ฟาสซิสม์คืออะไร: 14 ลักษณะของอำนาจอันตราย และบทเรียนสำหรับสังคมไทย
ฟาสซิสม์ไม่ใช่เพียงคำด่าทางการเมือง แต่เป็นแบบแผนของอำนาจที่ทำให้ประชาชนค่อย ๆ ยอมรับความกลัว ความเกลียดชัง การลดทอนสิทธิ และการรวมศูนย์อำนาจในนามของชาติ ศาสนา ความมั่นคง หรือความสงบเรียบร้อย
บทคัดย่อ
บทความนี้อธิบายลักษณะสำคัญของฟาสซิสม์ 14 ประการ โดยใช้เป็นกรอบการเรียนรู้ทางพลเมือง มิใช่เพื่อกล่าวหาว่าประเทศใดหรือบุคคลใดเป็นฟาสซิสต์โดยตรง หากเพื่อช่วยให้ผู้อ่านไทยมองเห็น “สัญญาณเตือน” ของการเมืองแบบอำนาจนิยมที่อาจแฝงตัวอยู่ในวาทกรรมรักชาติ ความมั่นคง ศีลธรรม ระเบียบวินัย การต่อต้านศัตรูร่วม และการลดทอนคุณค่าของสิทธิเสรีภาพ
ในบริบทไทย ฟาสซิสม์ควรถูกอ่านไม่ใช่เพียงผ่านภาพยุโรปยุคมุสโสลินีหรือฮิตเลอร์เท่านั้น แต่ต้องอ่านผ่านโครงสร้างอำนาจแบบไทย ได้แก่ รัฐราชการรวมศูนย์ บทบาทกองทัพ การเมืองแบบอุปถัมภ์ ทุนผูกขาด สื่อที่ถูกกดดัน วัฒนธรรมความเกรงกลัวผู้ใหญ่ และการใช้คำว่า “ความมั่นคง” เพื่อจำกัดพื้นที่ของประชาชน
คำสำคัญ: ฟาสซิสม์, อำนาจนิยม, ชาตินิยม, ประชาธิปไตย, สิทธิมนุษยชน, การเมืองไทย
1. ทำไมคนไทยควรรู้จักฟาสซิสม์
คำว่า ฟาสซิสม์ มักถูกใช้แบบง่าย ๆ ว่าเป็นเผด็จการที่โหดร้าย แต่ในเชิงสังคมการเมือง ฟาสซิสม์มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะมันไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว หากยังดำรงอยู่ด้วยการสร้างความเชื่อ ความกลัว ความภักดี และความเกลียดชังร่วมกัน
ฟาสซิสม์จึงอันตรายกว่าการปกครองแบบกดขี่ธรรมดา เพราะมันพยายามทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่ง กลายเป็นผู้สนับสนุนการกดขี่นั้นด้วยตนเอง ประชาชนอาจถูกชักจูงให้เชื่อว่า การละเมิดสิทธิของคนบางกลุ่มเป็นเรื่องจำเป็น การใช้กฎหมายรุนแรงเป็นเรื่องสมควร การปิดปากคนเห็นต่างคือการรักษาความสงบ และการรวมศูนย์อำนาจคือหนทางกอบกู้ชาติ
2. ฟาสซิสม์ต่างจากเผด็จการทั่วไปอย่างไร
เผด็จการทั่วไปอาจใช้ทหาร ตำรวจ กฎหมาย และระบบราชการเพื่อควบคุมประชาชน แต่ฟาสซิสม์มักเพิ่มองค์ประกอบสำคัญอีกสามประการ คือ มวลชนที่ถูกปลุกเร้า, ศัตรูร่วมที่ถูกสร้างขึ้น, และ วาทกรรมศักดิ์สิทธิ์ ที่ทำให้การใช้อำนาจดูสูงส่งกว่าการเมืองปกติ
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ฟาสซิสม์ไม่เพียงต้องการให้ประชาชนเชื่อฟัง แต่ต้องการให้ประชาชนรู้สึกว่า การเชื่อฟังนั้นคือคุณธรรม และการตั้งคำถามคือความผิดบาปต่อชาติ
3. 14 ลักษณะของฟาสซิสม์ในบริบทไทย
ฟาสซิสม์มักใช้ธง เพลง คำขวัญ พิธีกรรม เครื่องแบบ และสัญลักษณ์ของชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้ “ชาติ” กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือการวิจารณ์
ฟาสซิสม์มักทำให้ประชาชนเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องรอง เมื่อเทียบกับความมั่นคง ความสงบ หรือการจัดการศัตรูของชาติ
ฟาสซิสม์ต้องการศัตรูร่วม เพื่อรวมคนจำนวนมากให้รู้สึกเป็นฝ่ายเดียวกัน ศัตรูนั้นอาจเป็นชนกลุ่มน้อย คนต่างชาติ นักคิดฝ่ายซ้าย เสรีนิยม นักศึกษา แรงงาน หรือผู้เห็นต่างทางการเมือง
ในระบอบฟาสซิสม์ กองทัพมักถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์สูงสุดของชาติ ความเสียสละ และระเบียบวินัย ขณะที่การเมืองพลเรือนถูกทำให้ดูสกปรก วุ่นวาย หรืออ่อนแอ
ฟาสซิสม์มักชอบครอบครัวแบบอนุรักษนิยม บทบาทชายหญิงแบบตายตัว และการควบคุมร่างกาย เพศวิถี และอัตลักษณ์ของประชาชน
การควบคุมสื่อไม่จำเป็นต้องมาในรูปการปิดหนังสือพิมพ์หรือยึดสถานีโทรทัศน์เสมอไป แต่อาจมาในรูปกฎหมาย ใบอนุญาต ทุนโฆษณา การฟ้องร้อง การคุกคาม หรือการทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตนเอง
ฟาสซิสม์ใช้ความกลัวเป็นเชื้อเพลิงทางการเมือง ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าภัยกำลังใกล้เข้ามาเสมอ และจึงต้องยอมเสียเสรีภาพเพื่อความปลอดภัย
ฟาสซิสม์มักใช้ศาสนาเพื่อสร้างความชอบธรรมทางศีลธรรมให้รัฐและผู้นำ แม้การกระทำของรัฐอาจขัดกับหลักเมตตา ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีมนุษย์
ฟาสซิสม์มักไม่ได้ทำลายทุนใหญ่ หากแต่สร้างพันธมิตรระหว่างรัฐกับทุน โดยรัฐให้ความคุ้มครอง ส่วนทุนให้ทรัพยากร การสนับสนุน และความชอบธรรมทางเศรษฐกิจ
แรงงานที่รวมตัวกันได้คือพลังต่อรองสำคัญที่สุดของคนธรรมดา ฟาสซิสม์จึงมักไม่ไว้ใจสหภาพแรงงาน และพยายามทำให้แรงงานแตกกระจาย
ฟาสซิสม์ไม่ชอบความคิดวิพากษ์ เพราะความคิดวิพากษ์ทำให้ประชาชนตั้งคำถามกับสิ่งที่รัฐต้องการให้เชื่อ
ฟาสซิสม์มักชอบรัฐตำรวจ โทษหนัก และการทำให้ประชาชนยอมรับการใช้อำนาจรุนแรง ภายใต้ถ้อยคำว่า “ปราบคนเลว” หรือ “รักษาความสงบ”
ฟาสซิสม์มักปกครองผ่านเครือข่ายคนใกล้ชิด แต่งตั้งกันเอง ปกป้องกันเอง และใช้ทรัพยากรรัฐเพื่อรักษาอำนาจของกลุ่มตน
ฟาสซิสม์อาจยังมีการเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่สนามไม่เท่ากัน คู่แข่งถูกทำลาย สื่อถูกควบคุม กติกาถูกออกแบบให้บางฝ่ายได้เปรียบ และองค์กรรัฐถูกใช้จัดการฝ่ายตรงข้าม
4. ฟาสซิสม์แบบไทยอาจไม่ได้ใส่เครื่องแบบเดียวกับยุโรป
การทำความเข้าใจฟาสซิสม์ในไทยต้องระวังกับดักอย่างหนึ่ง คือการคิดว่าฟาสซิสม์ต้องหน้าตาเหมือนยุโรปศตวรรษที่ 20 ต้องมีพรรคมวลชนแบบเดียวกับนาซี ต้องมีผู้นำแบบฮิตเลอร์ หรือต้องมีเครื่องแบบและขบวนพาเหรดแบบมุสโสลินี หากคิดเช่นนั้น เราอาจมองไม่เห็นอำนาจนิยมที่ปรับตัวเข้ากับบริบทไทย
ในบริบทไทย อำนาจแบบฟาสซิสต์หรือกึ่งฟาสซิสต์อาจปรากฏผ่านการผสมกันของรัฐราชการรวมศูนย์ กองทัพที่มีบทบาททางการเมือง วาทกรรมความมั่นคง ศีลธรรมแบบสั่งสอนจากบนลงล่าง การเมืองแบบผู้ใหญ่ปกครองเด็ก เครือข่ายทุน-รัฐ และการสร้างศัตรูภายในชาติ
5. บทเรียนสำหรับพลเมืองไทย
บทเรียนสำคัญที่สุดคือ ฟาสซิสม์ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว มันค่อย ๆ ก่อตัวเมื่อสังคมยอมรับข้อยกเว้นทีละเล็กทีละน้อย: ยอมให้ละเมิดสิทธิคนที่เราไม่ชอบ ยอมให้กฎหมายถูกใช้เป็นอาวุธ ยอมให้รัฐตรวจสอบประชาชนฝ่ายเดียว ยอมให้ศัตรูทางการเมืองถูกทำให้ไม่เป็นมนุษย์ และยอมให้คำว่า “ชาติ” ถูกใช้ปิดปากประชาชน
6. ประชาชนควรทำอะไร
การต้านฟาสซิสม์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเผชิญหน้าใหญ่โตเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการรักษาหลักการพื้นฐานของสังคมเปิด ได้แก่ ไม่ลดทอนความเป็นมนุษย์ของฝ่ายตรงข้าม ไม่ส่งต่อความเกลียดชัง ปกป้องสิทธิของคนที่เราไม่เห็นด้วย สนับสนุนสื่ออิสระ สนับสนุนแรงงาน สนับสนุนศิลปะและมหาวิทยาลัย และยืนยันว่ารัฐต้องถูกตรวจสอบได้เสมอ
ประชาธิปไตยที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากการรอคนดีมาปกครอง แต่เกิดจากการสร้างสถาบันที่จำกัดอำนาจ แม้วันที่คนไม่ดีได้อำนาจ เขาก็ยังทำร้ายประชาชนได้น้อยที่สุด
บางครั้ง รักชาติคือการกล้าตรวจสอบอำนาจ
ก่อนที่อำนาจนั้นจะทำร้ายชาติในนามของชาติเอง
7. สรุป
ฟาสซิสม์คือการเมืองที่ทำให้ประชาชนกลัวศัตรูมากกว่ากลัวอำนาจที่ไร้การตรวจสอบ ทำให้คนรักสัญลักษณ์มากกว่าหลักการ รักความสงบมากกว่าความยุติธรรม และรักผู้นำมากกว่าสิทธิของตนเอง
สำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือ เราไม่ควรรอให้ฟาสซิสม์สมบูรณ์แบบเสียก่อนจึงค่อยตื่นตัว เพราะเมื่อมันสมบูรณ์แล้ว พื้นที่สำหรับการตื่นรู้อาจเหลือน้อยมาก สังคมประชาธิปไตยจึงต้องระวังตั้งแต่สัญญาณแรก ๆ ที่ทำให้ประชาชนถูกสอนให้กลัวเสรีภาพ เกลียดคนเห็นต่าง และไว้วางใจอำนาจที่ไม่ต้องถูกตรวจสอบ