ทรัมป์กำลังเขียนแผนที่ตะวันออกกลางใหม่หรือไม่?
เมื่อการทูตเดินคู่กับระเบิด เป้าหมายอาจใหญ่กว่าอิหร่าน — แต่ผลลัพธ์จริงกลับเล็กกว่าที่วาดไว้
หลายคนมองการเมืองระหว่างประเทศเป็นเรื่องของ “สงคราม” กับ “สันติภาพ” แต่ในห้องคิดของผู้นำมหาอำนาจ คำถามมักอยู่อีกระดับหนึ่ง พวกเขาไม่ได้ถามเพียงว่าจะ ชนะ สงครามครั้งนี้อย่างไร หากแต่ถามว่าจะ ออกแบบระเบียบ ของภูมิภาคหลังสงครามอย่างไรต่างหาก
เมื่อมองผ่านกรอบนี้ การดำเนินนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่ออิหร่านในรอบปี ๒๕๖๘–๒๕๖๙ จึงน่าศึกษาอย่างยิ่ง เพราะมันผสมเครื่องมือที่ดูขัดแย้งกันเข้าด้วยกัน คือ การคว่ำบาตรอย่างหนัก การข่มขู่ทางทหาร การโจมตีจริง และในเวลาเดียวกันก็เปิดโต๊ะเจรจาที่ตั้งเป้าไว้ใหญ่กว่าประเด็นนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียว
คำถามที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียง “ทรัมป์ต้องการให้อิหร่านยอมแพ้หรือไม่” หากแต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า ทรัมป์กำลังพยายามสร้างตะวันออกกลางแบบใหม่หรือไม่ และถ้าใช่ — เขาทำสำเร็จเพียงใด บทความนี้จะวางกรอบทฤษฎีเพื่อเข้าใจ ความตั้งใจ ของยุทธศาสตร์ดังกล่าวก่อน แล้วจึงนำสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในกลางปี ๒๕๖๙ มาตรวจสอบว่ากรอบนั้นอธิบายอะไรได้ และเผยให้เห็นขีดจำกัดอะไรบ้าง
๑. สงครามในฐานะเครื่องมือสร้างระเบียบ
ในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สงครามแทบไม่เคยเป็น “เป้าหมายสุดท้าย” ในตัวเอง มันคือเครื่องมือเพื่อจัดวางระเบียบอำนาจชุดใหม่ บทเรียนคลาสสิกที่สุดคือหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สหรัฐอเมริกามิได้เพียงเอาชนะเยอรมนีและญี่ปุ่น แต่ได้ลงมือ สถาปนาสถาปัตยกรรม ของโลกใบใหม่ ตั้งแต่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ระบบเบรตตันวูดส์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารโลก ไปจนถึงระบบดอลลาร์ในฐานะเงินสำรองของโลก
นักรัฐศาสตร์ จี. จอห์น ไอเคนเบอร์รี (Ikenberry, 2001) เรียกกระบวนการเช่นนี้ว่าการ “ผูกมัด” มหาอำนาจผู้ชนะเข้ากับสถาบันระหว่างประเทศที่ตนสร้างขึ้น เพื่อแลกความยินยอมของรัฐที่อ่อนแอกว่าด้วยความคาดเดาได้ของกติกา ระเบียบที่ยั่งยืนจึงไม่ได้เกิดจากกำลังล้วน ๆ หากแต่เกิดจากการทำให้รัฐอื่นมองว่า การอยู่ในระบบมีต้นทุนต่ำกว่าการอยู่นอกระบบ คำถามที่บทความนี้ตั้งคือ ทรัมป์กำลังพยายามทำสิ่งคล้ายกันในตะวันออกกลางหรือไม่ — คือใช้แรงกดดันและสงครามจำกัดวงเพื่อปูทางไปสู่ระเบียบภูมิภาคชุดใหม่ ไม่ใช่เพื่อชัยชนะทางทหารเพียงครั้งเดียว
๒. Maximum Pressure กับตรรกะของการทูตเชิงบีบบังคับ
คนจำนวนมากเข้าใจนโยบาย “แรงกดดันสูงสุด” (Maximum Pressure) ว่าเป็นเพียงการลงโทษทางเศรษฐกิจให้อิหร่านเจ็บปวด แต่หากมองด้วยสายตานักยุทธศาสตร์ มันคือความพยายามเปลี่ยน ต้นทุนของการเป็นรัฐปฏิปักษ์ ตรรกะคือทำให้ผู้ปกครองอิหร่านต้องเผชิญสมการที่ชัดเจนว่า หากยังเลือกเส้นทางเดิม ต้นทุนจะทบทวีขึ้นเรื่อย ๆ แต่หากยอมเปลี่ยนเส้นทาง ผลตอบแทนอาจสูงกว่าที่เคยได้รับ
นี่คือหัวใจของแนวคิด การทูตเชิงบีบบังคับ (coercive diplomacy) ที่ ทอมัส เชลลิง (Schelling, 1966) วางรากฐานไว้ในงาน Arms and Influence เชลลิงแยก “การบีบให้กระทำ” (compellence) ออกจาก “การป้องปราม” (deterrence) — อย่างแรกคือการใช้กำลังหรือคำขู่เพื่อบังคับให้ฝ่ายตรงข้าม ลงมือทำ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่เพียงหยุดยั้งไม่ให้ทำ อะเล็กซานเดอร์ จอร์จ (George, 1991) เรียกแนวทางนี้ว่า “การโน้มน้าวด้วยกำลัง” (forceful persuasion) โดยเน้นว่าแรงกดดันที่ได้ผลต้องมาพร้อม ทางออกที่มีเกียรติ ให้คู่กรณีเสมอ มิฉะนั้นการบีบจะกลายเป็นการปิดประตูเจรจา ไม่ใช่เปิด
เมื่ออ่านผ่านเลนส์นี้ การคว่ำบาตร การโจมตีจำกัดวง และการยื่นข้อเสนอบนโต๊ะ จึงไม่ใช่สามนโยบายที่ขัดกัน หากแต่อาจเป็น เครื่องมือชุดเดียวกัน ที่ออกแบบให้ทำงานประสานกัน ทั้งกดและล่อในจังหวะเดียว
๓. Abraham Accords: เปลี่ยน “ศัตรู” ให้เป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย”
จุดที่หลายคนมองข้ามคือมิติที่ลึกกว่าของข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) คนส่วนใหญ่เห็นว่ามันคือข้อตกลงสถาปนาความสัมพันธ์ปกติระหว่างอิสราเอลกับรัฐอาหรับ แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ มันคือความพยายามแปร “ศัตรู” ให้กลายเป็น “ผู้มีส่วนได้เสียร่วม” ผ่านการสานเครือข่ายการค้า การลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน และความมั่นคงเข้าด้วยกัน
ตรรกะเบื้องหลังคือทฤษฎี การพึ่งพาอาศัยกันเชิงซับซ้อน (complex interdependence) ของ โรเบิร์ต คีโอเฮน และ โจเซฟ นาย (Keohane & Nye, 1977) ที่ชี้ว่าเมื่อรัฐผูกผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกันแน่นพอ ต้นทุนของการทำสงครามจะสูงจนการรักษาสันติภาพกลายเป็นทางเลือกที่มีเหตุผลในตัวมันเอง พูดอีกแบบคือ แทนที่จะใช้กำลังบังคับให้สงบ ก็สร้าง แรงจูงใจให้อยากสงบ แทน
ทว่าตรงนี้เองที่บริบทจริงเริ่มสวนทางกับทฤษฎี ตะวันออกกลางปี ๒๕๖๙ ต่างจากปี ๒๕๖๓ ตอนข้อตกลงอับราฮัมถือกำเนิดอย่างสิ้นเชิง เหตุการณ์ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๖ และสงครามในกาซาที่ยืดเยื้อตามมา ได้พลิกการคำนวณของรัฐอาหรับชนิดข้ามคืน (DePetris, 2026) เมื่อภาพความพินาศในกาซายังเป็นบาดแผลเปิด มวลชนซาอุดีอาระเบียคัดค้านการสถาปนาความสัมพันธ์กับอิสราเอลอย่างหนัก ทำให้ผู้นำที่เคยพิจารณาทางเลือกนี้ต้องชะลอไว้ — เงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ทฤษฎี “สันติภาพผ่านการพึ่งพา” ต้องการ จึงยังไม่พร้อม
๔. อิหร่านจะเข้าร่วมไหม — เมื่อโครงสร้างอำนาจภายในถูกพลิก
นักวิเคราะห์จำนวนมากตั้งข้อสงสัยมาตลอดว่าอิหร่านจะเข้าร่วมระเบียบเช่นนี้ได้จริงหรือ เพราะระบบการเมืองอิหร่านมิได้มีเพียงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หากแต่ยังประกอบด้วยผู้นำสูงสุด สถาบันศาสนา เครือข่ายความมั่นคง และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งต่างมีอำนาจและผลประโยชน์ของตนเอง การคาดหวังให้อิหร่านเปลี่ยนทั้งอุดมการณ์ ผลประโยชน์ และโครงสร้างอำนาจภายในพร้อมกันในระยะสั้น จึงถูกมองว่า “แทบเป็นไปไม่ได้”
และความเป็นจริงในปี ๒๕๖๙ กลับทำให้โจทย์นี้ ยากขึ้น มิใช่ง่ายลง เพราะตัวแปรที่อาจเปิดทางให้อิหร่านทบทวนจุดยืนได้นั้นถูกกระทบอย่างรุนแรง สงครามที่เริ่มเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ได้คร่าชีวิตชาวอิหร่านกว่า ๓,๓๐๐ คน และในวันเดียวกันนั้น อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดที่ปกครองประเทศมาเกือบสี่ทศวรรษ ถูกลอบสังหารในการโจมตีร่วมของสหรัฐและอิสราเอล โดยทางการอิหร่านยืนยันการเสียชีวิตในวันที่ ๑ มีนาคม (Al Jazeera, 2026)
สิ่งที่ตามมาคือบทเรียนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ การ “ตัดหัวระบอบ” มิได้ทำให้ระบอบอ่อนข้อลงเสมอไป ในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ระหว่างวันที่ ๓–๘ มีนาคม สภาผู้เชี่ยวชาญได้ประกาศชื่อ มุจตะบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้นำคนก่อน เป็นผู้นำสูงสุดคนที่สาม เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๖๙ ท่ามกลางรายงานว่า IRGC ใช้แรงกดดันผลักดันการลงมติดังกล่าว (Wikipedia, 2026) นั่นหมายความว่าผู้ที่ก้าวขึ้นมาแทนที่มิใช่สายปฏิรูปที่อาจประนีประนอม หากแต่เป็นบุคคลที่ผูกโยงแน่นแฟ้นกับเครือข่ายความมั่นคงสายแข็งกร้าวที่สุด ในช่วงเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ นักวิเคราะห์ของ Chatham House ชี้ว่าฝ่ายอนุรักษนิยมและสายความมั่นคงมักได้เปรียบ มิใช่ฝ่ายที่พร้อมเปิดประเทศ
การโจมตีที่หวังเปลี่ยนพฤติกรรมของรัฐ อาจกลับเสริมความแข็งกร้าวให้กับฝ่ายที่กุมปืน แทนที่จะเปิดทางให้ฝ่ายที่ถือปากกา
๕. ตรรกะของ “ข้อเสนอที่ใหญ่เกินจริง”
หากเช่นนั้น เหตุใดทรัมป์จึงยังประกาศต่อสาธารณะว่าต้องการเห็นอิหร่าน — และรัฐอาหรับอีกหลายชาติ — เข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม ทั้งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ คำตอบหนึ่งอยู่ในเทคนิคการเจรจาที่เรียกว่าการเลื่อน กรอบความเป็นไปได้ที่สังคมยอมรับ หรือ Overton Window
ในการต่อรอง บางครั้งข้อเสนอที่ใหญ่ที่สุดมิได้ถูกตั้งขึ้นเพื่อให้เกิดขึ้นทันที หากแต่เพื่อ วางหมุดยึด (anchoring) ให้กรอบการสนทนาขยับ เมื่อข้อเรียกร้องที่ดูสุดโต่งถูกนำเข้าสู่โต๊ะ ข้อเสนอที่รองลงมาก็จะดูสมเหตุสมผลและรับได้มากขึ้นโดยเปรียบเทียบ ดังนั้น แม้อิหร่านจะไม่มีวันเข้าร่วมอับราฮัม แต่หากยอมรับการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ ลดบทบาทตัวแทนติดอาวุธ หรือเปิดเจรจาเศรษฐกิจ ทรัมป์ก็อาจถือว่าเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์สำเร็จไปส่วนหนึ่งแล้ว — โดยใช้ข้อเสนอที่เกินจริงเป็นเครื่องมือดึงผลลัพธ์ที่เล็กกว่าเข้ามาในเขตที่ยอมรับได้
๖. สิ่งที่ลงนามจริง กับวิสัยทัศน์ที่ใหญ่กว่า
แล้วผลลัพธ์จริงเป็นอย่างไร? กลางเดือนมิถุนายน ๒๕๖๙ ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีอิหร่านได้ลงนามใน บันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับหนึ่ง โดยมีปากีสถานและกาตาร์ทำหน้าที่คนกลาง (CBS News, 2026) สาระสำคัญของข้อตกลงประกอบด้วยคำมั่นของอิหร่านว่าจะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ การเปิดช่วงเจรจา ๖๐ วันเพื่อหารือพันธกรณีด้านนิวเคลียร์แลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร การเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง การยุติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านของสหรัฐ และการหยุดยิงในทุกแนวรบรวมถึงเลบานอน (NPR, 2026; Time, 2026)
แต่จุดที่บอกเล่ายุทธศาสตร์ได้มากที่สุดคือ สิ่งที่หายไป จากข้อตกลง — การขยายข้อตกลงอับราฮัมซึ่งเป็นหัวใจของวิสัยทัศน์ “ออกแบบภูมิภาคใหม่” กลับมิได้อยู่ในข้อตกลงสุดท้าย ปากีสถานปฏิเสธข้อเสนอนี้อย่างเปิดเผย ขณะที่ซาอุดีอาระเบียไม่ยอมขยับตราบใดที่อิสราเอลยังคงยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของกาซาและบางส่วนของเลบานอนตอนใต้ (The Hill, 2026) ความจริงที่ว่าซาอุฯ ไม่ขยับ ทำให้รัฐอื่น ๆ ไม่ว่าจะปากีสถาน กาตาร์ หรือคูเวต ก็ไม่ขยับตามไปด้วย
นักวิเคราะห์จึงประเมินผลลัพธ์นี้ไปคนละทาง เดวิด เชงเกอร์ แห่งสถาบันวอชิงตันเพื่อนโยบายตะวันออกใกล้ มองว่าวาระการ “แปรเปลี่ยนภูมิภาค” อันทะเยอทะยานนั้นไปไม่ถึงฝั่ง และสิ่งที่ทำเนียบขาวทำได้คือ “คั้นน้ำมะนาวจากมะนาวเปรี้ยว” (Schenker, อ้างใน The Hill, 2026) ขณะที่ โรเบิร์ต มัลลีย์ แห่ง International Crisis Group ชี้ว่าข้อตกลงนี้แทบเป็นเพียงการ หมุนนาฬิกากลับ ไปสู่จุดก่อนสงครามเริ่มเมื่อสามเดือนก่อน โดยแลกมาด้วยชีวิตหลายพันและการเปลี่ยนผู้นำสูงสุดของทั้งประเทศ (Malley, อ้างใน Democracy Now!, 2026) ในทางกลับกัน ฝ่ายสนับสนุนในทำเนียบขาวและวุฒิสมาชิกพรรครีพับลิกันยกย่องว่านี่คือชัยชนะของแนวทาง “อเมริกามาก่อน” ที่บีบอิหร่านมาสู่โต๊ะเจรจาด้วยกำลัง และเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ (White House, 2026)
๗. ประเมินผลที่จับต้องได้: ชัยชนะเชิงกายภาพ กับเงาของการตรวจสอบที่หายไป
ก่อนจะสรุปบทเรียน เราต้องประเมินสิ่งที่ฝ่ายทรัมป์ประกาศว่าเป็น “ความสำเร็จ” อย่างซื่อตรง เพราะหากมองเฉพาะความล้มเหลวของวิสัยทัศน์ข้อตกลงอับราฮัม ก็เสี่ยงจะมองข้ามผลที่จับต้องได้ซึ่งมีน้ำหนักจริง ในด้านขีดความสามารถนิวเคลียร์ การโจมตีร่วมสหรัฐ–อิสราเอลสร้างความเสียหายระดับ หายนะ ต่อโครงสร้างเสริมสมรรถนะของอิหร่าน สถาบัน ISIS ประเมินว่าโรงงานหลักทั้งที่นาทันซ์ ฟอร์โดว์ และอิสฟาฮานถูกทำลายเป็นส่วนใหญ่ เครื่องหมุนเหวี่ยง (centrifuge) รุ่น IR-1 กว่า ๖,๐๐๐ เครื่องที่นาทันซ์พังเสียหาย โรงแปลงสภาพยูเรเนียมที่อิสฟาฮานเสียหายราวร้อยละ ๙๐ และแม้แต่ฐานบังเกอร์ใต้ภูเขาที่ฟอร์โดว์ซึ่งทนทานที่สุดก็ถูก IAEA และข่าวกรองสหรัฐประเมินว่า “ใช้การไม่ได้” (ISIS, 2025; Arms Control Association, 2026) ภาพรวมคือโครงการเสริมสมรรถนะถูกตีกลับไปหลายปี ขณะเดียวกันเครือข่ายตัวแทนติดอาวุธในภูมิภาค โดยเฉพาะฮิซบุลลอฮ์ ก็อ่อนกำลังลงมาก และผู้นำทหารระดับสูงจำนวนมากถูกสังหาร — ในแง่นี้ คำกล่าวที่ว่า “สมรรถภาพทางทหารทุกด้านของอิหร่านลดลง” จึงมีฐานความจริงรองรับ
แต่ชัยชนะเชิงกายภาพนี้มาพร้อม “เงา” ที่นักวิเคราะห์ด้านการแพร่ขยายอาวุธชี้ว่าสำคัญไม่แพ้กัน ประการแรก การทำลายโครงสร้างมิได้ลบ องค์ความรู้ ทิ้ง — ทักษะการสร้างและเดินเครื่องหมุนเหวี่ยงต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นปี ซึ่งไม่หายไปพร้อมอาคาร ประการที่สอง คลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับร้อยละ ๖๐ ราว ๔๐๐ กิโลกรัม ซึ่งใกล้เกณฑ์อาวุธ ยังไม่มีผู้ใดยืนยันได้ว่าถูกทำลาย ฝังใต้ซากปรักหักพัง หรือถูกเคลื่อนย้ายไปยังที่ลับ ประการที่สาม อิหร่านยังเร่งขุดเจาะฐานใหม่ที่ลึกกว่าเดิม เช่น “ภูเขาจอบ” (Pickaxe Mountain) ที่ระดับ ๘๐–๑๐๐ เมตรใต้หินแกรนิต ออกแบบให้พ้นระยะระเบิดเจาะบังเกอร์รุ่นที่สหรัฐใช้
ที่สำคัญที่สุดคือ นับแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ อิหร่านได้ตัดการเข้าถึงของผู้ตรวจการ IAEA โดยสิ้นเชิง ปิดกล้องวงจรปิด และถอดผนึก ก่อให้เกิด ภาวะมืดบอดด้านการตรวจสอบ ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การกำกับดูแลนิวเคลียร์ของหน่วยงาน นี่คือความย้อนแย้งเชิงยุทธศาสตร์ที่คมคาย — ปฏิบัติการทางทหารทำลาย “ขีดความสามารถที่มองเห็น” ได้สำเร็จ แต่กลับทำลาย “ความสามารถในการมองเห็น” ของประชาคมโลกไปพร้อมกัน ผลคือ ถ้อยความใน MOU ที่อิหร่านให้คำมั่นว่าจะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แท้จริงเป็นเพียงคำมั่นชุดเดียวกับที่อิหร่านเคยให้ไว้มาตลอด รวมถึงในข้อตกลง JCPOA ปี ๒๕๕๘ โดยยังไร้กลไกตรวจสอบใหม่มารองรับ ความสำเร็จเชิงวัตถุจึงตั้งอยู่บนฐานที่ตรวจสอบไม่ได้ — และในโลกของการควบคุมอาวุธ ความเชื่อมั่นที่ปราศจากการพิสูจน์ยืนยัน คือความเปราะบางในตัวมันเอง
๘. มิติที่ซ่อนอยู่: การเปลี่ยนระบอบ “โดยยืมมือ”
มิติหรือชั้นที่ลึกที่สุดของยุทธศาสตร์นี้ อาจมิใช่นิวเคลียร์หรือข้อตกลงอับราฮัม หากแต่เป็นความพยายามบีบให้เกิดการเปลี่ยนระบอบจากภายใน โดยอาศัยปัจจัยสองอย่างที่ผู้ออกแบบยุทธศาสตร์มิได้ควบคุมโดยตรง คือ ความต้องการของอิสราเอลที่มุ่งล้มระบอบ และ ความหวังของชาวอิหร่านจำนวนมากที่มองว่านี่คือ “โอกาสแห่งครึ่งศตวรรษ”
หลักฐานบ่งชี้ว่านี่เป็นแผนที่จงใจ มิใช่ผลพลอยได้ มีรายงานว่าก่อนสงครามเริ่ม ดาวิด บาร์เนีย ผู้อำนวยการมอสซาด ได้ออกแบบแผนโค่นสาธารณรัฐอิสลามด้วยการจุดชนวนให้ฝ่ายค้านลุกฮือหลังการโจมตีและการลอบสังหารผู้นำต่อเนื่องหลายวัน นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูรับแผนไว้ และนำเสนอต่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทรัมป์ในกลางเดือนมกราคม ๒๕๖๙ เมื่อสงครามเปิดฉากในวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ทั้งทรัมป์และเนทันยาฮูต่างประกาศชัดว่าเป้าหมายคือการเปลี่ยนระบอบ โดยทรัมป์เรียกร้องให้ประชาชนอิหร่าน “เข้ายึดรัฐบาลของท่าน มันจะเป็นของท่าน” และระบุว่านี่อาจเป็น โอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน (Wikipedia, 2026, Regime change efforts)
ในฝั่งประชาชน ความหวังนั้นเป็นจริงและทรงพลัง การลุกฮือปี ๒๕๖๘–๒๕๖๙ คือการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับแต่การปฏิวัติอิสลาม ๒๕๒๒ ลามไปกว่า ๒๐๐ เมือง สโลแกนเปลี่ยนเชิงอุดมการณ์อย่างมีนัยสำคัญ จากธีม “ผู้หญิง ชีวิต เสรีภาพ” ของปี ๒๕๖๕ สู่เสียงเรียกหาระบอบกษัตริย์เดิม เช่น “ราชาจงเจริญ” และ “พาห์ลาวีจะกลับมา” โดยมีเรซา พาห์ลาวี โอรสของอดีตชาห์ เป็นสัญลักษณ์รวมศูนย์ และเมื่อคาเมเนอีถูกสังหารและมุจตะบาถูกประกาศเป็นผู้นำคนใหม่ ผู้ประท้วงในหลายย่านก็ตะโกน “ตายเถิดมุจตะบา” (Wikipedia, 2026, Iranian protests)
ทว่ายุทธศาสตร์ “ยืมมือ” นี้กลับเผยจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่ลึกซึ้งสามประการ หนึ่ง การ “ตัดหัว” ระบอบได้ทำลายทางเลือกสายกลางทิ้งไปพร้อมกัน ทรัมป์เองยอมรับว่าการลอบสังหารคร่าชีวิตบุคคลที่เคยถูกมองว่าเป็นทางเลือกสายปฏิบัตินิยมไปจำนวนมาก ทำให้ “แบบจำลองเวเนซุเอลา” — การตัดหัวผู้นำสูงสุดอย่างรวดเร็วแล้วยกบุคคลประนีประนอมจากในระบบขึ้นแทน — ใช้ไม่ได้ สุญญากาศที่เกิดขึ้นจึงถูกเติมด้วยเครือข่าย IRGC สายแข็งกร้าวที่สุด ไม่ใช่ฝ่ายที่พร้อมเปิดประเทศ สอง กองกำลังความมั่นคงไม่แตกแถว ตลอดการลุกฮือไม่มีรายงานการแปรพักตร์ของกองทัพหรือกองกำลังบาซิจอย่างมีนัยสำคัญ ระบอบยังคุมเครื่องมือปราบปรามอันมหึมาไว้ได้ และการปราบในเดือนมกราคม ๒๕๖๙ รุนแรงถึงขั้นที่ผู้สังเกตการณ์บางรายเทียบกับการสังหารหมู่ครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ — ต้นทุนมนุษย์ของ “โอกาส” นี้จึงสูงลิ่ว สาม การพึ่งพาแรงหนุนจากต่างชาติกลับบ่อนทำลายความชอบธรรมของฝ่ายค้านเอง เมื่อมีการเปิดโปงปฏิบัติการสร้างอิทธิพลของอิสราเอลที่โปรโมตพาห์ลาวีในหมู่ผู้ใช้ภาษาเปอร์เซีย ความสงสัยว่าเขาเป็น “ตัวแทนต่างชาติ” ก็ขยายตัว จนนาร์เกส โมฮัมมาดี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ถึงกับเรียกขบวนการของพาห์ลาวีว่าเป็น “ฝ่ายค้านที่ต่อต้านฝ่ายค้าน” (Time, 2026; FIU, 2026)
การปลดแอกที่ยั่งยืนเกิดจากการที่ประชาชนถอนความยินยอมจากภายใน จนกลไกปราบปรามแปรพักตร์เอง มิใช่จากแรงระเบิดที่กระหน่ำจากภายนอก — ความชอบธรรมเป็นสิ่งที่ “นำเข้า” ไม่ได้
ข้อสรุปนี้สอดคล้องกับสิ่งที่งานด้านทฤษฎีอำนาจประชาชนชี้ไว้ยาวนาน นับแต่เอเตียน เดอ ลา โบเอซี ถึงยีน ชาร์ป งานเชิงประจักษ์ของเชนโนเวธและสตีเฟน (Chenoweth & Stephan, 2011) แสดงให้เห็นว่าการลุกฮือที่พึ่งพาความรุนแรงหรือการแทรกแซงจากต่างชาติ มีอัตราความสำเร็จต่ำกว่าการต่อต้านแบบสันติที่มีฐานมวลชนกว้างขวางและเป็นเจ้าของโดยคนในชาติ ยิ่งกว่านั้น การโจมตีจากภายนอกยังเสี่ยงปลุกปฏิกิริยา “รวมพลังรอบธงชาติ” ที่หนุนระบอบโดยไม่ตั้งใจ ดังที่ประวัติศาสตร์การเจรจานิวเคลียร์อิหร่านแสดงซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า แรงกดดันภายนอกในห้วงวิกฤตมักทำให้เตหะรานแข็งกร้าวขึ้น มิใช่อ่อนข้อลง เป้าหมายที่ซ่อนอยู่ที่สุดของยุทธศาสตร์นี้ จึงอาจเป็นเป้าหมายที่ห่างไกลความสำเร็จมากที่สุดเช่นกัน
๙. บทเรียนเชิงโครงสร้าง: ขีดจำกัดของการออกแบบระเบียบด้วยกำลัง
หากถอยออกมามองภาพรวม กรณีนี้สอนเราว่ากรอบทฤษฎีที่ใช้เปิดบทความ — สงครามในฐานะเครื่องมือสร้างระเบียบ การทูตเชิงบีบบังคับ และการเลื่อนกรอบความเป็นไปได้ — ล้วน อธิบายความตั้งใจ ของยุทธศาสตร์ได้อย่างคมชัด มันช่วยให้เราเข้าใจว่าเหตุใดผู้นำคนหนึ่งจึงผสมการคว่ำบาตร การโจมตี และการเจรจาเข้าด้วยกันอย่างจงใจ และเหตุใดข้อเสนอที่ฟังดูเกินจริงจึงมีหน้าที่ของมันบนโต๊ะต่อรอง
เมื่อนำผลลัพธ์ทุกชั้นมาวางเรียงกัน เราจะเห็น บัญชีงบดุล ของยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ยุทธศาสตร์นี้ทำงานพร้อมกันสี่ชั้น และให้ผลต่างระดับกันอย่างมีนัย ชั้นที่เป็น การลดทอนขีดความสามารถทางทหารและนิวเคลียร์ ถือว่าสำเร็จในเชิงกายภาพ แต่เป็นความสำเร็จที่ไร้กลไกตรวจสอบรองรับ ชั้นที่เป็น การหยุดยิงและกรอบ MOU สำเร็จในเชิงยุทธวิธี แต่นักวิจารณ์มองว่าเพียงหมุนนาฬิกากลับสู่จุดก่อนสงคราม ชั้นที่เป็น การออกแบบระเบียบภูมิภาคใหม่ผ่านข้อตกลงอับราฮัม ล้มเหลวเพราะเงื่อนไขทางการเมืองของพันธมิตรอาหรับไม่เอื้อ และชั้นที่ลึกที่สุดคือ การเปลี่ยนระบอบโดยยืมมือ ไม่เพียงล้มเหลว หากยังย้อนศร — เพราะการตัดหัวระบอบกลับยกฝ่ายแข็งกร้าวขึ้นสู่อำนาจ และทำให้ฝ่ายค้านสูญเสียความชอบธรรมจากการถูกผูกโยงกับต่างชาติ ยิ่งเป้าหมายทะเยอทะยานและพึ่งพากำลังมากเท่าใด ระยะห่างจากความสำเร็จก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น
แต่ผลลัพธ์จริงก็เผยให้เห็น ขีดจำกัด ของการออกแบบระเบียบด้วยกำลังอย่างเด่นชัดไม่แพ้กัน การสร้างระเบียบใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเจตจำนงของมหาอำนาจฝ่ายเดียว หากแต่ต้องอาศัยเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่พร้อมรองรับ ทั้งความชอบธรรมภายในของรัฐที่ถูกบีบ การเมืองภายในของพันธมิตรที่ถูกชวนให้เข้าร่วม และภูมิทัศน์อารมณ์ของมวลชนในภูมิภาค เมื่อบาดแผลกาซายังเปิดอยู่ เมื่อมวลชนอาหรับยังไม่พร้อม และเมื่อการตัดหัวระบอบอิหร่านกลับยกฝ่ายแข็งกร้าวขึ้นสู่อำนาจ — สถาปัตยกรรมภูมิภาคที่ฝันไว้ก็ย่อมสร้างไม่ได้ด้วยระเบิดเพียงอย่างเดียว
การเมืองระหว่างประเทศจึงมิใช่การประลองระหว่าง “คนดี” กับ “คนเลว” หากแต่เป็นการปะทะกันของโครงสร้างอำนาจ ผลประโยชน์ ต้นทุน และแรงจูงใจ รัฐต่าง ๆ ไม่เปลี่ยนนโยบายเพราะรักหรือเกลียดกัน แต่เปลี่ยนเมื่อ “ต้นทุนของการไม่เปลี่ยน” สูงกว่าการเปลี่ยน และในกรณีตะวันออกกลางปี ๒๕๖๙ ต้นทุนนั้น — สำหรับซาอุฯ สำหรับอิหร่านหลังเปลี่ยนผู้นำ สำหรับมวลชนที่จับตากาซา — ยังไม่สูงพอจะพลิกสมการเดิม
หมายเหตุ: บทความนี้วิเคราะห์เหตุการณ์ที่ยังคลี่คลายต่อเนื่อง ข้อมูล ณ ปลายเดือนมิถุนายน ๒๕๖๙ ช่วงเจรจา ๖๐ วันที่ระบุใน MOU ยังดำเนินอยู่ และรายละเอียดสำคัญ เช่น การจัดการคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ การปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัด และการคงอยู่ของการสู้รบในเลบานอน ยังเป็นประเด็นที่ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนแปลงได้
บางครั้ง สิ่งที่กำหนดอนาคตของภูมิภาค มิใช่ระเบิดที่ตกลงบนพื้นดิน และมิใช่แม้แต่แบบแปลนอันยิ่งใหญ่ที่ผู้นำวาดไว้บนแผนที่ หากแต่คือเงื่อนไขเงียบ ๆ ที่อยู่ลึกในโครงสร้างของแต่ละสังคม — เงื่อนไขที่ไม่ยอมขยับตามเจตจำนงของผู้ใด แม้ผู้นั้นจะกุมมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกก็ตาม
เอกสารอ้างอิง
- Al Jazeera. (2026, March 1). Iran confirms Supreme Leader Ali Khamenei dead after US–Israeli attacks. Al Jazeera.
- Arms Control Association. (2026). The U.S. war on Iran: New and lingering nuclear risks. Arms Control Association.
- CBS News. (2026, June 21). U.S. and Iranian negotiators meet as Trump threatens to "hit Iran very hard again" over Hezbollah. CBS News.
- Chenoweth, E., & Stephan, M. J. (2011). Why civil resistance works: The strategic logic of nonviolent conflict. Columbia University Press.
- Democracy Now! (2026, May 28). Ex-nuclear negotiator on U.S.–Iran talks, Abraham Accords & Trump's threat to blow up Oman [Interview with R. Malley].
- DePetris, D. R. (2026, May 26). An Iran deal is hard enough. Trump's Abraham Accords gambit is making it harder [Opinion]. MSNBC.
- Florida International University. (2026). The rise of Reza Pahlavi: Iranian opposition leader or opportunist? FIU News.
- George, A. L. (1991). Forceful persuasion: Coercive diplomacy as an alternative to war. United States Institute of Peace Press.
- Ikenberry, G. J. (2001). After victory: Institutions, strategic restraint, and the rebuilding of order after major wars. Princeton University Press.
- Institute for Science and International Security. (2025). Post-attack assessment of Israeli and U.S. strikes on Iranian nuclear facilities. ISIS Reports.
- Keohane, R. O., & Nye, J. S. (1977). Power and interdependence: World politics in transition. Little, Brown.
- NPR. (2026, June 19). What you need to know about the preliminary U.S.–Iran agreement signed by Trump. National Public Radio.
- Schelling, T. C. (1966). Arms and influence. Yale University Press.
- The Hill. (2026, May). Trump's push to expand Abraham Accords as part of Iran deal falls flat. The Hill.
- Time. (2026, January 9). Iranians are protesting. Reza Pahlavi can't save them. Time.
- Time. (2026, May 26). What to know about the Abraham Accords as Trump seeks Iran deal. Time.
- The White House. (2026, June). President Trump's Iran agreement is America First in action [Press release].
- Wikipedia contributors. (2026). 2026 Iranian supreme leader election; Assassination of Ali Khamenei; 2025–2026 Iran–United States negotiations; Regime change efforts in the 2026 Iran war; 2025–2026 Iranian protests. Wikipedia.