เมื่อโลกตะวันตกเปลี่ยนจากกฎหมายสากลสู่ระเบียบความมั่นคง

เมื่อโลกตะวันตกเปลี่ยนจากกฎหมายสากลสู่ระเบียบความมั่นคง
คันฉ่องส่องโลก · WORLD ORDER IN TRANSITION

เมื่อโลกตะวันตกเปลี่ยนจาก
“กฎหมายสากล” สู่ “ระเบียบความมั่นคง”

อังกฤษกับ IRGC · รูบิโอกับแนวร่วมต่อต้านการก่อการร้าย · และศึกของสหรัฐต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ
บทวิเคราะห์คันฉ่องส่องโลก · 14 กรกฎาคม 2026
ข่าวสามสายที่ดูเหมือนอยู่คนละหน้า—อังกฤษยกระดับ IRGC เป็นภัยคุกคามจากรัฐ สหรัฐเรียกระดมประเทศต่าง ๆ รับมือเครือข่ายก่อการร้ายข้ามชาติ และมาร์โค รูบิโอประกาศรณรงค์กดดันศาลอาญาระหว่างประเทศ—อาจมิใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว หากเป็นรอยต่อของระเบียบโลกแบบใหม่ที่กำลังเปลี่ยนคำถามจาก “กติกาเขียนไว้อย่างไร” ไปเป็น “ใครมีอำนาจกำหนดว่าอะไรคือภัยคุกคาม และใครมีสิทธิ์ลงโทษใคร”

หนึ่ง · ข่าวสามสายที่ไม่ควรรีบรวม แต่ก็ไม่ควรแยกจากกัน

การมองโลกให้ทะลุ มิใช่การนำข่าวทุกชิ้นมาร้อยเป็นทฤษฎีเดียวอย่างรีบร้อน หากต้องแยกให้ได้เสียก่อนว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือทิศทาง และอะไรยังเป็นเพียงสมมุติฐาน ข่าวของอังกฤษ ข่าวการเคลื่อนไหวของมาร์โค รูบิโอ และข่าวการเผชิญหน้ากับศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC มีต้นทางทางกฎหมายและเป้าหมายเฉพาะต่างกัน แต่ทั้งหมดมีภาษาทางการเมืองร่วมกันอย่างเด่นชัด คือภาษาแห่ง อธิปไตย ความมั่นคง เครือข่ายข้ามชาติ และสิทธิของรัฐในการป้องกันตนเอง

อังกฤษมิได้เพียงนำ IRGC ไปวางในบัญชี “ผู้ก่อการร้าย” แบบเดิม แต่ใช้กรอบใหม่สำหรับองค์กรที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐต่างประเทศและในเวลาเดียวกันปฏิบัติการคล้ายเครือข่ายก่อการร้าย หน่วยข่าวกรอง ผู้จัดตั้งตัวแทน และกลไกบ่อนทำลายภายในประเทศอื่น กฎหมายลักษณะนี้เกิดขึ้นเพราะกรอบเดิมแยก “รัฐ” ออกจาก “ผู้ก่อการร้าย” ชัดเกินไป ขณะที่ภัยคุกคามจริงในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดกลับผสมสองสิ่งเข้าด้วยกัน

ส่วนความเคลื่อนไหวของรูบิโอต้องแบ่งออกเป็นอย่างน้อยสองสาย สายแรกคือความพยายามเรียกประเทศต่าง ๆ มาหารือเรื่อง “การก่อการร้ายฝ่ายซ้ายข้ามชาติ” ซึ่งมีกำหนดประชุมกับตัวแทนจากหลายสิบประเทศ มิใช่คำประกาศที่พิสูจน์ได้ในขณะนี้ว่าจะกวาดรวมองค์การก่อการร้ายทุกชนิดโดยไม่มีข้อแบ่งแยก สายที่สองคือคำสั่งก่อนหน้านี้ให้สถานทูตสหรัฐผลักดันรัฐบาลต่าง ๆ ลดขีดความสามารถของอิหร่านและกลุ่มก่อการร้ายที่สอดคล้องกับอิหร่าน สองสายนี้ต่างกัน แต่มีตรรกะร่วมกันคือ ภัยคุกคามมิได้อยู่ภายในพรมแดนเดียว และไม่ควรถูกต่อสู้โดยประเทศเดียว

ข้อควรระวัง: จึงไม่ควรเขียนว่า รูบิโอประกาศ “สงครามต่อองค์การก่อการร้ายทุกชนิดทั่วโลก” อย่างเป็นทางการ หากยังไม่มีถ้อยแถลงเช่นนั้นตรงตัว แต่กล่าวได้ว่า รัฐบาลสหรัฐกำลังขยายกรอบต่อต้านการก่อการร้ายจากรายชื่อองค์กรเฉพาะ ไปสู่การสร้างเครือข่ายระหว่างรัฐเพื่อต่อสู้กับขบวนการข้ามชาติหลายอุดมการณ์มากขึ้น

สอง · จากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย สู่สงครามต่อต้าน “ระบบนิเวศภัยคุกคาม”

หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 โลกคุ้นกับคำว่า War on Terror ซึ่งมักหมายถึงการตามล่าองค์กรติดอาวุธที่มีชื่อ ผู้นำ ค่ายฝึก และพื้นที่ปฏิบัติการ แต่โลกปัจจุบันซับซ้อนกว่าเดิมมาก กลุ่มติดอาวุธอาจได้รับเงินจากรัฐ ใช้บริษัทบังหน้า ใช้คริปโทเคอร์เรนซี ใช้สื่อสังคมออนไลน์รับสมัครสมาชิก ใช้องค์กรการกุศลเป็นช่องทางสนับสนุน และใช้บุคคลที่ไม่มีสมาชิกภาพอย่างเป็นทางการลงมือแทน

ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของนโยบายใหม่จึงมิใช่เพียง “จับผู้ก่อการร้าย” แต่เป็นการทำลายระบบนิเวศทั้งหมด ตั้งแต่การเงิน การเดินทาง การโฆษณาชวนเชื่อ เทคโนโลยี การจัดหาอาวุธ การฟอกเงิน เครือข่ายข่าวกรอง ไปจนถึงผู้มีอิทธิพลที่ทำให้ความรุนแรงได้รับความชอบธรรม

IRGC เป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะมิใช่เพียงกองกำลังทหาร หากมีบทบาททางเศรษฐกิจ ข่าวกรอง การเมือง และการสนับสนุนเครือข่ายตัวแทนในหลายประเทศ การที่อังกฤษสร้างประเภททางกฎหมายใหม่สำหรับ “ภัยคุกคามจากรัฐ” จึงเท่ากับยอมรับว่าเครื่องมือแบบเก่าไม่พอจะจัดการองค์กรที่ยืนอยู่กึ่งกลางระหว่างรัฐ กองทัพ พรรคการเมือง กลุ่มธุรกิจ และเครือข่ายปฏิบัติการลับ

ระเบียบโลกใหม่อาจไม่ได้แบ่งฝ่ายตามคำว่า “ประชาธิปไตยกับเผด็จการ” เท่านั้น แต่จะแบ่งตามคำถามว่า รัฐใดยอมให้เครือข่ายต่างชาติเข้ามาใช้อาณาเขต ระบบการเงิน สื่อ และกฎหมายของตนเป็นอาวุธ และรัฐใดพร้อมปิดช่องทางเหล่านั้น

สาม · ทำไมอังกฤษและยุโรปจึงดูเหมือนเดินเข้าหาทรัมป์

คำตอบอาจมิใช่ว่ายุโรปเปลี่ยนใจมาชื่นชมทรัมป์ แต่เป็นเพราะสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงบีบให้ยุโรปต้องยอมรับปัญหาบางอย่างที่ทรัมป์เคยพูดก่อน ยุโรปยังอาจไม่ชอบถ้อยคำ วิธีการ หรือความ unilateral ของทรัมป์ แต่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ที่จะปฏิเสธข้อวินิจฉัยว่า เครือข่ายตัวแทน การแทรกแซงจากรัฐ การก่อวินาศกรรม สงครามไซเบอร์ และความรุนแรงทางการเมืองข้ามชาติได้เข้ามาอยู่ภายในสังคมยุโรปแล้ว

นี่คือแบบแผนที่เคยปรากฏในเรื่อง NATO พลังงานรัสเซีย จีน เทคโนโลยียุทธศาสตร์ และความมั่นคงชายแดน กล่าวคือ ทรัมป์ตั้งคำถามด้วยภาษารุนแรง ยุโรปต่อต้านวิธีการ แต่หลายปีต่อมากลับสร้างมาตรการของตนเองที่เคลื่อนไปยังปลายทางคล้ายกัน เพียงใช้ถ้อยคำแบบราชการ ใช้กฎหมาย และสร้างความชอบธรรมผ่านสถาบันพหุภาคีมากกว่า

อย่างไรก็ดี คำว่า “ยุโรปคล้อยตามทรัมป์” ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะในกรณี ICC ความแตกต่างยังลึกมาก ยุโรปส่วนใหญ่ยังถือว่า ICC เป็นเสาหลักของระเบียบกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลทรัมป์มองศาลนี้ว่าเป็นภัยต่ออธิปไตยของสหรัฐและเป็นเครื่องมือ lawfare ที่อาจใช้เล่นงานเจ้าหน้าที่อเมริกันและอิสราเอล ดังนั้น เรากำลังเห็นทั้ง การบรรจบกันด้านการประเมินภัยคุกคาม และ การแตกแยกกันด้านผู้มีอำนาจตัดสินความผิด เกิดขึ้นพร้อมกัน

จุดบรรจบ

ความมั่นคงมาก่อน

สหรัฐ อังกฤษ และยุโรปแข็งกร้าวขึ้นต่อเครือข่ายตัวแทน การแทรกแซงจากรัฐ การก่อวินาศกรรม การเงินผิดกฎหมาย และความรุนแรงข้ามพรมแดน

จุดแตกหัก

ใครมีสิทธิ์พิพากษา

สหรัฐยืนยันอธิปไตยของรัฐเหนืออำนาจ ICC ขณะที่ยุโรปจำนวนมากยังปกป้องหลักการว่าความผิดร้ายแรงบางชนิดต้องถูกตรวจสอบเหนือพรมแดนรัฐ

สี่ · การประกาศ “รื้อภัยคุกคามจาก ICC” บอกอะไรเกี่ยวกับระเบียบโลกใหม่

เมื่อกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐใช้ถ้อยคำถึงขั้นเปิด “การรณรงค์เพื่อรื้อภัยคุกคาม” ที่ ICC ก่อขึ้นต่ออธิปไตยอเมริกัน นี่มิใช่เพียงการโต้เถียงคดีใดคดีหนึ่ง แต่เป็นการปฏิเสธหลักการสำคัญของโลกหลังสงครามเย็นว่า สถาบันระหว่างประเทศสามารถค่อย ๆ ขยายอำนาจทางศีลธรรมและกฎหมายเหนือรัฐมหาอำนาจได้

ในมุมของรัฐบาลทรัมป์ ปัญหามิใช่แค่ว่า ICC ตัดสินผิด แต่คือศาลที่สหรัฐไม่เคยยอมรับเขตอำนาจกำลังพยายามใช้อำนาจต่อบุคคลของสหรัฐหรือพันธมิตรใกล้ชิด การตอบโต้จึงครอบคลุมทั้งมาตรการคว่ำบาตร การจำกัดวีซ่า การกดดันทางการทูต และความพยายามลดความร่วมมือที่ประเทศอื่นมอบให้ศาล

ในมุมผู้สนับสนุน ICC การกระทำเช่นนี้คือการใช้อำนาจมหาอำนาจบีบสถาบันตุลาการ และอาจทำลายหลักการที่ว่าอาชญากรรมสงครามหรืออาชญากรรมต่อมนุษยชาติไม่ควรได้รับการยกเว้นเพียงเพราะผู้ถูกกล่าวหาอยู่ฝ่ายที่มีอำนาจมากกว่า ความขัดแย้งจึงมิได้อยู่ระหว่าง “อเมริกากับศาลแห่งหนึ่ง” เท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้ระหว่างโลกสองแบบ

โลกแบบอธิปไตยนิยม

รัฐที่มาจากประชาชนของตนเท่านั้นมีสิทธิ์ใช้อำนาจบังคับเหนือพลเมืองและเจ้าหน้าที่ของตน สถาบันระหว่างประเทศต้องไม่กลายเป็นรัฐบาลเหนือรัฐโดยปราศจากความยินยอม

โลกแบบกฎหมายเหนือพรมแดน

เมื่อรัฐไม่สามารถหรือไม่เต็มใจดำเนินคดีความผิดร้ายแรง มนุษยชาติจำเป็นต้องมีสถาบันที่ก้าวข้ามอธิปไตย เพื่อป้องกันมิให้อำนาจรัฐกลายเป็นเกราะกำบังความผิด

ห้า · เส้นเรื่องเดียวกันคือ “การชิงอำนาจตั้งชื่อ”

เมื่อมองลึกลงไป ข่าวทั้งหมดเชื่อมกันตรงการชิงอำนาจตั้งชื่อว่า ใครคือผู้ก่อการร้าย ใครคือภัยคุกคาม ใครคือรัฐอันธพาล ใครคือผู้กระทำผิดระหว่างประเทศ และใครมีสิทธิ์บังคับใช้คำตัดสินนั้น

อังกฤษกำลังเพิ่มอำนาจของรัฐในการตั้งชื่อองค์กรต่างชาติว่าเป็นภัยคุกคามจากรัฐ รูบิโอกำลังพยายามสร้างฉันทามติระหว่างประเทศต่อเครือข่ายความรุนแรงข้ามชาติ ส่วนการรณรงค์ต่อต้าน ICC คือความพยายามปฏิเสธสิทธิของสถาบันระหว่างประเทศในการตั้งชื่อเจ้าหน้าที่ของสหรัฐหรือพันธมิตรว่าเป็นอาชญากร

จุดนี้ทำให้เราเห็นว่า “ระเบียบโลกใหม่” มิได้หมายถึงการมีสถาบันใหม่เสมอไป แต่อาจหมายถึงการเปลี่ยนลำดับอำนาจของสถาบันเดิม จากยุคที่กฎหมายระหว่างประเทศและองค์กรพหุภาคีถูกวางไว้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ไปสู่ยุคที่รัฐมหาอำนาจดึงอำนาจการนิยามภัยคุกคามและความชอบธรรมกลับคืนมา

หก · City of London อยู่ตรงไหนในภาพนี้

City of London ไม่จำเป็นต้องชื่นชอบสงครามหรือการเผชิญหน้าเพื่อสนับสนุนมาตรการที่เข้มงวดขึ้นต่อ IRGC และเครือข่ายข้ามชาติ เพราะสิ่งที่ภาคการเงินต้องการมากที่สุดคือความแน่นอนของสัญญา ความปลอดภัยของการเดินเรือ ความน่าเชื่อถือของระบบชำระเงิน และความสามารถในการคำนวณความเสี่ยง

เครือข่ายรัฐตัวแทน การยึดเรือ การโจมตีเส้นทางพลังงาน การฟอกเงิน และการหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรทำให้ต้นทุนประกันภัย การตรวจสอบธุรกรรม และความเสี่ยงทางกฎหมายเพิ่มขึ้น ดังนั้น ผลประโยชน์ของรัฐด้านความมั่นคงกับผลประโยชน์ของศูนย์กลางการเงินสามารถบรรจบกันได้ แม้ฝ่ายการเงินจะไม่ต้องการสงครามก็ตาม

แต่ City of London ก็มีเหตุผลที่จะกังวลต่อการทำลายสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ หากโลกกลายเป็นระบบที่ทุกมหาอำนาจลงโทษผู้พิพากษา ธนาคาร บริษัท หรือประเทศที่ตนไม่พอใจ ความไม่แน่นอนทางกฎหมายจะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ภาคการเงินจึงอาจสนับสนุน “รัฐที่แข็งแรง” พร้อมกับยังต้องการ “กติกาที่คาดการณ์ได้” ความตึงเครียดสองด้านนี้จะเป็นหนึ่งในสนามสำคัญของระเบียบโลกใหม่

เจ็ด · นี่คือ Maximum Pressure รุ่นใหม่หรือไม่

Maximum Pressure รุ่นแรกต่ออิหร่านเน้นคว่ำบาตร ตัดรายได้ กดดันการส่งออกน้ำมัน และบังคับให้เตหะรานยอมเจรจา แต่สิ่งที่กำลังก่อตัวในปี 2026 ดูกว้างกว่านั้น มันมิใช่เพียงการกดดันประเทศเป้าหมาย หากเป็นการจัดระเบียบพันธมิตร ระบบการเงิน กฎหมายภายใน การเข้าเมือง เทคโนโลยี และองค์กรระหว่างประเทศให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน

เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่า Maximum Alignment มากกว่า Maximum Pressure คือการบังคับให้ประเทศต่าง ๆ เลือกว่าจะอยู่ในเครือข่ายบังคับใช้ความมั่นคงของสหรัฐ หรือยอมรับต้นทุนจากการไม่ร่วมมือ แนวทางนี้เห็นได้ทั้งในมาตรการต่ออิหร่าน การประชุมเรื่องการก่อการร้ายข้ามชาติ และการกดดันประเทศที่สนับสนุน ICC

อย่างไรก็ตาม การรวมศัตรูหลายแบบ—รัฐคู่แข่ง องค์กรศาสนาหัวรุนแรง กลุ่มฝ่ายซ้ายรุนแรง และสถาบันตุลาการระหว่างประเทศ—เข้าไว้ใต้กรอบ “ภัยต่ออธิปไตยและความมั่นคง” มีความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้เส้นแบ่งระหว่างการต่อต้านความรุนแรงจริงกับการปราบฝ่ายเห็นต่างทางการเมืองเลือนราง หากไม่มีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มแข็ง รัฐอาจใช้ศัพท์ต่อต้านการก่อการร้ายเป็นอาวุธทางการเมืองได้

แปด · สิ่งที่ควรจับตาต่อไป

สิ่งแรกคือ ประเทศยุโรปจะเข้าร่วมแนวร่วมของรูบิโอมากเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อหัวข้อ “การก่อการร้ายฝ่ายซ้ายข้ามชาติ” ยังเป็นประเด็นที่หลายรัฐบาลยุโรปตั้งคำถาม ทั้งในด้านหลักฐาน นิยาม และความเสี่ยงต่อการเมืองภายใน

สิ่งที่สองคือ อังกฤษจะบังคับใช้กฎหมาย State Threats ต่อ IRGC ในทางปฏิบัติอย่างไร จะมุ่งไปที่ผู้ปฏิบัติการ เงินทุน และการก่อวินาศกรรมโดยตรง หรือขยายไปถึงการแสดงความสนับสนุนทางการเมืองและการรายงานข่าว จนกระทบเสรีภาพในการแสดงออก

สิ่งที่สามคือ ยุโรปจะรักษาความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐไว้พร้อมกับปกป้อง ICC ได้หรือไม่ หากวอชิงตันบังคับให้พันธมิตรเลือกข้าง ความแตกต่างที่ดูเหมือนเป็นเรื่องกฎหมายอาจกลายเป็นรอยร้าวทางยุทธศาสตร์

และสิ่งสุดท้ายคือ แนวร่วมต่อต้านการก่อการร้ายจะถูกใช้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอต้นเสมอปลายหรือไม่ หากรัฐเรียกเฉพาะศัตรูของตนว่า “ผู้ก่อการร้าย” แต่ยกเว้นเครือข่ายความรุนแรงของพันธมิตร ระเบียบใหม่นี้จะมิใช่ระเบียบแห่งความมั่นคง หากเป็นเพียงการเมืองแห่งอำนาจที่สวมเสื้อกฎหมาย

บทส่งท้าย · โลกมิได้ไร้กติกา แต่ผู้มีอำนาจกำลังเขียนกติกาใหม่

อังกฤษกับ IRGC รูบิโอกับแนวร่วมต่อต้านการก่อการร้าย และสหรัฐกับ ICC สามารถขยำเป็นเส้นเรื่องเดียวกันได้—แต่ต้องขยำอย่างมีวินัย มิใช่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องเดียวจนสูญเสียข้อเท็จจริง เส้นเรื่องที่แท้คือโลกตะวันตกกำลังเคลื่อนจากยุคที่เชื่อว่าการค้า สถาบัน และกฎหมายสากลจะค่อย ๆ ทำให้โลกสงบ ไปสู่ยุคที่รัฐกลับมาเรียกร้องอำนาจในการนิยาม ป้องกัน และลงโทษภัยคุกคามด้วยตนเอง

ยุโรปอาจเดินเข้าใกล้ทรัมป์ในเรื่องการประเมินภัยจากอิหร่าน เครือข่ายตัวแทน และความรุนแรงข้ามชาติ แต่ยังมิได้ยอมรับโลกแบบเดียวกับทรัมป์ทั้งหมด เพราะกรณี ICC แสดงให้เห็นว่า ยุโรปยังต้องการรักษาอำนาจของกฎหมายเหนือรัฐ ขณะที่สหรัฐกำลังยืนยันว่า ไม่มีศาลใดควรยืนเหนืออธิปไตยอเมริกันโดยปราศจากความยินยอม

ดังนั้น สิ่งที่กำลังก่อตัวอาจมิใช่ “ตะวันตกที่กลับมาเป็นหนึ่งเดียว” หากเป็นตะวันตกที่เห็นศัตรูบางอย่างร่วมกัน แต่กำลังต่อสู้กันเองว่า ใครควรเป็นผู้ถือดาบ ใครควรเป็นผู้ถือตาชั่ง และเมื่อดาบกับตาชั่งขัดกัน สิ่งใดควรอยู่เหนือสิ่งใด

หมายเหตุเชิงวิธี: บทความนี้แยกข่าวการประชุมต่อต้านการก่อการร้ายฝ่ายซ้ายข้ามชาติออกจากคำสั่งด้านอิหร่านและเครือข่ายตัวแทน เพราะยังไม่พบถ้อยแถลงทางการที่รวมทั้งสองเป็น “แนวร่วมต่อต้านองค์การก่อการร้ายทุกชนิดทั่วโลก” โดยตรง การเชื่อมโยงในบทความเป็นการวิเคราะห์แนวโน้มเชิงยุทธศาสตร์ มิใช่การอ้างว่าเป็นนโยบายชื่อเดียวกันอย่างเป็นทางการ

แหล่งข้อมูลหลัก

  1. U.S. Department of State — Campaign concerning the ICC and American sovereignty, 13 July 2026
  2. Reuters — Trump administration launches effort to isolate the ICC, 13 July 2026
  3. Reuters — UK action against support for the IRGC and related groups, 13 July 2026
  4. UK House of Commons Library — Iranian state-threat activities in the UK, 16 June 2026
  5. ABC News — Rubio directive concerning Iran and Iran-aligned groups, 16 March 2026
  6. Chatham House — The EU’s IRGC designation and the strategic shift on Iran, February 2026
คันฉ่องส่องโลก · มหาวิทยาลัยประชาชน · Open Access

นฉ่องส่องโลก: เมื่อ "ผู้พิทักษ์ช่องแคบ" อาจกลายเป็น "ผู้เก็บค่าคุ้มครอง"

คันฉ่องส่องโลก: เมื่อ "ผู้พิทักษ์ช่องแคบ" อาจกลายเป็น "ผู้เก็บค่าคุ้มครอง"
คันฉ่องส่องโลก

เมื่อ "ผู้พิทักษ์ช่องแคบ" อาจกลายเป็น "ผู้เก็บค่าคุ้มครอง"

จากเสรีภาพในการเดินเรือ สู่การแปรความมั่นคงเป็นรายได้และอำนาจทางการเงิน: บทวิเคราะห์เชิงโครงสร้างว่าด้วยคำประกาศ "Guardian of the Hormuz Strait"

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่านับจากนี้ไป สหรัฐอเมริกาจะได้รับการรู้จักในฐานะ "ผู้พิทักษ์ช่องแคบฮอร์มุซ" (The Guardian of the Hormuz Strait) พร้อมระบุว่าสหรัฐ "จะได้รับการชดเชยในอัตรา 20% จากสินค้าทุกชนิดที่ขนส่งผ่านเส้นทางดังกล่าว เพื่อครอบคลุมต้นทุนทั้งหมดที่จำเป็นในการดูแลความปลอดภัยของพื้นที่ซึ่งเปราะบางที่สุดแห่งหนึ่งของโลก" โดยคำประกาศนี้มาพร้อมกับการรื้อฟื้นมาตรการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลกับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง (CNBC, 2569; Al Jazeera, 2569; CBS News, 2569; Bloomberg, 2569)

ถ้อยแถลงนี้ไม่ควรถูกอ่านเพียงในฐานะวาทกรรมแข็งกร้าวต่ออิหร่าน คำถามที่มีน้ำหนักกว่านั้นคือ สหรัฐกำลังปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือ หรือกำลังแปรเสรีภาพนั้นให้กลายเป็นบริการที่ต้องซื้อหา ช่องแคบฮอร์มุซมิใช่เพียงทางน้ำแคบระหว่างอิหร่านกับคาบสมุทรอาหรับ หากแต่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของระบบพลังงานและการค้าโลก เมื่อรัฐที่ถือกำลังทางทหารเหนือกว่าประกาศตนเป็นผู้รักษาความปลอดภัยของเส้นทางนี้ แล้วเรียกเก็บค่าตอบแทนจากผู้ใช้เส้นทาง เส้นแบ่งระหว่างการคุ้มครองระเบียบสากลกับการตั้งตนเป็นเจ้าของระเบียบสากลจึงเริ่มเลือนราง บทความนี้เสนอกรอบการอ่านเหตุการณ์นี้ในสี่ชั้น ได้แก่ ชั้นกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ชั้นเศรษฐศาสตร์การประกันภัยทางทะเล ชั้นประวัติศาสตร์เปรียบเทียบกับจักรวรรดิทางทะเลของอังกฤษ และชั้นยุทธศาสตร์ว่าด้วยการควบคุม "ตลาดความเสี่ยง" ในฐานะโครงสร้างอำนาจรูปแบบใหม่

1. ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่ถนนส่วนบุคคลของรัฐใดรัฐหนึ่ง

อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea หรือ UNCLOS) กำหนดสถานะทางกฎหมายของช่องแคบที่ใช้ในการเดินเรือระหว่างประเทศไว้ในหมวดว่าด้วย "สิทธิผ่านโดยต่อเนื่องและรวดเร็ว" หรือ transit passage หลักการนี้มิได้แปลว่าช่องแคบทั้งหมดเป็น "น่านน้ำสากล" ในทุกตารางนิ้ว เนื่องจากบางส่วนของช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายในทะเลอาณาเขตของรัฐชายฝั่งอย่างอิหร่านและโอมาน แต่รัฐชายฝั่งเหล่านั้นไม่มีอำนาจขัดขวางการผ่านของเรือต่างชาติได้ตามอำเภอใจ อนุสัญญากำหนดให้การผ่านต้องเป็นไปโดยต่อเนื่องและรวดเร็ว และรัฐชายฝั่งมีหน้าที่ไม่ขัดขวางการผ่านดังกล่าว (United Nations, 1982) ขณะที่องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization หรือ IMO) ยืนยันซ้ำมาตลอดว่าเสรีภาพในการเดินเรือเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายทะเลระหว่างประเทศที่ทุกฝ่ายต้องเคารพโดยไม่มีข้อยกเว้น (IMO, n.d.)

ยิ่งไปกว่านั้น มาตรา 43 ของ UNCLOS เปิดทางให้รัฐผู้ใช้ช่องแคบและรัฐชายฝั่งร่วมมือกัน "โดยข้อตกลง" (by agreement) ในการจัดตั้งและบำรุงรักษาระบบช่วยเดินเรือ ความปลอดภัย และการป้องกันมลพิษ ทว่าบทบัญญัตินี้ไม่มีกลไกบังคับให้ความร่วมมือเกิดขึ้นจริง จึงต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองของรัฐที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือกลไกความร่วมมือด้านความปลอดภัยในช่องแคบมะละกาและสิงคโปร์ ซึ่งเกิดจากข้อตกลงพหุภาคีระหว่างรัฐชายฝั่งกับรัฐผู้ใช้เส้นทาง มิใช่จากคำประกาศฝ่ายเดียวของรัฐใดรัฐหนึ่ง (United Nations, 1982) ดังนั้น หลักการที่ว่าการผ่านช่องแคบควรเป็นสิทธิโดยเสรี มิใช่สิ่งที่ต้องแลกด้วยค่าคุ้มครอง จึงมีฐานทางกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่ว่ารัฐผู้ใช้เส้นทางไม่อาจร่วมแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยได้เลย หากแต่อยู่ที่ว่าการร่วมรับภาระนั้นควรเกิดจากข้อตกลงระหว่างประเทศ มิใช่จากคำสั่งฝ่ายเดียวของมหาอำนาจที่ถือกำลังทหารอยู่ในมือ

2. จาก "เสรีภาพในการเดินเรือ" สู่ "ค่าคุ้มครอง"

ทรัมป์ระบุว่าช่องแคบจะยังคงเปิดสำหรับ "ทุกประเทศ" ยกเว้นอิหร่านและผู้ที่ทำธุรกิจกับอิหร่าน พร้อมยืนยันว่าสหรัฐจะได้รับค่าชดเชยในอัตรา 20% จากสินค้าทั้งหมดที่ขนส่งผ่านช่องแคบเพื่อชดเชยต้นทุนด้านความปลอดภัย โดยยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดว่ากลไกทางกฎหมายใดจะรองรับการจัดเก็บ ใครจะเป็นผู้เก็บ และเรือหรือประเทศใดจะอยู่ภายใต้ข้อบังคับนี้ (CNBC, 2569) ถ้อยแถลงนี้มีความย้อนแย้งในตัวเอง กล่าวคือ ด้านหนึ่งสหรัฐประกาศว่าจะพิทักษ์เสรีภาพในการเดินเรือให้แก่โลก แต่อีกด้านหนึ่งกลับเสนอว่าการใช้เสรีภาพนั้นต้องมีราคา หากเรือทุกลำมีสิทธิผ่านตามกฎหมายทะเลระหว่างประเทศอยู่แล้ว การกำหนดให้ต้องจ่ายเงินแก่รัฐหนึ่งเพื่อให้ผ่านได้อย่างปลอดภัย ย่อมทำให้สิทธิตามกฎหมายแปรสภาพเป็นบริการทางการค้าโดยปริยาย และหากผู้ไม่จ่ายเสี่ยงต่อการไม่ได้รับความคุ้มครองหรือถูกสกัดกั้น การเรียกเก็บดังกล่าวก็เริ่มมีลักษณะใกล้เคียงกับค่าผ่านทาง ค่าคุ้มกัน หรือในภาษาการเมืองที่ตรงไปตรงมากว่านั้น คือค่าคุ้มครอง ปัญหาแท้จริงจึงมิได้อยู่เพียงที่อัตรา 20% ซึ่งสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับต้นทุนความปลอดภัยทางทะเลทั่วไป หากแต่อยู่ที่หลักการว่าใครให้อำนาจรัฐหนึ่งกำหนดราคาของความปลอดภัยบนเส้นทางที่กฎหมายระหว่างประเทศรับรองสิทธิการผ่านไว้แล้วโดยไม่มีเงื่อนไข

3. อำนาจแบบจักรวรรดิไม่จำเป็นต้องยึดดินแดน

จักรวรรดิยุคเก่าใช้กำลังทหารยึดเมืองท่า ดินแดน และเส้นทางเดินเรือโดยตรง จักรวรรดิยุคใหม่อาจไม่จำเป็นต้องชักธงเหนือแผ่นดินของผู้อื่น เพียงควบคุมโครงสร้างที่ทำให้การค้าเกิดขึ้นได้ก็เพียงพอแล้ว โครงสร้างดังกล่าวประกอบด้วยกำลังทหาร การประเมินความเสี่ยง การประกันภัย การเงิน เงินตรา และระบบชำระบัญชี ซึ่งผูกโยงกันเป็นสถาปัตยกรรมเดียว บทเรียนจากจักรวรรดิอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ชี้ให้เห็นตรรกะนี้อย่างชัดเจน อังกฤษมิได้ครองทะเลด้วยกองทัพเรือเพียงลำพัง หากแต่สร้างระบบซึ่งกรุงลอนดอนกลายเป็นศูนย์กลางพร้อมกันของการเดินเรือ กฎหมายพาณิชย์ การระงับข้อพิพาททางการค้า การเงิน และการประกันภัยทางทะเล Lloyd's of London จึงมิใช่เพียงตลาดประกันภัย หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมอำนาจทางทะเลของจักรวรรดิอังกฤษ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้ใดควบคุมการประกันภัย ผู้นั้นย่อมมีอิทธิพลต่อการค้าทั้งระบบ เพราะเรือลำหนึ่งที่บรรทุกสินค้ามูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์จะไม่มีวันออกเดินทางหากไม่มีบริษัทประกันรับความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า

สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซปัจจุบันสะท้อนตรรกะเดียวกันนี้อย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศร่วมระหว่างสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 คณะกรรมการสงครามร่วม (Joint War Committee) ของตลาด Lloyd's ได้ปรับสถานะพื้นที่อ่าวเปอร์เซียทั้งหมดให้เป็นเขตความเสี่ยงสูงภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง ส่งผลให้เบี้ยประกันภัยสงครามสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (VLCC) ที่เคยอยู่ที่ราว 0.2% ของมูลค่าตัวเรือก่อนสงคราม พุ่งขึ้นไปอยู่ระหว่าง 1.5-3% ในช่วงต้น และแตะระดับสูงสุดที่ราว 5% ของมูลค่าตัวเรือในบางช่วง หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้นกว่ายี่สิบเท่าเมื่อเทียบกับสภาวะปกติ (Insurance Journal, 2569; Lloyd's Market Association, n.d.) ต่อมา Lloyd's ได้เปิดตัวกลไกประกันภัยสงครามทางทะเลเฉพาะสำหรับช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยวงเงินคุ้มครองสูงสุดถึง 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (Law360, 2569) ตัวเลขเหล่านี้ยืนยันข้อเสนอเชิงทฤษฎีที่ว่า กฎหมายอาจเปิดทางให้เรือผ่านได้ แต่ตลาดความเสี่ยงต่างหากที่เป็นผู้ตัดสินในทางปฏิบัติว่าเรือจะออกเดินทางจริงหรือไม่ เพราะแม้เรือจะมีสิทธิผ่านตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ หากไม่มีบริษัทประกันรับความเสี่ยง หรือเบี้ยประกันสงครามสูงเกินกว่าที่เจ้าของสินค้าจะรับได้ หรือธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อโดยไม่มีกรมธรรม์ค้ำประกัน เรือลำนั้นก็อาจไม่ออกเดินทางอยู่ดี

Royal Navy ความมั่นคง ลอนดอน ประกันภัย การเดินเรือ การเงิน
แบบจำลองที่ 1 — สถาปัตยกรรมอำนาจทางทะเลของจักรวรรดิอังกฤษ (ศตวรรษที่ 19)
US Navy US Security US Insurance US Dollar US Finance
แบบจำลองที่ 2 — โครงสร้างแนวดิ่ง (vertical integration) ที่อาจเกิดขึ้นหากสหรัฐผนวกบทบาทผู้พิทักษ์เข้ากับบทบาทผู้รับประกันความเสี่ยง

4. ทรัมป์อาจไม่ได้ต้องการเพียงเก็บเงิน แต่กำลังนิยาม "ผู้คุมความเสี่ยง"

ในชั้นผิว การเรียกเก็บ 20% อาจดูเหมือนเป็นเพียงการผลักภาระค่าใช้จ่ายทางทหารไปให้ประเทศอื่นแบกรับ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางที่ทรัมป์ใช้กับพันธมิตรในกรอบ NATO มาโดยตลอด คือหลักการที่ว่าสหรัฐไม่ควรแบกรับต้นทุนความมั่นคงให้ผู้อื่นโดยไม่มีค่าตอบแทน แต่ในชั้นที่ลึกกว่านั้น การประกาศตนเป็น "ผู้พิทักษ์ช่องแคบ" มีความหมายเกินกว่าการส่งเรือรบไปลาดตระเวน เพราะผู้ที่ทำหน้าที่รับประกันความปลอดภัยย่อมมีอิทธิพลโดยตรงต่อการกำหนดว่าเส้นทางใดปลอดภัย เรือลำใดผ่านได้ สินค้าของผู้ใดได้รับความคุ้มครอง ผู้ใดถือเป็นคู่ค้าต้องห้าม ความเสี่ยงควรถูกตีราคาเท่าใด และท้ายที่สุดคือใครต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนของระบบทั้งหมด

ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสรุปว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังจัดตั้งระบบประกันภัยทางทะเลของรัฐเพื่อทดแทนตลาดลอนดอน หรือเคลื่อนย้ายศูนย์กลางการประกันภัยโลกมาไว้ในสหรัฐโดยตรง อย่างไรก็ตาม ในเชิงยุทธศาสตร์ ตรรกะของคำประกาศนี้เปิดทางให้เกิดพัฒนาการได้หลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสหรัฐอาจเข้ารับประกันความเสียหายบางส่วนให้แก่เรือที่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่สหรัฐกำหนด บริษัทประกันสัญชาติอเมริกันอาจได้รับสิทธิพิเศษหรือข้อมูลข่าวกรองด้านความมั่นคงเหนือคู่แข่งจากยุโรป กองทัพเรือสหรัฐอาจกลายเป็นผู้ออกใบรับรองระดับความเสี่ยงของเส้นทาง การคุ้มกันทางทหารอาจถูกผูกเข้ากับเงื่อนไขทางการเงินและการประกันภัยโดยตรง ค่าความปลอดภัยอาจถูกกำหนดให้จัดเก็บเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น และบริษัทที่ทำธุรกิจกับอิหร่านอาจถูกตัดขาดพร้อมกันทั้งจากระบบคุ้มกัน ระบบประกันภัย และระบบชำระเงิน หากกลไกเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกันในอนาคต สหรัฐจะไม่ได้เพียงคุ้มครองช่องแคบฮอร์มุซเท่านั้น แต่จะเริ่มควบคุมตลาดความเสี่ยงของช่องแคบทั้งระบบ

5. จากการประกันภัยสู่การคว่ำบาตรเชิงโครงสร้าง

การประกาศปิดล้อมเรืออิหร่านและ "ลูกค้าของอิหร่าน" มีผลกระทบกว้างกว่าการหยุดยั้งเรือโดยตรง เพราะคำว่าลูกค้าอาจขยายความครอบคลุมไปถึงบริษัทเดินเรือ นายหน้าสินค้า บริษัทประกันภัยและประกันภัยต่อ ธนาคารผู้ให้สินเชื่อ บริษัทตรวจสอบสินค้า ท่าเรือปลายทาง และผู้ให้บริการชำระเงินระหว่างประเทศ กลไกลักษณะนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นการคว่ำบาตรเชิงโครงสร้าง กล่าวคือไม่จำเป็นต้องสกัดกั้นเรือทุกลำโดยตรง เพียงทำให้ไม่มีบริษัทประกันใดกล้ารับความเสี่ยง ไม่มีธนาคารใดกล้าปล่อยสินเชื่อ และไม่มีท่าเรือใดกล้ารับสินค้า เรือลำนั้นก็ถูกขับออกจากระบบการค้าโลกโดยพฤตินัยโดยไม่ต้องยิงกระสุนแม้แต่นัดเดียว สหรัฐมีประสบการณ์ยาวนานในการใช้เงินดอลลาร์ ระบบธนาคารระหว่างประเทศ และมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิเป็นเครื่องมือบังคับประเทศที่สามมาแล้วในหลายกรณี หากเครื่องมือเหล่านี้ถูกผนวกเข้ากับการควบคุมทางทะเลและระบบประกันภัยอย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงการปิดล้อมทางทหาร (naval blockade) อีกต่อไป แต่จะกลายเป็นการปิดล้อมทางทหารและการเงินพร้อมกัน (military-financial blockade)

6. ความย้อนแย้งของคำว่า "ความเป็นธรรม"

ทรัมป์ใช้เหตุผลเรื่องความเป็นธรรมเพื่ออธิบายว่าผู้ใช้ช่องแคบควรร่วมจ่ายค่าชดเชยให้สหรัฐ ในแง่หนึ่งข้อโต้แย้งนี้มีน้ำหนักอยู่บ้าง หากสหรัฐต้องส่งเรือรบ อากาศยาน ระบบข่าวกรอง และบุคลากรไปเผชิญความเสี่ยงเพื่อให้การค้าโลกดำเนินต่อไปได้ คำถามที่ว่าเหตุใดผู้ได้รับประโยชน์จึงไม่ร่วมแบกรับภาระ ก็เป็นคำถามที่สมเหตุสมผลในตัวเอง ทว่าคำตอบต้องแยกออกเป็นสองระดับที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ระดับแรกคือการแบ่งภาระค่าใช้จ่ายผ่านกรอบพหุภาคี เช่น ข้อตกลงระหว่างรัฐผู้ใช้ช่องแคบ กลไกภายใต้ IMO กองทุนความปลอดภัยร่วม การสมทบตามสัดส่วนการใช้งานจริง และการตรวจสอบต้นทุนอย่างโปร่งใส ซึ่งสามารถเจรจาต่อรองและอาจสมเหตุสมผลได้ ระดับที่สองคือการเรียกเก็บโดยอำนาจฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐที่ส่งกำลังทหารไปประจำการไม่อาจถือเอาการมีอยู่ของกองทัพตนเป็นใบอนุญาตในการเรียกเก็บเงินจากการค้าของโลกโดยอัตโนมัติ หากหลักการนี้ถูกยอมรับ ย่อมเปิดบรรทัดฐานให้รัฐอื่นนำไปใช้ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นจีนที่อาจประกาศคุ้มครองทะเลจีนใต้แล้วเรียกเก็บค่าความปลอดภัย รัสเซียที่อาจเก็บค่าคุ้มกันเส้นทางอาร์กติก ตุรกีที่อาจเรียกเก็บค่าความมั่นคงเพิ่มเติมในช่องแคบบอสฟอรัส หรือรัฐชายฝั่งใดก็ตามที่อาจเรียกค่าคุ้มครองจากเรือทุกลำที่แล่นผ่านใกล้น่านน้ำของตน หากทุกรัฐดำเนินตามตรรกะเดียวกันนี้ เสรีภาพในการเดินเรือซึ่งเป็นหลักการสากลจะเสื่อมถอยกลายเป็นระบบสัมปทานของรัฐผู้มีกำลังทหารเหนือกว่าโดยพฤตินัย

7. สัญญาณที่ควรจับตา มิใช่ถ้อยแถลง แต่คือสถาปัตยกรรมที่จะตามมา

ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าสหรัฐมีแผนยึดครองตลาดประกันภัยทางทะเลโลกอย่างเป็นระบบ แต่มีสัญญาณห้าประการที่ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป ประการแรกคือการจัดตั้งกองทุนหรือหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐเพื่อรับประกันความเสียหายโดยตรง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงจะถือเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนสถานะจากผู้คุ้มกันไปสู่ผู้รับประกัน ประการที่สองคือบทบาทพิเศษที่อาจตกแก่บริษัทประกันสัญชาติอเมริกัน เช่น Marsh, AIG หรือ Chubb หากบริษัทเหล่านี้ได้รับข้อมูลข่าวกรองหรือการค้ำประกันจากรัฐบาลที่บริษัทอังกฤษและยุโรปไม่ได้รับ สมดุลของตลาดประกันภัยโลกอาจเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ประการที่สามคือกลไกการจัดเก็บค่าธรรมเนียม 20% ว่าจะคำนวณจากมูลค่าสินค้า ค่าระวางเรือ เบี้ยประกันภัย หรือรายได้จากการขนส่ง ซึ่งแต่ละแนวทางย่อมมีนัยทางกฎหมายและเศรษฐกิจที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ประการที่สี่คือบทลงโทษสำหรับผู้ไม่จ่าย หากเป็นการสมทบโดยสมัครใจก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่หากเรือที่ไม่จ่ายถูกปฏิเสธการผ่านหรือถูกปฏิเสธการคุ้มกัน นั่นย่อมใกล้เคียงกับการเก็บค่าผ่านทางด้วยกำลัง และประการสุดท้ายคือความเชื่อมโยงกับมาตรการคว่ำบาตร หากผู้จ่ายเงินยังต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบว่าไม่ทำธุรกิจกับอิหร่าน ระบบดังกล่าวจะกลายเป็นกลไกคัดกรองการค้าโลกตามนโยบายต่างประเทศของสหรัฐไปโดยปริยาย

บทสรุป: ผู้พิทักษ์ หรือเจ้าของประตู?

การรักษาความปลอดภัยของช่องแคบฮอร์มุซเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของประชาคมโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่หลักการพื้นฐานที่ต้องยึดถือคือ ผู้ที่ทำหน้าที่คุ้มครองเส้นทางสากลไม่ควรถือว่าตนมีกรรมสิทธิ์เหนือเส้นทางนั้นไปด้วย เสรีภาพในการเดินเรือไม่ควรถูกแปรเป็นสินค้าที่มหาอำนาจนำมาขายให้แก่โลก และความมั่นคงไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลรองรับการเก็บค่าคุ้มครองโดยปราศจากความยินยอมร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศ กระนั้นก็ตาม ตรรกะเบื้องหลังคำประกาศของทรัมป์ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะหากสหรัฐเป็นทั้งผู้คุ้มกัน ผู้ตัดสินว่าใครคือภัยคุกคาม ผู้กำหนดว่าใครผ่านได้ ผู้เรียกเก็บค่าความปลอดภัย และในลำดับถัดไปอาจกลายเป็นผู้รับประกันความเสี่ยงเองด้วย เมื่อนั้นสิ่งที่สหรัฐควบคุมจะไม่ใช่เพียงช่องแคบฮอร์มุซ หากแต่คือประตู กุญแจ ผู้เฝ้าประตู ราคาของการผ่าน และนิยามของคำว่า "ปลอดภัย" ทั้งระบบ

คำประกาศนี้อาจเป็นเพียงท่าทีชั่วคราวของผู้นำที่คุ้นเคยกับการต่อรองอย่างแข็งกร้าว หรืออาจเป็นจุดเริ่มต้นของความพยายามรื้อระเบียบทางทะเลเดิม แล้วแทนที่ด้วยระเบียบใหม่ที่สหรัฐมิได้เป็นเพียงผู้พิทักษ์ หากแต่เป็นผู้กำหนดราคาของความเสี่ยงทั้งระบบโลก การวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์เช่นนี้มีความเสี่ยงในตัวเอง เพราะสถานการณ์ยังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา และคำประกาศทางการเมืองอาจถูกปรับเปลี่ยน ต่อรอง หรือไม่มีวันถูกนำไปปฏิบัติจริงก็เป็นได้ แต่บทบาทของการคิดเชิงโครงสร้างมิใช่การรอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นครบถ้วนแล้วจึงอธิบายย้อนหลัง หากแต่คือการอ่านสิ่งที่ประกาศแล้ว มองสิ่งที่ยังไม่ถูกประกาศ และตั้งคำถามว่าโครงสร้างใดจะปรากฏขึ้นหากตรรกะดังกล่าวถูกผลักไปจนสุดทาง

คนทั่วไปเห็นเรือรบ นักเศรษฐศาสตร์เห็นราคาน้ำมัน นักกฎหมายเห็นสิทธิในการผ่าน บริษัทประกันเห็นเบี้ยสงคราม ธนาคารเห็นความสามารถในการชำระหนี้ ส่วนมหาอำนาจเห็นโอกาสในการจัดระเบียบระบบทั้งหมดขึ้นใหม่ ภารกิจของผู้อ่านที่ผ่านคันฉ่องบานนี้ จึงมิใช่การเชื่อทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งโดยทันที หากแต่คือการหัดแยกแยะระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วกับหลักฐานรองรับ สิ่งที่ยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ และสิ่งที่เป็นเพียงสมมติฐานเพื่อทดสอบทางความคิดเท่านั้น

หมายเหตุเชิงระเบียบวิธี: บทความนี้อ้างอิงถ้อยแถลงต่อสาธารณะและข้อมูลตลาดประกันภัยที่มีการรายงานโดยสื่อและหน่วยงานที่อ้างอิงได้ ณ วันที่เผยแพร่ (13 กรกฎาคม 2569) ประเด็นเรื่องกลไกการจัดเก็บค่าธรรมเนียม 20% ฐานทางกฎหมายรองรับ และขอบเขตของ "ผู้ทำธุรกิจกับอิหร่าน" ยังไม่มีรายละเอียดที่เป็นทางการจากรัฐบาลสหรัฐ ผู้เขียนถือว่าข้อวิเคราะห์ในส่วนที่เกี่ยวกับอนาคต (ข้อ 4 และ 7) เป็นสมมติฐานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อทดสอบตรรกะของโครงสร้างอำนาจ มิใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

เอกสารอ้างอิง (References)

Al Jazeera. (2026, July 13). Trump says US will become 'guardian' of Strait of Hormuz and collect tolls. https://www.aljazeera.com/news/2026/7/13/trump-says-us-will-become-guardian-of-strait-of-hormuz-and-collect-tolls

Bloomberg. (2026, July 13). Trump says US will be reimbursed 20% rate for Hormuz traffic. https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-13/trump-says-us-will-be-reimbursed-20-rate-for-hormuz-traffic

CBS News. (2026, July 13). Trump says U.S. will be "guardian of the Hormuz Strait" and is reinstating Iranian blockade. https://www.cbsnews.com/news/trump-iran-war-us-guardian-strait-of-hormuz-get-paid/

CNBC. (2026, July 13). Trump proposes 20% toll on cargo through Strait of Hormuz; restarts Iran blockade. https://www.cnbc.com/2026/07/13/trump-iran-hormuz-strait-charge-reimburse.html

Insurance Journal. (2026, March 19). Lloyd's CEO says it's critical Mideast war cover stays available. https://www.insurancejournal.com/news/international/2026/03/19/862608.htm

International Maritime Organization. (n.d.). Freedom of navigation. https://www.imo.org

Law360. (2026). Lloyd's launches new Hormuz war risk consortium. https://www.law360.com/amp/articles/2491936

Lloyd's Market Association. (n.d.). Joint War Committee. https://lmalloyds.com/committee/joint-war-committee/

Lloyd's Market Association. (n.d.). Safety concerns, not insurance availability, driving reduced vessel traffic in the Strait of Hormuz. https://lmalloyds.com/safety-concerns-not-insurance-availability-driving-reduced-vessel-traffic-in-the-strait-of-hormuz/

United Nations. (1982). United Nations Convention on the Law of the Sea (Part III, Straits Used for International Navigation, Arts. 34–45). https://www.un.org/depts/los/convention_agreements/texts/unclos/unclos_e.pdf

โพสต์ล่าสุด

เมื่อโลกตะวันตกเปลี่ยนจากกฎหมายสากลสู่ระเบียบความมั่นคง

เมื่อโลกตะวันตกเปลี่ยนจากกฎหมายสากลสู่ระเบียบความมั่นคง คันฉ่องส่องโลก · WORLD ORDER IN TRANSITION เมื่อโลกตะวันตกเปลี่ย...

Popular Posts