๖๐ วันเปลี่ยนโลก?
ทรัมป์ อิหร่าน และการต่อสู้เพื่อระเบียบโลกใหม่
บทอ่านชุดนี้ออกแบบให้ฟังต่อเนื่องทีละตอน แต่ละตอนจบลงด้วยคำถามที่เปิดประตูไปสู่ตอนถัดไป เพื่อให้ผู้ฟังค่อย ๆ เห็นภาพที่ซ้อนกันหลายชั้น จากข่าวหนึ่งบรรทัด สู่คำถามที่ใหญ่ที่สุดของศตวรรษ
หกสิบวันที่กำลังเดินอยู่ตรงหน้า
วันนี้ — วันที่ยี่สิบสอง มิถุนายน สองพันยี่สิบหก
บนยอดเขาแห่งหนึ่งเหนือทะเลสาบลูเซิร์น ในสวิตเซอร์แลนด์ คณะผู้แทนสองชาติเพิ่งเดินออกจากห้องเจรจารอบแรก ใบหน้าของพวกเขาเหนื่อยล้า แต่แฝงบางอย่างที่อาจเรียกว่าความหวัง คนกลางจากกาตาร์และปากีสถานบอกกับสื่อว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้แล้วเรื่อง "แผนที่นำทาง" สู่ข้อตกลงถาวรภายในหกสิบวัน
ห้าวันก่อนหน้านั้น สหรัฐอเมริกาและอิหร่านได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจฉบับหนึ่ง สื่อทั่วโลกพาดหัวคล้าย ๆ กัน — "ช่องทางสู่สันติภาพ" "ความหวังใหม่ในตะวันออกกลาง"
ฟังดูเหมือนข่าวดี และมันก็เป็นข่าวดีจริง
แต่ผมอยากชวนคุณหยุดสักครู่ แล้วถามคำถามที่พาดหัวข่าวไม่ได้ถาม
เพราะถ้านี่เป็นเพียงการเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ เหตุใดราคาน้ำมันทั้งโลกจึงขยับทันทีที่ปากกาแตะกระดาษ เหตุใดอิสราเอลจึงจ้องทุกถ้อยคำราวกับชะตากรรมของตนแขวนอยู่บนนั้น และเหตุใดจีน รัสเซีย ยุโรป และชาติอ่าวอาหรับ จึงเฝ้ามองห้องประชุมเล็ก ๆ บนภูเขาลูกนั้นอย่างไม่กะพริบตา
และมีอีกข้อหนึ่งที่เราต้องพูดให้ตรง บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนโต๊ะที่ปูด้วยผ้าขาวสะอาด มันเกิดขึ้นบนกองเถ้าถ่าน เพราะก่อนจะมีคำว่า "สันติภาพ" สี่เดือนก่อนหน้านี้มีคำว่า "สงคราม" — สงครามที่เปิดฉากด้วยการสังหารผู้นำสูงสุดของอิหร่านในวันแรก สงครามที่ทำให้ผู้คนหลายล้านต้องทิ้งบ้าน และทำให้ช่องแคบที่แคบที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกลายเป็นชนวนที่เกือบจุดไฟเผาเศรษฐกิจทั้งใบ
ดังนั้นคำถามจริงจึงไม่ใช่ว่า "อิหร่านจะยอมอะไร" หรือ "ทรัมป์จะได้อะไร"
คำถามจริงคือ — หกสิบวันต่อจากนี้ กำลังจะตัดสินอะไรที่ใหญ่กว่ายูเรเนียมมากนัก
นี่คือเรื่องราวของหกสิบวันที่อาจเปลี่ยนตะวันออกกลาง หรืออาจเปลี่ยนกติกาของทั้งโลก
เมื่อการปฏิวัติปี 1979 ยังไม่ยอมจบ
ถ้าจะเข้าใจว่าทำไมสองชาตินี้จึงไม่เคยไว้ใจกันได้จริง เราต้องย้อนกลับไปเกือบครึ่งศตวรรษ
วันที่สิบหก มกราคม ปี 1979 พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เสด็จออกจากอิหร่านอย่างเงียบ ๆ สองสัปดาห์ต่อมา อะยาตอลเลาะห์ โคไมนี เดินทางกลับจากการลี้ภัยท่ามกลางฝูงชนนับล้าน และในวันที่สิบเอ็ด กุมภาพันธ์ การปฏิวัติอิสลามก็ประสบความสำเร็จ สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านถือกำเนิดขึ้นบนซากของระบอบกษัตริย์
สำหรับชาวอิหร่านจำนวนมหาศาลในวันนั้น นี่คือการปลดแอก คือการลุกขึ้นโค่นราชวงศ์ที่พวกเขามองว่าเป็นหุ่นเชิดของชาติตะวันตก แต่สำหรับวอชิงตัน นี่คือการสูญเสียพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในอ่าวเปอร์เซียไปในชั่วข้ามคืน
และความบาดหมางก็เริ่มขึ้นแทบจะทันที
ปลายปีเดียวกัน นักศึกษาอิหร่านบุกยึดสถานทูตสหรัฐในกรุงเตหะราน จับชาวอเมริกันเป็นตัวประกันนานสี่ร้อยสี่สิบสี่วัน เป็นแผลที่ฝังลึกในความทรงจำของอเมริกามาจนถึงทุกวันนี้ ตามมาด้วยสงครามอิหร่าน–อิรักที่ยืดเยื้อแปดปี คร่าชีวิตคนนับล้าน และฝังความรู้สึกว่า "โลกทั้งใบไม่เคยอยู่ข้างเรา" ไว้ในจิตวิญญาณของระบอบเตหะราน
หลายสิบปีผ่านไป ความพยายามคืนดีก็เกิดขึ้นเป็นระยะ ปี 2015 มีข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เรียกว่า JCPOA ดูเหมือนน้ำแข็งกำลังจะละลาย แต่แล้วในปี 2018 ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ฉีกข้อตกลงนั้นทิ้ง พาทั้งสองฝ่ายกลับสู่จุดเริ่มต้น ความไม่ไว้ใจถูกเติมเชื้อใหม่อีกครั้ง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 นี้ คือบทที่ไม่มีใครในปี 1979 จินตนาการได้
เพราะในวันที่ยี่สิบแปด กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สหรัฐและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเต็มรูปแบบ และในวันแรกของสงคราม อะยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี ชายผู้นำอิหร่านมายาวนานถึงสามสิบเจ็ดปี ก็ถูกสังหาร
ลองหยุดคิดถึงน้ำหนักของประโยคนั้นสักครู่
ผู้นำสูงสุด — ตำแหน่งที่ในระบอบนี้แทบจะศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าผู้สำเร็จราชการแทนพระเจ้าบนแผ่นดิน — ถูกฆ่าในการโจมตีจากภายนอก แล้วใครขึ้นมาแทน
คำตอบคือ มอจตะบา คอเมเนอี บุตรชายของเขาเอง
และนี่คือแก่นของความย้อนแย้งที่งดงามและน่าสะเทือนใจที่สุดในเรื่องทั้งหมด
สาธารณรัฐที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1979 เพื่อโค่นล้ม "การสืบทอดอำนาจทางสายเลือด" ของราชวงศ์ปาห์ลาวี วันนี้กลับส่งต่อบัลลังก์สูงสุดจากพ่อสู่ลูก ราวกับวงล้อประวัติศาสตร์หมุนกลับมาบรรจบจุดเดิมที่มันเคยพยายามทำลาย
ที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านั้น ผู้นำคนใหม่ผู้นี้แทบไม่เคยปรากฏตัว ไม่มีใครได้ยินเสียงเขา มีเพียงแถลงการณ์ที่คนอื่นอ่านแทน จนโลกได้แต่ตั้งคำถามว่า เขายังมีชีวิตที่สมบูรณ์อยู่หรือไม่ และใครกันแน่ที่กำลังตัดสินใจแทนชาติหนึ่งที่มีประชากรเกือบเก้าสิบล้านคน
นี่คือคู่เจรจาที่แท้จริงของทรัมป์ในวันนี้ ไม่ใช่ชายในรูปถ่ายบนจอโทรทัศน์ แต่คือระบอบที่เพิ่งถูกตัดหัว กำลังบาดเจ็บ และหวาดกลัวต่อการอยู่รอดของตัวเองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สิ่งที่อิหร่านไม่มีวันยอม
ลองจินตนาการว่ามีคนเดินเข้าไปบอกผู้นำอิหร่านว่า "จงยอมทุกอย่าง แล้วโลกจะให้อภัย"
ปัญหาคือ สิ่งที่วอชิงตันเรียกว่า "ความยืดหยุ่น" เตหะรานอาจได้ยินเป็นคำอีกคำหนึ่ง — "การฆ่าตัวตายทางการเมือง"
เพื่อจะเข้าใจว่าทำไม เราต้องดูว่าอำนาจในอิหร่านถูกประกอบขึ้นอย่างไรจริง ๆ บนหน้ากระดาษ อิหร่านมีประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้ง มีรัฐสภา มีรัฐบาลพลเรือน แต่เหนือขึ้นไปคือผู้นำสูงสุด มีสภาผู้พิทักษ์ที่กลั่นกรองว่าใครมีสิทธิ์ลงสมัครได้บ้าง มีสภาผู้เชี่ยวชาญที่เป็นผู้เลือกผู้นำสูงสุด และที่สำคัญที่สุดคือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ IRGC พร้อมกองอาสาสมัครบาซิจที่เป็นเครือข่ายฝังลึกในทุกหมู่บ้าน
IRGC ไม่ใช่เพียงกองทัพ แต่เป็นอาณาจักรเศรษฐกิจ เป็นหน่วยข่าวกรอง และเป็นกระดูกสันหลังของระบอบ
ทีนี้ลองเติมความจริงของปี 2026 เข้าไป ผู้นำสูงสุดถูกสังหาร บุตรชายขึ้นแทนแต่แทบไม่ปรากฏตัว อำนาจการตัดสินใจที่แท้จริงจึงไหลผ่าน IRGC และนักการเมืองอาวุโสไม่กี่คน และระบอบที่เพิ่งถูกตัดหัวและกำลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอด จะอ่านทุกการยอมผ่านแว่นเพียงอันเดียว — สิ่งนี้ทำให้เราดูอ่อนแอหรือไม่ เพราะในโลกของพวกเขา ความอ่อนแอคือคำเชิญให้เกิดการโจมตีครั้งต่อไป
นี่คือเหตุผลที่ความอยู่รอดของระบอบสำคัญกว่าน้ำมัน สำคัญกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสำคัญกว่าความทุกข์ของประชาชนอิหร่านเอง
อิหร่านที่ยากจนลงแต่ยังอยู่รอด ในสายตาของพวกเขาคือชัยชนะ ส่วนอิหร่านที่มั่งคั่งแต่ต้องยอมสละเครื่องมือป้องปรามของตน คือความพ่ายแพ้ที่ลงเอยด้วยความตายของผู้นำเอง พวกเขาเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับกัดดาฟีหลังจากยอมสละอาวุธ
ดังนั้น เมื่อเราถามว่า "อิหร่านจะยอมอะไร" คำตอบที่ซื่อตรงคือ ยอมได้หลายอย่าง แต่ไม่มีวันยอมในสิ่งที่ส่งสัญญาณว่าระบอบนี้ล้มได้ด้วยแรงกดดัน
สิ่งที่ทรัมป์ต้องการจริง ๆ
คนจำนวนมากเชื่อว่าทรัมป์ต้องการหยุดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน อาจจริง — แต่ไม่ทั้งหมด
ทรัมป์ไม่ได้คิดเหมือนนักวิชาการ ไม่ได้คิดเหมือนนักการทูต และไม่ได้คิดเหมือนนายพล เขาคิดเหมือนนักต่อรอง นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และนักสร้างแบรนด์ สำหรับเขา ข้อตกลงไม่ใช่เอกสารนโยบาย แต่คืออนุสาวรีย์ที่มีชื่อของเขาสลักอยู่
ผู้นำในประวัติศาสตร์ล้วนไล่ล่ามรดกของตนผ่านสิ่งที่คนอื่นบอกว่าเป็นไปไม่ได้ นิกสันบินไปปักกิ่งแล้วเปิดประตูสู่จีน คาร์เตอร์พาอียิปต์กับอิสราเอลมานั่งร่วมโต๊ะที่แคมป์เดวิด เรแกนนั่งเผชิญหน้ากับสหภาพโซเวียตจนช่วยปิดฉากสงครามเย็น และทรัมป์เองก็เคยผลักดันข้อตกลงอับราฮัม แต่ละคนเข้าใจตรงกันว่า คนที่ทำสิ่งที่ทำไม่ได้ให้สำเร็จ คือคนที่ได้เขียนบทของตัวเองลงในประวัติศาสตร์
ลองมองตรรกะของทรัมป์ ประธานาธิบดีทุกคนนับตั้งแต่ปี 1979 ล้มเหลวในการ "แก้โจทย์อิหร่าน" ถ้าเขาคือคนที่ทำได้ — คนที่ยุติสงคราม เปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งตลาดหุ้นขึ้นทำสถิติพร้อมกับราคาน้ำมันที่ร่วงลง — เขาก็ไม่ได้เพียงทำข้อตกลง เขากำลังสร้างประวัติศาสตร์ และเขาก็ปกป้องมันต่อสาธารณะอย่างดุดัน ปัดคำวิจารณ์ทิ้งว่าเป็นพวกอิจฉาหรือโง่เขลา พร้อมยืนยันว่าอเมริกาไม่ได้เสียอะไรเลย
"สิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้ ผมทำได้"
นั่นอาจเป็นประโยคที่เป็นหัวใจของเรื่องทั้งหมด
แต่นี่คือจุดที่น่าขบคิด ถ้าตัวข้อตกลงเองคือรางวัล — คือพาดหัวข่าว คือมรดก — เราก็ต้องถามคำถามที่ไม่สบายใจนัก ยูเรเนียมคือเป้าหมายจริงหรือ หรือมันเป็นเพียงเวทีที่ใช้แสดงละครเรื่องที่ใหญ่กว่านั้นมาก
ยูเรเนียม: เป้าหมาย หรือข้ออ้าง
อธิบายวิทยาศาสตร์แบบสั้น ๆ และตรงไปตรงมา ยูเรเนียมตามธรรมชาติส่วนใหญ่เฉื่อยชา จะใช้ประโยชน์ได้ต้องผ่านการ "เสริมสมรรถนะ" ที่ระดับราวสามถึงห้าเปอร์เซ็นต์ ใช้เดินเครื่องปฏิกรณ์ผลิตไฟฟ้า ที่ราวยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ใช้ในงานวิจัยและการแพทย์ ที่หกสิบเปอร์เซ็นต์ คุณกำลังยืนอยู่หน้าประตูของขีดความสามารถผลิตอาวุธ และที่เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ คุณมีวัตถุดิบระดับผลิตอาวุธอยู่ในมือ ก่อนสงคราม อิหร่านได้ผลักระดับการเสริมสมรรถนะขึ้นไปจนทำให้โลกหวาดวิตก
ภายใต้กรอบใหม่ อิหร่านตกลงให้ผู้ตรวจการของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศกลับเข้าประเทศได้อีกครั้ง นับเป็นหมุดหมายสำคัญจริง ๆ ที่หน่วยเฝ้าระวังได้กลับเข้าไปยังโรงงาน
ทีนี้มาลองคิดทดลองกัน สมมติว่าพรุ่งนี้อิหร่านส่งมอบยูเรเนียมที่เสริมสมรรถนะแล้วทุกกรัม ปัญหาจะถูกแก้ไหม
หยุดคิดตรงนี้สักครู่
มันจะไม่จบ
เพราะองค์ความรู้ส่งมอบกันไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์ยังอยู่ ความแค้นยังอยู่ และตรรกะเชิงยุทธศาสตร์ที่ทำให้อิหร่านอยากมีเครื่องมือป้องปรามตั้งแต่แรกก็ยังอยู่ ลอกยูเรเนียมออกไป คุณก็ยังเหลือระบอบที่บาดเจ็บ เพื่อนบ้านที่เป็นปฏิปักษ์ มหาอำนาจหนึ่งเดียว และช่องแคบที่กุมชะตาน้ำมันของโลก
นี่คือจุดที่เรื่องเริ่มเปลี่ยน จากวิทยาศาสตร์ ไปสู่ภูมิรัฐศาสตร์ ยูเรเนียมนั้นมีจริง อันตรายจริง และควรจับตา แต่มันก็อาจเป็นพาดหัวข่าวที่ช่วยให้ทุกฝ่ายไม่ต้องเอ่ยชื่อรางวัลที่แท้จริง
ช่องแคบฮอร์มุซ
ณ จุดที่แคบที่สุด ช่องแคบฮอร์มุซกว้างเพียงราวสามสิบสามกิโลเมตร แคบกว่าชายฝั่งของหลายประเทศเสียอีก ทว่าผ่านผืนน้ำเส้นเล็ก ๆ นี้ คือน้ำมันราวหนึ่งในห้าของทั้งโลก และก๊าซธรรมชาติเหลวอีกมหาศาล ส่วนใหญ่มาจากกาตาร์
ตลอดหลายเดือนของสงคราม นี่คือผืนน้ำที่อันตรายที่สุดในโลก อิหร่านปิดมัน เปิดมัน แล้วขู่จะปิดอีก ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทุกครั้งที่ความกลัวทวีขึ้น กรอบข้อตกลงใหม่เปิดช่องแคบให้เรือพาณิชย์ผ่านโดยไม่เก็บค่าผ่านทางเป็นเวลาหกสิบวัน และยกเลิกการปิดล้อมของกองทัพเรือสหรัฐ แต่ทรัมป์ก็ขู่ว่าจะเก็บค่าผ่านทางแบบอเมริกันเอง หากไม่มีข้อตกลงสุดท้าย
เพื่อจะรู้สึกถึงน้ำหนักของมัน อย่าคิดเป็นสถิติ จงคิดเป็นภาพ เรือบรรทุกน้ำมันยักษ์ยาวเท่าตึกระฟ้า เคลื่อนเรียงแถวเดี่ยวผ่านระเบียงน้ำที่ถูกจับตาด้วยเรือรบ โดรน และดาวเทียม การคำนวณพลาดเพียงครั้งเดียว — ทุ่นระเบิดลูกหนึ่ง ขีปนาวุธนัดหนึ่ง หรือกัปตันที่ตื่นตระหนกคนหนึ่ง — ภายในไม่กี่นาที ราคาพลังงานของทั้งดาวเคราะห์ก็สั่นสะเทือน
และนี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเราชาวไทย เมื่อเดือนมีนาคม เรือบรรทุกสินค้าสัญชาติไทยชื่อ "มยุรี นารี" ถูกโจมตีจนไฟลุกท่วมใกล้ช่องแคบแห่งนี้ เรือไทยลำหนึ่ง ลูกเรือไทย ติดอยู่กลางเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่ดูเหมือนเป็นเรื่องของชาติอื่น
ช่องแคบนั้นไกลจากกรุงเทพฯ บนแผนที่ แต่ใกล้มากกับราคาน้ำมันดีเซลที่หัวจ่าย
ผู้เล่นที่ไม่ได้อยู่ในห้องเจรจา
สองคณะผู้แทนลงนามกันที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่นี่ไม่เคยเป็นเกมของผู้เล่นสองคน
จับตาอิสราเอล แม้น้ำหมึกบนข้อตกลงยังไม่ทันแห้ง กองกำลังของอิสราเอลก็ยังคงปฏิบัติการในเลบานอนตอนใต้ และผู้นำส่งสัญญาณว่าจะคงเขตความมั่นคงไว้นานเท่าที่เห็นสมควร อิสราเอลไม่ไว้ใจข้อตกลงนี้ พันธมิตรบางคนในวอชิงตันถึงกับเรียกผู้นำคนใหม่ของอิหร่านว่า "ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงที่เราต้องการ" และอิสราเอลสามารถทำให้ข้อตกลงพังลงได้ด้วยการโจมตีทางอากาศเพียงครั้งเดียว
เบื้องหลังอิสราเอลคือบรรดาตัวแทนและผู้บาดเจ็บ ฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ที่ซึ่ง "หน่วยลดการปะทะ" กำลังพยายามประคองการหยุดยิงอันเปราะบาง ซีเรีย กลุ่มฮูตีในเยเมนที่โจมตีเรือสินค้าได้ และกลุ่มติดอาวุธพันธมิตรของอิหร่านในอิรัก
ถัดมาคือบรรดาราชวงศ์อ่าวอาหรับ ทั้งซาอุดีอาระเบีย ยูเออี และกาตาร์ ต่างคำนวณว่าอิหร่านที่รอดชีวิตคือภัยคุกคามหรือคู่ค้า กาตาร์ไม่ได้เพียงเฝ้าดู แต่ช่วยเป็นคนกลาง และรีสอร์ตที่ใช้เจรจาก็เป็นของกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของกาตาร์เอง ปากีสถานก็ร่วมเป็นคนกลางด้วย ส่วนตุรกีจับตาอยู่ทางเหนือ
และในเงาที่ใหญ่ที่สุด คือสองยักษ์ที่พูดน้อยแต่ส่งสัญญาณมาก จีนยังคงซื้อน้ำมันอิหร่านและเตือนไม่ให้แตะต้องผู้นำสูงสุดคนใหม่ ส่วนรัสเซีย ประธานาธิบดีของเขาให้คำมั่นสนับสนุนผู้นำคนเดียวกันนั้นอย่างไม่สั่นคลอน เมื่อปักกิ่งและมอสโกยืนอยู่ข้างหลังเตหะราน นี่ก็เลิกเป็นเพียงความขัดแย้งระดับภูมิภาคทันที
นี่ไม่ใช่เกมสองคน แต่เป็นกระดานหมากรุกที่ซ้อนทับอยู่บนกระดานอื่น ๆ อีกหลายชั้น
เกมที่ใหญ่กว่านิวเคลียร์
มาถึงตอนนี้ แบบแผนเริ่มชัดเจน ลอกพาดหัวข่าวออกไป สิ่งที่อยู่บนโต๊ะจริง ๆ ไม่ใช่ยูเรเนียม แต่คือพลังงาน เงิน ดอลลาร์ เส้นทางการค้า และอำนาจทางทะเล
ลองพิจารณาทรัพย์สินที่ถูกอายัด เงินอิหร่านราวสองหมื่นสี่พันถึงสองหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์ที่สหรัฐถือไว้ บัดนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการต่อรอง พร้อมการพูดถึงการโยกบางส่วนไปใช้บูรณะชาติอ่าวอาหรับ ลองพิจารณาว่าทันทีที่ช่องแคบเปิด น้ำมันก็ร่วง และตลาดอเมริกันก็ทำสถิติ ลองพิจารณาว่าใครคือผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านเมื่อการคว่ำบาตรผ่อนคลาย — ส่วนใหญ่คือจีน
คำถามใหม่จึงก่อตัวขึ้น คมกว่าคำถามแรก ทรัมป์กำลังเจรจากับอิหร่าน หรือกำลังเจรจากับระเบียบโลกเอง นี่คือการต่อสู้เรื่องอาวุธของชาติหนึ่ง หรือเรื่องว่าใครควบคุมเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ในยุคที่พลังงาน การเงิน และห่วงโซ่อุปทาน คืออาวุธตัวจริง
ยูเรเนียมคือประตู เดินผ่านมันเข้าไป แล้วคุณจะพบว่าตัวเองยืนอยู่ในห้องที่ใหญ่กว่ามาก — ห้องแห่งการช่วงชิงกติกาของโลก
ระเบียบโลกเก่า
ในปี 1945 ขณะที่สงครามหนึ่งจบลง ระบบใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น ที่เบรตตันวูดส์ สหรัฐผูกระบบการเงินโลกไว้กับดอลลาร์ ต่อมาดอลลาร์ก็ผูกตัวเองไว้กับน้ำมัน — กลายเป็น "เปโตรดอลลาร์" — ทำให้พลังงานของทั้งโลกถูกตั้งราคาเป็นสกุลเงินของอเมริกา กองทัพเรืออเมริกันเปิดเส้นทางเดินเรือให้โล่ง พันธมิตรอเมริกันรักษาสันติภาพแบบที่อเมริกาต้องการ
จากนั้นมาถึงสงครามเย็น และเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลาย ก็เกิดช่วงเวลาขั้วเดียวอันสั้น ที่มหาอำนาจหนึ่งเดียวดูเหมือนเป็นผู้เขียนกติกาทั้งหมด โลกาภิวัตน์แผ่ระเบียบนี้ไปทุกชายฝั่ง สงครามต่อต้านการก่อการร้ายยื่นแขนของมันเข้าสู่ตะวันออกกลาง
ราวแปดสิบปีมาแล้ว ที่นี่คือผืนน้ำที่เราทุกคนแหวกว่ายอยู่ — คุ้นเคยเสียจนเราลืมไปว่ามันเคยถูกสร้างขึ้น และลืมไปว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาได้ ก็ร้าวได้เช่นกัน
และมันกำลังร้าว
ระเบียบโลกใหม่
ดูว่าใครกำลังผงาด จีนกับเส้นทางสายไหมใหม่ที่ร้อยเรียงเส้นทางการค้าที่ระเบียบเก่าไม่ได้ออกแบบไว้ กลุ่ม BRICS ที่ทดลองหาวิธีค้าขายโดยไม่ผ่านดอลลาร์ และพรมแดนใหม่ของอำนาจ — ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การเงินดิจิทัล และการควบคุมห่วงโซ่อุปทานที่หล่อเลี้ยงชีวิตสมัยใหม่
ลองดูว่าเรื่องนี้แสดงออกอย่างไรรอบ ๆ อิหร่าน เมื่อมหาอำนาจเก่าลงมือโจมตี รัสเซียคือผู้ให้คำมั่นสนับสนุนผู้นำคนใหม่ของเตหะราน และจีนคือผู้เตือนไม่ให้สังหารเขา เมื่อมีการไกล่เกลี่ยข้อตกลง คนกลางกลับเป็นกาตาร์และปากีสถาน ไม่ใช่มือไม้ดั้งเดิมของวอชิงตัน เส้นเลือดของวิกฤตครั้งนี้ไหลไปทางตะวันออกไม่น้อยไปกว่าทางตะวันตก
แต่นี่คือคำถามที่ทำให้นักวิเคราะห์ที่ซื่อสัตย์ต้องถ่อมตัว โลกกำลังเปลี่ยนจริง — ระเบียบใหม่กำลังถือกำเนิดจริง ๆ หรือ? หรือเราเพียงกำลังเปลี่ยนผู้จัดการของระบบเดิม โดยที่ดอลลาร์ ตลาด และมหาอำนาจ ยังคงเป็นผู้กำหนดสิ่งที่ลึกที่สุดอยู่ดี
เรายังไม่รู้ และความไม่แน่นอนนั้นเองคือเหตุผลว่าทำไมหกสิบวันต่อจากนี้จึงสำคัญ
สี่ฉากจบ
หกสิบวัน สี่ฉากจบที่เป็นไปได้ เรามาเดินดูทีละฉาก ว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น ใครชนะ ใครแพ้ และมันหมายความว่าอย่างไรสำหรับเรา
ฉากแรกคือ ข้อตกลงครั้งใหญ่ ข้อตกลงยืนได้ การเจรจาสำเร็จ ข้อตกลงถาวรถือกำเนิด อิหร่านได้การผ่อนปรนการคว่ำบาตรและความอยู่รอด ทรัมป์ได้มรดกของเขา อ่าวอาหรับได้ความสงบ น้ำมันยังถูก โลกได้หายใจออก สำหรับไทย นี่คือฉากจบที่ดี ราคาเชื้อเพลิงนิ่ง การเดินเรือเปิด ไม่มีแรงกระแทกต่อการส่งออก ความน่าจะเป็น? มีจริง แต่ต้องอาศัยให้อิสราเอลยับยั้งมือของตน ซึ่งคือข้อต่อที่อ่อนแอที่สุด
ฉากที่สองคือ การเป็นปฏิปักษ์แบบควบคุมได้ ไม่มีสันติภาพครั้งใหญ่ แต่ก็ไม่มีสงคราม การหยุดยิงกลายเป็นภาวะตึงเครียดถาวร ต่ออายุเป็นระยะ ไม่เคยคลี่คลาย ตลาดเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน นี่อาจเป็นฉากจบที่น่าจะเกิดที่สุด เพราะมันเรียกร้องจากทุกฝ่ายน้อยที่สุด ไม่มีใครต้องยอมแพ้จริง ๆ สำหรับไทย มันหมายถึงการอยู่กับเสียงฮัมแห่งความเสี่ยงเบา ๆ — จัดการได้ แต่ไม่เคยหายไป
ฉากที่สามคือ ทางตันเรื่องการพิสูจน์ ทรัมป์เรียกร้องหลักฐานที่อิหร่านให้ไม่ได้หรือไม่ยอมให้ ผู้ตรวจการปะทะกับระบอบ ความไว้วางใจพังทลายโดยไม่มีการยิงสักนัด ข้อตกลงแช่แข็ง น้ำมันกระตุกขึ้นลง ตัวกระตุ้นในฉากนี้คือสิ่งเดียวกับที่ถูกประกาศว่าเป็นชัยชนะ — ผู้ตรวจการนั่นเอง สำหรับไทย ความไม่แน่นอนกลับมาที่หัวจ่ายน้ำมันอีกครั้ง
ฉากที่สี่คือฉากที่ไม่มีใครอยากพูดออกมาดัง ๆ การโจมตีทางทหาร อิสราเอลลงมือ หรือช่องแคบปิดอีกครั้ง หรือระบอบที่บาดเจ็บตัดสินใจว่าความอยู่รอดต้องอาศัยการแสดงแสนยานุภาพ สงครามกลับมา — และคราวนี้บนกระดานที่เต็มไปด้วยมหาอำนาจอยู่แล้ว สำหรับไทย นี่คือฉากจบที่มืดที่สุด น้ำมันพุ่ง การเดินเรือหยุดชะงัก และเรืออีกลำอย่างมยุรี นารี อาจกลายเป็นพาดหัวข่าวถัดไป ความน่าจะเป็นอาจต่ำที่สุด — แต่ต้นทุนสูงที่สุด
สี่ฉากจบ หกสิบวันต่อจากนี้จะเป็นผู้เลือกระหว่างมัน
บทแรกของเรื่องที่ยาวกว่านั้น
หกสิบวันอาจรู้สึกว่าสั้น แต่ประวัติศาสตร์มีนิสัยชอบเปลี่ยนทิศภายในไม่กี่สัปดาห์ จักรวรรดิเคยเปลี่ยนเส้นทางในเวลาเพียงชั่วฤดูกาลหนึ่งผ่านไป
ขณะที่โลกจับตาว่าอิหร่านจะยอมอะไร และทรัมป์จะทำอะไร คำถามที่ใหญ่กว่ากำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ ใต้เสียงอึกทึก — ไม่ใช่เรื่องยูเรเนียม ไม่ใช่แม้แต่เรื่องสงครามครั้งเดียว แต่คือเรื่องว่าใครจะเป็นผู้เขียนกติกาของโลกในครึ่งแรกของศตวรรษนี้
หกสิบวันที่กำลังคลี่ออกตรงหน้าเรา อาจกลายเป็นเพียงบทแรกของเรื่องราวที่ยาวกว่านั้นมาก
และบางที เหตุผลที่แท้จริงที่เราทำซีรีส์นี้ขึ้นมา อาจเป็นเพียงเท่านี้ — เพื่อว่าเมื่อประวัติศาสตร์ของยุคสมัยนี้ถูกเขียนขึ้น เราจะไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนที่อ่านเพียงพาดหัวข่าว แต่อยู่ในกลุ่มคนที่หยุด มอง และเห็นทั้งกระดาน
แหล่งอ้างอิงหลัก
ข้อมูลเหตุการณ์ปัจจุบันในบทอ่านนี้ประมวลจากการรายงานข่าว ณ วันที่ ๑๗–๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ และเอกสารราชการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่:
กระทรวงการต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (FDFA) — แถลงการณ์ว่าด้วยบันทึกความเข้าใจสหรัฐฯ–อิหร่าน และการเจรจาที่เบอร์เกนสต็อก
Al Jazeera — รายงานการลงนาม MOU ๑๔ ข้อ (๑๗ มิ.ย.) ผลการเจรจารอบแรก และจุดยืนของมอจตะบา คอเมเนอี
CNBC — กรอบ MOU เรื่องช่องแคบฮอร์มุซ การยกเลิกการปิดล้อม ทรัพย์สินที่ถูกอายัด และปฏิกิริยาของตลาด
Wikipedia — การเลือกผู้นำสูงสุดอิหร่านปี ๒๐๒๖ และลำดับเหตุการณ์การเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่าน ๒๐๒๕–๒๐๒๖ (ใช้เป็นจุดตั้งต้นสู่แหล่งปฐมภูมิ)
NPR / The Times of Israel — กรณีเรือสัญชาติไทย "มยุรี นารี" ถูกโจมตีใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (๑๑ มี.ค. ๒๕๖๙) และแถลงการณ์แรกของผู้นำสูงสุดคนใหม่