รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย?

คันฉ่องส่องไทย · บทวิเคราะห์โครงสร้างอำนาจ

รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย?

เมื่อคำถามเรื่องเพศ กลายเป็นคันฉ่องสะท้อนว่า “ใคร” คือผู้กำหนดอำนาจสูงสุดของรัฐไทย

ภาพประกอบบทความ รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย

เมื่อมีผู้ถามผมผ่านความเห็นในยูทูปว่า “รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย” ผมนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะไม่มีคำตอบ แต่เพราะรู้สึกว่าคำถามนี้มีพลังมากกว่าที่ผู้ถามอาจตั้งใจ มันดูเหมือนคำถามเล็ก ๆ เรื่องตัวบุคคล แต่เมื่อเรามองให้ลึก มันคือคันฉ่องบานใหญ่ที่สะท้อนโครงสร้างอำนาจทั้งระบบของสังคมไทยออกมาอย่างหมดเปลือก

หลายคนอาจรีบตอบด้วยการคาดเดา บ้างอาศัยข่าวลือ บ้างอาศัยความชอบส่วนตัว และบ้างก็อาศัยสิ่งที่คิดว่าตนเองรู้เกี่ยวกับราชสำนัก แต่ความจริงคือ ไม่มีใครพยากรณ์อนาคตได้ และการทำนายเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ก็ไม่ต่างจากการทำนายอนาคตทางการเมือง ซึ่งเต็มไปด้วยตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

ดังนั้น แทนที่จะเดาในสิ่งที่เดาไม่ได้ ผมอยากชวนผู้อ่านย้อนกลับไปที่ต้นทางก่อนว่า กติกาของการขึ้นครองราชย์นั้น มาจากไหน เขียนไว้ว่าอย่างไร และที่สำคัญที่สุด—ใครเป็นผู้ถือกุญแจของกติกานั้น เพราะเมื่อเราตอบสามคำถามนี้ได้ คำถามเรื่อง “หญิงหรือชาย” จะคลี่คลายไปเอง

กติกามาจากไหน: กฎมณเฑียรบาล พ.ศ. 2467

รากของกติกาการสืบราชบัลลังก์ไทยในปัจจุบัน คือ กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงตราขึ้นและประกาศใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2467[1]

เหตุผลเบื้องหลังการตรากฎฉบับนี้น่าสนใจในตัวมันเอง ตลอดประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้น การสืบราชบัลลังก์ของไทย—โดยเฉพาะในสมัยอยุธยา—เคยเป็นเรื่องที่คลุมเครือและนำไปสู่ความขัดแย้งนองเลือดหลายครั้ง ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชสำนักจึงเริ่มเปลี่ยนหลักการให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนารัชทายาทโดยตรง และเมื่อถึงรัชกาลที่ 6 จึงทรงวางลำดับให้เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน เพื่อขจัดความกำกวมและป้องกันการแย่งชิงในอนาคต[1]

หัวใจของกฎฉบับนี้คือการจัดลำดับผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ โดยให้ความสำคัญกับสายสืบทอดฝ่ายชายเป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับราชสำนักจำนวนมากในโลกช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่สิ่งที่เราต้องไม่ลืมคือ กฎฉบับนี้ถือกำเนิดขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในเวลาที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์กลางของรัฐ มันจึงถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความมั่นคงและความต่อเนื่องของราชวงศ์ มากกว่าจะสะท้อนหลักความเสมอภาคแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่

ชั้นที่สอง: เมื่อรัฐธรรมนูญเปิดประตูให้ “พระราชธิดา”

หากเรื่องจบเพียงกฎมณเฑียรบาล 2467 คำตอบของคำถามตั้งต้นก็คงเป็น “ชาย” อย่างเดียว แต่โลกเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน และหลังการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 ประเทศไทยก็เปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด

นับแต่นั้น รัฐธรรมนูญทุกฉบับยังคงรับรองกฎมณเฑียรบาล 2467 ไว้เป็นหลักของการสืบราชสมบัติ[2] แต่ขณะเดียวกันก็ได้วางกระบวนการทางรัฐธรรมนูญซ้อนทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง และชั้นนี้เองที่เปิดความเป็นไปได้ซึ่งกฎฉบับปี 2467 ไม่เคยเปิด นั่นคือความเป็นไปได้ที่ผู้สืบราชบัลลังก์จะเป็นสตรี

ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน หลักการนี้ปรากฏชัดในมาตรา 20 และมาตรา 21 กล่าวคือ ตามมาตรา 20 การสืบราชสมบัติให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล 2467 และการแก้ไขเพิ่มเติมกฎดังกล่าวเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ ส่วนมาตรา 21 ระบุว่า ในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลงและพระมหากษัตริย์มิได้ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ ให้คณะองคมนตรีเสนอพระนามผู้สืบราชสันตติวงศ์ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ และในมาตราเดียวกันนี้เองที่บัญญัติว่า “จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได้”[2]

นี่คือ “ที่มาที่ไป” ที่หลายคนมองข้าม คำถามว่ารัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย จึงตอบได้ในเชิงกฎหมายว่า เป็นได้ทั้งสองเพศ เพราะกรอบกติกาเปิดทางไว้แล้ว ประเด็นเรื่องเพศจึงไม่ใช่เงื่อนปมที่แท้จริง สิ่งที่เป็นเงื่อนปมจริง ๆ คือกลไกที่อยู่เบื้องหลังคำว่า “เสนอพระนาม” และ “ให้ความเห็นชอบ” ต่างหาก

คำถามที่คมกว่าจึงไม่ใช่ “หญิงหรือชาย”

แต่คือ “ใครเป็นผู้เสนอ และใครเป็นผู้ให้ความเห็นชอบ”

ผู้สืบราชบัลลังก์ไม่ได้เกิดจากสายเลือดเพียงอย่างเดียว

ความเข้าใจพื้นฐานมักมองว่าราชบัลลังก์เป็นเรื่องของสายเลือดล้วน ๆ ใครเกิดก่อน ใครอยู่ลำดับสูงกว่า ผู้นั้นย่อมมีสิทธิก่อน แต่เมื่อเราเห็นโครงสร้างสองชั้น—กฎมณเฑียรบาลเป็นฐาน และกระบวนการรัฐธรรมนูญเป็นกลไกขับเคลื่อน—เราจะเข้าใจทันทีว่าเหตุใดประวัติศาสตร์ของทุกประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์จึงบอกตรงกันว่า การสืบราชบัลลังก์เป็นเรื่อง “การเมือง” เสมอ

สายเลือดอาจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่ไม่เคยเป็นเงื่อนไขเดียว เบื้องหลังการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์แทบทุกพระองค์ในโลก มักมีเครือข่ายอำนาจ ชนชั้นนำ ข้าราชการ กองทัพ กลไกกฎหมาย และบริบททางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ กรณีของไทยก็สะท้อนตรรกะเดียวกันนี้ เพราะกฎหมายได้กำหนดตัวผู้เล่นไว้แล้วอย่างชัดเจน—องคมนตรี คณะรัฐมนตรี และรัฐสภา ล้วนเป็นด่านที่พระนามต้องผ่าน ก่อนจะกลายเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องเพศ แต่คือ

“ใครเป็นผู้กำหนดว่าบุคคลผู้นั้นคือผู้เหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์”

และนั่นคือคำถามที่ลึกกว่ามาก

อำนาจที่มองไม่เห็น

ในรัฐประชาธิปไตยทั่วไป การได้มาซึ่งอำนาจสูงสุดของรัฐมักถูกกำหนดผ่านการเลือกตั้ง ประชาชนสามารถอภิปราย วิจารณ์ และตั้งคำถามได้อย่างเปิดเผย แต่ในกรณีของสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในประเทศไทย การอภิปรายเรื่องการสืบทอดอำนาจกลับเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดสูงมาก

ผลลัพธ์คือ สังคมมองเห็น “ผลลัพธ์” แต่ไม่สามารถมองเห็น “กระบวนการ” ผู้คนเห็นว่ามีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่ไม่อาจอภิปรายได้อย่างเสรีว่ามีปัจจัยใดบ้างที่นำไปสู่การตัดสินใจนั้น นี่คือภาวะที่แปลกประหลาด เพราะตำแหน่งประมุขของรัฐซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตทางการเมืองของคนทั้งประเทศ กลับกลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่ประชาชนพูดถึงได้ยากที่สุด

กรงทอง

ผู้คนจำนวนมากมองว่าสถาบันกษัตริย์ไทยมีพระราชอำนาจมหาศาล ขณะที่อีกหลายคนกลับมองว่าสถาบันถูกล้อมรอบด้วยโครงสร้างที่ทำให้เคลื่อนไหวได้ยากอย่างอิสระ สองมุมมองนี้อาจดูขัดแย้งกัน แต่ในความเป็นจริงอาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เพราะอำนาจจำนวนมากอาจดำรงอยู่ภายในกรอบที่มองไม่เห็น

เหมือนนกที่อยู่ในกรงทอง ซึ่งมีค่ามหาศาล งดงาม และได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด—แต่ก็ยังคงเป็นกรงอยู่ดี ดังนั้นเมื่อเราถามว่ารัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย เราอาจกำลังมองผิดจุด เพราะคำถามที่สำคัญกว่าคือ

ใครเป็นผู้กำหนดกติกา

ใครเป็นผู้ตีความกติกา

และใครเป็นผู้มีอำนาจทำให้กติกานั้นเกิดผลในทางปฏิบัติ

คำตอบของคำถามเหล่านี้จะบอกเราเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจของประเทศไทยได้มากกว่าการทำนายว่าผู้สืบราชบัลลังก์องค์ต่อไปจะเป็นหญิงหรือชายเสียอีก เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเมืองไม่เคยเป็นเรื่องของตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบที่กำหนดว่าบุคคลใดจะได้รับอนุญาตให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจ

และนั่นคือเหตุผลที่คำถาม “รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย” อาจเป็นคำถามเรื่องอนาคต แต่คำถามที่ว่า “ใครเป็นผู้กำหนดว่าเขาหรือเธอจะได้ขึ้นครองราชย์” คือคำถามเกี่ยวกับประเทศไทยในปัจจุบัน—และเป็นคำถามที่เราทุกคนควรกล้าตั้ง แม้คำตอบจะอยู่ในพื้นที่ที่มองเห็นได้ยากที่สุดก็ตาม


เชิงอรรถ

  1. กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467. (2467, 12 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 41, ตอน 0 ก, น. 195–213.
  2. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560, 6 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 134, ตอนที่ 40 ก. (โปรดดู มาตรา 20 และมาตรา 21 ว่าด้วยการสืบราชสมบัติและการเสนอพระนามพระราชธิดา).
คันฉ่องส่องไทย · เสน่ห์ ถิ่นแสน (เพียงดิน รักไทย) — บทวิเคราะห์เพื่อการรู้เท่าทันโครงสร้างอำนาจ มิใช่การพยากรณ์ตัวบุคคล

โพสต์ล่าสุด

If I Were Trump: A Sequenced Scenario for Ending the Iran Conflict

If I Were Trump: A Sequenced Scenario for Ending the Iran Conflict Scenario Memo · Bilingual Draft If I Were Trump: A...

Popular Posts