเมื่อมองผ่านแว่นนี้ หากชาติต้องได้รับการยืนยันใหม่ทุกวันผ่านเจตจำนงร่วมของผู้คน นั่นย่อมหมายความว่าผู้คนมิได้เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยในชาติ หากเป็นผู้ร่วมผลิตชาติขึ้นในทุกวันด้วยการเลือกที่จะธำรงรักษาชุมชนทางการเมืองนี้ไว้ ความเป็นชาติมิได้ไหลลงมาจากเบื้องบน หากผุดขึ้นจากการกระทำและการยอมรับร่วมกันของผู้คนเบื้องล่าง นี่คือเหตุผลที่ข้อเสนอเรื่องชาติในบทนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับหัวใจของหนังสือทั้งชุด ว่าด้วยประชาชนในฐานะผู้ร่วมเป็นเจ้าของอำนาจ
ผลสะเทือนทางการเมืองของข้อเสนอนี้คมชัดและตรงไปตรงมา หากชาติคือชุมชนทางการเมืองของพลเมือง ผู้ใดก็ตามที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือชาติในนามของสายเลือด ประเพณี หรือสถานะพิเศษ เหนือเจตจำนงของสมาชิกที่มีชีวิตอยู่ ย่อมกำลังกล่าวอ้างสิ่งที่ทฤษฎีนี้ปฏิเสธ ชาติมิได้สถิตอยู่เหนือประชาชน และมิได้เป็นของผู้ที่ประกาศตนเป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณของชาติ ชาติเกิดขึ้นจากประชาชน ดำรงอยู่เพื่อประชาชน และเป็นของประชาชน นี่คือข้อเสนอที่หนังสือเล่มนี้จะยืนหยัดและพิสูจน์ในบททั้งหลายที่จะตามมา
๓.๑๐ ปิดบท: จากนิยามสู่ความเป็นเจ้าของ
เราเริ่มบทนี้ด้วยคำถามที่ดูเรียบง่ายว่าชาติคืออะไร และพบว่ามันมิใช่คำถามที่เรียบง่ายเลย เพราะการตอบคำถามนี้คือการตัดสินใจว่าใครคือสมาชิกของชุมชนทางการเมือง ใครมีสิทธิพูดในนามของส่วนรวม และใครคือเจ้าของชะตากรรมของพวกเราทั้งหมด เราได้เห็นว่าเกณฑ์เชิงวัตถุทั้งเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา และดินแดน ล้วนใช้นิยามชาติไม่ได้ และได้เห็นว่านักคิดแต่ละสำนักช่วยกันส่องแสงให้แก่ปริศนานี้จากคนละมุม
บทเรียนสำคัญที่สุดที่เราเก็บเกี่ยวได้ คือชาติเป็นชุมชนของเจตจำนงและการยอมรับร่วมกัน มิใช่ชุมชนของสายเลือด และด้วยเหตุนี้ ชาติจึงเป็นของผู้ที่ร่วมเป็นสมาชิก คือประชาชนผู้มีชีวิตอยู่และร่วมสร้างมันขึ้นในทุกวัน เมื่อใดที่เราเข้าใจชาติเช่นนี้ คำถามว่า “ชาติคืออะไร” ก็แปรเปลี่ยนเป็นคำถามที่ลึกกว่าโดยปริยายว่า ความทรงจำของใคร เจตจำนงของใคร ความเป็นสมาชิกของใคร และกรรมสิทธิ์ของใคร
คำถามเหล่านี้พาเราตรงไปสู่ภารกิจของบทถัดไป ในบทที่ ๔ เราจะแยกแยะสี่คำที่ผู้คนสับสนกันมากที่สุด คือประเทศ รัฐ รัฐบาล และชาติ ให้เห็นว่าแต่ละคำหมายถึงอะไร และเหตุใดการแยกแยะนี้จึงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพลเมือง จากนั้นในบทที่ ๕ เราจะเดินหน้าสู่คำถามที่หนังสือทั้งเล่มมุ่งตอบ นั่นคือเมื่อชาติเป็นชุมชนทางการเมืองของผู้คนแล้ว ใครเล่าคือเจ้าของประเทศ และคำตอบที่เรากำลังเดินเข้าหา ดังที่บทนี้ได้วางรากฐานไว้แล้ว ก็คือเจ้าของประเทศมิใช่ผู้ใดอื่น หากคือประชาชนผู้ร่วมกันสร้างอดีต ใช้ชีวิตในปัจจุบัน และแบกรับอนาคตร่วมกัน
บทที่ ๔
ประเทศ รัฐ รัฐบาล และชาติ: สี่สิ่งที่ไม่เหมือนกัน
บทที่แล้วปิดท้ายด้วยข้อเตือนของวอล์กเกอร์ คอนเนอร์ ว่าชาติมิใช่สิ่งเดียวกับรัฐ และความสับสนระหว่างสองคำนี้คือต้นตอของความเข้าใจผิดทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุดอย่างหนึ่งในโลกสมัยใหม่ บทนี้จะรับไม้ต่อจากข้อเตือนนั้น โดยขยายการแยกแยะออกไปให้ครบถ้วน เพราะในชีวิตการเมืองจริง เรามิได้สับสนเพียงชาติกับรัฐเท่านั้น หากสับสนคำอีกหลายคำที่เกี่ยวพันกันจนแทบแยกไม่ออก ทั้งประเทศ รัฐ รัฐบาล ชาติ ประชาชน และพลเมือง
ความสับสนนี้มิใช่เรื่องของถ้อยคำที่ไร้พิษภัย ตรงกันข้าม มันมีราคาทางการเมืองที่สูงมาก เพราะเมื่อผู้คนไม่สามารถแยกได้ว่ารัฐบาลมิใช่รัฐ รัฐมิใช่ชาติ และชาติมิใช่ผู้ปกครอง การวิพากษ์วิจารณ์ผู้บริหารประเทศในวันหนึ่ง ก็อาจถูกแปรสภาพให้กลายเป็นการทำร้ายชาติได้ในพริบตา ภารกิจของบทนี้จึงเป็นทั้งเรื่องของความรู้และเรื่องของการป้องกันตัวทางการเมือง เราจะนิยามคำทั้งหกให้คมชัด แสดงให้เห็นว่าเหตุใดผู้คนจึงสับสน และเหตุใดผู้มีอำนาจบางส่วนจึงได้ประโยชน์จากความสับสนนั้น
เราจะเดินจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สุดไปสู่สิ่งที่เป็นนามธรรมที่สุด เริ่มจากประเทศในฐานะผืนแผ่นดิน ต่อด้วยรัฐในฐานะองค์กรอำนาจ รัฐบาลในฐานะผู้บริหารชั่วคราว ชาติในฐานะชุมชนของผู้คน และปิดท้ายด้วยประชาชนและพลเมืองในฐานะเจ้าของที่แท้จริง จากนั้นจะตรวจสอบกลไกของการหลอมรวมคำเหล่านี้เข้าด้วยกัน พร้อมยกกรณีศึกษาจากอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ และไทย เพื่อให้เห็นว่าการแยกแยะนี้ทำงานอย่างไรในโลกจริง
๔.๑ ประเทศ: มิติของแผ่นดินและความผูกพัน
คำว่า “ประเทศ” (country) เป็นคำที่เป็นรูปธรรมที่สุดในบรรดาคำทั้งหกที่เราจะพิจารณา เพราะมันหมายถึงสิ่งที่จับต้องได้ นั่นคือผืนแผ่นดิน ภูมิประเทศ พรมแดน แม่น้ำ ภูเขา และผู้คนที่อาศัยอยู่บนนั้น เมื่อเราพูดว่า “ประเทศไทยมีพื้นที่ห้าแสนตารางกิโลเมตร” หรือ “ประเทศนี้มีภูมิอากาศแบบร้อนชื้น” เรากำลังพูดถึงประเทศในความหมายเชิงภูมิศาสตร์และกายภาพ ประเทศจึงเป็นเสมือนบ้านร่วมที่ผู้คนอาศัยอยู่ เป็นพื้นที่ของชีวิตและความทรงจำ
แต่ประเทศมิได้เป็นเพียงพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น มันยังเป็นวัตถุแห่งความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้งด้วย ความรู้สึกถึง “บ้านเกิดเมืองนอน” ความคิดถึงแผ่นดินถิ่นเกิดเมื่อต้องจากไปไกล ความปรารถนาที่จะเห็นผืนแผ่นดินนี้สงบสุขและงดงาม ล้วนเป็นความผูกพันที่มีต่อประเทศ ความผูกพันเช่นนี้เป็นเรื่องธรรมชาติและงดงามของมนุษย์ และเป็นรากฐานของสิ่งที่เราเรียกว่าความรักชาติในความหมายที่บริสุทธิ์ที่สุด
สิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ประเทศในตัวมันเองไม่มีเจตจำนง ไม่มีเสียง และไม่อาจกระทำการใด ๆ ได้ด้วยตัวเอง ผืนแผ่นดินไม่สามารถออกกฎหมาย เก็บภาษี หรือทำสงครามได้ สิ่งที่กระทำการเหล่านั้นในนามของประเทศคือองค์กรอีกชนิดหนึ่งที่เราเรียกว่ารัฐ การแยกแยะจุดนี้มีนัยทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะมันเปิดทางให้เราเข้าใจได้ว่า การรักประเทศกับการสนับสนุนสิ่งที่รัฐหรือรัฐบาลกระทำ มิใช่สิ่งเดียวกันโดยอัตโนมัติ คนเราสามารถรักผืนแผ่นดินและผู้คนของตนอย่างสุดหัวใจ พร้อมกับคัดค้านการกระทำของผู้ที่ปกครองอยู่ในขณะนั้นได้ และความขัดแย้งนี้มิได้ทำให้ความรักประเทศของเขาน้อยลงแม้แต่น้อย
๔.๒ รัฐ: องค์กรอำนาจที่ผูกขาดการใช้กำลังโดยชอบธรรม
หากประเทศคือผืนแผ่นดิน รัฐ (state) คือองค์กรอำนาจที่ปกครองผืนแผ่นดินนั้น นิยามของรัฐที่ทรงอิทธิพลที่สุดมาจากมัคส์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน ผู้เสนอว่ารัฐคือชุมชนของมนุษย์ที่อ้างสิทธิผูกขาดการใช้กำลังทางกายภาพโดยชอบธรรมภายในอาณาเขตหนึ่ง (Weber, 1919/1946) หัวใจของนิยามนี้อยู่ที่คำว่า “ผูกขาดโดยชอบธรรม” กล่าวคือ ในดินแดนหนึ่ง มีเพียงรัฐเท่านั้นที่สามารถใช้กำลังบังคับได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย ผ่านตำรวจ ทหาร ศาล และเรือนจำ ส่วนบุคคลทั่วไปที่ใช้กำลังย่อมถือเป็นอาชญากรรม
รัฐในความหมายนี้จึงเป็นองค์กรที่เป็นนามธรรมและถาวร มันมิใช่ตัวบุคคล หากเป็นโครงสร้างของสถาบันที่ประกอบด้วยระบบราชการ กองทัพ ระบบยุติธรรม ระบบการคลัง และกลไกการบริหารทั้งหลาย นักรัฐศาสตร์มักระบุองค์ประกอบของรัฐสมัยใหม่ไว้สี่ประการ ได้แก่ ดินแดนที่แน่นอน ประชากรถาวร รัฐบาลที่ใช้อำนาจปกครอง และอำนาจอธิปไตยที่ได้รับการยอมรับ ทั้งจากภายในและจากนานาชาติ องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้รัฐแตกต่างจากองค์กรอื่นใดในสังคม
คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของรัฐ คือความต่อเนื่องและความเป็นนิรนาม รัฐดำรงอยู่ข้ามรุ่นของผู้ปกครอง เมื่อรัฐบาลหนึ่งหมดวาระหรือล่มสลายลง รัฐก็ยังคงอยู่ ระบบราชการยังทำงานต่อ ศาลยังพิจารณาคดีต่อ และพันธกรณีระหว่างประเทศยังผูกพันต่อไป นักประวัติศาสตร์อย่างชาร์ลส์ ทิลลี (Charles Tilly) ชี้ให้เห็นว่ารัฐสมัยใหม่ในยุโรปก่อตัวขึ้นจากกระบวนการทำสงครามและการเก็บภาษีที่ยาวนาน จนกลายเป็นเครื่องจักรการปกครองที่ทรงพลังและคงทน (Tilly, 1990) รัฐจึงเป็นเสมือนเรือลำใหญ่ที่แล่นต่อไปได้ แม้กัปตันจะเปลี่ยนหน้าไปกี่คนก็ตาม
ข้อตระหนักที่ขาดไม่ได้คือ รัฐเป็นเครื่องมือ มิใช่เป้าหมายในตัวเอง รัฐมิได้ดำรงอยู่เพื่อตัวมันเอง หากดำรงอยู่เพื่อจัดระเบียบ คุ้มครอง และอำนวยประโยชน์แก่ผู้คนที่อยู่ภายใต้มัน เมื่อใดที่รัฐถูกทำให้กลายเป็นจุดหมายสูงสุดที่ผู้คนต้องรับใช้และเสียสละให้โดยไม่มีเงื่อนไข เมื่อนั้นความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างผู้คนกับเครื่องมือของตนก็จะถูกพลิกกลับหัวกลับหาง และนี่คือจุดเริ่มต้นของการครอบงำในนามของรัฐ
๔.๓ รัฐบาล: ผู้บริหารรัฐในช่วงเวลาหนึ่ง
หากรัฐคือองค์กรอำนาจที่ถาวร รัฐบาล (government) ก็คือคณะบุคคลที่เข้ามาบริหารองค์กรนั้นในช่วงเวลาหนึ่ง รัฐบาลคือผู้ที่กุมบังเหียนของรัฐในปัจจุบัน เป็นผู้ใช้อำนาจของรัฐในการตัดสินใจ ออกนโยบาย และบริหารกิจการบ้านเมือง ความแตกต่างที่ชี้ขาดระหว่างรัฐกับรัฐบาล อยู่ที่ความถาวรกับความชั่วคราว รัฐเป็นโครงสร้างที่คงอยู่ ส่วนรัฐบาลเป็นผู้มาแล้วก็ไป
อุปมาที่ช่วยให้เห็นภาพคือ หากรัฐคืออาคารที่สร้างขึ้นอย่างมั่นคง รัฐบาลก็คือผู้เช่าที่เข้ามาอยู่อาศัยและดูแลอาคารนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง ผู้เช่ามีสิทธิใช้อาคารและรับผิดชอบดูแลมันในขณะที่อยู่ แต่ผู้เช่ามิใช่เจ้าของอาคาร และเมื่อสัญญาเช่าสิ้นสุดลง ผู้เช่าก็ต้องส่งมอบอาคารคืนในสภาพที่ดี เพื่อให้ผู้เช่าคนถัดไปเข้ามาอยู่ต่อได้ ในระบอบประชาธิปไตย การเลือกตั้งคือกลไกที่กำหนดว่าใครจะได้เป็นผู้เช่าในวาระถัดไป และเจ้าของอาคารที่แท้จริงก็คือประชาชน
เราจำเป็นต้องแยกรัฐบาลออกจากอีกคำหนึ่งที่มักปะปนกัน นั่นคือ “ระบอบ” (regime) รัฐบาลหมายถึงคณะผู้บริหารชุดหนึ่ง ส่วนระบอบหมายถึงชุดของกติกาและหลักการพื้นฐานที่กำหนดว่าอำนาจจะได้มา ใช้ และเปลี่ยนมืออย่างไร ระบอบประชาธิปไตยอาจมีรัฐบาลเปลี่ยนไปหลายชุดโดยที่ระบอบยังคงเดิม ในทางกลับกัน การเปลี่ยนระบอบหมายถึงการเปลี่ยนกติกาของเกมทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าการเปลี่ยนรัฐบาลมาก การแยกแยะนี้สำคัญ เพราะการต่อต้านรัฐบาลชุดหนึ่งกับการล้มล้างระบอบทั้งระบบ เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
หลักการประชาธิปไตยพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งจึงสรุปได้ว่า รัฐบาลคือผู้รับมอบอำนาจชั่วคราวจากประชาชน และต้องรับผิดชอบต่อประชาชนเสมอ รัฐบาลมิได้เป็นเจ้าของรัฐ มิได้เป็นเจ้าของประเทศ และยิ่งมิได้เป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของชาติ เมื่อใดที่รัฐบาลทำให้ตนเองเท่ากับรัฐ และทำให้รัฐเท่ากับชาติ จนการคัดค้านรัฐบาลกลายเป็นการคัดค้านชาติ เมื่อนั้นเส้นแบ่งที่ปกป้องเสรีภาพของพลเมืองก็ถูกลบเลือนลง และนี่คือกลไกที่เราจะพิจารณาอย่างละเอียดในหัวข้อถัดไป
๔.๔ ชาติ: ชุมชนทางการเมืองของผู้คน
เมื่อเราเข้าใจประเทศ รัฐ และรัฐบาลแล้ว ตำแหน่งของชาติ (nation) ก็ปรากฏชัดขึ้น ดังที่บทที่ ๓ ได้วางรากฐานไว้ ชาติมิใช่ผืนแผ่นดินอย่างประเทศ มิใช่องค์กรอำนาจอย่างรัฐ และมิใช่คณะผู้บริหารอย่างรัฐบาล ชาติคือชุมชนทางการเมืองของผู้คนที่ยอมรับความเป็นสมาชิกของกันและกัน เป็นชุมชนที่ดำรงอยู่ในสำนึกและเจตจำนงร่วม มิใช่ในแผนที่หรือในกฎหมาย
ความแตกต่างระหว่างชาติกับรัฐนี้เห็นได้ชัดเมื่อเราพิจารณาว่า รัฐหนึ่งอาจประกอบด้วยหลายชาติ และชาติหนึ่งอาจกระจายอยู่ในหลายรัฐ ดังที่คอนเนอร์ได้ชี้ไว้ในบทก่อน รัฐส่วนใหญ่ในโลกมิได้มีชาติเดียว หากเป็นรัฐที่มีหลายชาติพันธุ์และหลายสำนึกความเป็นชาติอยู่ร่วมกัน ในทางกลับกัน ผู้คนที่มีสำนึกความเป็นชาติเดียวกันก็อาจถูกแบ่งแยกด้วยพรมแดนของหลายรัฐได้ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ตอกย้ำว่าชาติกับรัฐเป็นคนละหน่วยกันอย่างแท้จริง
จุดที่ต้องเน้นย้ำคือมิติเชิงบรรทัดฐานของชาติที่เราได้ข้อสรุปไว้แล้ว หากชาติคือชุมชนของเจตจำนงและการยอมรับร่วมกัน ชาติย่อมเป็นของสมาชิกทุกคนอย่างเสมอภาค มิใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่อ้างตนเป็นแกนกลางหรือเป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณของชาติ ชาติในความหมายนี้จึงเป็นแนวคิดที่เปิดกว้างและเป็นประชาธิปไตยโดยเนื้อแท้ และเป็นรากฐานที่ทำให้เราสามารถตั้งคำถามต่อไปได้ว่า เมื่อชาติเป็นของผู้คน แล้วใครเล่าคือเจ้าของรัฐและเจ้าของประเทศ
๔.๕ ประชาชนและพลเมือง: จากผู้อยู่อาศัยสู่เจ้าของ
สองคำสุดท้ายที่เราต้องแยกแยะคือประชาชนและพลเมือง ซึ่งดูคล้ายกันแต่มีน้ำหนักทางการเมืองต่างกัน “ประชาชน” (people) หมายถึงมวลของผู้คนทั้งหมดที่ประกอบกันขึ้นเป็นสังคม ในทางการเมือง คำนี้มีความหมายพิเศษเมื่อหมายถึงผู้คนในฐานะองค์อธิปัตย์ คือในฐานะที่มาของอำนาจสูงสุด ดังถ้อยคำเปิดของรัฐธรรมนูญอเมริกันที่ขึ้นต้นว่า “เราประชาชน” อันประกาศว่าอำนาจในการสถาปนารัฐนั้นมาจากประชาชน มิใช่จากกษัตริย์หรือเทพเจ้า
ส่วน “พลเมือง” (citizen) หมายถึงบุคคลในฐานะสมาชิกของชุมชนทางการเมืองที่มีทั้งสิทธิและความรับผิดชอบ พลเมืองมิใช่เพียงผู้อยู่อาศัยในดินแดน หากเป็นผู้มีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง เป็นผู้ที่ตระหนักว่าตนเป็นเจ้าของร่วมของชุมชนทางการเมือง ความแตกต่างที่ลึกที่สุดจึงอยู่ระหว่างพลเมืองกับ “ราษฎร” หรือผู้ใต้ปกครอง (subject) ผู้ใต้ปกครองคือผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจและมีหน้าที่เชื่อฟัง ส่วนพลเมืองคือผู้ที่ร่วมเป็นเจ้าของอำนาจและมีสิทธิกำหนดทิศทางของส่วนรวม
ความแตกต่างนี้คือหัวใจของการเดินทางทั้งหมดที่หนังสือชุดนี้พยายามจะชี้ให้เห็น การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยในความหมายที่ลึกที่สุด มิใช่เพียงการเปลี่ยนรัฐบาลหรือการมีรัฐธรรมนูญ หากคือการเปลี่ยนสำนึกของผู้คนจากการเป็นผู้ใต้ปกครองที่รอคอยการดูแลจากเบื้องบน ไปสู่การเป็นพลเมืองที่ตระหนักว่าตนคือเจ้าของอำนาจ เจ้าของกติกา และเจ้าของประเทศร่วมกัน เมื่อประชาชนกลายเป็นพลเมือง ความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างผู้คนกับรัฐก็เปลี่ยนไปโดยพื้นฐาน
๔.๖ เหตุใดจึงสับสน: กลไกของการกลืนรวมมโนทัศน์
เมื่อนิยามทั้งหกคำชัดเจนแล้ว คำถามที่ตามมาคือ เหตุใดผู้คนจึงสับสนคำเหล่านี้อยู่เสมอ คำตอบส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของความเคยชินทางภาษา ในชีวิตประจำวันเราใช้คำเหล่านี้แทนกันไปมาโดยไม่ทันคิด คำว่า “บ้านเมือง” รวมเอาทั้งประเทศ รัฐ และรัฐบาลไว้ในคำเดียว คำว่า “แผ่นดิน” บางครั้งหมายถึงประเทศ บางครั้งหมายถึงรัชสมัยของผู้ปกครอง ความกำกวมเช่นนี้ฝังอยู่ในภาษาจนเรามองข้ามไป
แต่คำตอบที่สำคัญกว่าเป็นเรื่องของอำนาจ ความสับสนระหว่างคำเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญเสมอไป หากบางครั้งถูกผลิตขึ้นและหล่อเลี้ยงไว้อย่างจงใจ เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อผู้มีอำนาจ กลไกนี้ทำงานเป็นห่วงโซ่ของการกลืนรวม เริ่มจากการทำให้ผู้ปกครองเท่ากับรัฐบาล แล้วทำให้รัฐบาลเท่ากับรัฐ ทำให้รัฐเท่ากับชาติ และทำให้ชาติเท่ากับประเทศและผืนแผ่นดิน เมื่อห่วงโซ่นี้ครบวง การวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองเพียงคนเดียวก็ถูกขยายให้กลายเป็นการทำร้ายชาติและทรยศต่อแผ่นดินไปโดยปริยาย
เครื่องมือสำคัญของการกลืนรวมนี้คือสัญลักษณ์ เมื่อสัญลักษณ์ของประเทศและชาติ เช่น ธง เพลง และวันสำคัญ ถูกผูกเข้ากับกลุ่มผู้ปกครองอย่างแนบแน่น ผู้คนก็จะรู้สึกโดยอัตโนมัติว่าการต่อต้านผู้ปกครองคือการลบหลู่สัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ของส่วนรวม ทั้งที่ในความเป็นจริง สัญลักษณ์เหล่านั้นเป็นของประชาชนทั้งมวล มิใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การช่วงชิงสัญลักษณ์มาผูกขาดไว้กับฝ่ายตน จึงเป็นยุทธวิธีทางการเมืองที่ทรงพลังและพบเห็นได้ในหลายสังคม
เมื่อเราเข้าใจกลไกนี้ เราก็จะเห็นว่าเหตุใดการแยกแยะคำทั้งหกจึงเป็นมากกว่าการฝึกหัดทางภาษา มันคือการปลดอาวุธของการครอบงำ พลเมืองที่สามารถแยกได้ว่ารัฐบาลมิใช่ชาติ ย่อมไม่ตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมที่เปลี่ยนการตรวจสอบให้กลายเป็นการทรยศ เขาสามารถยืนยันความรักที่มีต่อประเทศและชาติของตน พร้อมกับวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างหนักแน่น โดยไม่รู้สึกผิดและไม่ลังเล เพราะเขารู้ว่าทั้งสองสิ่งนี้มิได้ขัดแย้งกันเลย
๔.๗ กรณีศึกษา: อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐ
กรณีของสหราชอาณาจักรแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างรัฐกับชาติได้ชัดเจนที่สุด สหราชอาณาจักรเป็นรัฐเดียว แต่ภายในรัฐนั้นมีชาติอยู่หลายชาติ ทั้งอังกฤษ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ ผู้คนจำนวนมากในสกอตแลนด์รู้สึกว่าตนเป็นชาวสกอตก่อนจะเป็นชาวบริติช ความเป็นบริติชจึงเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐและทางพลเมืองที่ครอบคลุมหลายชาติไว้ด้วยกัน ยิ่งกว่านั้น สหราชอาณาจักรยังแยกประมุขของรัฐออกจากหัวหน้ารัฐบาลอย่างชัดเจน คือมีกษัตริย์เป็นประมุขของรัฐในเชิงสัญลักษณ์ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่บริหารจริง กรณีนี้จึงสาธิตได้อย่างดีว่ารัฐหนึ่งมิได้เท่ากับชาติเดียว
กรณีของฝรั่งเศสแสดงให้เห็นชาติในความหมายเชิงพลเมืองได้อย่างเด่นชัด นับแต่การปฏิวัติปี ๒๓๓๒ เป็นต้นมา ฝรั่งเศสได้สถาปนาความเป็นชาติบนฐานของความเป็นพลเมืองและคุณค่าร่วมของสาธารณรัฐ มิใช่บนฐานของเชื้อชาติ แนวคิดเรื่องเจตจำนงร่วม (general will) ของฌ็อง-ฌัก รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) ได้กลายเป็นรากฐานทางความคิดที่ว่ารัฐคือการแสดงออกของเจตจำนงร่วมของประชาชน มิใช่สมบัติของกษัตริย์ (Rousseau, 1762/1968) ฝรั่งเศสจึงเป็นตัวอย่างของชาติที่ผูกความเป็นสมาชิกไว้กับการยอมรับคุณค่าร่วม สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องชาติในฐานะเจตจำนงร่วมของเรอน็องที่เราได้ศึกษามาแล้ว
กรณีของสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน รัฐ และรัฐบาลได้อย่างคมชัด สหรัฐเป็นชาติที่ถือกำเนิดบนหลักการและรัฐธรรมนูญ มิใช่บนสายเลือดร่วม รัฐธรรมนูญอเมริกันประกาศว่าอำนาจมาจากประชาชน และวางระบบให้รัฐบาลเปลี่ยนมือทุกไม่กี่ปีผ่านการเลือกตั้ง ในขณะที่สาธารณรัฐและชาติยังคงดำรงอยู่ต่อไป ที่น่าสนใจคือ คำว่า “รัฐ” ในบริบทอเมริกันยังถูกใช้เรียกหน่วยย่อยอย่างมลรัฐทั้งห้าสิบ ซึ่งสะท้อนว่าคำเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันไปตามบริบท และยิ่งตอกย้ำว่าเหตุใดเราจึงต้องระมัดระวังในการใช้คำเหล่านี้
๔.๘ กรณีไทย: เมื่อสี่คำถูกหลอมเป็นหนึ่ง
เมื่อหันกลับมามองสังคมไทย เราจะพบว่าการแยกแยะคำทั้งหกเป็นเรื่องที่ทำได้ยากเป็นพิเศษ เพราะในภาษาและวัฒนธรรมการเมืองไทย ประเทศ รัฐ รัฐบาล และชาติมักถูกหลอมรวมเข้าด้วยกันจนแทบแยกไม่ออก คำว่า “บ้านเมือง” และ “แผ่นดิน” ทำหน้าที่กลืนความหมายเหล่านี้ไว้ในคำเดียว ขณะที่วลีอย่าง “เพื่อชาติบ้านเมือง” มักถูกใช้ในลักษณะที่ไม่ชัดเจนว่ากำลังหมายถึงประชาชน รัฐ หรือผู้ปกครอง
ผลของการหลอมรวมนี้คือ การวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของผู้มีอำนาจในบางช่วงเวลา มักถูกตีความได้ง่ายว่าเป็นการคุกคามต่อชาติและความมั่นคงของบ้านเมือง วาทกรรมเรื่อง “ความมั่นคงของชาติ” จึงสามารถถูกหยิบใช้เพื่อหมายถึงความมั่นคงของระเบียบอำนาจที่ดำรงอยู่ได้ในบางบริบท ทำให้เส้นแบ่งระหว่างการปกป้องประชาชนกับการปกป้องผู้มีอำนาจพร่าเลือนลง ปรากฏการณ์เช่นนี้มิใช่เรื่องเฉพาะของสังคมไทย หากเป็นรูปแบบที่พบได้ในหลายสังคมที่กระบวนการสร้างพลเมืองยังไม่หยั่งรากลึก
หนังสือเล่มนี้เสนอว่า ทางออกจากความสับสนนี้มิใช่การปฏิเสธความรักที่มีต่อประเทศและชาติ หากคือการทำให้ความรักนั้นชัดเจนและมีวุฒิภาวะยิ่งขึ้น ด้วยการแยกให้ออกว่าเรากำลังรักอะไรและกำลังตรวจสอบอะไร การวิเคราะห์ในเชิงโครงสร้างเช่นนี้ มิได้มุ่งโจมตีบุคคลใด หากมุ่งทำความเข้าใจกลไกของอำนาจ เพื่อให้พลเมืองมีเครื่องมือทางความคิดในการรักษาสิทธิและศักดิ์ศรีของตน เราจะกลับมาพิจารณาการสร้างชาติไทยอย่างละเอียดในบทที่ ๙ และพิจารณาการเมืองของการอ้างชื่อชาติอย่างเต็มที่ในบทที่ ๑๐
๔.๙ ปิดบท: เกราะของพลเมืองคือการแยกแยะ
เราอาจสรุปสาระทั้งหมดของบทนี้ไว้ในภาพเดียวที่ชัดเจน ประเทศคือผืนแผ่นดินที่เราอาศัยและผูกพัน รัฐคือองค์กรอำนาจที่ปกครองผืนแผ่นดินนั้น รัฐบาลคือผู้เช่าที่เข้ามาบริหารรัฐชั่วระยะเวลาหนึ่ง ชาติคือชุมชนทางการเมืองของผู้คนที่ยอมรับกันและกัน ประชาชนคือมวลผู้คนในฐานะที่มาของอำนาจ และพลเมืองคือประชาชนผู้ตระหนักในสถานะเจ้าของร่วม ทั้งหกคำนี้เกี่ยวพันกัน แต่ไม่มีคำใดเท่ากับคำใดเลย
ความสามารถในการแยกแยะคำเหล่านี้คือเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะมันทำให้เราสามารถรักประเทศได้โดยไม่ต้องเชื่อฟังรัฐบาลอย่างไร้เงื่อนไข เคารพชาติได้พร้อมกับเรียกร้องให้ปฏิรูปรัฐ และภักดีต่อส่วนรวมได้โดยไม่ต้องยอมจำนนต่อผู้มีอำนาจ การแยกแยะนี้คืนความหมายที่แท้จริงให้แก่ความรักชาติ ว่ามันคือความรักที่มีต่อผู้คนและผืนแผ่นดิน มิใช่ความภักดีต่อผู้ปกครองคนใดคนหนึ่ง
เมื่อเราแยกแยะได้แล้วว่าประเทศ รัฐ รัฐบาล และชาติเป็นคนละสิ่งกัน คำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ แล้วใครเล่าคือเจ้าของสิ่งเหล่านี้ ใครเป็นเจ้าของรัฐ ใครเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และท้ายที่สุด ใครคือเจ้าของประเทศ คำถามนี้คือหัวใจของบทถัดไป ซึ่งจะพาเราเดินทางจากยุคที่ประเทศถูกถือว่าเป็นสมบัติของกษัตริย์ มาสู่ยุคที่ประชาชนลุกขึ้นประกาศว่าประเทศเป็นของพวกเขาเอง
บทที่ ๕
ใครคือเจ้าของประเทศ: จากกษัตริย์สู่ประชาชน
ในบทที่ ๑ เราได้เห็นว่าในโลกก่อนสมัยใหม่ คำถามว่า “ประเทศเป็นของใคร” แทบไม่มีผู้ใดตั้งขึ้น เพราะคำตอบถูกฝังไว้ในโครงสร้างอำนาจเรียบร้อยแล้วว่า แผ่นดินเป็นของผู้ปกครอง ส่วนราษฎรคือผู้อาศัยและผู้รับใช้ บทที่ ๓ และ ๔ ได้วางเครื่องมือทางความคิดให้เราแยกแยะชาติ รัฐ รัฐบาล และประเทศออกจากกัน และชี้ว่าชาติคือชุมชนทางการเมืองของผู้คน บทนี้จะนำทุกเส้นทางมาบรรจบกันที่คำถามเดียว ซึ่งเป็นคำถามที่หนังสือทั้งเล่มมุ่งตอบ นั่นคือ ในที่สุดแล้ว ใครคือเจ้าของประเทศ
คำถามนี้มิใช่คำถามที่มีคำตอบตายตัวมาแต่ไหนแต่ไร ตรงกันข้าม คำตอบของมันได้เปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากในช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา จากยุคที่ผู้คนเชื่อว่าประเทศเป็นของกษัตริย์ผู้ได้รับมอบอำนาจจากสวรรค์ มาสู่ยุคที่ผู้คนกล้าประกาศว่าประเทศเป็นของประชาชน การพลิกกลับครั้งนี้คือหนึ่งในการปฏิวัติทางความคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ และเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยทั้งมวล
บทนี้จะพาผู้อ่านเดินตามเส้นทางของการพลิกกลับนั้น เริ่มจากทฤษฎีเทวสิทธิ์ที่อ้างว่าอำนาจมาจากเบื้องบน ผ่านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่รวมอำนาจไว้ที่องค์อธิปัตย์เพียงผู้เดียว สู่แนวคิดสัญญาประชาคมที่เริ่มสืบสาวที่มาของอำนาจกลับไปยังประชาชน จนถึงหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนที่ตกผลึกในความคิดของรุสโซ และถูกนำไปปฏิบัติจริงในการปฏิวัติครั้งใหญ่ จากนั้นเราจะพิจารณาประเพณีสาธารณรัฐที่นิยามเสรีภาพในฐานะการไม่ถูกครอบงำ และปิดท้ายด้วยกรณีของไทยเอง ในห้วงเวลาที่ราษฎรได้ประกาศหลักการนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก
๕.๑ ทฤษฎีเทวสิทธิ์: เมื่ออำนาจอ้างที่มาจากสวรรค์
รูปแบบแรกของการตอบคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของอำนาจ คือการอ้างว่าอำนาจมาจากเบื้องบน ทฤษฎีเทวสิทธิ์ (divine right of kings) ถือว่าพระมหากษัตริย์ได้รับอำนาจในการปกครองโดยตรงจากพระเจ้าหรือจากสวรรค์ มิใช่จากความยินยอมของผู้คน ผลที่ตามมาในเชิงตรรกะคือ กษัตริย์ต้องรับผิดชอบต่อเบื้องบนเท่านั้น มิใช่ต่อประชาชน และการต่อต้านกษัตริย์จึงมิใช่เพียงความผิดทางการเมือง หากเป็นบาปทางศาสนาด้วย
ในยุโรป นักคิดอย่างโรเบิร์ต ฟิลเมอร์ (Robert Filmer) ได้พยายามให้เหตุผลรองรับอำนาจสมบูรณ์ของกษัตริย์ โดยสืบสาวความชอบธรรมย้อนกลับไปถึงอำนาจของบิดาเหนือครอบครัวตามคติในคัมภีร์ เพื่อเสนอว่าการปกครองของกษัตริย์เป็นระเบียบตามธรรมชาติและตามพระประสงค์ของพระเจ้า (Filmer, 1680/1991) ตรรกะเช่นนี้ทำให้คำถามว่าประเทศเป็นของใครกลายเป็นคำถามที่ถามไม่ได้ เพราะคำตอบถูกผนึกไว้ด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่พ้นการตรวจสอบของมนุษย์
รูปแบบของการให้ความชอบธรรมเช่นนี้มิได้จำกัดอยู่ในยุโรป ในอารยธรรมจีนมีคติ “อาณัติแห่งสวรรค์” ที่ถือว่าจักรพรรดิปกครองด้วยอำนาจที่ฟ้าประทาน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ ๑ ความเป็นกษัตริย์ผูกพันกับคติศักดิ์สิทธิ์และสถานะเหนือสามัญชน อำนาจแผ่ออกจากศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์ลงสู่ผู้คน สิ่งที่ทฤษฎีเหล่านี้มีร่วมกันคือการวางที่มาของอำนาจไว้เหนือมนุษย์ เพื่อทำให้อำนาจนั้นปราศจากความรับผิดต่อผู้คนเบื้องล่าง การมองทฤษฎีเหล่านี้ในฐานะกลไกสร้างความชอบธรรมเชิงประวัติศาสตร์ ช่วยให้เราเข้าใจว่ามนุษย์ใช้ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเครื่องมือทางการเมืองมายาวนานเพียงใด
๕.๒ สมบูรณาญาสิทธิราชย์: เมื่อรัฐกลายเป็นของผู้ปกครอง
เมื่อทฤษฎีเทวสิทธิ์ผนวกเข้ากับการรวมศูนย์อำนาจในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์ที่ได้คือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (absolute monarchy) ซึ่งรวมอำนาจสูงสุดทั้งหมดไว้ในองค์พระมหากษัตริย์เพียงผู้เดียว ทั้งอำนาจในการออกกฎหมาย อำนาจในการบริหาร และอำนาจในการตัดสินคดี วลีที่เชื่อกันว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แห่งฝรั่งเศสตรัสไว้ว่า “รัฐคือข้า” ได้กลายเป็นภาพแทนของตรรกะนี้อย่างคมคาย นั่นคือ องค์อธิปัตย์มิได้เพียงปกครองรัฐ หากองค์อธิปัตย์คือรัฐเสียเอง
รากฐานทางทฤษฎีของอำนาจสมบูรณ์เช่นนี้ได้รับการวางไว้โดยฌอง โบแด็ง (Jean Bodin) ผู้เสนอแนวคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยว่าเป็นอำนาจสูงสุดที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ และต้องสถิตอยู่ที่องค์อธิปัตย์เพียงหนึ่งเดียวเพื่อให้รัฐมีเอกภาพและระเบียบ (Bodin, 1576/1992) ในกรอบคิดนี้ ดินแดนและผู้คนถูกมองเสมือนเป็นมรดกหรือทรัพย์สมบัติของราชวงศ์ ที่สืบทอดส่งต่อกันได้ตามสายเลือด ประเทศจึงเป็นของผู้ปกครองในความหมายที่เกือบจะเป็นกรรมสิทธิ์
นี่คือจุดสูงสุดของแนวคิดที่ว่าประเทศเป็นของผู้ปกครอง และเป็นจุดที่ตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับข้อเสนอของหนังสือเล่มนี้ การเข้าใจระบอบนี้อย่างชัดเจนมีความสำคัญ เพราะมันทำให้เราเห็นว่าระยะทางจากโลกที่ประเทศเป็นของกษัตริย์ มาสู่โลกที่ประเทศเป็นของประชาชนนั้น มิได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ หากเป็นผลของการต่อสู้ทางความคิดและทางการเมืองอันยาวนาน ซึ่งเริ่มต้นจากรอยร้าวเล็ก ๆ ในความเชื่อเรื่องที่มาของอำนาจ
๕.๓ รอยร้าวแรก: สัญญาประชาคมและการพลิกที่มาของอำนาจ
การพลิกกลับครั้งใหญ่เริ่มต้นจากคำถามที่ดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง นั่นคือ หากเราจินตนาการถึงสภาวะที่ยังไม่มีรัฐและไม่มีผู้ปกครอง อำนาจในการปกครองจะมาจากที่ใด คำตอบของนักคิดสำนักสัญญาประชาคมได้สั่นคลอนรากฐานของทฤษฎีเทวสิทธิ์อย่างถึงแก่น เพราะมันสืบสาวที่มาของอำนาจกลับไปยังตัวมนุษย์เอง มิใช่สวรรค์
ทอมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) แม้จะสรุปลงเอยที่การสนับสนุนอำนาจเด็ดขาดขององค์อธิปัตย์ แต่เขากลับวางเมล็ดพันธุ์ที่ปฏิวัติไว้โดยไม่ตั้งใจ เพราะเขาเสนอว่าอำนาจขององค์อธิปัตย์มิได้มาจากพระเจ้า หากมาจากข้อตกลงร่วมกันของปัจเจกบุคคลที่ยอมมอบอำนาจของตนให้ เพื่อแลกกับความสงบและความปลอดภัย (Hobbes, 1651/1996) เมื่อที่มาของอำนาจถูกย้ายจากเบื้องบนลงมาสู่ข้อตกลงของผู้คน ประตูสู่คำถามใหม่ก็ถูกเปิดออกว่า หากอำนาจมาจากประชาชน ประชาชนย่อมมีสิทธิเหนืออำนาจนั้นด้วยมิใช่หรือ
จอห์น ล็อก (John Locke) เดินหน้าต่อจากจุดนั้นอย่างเด็ดขาด เขาเสนอว่ารัฐบาลที่ชอบธรรมต้องตั้งอยู่บนความยินยอมของผู้ถูกปกครอง อำนาจของผู้ปกครองคืออำนาจที่ประชาชนมอบหมายให้ในฐานะความไว้วางใจ และเมื่อใดที่ผู้ปกครองละเมิดความไว้วางใจนั้น ใช้อำนาจเพื่อกดขี่แทนที่จะคุ้มครองสิทธิของประชาชน ประชาชนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะถอดถอนและเปลี่ยนรัฐบาลนั้น (Locke, 1689/1988) ข้อเสนอของล็อกได้พลิกความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนกลับหัวกลับหาง จากเดิมที่ประชาชนต้องรับใช้ผู้ปกครอง มาเป็นผู้ปกครองที่ต้องรับใช้และรับผิดชอบต่อประชาชน
๕.๔ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน: รุสโซและเจตจำนงร่วม
ผู้ที่ผลักแนวคิดเรื่องความเป็นเจ้าของอำนาจไปจนสุดทางคือฌ็อง-ฌัก รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) เขาเสนอว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนทั้งมวล และมีคุณสมบัติที่สำคัญสองประการ คือไม่อาจถ่ายโอนให้ผู้อื่นครอบครองแทนได้ และไม่อาจแบ่งแยกได้ ประชาชนไม่สามารถยกอำนาจอธิปไตยของตนให้กษัตริย์หรือผู้ปกครองคนใดเป็นการถาวร เพราะการทำเช่นนั้นเท่ากับการสละความเป็นมนุษย์ที่เป็นอิสระของตนเอง (Rousseau, 1762/1968)
หัวใจของความคิดรุสโซคือมโนทัศน์เรื่องเจตจำนงร่วม (general will) ซึ่งหมายถึงเจตจำนงของประชาชนในฐานะองค์รวมที่มุ่งสู่ประโยชน์สาธารณะ รัฐที่ชอบธรรมคือรัฐที่กฎหมายเป็นการแสดงออกของเจตจำนงร่วมนี้ มิใช่เจตจำนงของผู้ปกครองคนใดคนหนึ่ง ในกรอบคิดนี้ รัฐบาลมีฐานะเป็นเพียงผู้รับใช้หรือตัวแทนของประชาชน ที่ประชาชนแต่งตั้งขึ้นและถอดถอนได้ มิใช่เจ้านายของประชาชน ข้อเสนอนี้สอดรับโดยตรงกับการแยกแยะในบทที่ ๔ ที่ว่ารัฐบาลคือผู้เช่าชั่วคราว ส่วนเจ้าของที่แท้จริงคือประชาชน
เมื่อนำความคิดของรุสโซมาวางเคียงกับข้อเสนอเรื่องชาติของเรอน็องในบทที่ ๓ ภาพที่สมบูรณ์ก็ปรากฏขึ้น ชาติคือชุมชนทางการเมืองของผู้คนที่ยืนยันการอยู่ร่วมกันใหม่ทุกวัน และอำนาจอธิปไตยของชุมชนนั้นเป็นของสมาชิกทุกคนอย่างเสมอภาค ความเป็นเจ้าของประเทศจึงมิได้ตั้งอยู่บนสายเลือดหรือสถานะพิเศษ หากตั้งอยู่บนการเป็นสมาชิกร่วมของชุมชนทางการเมืองที่ปกครองตนเอง นี่คือแกนความคิดที่หนังสือเล่มนี้ยืนหยัด
๕.๕ จากทฤษฎีสู่การปฏิวัติ: อเมริกาและฝรั่งเศส
ความคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยของปวงชนมิได้คงอยู่เพียงในตำรา หากถูกนำไปปฏิบัติจริงในการปฏิวัติครั้งใหญ่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๘ การปฏิวัติอเมริกาประกาศอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลได้อำนาจอันชอบธรรมมาจากความยินยอมของผู้ถูกปกครอง และเมื่อรัฐบาลใดทำลายสิทธิของประชาชน ประชาชนย่อมมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างรัฐบาลนั้นและสถาปนารัฐบาลใหม่ขึ้น ถ้อยคำเปิดของรัฐธรรมนูญอเมริกันที่ขึ้นต้นว่า “เราประชาชน” ได้ประกาศต่อโลกว่า ที่มาของอำนาจในการสถาปนารัฐคือประชาชน มิใช่กษัตริย์
ในฝรั่งเศส การปฏิวัติได้โค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ลง และประกาศหลักการในคำประกาศว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และพลเมืองว่า อำนาจอธิปไตยสถิตอยู่ที่ชาติโดยพื้นฐาน ไม่มีองค์กรหรือบุคคลใดสามารถใช้อำนาจที่มิได้มาจากชาติได้ การประกาศเช่นนี้ได้เปลี่ยนคำตอบของคำถามว่าประเทศเป็นของใครไปอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเป็นของกษัตริย์ มาเป็นของชาติและประชาชน การปฏิวัติทั้งสองนี้จึงเป็นหมุดหมายที่แปรทฤษฎีอำนาจอธิปไตยของปวงชนให้กลายเป็นความจริงทางรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
๕.๖ ประเพณีสาธารณรัฐ: เสรีภาพในฐานะการไม่ถูกครอบงำ
นอกจากแนวคิดอำนาจอธิปไตยของปวงชนแล้ว ยังมีประเพณีทางความคิดอีกสายหนึ่งที่ช่วยตอบคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของประเทศได้อย่างลึกซึ้ง นั่นคือประเพณีสาธารณรัฐ (republican tradition) ซึ่งมีรากย้อนไปถึงกรุงโรมโบราณและนักคิดอย่างมาเกียเวลลี คำว่าสาธารณรัฐมาจากภาษาละติน res publica อันแปลตามตัวอักษรว่า “สิ่งของสาธารณะ” หรือสมบัติร่วมของส่วนรวม ในความหมายนี้ ประเทศคือสมบัติร่วมของพลเมืองทั้งมวล มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ใด
นักปรัชญาร่วมสมัยอย่างฟิลิป เพ็ตทิต (Philip Pettit) ได้ฟื้นฟูประเพณีนี้ขึ้นมาใหม่ ด้วยการนิยามเสรีภาพในความหมายแบบสาธารณรัฐว่าคือการไม่ถูกครอบงำ มิใช่เพียงการไม่ถูกแทรกแซง (Pettit, 1997) ความแตกต่างนี้สำคัญอย่างยิ่ง คนที่อยู่ใต้อำนาจตามอำเภอใจของนายผู้มีเมตตา อาจไม่ถูกแทรกแซงในชีวิตประจำวัน แต่เขาก็ยังไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง เพราะเสรีภาพของเขาขึ้นอยู่กับความพอใจของนาย พลเมืองที่เป็นอิสระคือผู้ที่ไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจตามอำเภอใจของผู้ใด หากอยู่ภายใต้กฎหมายที่ตนมีส่วนร่วมในการสร้างขึ้น
ประเพณีสาธารณรัฐจึงเสริมข้อเสนอของหนังสือเล่มนี้ในมิติที่ลึกขึ้น ความเป็นเจ้าของประเทศของประชาชนมิได้หมายถึงเพียงการมีสิทธิเลือกตั้ง หากหมายถึงการที่พลเมืองไม่ตกอยู่ใต้อำนาจตามอำเภอใจของผู้ใด และร่วมกันเป็นเจ้าของกฎกติกาที่ปกครองชีวิตของพวกเขา ดังที่ถ้อยคำอันลือเลื่องสรุปไว้ว่า การปกครองที่แท้จริงคือการปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน
๕.๗ กรณีไทย: ๒๔๗๕ และการประกาศว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร
เมื่อหันกลับมามองสังคมไทย เราจะพบหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่งต่อคำถามของบทนี้ นั่นคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ เมื่อคณะราษฎรได้เปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญและมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้คือการที่สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคของหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก (นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, 2535)
หลักการนี้ได้รับการประกาศไว้อย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยาม ซึ่งบัญญัติไว้เป็นมาตราแรกสุดว่า
“อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย”
ถ้อยคำเพียงประโยคเดียวนี้ได้พลิกคำตอบของคำถามที่เป็นหัวใจของหนังสือทั้งเล่ม จากโลกจารีตที่แผ่นดินถูกเข้าใจว่าเป็นของผู้ปกครอง มาสู่หลักการที่ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร นับแต่นั้น หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนได้กลายเป็นหลักการพื้นฐานที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญไทยสืบเนื่องเรื่อยมา รวมถึงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ยังคงบัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย
อย่างไรก็ตาม การประกาศหลักการในตัวบทกับการทำให้หลักการนั้นเป็นจริงในทางปฏิบัติ เป็นคนละเรื่องกัน ประวัติศาสตร์การเมืองไทยนับแต่ ๒๔๗๕ เป็นต้นมา เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายสิบฉบับและการรัฐประหารหลายครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าการเดินทางจากหลักการสู่ความจริงนั้นยังเป็นการต่อสู้ที่ดำเนินอยู่ การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างเช่นนี้มิได้มุ่งโจมตีบุคคลหรือสถาบันใด หากมุ่งชี้ให้เห็นว่าหลักการที่ว่าประเทศเป็นของประชาชนนั้น แม้จะถูกประกาศไว้แล้ว ก็ยังต้องอาศัยพลเมืองที่ตื่นรู้ในการธำรงรักษาและทำให้มันมีความหมายอย่างแท้จริง เราจะกลับมาพิจารณาพลวัตนี้อย่างละเอียดในบทที่ ๙ และ ๑๐
๕.๘ ปิดบท: เจ้าของประเทศคือประชาชน
เราได้เดินทางผ่านการพลิกกลับครั้งใหญ่ของคำตอบต่อคำถามว่าประเทศเป็นของใคร จากทฤษฎีเทวสิทธิ์ที่อ้างว่าอำนาจมาจากสวรรค์ ผ่านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ถือว่ารัฐคือของผู้ปกครอง สู่แนวคิดสัญญาประชาคมที่สืบที่มาของอำนาจกลับไปยังประชาชน จนถึงหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนที่ตกผลึกในความคิดของรุสโซ ถูกปฏิบัติจริงในการปฏิวัติครั้งใหญ่ และได้รับการเสริมด้วยอุดมการณ์สาธารณรัฐที่นิยามประเทศในฐานะสมบัติร่วมของพลเมือง
เมื่อนำข้อสรุปนี้มารวมกับการแยกแยะในบทที่ ๔ คำตอบของหนังสือก็ปรากฏชัดเจนและหนักแน่น เจ้าของประเทศมิใช่รัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นเพียงผู้เช่าชั่วคราว มิใช่รัฐ เพราะรัฐเป็นเพียงเครื่องมือ และมิใช่กลุ่มใดที่อ้างตนเป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณของชาติ เจ้าของประเทศคือประชาชนทั้งมวล ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยร่วมกันอย่างเสมอภาค
แต่ความเป็นเจ้าของนี้มิใช่สิ่งที่ได้มาแล้วคงอยู่ตลอดไปโดยอัตโนมัติ ดังที่เรอน็องเตือนไว้ว่าชาติคือการลงประชามติรายวัน ความเป็นเจ้าของประเทศของประชาชนก็ต้องได้รับการยืนยันและธำรงรักษาใหม่อยู่เสมอ ผ่านการมีส่วนร่วม การตรวจสอบ และการตื่นรู้ของพลเมือง ประชาชนมิได้เป็นเพียงเจ้าของประเทศในเชิงหลักการ หากต้องเป็นผู้ร่วมผลิตและธำรงความเป็นเจ้าของนั้นในทุกวันด้วยการกระทำของตน นี่คือสะพานที่เชื่อมแกนทฤษฎีของหนังสือเข้ากับคำถามในครึ่งหลังของเล่ม ว่าหากประเทศเป็นของประชาชนแล้ว เหตุใดหลักการนี้จึงมักถูกท้าทาย และความรักชาติที่แท้จริงในระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของนั้น ควรมีหน้าตาอย่างไร
บทที่ ๖
ความรักชาติคืออะไร: ระหว่าง patriotism กับ nationalism
บทที่แล้วปิดท้ายด้วยคำถามที่ค้างไว้ หากประเทศเป็นของประชาชน ความรักชาติในระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของควรมีหน้าตาอย่างไร คำถามนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะคำว่า “รักชาติ” เป็นถ้อยคำที่ถูกใช้บ่อยที่สุดคำหนึ่งในชีวิตการเมือง และในขณะเดียวกันก็เป็นคำที่ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงได้มากที่สุดด้วย
ในนามของความรักชาติ ผู้คนได้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อเสรีภาพและความยุติธรรม แต่ในนามเดียวกันนี้เอง ผู้คนก็เคยถูกปลุกระดมให้เกลียดชังและเข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ ความรักชาติจึงมิใช่สิ่งที่ดีหรือเลวในตัวเอง หากขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังรักอะไร และความรักนั้นนำเราไปสู่การโอบรับหรือการกีดกันผู้อื่น
บทนี้จะแยกแยะรูปแบบต่าง ๆ ของความรักชาติออกจากกันอย่างเป็นระบบ เริ่มจากการชี้ความกำกวมของคำคำนี้ ต่อด้วยความแตกต่างพื้นฐานระหว่างความรักชาติแบบ patriotism กับลัทธิชาตินิยมแบบ nationalism จำแนกชาตินิยมพลเมืองออกจากชาตินิยมชาติพันธุ์ พิจารณาด้านมืดของชาตินิยมสุดโต่ง ยกกรณีศึกษาจากสหรัฐ เยอรมนี ญี่ปุ่น และไทย แล้วปิดท้ายด้วยข้อเสนอเรื่องความรักชาติแบบประชาธิปไตย ที่ถือว่าการตั้งคำถามต่ออำนาจมิใช่การทรยศ หากเป็นรูปแบบหนึ่งของความรักชาติที่ลึกซึ้งที่สุด
๖.๑ ความรักชาติที่คลุมเครือ: คำเดียวหลายความหมาย
เมื่อใครสักคนกล่าวว่าตน “รักชาติ” เขาอาจหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกันได้หลายอย่าง บางคนหมายถึงความผูกพันต่อผืนแผ่นดินและผู้คน ซึ่งเป็นความรักประเทศในความหมายที่เราพิจารณาไว้ในบทที่ ๔ บางคนหมายถึงความภาคภูมิใจในภาษา ประเพณี และวัฒนธรรมร่วม บางคนหมายถึงความจงรักภักดีต่อรัฐ บางคนหมายถึงการสนับสนุนรัฐบาลและผู้ปกครอง และบางคนหมายถึงความผูกพันต่ออุดมการณ์ร่วมของพลเมือง เช่น เสรีภาพและความยุติธรรม
ความหมายเหล่านี้มิได้สอดคล้องกันเสมอไป และบางครั้งก็ขัดแย้งกันโดยตรง ผู้ที่รักผืนแผ่นดินและผู้คนอาจคัดค้านการกระทำของรัฐบาลอย่างรุนแรง ผู้ที่ยึดมั่นในเสรีภาพอาจต่อต้านการใช้อำนาจของรัฐ ความกำกวมนี้เปิดช่องให้เกิดอันตรายทางการเมืองที่เราได้วิเคราะห์ไว้ในบทที่ ๔ นั่นคือการทำให้ความรักชาติเท่ากับการเชื่อฟังผู้มีอำนาจ เมื่อความหมายทั้งหลายถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน การวิพากษ์รัฐบาลก็อาจถูกตีตราว่าเป็นการไม่รักชาติได้ทันที
ด้วยเหตุนี้ ภารกิจแรกของบทนี้จึงเป็นการคลี่ความหมายเหล่านี้ออกจากกัน เพื่อให้เราตอบได้อย่างชัดเจนว่าความรักชาติแบบใดที่สอดคล้องกับระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ และความรักชาติแบบใดที่กลับบ่อนทำลายความเป็นเจ้าของนั้น การเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการแยกแยะระหว่างความรักชาติสองสายใหญ่ที่นักคิดทางการเมืองได้จำแนกไว้
๖.๒ Patriotism กับ Nationalism: ความแตกต่างที่วิโรลีชี้
เมาริซิโอ วิโรลี (Maurizio Viroli) นักทฤษฎีการเมือง ได้แยกแยะความแตกต่างพื้นฐานระหว่างความรักชาติแบบ patriotism กับลัทธิชาตินิยมแบบ nationalism ไว้อย่างคมชัด เขาเสนอว่าภาษาของความรักชาติแบบ patriotism นั้นมีรากเก่าแก่ในประเพณีสาธารณรัฐ และหมายถึงความรักในสาธารณรัฐ ในเสรีภาพร่วม และในสถาบันทางการเมืองที่เป็นอิสระของชุมชน หัวใจของมันคือความผูกพันต่อเสรีภาพและต่อเพื่อนพลเมือง (Viroli, 1995)
ในทางตรงกันข้าม ลัทธิชาตินิยมแบบ nationalism เป็นภาษาที่เกิดขึ้นภายหลัง และให้ความสำคัญกับความเป็นเอกภาพทางวัฒนธรรม ภาษา และชาติพันธุ์ของชาติ มากกว่าเสรีภาพของพลเมือง สำหรับชาตินิยม สิ่งสูงสุดคือความเป็นหนึ่งเดียวและความบริสุทธิ์ของชาติ ส่วนสำหรับความรักชาติแบบ patriotism สิ่งสูงสุดคือเสรีภาพร่วมของผู้คน ความแตกต่างนี้นำไปสู่ผลที่ต่างกันอย่างยิ่ง ความรักชาติแบบ patriotism มีแนวโน้มเปิดกว้าง เพราะผู้ใดก็ตามที่ยึดมั่นในเสรีภาพร่วมย่อมเป็นสมาชิกได้ ส่วนชาตินิยมมีแนวโน้มกีดกัน เพราะความเป็นสมาชิกถูกกำหนดด้วยสายเลือดและวัฒนธรรมที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
ข้อแยกแยะของวิโรลีเชื่อมโยงโดยตรงกับข้อเสนอของหนังสือเล่มนี้ หากชาติคือชุมชนทางการเมืองของพลเมืองที่เป็นเจ้าของอำนาจร่วมกัน ดังที่เราสรุปไว้ในบทก่อน ความรักชาติที่สอดคล้องกับชาติเช่นนี้ย่อมเป็นความรักชาติแบบ patriotism ที่ยึดเสรีภาพร่วมเป็นแกน มิใช่ชาตินิยมที่ยึดความเป็นเนื้อเดียวทางชาติพันธุ์ การแยกแยะนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแยกความรักชาติที่ปลดปล่อย ออกจากความรักชาติที่กดขี่
๖.๓ ชาตินิยมพลเมือง กับ ชาตินิยมชาติพันธุ์
ภายในตัวของลัทธิชาตินิยมเอง นักวิชาการยังจำแนกออกได้เป็นสองรูปแบบใหญ่ที่มีนัยทางการเมืองต่างกันมาก ฮันส์ โคห์น (Hans Kohn) ได้เสนอความแตกต่างคลาสสิกระหว่างชาตินิยมแบบพลเมืองกับชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ไว้ตั้งแต่กลางคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ (Kohn, 1944) และแอนโทนี ดี. สมิธ ก็ได้พัฒนาความแตกต่างนี้ต่อมาในงานของเขา (Smith, 1991)
ชาตินิยมแบบพลเมือง (civic nationalism) ถือว่าความเป็นสมาชิกของชาติตั้งอยู่บนความเป็นพลเมือง การยอมรับคุณค่าทางการเมืองร่วมกัน และความสมัครใจ ผู้ที่อาศัยอยู่ในดินแดน เคารพกฎกติกาประชาธิปไตย และยึดมั่นในคุณค่าร่วม ย่อมเป็นสมาชิกของชาติได้ ไม่ว่าจะมีเชื้อสายหรือนับถือศาสนาใด ชาตินิยมแบบนี้จึงโอบรับความหลากหลายได้ และสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของ
ส่วนชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ (ethnic nationalism) ถือว่าความเป็นสมาชิกของชาติตั้งอยู่บนสายเลือด เชื้อสาย ภาษา และวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่กำเนิด ในกรอบนี้ คนเราเกิดมาเป็นสมาชิกของชาติ มิใช่เลือกที่จะเป็น ผลที่ตามมาคือชาตินิยมแบบนี้มีแนวโน้มกีดกันผู้ที่มีเชื้อสายหรือวัฒนธรรมต่างออกไป และผลักพวกเขาให้กลายเป็นคนชายขอบหรือคนนอก แม้จะเกิดและเติบโตในดินแดนเดียวกันก็ตาม สิ่งที่ต้องตระหนักคือ การจำแนกนี้เป็นแบบจำลองในอุดมคติ ชาติจริง ๆ มักผสมทั้งสองลักษณะเข้าด้วยกัน แต่การแยกแยะนี้ช่วยให้เราเห็นว่าชาติแต่ละแห่งโน้มเอียงไปทางขั้วใด และนั่นมีผลอย่างมากต่อว่าใครจะถูกนับเป็นสมาชิกที่เสมอภาค
๖.๔ เมื่อความรักชาติกลายเป็นการกีดกัน: ชาตินิยมสุดโต่ง
เมื่อชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ถูกผลักไปจนสุดขั้ว มันจะแปรสภาพเป็นชาตินิยมสุดโต่ง (ultranationalism) ซึ่งเป็นด้านมืดที่สุดของความรักชาติ ชาตินิยมสุดโต่งมิได้หยุดอยู่ที่ความรักในพวกพ้องของตน หากแปรเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัวและความเกลียดชังผู้อื่น มันนิยามชาติด้วยการต่อต้านศัตรู ทั้งศัตรูภายนอกและศัตรูภายใน และมักหาแพะรับบาปจากชนกลุ่มน้อยหรือผู้เห็นต่าง
กลไกของชาตินิยมสุดโต่งทำงานผ่านการเรียกร้องความเป็นเอกภาพอย่างสมบูรณ์ มันถือว่าชาติต้องเป็นหนึ่งเดียวอย่างไร้รอยร้าว และตีความความเห็นต่างทุกชนิดว่าเป็นการบ่อนทำลายและการทรยศ เมื่อชาติถูกหลอมรวมเข้ากับเชื้อชาติเดียว ผู้นำคนเดียว หรืออุดมการณ์เดียว พื้นที่สำหรับเสรีภาพและความหลากหลายก็หดหายไป นี่คือเหตุผลที่ชาตินิยมสุดโต่งเป็นปฏิปักษ์โดยตรงต่อความรักชาติแบบประชาธิปไตย เพราะมันเรียกร้องการเชื่อฟัง ในขณะที่ความรักชาติแบบประชาธิปไตยเรียกร้องการมีส่วนร่วมอย่างมีวิจารณญาณ ประวัติศาสตร์ของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าชาตินิยมสุดโต่งสามารถนำไปสู่หายนะเพียงใด
๖.๕ กรณีศึกษา: สหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น
กรณีของสหรัฐอเมริกาแสดงให้เห็นความรักชาติแบบที่ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ร่วม สหรัฐนิยามความเป็นชาติของตนผ่านชุดของหลักการ เช่น เสรีภาพ ความเสมอภาค และการปกครองโดยประชาชน มากกว่าผ่านเชื้อสายร่วม อย่างไรก็ตาม ประวัติศาสตร์อเมริกันก็เต็มไปด้วยความตึงเครียดระหว่างอุดมการณ์แบบพลเมืองที่เปิดกว้าง กับการกีดกันทางเชื้อชาติที่ดำรงอยู่จริง ทั้งระบบทาสและการเลือกปฏิบัติ จุดที่น่าสนใจคือ อุดมการณ์แบบพลเมืองนี้เองที่เปิดทางให้เกิดการแก้ไขตนเอง เพราะขบวนการเรียกร้องสิทธิพลเมืองสามารถอ้างหลักการก่อตั้งประเทศ เพื่อทวงถามให้ชาติทำตามอุดมการณ์ที่ตนประกาศไว้
กรณีของเยอรมนีเป็นบทเรียนที่ทรงพลังที่สุดเรื่องการเปลี่ยนผ่านจากชาตินิยมชาติพันธุ์สู่ความรักชาติแบบพลเมือง ในอดีต เยอรมนีพัฒนาชาตินิยมแบบโรแมนติกที่ผูกความเป็นชาติไว้กับสายเลือดและวัฒนธรรมร่วม จนถึงจุดที่นำไปสู่หายนะของระบอบนาซีและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ หลังสงคราม สังคมเยอรมนีได้สร้างความผูกพันต่อชาติขึ้นใหม่บนฐานที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง คือสิ่งที่เรียกว่า “ความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญ” (constitutional patriotism) อันหมายถึงความจงรักภักดีต่อหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ แทนที่ความผูกพันต่อเชื้อชาติ (Müller, 2007) เราจะพิจารณาแนวคิดนี้อย่างละเอียดในบทที่ ๑๑
กรณีของญี่ปุ่นก่อนปี ๒๔๘๘ แสดงให้เห็นว่าชาติสามารถถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์และถูกหลอมรวมเข้ากับองค์จักรพรรดิและรัฐได้อย่างไร ชาตินิยมแบบจักรพรรดิเป็นศูนย์กลางได้เรียกร้องความจงรักภักดีอย่างสมบูรณ์ ปราบปรามความเห็นต่าง และผลักประเทศเข้าสู่สงคราม ปรากฏการณ์นี้สะท้อนกลไกการหลอมรวมที่เราวิเคราะห์ไว้ในบทที่ ๔ อย่างชัดเจน คือการทำให้ชาติ รัฐ และผู้ปกครองกลายเป็นสิ่งเดียวกัน จนการตั้งคำถามต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งกลายเป็นการต่อต้านทั้งหมด การเปลี่ยนผ่านของญี่ปุ่นในยุคหลังสงครามจึงเป็นอีกตัวอย่างของการคลายการหลอมรวมนั้นออก
๖.๖ กรณีไทย: ความรักชาติที่ถูกนิยามจากเบื้องบน
เมื่อหันมาพิจารณาสังคมไทย เราจะพบลักษณะเฉพาะที่สำคัญ นั่นคือความรักชาติแบบทางการของไทยถูกหล่อหลอมขึ้นเป็นส่วนใหญ่จากเบื้องบน ผ่านระบบการศึกษา พิธีกรรมของรัฐ และสื่อ ดังที่งานศึกษาประวัติศาสตร์ชี้ว่าความเป็นชาติไทยสมัยใหม่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในเชิงประวัติศาสตร์ มิใช่สิ่งที่สืบทอดมาเองตามธรรมชาติ (Winichakul, 1994) ความรักชาติแบบทางการนี้มักถูกจัดวางรอบแกนของสถาบันหลัก ซึ่งนักวิชาการอย่างธงชัย วินิจจะกูล เรียกแนวคิดนี้ว่า “ราชาชาตินิยม”
ผลในเชิงโครงสร้างของการจัดวางเช่นนี้คือ ความรักชาติแบบทางการของไทยโน้มเอียงไปทางขั้วชาติพันธุ์และขั้วองค์รวมมากกว่าขั้วพลเมือง และมีแนวโน้มที่จะผูกความรักชาติเข้ากับความจงรักภักดีต่อระเบียบอำนาจที่ดำรงอยู่ ด้วยเหตุนี้ คำว่า “รักชาติ” ในวาทกรรมไทยจึงมักถูกตีความให้หมายถึงการเคารพและเชื่อฟังต่อลำดับชั้นทางอำนาจ มากกว่าการมีส่วนร่วมอย่างมีวิจารณญาณในฐานะเจ้าของประเทศ กลไกการหลอมรวมที่เราวิเคราะห์ไว้ในบทที่ ๔ จึงทำงานในสังคมไทยได้อย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ
การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างเช่นนี้มิได้มุ่งลดทอนคุณค่าของความผูกพันที่ผู้คนมีต่อประเทศและผู้คนของตน หากมุ่งชี้ให้เห็นว่าความรักชาติแบบทางการที่นิยามจากเบื้องบน แตกต่างจากความรักชาติแบบพลเมืองที่งอกงามจากเบื้องล่างอย่างไร และเปิดพื้นที่ให้เราจินตนาการถึงความรักชาติอีกแบบหนึ่งที่เป็นไปได้สำหรับสังคมไทย เราจะกลับมาพิจารณาการสร้างชาติไทยและพลวัตนี้อย่างเต็มที่ในบทที่ ๙ และ ๑๐
๖.๗ ความรักชาติแบบประชาธิปไตย: เมื่อการตั้งคำถามคือการรักชาติ
เมื่อนำทุกเส้นทางมาบรรจบกัน เราก็สามารถตอบคำถามที่บทที่ ๕ ทิ้งไว้ได้ ในระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ความรักชาติที่แท้จริงคือความรักชาติแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นความรักชาติแบบ patriotism ที่ยึดเสรีภาพร่วมเป็นแกน ผสานกับความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญที่ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ความรักชาติแบบนี้รักผืนแผ่นดินและผู้คน พร้อมกับยึดมั่นในคุณค่าที่ทำให้ชุมชนทางการเมืองนี้คู่ควรแก่ความรัก
ผลสะเทือนที่สำคัญที่สุดของความเข้าใจนี้คือ มันสลายสมการเท็จที่ว่าการวิพากษ์วิจารณ์เท่ากับการไม่รักชาติ เพราะหากประชาชนคือเจ้าของประเทศ การตรวจสอบผู้มีอำนาจ การเรียกร้องให้ประเทศทำตามอุดมการณ์ที่ดีงาม และการคัดค้านความอยุติธรรม ล้วนเป็นการกระทำของเจ้าของที่รับผิดชอบต่อสมบัติของตน การตั้งคำถามต่ออำนาจจึงมิใช่การทรยศต่อชาติ หากเป็นรูปแบบหนึ่งของความรักชาติที่ลึกซึ้งที่สุด เพราะมันคือความรักที่ปรารถนาให้ประเทศดีขึ้น มิใช่ความกลัวที่ยอมจำนนต่อสิ่งที่เป็นอยู่
ความแตกต่างจึงคมชัด ผู้รักชาติแบบประชาธิปไตยรักประเทศมากพอที่จะปรารถนาให้มันยุติธรรม ส่วนผู้คลั่งชาติเรียกร้องให้ประเทศได้รับการเชื่อฟัง คนแรกมองเพื่อนร่วมชาติเป็นพลเมืองผู้เสมอภาคที่ร่วมเป็นเจ้าของ ส่วนคนหลังมองผู้เห็นต่างเป็นศัตรูที่ต้องกำจัด ความรักชาติแบบประชาธิปไตยจึงเป็นความรักที่ทั้งอบอุ่นและตื่นรู้ เป็นความผูกพันที่ไม่ปิดตาต่อความบกพร่อง และเป็นความภักดีต่อส่วนรวม มิใช่ต่อผู้มีอำนาจคนใดคนหนึ่ง
๖.๘ ปิดบท: รักชาติโดยไม่ต้องเกลียดผู้อื่น
เราได้จำแนกความรักชาติออกเป็นหลายรูปแบบ ตั้งแต่ความรักชาติแบบ patriotism ที่ยึดเสรีภาพร่วม ชาตินิยมพลเมืองที่โอบรับความหลากหลาย ชาตินิยมชาติพันธุ์ที่ผูกความเป็นสมาชิกไว้กับสายเลือด ไปจนถึงชาตินิยมสุดโต่งที่แปรความรักให้กลายเป็นความเกลียดชัง ข้อสรุปสำคัญที่สุดคือ ความรักชาติไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การกีดกันผู้อื่น มนุษย์สามารถรักชุมชนทางการเมืองของตนได้อย่างลึกซึ้ง โดยไม่ต้องลดทอนหรือเกลียดชังผู้ที่แตกต่าง
สำหรับชาติที่ประชาชนเป็นเจ้าของ ความรักชาติที่เหมาะสมที่สุดคือความรักชาติแบบประชาธิปไตย ที่ถือว่าการมีส่วนร่วมอย่างมีวิจารณญาณ การตรวจสอบอำนาจ และการธำรงรักษาเสรีภาพร่วม คือการแสดงออกสูงสุดของความรักที่มีต่อประเทศ ความรักชาติเช่นนี้เองที่ทำให้ความเป็นเจ้าของประเทศของประชาชน ซึ่งเรายืนยันไว้ในบทที่ ๕ มีชีวิตและมีความหมายในทางปฏิบัติ
คำถามที่ตามมาอย่างเป็นธรรมชาติคือ หากชาตินิยมชาติพันธุ์มีแนวโน้มกีดกัน และชาตินิยมพลเมืองโอบรับความหลากหลายได้ แล้วชาติที่ดีจำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา เป็นภัยต่อความเป็นชาติ หรือเป็นสิ่งที่ชาติที่เป็นธรรมพึงโอบรับไว้ คำถามนี้คือหัวใจของบทถัดไป ซึ่งจะพาเราพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความเป็นชาติกับความหลากหลายอย่างละเอียด
บทที่ ๗
ชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา: ชาติต้องเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่
บทที่ ๖ ปิดท้ายด้วยคำถามที่ค้างไว้ หากชาตินิยมชาติพันธุ์มีแนวโน้มกีดกัน และชาตินิยมพลเมืองโอบรับความหลากหลายได้ แล้วชาติที่ดีจำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และศาสนา เป็นภัยต่อความเป็นชาติ หรือเป็นสิ่งที่ชาติที่เป็นธรรมพึงโอบรับไว้
คำถามนี้มิใช่เรื่องทางทฤษฎีที่ห่างไกล หากเป็นคำถามที่กำหนดชะตากรรมของผู้คนจำนวนมหาศาลในโลกจริง เพราะคำตอบของมันตัดสินว่าชนกลุ่มน้อยทางภาษา ศาสนา หรือชาติพันธุ์ จะถูกนับเป็นสมาชิกที่เสมอภาคของชาติ หรือจะถูกผลักให้กลายเป็นคนนอกในแผ่นดินของตนเอง ในประวัติศาสตร์ ความเชื่อที่ว่าชาติต้องเป็นเนื้อเดียวกันได้นำไปสู่การบังคับกลืนกลาย การกดขี่ และในกรณีเลวร้ายที่สุด การกวาดล้างทางชาติพันธุ์
บทนี้จะโต้แย้งว่าชาติไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน และความหลากหลายในตัวมันเองมิได้ทำลายชาติ สิ่งที่ทำลายชาติคือการจัดการความหลากหลายอย่างไม่เป็นธรรมต่างหาก เราจะเริ่มจากการรื้อมายาคติเรื่องชาติที่เป็นเนื้อเดียว เปรียบเทียบแบบจำลองชาติสามแบบ คือแบบชาติพันธุ์ แบบพลเมือง และแบบพหุวัฒนธรรม พิจารณาเงื่อนไขของการจัดการความหลากหลายอย่างเป็นธรรม ยกกรณีศึกษาจากหลายประเทศ และปิดท้ายด้วยกรณีของไทยเอง
๗.๑ มายาคติเรื่องชาติที่เป็นเนื้อเดียว
ความเชื่อที่ว่าชาติหนึ่งต้องประกอบด้วยผู้คนที่มีเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรมเดียวกัน เป็นมรดกของชาตินิยมแบบโรแมนติกที่มองชาติเสมือนครอบครัวใหญ่หรือสิ่งมีชีวิตที่มีเลือดเนื้อเดียวกัน ความเชื่อนี้ทรงพลังและฟังดูเป็นธรรมชาติ แต่เมื่อตรวจสอบกับความเป็นจริง มันกลับเป็นมายาคติเป็นส่วนใหญ่
ในความเป็นจริง แทบไม่มีชาติใดในโลกที่เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแท้จริง ทุกชาติล้วนประกอบด้วยผู้คนที่หลากหลายในระดับใดระดับหนึ่ง ทั้งทางภาษาถิ่น ความเชื่อ และต้นกำเนิด แอนโทนี ดี. สมิธ ชี้ว่าแม้แต่ชาติที่อ้างว่ามีแกนชาติพันธุ์ร่วม ก็ยังมีความหลากหลายภายในอยู่เสมอ (Smith, 1991) ยิ่งไปกว่านั้น ดังที่เราได้เห็นในบทที่ ๒ ความเป็นเนื้อเดียวที่หลายชาติภาคภูมิใจนั้น มักมิใช่สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หากเป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นอย่างจงใจ ผ่านการยกภาษาหนึ่งขึ้นเป็นภาษาแห่งชาติและการลดทอนภาษาอื่น
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ คำถามที่แท้จริงจึงเปลี่ยนไป มิใช่คำถามว่าชาติ “เป็น” เนื้อเดียวกันหรือไม่ เพราะคำตอบคือโดยทั่วไปแล้วไม่เป็น หากเป็นคำถามว่าชาติ “ควร” เป็นเนื้อเดียวกันหรือไม่ และเราควรปฏิบัติต่อความหลากหลายที่ดำรงอยู่จริงนั้นอย่างไร การเรียกร้องให้ชาติเป็นเนื้อเดียวกันจึงมิใช่การบรรยายข้อเท็จจริง หากเป็นโครงการทางการเมืองที่มีต้นทุนและมีผู้เสียประโยชน์เสมอ
๗.๒ ชาติแบบชาติพันธุ์: ความเป็นสมาชิกที่กำหนดโดยกำเนิด
แบบจำลองแรกในการตอบคำถามเรื่องความหลากหลายคือชาติแบบชาติพันธุ์ ซึ่งถือว่าความเป็นสมาชิกของชาติตั้งอยู่บนสายเลือด เชื้อสาย ภาษา และวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่กำเนิด ในกรอบนี้ ชาติคือชุมชนของผู้ที่มีบรรพบุรุษร่วมกัน คนเราจึงเกิดมาเป็นสมาชิกของชาติ มิใช่เลือกที่จะเป็น แบบจำลองนี้ให้คำตอบต่อคำถามเรื่องความเป็นเนื้อเดียวอย่างชัดเจนว่า ใช่ ชาติควรเป็นเนื้อเดียวกัน
เสน่ห์ของชาติแบบชาติพันธุ์อยู่ที่ความอบอุ่นและความรู้สึกหยั่งรากลึก มันมอบสำนึกของการเป็นส่วนหนึ่งที่มั่นคงและสืบเนื่องยาวนาน อย่างไรก็ตาม ด้านมืดของมันคือการกีดกัน เพราะหากความเป็นสมาชิกถูกกำหนดด้วยสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ผู้ที่มีเชื้อสาย ภาษา หรือศาสนาต่างออกไปก็จะกลายเป็นคนนอกโดยอัตโนมัติ แม้จะเกิดและเติบโตในดินแดนเดียวกัน และอุทิศชีวิตให้แก่ส่วนรวมเพียงใดก็ตาม
ยิ่งไปกว่านั้น ตรรกะของชาติแบบชาติพันธุ์มีแนวโน้มผลักดันไปสู่การทำให้บริสุทธิ์ เมื่อความเป็นเนื้อเดียวถูกยกขึ้นเป็นอุดมคติ ความหลากหลายที่ดำรงอยู่จริงก็กลายเป็นปัญหาที่ต้องจัดการ ไม่ว่าจะด้วยการบังคับกลืนกลาย การกดดันให้ละทิ้งอัตลักษณ์ หรือในกรณีร้ายแรง การขับไล่และการกวาดล้าง ประวัติศาสตร์ของคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าอุดมคติเรื่องชาติบริสุทธิ์สามารถนำไปสู่โศกนาฏกรรมเพียงใด นี่คือเหตุผลที่หนังสือเล่มนี้ปฏิเสธชาติแบบชาติพันธุ์ในฐานะรากฐานของความเป็นชาติ
๗.๓ ชาติแบบพลเมือง: ความเป็นสมาชิกที่เปิดให้เลือก
แบบจำลองที่สองคือชาติแบบพลเมือง ซึ่งถือว่าความเป็นสมาชิกของชาติตั้งอยู่บนความเป็นพลเมือง การยอมรับคุณค่าทางการเมืองร่วมกัน และเจตจำนงที่จะอยู่ร่วมกัน แบบจำลองนี้สอดคล้องโดยตรงกับข้อเสนอเรื่องชาติของเรอน็องในบทที่ ๓ ที่ว่าชาติคือเจตจำนงร่วมรายวัน มิใช่ชุมชนของสายเลือด ในกรอบนี้ ผู้ใดก็ตามที่ผูกพันกับชุมชนทางการเมือง เคารพกฎกติกาประชาธิปไตย และยึดมั่นในคุณค่าร่วม ย่อมเป็นสมาชิกที่เสมอภาคได้ ไม่ว่าจะมีเชื้อสาย ภาษา หรือศาสนาใด
ชาติแบบพลเมืองจึงตอบคำถามเรื่องความเป็นเนื้อเดียวว่า ไม่ ชาติไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะความเป็นหนึ่งเดียวของชาติมาจากความผูกพันร่วมต่อหลักการทางการเมือง มิใช่จากความเหมือนทางเชื้อชาติ แบบจำลองนี้เปิดให้ชาติโอบรับผู้คนที่หลากหลายไว้ในชุมชนเดียวกันได้ และเป็นรากฐานที่เหมาะสมกับระบอบที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของประเทศอย่างเสมอภาค
อย่างไรก็ตาม ชาติแบบพลเมืองในรูปแบบที่เคร่งครัดก็มีข้อจำกัดที่ต้องตระหนัก เพราะบางครั้งมันเรียกร้องให้พลเมืองละทิ้งความแตกต่างทางวัฒนธรรมไว้ในพื้นที่ส่วนตัว และหลอมรวมเข้าสู่วัฒนธรรมสาธารณะที่อ้างว่าเป็นกลาง แต่ในความเป็นจริง วัฒนธรรมสาธารณะที่ถูกนำเสนอว่าเป็นกลางนั้น มักสะท้อนวัฒนธรรมของคนกลุ่มใหญ่อยู่ดี ผลก็คือชนกลุ่มน้อยอาจถูกกดดันให้กลืนกลายในทางวัฒนธรรม แม้จะได้รับความเสมอภาคในทางกฎหมายแล้วก็ตาม ข้อจำกัดนี้นำไปสู่แบบจำลองที่สาม
๗.๔ ชาติแบบพหุวัฒนธรรม: เมื่อความหลากหลายได้รับการยอมรับ
แบบจำลองที่สามคือชาติแบบพหุวัฒนธรรม ซึ่งก้าวไปไกลกว่าการเปิดรับแบบพลเมืองทั่วไป ด้วยการยอมรับและคุ้มครองความหลากหลายทางวัฒนธรรม ชาติพันธุ์ และศาสนาอย่างจริงจัง วิล คิมลิคกา (Will Kymlicka) นักปรัชญาการเมือง เสนอแนวคิดเรื่องความเป็นพลเมืองแบบพหุวัฒนธรรม ซึ่งชี้ว่าการปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง บางครั้งกลับต้องอาศัยการยอมรับความแตกต่างของพวกเขา มิใช่การเพิกเฉยต่อมัน ชนกลุ่มน้อยทางวัฒนธรรมอาจต้องการสิทธิบางประการเพื่อธำรงรักษาภาษาและวิถีชีวิตของตน อันเป็นสิ่งที่คนกลุ่มใหญ่ได้รับมาโดยปริยายอยู่แล้ว (Kymlicka, 1995)
ชาลส์ เทย์เลอร์ (Charles Taylor) เสริมมิติที่ลึกขึ้นด้วยแนวคิดเรื่องการเมืองของการยอมรับ เขาชี้ว่าอัตลักษณ์ของมนุษย์ต้องการการยอมรับจากผู้อื่น และการไม่ยอมรับหรือการยอมรับที่บิดเบือน สามารถสร้างบาดแผลและกดทับผู้คนได้อย่างแท้จริง (Taylor, 1994) ในกรอบคิดนี้ การที่ชาติยอมรับและให้คุณค่าแก่อัตลักษณ์ที่หลากหลายของสมาชิก จึงมิใช่เพียงความใจกว้าง หากเป็นเงื่อนไขของศักดิ์ศรีและความเสมอภาคที่แท้จริง
แบบจำลองพหุวัฒนธรรมจึงตอบคำถามเรื่องความเป็นเนื้อเดียวอย่างหนักแน่นว่า ไม่เพียงชาติไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน หากความหลากหลายยังควรได้รับการยอมรับและคุ้มครองอย่างจริงจังด้วย แน่นอนว่าแบบจำลองนี้ต้องเผชิญความตึงเครียดระหว่างการธำรงเอกภาพร่วมกับการเคารพความแตกต่าง แต่ความตึงเครียดนี้เองคือโจทย์ที่ชาติประชาธิปไตยสมัยใหม่ต้องเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการ
๗.๕ การจัดการความหลากหลายอย่างเป็นธรรม
ข้อเสนอหลักของบทนี้คือ ความหลากหลายในตัวมันเองมิได้ทำลายชาติ สิ่งที่ทำลายชาติคือการจัดการความหลากหลายอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อกลุ่มต่าง ๆ ถูกครอบงำ ถูกกีดกัน หรือถูกบังคับให้ละทิ้งอัตลักษณ์ ความหลากหลายก็แปรเป็นความขัดแย้งและความแตกแยก แต่เมื่อทุกกลุ่มรู้สึกว่าตนเป็นสมาชิกที่เสมอภาคและเป็นเจ้าของร่วมของประเทศ ความหลากหลายก็กลายเป็นแหล่งของความเข้มแข็งและความมั่งคั่งทางวัฒนธรรม
สังคมที่หลากหลายได้พัฒนากลไกหลายประการเพื่อจัดการความแตกต่างอย่างเป็นธรรม กลไกเหล่านี้รวมถึงความเป็นพลเมืองที่เสมอภาคควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของชนกลุ่มน้อย ระบบสหพันธรัฐและการกระจายอำนาจที่ให้ภูมิภาคต่าง ๆ ปกครองตนเองได้ในระดับหนึ่ง การใช้หลายภาษาอย่างเป็นทางการ และความเป็นกลางทางศาสนาของรัฐที่เที่ยงธรรมต่อทุกความเชื่อ นักรัฐศาสตร์อย่างอาเรนด์ ไลพ์ฮาร์ต (Arend Lijphart) ได้ศึกษาว่าสังคมที่แตกแยกลึกสามารถธำรงประชาธิปไตยไว้ได้อย่างไรผ่านการแบ่งปันอำนาจระหว่างกลุ่ม (Lijphart, 1977)
หัวใจที่เชื่อมโยงกลไกทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน คือหลักการเรื่องความเป็นเจ้าของร่วมที่เราวางไว้ในบทที่ ๕ ตราบใดที่ทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะมีภาษา ศาสนา หรือชาติพันธุ์ใด รู้สึกว่าตนเป็นเจ้าของประเทศอย่างเสมอภาคกับผู้อื่น ความหลากหลายก็จะไม่เป็นภัย เพราะไม่มีกลุ่มใดถูกผลักให้เป็นเพียงผู้อาศัยในประเทศของคนอื่น เงื่อนไขของเอกภาพในความหลากหลายจึงมิใช่ความเหมือน หากคือความเป็นธรรมและความเสมอภาคในความเป็นเจ้าของ
๗.๖ กรณีศึกษา: สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา อินเดีย และอินโดนีเซีย
สวิตเซอร์แลนด์เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดว่าชาติไม่จำเป็นต้องมีภาษาเดียว ประเทศนี้ประกอบด้วยผู้พูดภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี และโรมานช์ และในอดีตมีความแตกต่างทางศาสนาด้วย สิ่งที่ยึดชาวสวิสเข้าด้วยกันมิใช่ความเป็นเนื้อเดียวทางภาษาหรือเชื้อชาติ หากเป็นความผูกพันร่วมต่ออุดมการณ์สาธารณรัฐ ระบบสหพันธรัฐ และประชาธิปไตยทางตรง จนสวิตเซอร์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็น “ชาติแห่งเจตจำนง” ซึ่งสอดคล้องอย่างยิ่งกับแนวคิดของเรอน็อง
แคนาดาเป็นห้องทดลองของการจัดการความหลากหลายเชิงลึก ประเทศนี้ใช้สองภาษาทางการคืออังกฤษและฝรั่งเศส มีนโยบายพหุวัฒนธรรมอย่างเป็นทางการ ยอมรับสถานะพิเศษของรัฐควิเบก และรับรองสิทธิของชนพื้นเมือง แม้จะมีความตึงเครียดอยู่บ้าง เช่น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในควิเบก แต่แคนาดาก็ธำรงความเป็นชาติไว้ได้ผ่านการยอมรับความแตกต่าง มิใช่การปฏิเสธมัน ส่วนอินเดียเป็นกรณีของความหลากหลายในระดับมหาศาล ทั้งภาษานับร้อยและหลายศาสนา โดยสถาปนาความเป็นชาติบนรัฐธรรมนูญที่ยึดหลักพหุนิยมและความเป็นกลางทางศาสนา แม้ปัจจุบันจะเผชิญการช่วงชิงระหว่างวิสัยทัศน์แบบพลเมืองพหุนิยมกับวิสัยทัศน์แบบชาติพันธุ์ของคนกลุ่มใหญ่ก็ตาม
อินโดนีเซียเป็นอีกตัวอย่างที่โดดเด่น ด้วยคติประจำชาติ “เอกภาพในความหลากหลาย” อินโดนีเซียได้รวมกลุ่มชาติพันธุ์และภาษานับร้อยที่กระจายอยู่ทั่วหมู่เกาะกว้างใหญ่ไว้เป็นชาติเดียว โดยอาศัยปรัชญารากฐานแบบพลเมืองพหุนิยมเป็นแกนยึดโยง กรณีศึกษาทั้งสี่นี้มีจุดร่วมสำคัญคือ ไม่มีประเทศใดเป็นเนื้อเดียวกันทางชาติพันธุ์เลย แต่ทั้งหมดล้วนเป็นชาติได้ ตราบที่จัดการความหลากหลายด้วยความเป็นธรรมในระดับหนึ่ง
๗.๗ กรณีไทย: ความหลากหลายที่ถูกกลบด้วยภาพชาติเดียว
เมื่อหันมามองสังคมไทย เราจะพบช่องว่างสำคัญระหว่างภาพทางการกับความเป็นจริง ภาพชาติไทยแบบทางการมักนำเสนอความเป็นเนื้อเดียว คือชาติที่มีภาษาเดียว ศาสนาหลักเดียว และวัฒนธรรมเดียว แต่ในความเป็นจริง สังคมไทยมีความหลากหลายสูงมาก ทั้งกลุ่มผู้พูดภาษาถิ่นในภาคต่าง ๆ ที่มีจำนวนมหาศาล กลุ่มผู้นับถือศาสนาอื่นนอกจากศาสนาหลัก กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง และกลุ่มผู้พูดภาษามลายูในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ดังที่เราได้วิเคราะห์ในบทที่ ๒ ความเป็นเนื้อเดียวของชาติไทยส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นผ่านการยกภาษากลางขึ้นเป็นภาษาแห่งชาติ และการนิยามความเป็นไทยรอบแกนวัฒนธรรมของศูนย์กลาง (Winichakul, 1994) แบบจำลองการสร้างชาติเช่นนี้โน้มเอียงไปทางการรวมศูนย์และการกลืนกลาย มากกว่าการยอมรับความหลากหลาย ผลที่ตามมาในบางพื้นที่คือความรู้สึกของกลุ่มที่แตกต่างว่าตนถูกปฏิบัติเสมือนเป็นคนชายขอบในประเทศของตนเอง ดังสะท้อนในความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งนักวิชาการจำนวนมากวิเคราะห์ว่าส่วนหนึ่งมีรากมาจากนโยบายการกลืนกลายทางวัฒนธรรมและการปฏิเสธความเป็นเจ้าของร่วมอย่างเสมอภาค
การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างเช่นนี้มิได้มุ่งปฏิเสธความผูกพันที่ผู้คนมีต่อความเป็นไทย หากมุ่งชี้ว่าหากสังคมไทยยอมรับความหลากหลายที่ดำรงอยู่จริง และปฏิบัติต่อทุกกลุ่มในฐานะเจ้าของประเทศที่เสมอภาค ความเป็นชาติก็จะมั่นคงและเป็นธรรมยิ่งขึ้น มิใช่อ่อนแอลง การโอบรับความหลากหลายจึงมิใช่การคุกคามความเป็นไทย หากเป็นการทำให้ความเป็นไทยกว้างขวางและครอบคลุมผู้คนได้มากขึ้น เราจะกลับมาพิจารณาประเด็นนี้ในบริบทของการสร้างชาติไทยอย่างเต็มที่ในบทที่ ๙
๗.๘ ปิดบท: ความหลากหลายมิใช่ภัย หากเป็นบททดสอบความเป็นธรรม
เราได้พิจารณาแบบจำลองชาติสามแบบ ตั้งแต่ชาติแบบชาติพันธุ์ที่ผูกความเป็นสมาชิกไว้กับสายเลือดและมีแนวโน้มกีดกัน ชาติแบบพลเมืองที่เปิดรับผู้คนบนฐานของคุณค่าร่วม และชาติแบบพหุวัฒนธรรมที่ยอมรับและคุ้มครองความหลากหลายอย่างจริงจัง ข้อสรุปสำคัญคือ ชาติไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน และความหลากหลายในตัวมันเองมิได้ทำลายชาติ
สิ่งที่ตัดสินว่าความหลากหลายจะเป็นพรหรือเป็นภัย คือวิธีที่ชาติจัดการกับมัน ความหลากหลายที่ถูกจัดการด้วยการครอบงำและการบังคับกลืนกลายย่อมแปรเป็นความขัดแย้ง ส่วนความหลากหลายที่ถูกจัดการด้วยความเป็นธรรมและความเสมอภาคในความเป็นเจ้าของย่อมแปรเป็นความเข้มแข็ง ความหลากหลายจึงเป็นบททดสอบความเป็นธรรมของชาติ ว่าชาตินั้นปฏิบัติต่อสมาชิกทุกกลุ่มในฐานะเจ้าของร่วมที่เสมอภาคได้จริงหรือไม่
มาถึงจุดนี้ เราได้พิจารณาความเป็นชาติทั้งในมิติของกำเนิด นิยาม ความเป็นเจ้าของ ความรัก และความหลากหลายภายในแล้ว คำถามที่ยังเหลืออยู่คือความสัมพันธ์ของชาติกับโลกภายนอก ในยุคที่ผู้คน ทุน ข้อมูล และวัฒนธรรมไหลข้ามพรมแดนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ชาติยังจำเป็นและยังสำคัญอยู่หรือไม่ โลกาภิวัตน์กำลังทำให้ชาติเลือนหายไป หรือกำลังเปลี่ยนความหมายของมัน คำถามเหล่านี้คือหัวใจของบทถัดไป
บทที่ ๘
ชาติในโลกาภิวัตน์: เมื่อพรมแดนไม่ใช่กำแพงอีกต่อไป
บทที่ ๗ ปิดท้ายด้วยคำถามว่า ในยุคที่ผู้คน ทุน ข้อมูล และวัฒนธรรมไหลข้ามพรมแดนอย่างไม่เคยมีมาก่อน ชาติยังจำเป็นและยังสำคัญอยู่หรือไม่ คำถามนี้กลายเป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงสำคัญที่สุดของยุคสมัยเรา เพราะตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้ประกาศว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน และรัฐชาติกำลังจะหมดความหมาย
ในเวลาเดียวกัน โลกก็ได้เห็นการกลับมาของชาตินิยมอย่างเข้มข้นในหลายภูมิภาค ราวกับว่ายิ่งโลกเชื่อมโยงกันมากเท่าใด ผู้คนกลับยิ่งโหยหาความผูกพันต่อชาติมากขึ้นเท่านั้น ความขัดแย้งระหว่างสองแนวโน้มนี้ ทำให้คำถามเรื่องอนาคตของชาติมีความซับซ้อนและน่าสนใจอย่างยิ่ง
บทนี้จะโต้แย้งว่าโลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงชาติอย่างลึกซึ้ง แต่ไม่ได้ทำให้ชาติหายไป และที่สำคัญกว่านั้น ชาติยังคงเป็นพื้นที่หลักของความเป็นเจ้าของในระบอบประชาธิปไตย เราจะพิจารณาข้อเสนอเรื่องจุดจบของรัฐชาติ เหตุผลที่ชาติยังคงอยู่ ผลกระทบของการโยกย้ายถิ่นและชุมชนพลัดถิ่น ความเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล ความสัมพันธ์ระหว่างชาตินิยมกับสากลนิยม และเหตุผลว่าเหตุใดชาติจึงยังสำคัญอย่างยิ่งต่อประชาธิปไตย
๘.๑ ข้อเสนอว่าด้วย “จุดจบของรัฐชาติ”
ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๒๐ นักคิดจำนวนหนึ่งเสนอว่าโลกาภิวัตน์กำลังกัดกร่อนอำนาจอธิปไตยของรัฐชาติจนใกล้หมดความหมาย เคนอิจิ โอมาเอะ (Kenichi Ohmae) เสนอภาพของ “โลกไร้พรมแดน” ที่เศรษฐกิจระดับภูมิภาคและบรรษัทข้ามชาติมีอำนาจเหนือรัฐ ขณะที่ซูซาน สเตรนจ์ (Susan Strange) วิเคราะห์ถึง “การถอยร่นของรัฐ” เมื่ออำนาจในการกำกับเศรษฐกิจไหลออกจากมือของรัฐไปสู่ตลาดและผู้เล่นข้ามชาติ (Ohmae, 1995; Strange, 1996)
ข้อเสนอเหล่านี้ตั้งอยู่บนข้อสังเกตที่เป็นจริงหลายประการ ตลาดการเงินโลกเคลื่อนย้ายทุนมหาศาลในชั่วพริบตาเกินกว่ารัฐใดจะควบคุมได้ บรรษัทข้ามชาติมีงบประมาณใหญ่กว่าหลายประเทศรวมกัน สถาบันเหนือรัฐและข้อตกลงระหว่างประเทศกำหนดกรอบที่รัฐต้องปฏิบัติตาม และปัญหาข้ามพรมแดนอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโรคระบาด ก็ไม่มีชาติใดแก้ไขได้ตามลำพัง ภาพรวมที่ได้คืออำนาจดูเหมือนกำลังไหลขึ้นไปสู่ระดับโลก และไหลลงไปสู่ระดับภูมิภาคและเมือง พร้อมกัน
๘.๒ เหตุใดชาติจึงยังไม่หายไป
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเรื่องจุดจบของรัฐชาติกลับสวนทางกับข้อเท็จจริงสำคัญหลายประการ ประการแรก รัฐยังคงผูกขาดอำนาจหลายอย่างที่ไม่มีผู้ใดแทนที่ได้ ทั้งการควบคุมพรมแดน การกำหนดความเป็นพลเมือง การบังคับใช้กฎหมาย การจัดเก็บภาษี การถืออำนาจทางทหาร และการจัดสวัสดิการ ประการที่สอง จำนวนรัฐชาติในโลกมิได้ลดลง หากกลับเพิ่มขึ้นอย่างมากจากการปลดปล่อยอาณานิคมและการล่มสลายของจักรวรรดิ ประการที่สาม คริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ ได้เห็นการกลับมาของชาตินิยมอย่างเข้มข้น ซึ่งยืนยันว่าความผูกพันต่อชาติยังทรงพลังอย่างยิ่ง
เดวิด เฮลด์ และคณะ เสนอมุมมองที่สมดุลกว่า ซึ่งเรียกว่าแนวคิดแบบการแปรเปลี่ยน พวกเขาชี้ว่าโลกาภิวัตน์มิได้ทำลายรัฐชาติ หากปรับเปลี่ยนบทบาทและรูปแบบของมัน รัฐต้องเรียนรู้ที่จะทำงานในเครือข่ายของอำนาจที่ซับซ้อนขึ้น แต่รัฐก็ยังคงเป็นผู้เล่นหลัก แม้แต่ระบบการกำกับดูแลระดับโลกก็ถูกสร้างขึ้นโดยและประกอบขึ้นจากรัฐชาติทั้งหลาย (Held et al., 1999) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชาติกำลังเปลี่ยนแปลง มิใช่กำลังหายไป
ที่สำคัญที่สุดสำหรับหนังสือเล่มนี้ ยังไม่มี “ประชาชนโลก” ที่รวมตัวกันเป็นประชาธิปไตยระดับโลกได้จริง ไม่มีการเลือกตั้งระดับโลก ไม่มีรัฐบาลโลกที่ประชาชนตรวจสอบได้ ดังนั้นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถใช้อำนาจอธิปไตยและเรียกร้องความรับผิดได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงยังคงเป็นชาติเป็นหลัก ข้อเท็จจริงนี้จะนำเราไปสู่ข้อสรุปสำคัญในตอนท้ายของบท
๘.๓ การโยกย้ายถิ่นและชุมชนพลัดถิ่น
โลกาภิวัตน์ได้ท้าทายแบบจำลองที่เรียบง่ายที่ว่าหนึ่งชาติเท่ากับหนึ่งดินแดนเท่ากับหนึ่งกลุ่มคน อย่างรุนแรงที่สุดผ่านการโยกย้ายถิ่นของผู้คนจำนวนมหาศาล ผู้คนเดินทางข้ามพรมแดนเพื่อทำงาน เรียน ลี้ภัย หรือแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า ก่อให้เกิดชุมชนพลัดถิ่นที่อาศัยอยู่นอกดินแดนต้นกำเนิด แต่ยังคงรักษาอัตลักษณ์และความผูกพันต่อชาติของตนไว้
เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน เรียกปรากฏการณ์ที่สมาชิกชุมชนพลัดถิ่นเข้าร่วมการเมืองของบ้านเกิดจากระยะไกลว่า “ชาตินิยมทางไกล” (long-distance nationalism) ขณะที่อาร์จุน อัปปาดูรัย (Arjun Appadurai) เสนอว่าโลกปัจจุบันเต็มไปด้วยกระแสการเคลื่อนไหวของผู้คนที่ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างชาติกับดินแดนไปอย่างสิ้นเชิง (Anderson, 1998; Appadurai, 1996) ปรากฏการณ์การถือสองสัญชาติยิ่งตอกย้ำว่า คนคนหนึ่งสามารถเป็นสมาชิกของชุมชนทางการเมืองมากกว่าหนึ่งแห่งได้ ซึ่งท้าทายความคิดเรื่องความเป็นสมาชิกชาติแบบเดี่ยว
การโยกย้ายถิ่นยังบีบให้ชาติต้องเผชิญคำถามเรื่องความเป็นสมาชิกที่เราพิจารณาในบทที่ ๗ อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น เมื่อผู้คนที่มีภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมต่างออกไปเข้ามาอยู่ร่วมในดินแดนเดียวกัน คำถามที่ว่าใครคือสมาชิกของชาติก็กลายเป็นคำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ชาติที่ยึดแบบจำลองชาติพันธุ์จะเผชิญความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ชาติที่ยึดแบบจำลองพลเมืองและพหุวัฒนธรรมจะมีความยืดหยุ่นในการโอบรับความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ดีกว่า
๘.๔ ความเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล: ชุมชนจินตกรรมแบบใหม่
หากการพิมพ์เป็นเทคโนโลยีที่สร้างชุมชนจินตกรรมของชาติในยุคสมัยใหม่ ดังที่เราเห็นในบทที่ ๒ และ ๓ เทคโนโลยีดิจิทัลก็กำลังสร้างชุมชนจินตกรรมรูปแบบใหม่ในยุคปัจจุบัน อินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ทำให้ผู้คนทั่วโลกสามารถเชื่อมโยง รับรู้เหตุการณ์ และร่วมเคลื่อนไหวข้ามพรมแดนได้ในเวลาเดียวกัน ตรรกะเรื่องการดำรงอยู่พร้อมกันที่แอนเดอร์สันชี้ไว้ บัดนี้ทำงานในระดับโลกและด้วยความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน
อย่างไรก็ตาม ผลของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อชาตินั้นมีสองด้าน ในด้านหนึ่ง มันสร้างอัตลักษณ์และเครือข่ายความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่ข้ามพรมแดน ทำให้ผู้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนที่ใหญ่กว่าชาติ ในอีกด้านหนึ่ง มันก็สร้างพื้นที่สาธารณะดิจิทัลระดับชาติที่เข้มข้นขึ้น เป็นเวทีที่ผู้คนถกเถียงเรื่องของชาติ และบางครั้งก็ปลุกชาตินิยมออนไลน์ขึ้นด้วย พื้นที่ดิจิทัลจึงมิได้ลบชาติ หากกลายเป็นสนามใหม่ที่ความหมายของชาติถูกช่วงชิงและนิยามใหม่ และที่สำคัญ มันได้ทำให้การผูกขาดเรื่องเล่าของชาติโดยอำนาจใดอำนาจหนึ่งเป็นเรื่องยากขึ้นกว่าเดิมมาก
๘.๕ ชาตินิยมกับสากลนิยม: ความตึงเครียดที่ไม่จำเป็นต้องขัดกัน
โลกาภิวัตน์ได้รื้อฟื้นการถกเถียงเก่าแก่ระหว่างความผูกพันต่อชาติกับความผูกพันต่อมนุษยชาติทั้งมวล มาร์ธา นุสบาม (Martha Nussbaum) เสนออุดมคติแบบสากลนิยม ที่ถือว่าความจงรักภักดีทางศีลธรรมขั้นพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ควรเป็นความจงรักภักดีต่อมนุษยชาติ มิใช่ต่อชาติใดชาติหนึ่ง (Nussbaum, 1996) ในมุมมองนี้ การยึดชาติเป็นศูนย์กลางอาจคับแคบและนำไปสู่การมองข้ามความทุกข์ของผู้คนนอกพรมแดน
อย่างไรก็ตาม ความผูกพันต่อชาติกับความผูกพันต่อมนุษยชาติไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน ควาเม แอนโทนี แอปไปอาห์ (Kwame Anthony Appiah) เสนอแนวคิดเรื่องสากลนิยมที่หยั่งราก ซึ่งถือว่ามนุษย์สามารถผูกพันลึกซึ้งกับชุมชนเฉพาะของตน พร้อมกับยึดมั่นในศักดิ์ศรีและคุณค่าสากลของมนุษย์ทุกคนได้ในเวลาเดียวกัน (Appiah, 2006) แนวคิดนี้สอดคล้องกับความรักชาติแบบประชาธิปไตยที่เราเสนอในบทที่ ๖ ความรักชาติแบบพลเมืองที่ยึดเสรีภาพและศักดิ์ศรีเป็นแกน ย่อมเปิดกว้างต่อโลกได้โดยไม่สูญเสียรากของตน ชาติที่ประชาชนเป็นเจ้าของจึงสามารถเป็นชาติที่เปิดรับโลกได้ โดยไม่จำเป็นต้องละลายหายไปในกระแสโลก
๘.๖ เหตุใดชาติยังสำคัญต่อประชาธิปไตย
เมื่อนำข้อพิจารณาทั้งหมดมารวมกัน เราก็มาถึงข้อสรุปที่สำคัญที่สุดของบทนี้ แม้ในโลกที่เชื่อมโยงถึงกัน ประชาธิปไตยซึ่งหมายถึงการปกครองโดยประชาชน ยังคงต้องอาศัย “ประชาชน” คือชุมชนทางการเมืองที่มีขอบเขต ซึ่งพลเมืองเป็นเจ้าของร่วมและสามารถเรียกร้องความรับผิดจากผู้มีอำนาจได้ ตราบที่ยังไม่มีประชาธิปไตยระดับโลกที่แท้จริง ชาติจึงยังคงเป็นพื้นที่หลักที่หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน ซึ่งเราวางไว้ในบทที่ ๕ สามารถเป็นจริงได้ในทางปฏิบัติ
เมื่อมองเช่นนี้ การปกป้องชาติในฐานะชุมชนที่ประชาชนเป็นเจ้าของ จึงมิใช่เรื่องคับแคบหรือล้าสมัย หากเป็นการปกป้องภาชนะของประชาธิปไตยเอง ยิ่งไปกว่านั้น โลกาภิวัตน์กลับทำให้เรื่องนี้สำคัญยิ่งขึ้น เพราะเมื่ออำนาจจำนวนมากไหลไปสู่ผู้เล่นระดับโลกที่ประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ชาติประชาธิปไตยก็ยังคงเป็นพื้นที่ที่ประชาชนสามารถทวงถามความรับผิดและกำหนดชะตากรรมร่วมกันได้ ชาติจึงมิใช่ซากที่หลงเหลือจากอดีต หากเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นของการปกครองตนเองโดยประชาชน
๘.๗ กรณีไทย: ชาติไทยในกระแสโลก
สังคมไทยเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของชาติที่ฝังตัวอยู่ในกระแสโลกาภิวัตน์อย่างลึกซึ้ง เศรษฐกิจไทยผูกพันแนบแน่นกับการค้า การท่องเที่ยว และห่วงโซ่การผลิตระดับโลก แรงงานไทยจำนวนมากทำงานในต่างประเทศ ขณะที่แรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมหาศาลก็เข้ามาเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ปรากฏการณ์นี้นำคำถามเรื่องความเป็นสมาชิกและความเป็นเจ้าของกลับมาอีกครั้งว่า ผู้คนเหล่านี้มีสถานะอย่างไรในชุมชนทางการเมืองที่พวกเขาร่วมสร้าง
ในมิติดิจิทัล โลกาภิวัตน์ได้เปิดพื้นที่ใหม่ให้แก่สำนึกพลเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ การเชื่อมต่อกับโลกทำให้ผู้คนได้เปรียบเทียบระบอบการปกครอง สิทธิ และเสรีภาพของตนกับมาตรฐานสากล ขณะที่พื้นที่ออนไลน์ได้กลายเป็นเวทีที่ความคิดเรื่องประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจหมุนเวียนและขยายตัวได้กว้างขวางเกินกว่าที่อำนาจใดจะควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ การไหลเวียนของข้อมูลและความคิดข้ามพรมแดนจึงมีส่วนเสริมสร้างสำนึกความเป็นเจ้าของประเทศของประชาชน
ในเวลาเดียวกัน กระแสโลกก็ได้กระตุ้นปฏิกิริยาในทิศทางตรงข้ามด้วย ทั้งการเน้นย้ำอัตลักษณ์ความเป็นไทยและการปลุกความรู้สึกชาตินิยมในบางช่วง การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างนี้ชี้ให้เห็นว่าชาติไทยกำลังอยู่ในกระบวนการนิยามตนเองใหม่ท่ามกลางแรงดึงสองทาง คือแรงที่เปิดสู่โลกและสำนึกพลเมืองสากล กับแรงที่หันกลับสู่ความเป็นไทยแบบจารีต พลวัตนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการช่วงชิงความหมายของชาติ ซึ่งเราจะพิจารณาอย่างเต็มที่ในบทที่ ๙ และ ๑๐
๘.๘ ปิดบท: ชาติที่เปลี่ยนไป แต่ไม่หายไป
เราได้พิจารณาทั้งข้อเสนอที่ว่าโลกาภิวัตน์กำลังทำให้รัฐชาติหมดความหมาย และข้อโต้แย้งที่ชี้ว่าชาติยังคงอยู่และปรับเปลี่ยนตนเอง ข้อสรุปของบทนี้คือ โลกาภิวัตน์เปลี่ยนแปลงชาติอย่างลึกซึ้ง พรมแดนพรุนขึ้น ผู้คนมีความเป็นสมาชิกหลายชั้น กระแสข้ามชาติและชุมชนดิจิทัลเกิดขึ้นมากมาย แต่ชาติก็มิได้หายไป หากเปลี่ยนรูปและยังคงเป็นพื้นที่หลักของการปกครองตนเองโดยประชาชน
ชาติในอนาคตที่บทนี้ชี้ทางไว้ จึงควรเป็นชาติที่เปิดรับโลกโดยไม่ปิดกั้นตนเอง เป็นพหุภายในตามที่บทที่ ๗ เสนอ ยึดความเป็นพลเมืองมากกว่าเชื้อชาติตามที่บทที่ ๖ เสนอ และเหนือสิ่งอื่นใด เป็นชาติที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงตามที่บทที่ ๕ ยืนยัน ชาติเช่นนี้จะไม่กลัวโลกาภิวัตน์ เพราะรากของมันมิได้อยู่ที่กำแพงพรมแดน หากอยู่ที่เจตจำนงร่วมของผู้คนที่จะปกครองตนเอง
มาถึงจุดนี้ เราได้สำรวจความเป็นชาติในเชิงทฤษฎีและในเชิงเปรียบเทียบมาอย่างครบถ้วน ทั้งกำเนิด นิยาม ความเป็นเจ้าของ ความรัก ความหลากหลายภายใน และความสัมพันธ์กับโลกภายนอก ถึงเวลาแล้วที่เราจะนำเครื่องมือทั้งหมดนี้มาส่องดูกรณีที่ใกล้ตัวเราที่สุด นั่นคือการสร้างชาติไทย จากสยามสู่ไทย ว่าชาติของเราถูกประกอบสร้างขึ้นอย่างไร โดยใคร และเพื่อใคร อันเป็นหัวใจของบทถัดไป
บทที่ ๙
การสร้างชาติไทย: จากสยามสู่ไทย
ตลอดแปดบทที่ผ่านมา เราได้สร้างเครื่องมือทางความคิดขึ้นมาชุดหนึ่ง ทั้งความเข้าใจว่าชาติเป็นสิ่งที่ถูกสร้างมิใช่ถือกำเนิด การแยกแยะชาติออกจากรัฐและรัฐบาล หลักที่ว่าประเทศเป็นของประชาชน การจำแนกความรักชาติแบบพลเมืองออกจากชาตินิยมแบบกีดกัน และการเห็นคุณค่าของความหลากหลาย บทนี้จะนำเครื่องมือทั้งหมดมาส่องดูกรณีที่ใกล้ตัวเราที่สุด นั่นคือการสร้างชาติไทย
ข้อเสนอหลักของบทนี้คือ ชาติไทยเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ มิใช่สิ่งคงที่ที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลา ชาติไทยถูกประกอบสร้างขึ้นในช่วงเวลาหนึ่ง ถูกนิยามและถูกนิยามใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า โดยกลุ่มผู้มีอำนาจที่ต่างกันในแต่ละยุค และในการประกอบสร้างแต่ละครั้ง คำถามที่ซ่อนอยู่เสมอคือ ชาตินี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใคร และใครคือเจ้าของที่แท้จริง
เราจะเดินตามเส้นเวลาตั้งแต่สยามก่อนยุครัฐชาติ ผ่านการรวมศูนย์ในรัชกาลที่ ๕ การประดิษฐ์ชาตินิยมในรัชกาลที่ ๖ การปฏิวัติ ๒๔๗๕ การประกอบสร้างราชาชาตินิยมใหม่ในยุคสงครามเย็น มาจนถึงโครงสร้างอำนาจและพลวัตของไทยร่วมสมัย การวิเคราะห์ในบทนี้เป็นการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างและเชิงประวัติศาสตร์ โดยอาศัยงานวิชาการที่ได้รับการยอมรับ มิได้มุ่งโจมตีบุคคลใด หากมุ่งทำความเข้าใจว่าอำนาจในสังคมไทยถูกจัดวางอย่างไร เพื่อให้พลเมืองมีเครื่องมือในการมองเห็นและเข้าใจสังคมของตนอย่างตื่นรู้
๙.๑ สยามก่อนรัฐชาติ: อาณาจักรที่ไม่มีพรมแดน
ดังที่เราได้กล่าวถึงในบทที่ ๑ รัฐจารีตของสยามมิได้มีลักษณะเหมือนรัฐชาติสมัยใหม่ อำนาจมิได้กระจายอย่างสม่ำเสมอภายในดินแดนที่มีเส้นพรมแดนชัดเจน หากแผ่ออกเป็นวงซ้อนจากศูนย์กลางอันศักดิ์สิทธิ์คือราชสำนัก ตามแบบที่นักวิชาการเรียกว่าการเมืองแบบมณฑลหรือการเมืองแบบจักรวาล เมืองชั้นนอกและเมืองประเทศราชมีอิสระในการปกครองตนเองตามสมควร ตราบที่ยังส่งบรรณาการและยอมรับฐานะของศูนย์กลาง (Winichakul, 1994)
ในโครงสร้างเช่นนี้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “ชาติไทย” ในความหมายสมัยใหม่ ผู้คนมิได้มองตนเองเป็นพลเมืองร่วมชาติที่เสมอภาค หากเป็นไพร่และทาสที่ผูกอยู่กับมูลนายและราชสำนักผ่านระบบศักดินา ความจงรักภักดีเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนบุคคลตามลำดับชั้น มิใช่ความผูกพันต่อชุมชนการเมืองที่เป็นนามธรรม สยามก่อนยุครัฐชาติจึงเป็นอาณาจักรของผู้ปกครอง มิใช่ชาติของประชาชน และนี่คือจุดตั้งต้นที่เราต้องเข้าใจ ก่อนจะเห็นว่าชาติไทยถูกประกอบสร้างขึ้นมาอย่างไร
๙.๒ รัชกาลที่ ๕: การรวมศูนย์อำนาจและการสร้างภูมิกายา
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายใต้แรงกดดันจากลัทธิอาณานิคมตะวันตกที่ล้อมรอบ สยามได้ดำเนินการปฏิรูปการปกครองครั้งใหญ่ เปลี่ยนจากการปกครองแบบกระจายของระบบมณฑลเดิม มาสู่การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่กรุงเทพฯ ผ่านระบบเทศาภิบาลและการสร้างระบบราชการสมัยใหม่ที่แผ่คลุมทั่วดินแดน พร้อมกันนั้นก็มีการยกเลิกระบบไพร่และทาสลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
กระบวนการที่สำคัญที่สุดในเชิงการสร้างชาติคือการทำแผนที่ ดังที่ธงชัย วินิจจะกูล ชี้ว่าการกำหนดเส้นพรมแดนที่แน่นอนผ่านเทคโนโลยีการทำแผนที่สมัยใหม่นี้เอง ที่สร้าง “ภูมิกายา” หรือเรือนร่างทางภูมิศาสตร์ของชาติขึ้นมาเป็นครั้งแรก เปลี่ยนพื้นที่อำนาจที่เคยเลือนรางให้กลายเป็นดินแดนที่มีรูปร่างคมชัดที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน (Winichakul, 1994) ภูมิกายานี้กลายเป็นวัตถุแห่งความรักและความหวงแหน และเป็นรากฐานของจินตนาการเรื่องชาติไทยในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องตระหนักในเชิงโครงสร้างคือ การปฏิรูปและการสร้างรัฐสมัยใหม่ในยุคนี้ มีเป้าหมายหลักเพื่อรวมศูนย์และเสริมความมั่นคงของอำนาจส่วนกลาง มิใช่เพื่อกระจายอำนาจสู่ประชาชน รัฐชาติสมัยใหม่ของสยามจึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะเครื่องมือของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เข้มแข็งขึ้น มิใช่ในฐานะชุมชนของพลเมืองที่ปกครองตนเอง การสร้างชาติในขั้นนี้จึงเป็นการสร้างจากเบื้องบนอย่างชัดเจน
๙.๓ รัชกาลที่ ๖: การประดิษฐ์ชาตินิยมไทยและไตรลักษณ์แห่งอุดมการณ์
หากรัชกาลที่ ๕ สร้างเรือนร่างของรัฐชาติ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เป็นยุคที่ชาตินิยมไทยถูกประดิษฐ์ขึ้นอย่างเป็นระบบและชัดแจ้งที่สุด ในยุคนี้เองที่อุดมการณ์อันเป็นแกนกลางของความเป็นไทยแบบทางการได้ถูกวางขึ้น คือไตรลักษณ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” พร้อมกับการสร้างสัญลักษณ์ของชาติจำนวนมาก ทั้งธงไตรรงค์และพิธีกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการนิยามและส่งเสริม “ความเป็นไทย” ผ่านงานเขียนและนโยบายของรัฐ
นักประวัติศาสตร์อย่างนิธิ เอียวศรีวงศ์ ได้วิเคราะห์ว่าความเป็นชาติไทยถูกปลูกฝังผ่านเครื่องมือทางวัฒนธรรมจำนวนมาก ทั้งแบบเรียน อนุสาวรีย์ และเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่ถูกคัดสรรและจัดวางอย่างจงใจ (นิธิ, 2538) ขณะที่ธงชัย วินิจจะกูล เรียกอุดมการณ์ที่จัดวางสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้เป็นแกนกลางของความเป็นชาติและของประวัติศาสตร์ไทยนี้ว่า “ราชาชาตินิยม” ซึ่งกลายเป็นกรอบหลักในการเล่าเรื่องชาติไทยสืบมา
ข้อสังเกตเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ ชาตินิยมไทยแบบทางการนี้ถูกออกแบบมาให้ผูกความรักชาติเข้ากับความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักอย่างแนบแน่น กล่าวคือ เป็นการหลอมรวม “ชาติ” เข้ากับสถาบันผู้ปกครองตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นการสถาปนาการหลอมรวมมโนทัศน์ที่เราได้เตือนถึงในบทที่ ๔ ให้กลายเป็นโครงสร้างทางอุดมการณ์ของรัฐ ผลที่ตามมาในระยะยาวคือ ความรักชาติแบบไทยถูกวางให้โน้มเอียงไปทางขั้วองค์รวมและการเชื่อฟัง มากกว่าขั้วพลเมืองที่ตื่นรู้และตรวจสอบ
๙.๔ ๒๔๗๕: การปฏิวัติที่ยังไม่เสร็จสิ้น
การประกอบสร้างชาติแบบราชาชาตินิยมถูกท้าทายอย่างรุนแรงในปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ เมื่อคณะราษฎรได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญ และประกาศหลักการที่พลิกคำตอบของคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของประเทศ ดังที่เราได้ยกมาในบทที่ ๕ ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย คณะราษฎรได้วางหลักหกประการเป็นเป้าหมาย ครอบคลุมทั้งเอกราช ความปลอดภัย เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษาของราษฎร (นครินทร์, 2535)
อย่างไรก็ตาม การปฏิวัติ ๒๔๗๕ มิได้นำไปสู่การสถาปนาประชาธิปไตยที่มั่นคงในทันที ตรงกันข้าม มันได้เปิดฉากการต่อสู้ช่วงชิงอำนาจที่ยืดเยื้อ ทั้งระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายที่ต้องการฟื้นอำนาจเดิม ดังปรากฏในกบฏบวรเดชในปีถัดมา และระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ภายในคณะราษฎรเอง หลักการที่ว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจถูกประกาศไว้แล้วก็จริง แต่การทำให้หลักการนั้นเป็นจริงในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นการต่อสู้ที่ยังไม่จบสิ้น นักวิชาการจำนวนมากจึงมองว่า ๒๔๗๕ เป็นการปฏิวัติที่ยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งวางคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของประเทศไว้ให้คนรุ่นต่อ ๆ มาสานต่อ
๙.๕ การประกอบสร้างใหม่ของราชาชาตินิยมในยุคสงครามเย็น
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะนับแต่การรัฐประหารในปลายทศวรรษ ๒๔๙๐ เป็นต้นมา ในยุคนี้ ระเบียบอำนาจที่ผสานกองทัพเข้ากับสถาบันหลักได้ก่อตัวขึ้นอย่างเข้มแข็ง โดยมีบริบทของการต่อต้านคอมมิวนิสต์และการสนับสนุนจากมหาอำนาจตะวันตกเป็นฉากหลัง นักวิชาการอย่างทักษ์ เฉลิมเตียรณ ได้วิเคราะห์การเมืองยุคนี้ว่าเป็นระบอบที่อาศัยอำนาจนิยมแบบพ่อปกครองลูก ซึ่งจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับประชาชนในเชิงอุปถัมภ์และลำดับชั้น (Thak, 2007)
ในเชิงอุดมการณ์ ยุคสงครามเย็นได้รื้อฟื้นและประกอบสร้างราชาชาตินิยมขึ้นใหม่ให้กลับมาเป็นแกนกลางของความเป็นชาติอีกครั้ง หลังจากที่ถูกท้าทายในช่วงหลัง ๒๔๗๕ พิธีกรรม สัญลักษณ์ และเรื่องเล่าที่จัดวางสถาบันหลักไว้เป็นหัวใจของชาติได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวาง ขณะที่เรื่องเล่าแบบคณะราษฎรที่เน้นอำนาจอธิปไตยของปวงชนค่อย ๆ ถูกลดทอนความสำคัญลงในความทรงจำทางการ กระบวนการนี้คือสิ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการดูดกลืนความหมายของชาติกลับเข้าสู่ระเบียบอำนาจแบบจารีต
ผลในเชิงโครงสร้างคือ ความเป็นชาติไทยถูกประกอบสร้างใหม่ในยุคสงครามเย็นให้หมุนรอบแกนของสถาบันหลักและกองทัพ มากกว่ารอบแกนของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ทิศทางประชาธิปไตยที่ ๒๔๗๕ เปิดไว้จึงถูกหันเหไปอย่างมีนัยสำคัญ และวางรากฐานให้แก่โครงสร้างอำนาจที่ดำรงสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน
๙.๖ เครือข่ายอำนาจนำและรัฐพันลึก: โครงสร้างอำนาจไทยร่วมสมัย
เพื่อทำความเข้าใจโครงสร้างอำนาจของไทยร่วมสมัย นักวิชาการได้เสนอกรอบการวิเคราะห์ที่ทรงพลังหลายชุด ดังกัน แมกคาร์โก (Duncan McCargo) เสนอแนวคิดเรื่อง “เครือข่ายอำนาจนำ” ซึ่งอธิบายว่าอำนาจทางการเมืองในไทยมิได้ทำงานผ่านสถาบันที่เป็นทางการเพียงอย่างเดียว หากทำงานผ่านเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการซึ่งเชื่อมโยงกลุ่มชนชั้นนำ ข้าราชการ กองทัพ และองค์กรต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยมีศูนย์กลางอยู่เหนือการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง (McCargo, 2005)
ในทำนองเดียวกัน เออเฌนี เมรีโอ (Eugénie Mérieau) ได้นำแนวคิดเรื่อง “รัฐพันลึก” มาวิเคราะห์การเมืองไทย โดยชี้ว่าสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกองทัพ ศาล และองค์กรอิสระ ทำหน้าที่เป็นกลไกที่คอยกำกับและลบล้างอำนาจของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ (Mérieau, 2016) ขณะที่งานศึกษาเรื่อง “ทุนสีกากี” ได้วิเคราะห์ฐานอำนาจทางเศรษฐกิจของกองทัพ ซึ่งทำให้กองทัพเป็นผู้เล่นที่มีผลประโยชน์และอิทธิพลทางการเมืองอย่างยั่งยืน (Chambers & Waitoolkiat, 2017)
กรอบการวิเคราะห์เหล่านี้ช่วยอธิบายปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน นั่นคือแม้รัฐธรรมนูญไทยจะบัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ในทางโครงสร้าง อำนาจที่แท้จริงกลับถูกวางซ้อนด้วยชั้นของอำนาจยับยั้งที่ประชาชนเลือกตั้งหรือถอดถอนไม่ได้ ผลก็คือเจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้ง สามารถถูกจำกัดหรือพลิกกลับได้โดยกลไกเหล่านี้ ช่องว่างระหว่างหลักการที่ว่าประเทศเป็นของประชาชน กับโครงสร้างอำนาจที่เป็นจริง จึงเป็นแกนกลางของปัญหาการเมืองไทยร่วมสมัย
๙.๗ วงจรซ้ำเดิม: รัฐประหาร รัฐธรรมนูญ และภาพลวงของพลวัต
อาการที่ชัดเจนที่สุดของช่องว่างนี้คือวงจรการเมืองที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่านับแต่ ๒๔๗๕ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้วราวยี่สิบฉบับ และเผชิญการรัฐประหารที่สำเร็จกว่าสิบครั้ง วงจรนี้มักดำเนินไปในรูปแบบคล้ายเดิม คือมีการเลือกตั้ง ตามด้วยวิกฤตการณ์ทางการเมือง การรัฐประหารหรือการแทรกแซงโดยกลไกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่วนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา วงจรนี้ปรากฏชัดในการรัฐประหารปี ๒๕๔๙ และ ๒๕๕๗ ตลอดจนการใช้กลไกตุลาการในการยุบพรรคและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่งนักวิชาการเรียกปรากฏการณ์การขยายบทบาทของศาลเข้าสู่การเมืองนี้ว่าตุลาการภิวัตน์ สิ่งที่น่าสังเกตคือ เบื้องหลังความปั่นป่วนที่ดูเหมือนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลานั้น โครงสร้างอำนาจส่วนลึกกลับมีเสถียรภาพอย่างน่าทึ่ง ปรากฏการณ์นี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “ภาพลวงของพลวัต” คือมีการเปลี่ยนรัฐบาลและเปลี่ยนรัฐธรรมนูญอยู่เสมอ แต่ผู้ที่กุมอำนาจส่วนลึกและกติกาขั้นพื้นฐานกลับเปลี่ยนแปลงน้อยมาก
เมื่อมองในกรอบของหนังสือเล่มนี้ วงจรนี้คือการต่อสู้ที่ยังไม่จบสิ้นระหว่างหลักการที่ว่าประเทศเป็นของประชาชน กับโครงสร้างที่พยายามธำรงอำนาจไว้เหนือเจตจำนงของประชาชน ทุกครั้งที่ประชาชนใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของ ก็มักมีกลไกที่คอยจำกัดผลของการใช้สิทธินั้น การเข้าใจวงจรนี้ในเชิงโครงสร้างจึงสำคัญ เพราะมันช่วยให้พลเมืองมองทะลุภาพลวงของความเปลี่ยนแปลง และเห็นแก่นของปัญหาที่แท้จริง
๙.๘ ไทยร่วมสมัย: การกลับมาของคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของ
แม้โครงสร้างอำนาจส่วนลึกจะมีเสถียรภาพมายาวนาน แต่คริสต์ศตวรรษที่ ๒๑ ได้เห็นการกลับมาของคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของประเทศอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่เติบโตในยุคดิจิทัล และได้เปรียบเทียบสังคมของตนกับมาตรฐานสากลดังที่เราวิเคราะห์ในบทที่ ๘ ได้เริ่มตั้งคำถามอย่างเปิดเผยต่อโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ และเรียกร้องให้หลักการที่ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎร ซึ่งประกาศไว้ตั้งแต่ ๒๔๗๕ กลายเป็นความจริงในทางปฏิบัติ
โดยเฉพาะนับแต่ราวปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ เป็นต้นมา ได้เกิดการเคลื่อนไหวและการถกเถียงสาธารณะในวงกว้างอย่างไม่เคยมีมาก่อน ประเด็นจำนวนมากที่เคยถูกถือว่าอยู่นอกขอบเขตของการอภิปรายสาธารณะ ได้ถูกนำเข้าสู่การพูดคุยอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะคำถามเชิงโครงสร้างว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยกับสถาบันต่าง ๆ และคำถามที่ว่าใครคือเจ้าของอำนาจที่แท้จริง การเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนการตื่นรู้ของพลเมืองรุ่นใหม่ที่ปฏิเสธจะยอมรับช่องว่างระหว่างหลักการกับความจริงต่อไป
ในกรอบความคิดของหนังสือเล่มนี้ ปรากฏการณ์ร่วมสมัยนี้คือการที่ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ลุกขึ้นทวงคืนสถานะการเป็นผู้เขียนเรื่องเล่าของชาติด้วยตนเอง หลังจากที่ความหมายของชาติถูกนิยามจากเบื้องบนมายาวนาน นี่คือการกลับมาของคำถามที่ ๒๔๗๕ เปิดไว้แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่สมบูรณ์ คือคำถามที่ว่าชาติไทยเป็นของใคร และควรถูกนิยามใหม่โดยใคร แน่นอนว่าการช่วงชิงความหมายนี้ยังดำเนินอยู่ และผลลัพธ์ของมันยังไม่อาจคาดเดาได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างไม่อาจย้อนกลับคือ คำถามเรื่องความเป็นเจ้าของได้ถูกตั้งขึ้นอย่างเปิดเผยและกว้างขวางแล้ว
๙.๙ ปิดบท: ชาติไทยที่ยังเขียนไม่จบ
เมื่อมองย้อนตลอดเส้นทางที่เราเดินมาในบทนี้ ภาพที่ชัดเจนคือ ชาติไทยเป็นผลผลิตทางประวัติศาสตร์ที่ถูกประกอบสร้างและประกอบสร้างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า รัชกาลที่ ๕ สร้างเรือนร่างของรัฐชาติและรวมศูนย์อำนาจ รัชกาลที่ ๖ ประดิษฐ์ชาตินิยมที่ยึดสถาบันหลักเป็นแกน ๒๔๗๕ เปิดประตูสู่หลักอำนาจของปวงชน ยุคสงครามเย็นประกอบสร้างราชาชาตินิยมขึ้นใหม่ และไทยร่วมสมัยก็กำลังเผชิญการช่วงชิงความหมายของชาติอีกครั้ง
ในการประกอบสร้างแต่ละครั้ง คำตอบต่อคำถามว่าชาติเป็นของใครก็แตกต่างกันไป บางยุคชาติถูกนิยามให้เป็นของผู้ปกครอง บางยุคถูกประกาศให้เป็นของราษฎร และบางยุคก็ถูกดูดกลืนกลับเข้าสู่ระเบียบอำนาจแบบจารีต ข้อเท็จจริงที่ว่าชาติไทยถูกสร้างและสร้างใหม่ได้นี้เอง คือสิ่งที่ทรงพลังที่สุด เพราะมันหมายความว่าชาติไทยมิใช่สิ่งที่ตายตัว หากเป็นสิ่งที่ยังเขียนไม่จบ และปากกาที่จะเขียนบทต่อไปนั้น ก็อยู่ในมือของประชาชนผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง
หากบทนี้แสดงให้เห็นว่าชาติไทยถูกนิยามและช่วงชิงความหมายมาอย่างไรในประวัติศาสตร์ คำถามที่ตามมาอย่างเป็นธรรมชาติคือ เมื่อผู้มีอำนาจกล่าวอ้างว่ากำลังทำสิ่งต่าง ๆ “เพื่อชาติ” พวกเขาหมายถึงชาติของใครกันแน่ และใครมีสิทธิที่แท้จริงในการนิยามว่าอะไรคือผลประโยชน์ของชาติ คำถามเหล่านี้คือหัวใจของบทถัดไป ซึ่งจะพิจารณาการเมืองของการอ้างชื่อชาติอย่างถึงที่สุด
บทที่ ๑๐
เมื่อผู้มีอำนาจอ้างชื่อชาติ: การเมืองของคำว่า “เพื่อชาติ”
บทที่ ๙ ปิดท้ายด้วยคำถามที่นำเราเข้าสู่บทนี้โดยตรง เมื่อผู้มีอำนาจกล่าวอ้างว่ากำลังทำสิ่งต่าง ๆ “เพื่อชาติ” พวกเขาหมายถึงชาติของใครกันแน่ และใครมีสิทธิที่แท้จริงในการนิยามว่าอะไรคือผลประโยชน์ของชาติ คำถามนี้คือหัวใจของบทนี้ และเป็นจุดที่เชื่อมหนังสือเล่มนี้เข้ากับเล่มว่าด้วยรัฐธรรมนูญในชุดเดียวกันอย่างใกล้ชิด
ดังที่เราได้เห็นในบทที่ ๔ คำว่า “ชาติ” มีความกำกวมในตัว และในบทที่ ๙ เราได้เห็นว่าความหมายของชาติไทยถูกช่วงชิงและนิยามมาอย่างไรในประวัติศาสตร์ บทนี้จะก้าวต่อไปอีกขั้น ด้วยการวิเคราะห์ว่าถ้อยคำที่อ้างชื่อชาติ ทั้ง “ผลประโยชน์ของชาติ” “ความมั่นคงของชาติ” “ความสามัคคีของชาติ” และ “ภาวะฉุกเฉินของชาติ” ถูกนำมาใช้ทางการเมืองอย่างไร และเหตุใดถ้อยคำเหล่านี้จึงสามารถใช้เพื่อปกป้องประชาชน หรือเพื่อปกป้องอำนาจก็ได้
ข้อเสนอหลักของบทนี้คือ การอ้างชื่อชาติเป็นดาบสองคม ในมือของประชาชน มันเป็นเครื่องมือปกป้องส่วนรวม แต่ในมือของผู้มีอำนาจที่ขาดการตรวจสอบ มันกลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นการตรวจสอบและกดทับเสียงที่เห็นต่าง สิ่งที่ตัดสินว่ามันจะเป็นเครื่องมือแบบใด คือคำถามว่าใครมีสิทธินิยามผลประโยชน์ของชาติ และการนิยามนั้นเปิดให้ประชาชนถกเถียงและตรวจสอบได้หรือไม่
๑๐.๑ “ผลประโยชน์ของชาติ”: มโนทัศน์ที่ต้องมีผู้นิยามเสมอ
ถ้อยคำว่า “ผลประโยชน์ของชาติ” ฟังดูราวกับเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างเป็นภาวะวิสัย เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกคนควรเห็นพ้องต้องกัน แต่เมื่อพิจารณาให้ลึก เราจะพบว่าไม่มีผลประโยชน์ของชาติใดที่อ่านตัวมันเองออกมาจากความเป็นจริงได้โดยลำพัง ผลประโยชน์ของชาติต้องมีผู้นิยามเสมอ และเบื้องหลังการนิยามทุกครั้ง ย่อมมีการเลือก การจัดลำดับความสำคัญ และการตัดสินใจว่าจะให้น้ำหนักแก่ผลประโยชน์ของกลุ่มใดมากกว่ากลุ่มใด
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่สำคัญที่สุดจึงมิใช่ว่าผลประโยชน์ของชาติคืออะไร หากเป็นว่าใครเป็นผู้นิยามมัน และนิยามผ่านกระบวนการแบบใด ในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ ผลประโยชน์ของชาติควรถูกกำหนดผ่านการถกเถียงสาธารณะที่เปิดกว้าง โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยประชาชนและผู้แทนของพวกเขา มิใช่ถูกประกาศจากเบื้องบนในฐานะคำตอบสำเร็จรูปที่ห้ามตั้งคำถาม
อันตรายเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอ้างว่าตนมีสิทธิพิเศษในการเข้าถึง “ผลประโยชน์ที่แท้จริงของชาติ” เหนือกว่าผู้อื่น และวางมันไว้เหนือการถกเถียง เมื่อนั้น เรื่องที่ควรเป็นประเด็นทางการเมืองที่ประชาชนร่วมตัดสินได้ ก็ถูกแปรเป็นคำสั่งที่ห้ามต่อรอง ผลคือประชาชนถูกพรากสิทธิในการร่วมกำหนดทิศทางของส่วนรวม ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายความเป็นเจ้าของของพวกเขาที่เราวางไว้ในบทที่ ๕ โดยตรง
๑๐.๒ “ความมั่นคงของชาติ” และตรรกะของการทำให้เป็นภัยคุกคาม
ในบรรดาถ้อยคำที่อ้างชื่อชาติ คำว่า “ความมั่นคงของชาติ” อาจเป็นคำที่ทรงพลังที่สุด นักวิชาการสำนักโคเปนเฮเกน ได้เสนอแนวคิดเรื่อง “การทำให้เป็นภัยคุกคาม” หรือกระบวนการที่ผู้มีอำนาจหยิบยกประเด็นหนึ่งขึ้นมานิยามว่าเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติ เพื่อให้ชอบธรรมที่จะใช้มาตรการพิเศษที่อยู่นอกเหนือกระบวนการประชาธิปไตยตามปกติ (Buzan, Wæver, & de Wilde, 1998)
ตรรกะนี้ทำงานเป็นขั้นตอน ขั้นแรกคือการประกาศว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ขั้นที่สองคือเมื่อสิ่งนั้นถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงแล้ว มันก็ถูกยกออกจากการถกเถียงตามปกติ และขั้นที่สามคืออำนาจพิเศษในการจัดการกับภัยนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่ชอบธรรม กระบวนการนี้เป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทรงพลังที่สุดในการปกป้องอำนาจจากการตรวจสอบ เพราะเมื่อผู้วิพากษ์วิจารณ์หรือฝ่ายตรงข้ามถูกนิยามว่าเป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” การจัดการกับพวกเขาก็ดูชอบธรรมขึ้นทันที
ดังที่เราได้เตือนไว้ในบทที่ ๔ คำว่า “ความมั่นคงของชาติ” สามารถถูกใช้ในความหมายที่แท้จริงคือความปลอดภัยของประชาชน หรือถูกใช้แอบแฝงเพื่อหมายถึงความมั่นคงของระเบียบอำนาจที่ดำรงอยู่ก็ได้ เครื่องป้องกันที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตยคือ การตัดสินว่าอะไรคือภัยต่อความมั่นคงนั้น ต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของประชาชนด้วย มิใช่เป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจตัดสินได้แต่เพียงฝ่ายเดียวโดยปราศจากความรับผิด
๑๐.๓ “ความสามัคคีของชาติ”: เมื่อเอกภาพกลายเป็นเครื่องมือปิดปาก
ถ้อยคำเรื่อง “ความสามัคคีของชาติ” ฟังดูเป็นสิ่งดีงามที่ไม่มีใครคัดค้านได้ แต่มันก็สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือบีบบังคับได้เช่นกัน เพราะการเรียกร้องความสามัคคีในหลายกรณี แท้จริงแล้วคือการเรียกร้องความเงียบ เมื่อใดที่การเห็นต่างถูกตีตราว่าเป็น “การสร้างความแตกแยก” หรือ “การทำลายความสามัคคีของชาติ” การวิพากษ์วิจารณ์ที่ชอบธรรมก็ถูกทำให้กลายเป็นความผิดไปโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม ในระบอบประชาธิปไตย ความเห็นต่างและการถกเถียงมิใช่ภัยต่อชาติ หากเป็นลมหายใจของชาติเอง ชาติที่มีสุขภาพดีมิได้ยึดโยงกันด้วยความเหมือนที่ถูกบังคับ หากด้วยความผูกพันร่วมต่อกติกาที่เป็นธรรมในการจัดการความขัดแย้ง ดังที่เราได้เห็นในบทที่ ๗ ว่าเอกภาพที่แท้จริงมาจากความเป็นธรรม มิใช่จากความเป็นเนื้อเดียว การเรียกร้องความสามัคคีจึงกลายเป็นเครื่องมือของการครอบงำ เมื่อมันถูกใช้เพื่อกดทับเสียงที่เห็นต่าง แทนที่จะใช้เพื่อสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่แท้จริงบนฐานของความเสมอภาค
๑๐.๔ การเมืองภาวะฉุกเฉินและภาวะยกเว้น
รูปแบบที่อันตรายที่สุดอย่างหนึ่งของการอ้างชื่อชาติ คือการเมืองภาวะฉุกเฉิน นักทฤษฎีอย่างคาร์ล ชมิทท์ (Carl Schmitt) เสนอว่าอำนาจสูงสุดที่แท้จริงคืออำนาจในการตัดสินว่าเมื่อใดคือภาวะยกเว้น คือผู้ที่สามารถประกาศภาวะฉุกเฉินและระงับกฎหมายปกติได้ (Schmitt, 1922/1985) ส่วนจอร์โจ อากัมเบน (Giorgio Agamben) ได้พัฒนาแนวคิดนี้ต่อ โดยชี้ว่า “ภาวะยกเว้น” ที่ระงับสิทธิเสรีภาพในนามของการปกป้องชาติหรือรัฐนั้น มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นสภาวะถาวร และทำให้การระงับบรรทัดฐานประชาธิปไตยกลายเป็นเรื่องปกติ (Agamben, 2005)
รูปแบบนี้ดำเนินไปตามแบบแผนที่คาดเดาได้ คือมีการประกาศภาวะฉุกเฉินในนามของชาติ ตามด้วยการระงับสิทธิ การข้ามรัฐสภา และการจำกัดเสรีภาพ จากนั้นภาวะยกเว้นที่อ้างว่าเป็นการชั่วคราว ก็มักยืดเยื้อและคงอยู่ต่อไป จนกลายเป็นเครื่องมือในการธำรงอำนาจ ภาวะฉุกเฉินจึงเป็นช่องทางที่ผู้มีอำนาจสามารถใช้คำว่า “เพื่อชาติ” เพื่อระงับสิ่งที่เป็นหัวใจของความเป็นเจ้าของของประชาชน คือสิทธิ เสรีภาพ และกระบวนการประชาธิปไตย เครื่องป้องกันที่จำเป็นคือ อำนาจฉุกเฉินต้องเป็นการชั่วคราวอย่างแท้จริง อยู่ภายใต้การตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการ และต้องไม่ถูกใช้เพื่อฝังรากอำนาจของผู้ใด
๑๐.๕ การทำให้เรื่องการเมืองกลายเป็นเรื่องเหนือการเมือง
เทคนิคที่เชื่อมร้อยทุกรูปแบบข้างต้นเข้าด้วยกัน คือการทำให้เรื่องที่ควรถกเถียงได้กลายเป็นเรื่องที่อยู่ “เหนือการเมือง” และห้ามแตะต้อง เมื่อใดที่สิ่งหนึ่งถูกประกาศว่าเป็น “เรื่องของชาติ” ที่อยู่เหนือการเมืองและห้ามถกเถียง เมื่อนั้นมันก็ถูกยกออกจากสิทธิของประชาชนที่จะร่วมพิจารณาและตัดสินใจ การกระทำเช่นนี้คือการลดทอนความเป็นการเมืองของเรื่องสาธารณะ ซึ่งเป็นวิธีที่แยบยลในการพรากความเป็นเจ้าของไปจากประชาชน
แต่ในระบอบประชาธิปไตย เรื่องสาธารณะแทบทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องการเมืองโดยชอบธรรม คือเป็นเรื่องที่ประชาชนมีสิทธิถกเถียง ตรวจสอบ และเปลี่ยนแปลงได้ การประกาศว่าเรื่องใดอยู่เหนือการเมืองและห้ามตั้งคำถาม จึงเท่ากับการประกาศว่าเรื่องนั้นมิใช่ของประชาชนอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ภารกิจสำคัญของพลเมืองที่ตื่นรู้ คือการทวงคืนความเป็นการเมืองให้แก่เรื่องที่ถูกวางไว้เหนือการเมืองอย่างไม่ชอบธรรม และยืนยันว่าเรื่องสาธารณะย่อมเป็นของการพิจารณาสาธารณะเสมอ
๑๐.๖ กรณีศึกษาเปรียบเทียบ: การอ้างชาติในหลายบริบท
เทคนิคการอ้างชื่อชาติเหล่านี้มิใช่เรื่องเฉพาะของสังคมใดสังคมหนึ่ง หากพบได้ทั่วโลก ในหลายประเทศ วาทกรรมเรื่องความมั่นคงของชาติถูกใช้เพื่อให้ชอบธรรมแก่การสอดส่องประชาชนและการจำกัดสิทธิ โดยเฉพาะในบรรยากาศของการต่อต้านภัยคุกคามต่าง ๆ ขณะที่ในระบอบอำนาจนิยมหลายแห่ง วาทกรรมเรื่องความสามัคคีของชาติถูกใช้เพื่อกดปราบฝ่ายค้านและผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบ
ในทางประวัติศาสตร์ อำนาจฉุกเฉินที่อ้างเพื่อปกป้องชาติได้กลายเป็นเครื่องมือทำลายประชาธิปไตยมาแล้วหลายครั้ง ดังบทเรียนคลาสสิกของการใช้บทบัญญัติภาวะฉุกเฉินในเยอรมนีช่วงก่อนระบอบนาซีขึ้นสู่อำนาจ ยิ่งไปกว่านั้น ยัน-แวร์เนอร์ มึลเลอร์ (Jan-Werner Müller) ได้วิเคราะห์ว่าผู้นำแบบประชานิยมมักอ้างว่าตนเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวของ “ประชาชนที่แท้จริง” หรือ “ชาติที่แท้จริง” แล้วตีตราคู่แข่ง ชนกลุ่มน้อย หรือสื่อ ว่าเป็นศัตรูของชาติ (Müller, 2016) การผูกขาดเสียงของชาติไว้กับตนเช่นนี้ คือการปฏิเสธความหลากหลายและความเป็นเจ้าของร่วมของประชาชนทั้งมวลโดยตรง
๑๐.๗ กรณีไทย: “เพื่อชาติ” ในวาทกรรมและการปฏิบัติ
ในสังคมไทย ถ้อยคำที่อ้างชื่อชาติมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเมือง ดังที่เราวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจไว้ในบทที่ ๙ การแทรกแซงทางการเมืองโดยกลไกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการรัฐประหาร มักถูกให้ความชอบธรรมด้วยวาทกรรมว่าทำ “เพื่อชาติ” “เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง” และ “เพื่อความมั่นคงและความสามัคคีของชาติ” ทุกครั้ง การอ้างชื่อชาติจึงทำหน้าที่เป็นเสื้อคลุมความชอบธรรมให้แก่การระงับกระบวนการประชาธิปไตย
ในมิติของการจำกัดเสรีภาพ วาทกรรมเรื่องการปกป้องความมั่นคงของชาติและสถาบันหลัก ได้ถูกใช้ในลักษณะที่จำกัดพื้นที่ของการแสดงออกและการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง นักวิชาการอย่างเดวิด สเตร็คฟัสส์ (David Streckfuss) ได้ศึกษาว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับการหมิ่นประมาท การกบฏ และการคุ้มครองสถาบัน ถูกใช้ในเชิงการเมืองอย่างไรในบริบทไทย และส่งผลอย่างไรต่อขอบเขตของสิ่งที่พูดได้ในพื้นที่สาธารณะ (Streckfuss, 2011) ผลในเชิงโครงสร้างคือ การอ้างความมั่นคงและการปกป้องชาติได้กลายเป็นกลไกที่จำกัดพื้นที่ของพลเมืองที่ตื่นรู้และตรวจสอบ ซึ่งเป็นพลเมืองแบบที่หนังสือเล่มนี้สนับสนุน
เทคนิคที่สำคัญที่สุดในบริบทไทยคือการประกาศว่าเรื่องบางเรื่องอยู่ “เหนือการเมือง” และห้ามถกเถียง ดังที่เราวิเคราะห์ใน ๑๐.๕ การวางเรื่องสำคัญบางเรื่องไว้นอกขอบเขตของการพิจารณาสาธารณะ คือการปิดคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของที่บทที่ ๙ ชี้ว่ากำลังถูกเปิดขึ้นใหม่ การวิเคราะห์เชิงโครงสร้างนี้มิได้มุ่งโจมตีบุคคลหรือสถาบันใด หากมุ่งชี้ให้เห็นกลไกของวาทกรรม เพื่อให้พลเมืองรู้เท่าทันว่า เมื่อใดที่การอ้างชื่อชาติถูกใช้เพื่อปกป้องประชาชน และเมื่อใดที่มันถูกใช้เพื่อปิดกั้นสิทธิของประชาชนในการตั้งคำถาม
๑๐.๘ ใครมีสิทธินิยามผลประโยชน์ของชาติ: คำตอบแบบประชาธิปไตย
เมื่อนำการวิเคราะห์ทั้งหมดมารวมกัน เราก็มาถึงคำตอบของคำถามที่เป็นหัวใจของบทนี้ ในระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ สิทธิในการนิยามผลประโยชน์ของชาติย่อมเป็นของประชาชน และต้องใช้ผ่านกระบวนการถกเถียงสาธารณะที่เปิดกว้างและตรวจสอบได้ มิใช่เป็นของกลุ่มใดที่อ้างว่าตนเข้าถึงเจตจำนงที่แท้จริงของชาติได้แต่เพียงผู้เดียว
จุดนี้คือที่ที่หนังสือเล่มนี้เชื่อมเข้ากับเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐธรรมนูญคือเครื่องมือที่ประชาชนใช้ร่วมกันกำหนดและไล่ตามผลประโยชน์ของชาติอย่างเป็นกติกา เมื่อใดที่มีการอ้างชื่อชาติเพื่อข้ามพ้นหรือลบล้างรัฐธรรมนูญและเจตจำนงของประชาชน เมื่อนั้นการอ้างนั้นก็มิใช่การปกป้องชาติ หากเป็นการช่วงชิงชาติไปจากเจ้าของที่แท้จริง เครื่องมือป้องกันที่ดีที่สุดของพลเมืองจึงเป็นคำถามที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ดังที่ปรากฏในคำนำของบทนี้ ว่าเพื่อชาติของใคร และใครเป็นผู้นิยาม
พลเมืองที่ตื่นรู้จึงมีหน้าที่สำคัญสองประการ ประการแรกคือการรู้เท่าทันเทคนิคการอ้างชื่อชาติทั้งหลาย ทั้งการทำให้เป็นภัยคุกคาม การเรียกร้องความสามัคคีเพื่อปิดปาก การประกาศภาวะฉุกเฉิน และการวางเรื่องไว้เหนือการเมือง ประการที่สองคือการทวงคืนสิทธิในการนิยามชาติและผลประโยชน์ของชาติกลับมาสู่การพิจารณาสาธารณะ การกระทำทั้งสองนี้คือการแสดงออกของความรักชาติแบบประชาธิปไตยที่เราเสนอในบทที่ ๖ คือการรักชาติมากพอที่จะไม่ยอมให้ผู้ใดผูกขาดความหมายของมัน
๑๐.๙ ปิดบท: ทวงคืนสิทธิในการนิยามชาติ
เราได้วิเคราะห์เทคนิคต่าง ๆ ของการอ้างชื่อชาติ ตั้งแต่การนิยามผลประโยชน์ของชาติจากเบื้องบน การทำให้เป็นภัยคุกคามในนามความมั่นคง การใช้ความสามัคคีเพื่อปิดปาก การประกาศภาวะฉุกเฉิน ไปจนถึงการวางเรื่องสาธารณะไว้เหนือการเมือง ข้อสรุปสำคัญคือ การอ้างชื่อชาติเป็นดาบสองคม สิ่งที่ตัดสินว่ามันรับใช้ประชาชนหรือรับใช้อำนาจ คือคำถามว่าใครเป็นผู้นิยามชาติ และการนิยามนั้นเปิดให้ประชาชนถกเถียงและตรวจสอบได้หรือไม่
ตราบใดที่การนิยามชาติยังเปิดกว้าง โปร่งใส และอยู่ในมือของประชาชน การอ้างชื่อชาติก็เป็นเครื่องมือของส่วนรวม แต่เมื่อใดที่มันถูกผูกขาดโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและถูกวางไว้เหนือการตรวจสอบ มันก็กลายเป็นเครื่องมือของการครอบงำ การปกป้องประชาธิปไตยจึงต้องอาศัยพลเมืองที่กล้าทวงคืนสิทธิในการนิยามชาติและผลประโยชน์ของชาติ กลับมาสู่การพิจารณาร่วมกันของผู้คนผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง
เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าการอ้างชื่อชาติถูกใช้เพื่อครอบงำได้อย่างไร คำถามที่ตามมาคือ แล้วชาติในระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงควรมีหน้าตาอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่างชาติกับประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ควรเป็นเช่นไร และพลเมืองจะธำรงรักษาชาติที่เป็นของประชาชนไว้ได้ด้วยหลักการใด คำถามเหล่านี้คือหัวใจของบทถัดไป ซึ่งจะนำเสนอภาพเชิงบวกของชาติในระบอบประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นหัวใจ
บทที่ ๑๑
ชาติในระบอบประชาธิปไตย: พลเมืองคือหัวใจของชาติ
สองบทที่ผ่านมามีลักษณะเป็นการวิพากษ์ เราได้เห็นว่าชาติไทยถูกประกอบสร้างและช่วงชิงความหมายมาอย่างไร และวาทกรรมการอ้างชื่อชาติถูกใช้เพื่อครอบงำได้อย่างไร บทที่ ๑๐ ปิดท้ายด้วยคำถามว่า แล้วชาติในระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของอย่างแท้จริงควรมีหน้าตาอย่างไร บทนี้จะหันจากการวิพากษ์มาสู่การเสนอภาพเชิงบวก คือวิสัยทัศน์ของชาติประชาธิปไตยที่พลเมืองเป็นหัวใจ
ข้อเสนอหลักของบทนี้คือ ชาติกับประชาธิปไตยมิได้เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน หากเมื่อเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว ทั้งสองเติมเต็มซึ่งกันและกัน และชาติที่มั่นคงที่สุดมิใช่ชาติที่บังคับให้ผู้คนเชื่อฟัง หากเป็นชาติที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นของตนอย่างแท้จริง เราจะพัฒนาภาพนี้ผ่านแนวคิดสำคัญสามชุด ได้แก่ สาธารณรัฐนิยมที่นิยามเสรีภาพในฐานะการไม่ถูกครอบงำ ความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญที่ยึดหลักการเป็นแกนของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว และความเป็นพลเมืองแบบประชาธิปไตยที่ผู้คนเป็นผู้ร่วมปกครอง
๑๑.๑ ประชาธิปไตยกับชาติ: คู่ที่เติมเต็มกัน
มีความเข้าใจที่แพร่หลายว่าประชาธิปไตยกับชาติเป็นสิ่งที่ตึงเครียดต่อกัน ราวกับว่ายิ่งเป็นประชาธิปไตยมากก็ยิ่งทำให้ชาติอ่อนแอ และยิ่งเน้นความเป็นชาติมากก็ยิ่งต้องลดทอนประชาธิปไตย แต่เมื่อพิจารณาให้ลึก เราจะพบว่าทั้งสองสิ่งนี้แท้จริงแล้วต้องพึ่งพากัน ดังที่เราได้เห็นในบทที่ ๘ ประชาธิปไตยที่หมายถึงการปกครองโดยประชาชน จำเป็นต้องมี “ประชาชน” คือชุมชนทางการเมืองที่มีขอบเขต และชาติก็คือชุมชนเช่นนั้น ชาติจึงเป็นภาชนะที่ประชาธิปไตยต้องอาศัย
ในทางกลับกัน ชาติก็ต้องอาศัยประชาธิปไตยเพื่อให้ได้มาซึ่งความชอบธรรมและความเป็นเจ้าของที่แท้จริง ชาติที่ปราศจากประชาธิปไตยย่อมเป็นชาติของผู้ปกครอง ส่วนประชาธิปไตยที่ปราศจากสำนึกความเป็นชาติร่วมก็มักขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่จำเป็นต่อการธำรงตนเอง ภาพที่สมบูรณ์ของการสังเคราะห์นี้คือ ชาติประชาธิปไตย อันหมายถึงชุมชนทางการเมืองที่มีขอบเขตของพลเมืองผู้เสมอภาค ที่ปกครองตนเองร่วมกัน นี่คือวิสัยทัศน์เชิงบวกที่หนังสือทั้งเล่มมุ่งสร้างขึ้น
๑๑.๒ สาธารณรัฐนิยม: เสรีภาพในฐานะการไม่ถูกครอบงำ
รากฐานแรกของชาติประชาธิปไตยคือแนวคิดเรื่องเสรีภาพแบบสาธารณรัฐนิยม ดังที่เราได้แนะนำไว้ในบทที่ ๕ ฟิลิป เพ็ตทิต (Philip Pettit) นิยามเสรีภาพในความหมายนี้ว่าคือการไม่ถูกครอบงำ มิใช่เพียงการไม่ถูกแทรกแซง พลเมืองจะเป็นอิสระอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อไม่ต้องอยู่ใต้อำนาจตามอำเภอใจของผู้ใด แม้อำนาจนั้นจะไม่ได้ลงมือแทรกแซงเขาในขณะนั้นก็ตาม (Pettit, 1997)
เสรีภาพแบบนี้เรียกร้องเงื่อนไขทางสถาบันที่ชัดเจน ทั้งการปกครองด้วยกฎหมายมิใช่ด้วยอำเภอใจของบุคคล รัฐบาลที่ต้องรับผิดต่อประชาชน และการกระจายและถ่วงดุลอำนาจเพื่อมิให้ผู้ใดถืออำนาจเด็ดขาดเหนือผู้อื่น เพ็ตทิตยังเสนอแนวคิดเรื่องประชาธิปไตยแบบที่เปิดให้โต้แย้งได้ ซึ่งชี้ว่าความชอบธรรมมิได้มาจากการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว หากมาจากความสามารถของประชาชนในการโต้แย้ง คัดค้าน และเรียกร้องความรับผิดจากผู้มีอำนาจได้อย่างต่อเนื่อง (Pettit, 2012)
เมื่อมองผ่านแว่นนี้ โครงสร้างอำนาจที่เราวิเคราะห์ไว้ในบทที่ ๙ และ ๑๐ ปรากฏชัดว่าเป็นรูปแบบของการครอบงำ คือการที่อำนาจส่วนลึกสามารถลบล้างเจตจำนงของประชาชนได้ตามอำเภอใจ ยาแก้ของการครอบงำนี้คือสาธารณรัฐนิยม ที่มุ่งสร้างระบบซึ่งไม่มีผู้ใดอยู่เหนือการตรวจสอบ และทุกอำนาจล้วนต้องตอบต่อประชาชน ชาติประชาธิปไตยจึงเป็นชาติที่พลเมืองไม่ตกอยู่ใต้อำนาจตามอำเภอใจของผู้ใด หากอยู่ภายใต้กฎหมายที่ตนมีส่วนร่วมสร้างและตรวจสอบได้
๑๑.๓ ความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญ: ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวบนหลักการ
รากฐานที่สองคือคำตอบต่อคำถามที่ว่า ในชาติที่หลากหลายตามที่เราเสนอในบทที่ ๗ อะไรเล่าที่จะยึดผู้คนเข้าด้วยกัน หากมิใช่เชื้อชาติหรือวัฒนธรรมเดียว เยือร์เกน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) เสนอคำตอบผ่านแนวคิดเรื่องความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าในสังคมสมัยใหม่ที่หลากหลาย ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่ชอบธรรมสามารถตั้งอยู่บนความผูกพันร่วมต่อหลักการประชาธิปไตยที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมของทุกคน มากกว่าตั้งอยู่บนอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ที่มีมาก่อนการเมือง (Habermas, 1996; 1998)
ความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญมีข้อดีสำคัญสองประการ ประการแรกคือมันเปิดกว้าง เพราะผู้ใดก็ตามที่ยอมรับและยึดมั่นในหลักการเหล่านี้ย่อมเป็นสมาชิกที่เสมอภาคได้ ไม่ว่าจะมีเชื้อสาย ภาษา หรือศาสนาใด จึงสอดคล้องกับชาติแบบพลเมืองและพหุวัฒนธรรมที่เราเสนอไว้ ประการที่สองคือมันเปิดให้วิพากษ์ตนเองได้ เพราะหากความผูกพันของเราอยู่ที่หลักการ เราย่อมสามารถวิจารณ์ชาติของเราได้เมื่อมันไม่เป็นไปตามหลักการที่มันประกาศไว้ ความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญจึงเป็นรูปแบบหนึ่งของความรักชาติแบบประชาธิปไตยที่เราเสนอในบทที่ ๖ คือความรักที่เรียกร้องให้ชาติดีขึ้น มิใช่ความรักที่ปิดตาต่อความบกพร่อง
๑๑.๔ ความเป็นพลเมืองแบบประชาธิปไตย: จากผู้ถือสิทธิสู่ผู้ร่วมปกครอง
รากฐานที่สามคือความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความเป็นพลเมือง ดังที่เราแยกแยะไว้ในบทที่ ๔ ว่าพลเมืองต่างจากผู้ใต้ปกครอง ในที่นี้เราจะขยายความต่อว่า ความเป็นพลเมืองมีได้ทั้งแบบบางและแบบเข้มข้น ความเป็นพลเมืองแบบบางหมายถึงเพียงการมีสถานะทางกฎหมายและการไปเลือกตั้งเป็นครั้งคราว ส่วนความเป็นพลเมืองแบบเข้มข้นหมายถึงการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ทั้งการถกเถียง การตรวจสอบ และการร่วมรับผิดชอบต่อส่วนรวม
ในวิสัยทัศน์ของชาติประชาธิปไตย พลเมืองมิใช่เพียงผู้ถือสิทธิ หากเป็นผู้ร่วมปกครอง เป็นทั้งผู้เขียนและผู้อยู่ใต้กฎหมายในเวลาเดียวกัน ฮาเบอร์มาสเสนอผ่านทฤษฎีประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือว่า ความชอบธรรมของอำนาจมาจากการปรึกษาหารือสาธารณะที่เปิดกว้างและครอบคลุม ซึ่งพลเมืองร่วมกันก่อรูปความคิดเห็นสาธารณะที่กำหนดทิศทางของการตัดสินใจ (Habermas, 1996) ความเป็นพลเมืองในความหมายนี้สอดคล้องกับแนวคิดของเรอน็องในบทที่ ๓ ที่ว่าชาติคือการลงประชามติรายวัน เพราะพลเมืองที่แข็งขันคือผู้ที่ร่วมยืนยันและสร้างชาติขึ้นใหม่ในทุกวันด้วยการมีส่วนร่วมของตน
๑๑.๕ คุณธรรมพลเมืองและการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง
วิสัยทัศน์ของชาติประชาธิปไตยจะเป็นจริงได้ ก็ต่อเมื่อมีพลเมืองที่มีคุณธรรมพลเมืองรองรับ ประเพณีสาธารณรัฐนิยมเน้นย้ำเสมอว่าสถาบันที่เป็นอิสระต้องอาศัยพลเมืองที่มีคุณธรรม คือผู้ที่พร้อมจะมีส่วนร่วม คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมควบคู่กับประโยชน์ส่วนตน ต่อต้านการครอบงำ และเรียกร้องความรับผิดจากผู้มีอำนาจ ดังที่ไมเคิล แซนเดล (Michael Sandel) ชี้ว่าเสรีภาพแบบสาธารณรัฐต้องอาศัยพลเมืองที่ผูกพันกับชะตากรรมร่วมของชุมชนการเมือง มิใช่เพียงปัจเจกที่สนใจแต่ผลประโยชน์ส่วนตัว (Sandel, 1996)
คุณธรรมพลเมืองมิใช่สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หากเป็นสิ่งที่ต้องบ่มเพาะ ผ่านการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง การปรึกษาหารือสาธารณะ และการมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง นี่คือจุดที่หนังสือเล่มนี้และหนังสือทั้งชุดทำหน้าที่ของตน เพราะประชาธิปไตยที่ปราศจากพลเมืองที่ตื่นรู้และเข้าใจความเป็นเจ้าของของตน ย่อมเป็นประชาธิปไตยที่กลวงเปล่า ดังที่บทที่ ๙ ชี้ว่าหลักการอำนาจของปวงชนถูกประกาศไว้ตั้งแต่ ๒๔๗๕ แต่ยังไม่เป็นจริงอย่างสมบูรณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสำนึกพลเมืองถูกบั่นทอนมายาวนาน การเปลี่ยนราษฎรให้เป็นพลเมืองจึงเป็นภารกิจรากฐานของการสร้างประชาธิปไตย และเป็นหัวใจของชุดหนังสือนี้
๑๑.๖ ชาติที่ประชาชนเป็นเจ้าของ: ความมั่นคงที่แท้จริง
เมื่อนำรากฐานทั้งสามมารวมกัน เราก็มาถึงข้อเสนอที่เป็นหัวใจของบทนี้ ซึ่งโต้แย้งกับความเชื่อที่ใช้อ้างกันบ่อยครั้งว่าประชาธิปไตย ความหลากหลาย และการวิพากษ์วิจารณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ความจริงกลับเป็นตรงกันข้าม เราสามารถแยกความมั่นคงออกได้เป็นสองแบบ แบบแรกคือความมั่นคงที่ได้มาจากการครอบงำ การบังคับให้เป็นเอกภาพ และการกดทับความเห็นต่าง ส่วนแบบที่สองคือความมั่นคงที่ได้มาจากความชอบธรรม การมีส่วนร่วม และความรู้สึกเป็นเจ้าของ
ความมั่นคงแบบแรกนั้นเปราะบาง เพราะต้องอาศัยการบังคับอย่างต่อเนื่อง สร้างความคับข้องใจสะสม และมักซ่อนความไร้เสถียรภาพไว้เบื้องหลังภาพของความสงบ ดังที่ปรากฏในวงจรรัฐประหารและภาพลวงของพลวัตที่เราวิเคราะห์ในบทที่ ๙ ส่วนความมั่นคงแบบที่สองนั้นยืดหยุ่นและยั่งยืน เพราะพลเมืองย่อมปกป้อง ปฏิรูป และธำรงรักษาชาติที่พวกเขารู้สึกว่าเป็นของตน ชาติที่ประชาชนเป็นเจ้าของจึงมั่นคงที่สุด มิใช่เพราะปราศจากความขัดแย้ง หากเพราะมีกลไกที่เป็นธรรมในการจัดการความขัดแย้ง และมีพลเมืองที่พร้อมจะลงทุนในอนาคตร่วมกัน
นี่คือคำตอบต่อผู้ที่อ้างว่าประชาธิปไตยและการตั้งคำถามคุกคามชาติ แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้กลับเสริมความเข้มแข็งของชาติ เพราะชาติที่ผู้คนรู้สึกเป็นเจ้าของ คือชาติที่ผู้คนพร้อมจะเสียสละและพิทักษ์รักษา ส่วนชาติที่ผู้คนรู้สึกว่าเป็นของคนอื่น ย่อมได้รับเพียงการเชื่อฟังที่ผิวเผิน มิใช่ความภักดีที่แท้จริง
๑๑.๗ กรณีไทย: จากความมั่นคงแบบบังคับสู่ความมั่นคงแบบเป็นเจ้าของ
เมื่อนำกรอบนี้มาส่องดูสังคมไทย เราจะเห็นบทเรียนที่สำคัญ การไล่ตามความมั่นคงและความสามัคคีผ่านแบบจำลองการครอบงำมายาวนาน ดังที่เราวิเคราะห์ในบทที่ ๙ และ ๑๐ กลับให้ผลตรงข้ามกับที่มุ่งหวัง คือก่อให้เกิดความไร้เสถียรภาพเรื้อรัง วงจรวิกฤตและรัฐประหารที่เกิดซ้ำ ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับข้อวิเคราะห์ในบทนี้ว่าความมั่นคงที่ตั้งอยู่บนการบังคับนั้นเปราะบางโดยธรรมชาติ เพราะมันไม่ได้สร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ หากสร้างความคับข้องใจ
ข้อเสนอเชิงบวกของหนังสือเล่มนี้สำหรับสังคมไทยจึงชัดเจน ความมั่นคงและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวที่แท้จริงจะไม่มีทางมาจากการบังคับเอกภาพจากเบื้องบน หากจะมาจากการทำให้หลักการที่ว่าประเทศเป็นของประชาชนเป็นจริง คือการสร้างความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญที่โอบรับทุกกลุ่มอย่างเสมอภาคตามบทที่ ๗ การบ่มเพาะพลเมืองที่ตื่นรู้และมีส่วนร่วม และการกระจายอำนาจเพื่อขจัดการครอบงำตามหลักสาธารณรัฐนิยม นี่คือการเดินทางจากความมั่นคงแบบบังคับ ไปสู่ความมั่นคงแบบที่ประชาชนเป็นเจ้าของ ซึ่งเป็นความมั่นคงเพียงแบบเดียวที่ยั่งยืน
๑๑.๘ ปิดบท: พลเมืองคือหัวใจของชาติ
บทนี้ได้เสนอวิสัยทัศน์เชิงบวกของชาติในระบอบประชาธิปไตย อันประกอบด้วยเสรีภาพแบบไม่ถูกครอบงำตามแนวสาธารณรัฐนิยม ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวบนหลักการตามแนวความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญ ความเป็นพลเมืองที่แข็งขันในฐานะผู้ร่วมปกครอง และคุณธรรมพลเมืองที่ต้องบ่มเพาะผ่านการศึกษาและการมีส่วนร่วม รากฐานทั้งหมดนี้ชี้ไปสู่ข้อสรุปเดียวกันว่า หัวใจของชาติประชาธิปไตยมิใช่ผู้ปกครอง มิใช่กองทัพ และมิใช่กลุ่มใดที่อ้างตนเป็นตัวแทนของชาติ หากคือพลเมือง
ชาติที่มั่นคง ยืดหยุ่น และคู่ควรแก่ความรักที่สุด คือชาติที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นของตนอย่างแท้จริง ข้อสรุปนี้ยืนยันวิทยานิพนธ์ใหญ่ของหนังสือทั้งชุดอีกครั้งว่า ประชาธิปไตยมิใช่เพียงระบอบการปกครอง หากเป็นกระบวนการที่ทำให้ประชาชนตระหนักว่าตนคือเจ้าของอำนาจ เจ้าของกติกา และเจ้าของประเทศร่วมกัน
มาถึงจุดนี้ เราได้เดินทางผ่านคำถามทั้งหมดที่หนังสือเล่มนี้ตั้งไว้ ทั้งกำเนิดของชาติ นิยามของชาติ ความเป็นเจ้าของ ความรัก ความหลากหลาย โลกาภิวัตน์ การสร้างชาติไทย การเมืองของการอ้างชื่อชาติ และวิสัยทัศน์ของชาติประชาธิปไตย เหลือเพียงการรวบยอดการเดินทางทั้งหมดนี้ให้เป็นคำตอบสุดท้ายต่อคำถามที่เป็นชื่อของหนังสือ ว่าในที่สุดแล้ว ใครคือเจ้าของประเทศ อันเป็นภารกิจของบทสุดท้าย
บทที่ ๑๒
ใครคือเจ้าของประเทศ: บทสรุปของการเดินทางทั้งเล่ม
เราเริ่มต้นหนังสือเล่มนี้ด้วยคำถามที่ดูเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งที่สุดข้อหนึ่งในชีวิตการเมือง นั่นคือชาติคืออะไร และใครคือเจ้าของประเทศ ตลอดสิบเอ็ดบทที่ผ่านมา เราได้เดินทางผ่านประวัติศาสตร์ ทฤษฎี การเปรียบเทียบ และการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง เพื่อค่อย ๆ สร้างคำตอบขึ้นทีละชั้น บทสุดท้ายนี้คือการรวบยอดการเดินทางทั้งหมดให้เป็นคำตอบเดียว
ในชีวิตประจำวัน เราได้ยินคำว่าชาติและคำว่าเพื่อชาติอยู่ตลอดเวลา แต่ดังที่เราได้เห็น คำเหล่านี้กลับเป็นคำที่กำกวมและถูกช่วงชิงความหมายมากที่สุด บัดนี้ เมื่อเรามีเครื่องมือทางความคิดครบมือแล้ว เราจึงพร้อมจะตอบอย่างชัดเจนและหนักแน่นว่า เมื่อใครก็ตามกล่าวอ้างว่าทำเพื่อชาติ เขาควรหมายถึงใคร และเจ้าของที่แท้จริงของประเทศคือผู้ใด
๑๒.๑ การเดินทางที่ผ่านมา: ทบทวนเส้นทางของหนังสือ
เส้นทางของหนังสือเริ่มจากการถอดความเป็นธรรมชาติของชาติ บทที่ ๑ และ ๒ แสดงให้เห็นว่ามนุษย์มิได้เกิดมาพร้อมชาติ และชาติมิได้ถือกำเนิดขึ้นเอง หากถูกประดิษฐ์ขึ้นในยุคสมัยใหม่ผ่านการปฏิวัติ การพิมพ์ ภาษาแห่งชาติ การศึกษามวลชน และเครื่องมือของรัฐ จากนั้นบทที่ ๓ ได้วางรากฐานทางทฤษฎีว่าชาติมิใช่เชื้อชาติหรือดินแดน หากเป็นชุมชนทางการเมืองของผู้คนที่ยืนยันการอยู่ร่วมกันใหม่ทุกวัน ตามแนวคิดของเรอน็องและแอนเดอร์สัน (Renan, 1882/1996; Anderson, 1983)
บทที่ ๔ ได้แยกแยะสี่คำที่ผู้คนสับสน คือประเทศ รัฐ รัฐบาล และชาติ พร้อมกับประชาชนและพลเมือง บทที่ ๕ ได้ติดตามการพลิกกลับครั้งใหญ่ของคำตอบเรื่องความเป็นเจ้าของ จากยุคที่ประเทศเป็นของกษัตริย์ มาสู่หลักที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ตามแนวคิดของรุสโซและการปฏิวัติครั้งใหญ่ (Rousseau, 1762/1968) จากนั้นบทที่ ๖ และ ๗ ได้พิจารณาว่าความรักชาติที่แท้จริงคือความรักชาติแบบประชาธิปไตยที่เปิดให้วิพากษ์ได้ และชาติที่ดีไม่จำเป็นต้องเป็นเนื้อเดียวกัน หากต้องจัดการความหลากหลายด้วยความเป็นธรรม
บทที่ ๘ ยืนยันว่าแม้ในยุคโลกาภิวัตน์ ชาติก็ยังคงเป็นพื้นที่หลักของความเป็นเจ้าของในระบอบประชาธิปไตย บทที่ ๙ และ ๑๐ ได้นำเครื่องมือทั้งหมดมาส่องดูกรณีไทยอย่างถึงที่สุด ทั้งการประกอบสร้างชาติไทย ช่องว่างระหว่างหลักการที่ว่าประเทศเป็นของประชาชนกับโครงสร้างอำนาจที่เป็นจริง และการเมืองของการอ้างชื่อชาติ และสุดท้าย บทที่ ๑๑ ได้เสนอวิสัยทัศน์เชิงบวกของชาติประชาธิปไตยที่ตั้งอยู่บนเสรีภาพแบบไม่ถูกครอบงำ ความรักชาติเชิงรัฐธรรมนูญ และความเป็นพลเมืองที่แข็งขัน (Pettit, 1997; Habermas, 1996) การเดินทางทั้งหมดนี้นำเราตรงมาสู่คำตอบสุดท้าย
๑๒.๒ ผู้ที่มิใช่เจ้าของ: การตัดคำตอบที่ผิดออก
ก่อนจะกล่าวว่าใครคือเจ้าของประเทศ เป็นประโยชน์ที่จะกล่าวเสียก่อนว่าใครมิใช่เจ้าของ ดังที่บทที่ ๔ ชี้ไว้ รัฐบาลมิใช่เจ้าของประเทศ เพราะรัฐบาลเป็นเพียงผู้เช่าชั่วคราวที่เข้ามาบริหารรัฐในช่วงเวลาหนึ่งและต้องรับผิดต่อประชาชน รัฐก็มิใช่เจ้าของประเทศ เพราะรัฐเป็นเพียงองค์กรเครื่องมือที่ประชาชนสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ตน มิใช่จุดหมายในตัวเอง
ในทำนองเดียวกัน กองทัพมิใช่เจ้าของประเทศ พรรคการเมืองมิใช่เจ้าของประเทศ และชนชั้นนำกลุ่มใดก็มิใช่เจ้าของประเทศ ดังที่บทที่ ๙ และ ๑๐ ได้วิเคราะห์ การที่กลุ่มใดอ้างกรรมสิทธิ์เหนือชาติในนามของความมั่นคง ความสามัคคี หรือการเป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณของชาติ เหนือเจตจำนงของประชาชนนั้น มิใช่การปกป้องชาติ หากเป็นการช่วงชิงชาติไปจากเจ้าของที่แท้จริง ทุกครั้งที่อำนาจที่ไม่ได้มาจากประชาชนอ้างความเป็นเจ้าของประเทศ นั่นคือการกลับหัวกลับหางความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างประชาชนกับเครื่องมือของพวกเขา
๑๒.๓ คำตอบสุดท้าย: เจ้าของประเทศคือประชาชน
เมื่อตัดคำตอบที่ผิดออกไปแล้ว คำตอบที่เหลือก็ปรากฏชัดเจนและหนักแน่น เจ้าของประเทศคือประชาชน คือผู้คนทั้งมวลที่ประกอบกันขึ้นเป็นชุมชนทางการเมือง และเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจอธิปไตยร่วมกันอย่างเสมอภาค ความเป็นเจ้าของนี้มิได้วัดจากสายเลือด เชื้อชาติ ศาสนา หรือสถานะ หากวัดจากการเป็นสมาชิกร่วมของชุมชนทางการเมืองที่ปกครองตนเอง ดังที่เรายืนยันมาตั้งแต่บทที่ ๓ และ ๗
ความเป็นเจ้าของของประชาชนมีลักษณะสำคัญสามประการ ประการแรกคือเป็นความเป็นเจ้าของร่วม ประเทศมิได้เป็นของผู้ใดผู้หนึ่งโดยลำพัง หากเป็นของทุกคนพร้อมกัน ประการที่สองคือเป็นความเป็นเจ้าของที่เสมอภาค พลเมืองทุกคนเป็นเจ้าของในระดับเดียวกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของมากกว่าใคร และประการที่สามคือเป็นความเป็นเจ้าของที่ครอบคลุม โอบรับผู้คนที่หลากหลายทั้งหมดไว้ มิใช่เฉพาะกลุ่มที่อ้างว่าเป็นแกนกลางของชาติ
ภาพที่งดงามที่สุดของความเป็นเจ้าของนี้ คือภาพของประชาชนในฐานะผู้ที่ร่วมกันสร้างอดีต ใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบัน และแบกรับอนาคตร่วมกัน อดีตของชาติเป็นมรดกร่วมที่ทุกคนมีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของและร่วมตีความ ปัจจุบันของชาติเป็นชีวิตร่วมที่ทุกคนร่วมดำเนิน และอนาคตของชาติเป็นชะตากรรมร่วมที่ทุกคนร่วมรับผิดชอบ ในความหมายนี้ ความเป็นเจ้าของประเทศจึงเชื่อมร้อยคนสามรุ่นเข้าด้วยกัน คือบรรพชน คนปัจจุบัน และลูกหลานที่จะมาถึง โดยมีประชาชนผู้มีชีวิตอยู่เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และผู้ตัดสินใจในนามของทั้งสามรุ่น
๑๒.๔ ความเป็นเจ้าของในฐานะภารกิจ มิใช่เพียงสิทธิ
อย่างไรก็ตาม คำตอบที่ว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ จะเป็นเพียงถ้อยคำที่ไพเราะแต่ว่างเปล่า หากเราเข้าใจความเป็นเจ้าของในความหมายที่ตื้นเกินไป การเป็นเจ้าของประเทศมิใช่เพียงการมีสิทธิเรียกร้องไว้เฉย ๆ หากเป็นการแบกรับภารกิจและความรับผิดชอบด้วย ดังที่เรอน็องเตือนไว้ว่าชาติคือการลงประชามติรายวัน ความเป็นเจ้าของก็ต้องได้รับการใช้ การปกป้อง และการธำรงรักษาใหม่อยู่เสมอ
บทเรียนสำคัญจากกรณีไทยในบทที่ ๙ คือ หลักการที่ว่าอำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรถูกประกาศไว้ตั้งแต่ ๒๔๗๕ แต่การประกาศหลักการในตัวบทเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้มันเป็นจริง ประชาชนจะกลายเป็นเจ้าของที่แท้จริงก็ต่อเมื่อพวกเขาใช้ความเป็นเจ้าของนั้นจริง ผ่านการตื่นรู้ การมีส่วนร่วม การตรวจสอบอำนาจ และความกล้าที่จะทวงคืนสิทธิของตน สิทธิที่ไม่ถูกใช้ย่อมเหี่ยวเฉา และความเป็นเจ้าของที่ไม่มีใครอ้างสิทธิ ย่อมถูกผู้อื่นเข้ามาครอบครองแทน
นี่คือเหตุผลที่คำตอบของหนังสือเล่มนี้มิใช่เพียงข้อสรุปทางวิชาการ หากเป็นคำเชิญชวนสู่การเปลี่ยนแปลงตนเอง คือการเดินทางจากการเป็นราษฎรผู้ใต้ปกครองที่รอคอยการดูแลจากเบื้องบน ไปสู่การเป็นพลเมืองผู้ตระหนักในความเป็นเจ้าของและพร้อมจะแบกรับความรับผิดชอบที่มากับมัน การตอบว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ จึงเท่ากับการเรียกร้องให้ประชาชนลุกขึ้นเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
๑๒.๕ ชาติที่ยังเขียนไม่จบ: คำตอบในฐานะจุดเริ่มต้น
คำตอบที่ว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ มิใช่จุดสิ้นสุด หากเป็นจุดเริ่มต้น ดังที่บทที่ ๑ และ ๒ ได้แสดงให้เห็นว่าชาติเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น และสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นได้ก็ย่อมถูกสร้างใหม่ได้เสมอ ชาติไทยที่ถูกประกอบสร้างและช่วงชิงความหมายมาตลอดประวัติศาสตร์ตามที่เราเห็นในบทที่ ๙ จึงเป็นชาติที่ยังเขียนไม่จบ และปากกาที่จะเขียนบทต่อไปนั้น โดยชอบธรรมแล้วย่อมอยู่ในมือของประชาชนผู้เป็นเจ้าของ
ในแง่นี้ ทุกยุคสมัยคือโอกาสของการเขียนชาติขึ้นใหม่ และช่วงเวลาที่ผู้คนตื่นขึ้นตั้งคำถามเรื่องความเป็นเจ้าของอย่างกว้างขวาง ดังที่เราเห็นในพลวัตร่วมสมัย ก็คือช่วงเวลาที่ประชาชนกำลังทวงคืนสถานะการเป็นผู้เขียนเรื่องเล่าของชาติด้วยตนเอง อนาคตของชาติจึงเป็นสิ่งที่เปิดอยู่เสมอ มิได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยผู้ใด และมันเป็นของผู้ที่กล้าจะอ้างสิทธิและลงมือสร้างมัน คำตอบของหนังสือเล่มนี้จึงเป็นทั้งบทสรุปและคำเชิญชวนไปพร้อมกัน คือคำเชิญชวนให้ประชาชนหยิบปากกาขึ้นมาเขียนบทต่อไปของชาติด้วยมือของตนเอง
๑๒.๖ บทสรุปใหญ่: จากชาติคือธง สู่ชาติคือผู้คน
หากจะสรุปการเดินทางทั้งเล่มให้เหลือเพียงประโยคเดียว ก็อาจกล่าวได้ว่า หนังสือเล่มนี้พยายามพาผู้อ่านเดินจากความเข้าใจหนึ่งไปสู่อีกความเข้าใจหนึ่ง จากการมองว่าชาติคือธง คือแผ่นดิน คือผู้ปกครอง หรือคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือเราและห้ามตั้งคำถาม ไปสู่การมองว่าชาติคือผู้คน คือตัวเราและเพื่อนร่วมชุมชนทางการเมืองทั้งมวล และจากการมองว่าประเทศเป็นของผู้ปกครอง ไปสู่การตระหนักว่าประเทศเป็นของประชาชน
การเปลี่ยนผ่านทางความเข้าใจนี้คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะประชาธิปไตยมิใช่เพียงการมีรัฐธรรมนูญ การจัดการเลือกตั้ง หรือการเปลี่ยนรัฐบาล หากเป็นกระบวนการที่ทำให้ประชาชนตระหนักว่าตนคือเจ้าของอำนาจ เจ้าของกติกา และเจ้าของประเทศร่วมกัน เมื่อราษฎรกลายเป็นพลเมือง และเมื่อพลเมืองตระหนักว่าตนคือเจ้าของ ความสัมพันธ์ทั้งหมดระหว่างผู้คนกับอำนาจก็เปลี่ยนไปโดยพื้นฐาน
ดังนั้น เมื่อผู้อ่านวางหนังสือเล่มนี้ลง หากในครั้งต่อไปที่ได้ยินใครกล่าวอ้างว่าทำสิ่งใด “เพื่อชาติ” ท่านสามารถถามได้อย่างมั่นใจว่า เพื่อชาติของใคร และใครเป็นผู้นิยาม และหากท่านสามารถตอบได้อย่างไม่ลังเลว่า ชาตินั้นเป็นของประชาชน และประชาชนนั้นรวมถึงตัวท่านเองด้วย หนังสือเล่มนี้ก็ได้ทำหน้าที่ของมันสำเร็จแล้ว เพราะคำถามที่ว่าใครคือเจ้าของประเทศ ในที่สุดก็มีคำตอบที่เรียบง่ายและทรงพลังที่สุด นั่นคือ เราทุกคน
บทส่งท้ายที่จะตามมาจะเชื่อมหนังสือทั้งห้าเล่มของชุดนี้เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การเดินทางจากราษฎรสู่พลเมือง คำถามว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของใคร ความหมายของประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญเป็นของใคร มาจนถึงคำถามว่าชาติคืออะไร เพื่อยืนยันวิทยานิพนธ์ใหญ่ของทั้งชุดอีกครั้งว่า ประชาธิปไตยคือการที่ประชาชนลุกขึ้นเป็นเจ้าของอำนาจ เจ้าของกติกา และเจ้าของประเทศของตนเองอย่างสมบูรณ์
บทส่งท้าย
จากราษฎรสู่พลเมือง: เมื่อหนังสือทั้งห้าเล่มมาบรรจบกัน
หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ห้าในชุดการศึกษาเพื่อความเป็นพลเมือง และแม้แต่ละเล่มจะสมบูรณ์ในตัวเอง แต่ทั้งห้าเล่มก็ถูกออกแบบมาให้เป็นการเดินทางต่อเนื่องเรื่องเดียวกัน บทส่งท้ายนี้จึงมิได้มุ่งสรุปเนื้อหาของเล่มนี้ซ้ำ หากมุ่งเชื่อมหนังสือทั้งห้าเล่มเข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของโครงการทางความคิดทั้งหมด และเห็นว่าคำถามว่าชาติคืออะไรนั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำถามที่ใหญ่กว่า
แกนกลางที่ร้อยหนังสือทั้งชุดเข้าด้วยกัน คือการเดินทางจากการเป็นราษฎรสู่การเป็นพลเมือง จากผู้ที่อยู่ใต้อำนาจและมีหน้าที่เพียงเชื่อฟัง ไปสู่ผู้ที่ตระหนักว่าตนคือเจ้าของอำนาจ เจ้าของกติกา และเจ้าของประเทศร่วมกัน การเปลี่ยนผ่านนี้มิใช่การเปลี่ยนเพียงสถานะทางกฎหมาย หากเป็นการเปลี่ยนสำนึกขั้นรากฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับอำนาจ และทั้งห้าเล่มต่างก็ส่องสำนึกนี้จากแง่มุมที่ต่างกัน
เล่มที่ว่าด้วยการเปลี่ยนจากราษฎรสู่พลเมือง ได้วางคำถามพื้นฐานที่สุดว่า เราคือใครในความสัมพันธ์กับอำนาจ เป็นผู้ใต้ปกครองที่รอคอยการดูแลจากเบื้องบน หรือเป็นเจ้าของที่ร่วมกำหนดชะตากรรมของตน เล่มที่ว่าด้วยอำนาจอธิปไตย ได้ตามต่อด้วยคำถามว่าอำนาจสูงสุดในแผ่นดินเป็นของใคร และเหตุใดในระบอบประชาธิปไตยจึงต้องเป็นของปวงชน เล่มที่ว่าด้วยประชาธิปไตย ได้อธิบายว่าระบอบที่ให้ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจนั้นทำงานอย่างไร และมีหลักการสำคัญใดค้ำจุน
เล่มที่ว่าด้วยรัฐธรรมนูญ ได้พิจารณาว่ากติกาสูงสุดของบ้านเมืองควรเป็นของใคร และเหตุใดรัฐธรรมนูญจึงต้องเป็นเครื่องมือของประชาชนในการจำกัดและตรวจสอบอำนาจ มิใช่เครื่องมือของผู้มีอำนาจในการควบคุมประชาชน และมาถึงเล่มนี้ ที่ว่าด้วยชาติ ซึ่งได้ปิดวงคำถามทั้งหมดด้วยการถามว่า ชุมชนทางการเมืองที่เราเรียกว่าชาตินั้นคืออะไร และในที่สุดแล้วประเทศเป็นของใคร
เมื่อนำคำถามของทั้งห้าเล่มมาวางเรียงกัน เราจะเห็นว่ามันคือคำถามเดียวกันที่ถูกถามจากห้าด้าน ใครคือเจ้าของอำนาจ ใครคือเจ้าของกติกา ใครคือเจ้าของระบอบ ใครคือเจ้าของรัฐธรรมนูญ และใครคือเจ้าของประเทศ และคำตอบของทั้งห้าคำถามก็เป็นคำตอบเดียวกัน นั่นคือประชาชน นี่คือวิทยานิพนธ์ใหญ่ที่หนังสือทั้งชุดร่วมกันยืนยัน ว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงมิใช่เพียงรูปแบบของการปกครอง หากเป็นการเดินทางของผู้คนสู่การเป็นเจ้าของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดอย่างสมบูรณ์
ผู้เขียนตระหนักดีว่าการเดินทางนี้ในความเป็นจริงยังไม่เสร็จสิ้น ทั้งในระดับของสังคมและในระดับของปัจเจกบุคคล ช่องว่างระหว่างหลักการที่ว่าประชาชนเป็นเจ้าของ กับความจริงที่อำนาจยังถูกกระจุกไว้ในมือของคนส่วนน้อย ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยพลเมืองหลายรุ่นช่วยกันสานต่อ แต่การเดินทางที่ยังไม่จบนี้เอง คือเหตุผลที่การศึกษาเพื่อความเป็นพลเมืองมีความสำคัญ เพราะทุกคนที่อ่านและเข้าใจ คือผู้ที่จะช่วยเขียนบทต่อไปของเรื่องราวนี้
ด้วยเหตุนี้ หนังสือทั้งชุดจึงมิได้เขียนขึ้นเพื่อให้ผู้อ่านเชื่อตาม หากเพื่อให้ผู้อ่านคิดเป็น ตั้งคำถามเป็น และตรวจสอบเป็น เพราะพลเมืองที่ตื่นรู้เพียงคนเดียว ย่อมมีค่ามากกว่าผู้เชื่อฟังนับพัน และเมื่อราษฎรจำนวนมากพอกลายเป็นพลเมืองที่ตระหนักในความเป็นเจ้าของของตน วันนั้นเองที่หลักการอันงดงามซึ่งถูกประกาศไว้นานแล้วว่าประเทศนี้เป็นของประชาชน จะกลายเป็นความจริงที่จับต้องได้ในที่สุด
ขอให้หนังสือเล่มนี้ และทั้งชุด เป็นเพื่อนร่วมทางเล็ก ๆ บนเส้นทางอันยาวไกลนั้น เส้นทางจากราษฎรสู่พลเมือง และจากประเทศที่เป็นของผู้ปกครอง สู่ประเทศที่เป็นของเราทุกคนอย่างแท้จริง
บรรณานุกรม
เอกสารภาษาต่างประเทศ
- Agamben, G. (2005). State of exception (K. Attell, Trans.). University of Chicago Press.
- Anderson, B. (1983). Imagined communities: Reflections on the origin and spread of nationalism. Verso.
- Anderson, B. (1998). The spectre of comparisons: Nationalism, Southeast Asia, and the world. Verso.
- Appadurai, A. (1996). Modernity at large: Cultural dimensions of globalization. University of Minnesota Press.
- Appiah, K. A. (2006). Cosmopolitanism: Ethics in a world of strangers. W. W. Norton.
- Bodin, J. (1992). On sovereignty (J. H. Franklin, Ed. & Trans.). Cambridge University Press. (Original work published 1576)
- Buzan, B., Wæver, O., & de Wilde, J. (1998). Security: A new framework for analysis. Lynne Rienner.
- Chambers, P., & Waitoolkiat, N. (Eds.). (2017). Khaki capital: The political economy of the military in Southeast Asia. NIAS Press.
- Connor, W. (1978). A nation is a nation, is a state, is an ethnic group, is a… Ethnic and Racial Studies, 1(4), 377–400.
- Connor, W. (1994). Ethnonationalism: The quest for understanding. Princeton University Press.
- Dunbar, R. I. M. (1992). Neocortex size as a constraint on group size in primates. Journal of Human Evolution, 22(6), 469–493.
- Filmer, R. (1991). Patriarcha and other writings (J. P. Sommerville, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1680)
- Gellner, E. (1983). Nations and nationalism. Cornell University Press.
- Habermas, J. (1996). Between facts and norms: Contributions to a discourse theory of law and democracy (W. Rehg, Trans.). MIT Press.
- Habermas, J. (1998). The inclusion of the other: Studies in political theory (C. Cronin & P. De Greiff, Eds.). MIT Press.
- Harari, Y. N. (2015). Sapiens: A brief history of humankind. Harper.
- Held, D., McGrew, A., Goldblatt, D., & Perraton, J. (1999). Global transformations: Politics, economics and culture. Polity Press.
- Hobbes, T. (1996). Leviathan (R. Tuck, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1651)
- Hobsbawm, E. J. (1990). Nations and nationalism since 1780: Programme, myth, reality. Cambridge University Press.
- Hobsbawm, E. J., & Ranger, T. (Eds.). (1983). The invention of tradition. Cambridge University Press.
- Kohn, H. (1944). The idea of nationalism: A study in its origins and background. Macmillan.
- Kymlicka, W. (1995). Multicultural citizenship: A liberal theory of minority rights. Clarendon Press.
- Lijphart, A. (1977). Democracy in plural societies: A comparative exploration. Yale University Press.
- Locke, J. (1988). Two treatises of government (P. Laslett, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1689)
- McCargo, D. (2005). Network monarchy and legitimacy crises in Thailand. The Pacific Review, 18(4), 499–519.
- Mérieau, E. (2016). Thailand’s deep state, royal power and the Constitutional Court (1997–2015). Journal of Contemporary Asia, 46(3), 445–466.
- Müller, J.-W. (2007). Constitutional patriotism. Princeton University Press.
- Müller, J.-W. (2016). What is populism? University of Pennsylvania Press.
- Nussbaum, M. C. (1996). Patriotism and cosmopolitanism. In J. Cohen (Ed.), For love of country: Debating the limits of patriotism (pp. 2–17). Beacon Press.
- Ohmae, K. (1995). The end of the nation state: The rise of regional economies. Free Press.
- Pettit, P. (1997). Republicanism: A theory of freedom and government. Oxford University Press.
- Pettit, P. (2012). On the people’s terms: A republican theory and model of democracy. Cambridge University Press.
- Renan, E. (1996). What is a nation? In G. Eley & R. G. Suny (Eds.), Becoming national: A reader (pp. 41–55). Oxford University Press. (Original work published 1882)
- Rousseau, J.-J. (1968). The social contract (M. Cranston, Trans.). Penguin. (Original work published 1762)
- Sandel, M. J. (1996). Democracy’s discontent: America in search of a public philosophy. Harvard University Press.
- Schmitt, C. (1985). Political theology: Four chapters on the concept of sovereignty (G. Schwab, Trans.). MIT Press. (Original work published 1922)
- Smith, A. D. (1986). The ethnic origins of nations. Blackwell.
- Smith, A. D. (1991). National identity. University of Nevada Press.
- Strange, S. (1996). The retreat of the state: The diffusion of power in the world economy. Cambridge University Press.
- Streckfuss, D. (2011). Truth on trial in Thailand: Defamation, treason, and lèse-majesté. Routledge.
- Tambiah, S. J. (1976). World conqueror and world renouncer: A study of Buddhism and polity in Thailand against a historical background. Cambridge University Press.
- Taylor, C. (1994). The politics of recognition. In A. Gutmann (Ed.), Multiculturalism: Examining the politics of recognition (pp. 25–73). Princeton University Press.
- Thak Chaloemtiarana. (2007). Thailand: The politics of despotic paternalism. Cornell University Southeast Asia Program.
- Tilly, C. (1990). Coercion, capital, and European states, AD 990–1990. Blackwell.
- Viroli, M. (1995). For love of country: An essay on patriotism and nationalism. Clarendon Press.
- Weber, M. (1946). Politics as a vocation. In H. H. Gerth & C. W. Mills (Eds. & Trans.), From Max Weber: Essays in sociology (pp. 77–128). Oxford University Press. (Original work published 1919)
- Winichakul, T. (1994). Siam mapped: A history of the geo-body of a nation. University of Hawai'i Press.
- Wolters, O. W. (1999). History, culture, and region in Southeast Asian perspectives (Rev. ed.). Cornell University Southeast Asia Program.
เอกสารภาษาไทย
- นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2535). การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
- นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2538). ชาติไทย เมืองไทย แบบเรียนและอนุสาวรีย์. มติชน.