📖 เกร็ดความรู้ : ต้นกำเนิดสำนวน “อยู่บ้านกระจก อย่าโยนหิน(ใส่ผู้อื่น)

📖 เกร็ดความรู้ : ต้นกำเนิดสำนวน “อยู่บ้านกระจก อย่าโยนหิน(ใส่ผู้อื่น)”

“If you live in a glass house, you shouldn’t throw stones.”

“อยู่บ้านกระจก อย่าโยนหิน” — สำนวนที่เตือนให้เราระวังก่อนวิจารณ์หรือโจมตีคนอื่น เพราะตัวเราเองก็อาจมีจุดอ่อนที่มองเห็นได้ง่ายเหมือนกัน

📜 ต้นกำเนิด

  • ค.ศ. 1385 — Geoffrey Chaucer (บิดาแห่งวรรณคดีอังกฤษ) เขียนครั้งแรกในบทกวี Troilus and Criseyde ว่า “ผู้ใดมีหัวเป็นแก้ว ควรระวังการขว้างหิน”
  • ค.ศ. 1651 — George Herbert กวีชาวเวลส์ เขียนรูปแบบใกล้เคียงที่สุดในหนังสือ Jacula Prudentum ว่า “Whose house is of glass, must not throw stones at another.”
  • Benjamin Franklin ก็เคยเขียนเวอร์ชันคล้ายกันในอเมริกา

💡 ความหมาย : บ้านกระจก = ชีวิตที่โปร่งใสและเปราะบาง
โยนหิน = วิจารณ์ โจมตี ใส่ร้าย
→ ถ้าจะโยนหิน ต้องแน่ใจว่าบ้านตัวเองไม่ได้ทำจากกระจก

ในยุคนี้ เหมาะมากกับนักการเมืองหลายคนที่ชอบโยนหินใส่กัน แต่พอโดนกลับมากลับเริ่มร้องเสียงหลง 😂
ก่อนโยนหินใส่บ้านคนอื่น… ลองเช็คบ้านตัวเองก่อนนะครับ

สำนวนโบราณที่ยังใช้ได้ดีในทุกยุคทุกสมัย

⚠️ เตือนภัย ไวรัสฮันตา (Hantavirus)

⚠️ เตือนภัย ไวรัสฮันตา (Hantavirus)

รุนแรง อาจถึงตายได้ แต่ป้องกันได้


📌 ไวรัสฮันตาคืออะไร?

ไวรัสฮันตา เป็นเชื้อไวรัสจากสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู พบได้ทั่วโลก ไม่ใช่โรคใหม่ แต่มีอัตราเสียชีวิตสูงหากไม่รักษาทัน

🦠 การติดเชื้อ

  • หายใจฝุ่นละอองจาก มูล ปัสสาวะ น้ำลาย ของหนูที่ปนเปื้อน
  • พบมากตอนทำความสะอาดบ้านเก่า โรงนา กระท่อม ป่า หรือพื้นที่รกร้าง
  • ไม่ติดต่อจากคนสู่คน (ยกเว้นบางสายพันธุ์ในอเมริกาใต้)
  • ระยะฟักตัว 1-8 สัปดาห์

🤒 อาการหลัก

กลุ่มอาการ อาการเด่น อัตราตาย
HPS (ปอดบวมน้ำ) ไข้สูง ปวดเมื่อย หนาวสั่น → หอบเหนื่อย น้ำท่วมปอด ≈ 38%
HFRS (ไข้เลือดออกทางไต) ไข้ ปวดเมื่อย + เลือดออก ไตวาย ความดันต่ำ 1-15%

ไม่มีวัคซีนและยาต้านเฉพาะ — รักษาแบบ supportive เท่านั้น

🇹🇭 สถานการณ์ในไทย

ยังไม่พบผู้ป่วยในประเทศ (ข้อมูล พ.ค. 2569)
แต่พบเชื้อในหนูไทยหลายพื้นที่ กรมควบคุมโรคเฝ้าระวังเข้มงวด

🛡️ วิธีป้องกัน (สำคัญที่สุด!)

  • ปิดรูหนู เก็บอาหารให้มิดชิด ควบคุมหนูในบ้าน
  • ทำความสะอาดพื้นที่ที่มีมูลหนู สวมหน้ากาก N95 + ถุงมือ ก่อนกวาด
  • ฉีดน้ำยาฟอกขาวเจือจาง (1:10) ฆ่าเชื้อก่อนกวาด
  • หลีกเลี่ยงการปัดกวาดแห้งในที่รกร้าง
  • หากมีไข้สูง + ปวดเมื่อย + หอบ หลังสัมผัสหนู → รีบพบแพทย์ทันที และแจ้งประวัติชัดเจน
สรุป: ความเสี่ยงยังต่ำในไทย แต่ฤดูฝนหนูจะเยอะขึ้น
ป้องกันง่ายที่สุด = ควบคุมหนู + ความสะอาด

ข้อมูลจาก CDC, WHO และกรมควบคุมโรค กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
เผยแพร่เพื่อประโยชน์สาธารณะ — แชร์ต่อได้

ล้มร่างที่ผ่านสภาแล้ว ฤา 21.6 ล้านเสียงจะถูกแช่แข็งไปอีกนาน?

21.6 ล้านเสียงถูกแช่แข็ง?
คันฉ่องส่องไทย | มหาวิทยาลัยประชาชน

21.6 ล้านเสียงถูกแช่แข็ง?
เมื่อประชามติผ่านแล้ว แต่รัฐธรรมนูญใหม่ยังถูกถ่วง

คนไทยจำนวนมหาศาลออกไปลงประชามติและเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การเมืองไทยกำลังแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า “เสียงประชาชน” กับ “กลไกอำนาจ” ไม่ได้เดินไปด้วยกันเสมอไป

21.6 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
58.64% คือสัดส่วนผู้ลงคะแนนเห็นชอบในประชามติ
8 ก.พ. 2569 วันออกเสียงประชามติพร้อมการเลือกตั้ง ส.ส.

ประชาชนพูดแล้ว แต่ระบบยังไม่ยอมขยับ

สาระสำคัญของประชามติครั้งนี้เรียบง่ายมาก คือประชาชนถูกถามว่า “เห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” และเสียงข้างมากตอบว่า “เห็นชอบ” นี่ไม่ใช่เสียงกระซิบ ไม่ใช่เสียงของกลุ่มเล็ก ๆ และไม่ใช่ข้อเรียกร้องตามอารมณ์ แต่เป็นมติทางการเมืองของประชาชนระดับหลายสิบล้านคน

อย่างไรก็ตาม การมีเสียงประชามติไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นทันที เพราะประตูสำคัญยังอยู่ที่การแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้ตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

ปมล่าสุด: รัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ ม.256

ข่าวล่าสุดระบุว่า คณะรัฐมนตรีรัฐบาลอนุทิน 2 ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่ค้างอยู่ ส่งผลให้ร่างดังกล่าวเสี่ยงตกไปจากกระบวนการพิจารณา ทั้งที่ร่างนี้คือสะพานสำคัญในการเดินจาก “ประชามติ” ไปสู่ “การตั้ง สสร.”

เมื่อรัฐบาลไม่ดึงร่างเดิมกลับมาเดินหน้าต่อ กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญอาจต้อง เริ่มนับหนึ่งใหม่ ตั้งแต่การเสนอร่างใหม่ รับหลักการ ตั้งกรรมาธิการ พิจารณาเป็นวาระ และฝ่าด่านรัฐสภาอีกหลายชั้น นักติดตามการเมืองจึงประเมินว่าเรื่องนี้อาจทำให้ การมี สสร. และรัฐธรรมนูญใหม่ล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อยราวสองปี

ปัญหาไม่ใช่แค่ “รัฐธรรมนูญใหม่ช้า” แต่คือ “เสียงประชาชนถูกวางไว้เฉย ๆ โดยกลไกอำนาจเดิม”

ทำไมเรื่องนี้สำคัญกว่าการเมืองรายวัน

รัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดของประเทศ ถ้ากติกาถูกออกแบบให้ประชาชนเปลี่ยนได้ยาก แม้ประชาชนลงประชามติแล้ว ระบบนั้นย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เดินด้วยเจตจำนงประชาชนเต็มที่ แต่เป็นประชาธิปไตยที่มีประตูล็อกหลายชั้น และกุญแจจำนวนมากอยู่ในมือของผู้มีอำนาจเดิม

นี่คือแก่นของปัญหาไทย: ประชาชนอาจชนะในคูหา แต่แพ้ในกลไก ประชาชนอาจมีเสียงมากกว่า แต่เสียงนั้นอาจถูกทำให้ช้าลง เบาลง หรือหมดแรงลง ผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและรัฐสภาที่ซับซ้อนเกินกว่าคนทั่วไปจะติดตามได้ทัน

สิ่งที่คนไทยควรเข้าใจให้ชัด

  • ประชามติ 21.6 ล้านเสียงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน
  • การแก้ ม.256 คือประตูสำคัญที่จะนำไปสู่การตั้ง สสร. หากประตูนี้ไม่เปิด รัฐธรรมนูญใหม่ก็ยังไม่เกิด
  • การไม่ยืนยันร่างเดิมไม่ได้เป็นแค่เรื่องเทคนิคในสภา แต่มีผลทางการเมืองมหาศาล
  • ความล่าช้าอาจทำให้พลังประชาชนจากประชามติค่อย ๆ ถูกทำให้เย็นลง
  • ประชาชนจึงต้องติดตามต่อ ไม่ใช่หยุดเพียงเพราะ “ลงประชามติผ่านแล้ว”

คันฉ่องส่องไทย: ประชาชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเพียงตราประทับ

การทำประชามติควรเป็นเครื่องมือให้ประชาชนกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่พิธีกรรมทางการเมืองที่ให้ประชาชนออกเสียง แล้วปล่อยให้ผู้มีอำนาจเลือกเองว่า จะเดินหน้าตามเสียงนั้นหรือไม่ เมื่อประชาชน 21.6 ล้านคนบอกว่าประเทศควรมีกติกาใหม่ หน้าที่ของรัฐบาลและรัฐสภาไม่ใช่การถ่วงเวลา แต่คือการแปลงเสียงนั้นให้เป็นกระบวนการจริง

ถ้ารัฐบาลใดรับรู้เสียงประชาชนเฉพาะวันที่ต้องการความชอบธรรม แต่ไม่รับผิดชอบต่อเสียงนั้นในวันที่ต้องลงมือเปลี่ยนโครงสร้าง นั่นคือการลดประชาชนจาก “เจ้าของประเทศ” ให้เหลือเพียง “ผู้ลงคะแนนเป็นครั้งคราว”

บทสรุป

ประเทศที่เป็นของประชาชนจริง ต้องไม่กลัวรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมเขียน และรัฐบาลที่เคารพประชาชนจริง ต้องไม่ปล่อยให้ประชามติ 21.6 ล้านเสียงกลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงาน

คำถามวันนี้จึงชัดเจนมาก: เมื่อประชาชนออกเสียงแล้ว ผู้มีอำนาจจะเคารพเสียงนั้น หรือจะใช้กลไกเดิมถ่วงเวลา จนเจตจำนงของประชาชนถูกแช่แข็งอีกครั้ง?

หมายเหตุแหล่งข้อมูล: สรุปจากรายงานผลประชามติของ กกต. ที่สื่อรายงานว่ามีผู้เห็นชอบ 21.6 ล้านเสียง หรือ 58.64% และรายงานข่าวล่าสุดว่าคณะรัฐมนตรีไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ซึ่งเป็นร่างสำคัญต่อกระบวนการตั้ง สสร.

โพสต์ล่าสุด

เมื่อเด็กคนหนึ่งบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว” — คู่มือมองเด็กทั้งคนและออกแบบโรงเรียนที่ไม่ปล่อยใครหลุดจากระบบ

เมื่อเด็กคนหนึ่งบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว” — คู่มือมองเด็กทั้งคนและออกแบบโรงเรียนที่ไม่ปล่อยใครหลุดจากระบบ คู่มือเล่มเล็กสำหรับผ...

Popular Posts