รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย?
คำถามที่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ง่าย
เมื่อมีคนถามผมผ่านความเห็นทางยูทูปว่า รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย หลายคนอาจจะรีบตอบด้วยการคาดเดา บ้างอาศัยข่าวลือ บ้างอาศัยความชอบส่วนตัว และบ้างก็อาศัยสิ่งที่คิดว่าตนเองรู้เกี่ยวกับราชสำนัก
แต่ความจริงแล้ว ไม่มีใครสามารถรู้อนาคตได้ และการทำนายเรื่องการสืบราชสันตติวงศ์ก็ไม่ต่างจากการทำนายอนาคตทางการเมือง ซึ่งเต็มไปด้วยตัวแปรที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม คำถามนี้กลับมีคุณค่ามากในอีกความหมายหนึ่ง เพราะมันทำหน้าที่เหมือนคันฉ่องบานใหญ่ สะท้อนให้เห็นโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย
เมื่อเราถามว่า "รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย" สิ่งที่เรากำลังถามจริง ๆ อาจไม่ใช่เรื่องเพศของผู้สืบราชบัลลังก์ แต่คือคำถามว่า "ใครเป็นผู้มีอำนาจกำหนดว่าบุคคลใดจะได้ขึ้นครองราชย์"
กฎมณเฑียรบาลกับโลกที่เปลี่ยนไป
กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ถือกำเนิดขึ้นในยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ในช่วงเวลาที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นศูนย์กลางของรัฐ และระเบียบการสืบทอดราชบัลลังก์ถูกออกแบบขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของราชวงศ์ มากกว่าการสะท้อนหลักความเสมอภาคแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่
หลักการสำคัญของกฎดังกล่าวคือการจัดลำดับผู้มีสิทธิในราชบัลลังก์ โดยให้ความสำคัญกับสายสืบทอดฝ่ายชายเป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับราชสำนักจำนวนมากในโลกช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
แต่เมื่อเวลาผ่านไป โลกเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป และประเทศไทยเองก็เปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ระบอบที่มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด
คำถามเรื่องผู้สืบราชสันตติวงศ์จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในราชสำนักอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางการเมืองของรัฐโดยตรง
ผู้สืบราชบัลลังก์ไม่ได้เกิดจากสายเลือดเพียงอย่างเดียว
ความเข้าใจแบบพื้นฐานมักมองว่า ราชบัลลังก์เป็นเรื่องของสายเลือด ใครเกิดก่อน ใครอยู่ในลำดับสูงกว่า ผู้นั้นย่อมมีสิทธิก่อน
แต่ประวัติศาสตร์ของทุกประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์ แสดงให้เห็นตรงกันว่า การสืบราชบัลลังก์เป็นเรื่องการเมืองเสมอ
สายเลือดอาจเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่ไม่เคยเป็นเงื่อนไขเดียว
เบื้องหลังการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ทุกพระองค์ มักมีเครือข่ายอำนาจ ชนชั้นนำ ข้าราชการ กองทัพ กลไกกฎหมาย และบริบททางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในระดับต่าง ๆ
ดังนั้นคำถามสำคัญจึงไม่ใช่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย
แต่คือ
"ใครเป็นผู้กำหนดว่า บุคคลผู้นั้นคือผู้เหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์"
และนั่นคือคำถามที่ลึกกว่ามาก
อำนาจที่มองไม่เห็น
ในรัฐประชาธิปไตยทั่วไป การได้มาซึ่งอำนาจสูงสุดของรัฐมักถูกกำหนดผ่านการเลือกตั้ง ประชาชนสามารถอภิปราย วิจารณ์ และตั้งคำถามได้อย่างเปิดเผย
แต่ในกรณีของสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะในประเทศไทย การอภิปรายเรื่องการสืบทอดอำนาจกลับเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดสูงมาก
ผลลัพธ์คือสังคมมองเห็นผลลัพธ์ แต่ไม่สามารถมองเห็นกระบวนการ
ผู้คนเห็นว่ามีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ แต่ไม่สามารถอภิปรายได้อย่างเสรีว่า มีปัจจัยใดบ้างที่นำไปสู่การตัดสินใจนั้น
นี่คือภาวะที่แปลกประหลาด เพราะตำแหน่งประมุขของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบต่อชีวิตทางการเมืองของคนทั้งประเทศ กลับเป็นหนึ่งในเรื่องที่ประชาชนพูดถึงได้ยากที่สุด
กะลาทองคำ
ผู้คนจำนวนมากมองว่าสถาบันกษัตริย์ไทยมีพระราชอำนาจมหาศาล
ขณะเดียวกัน อีกหลายคนกลับมองว่า สถาบันกษัตริย์ถูกล้อมรอบด้วยโครงสร้างที่ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
สองมุมมองนี้อาจดูขัดแย้งกัน แต่ในความเป็นจริงอาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้
เพราะอำนาจจำนวนมาก อาจดำรงอยู่ภายในกรอบที่มองไม่เห็น
เหมือนนกที่อยู่ในกรงทองคำ ซึ่งมีค่ามหาศาล งดงาม และได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด
แต่ยังคงเป็นกรงอยู่ดี
ดังนั้นเมื่อเราถามว่า รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย เราอาจกำลังมองผิดจุด
เพราะคำถามที่สำคัญกว่า คือ
ใครเป็นผู้กำหนดกติกา ใครเป็นผู้ตีความกติกา และใครเป็นผู้มีอำนาจทำให้กติกานั้นเกิดผลในทางปฏิบัติ
คำตอบของคำถามเหล่านี้ จะบอกเราเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจของประเทศไทย ได้มากกว่าการทำนายว่า ผู้สืบราชบัลลังก์องค์ต่อไปจะเป็นหญิงหรือชายเสียอีก
เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเมืองไม่เคยเป็นเรื่องของตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบที่กำหนดว่าบุคคลใด จะได้รับอนุญาตให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจ
และนั่นคือเหตุผลที่คำถาม "รัชกาลที่ 11 จะเป็นหญิงหรือชาย" อาจเป็นคำถามเรื่องอนาคต แต่คำถาม "ใครเป็นผู้กำหนดว่าเขาหรือเธอจะได้ขึ้นครองราชย์" คือคำถามเกี่ยวกับประเทศไทยในปัจจุบัน
