Showing posts with label พระราชอำนาจ. Show all posts
Showing posts with label พระราชอำนาจ. Show all posts

จาก ราษฎร (Subject) สู่ พลเมือง (Citizen)

จาก ราษฎร (Subject) สู่ พลเมือง (Citizen)
บทความวิเคราะห์ · คันฉ่องส่องไทย

จาก Subject สู่ Citizen

หากวันหนึ่งไม่มีใครปกครองแทนเรา เราพร้อมจะปกครองตนเองแล้วหรือยัง

บทคัดย่อ

บทความนี้เสนอว่า คำถามที่สำคัญที่สุดต่ออนาคตการเมืองไทยในศตวรรษที่ 21 อาจมิใช่คำถามว่าผู้ใดควรมีอำนาจหรือสถาบันใดควรดำรงอยู่ หากเป็นคำถามว่าประชาชนพร้อมเพียงใดที่จะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งหลักการประชาธิปไตยได้มอบให้แล้วในทางกฎหมาย บทความสำรวจความแตกต่างเชิงมโนทัศน์ระหว่าง “ผู้ใต้ปกครอง” (subject) กับ “พลเมือง” (citizen) ผ่านกรอบของอริสโตเติลและมาร์แชลล์ จากนั้นวิเคราะห์ว่าเหตุใดการมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญจึงยังไม่เพียงพอ หากต้องอาศัย “วัฒนธรรมการเมือง” แบบผู้มีส่วนร่วมตามกรอบของอัลมอนด์และเวอร์บา ผู้เขียนอาศัยแนวคิดเรื่องการพ้นจากภาวะเยาว์วัยของคานต์เพื่ออธิบายประชาธิปไตยในฐานะวุฒิภาวะทางการเมืองของสังคม และอาศัยแนวคิดทุนทางสังคมของพัตนัมเพื่อชี้ว่าความเข้มแข็งของประชาธิปไตยมิได้ตั้งอยู่บนรัฐธรรมนูญหรือการเลือกตั้งเพียงลำพัง หากตั้งอยู่บนวัฒนธรรมพลเมืองที่บ่มเพาะในชีวิตประจำวัน บทความสรุปว่าการเดินทางจาก subject สู่ citizen เป็นภารกิจที่ไม่มีผู้ใดทำแทนกันได้ และเป็นสิ่งที่ทุกสังคมประชาธิปไตยต้องเผชิญไม่ช้าก็เร็ว

คำสำคัญ: พลเมือง · ประชาธิปไตย · อำนาจอธิปไตย · วัฒนธรรมการเมือง · ทุนทางสังคม · ความรับผิดชอบสาธารณะ

1. บทนำ: คำถามที่คนไทยไม่ค่อยถาม

คนไทยจำนวนมากเติบโตมากับคำถามชุดหนึ่งที่ดูเป็นธรรมชาติจนแทบไม่มีใครตั้งข้อสงสัย นั่นคือคำถามว่า “ใครจะมาช่วยประเทศ” “ใครจะมาแก้ปัญหา” “ใครจะมาปราบโกง” และ “ใครจะมาปกป้องประชาชน” คำถามเหล่านี้ฟังดูชอบธรรมและเปี่ยมความหวังดี แต่ในทางรัฐศาสตร์ มันเปิดเผยวิธีคิดแบบหนึ่งที่ฝังรากลึกอยู่ในหลายสังคม นั่นคือการมองการเมืองผ่าน “ตัวบุคคล” มากกว่าจะมองผ่านสถาบันและความรับผิดชอบร่วมกันของผู้คน

เราคุ้นเคยกับการเฝ้ารอผู้นำที่ดี ผู้ปกครองที่เปี่ยมคุณธรรม หรือวีรบุรุษที่จะก้าวเข้ามาสะสางปัญหาให้ แต่เรากลับไม่ค่อยถามคำถามอีกชุดหนึ่งที่อยู่คนละขั้ว นั่นคือ “แล้วประชาชนมีหน้าที่อะไร” “แล้วเราจะร่วมมือกันอย่างไร” และที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ “หากไม่มีใครมาช่วย เราจะทำอย่างไร” ความเงียบที่เกิดขึ้นเมื่อเผชิญคำถามชุดหลังนี้เอง คือสิ่งที่บทความนี้ต้องการสำรวจ เพราะคำถามเหล่านั้นต่างหากที่เป็นหัวใจของความเป็นพลเมือง

ข้อเสนอหลักของบทความนี้สืบเนื่องจากหลักการพื้นฐานที่ว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ซึ่งระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ยึดถือเป็นรากฐาน แต่หลักการที่เขียนไว้บนกระดาษกับประชาชนที่พร้อมจะใช้อำนาจนั้นอย่างแท้จริงเป็นคนละเรื่องกัน รัฐธรรมนูญอาจประกาศว่าประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ทว่าการเป็นเจ้าของในความหมายที่มีชีวิตจริงนั้นเรียกร้องมากกว่าการได้รับสิทธิ มันเรียกร้องความพร้อมที่จะรับภาระและความรับผิดชอบที่มากับสิทธินั้นด้วย ดังนั้น พรมแดนที่แท้จริงของประชาธิปไตยไทยจึงมิได้อยู่ที่ตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียว หากอยู่ที่วุฒิภาวะและความพร้อมของประชาชนเอง

2. Subject กับ Citizen: ความแตกต่างที่ลึกกว่าถ้อยคำ

ในประวัติศาสตร์ความคิดทางการเมือง มีความแตกต่างสำคัญซ่อนอยู่ระหว่างคำสองคำที่มักถูกแปลอย่างหลวม ๆ ว่า “ประชาชน” เหมือนกัน คำแรกคือ subject ซึ่งหมายถึงผู้อยู่ใต้ปกครอง ผู้ซึ่งหน้าที่หลักคือการเชื่อฟัง อำนาจอยู่ในมือของผู้อื่น ความรับผิดชอบสูงสุดเป็นของผู้อื่น และอนาคตถูกกำหนดโดยผู้อื่น ส่วนคำที่สองคือ citizen หรือพลเมือง ซึ่งมีความหมายตรงข้ามในเชิงโครงสร้าง พลเมืองมิใช่ผู้รับคำสั่ง หากเป็นเจ้าของอำนาจร่วมกัน พลเมืองไม่ได้ถามเพียงว่า “รัฐบาลจะทำอะไรให้เรา” แต่ถามว่า “เราจะทำอะไรร่วมกัน” พลเมืองมิได้เป็นเพียงผู้รับผลจากการเมือง หากเป็นผู้ร่วมสร้างการเมืองนั้นขึ้นมา

ความแตกต่างนี้มีรากฐานเก่าแก่ถึงยุคกรีกโบราณ อริสโตเติลนิยามพลเมืองมิใช่จากถิ่นที่อยู่หรือชาติกำเนิด หากจากการมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจของรัฐ พลเมืองในความหมายของอริสโตเติลคือผู้ที่มีส่วนในการพิจารณาตัดสินกิจการบ้านเมืองและในการใช้อำนาจตุลาการ เป็นผู้ที่ “ปกครองและถูกปกครองสลับกัน” กล่าวคือ ในวันหนึ่งเขาอาจอยู่ใต้กฎที่ผู้อื่นร่วมกันตราขึ้น และในอีกวันหนึ่งเขาก็เป็นผู้ร่วมตรากฎนั้นเสียเอง (Aristotle, ca. 350 BCE/1998) สาระสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ความเป็นพลเมืองคือการเป็นผู้ถือครองอำนาจร่วม มิใช่เพียงผู้ที่ได้รับการปกครองอย่างเป็นธรรม

ในโลกสมัยใหม่ ที. เอช. มาร์แชลล์ ได้ขยายความเข้าใจเรื่องความเป็นพลเมืองให้เป็นกระบวนการที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นตามประวัติศาสตร์ เขาเสนอว่าความเป็นพลเมืองประกอบด้วยสิทธิสามชั้นที่พัฒนาต่อเนื่องกันมา ได้แก่ สิทธิพลเมืองอันเกี่ยวกับเสรีภาพส่วนบุคคลและความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย สิทธิทางการเมืองอันเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจ และสิทธิทางสังคมอันเกี่ยวกับความมั่นคงและสวัสดิภาพขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต (Marshall, 1950) นัยสำคัญของกรอบนี้คือ ความเป็นพลเมืองมิใช่สถานะตายตัวที่ได้รับมาครั้งเดียว หากเป็นความสัมพันธ์ที่มีพลวัตระหว่างปัจเจกบุคคลกับชุมชนการเมือง ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างมีสิทธิและพันธะต่อกัน เมื่อมองในแง่นี้ ความแตกต่างระหว่าง subject กับ citizen จึงมิใช่เรื่องของสถานะทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ต่ออำนาจ ผู้ใต้ปกครองเป็นฝ่าย “รับ” ส่วนพลเมืองเป็นฝ่าย “ร่วมประพันธ์”

3. วัฒนธรรมการเมืองสามแบบ: เหตุใดสิทธิตามกฎหมายจึงยังไม่พอ

คำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เหตุใดบางสังคมจึงมีประชาชนที่ประพฤติตนเป็นพลเมือง ในขณะที่บางสังคม แม้จะมีรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งครบถ้วน ประชาชนกลับยังคงประพฤติตนเป็นผู้ใต้ปกครองอยู่เช่นเดิม คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่สิ่งซึ่งนักรัฐศาสตร์เรียกว่า “วัฒนธรรมการเมือง” อันหมายถึงชุดของทัศนคติ ความเชื่อ และความรู้สึกที่ประชาชนมีต่อระบบการเมืองและต่อบทบาทของตนเองภายในระบบนั้น

กาเบรียล อัลมอนด์ และซิดนีย์ เวอร์บา ในงานศึกษาเปรียบเทียบคลาสสิกของพวกเขา จำแนกวัฒนธรรมการเมืองออกเป็นสามแบบ แบบแรกคือวัฒนธรรมแบบคับแคบหรือท้องถิ่นนิยม ที่ผู้คนแทบไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของระบบการเมืองส่วนกลางและไม่คาดหวังสิ่งใดจากมัน แบบที่สองคือวัฒนธรรมแบบผู้ใต้ปกครอง ที่ผู้คนรับรู้ระบบการเมืองและผลผลิตของมันเป็นอย่างดี เฝ้ารอรับนโยบายและการตัดสินใจจากเบื้องบน แต่ไม่คิดว่าตนเองมีบทบาทในการกำหนดทิศทางของระบบนั้น และแบบที่สามคือวัฒนธรรมแบบผู้มีส่วนร่วม ที่ผู้คนมองว่าตนเองเป็นผู้กระทำการที่มีสิทธิและมีความสามารถจริงในการมีอิทธิพลต่อระบบการเมือง (Almond & Verba, 1963)

ข้อค้นพบสำคัญของอัลมอนด์และเวอร์บาคือ ประชาธิปไตยที่มั่นคงมิได้ตั้งอยู่บนวัฒนธรรมแบบผู้มีส่วนร่วมล้วน ๆ หากตั้งอยู่บนส่วนผสมที่สมดุล ซึ่งพวกเขาเรียกว่า “วัฒนธรรมพลเมือง” อันเป็นการประสานความกระตือรือร้นในการมีส่วนร่วมเข้ากับความเคารพต่อกติกาและความไว้วางใจระหว่างกัน กรอบนี้ช่วยวินิจฉัยโจทย์ของไทยได้อย่างคมชัด กล่าวคือ ตัวบทกฎหมายอาจมอบสถานะของผู้มีส่วนร่วมให้แก่ประชาชนแล้วอย่างสมบูรณ์ ทุกคนมีสิทธิเลือกตั้ง มีเสรีภาพในการแสดงออก และมีช่องทางตามรัฐธรรมนูญ แต่หากภายใต้พื้นผิวนั้นยังคงมีวัฒนธรรมแบบผู้ใต้ปกครองฝังรากอยู่ ผู้คนก็ยังคงเฝ้ารอผู้มีบุญบารมีเข้ามาแก้ปัญหาแทน ทั้งที่ในมือของตนถือบัตรเลือกตั้งอยู่แล้ว ช่องว่างระหว่าง “ความเป็นพลเมืองตามกฎหมาย” กับ “ความเป็นพลเมืองทางวัฒนธรรม” นี้เอง คือหัวใจของปัญหาที่บทความนี้ต้องการชี้ให้เห็น

4. ประชาธิปไตยในฐานะวุฒิภาวะทางการเมืองของสังคม

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยที่สุดประการหนึ่งคือ การคิดว่าประชาธิปไตยมีความหมายเท่ากับการเลือกตั้ง ความจริงแล้วการเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง หัวใจที่แท้จริงของประชาธิปไตยอยู่ที่การยอมรับหลักการพื้นฐานสามประการ คือ ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของประเทศมากไปกว่าผู้อื่น ไม่มีผู้ใดได้รับสิทธิพิเศษโดยกำเนิดในการกำหนดอนาคตของสังคม และไม่มีผู้ใดสามารถปลีกตัวออกจากความรับผิดชอบต่อส่วนรวมได้ ในความหมายนี้ ประชาธิปไตยคือกระบวนการเปลี่ยนผ่านของสังคมจากวัยเยาว์ทางการเมืองไปสู่วุฒิภาวะทางการเมือง

อิมมานูเอล คานต์ ได้ให้ภาพที่ทรงพลังอย่างยิ่งต่อความคิดนี้ในข้อเขียนสั้นชื่อ “การตอบคำถามว่าความรู้แจ้งคืออะไร” เขานิยามความรู้แจ้งว่าคือการที่มนุษย์ก้าวพ้นจากภาวะเยาว์วัยที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้น ภาวะเยาว์วัยในที่นี้หมายถึงการไม่สามารถใช้สติปัญญาของตนเองได้โดยปราศจากการชี้นำจากผู้อื่น และคานต์ย้ำว่าสาเหตุของภาวะนี้มิได้อยู่ที่การขาดสติปัญญา หากอยู่ที่การขาดความตั้งใจและความกล้าหาญที่จะใช้สติปัญญานั้นด้วยตนเอง คำขวัญที่เขาเสนอคือ “จงกล้าที่จะรู้” (Kant, 1784/1991)

เมื่อนำกรอบนี้มาวางในมิติการเมือง เราจะเห็นว่าสังคมหนึ่งยังคงอยู่ในภาวะเยาว์วัยตราบเท่าที่มันยังมอบหมายการตัดสินใจและวิจารณญาณของตนให้แก่ผู้พิทักษ์อยู่เสมอ ไม่ว่าผู้พิทักษ์นั้นจะเป็นผู้ปกครอง ผู้รู้ หรือผู้มีบารมีก็ตาม ส่วนวุฒิภาวะทางการเมืองคือความพร้อมที่จะแบกรับภาระของการใช้วิจารณญาณและความรับผิดชอบนั้นด้วยตนเอง ดังที่ร่างของบทความนี้ได้กล่าวไว้อย่างเรียบง่ายแต่คมคาย เด็กถามว่า “ใครจะดูแลเรา” ส่วนผู้ใหญ่ถามว่า “เราจะดูแลกันอย่างไร” อย่างไรก็ตาม ต้องเข้าใจให้ชัดว่าวุฒิภาวะมิได้หมายถึงการปฏิเสธผู้นำหรืออำนาจทั้งปวง หากหมายถึงการปฏิเสธที่จะโอนความรับผิดชอบขั้นสุดท้ายให้ผู้อื่นรับไปแทน ประชาธิปไตยจึงเป็นรูปแบบทางสถาบันของสังคมที่ได้เลือกแล้วว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่

5. เมื่อไม่มีใครปกครองแทนเรา: ภาระประจำวันของพลเมือง

ไม่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอในประวัติศาสตร์ ราชวงศ์เกิดขึ้นและล่มสลาย รัฐธรรมนูญถูกเขียนขึ้นใหม่ รัฐบาลผลัดเปลี่ยน และสถาบันต่าง ๆ ปรับตัวไปตามกาลเวลา ด้วยเหตุนี้ คำถามที่สำคัญจึงมิใช่ว่าสถาบันใดจะดำรงอยู่ตลอดไป หากเป็นคำถามว่าประชาชนพร้อมหรือยังหากต้องแบกรับความรับผิดชอบที่มากขึ้น สมมุติว่าวันหนึ่งไม่มีบุคคลหรือสถาบันใดที่ผู้คนเชื่อว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาแทนได้อีกต่อไป ในวันนั้นประชาชนจะต้องทำในสิ่งที่พลเมืองในประเทศประชาธิปไตยเข้มแข็งทำกันเป็นกิจวัตร

กิจวัตรเหล่านั้นมิใช่วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ หากเป็นงานบำรุงรักษาการปกครองตนเองที่เรียบง่ายและไม่หวือหวา ได้แก่ การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ การตรวจสอบผู้มีอำนาจอย่างต่อเนื่อง การเข้าร่วมในกิจกรรมสาธารณะ การปกป้องกติกาที่เป็นธรรมแม้ในยามที่การละเมิดกติกาจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายของตน การยอมรับความเห็นต่าง และการร่วมมือกันแก้ปัญหาของชุมชน ฟิลิป เพ็ตทิต นักปรัชญาการเมืองสายสาธารณรัฐนิยม ได้อธิบายว่าเสรีภาพที่แท้จริงมิใช่เพียงการปราศจากการแทรกแซง หากคือการปราศจากการครอบงำ และเสรีภาพในความหมายนี้จะธำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีพลเมืองที่คอยเฝ้าระวังและพร้อมจะโต้แย้งทักท้วงอำนาจอยู่เสมอ (Pettit, 1997) กล่าวอีกนัยหนึ่ง การปกครองตนเองมิใช่สถานะที่ได้มาแล้วคงอยู่ตลอดไป หากเป็นกิจกรรมที่ต้องลงแรงรักษาอยู่ทุกวัน

ในจุดนี้เองที่เราต้องซื่อสัตย์กับความจริงประการหนึ่ง การเป็นพลเมืองนั้นเป็นภาระที่หนักกว่าการเป็นผู้ใต้ปกครองอย่างมาก การเฝ้ารอวีรบุรุษมาช่วยนั้นง่ายและสบายใจกว่าการลุกขึ้นมาปกครองตนเอง นี่คือเหตุผลที่หลายสังคมเลือกความสะดวกของการเป็นผู้ใต้ปกครองโดยไม่รู้ตัว แต่ความสะดวกนั้นถูกซื้อมาด้วยราคาที่แพงลิ่ว นั่นคือการตกอยู่ในภาวะพึ่งพิงและการสูญเสียอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง

6. การบ่มเพาะวัฒนธรรมพลเมือง: เริ่มจากสิ่งเล็กที่สุด

การเตรียมตัวเป็นพลเมืองมิได้เริ่มต้นที่การปฏิวัติ มิได้เริ่มต้นที่การเดินขบวน และมิได้เริ่มต้นที่การเปลี่ยนระบอบ หากเริ่มต้นจากสิ่งที่เล็กที่สุดในชีวิตประจำวัน เริ่มจากการอ่านข่าวอย่างรอบด้าน เริ่มจากการยอมรับว่าคนที่คิดต่างอาจมิใช่ศัตรู เริ่มจากการตั้งคำถามต่อข้อมูลที่ตนเองชื่นชอบ เริ่มจากการเข้าร่วมประชุมของชุมชน เริ่มจากการสนใจงบประมาณท้องถิ่น เริ่มจากการติดตามการทำงานของผู้แทน และเริ่มจากการสอนลูกหลานให้คิดอย่างเป็นอิสระ

โรเบิร์ต พัตนัม ได้อธิบายว่าเหตุใดเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้จึงสำคัญอย่างยิ่งยวด เขาเสนอแนวคิด “ทุนทางสังคม” อันหมายถึงเครือข่ายของความไว้วางใจและการตอบแทนซึ่งกันและกันที่ก่อตัวขึ้นผ่านชีวิตการรวมกลุ่มในแต่ละวัน และชี้ว่าทุนทางสังคมนี้เองคือสิ่งที่ทำให้สถาบันประชาธิปไตยทำงานได้จริง ในงานศึกษาภูมิภาคต่าง ๆ ของอิตาลี พัตนัมพบว่าภายใต้กติกาทางการที่เหมือนกันทุกประการ ภูมิภาคที่มีประเพณีการรวมกลุ่มของพลเมืองหนาแน่นกว่ากลับมีรัฐบาลท้องถิ่นที่ทำงานได้ดีกว่าอย่างชัดเจน ความแตกต่างมิได้อยู่ที่การออกแบบสถาบัน หากอยู่ที่ความเข้มข้นของวัฒนธรรมพลเมือง (Putnam, 1993) และในงานต่อมา เขาเตือนว่าการเสื่อมถอยของทุนทางสังคม การที่ผู้คนถอยห่างจากชีวิตส่วนรวมไปสู่ความโดดเดี่ยว ย่อมบั่นทอนความเข้มแข็งของประชาธิปไตยลงทีละน้อย (Putnam, 2000)

จอห์น ดิวอี้ ได้สรุปแก่นของเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ว่าประชาธิปไตยมิใช่เพียงรูปแบบของรัฐบาล หากเป็นวิถีของการอยู่ร่วมกัน และวิถีเช่นนี้จำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นใหม่อยู่เสมอผ่านการศึกษา เพราะคนแต่ละรุ่นมิได้เกิดมาพร้อมกับนิสัยของพลเมืองโดยอัตโนมัติ หากต้องได้รับการบ่มเพาะให้เข้าสู่นิสัยนั้น (Dewey, 1916) เมื่อมองในแง่นี้ การกระทำเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่กล่าวมาทั้งหมดจึงมิใช่เรื่องปลีกย่อย หากเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แท้จริงของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งมิได้เกิดจากรัฐธรรมนูญที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากวัฒนธรรมของพลเมืองที่ถูกเพาะปลูกขึ้นมา มันจึงเป็นสิ่งที่ต้องปลูก มิใช่สิ่งที่ประกาศใช้

กล่องวิเคราะห์ · ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ความเข้าใจผิด

ประชาธิปไตยมีความหมายเท่ากับการมีการเลือกตั้ง เมื่อใดที่จัดการเลือกตั้งได้ ก็ถือว่าเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แล้ว

ข้อเท็จจริง

การเลือกตั้งเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งของประชาธิปไตย มิใช่ตัวประชาธิปไตยเอง หัวใจที่แท้จริงคือวัฒนธรรมพลเมือง ความไว้วางใจในกติกา และการยอมรับร่วมกันว่าไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของประเทศมากไปกว่าผู้อื่น สังคมที่มีการเลือกตั้งแต่ขาดวัฒนธรรมพลเมือง ยังคงเปราะบางและพร้อมจะถดถอยได้เสมอ

7. บทเรียนจากสังคมที่มั่นคง: ศรัทธาในกติกามากกว่าตัวบุคคล

ประเทศที่มั่นคงในโลกปัจจุบันมิได้มั่นคงเพราะมีผู้นำที่สมบูรณ์แบบ ในประเทศเหล่านั้นรัฐบาลเปลี่ยนได้ พรรคการเมืองมีแพ้มีชนะ และบุคคลสำคัญย่อมเสียชีวิตไปตามธรรมดาของมนุษย์ แต่ประเทศก็ยังคงเดินหน้าต่อไปได้ เพราะประชาชนเชื่อมั่นในกติกาและสถาบันมากกว่าตัวบุคคล ฆวน ลินซ์ และอัลเฟรด สเตปัน อธิบายภาวะเช่นนี้ว่าเป็นการที่ประชาธิปไตยได้กลายเป็น “เกมเดียวในเมือง” กล่าวคือ ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันว่ากติกาประชาธิปไตยเป็นช่องทางเดียวที่ชอบธรรมในการเข้าถึงและใช้อำนาจ ไม่มีฝ่ายใดคิดจะล้มกระดานเมื่อตนเองพ่ายแพ้ (Linz & Stepan, 1996)

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความเข้มแข็งของสังคมจึงมิได้วัดจากความยิ่งใหญ่ของผู้นำ หากวัดจากความสามารถของประชาชนในการรับผิดชอบร่วมกัน และจากความสามารถในการธำรงกติกาที่เป็นกลางไว้เหนืออำนาจของตัวบุคคล มีข้อสังเกตที่ย้อนแย้งซ่อนอยู่ในที่นี้ นั่นคือ ความหวังที่จะได้วีรบุรุษมากอบกู้นั้น แท้จริงแล้วเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความเปราะบาง มิใช่ความเข้มแข็ง เพราะมันหมายความว่าระบบทั้งระบบต้องพึ่งพาการปรากฏตัวของบุคคลที่ใช่ ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามกับความทนทาน สังคมที่ทนทานอย่างแท้จริงคือสังคมที่อยู่รอดได้แม้จะมีผู้นำที่เลวร้าย เพราะพลเมืองและสถาบันต่างช่วยกันแบกรับภาระเอาไว้ มิใช่ฝากความหวังทั้งหมดไว้กับคนเพียงคนเดียว

8. บทสรุป: การเดินทางที่ไม่มีผู้ใดทำแทนกันได้

บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 อาจมิใช่คำถามว่า “ใครควรมีอำนาจ” หรือ “สถาบันใดควรดำรงอยู่ต่อไป” หากเป็นคำถามว่า “ประชาชนพร้อมจะเป็นเจ้าของอำนาจนั้นหรือยัง” เพราะไม่ว่าอนาคตของประเทศจะเป็นเช่นไร และไม่ว่าสถาบันต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด มีความจริงประการหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นั่นคือ ท้ายที่สุดแล้วไม่มีผู้ใดสามารถรับผิดชอบอนาคตของประเทศไทยแทนคนไทยได้

วันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว ทุกสังคมย่อมต้องเดินทางจากสถานะของผู้ใต้ปกครองไปสู่สถานะของพลเมือง การเดินทางนี้มิได้เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนระบอบหรือการโค่นล้มสิ่งใด หากเริ่มต้นด้วยการที่ประชาชนแต่ละคนเลือกที่จะใช้สติปัญญาและวิจารณญาณของตนเอง เลือกที่จะแบกรับความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และเลือกที่จะปฏิบัติต่อกันในฐานะเจ้าของประเทศร่วมกัน คำถามที่แท้จริงจึงมิได้อยู่ที่ว่าการเดินทางนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะมันต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากอยู่ที่ว่า เราจะเริ่มต้นออกเดินตั้งแต่วันนี้ด้วยความตั้งใจ หรือจะรอจนถึงวันที่ไม่มีทางเลือกอื่นเหลืออยู่อีกแล้ว

เอกสารอ้างอิง

Almond, G. A., & Verba, S. (1963). The civic culture: Political attitudes and democracy in five nations. Princeton University Press.

Aristotle. (1998). Politics (C. D. C. Reeve, Trans.). Hackett Publishing. (Original work published ca. 350 BCE)

Dewey, J. (1916). Democracy and education: An introduction to the philosophy of education. Macmillan.

Kant, I. (1991). An answer to the question: “What is enlightenment?” In H. Reiss (Ed.) & H. B. Nisbet (Trans.), Kant: Political writings (2nd ed., pp. 54–60). Cambridge University Press. (Original work published 1784)

Linz, J. J., & Stepan, A. (1996). Problems of democratic transition and consolidation: Southern Europe, South America, and post-communist Europe. Johns Hopkins University Press.

Marshall, T. H. (1950). Citizenship and social class and other essays. Cambridge University Press.

Pettit, P. (1997). Republicanism: A theory of freedom and government. Oxford University Press.

Putnam, R. D. (1993). Making democracy work: Civic traditions in modern Italy. Princeton University Press.

Putnam, R. D. (2000). Bowling alone: The collapse and revival of American community. Simon & Schuster.

จาก Subject สู่ Citizen

```html
บทความกึ่งวิชาการ · ความรู้สำหรับคนไทย

จาก Subject สู่ Citizen

พระราชอำนาจ อำนาจอธิปไตย และการเตรียมตัวของคนไทยในวันที่ประชาชนต้องรับผิดชอบบ้านเมืองด้วยตนเอง

❧ ❧ ❧
บทคัดย่อ

บทความนี้เสนอว่า คำถามสำคัญของสังคมไทยมิได้อยู่เพียงที่ว่าอนาคตของสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปลี่ยนแปลงหรือดำรงอยู่ในรูปใด หากอยู่ที่คำถามลึกกว่านั้นคือ ประชาชนไทยพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ใต้ปกครอง” หรือ subject ไปสู่ “พลเมือง” หรือ citizen อย่างเต็มความหมาย ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน สถาบันทางการเมืองทุกสถาบัน รวมทั้งพระราชอำนาจ ย่อมต้องถูกทำความเข้าใจภายในกรอบดังกล่าว บทความนี้ใช้กรอบแนวคิดเรื่อง civic republicanism, constitutional monarchy, political maturity และ popular sovereignty เพื่อชวนให้คนไทยพิจารณาว่า หากวันหนึ่งการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันเกิดขึ้นจริง สิ่งที่สำคัญที่สุดมิใช่การรอคอยผู้ปกครองคนใหม่ แต่คือการสร้างวัฒนธรรมพลเมืองที่รับผิดชอบต่อรัฐธรรมนูญ กติกา ข้อมูล ความเห็นต่าง และอนาคตของลูกหลานร่วมกัน

คำสำคัญ: พลเมือง · อำนาจอธิปไตย · พระราชอำนาจ · ประชาธิปไตย · รัฐธรรมนูญ · วุฒิภาวะทางการเมือง

๑. บทนำ: คำถามที่ลึกกว่าการมีหรือไม่มีสถาบันใด

เมื่อสังคมไทยพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ การสนทนามักถูกดึงไปสู่คำถามปลายแหลมทันทีว่า ใครรัก ใครไม่รัก ใครสนับสนุน ใครต่อต้าน หรืออนาคตควรเป็นอย่างไร แต่หากมองในกรอบรัฐศาสตร์ คำถามที่ลึกกว่าและยั่งยืนกว่าคือ หากอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจริง ประชาชนพร้อมจะรับผิดชอบอำนาจนั้นหรือยัง

ความสำคัญของคำถามนี้อยู่ตรงที่ ทุกการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ย่อมเกี่ยวข้องกับพระราชอำนาจ และพระราชอำนาจในโลกสมัยใหม่ย่อมเกี่ยวข้องกับหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนโดยตรง กล่าวอีกอย่างหนึ่ง เราไม่อาจพูดเรื่องกษัตริย์ในโลกประชาธิปไตยโดยไม่พูดเรื่องประชาชน และเราไม่อาจพูดเรื่องประชาชนในระบอบประชาธิปไตยโดยไม่พูดถึงภาระ ความรับผิดชอบ และวุฒิภาวะของพลเมือง

ดังนั้น บทความนี้มิได้ชวนให้คนไทยคิดเพียงว่า “อนาคตของสถาบันใดจะเป็นอย่างไร” แต่ชวนให้ถามว่า “หากวันหนึ่งไม่มีใครปกครองแทนเรา ไม่มีใครคุ้มครองแทนเรา และไม่มีใครรับผิดแทนเรา เราจะทำตัวกันอย่างไรในฐานะเจ้าของประเทศ”

๒. จาก Subject สู่ Citizen: การเปลี่ยนฐานะทางการเมืองของมนุษย์

ในระบอบการเมืองแบบเก่า ประชาชนส่วนใหญ่มิได้ถูกมองว่าเป็นเจ้าของรัฐ หากถูกมองว่าเป็นผู้ใต้ปกครอง คำภาษาอังกฤษว่า subject สะท้อนสถานะนี้อย่างชัดเจน คือผู้ที่อยู่ภายใต้อำนาจของผู้ปกครอง หน้าที่หลักคือเชื่อฟัง รับคำสั่ง จงรักภักดี และฝากชะตากรรมไว้กับผู้มีอำนาจสูงกว่า

แต่คำว่า citizen หรือพลเมือง มีความหมายต่างออกไปโดยสิ้นเชิง พลเมืองมิใช่ผู้รับคำสั่งเพียงฝ่ายเดียว หากเป็นผู้ร่วมเป็นเจ้าของอำนาจทางการเมือง พลเมืองไม่ได้ถามเพียงว่า “ใครจะมาช่วยเรา” แต่ถามว่า “เราจะช่วยกันอย่างไร” พลเมืองไม่ได้มองรัฐเป็นของผู้ปกครอง แต่เห็นรัฐเป็นสมบัติร่วมของประชาชนทุกคน

นี่คือความเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่สุดของโลกการเมืองสมัยใหม่ ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงการมีการเลือกตั้ง แต่คือการเปลี่ยนมนุษย์จากผู้ใต้ปกครองให้กลายเป็นเจ้าของอำนาจร่วมกัน

กล่องวิเคราะห์ · Subject กับ Citizen ต่างกันอย่างไร

Subject ถามว่า ใครจะปกครองเรา ใครจะช่วยเรา ใครจะตัดสินแทนเรา

Citizen ถามว่า เราจะร่วมกันสร้างกติกาอย่างไร เราจะตรวจสอบอำนาจอย่างไร และเราจะรับผิดชอบต่ออนาคตของประเทศอย่างไร

๓. พระราชอำนาจในโลกประชาธิปไตย

ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระราชอำนาจคืออำนาจสูงสุดของรัฐ กษัตริย์เป็นทั้งประมุข ผู้ปกครอง และแหล่งที่มาของกฎหมาย แต่ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ สถานะเช่นนั้นเปลี่ยนไปอย่างถึงราก เพราะอำนาจสูงสุดมิได้เป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากเป็นของประชาชนในฐานะองค์รวมทางการเมือง

นี่ไม่ได้หมายความว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ต้องไร้ความหมาย ตรงกันข้าม ในหลายประเทศ สถาบันกษัตริย์ยังดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง เพราะเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเจ้าของอำนาจ มาเป็นสัญลักษณ์ของรัฐ ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ และเอกภาพของชาติ

หัวใจจึงอยู่ที่การแยกระหว่าง “อำนาจอธิปไตย” กับ “สถานะเชิงสัญลักษณ์” หากสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะประมุขของระบอบประชาธิปไตย พระราชอำนาจย่อมต้องถูกเข้าใจว่าเป็นอำนาจที่ดำรงอยู่ภายในกรอบรัฐธรรมนูญ มิใช่อำนาจที่อยู่นอกหรืออยู่เหนืออำนาจอธิปไตยของประชาชน

๔. ความเปลี่ยนแปลงของสถาบัน ย่อมเปลี่ยนความรับผิดชอบของประชาชน

สังคมที่ฝากความหวังไว้กับผู้ปกครองสูงสุดมักมีความสบายใจชนิดหนึ่ง คือเมื่อเกิดปัญหา ประชาชนยังสามารถคิดได้ว่า “เดี๋ยวก็มีผู้ใหญ่จัดการ” หรือ “ยังมีใครบางคนคอยคุ้มครองประเทศ” ความคิดเช่นนี้อาจทำให้ผู้คนรู้สึกมั่นคงในระยะสั้น แต่ก็อาจทำให้ประชาชนไม่เติบโตทางการเมือง

หากวันหนึ่งสังคมไทยต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันอย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะในรูปใด สิ่งที่จะตามมาคือภาระทางการเมืองจะถูกส่งกลับมายังประชาชนมากขึ้น ประชาชนจะไม่สามารถกล่าวโทษเฉพาะนักการเมือง ข้าราชการ กองทัพ ศาล หรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งได้อีกต่อไปโดยไม่ถามตนเองว่า เราในฐานะพลเมืองได้ทำหน้าที่ของตนเองเพียงพอหรือยัง

ประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงไม่ใช่ระบอบที่ประชาชนมีสิทธิอย่างเดียว แต่เป็นระบอบที่ประชาชนต้องแบกรับความรับผิดชอบร่วมกันด้วย สิทธิเลือกตั้ง สิทธิแสดงความคิดเห็น สิทธิตรวจสอบรัฐ และสิทธิในการวิจารณ์อำนาจ ล้วนมาพร้อมหน้าที่ในการใช้ข้อมูลอย่างสุจริต เคารพความจริง ยอมรับความเห็นต่าง และปกป้องกติกาที่เป็นธรรม

๕. เราควรเริ่มทำตัวอย่างไรตั้งแต่วันนี้

๕.๑ เลิกหวังพึ่งผู้วิเศษทางการเมือง

สังคมไทยคุ้นเคยกับการมองหาคนดี ผู้มีบารมี ผู้นำเข้มแข็ง หรือผู้กอบกู้ประเทศ แต่ประวัติศาสตร์สอนเราว่า ประเทศที่มั่นคงไม่ได้อยู่รอดเพราะมีคนดีคนเดียว หากอยู่รอดเพราะมีสถาบันที่ตรวจสอบกันได้ และมีประชาชนที่ไม่ยอมมอบอนาคตให้ใครถือไว้แทนทั้งหมด

๕.๒ ฝึกอ่านข่าวแบบพลเมือง ไม่ใช่แบบแฟนคลับ

พลเมืองต้องอ่านข่าวเพื่อเข้าใจความจริง ไม่ใช่อ่านเพื่อยืนยันความเชื่อของตนเอง การเตรียมตัวเป็นพลเมืองจึงเริ่มจากการตรวจสอบแหล่งข้อมูล แยกข้อเท็จจริงออกจากความเห็น และกล้าตั้งคำถามแม้กับฝ่ายที่ตนเองชอบ

๕.๓ สนใจการเมืองท้องถิ่น

ประชาธิปไตยไม่ได้อยู่เฉพาะในรัฐสภา แต่อยู่ในเทศบาล อบต. โรงเรียน โรงพยาบาล ถนน น้ำประปา ขยะ งบประมาณ และคุณภาพชีวิตประจำวัน คนที่ไม่เคยสนใจการเมืองท้องถิ่น ย่อมยากที่จะเป็นเจ้าของประชาธิปไตยระดับชาติอย่างแท้จริง

๕.๔ สอนลูกหลานให้คิด ไม่ใช่ให้เชื่ออย่างเดียว

สังคมที่ต้องการพลเมืองไม่อาจเลี้ยงเด็กให้เป็นผู้เชื่อฟังเพียงอย่างเดียว เด็กควรได้รับการฝึกให้ถามเหตุผล รับฟังผู้อื่น เคารพหลักฐาน และเข้าใจว่าการรักชาติไม่ใช่การเชื่อทุกอย่างที่รัฐหรือผู้มีอำนาจบอก แต่คือการรับผิดชอบต่อความจริงและความยุติธรรมของบ้านเมือง

๕.๕ ยอมรับว่าคนเห็นต่างไม่ใช่ศัตรูของชาติ

ประชาธิปไตยจะอยู่ไม่ได้ หากประชาชนมองความเห็นต่างเป็นการทรยศ ความเห็นต่างคือเงื่อนไขของสังคมเสรี เพราะไม่มีใครมีความจริงทั้งหมดอยู่ในมือคนเดียว พลเมืองจึงต้องฝึกอยู่ร่วมกับความไม่เห็นด้วย โดยไม่ลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน

๖. วุฒิภาวะทางการเมือง: จากเด็กของรัฐสู่ผู้ใหญ่ของประเทศ

หากจะเปรียบเทียบอย่างง่าย สังคมแบบ subject คือสังคมวัยเด็กทางการเมือง เด็กถามว่า ใครจะดูแลเรา ใครจะปกป้องเรา ใครจะบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด แต่สังคมแบบ citizen คือสังคมที่เริ่มเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ถามว่า เราจะตกลงกันอย่างไร เราจะสร้างกติกาอย่างไร และหากเราตัดสินใจผิด เราจะรับผิดชอบอย่างไร

การเติบโตเช่นนี้ไม่ง่าย เพราะมันหมายถึงการสูญเสียความสบายใจบางอย่าง การมีผู้ใหญ่คอยตัดสินแทนอาจทำให้ชีวิตดูง่ายกว่า แต่ก็ทำให้ประชาชนไม่ต้องรับผิดชอบเต็มที่ต่อผลลัพธ์ของสังคมตนเอง ขณะที่การเป็นพลเมืองหมายถึงการยอมรับว่า ประเทศนี้ดีหรือเลว ไม่ได้เกิดจากผู้ปกครองเท่านั้น แต่เกิดจากคุณภาพของประชาชนด้วย

กล่องชวนคิด · ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครให้ฝากความหวัง

ถ้าไม่มีใครคอยปกครองแทนเรา เราจะเลือกผู้แทนอย่างไร

ถ้าไม่มีใครคอยตัดสินแทนเรา เราจะรักษากติกาอย่างไร

ถ้าไม่มีใครคอยคุ้มครองแทนเรา เราจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของกันและกันอย่างไร

ถ้าไม่มีใครคอยรับผิดแทนเรา เราจะรับผิดชอบอนาคตของลูกหลานอย่างไร

๗. บทสรุป: ประเทศที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของแทนประชาชน

ไม่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยจะดำรงอยู่ ปรับตัว หรือเปลี่ยนแปลงไปในรูปใดในอนาคต หลักการหนึ่งที่คนไทยควรเรียนรู้ตั้งแต่วันนี้คือ ไม่มีสถาบันใดสามารถรับผิดชอบอนาคตของประเทศแทนประชาชนได้ตลอดไป

พระราชอำนาจในโลกประชาธิปไตยจำเป็นต้องถูกทำความเข้าใจภายในกรอบรัฐธรรมนูญและอำนาจอธิปไตยของปวงชน ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ไม่อาจอ้างอำนาจอธิปไตยโดยไม่ยอมรับภาระของมันได้ หากประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ ประชาชนก็ต้องเป็นเจ้าของความรับผิดชอบด้วย

จาก subject สู่ citizen จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคำเรียก แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของสังคมทั้งสังคม จากการรอผู้ปกครองที่ดี ไปสู่การสร้างพลเมืองที่ดี จากการฝากอนาคตไว้กับเบื้องบน ไปสู่การลงมือรับผิดชอบร่วมกันบนผืนดินเดียวกัน

วันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว ทุกสังคมต้องเติบโตพอที่จะปกครองตนเอง คำถามคือ คนไทยจะเริ่มเติบโตตั้งแต่วันนี้ หรือจะรอจนถึงวันที่ไม่มีทางเลือกเหลืออยู่แล้ว

เอกสารอ้างอิงเบื้องต้น

Arendt, H. (1958). The Human Condition. University of Chicago Press.

Bagehot, W. (1867/2001). The English Constitution. Cambridge University Press.

Locke, J. (1690/1988). Two Treatises of Government. Cambridge University Press.

Rousseau, J.-J. (1762/1968). The Social Contract. Penguin Books.

Tocqueville, A. de. (1835/2000). Democracy in America. University of Chicago Press.

Weber, M. (1922/1978). Economy and Society. University of California Press.

```

โพสต์ล่าสุด

Freedom 250: ทรัมป์กำลังทำ “การปฏิวัติอเมริกาครั้งที่สอง” หรือไม่?

คันฉ่องส่องโลก Freedom 250: ทรัมป์กำลังทำ “การปฏิวัติอเมริกาครั้งที่สอง” หรือไม่? เมื่อประวัติศาสตร์ปี ...

Popular Posts