Timeline 20 ปี: แยกตามองค์กรอำนาจไทย (2549–2569)

Timeline 20 ปี: แยกตามองค์กรอำนาจไทย (2549–2569)

Timeline 20 ปี แยกตามองค์กรอำนาจไทย
2549–2569

เอกสารฉบับนี้ออกแบบสำหรับการไลฟ์ออกอากาศทางยูทูบโดยตรง เน้นการอ่านง่ายบนจอ พื้นหลังสว่าง ตัวอักษรเข้ม และเรียงเหตุการณ์ตาม “องค์กร” เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นร่องรอยของการแทรกแซง การตัดตอน และการจัดรูปเกมการเมืองไทยอย่างเป็นระบบ มากกว่าการมองเป็นข่าวรายวันแยกชิ้น

ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ป.ป.ช. วุฒิสภา กองทัพ/คณะรัฐประหาร กระบวนการยุติธรรมทางการเมือง

1) ศาลรัฐธรรมนูญ: จากผู้ตีความกฎหมาย สู่ผู้เปลี่ยนเกมการเมือง

ถ้ามองเฉพาะบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา จะเห็นว่าองค์กรนี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ชี้ขาดข้อพิพาทตามรัฐธรรมนูญ แต่กลายเป็นกลไกที่มีผลโดยตรงต่อการคงอยู่หรือสิ้นสุดของรัฐบาล พรรคการเมือง และผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง

2550

ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร 111 คน หลังรัฐประหาร 2549 ทำให้ฝ่ายที่เคยชนะเลือกตั้งถูกลบออกจากสนามด้วยเครื่องมือทางกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยการเลือกตั้งรอบใหม่โดยเสรีอย่างแท้จริง

2551

ปลดนายกฯ สมัคร สุนทรเวช จากกรณีรับค่าตอบแทนรายการทำอาหาร เหตุการณ์นี้ฝังอยู่ในความทรงจำสังคมว่าเป็นตัวอย่างของการใช้ประเด็นกฎหมายที่ดูเล็กในเชิงสามัญสำนึก แต่ส่งผลใหญ่ระดับเปลี่ยนผู้นำประเทศ

2551

ยุบพรรคพลังประชาชนและพรรคร่วม ส่งผลให้รัฐบาลที่สืบทอดจากชัยชนะเลือกตั้งปี 2550 ถูกตัดตอนอีกครั้ง และเปิดทางให้มีการจัดเรียงขั้วอำนาจใหม่โดยไม่ผ่านเจตจำนงผู้เลือกตั้งโดยตรง

2557

วินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ ทำให้การเลือกตั้งที่ควรเป็นทางออกของวิกฤตการเมืองกลับไม่สามารถทำหน้าที่คลี่คลายความขัดแย้งได้

2557

ปลดยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากกรณีย้ายข้าราชการโดยมิชอบ เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 จึงเกิดภาพจำว่าศาลเข้ามาเร่งทำให้รัฐบาลอ่อนแรงก่อนที่กองทัพจะปิดเกม

2563

ยุบพรรคอนาคตใหม่ และตัดสิทธิ์กรรมการบริหาร 10 ปี จากคดีเงินกู้พรรค เหตุการณ์นี้กลายเป็นชนวนสำคัญของการประท้วงคนรุ่นใหม่ เพราะผู้สนับสนุนจำนวนมากมองว่าช่องทางรัฐสภาถูกตัดตอนอีกครั้ง

2566

สั่งให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ในวันเดียวกับที่รัฐสภากำลังลงมติรอบสำคัญเรื่องนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดภาพว่ากระบวนการตุลาการและกระบวนการรัฐสภามาบรรจบกันในจังหวะที่มีผลทางการเมืองสูงสุด

2567

ยุบพรรคก้าวไกล จากคดีรณรงค์แก้ ม.112 ทั้งที่พรรคนี้เป็นพรรคอันดับหนึ่งในการเลือกตั้ง 2566 จึงเป็นอีกครั้งที่พรรคซึ่งได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนจำนวนมากถูกลบออกด้วยคำวินิจฉัย

2567

ปลดนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน จากกรณีแต่งตั้งรัฐมนตรีที่เคยมีคดีอาญา ตอกย้ำภาพว่าศาลไม่ได้มีบทบาทเพียงกับฝ่ายค้าน แต่สามารถเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีกลางเกมได้โดยตรง

2568

สั่งพักงานและต่อมาปลดนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร จากคดีจริยธรรมที่ผูกกับบทสนทนาทางการเมืองระหว่างประเทศ ย้ำรูปแบบ “เลือกตั้ง–จัดตั้งรัฐบาล–เผชิญคดี–เปลี่ยนผู้นำ” ว่ายังไม่จบลง

2) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.): จากผู้จัดเลือกตั้ง สู่ผู้คัดผู้เล่นและกำหนดสภาพสนาม

บทบาทของ กกต. ในหลายห้วงเวลาไม่ได้จำกัดอยู่แค่การจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่ขยายไปถึงการวินิจฉัยคุณสมบัติ การยื่นยุบพรรค การตีความกติกา และการบริหารผลการเลือกตั้ง ซึ่งล้วนมีผลต่อโอกาสที่คะแนนเสียงของประชาชนจะกลายเป็นอำนาจจริง

2557

วิกฤตเลือกตั้งต้นปี 2557 กกต. กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในบรรยากาศ “เลื่อนเลือกตั้ง–จัดเลือกตั้งไม่ครบ–เกิดสุญญากาศ” แทนที่จะทำให้คูหาเป็นทางออกจากวิกฤตการเมือง

2562

ยื่นคำร้องยุบพรรคไทยรักษาชาติ หลังพรรคเสนอชื่อเจ้าหญิงอุบลรัตน์เป็นแคนดิเดตนายกฯ และศาลก็มีคำสั่งยุบพรรคก่อนการเลือกตั้ง ทำให้ผู้เล่นสำคัญฝั่งตรงข้ามอำนาจเดิมหายไปจากสนามก่อนวันลงคะแนน

2562

การนับคะแนนและการคำนวณ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อถูกวิจารณ์หนัก เพราะความไม่ชัดเจนและการตีความสูตรที่เปลี่ยนสมดุลที่นั่งในสภา จนหลายฝ่ายมองว่าการจัดการผลการเลือกตั้งเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดผลลัพธ์

2566

เปิดสอบสวนพิธาเรื่องหุ้นสื่อ หลังพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งไม่นาน แม้จะไม่ได้ล้มผลเลือกตั้งทันที แต่การเริ่มกระบวนการในจังหวะสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลมีผลกดดันทางการเมืองอย่างยิ่ง

2566

ปล่อยให้ข้อร้องเรียนด้านคุณสมบัติและคดีเกี่ยวกับนโยบายหลักของก้าวไกลเดินหน้า จนการตั้งรัฐบาลของผู้ชนะเลือกตั้งต้องเผชิญแนวรบทางกฎหมายหลายชั้นพร้อมกัน

2569

การนับคะแนนเลือกตั้งใหม่ถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส Reuters รายงานว่ามีแรงกดดันต่อ กกต. หลังสังคมออนไลน์ตรวจพบความผิดปกติและความไม่ชัดเจนในการนับคะแนนหลายเขต สะท้อนว่าความไว้วางใจต่อองค์กรนี้ยังเป็นปัญหาต่อเนื่อง

3) ป.ป.ช.: จากองค์กรปราบโกง สู่ข้อครหาเรื่องจังหวะและมาตรฐาน

ป.ป.ช. มีอำนาจกว้างและมีผลสูงต่อชะตากรรมนักการเมือง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยตั้งคำถามอย่างต่อเนื่องว่า องค์กรนี้ดำเนินคดีด้วยมาตรฐานเดียวกันจริงหรือไม่ หรือเลือกเร่ง-เลือกชะลอตามภูมิทัศน์ทางอำนาจ

2556

ป.ป.ช. เคยชี้ว่าไม่พบความผิดเรื่องบัญชีทรัพย์สินของยิ่งลักษณ์ แสดงให้เห็นว่าองค์กรนี้สามารถมีบทสรุปที่ผ่อนแรงกดดันได้ในบางช่วง แต่บริบทเปลี่ยนเพียงไม่นานก็เกิดอีกภาพหนึ่งขึ้นมา

2557

ชี้มูลยิ่งลักษณ์ในคดีจำนำข้าว ช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญปลดเธอจากตำแหน่งไปแล้วไม่กี่วัน เป็นอีกแรงบีบสำคัญที่ทำให้รัฐบาลรักษาการอ่อนแรงลงก่อนรัฐประหาร

2558–2560

คดีจำนำข้าวเดินหน้าต่อในยุคหลังรัฐประหาร ทั้งในทางอาญาและทางแพ่ง ทำให้ ป.ป.ช. ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกกดดันเชิงสถาบันต่อฝ่ายการเมืองที่ถูกโค่นไปแล้ว

2561

คดีนาฬิกาหรู พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จบลงด้วยการยกคำร้อง โดย ป.ป.ช. ระบุว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอว่าจงใจปกปิดทรัพย์สิน คดีนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของข้อครหาเรื่องมาตรฐานที่ไม่เท่ากันในสายตาสาธารณะ

2567

มีคำร้องต่อ ป.ป.ช. ให้เล่นงาน 44 อดีตและปัจจุบัน ส.ส. ก้าวไกล จากกรณีผลักดันแก้ ม.112 แสดงให้เห็นว่าองค์กรนี้ไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่ที่คดีคอร์รัปชันแบบแคบ แต่ขยายเข้าไปอยู่กลางข้อขัดแย้งการเมืองโดยตรง

2568

เปิดสอบสวนจริยธรรมนายกฯ แพทองธาร จากกรณีสายโทรศัพท์กับฮุน เซน หลังศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและสั่งพักงานไปแล้ว จึงเกิดภาพการหนุนกันระหว่างองค์กรตรวจสอบหลายชุดในจังหวะเดียวกัน

4) วุฒิสภา: กลไกค้ำอำนาจเหนือเจตจำนงประชาชน

บทบาทของวุฒิสภาในช่วงหลังรัฐธรรมนูญ 2560 คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดที่สุดของการออกแบบกลไกเหนือประชาชน เพราะ ส.ว. ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี และมีผลจริงต่อการปิดทางฝ่ายที่ชนะเลือกตั้ง

2560

รัฐธรรมนูญ 2560 ให้วุฒิสภา 250 คนร่วมโหวตนายกฯ เป็นการฝัง “อำนาจกันชน” ไว้เหนือสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ยาวนานหลายปี

2562

วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งช่วยเลือก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ทั้งที่ตนเองเป็นผลผลิตของระบอบหลังรัฐประหาร จึงถูกวิจารณ์อย่างมากว่าเป็นการสืบทอดอำนาจผ่านกลไกตามรัฐธรรมนูญ

2566

วุฒิสภามีบทบาทสำคัญในการขัดขวางพิธา แม้ก้าวไกลจะชนะเลือกตั้ง แต่คะแนนจาก ส.ว. ไม่เพียงพอและกลายเป็นกำแพงหลักที่ทำให้ผู้ชนะเลือกตั้งไม่สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีได้

2567

เริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่วุฒิสภารูปแบบใหม่และตัดอำนาจโหวตนายกฯ แต่ความเสียหายเชิงโครงสร้างจากบทบาทของวุฒิสภาแต่งตั้งในช่วง 2562–2566 ได้เกิดขึ้นแล้วเต็ม ๆ

2568

กลุ่ม ส.ว. เข้าชื่อร้องคดีจริยธรรมต่อผู้นำรัฐบาล แสดงให้เห็นว่าวุฒิสภายังมีบทบาทเป็นผู้ส่งแรงกระแทกทางการเมืองผ่านกระบวนการคำร้องและการตรวจสอบต่อไป

5) กองทัพและคณะรัฐประหาร: ผู้รีเซ็ตสนามเมื่อเกมไม่เป็นใจ

แม้ในบางช่วงดูเหมือนว่ากลไกศาลและองค์กรอิสระจะทำงานแทนรัฐประหาร แต่เมื่อวิกฤตถึงระดับหนึ่ง กองทัพก็ยังคงเป็น “ผู้มีสิทธิรีเซ็ตเกม” ที่ทรงพลังที่สุดในระบบการเมืองไทย

2549

รัฐประหารโค่นรัฐบาลทักษิณ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2540 และเปิดยุคการจัดระเบียบการเมืองใหม่โดยอำนาจนอกการเลือกตั้ง

2553

การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ด้วยกำลังทหารทำให้ความขัดแย้งไม่ได้จบแค่บนถนน แต่ทิ้งบาดแผลลึกเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และมาตรฐานรัฐต่อประชาชน

2557

รัฐประหารอีกครั้งในวันที่ 22 พฤษภาคม หลังวิกฤตยืดเยื้อ ศาลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และนายกฯ ถูกปลด กองทัพจึงเข้ามาปิดฉากรัฐบาลเลือกตั้งอีกครั้ง

2557–2562

คสช. ปกครองโดยตรง เลื่อนเลือกตั้ง และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ทำให้การ “คืนประชาธิปไตย” ถูกกำหนดจังหวะจากผู้ยึดอำนาจ ไม่ใช่จากประชาชน

2562

อำนาจรัฐประหารถูกแปลงเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง ผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 วุฒิสภาแต่งตั้ง และภูมิทัศน์กฎหมายที่เอื้อต่อฝ่ายเดิมแม้เข้าสู่ยุคเลือกตั้งแล้ว

6) กระบวนการยุติธรรมทางการเมือง: การคุมขังก่อนพิพากษาและแรงกดดันต่อผู้เห็นต่าง

นอกจากองค์กรระดับรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระแล้ว ยังมีอีกชั้นหนึ่งของปัญหาคือการใช้กระบวนการยุติธรรม กับนักกิจกรรม นักกฎหมาย และผู้ประท้วงในลักษณะที่หลายองค์กรสิทธิมนุษยชนมองว่าเป็นการลงโทษทางกระบวนการ

2563

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงและจับกุมแกนนำประท้วง หลังการชุมนุมของเยาวชนและประชาชนขยายตัว ข้อกังวลคือการใช้กฎหมายพิเศษเพื่อจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

2564

ศาลปฏิเสธการประกันตัวนักกิจกรรมหลายรายในคดีหมิ่นฯ Reuters รายงานถึงกรณีผู้ต้องหาหลายคนถูกคุมขังก่อนพิพากษาและอดอาหารประท้วง ทำให้เกิดคำถามว่ากระบวนการเองกลายเป็นภาระลงโทษก่อนตัดสินหรือไม่

2566–2567

ยังมีคดีการเมืองต่อเนื่องต่อทนาย นักกิจกรรม และนักการเมืองฝ่ายค้าน รวมถึงคดีหมิ่นฯ ที่มีโทษสูง จึงเกิดบรรยากาศที่ผู้เห็นต่างต้องต่อสู้กับต้นทุนทางกฎหมายอย่างยาวนาน แม้ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด

บทสรุปสำหรับการอ่านออกอากาศ: เมื่อแต่ละองค์กรทำคนละหน้าที่ แต่ผลรวมคือการตัดตอนประชาธิปไตย

ถ้าดูทีละเหตุการณ์ เราอาจเผลอคิดว่านี่คือข่าวคนละเรื่อง คนละคดี คนละองค์กร แต่เมื่อเอามาวางเรียงกัน เราจะเห็น “ระบบแบ่งงานกันทำ” ที่ชัดเจนอย่างน่าตกใจ

ศาลรัฐธรรมนูญ

ทำหน้าที่ตัดตอนปลายทาง: ยุบพรรค ปลดนายกฯ ทำให้ผู้ชนะหรือรัฐบาลที่ตั้งแล้วสะดุดล้มกลางทาง

กกต.

ทำหน้าที่ควบคุมสภาพสนาม: วินิจฉัยคุณสมบัติ ยื่นยุบพรรค ตีความกติกา และบริหารผลเลือกตั้งในจังหวะสำคัญ

ป.ป.ช.

ทำหน้าที่เพิ่มแรงกดดันเชิงจริยธรรมและคดี: บางคดีเดินเร็ว บางคดีจบเบา จนสังคมตั้งคำถามเรื่องมาตรฐาน

วุฒิสภา

ทำหน้าที่เป็นกำแพงเหนือเสียงประชาชน โดยเฉพาะช่วงที่ ส.ว. แต่งตั้งร่วมโหวตนายกฯ และกลายเป็นตัวแปรชี้ขาด

กองทัพ

ทำหน้าที่รีเซ็ตสนามเมื่อความขัดแย้งถึงจุดที่ชนชั้นนำเดิมไม่ต้องการปล่อยให้คูหาเลือกตั้งเป็นผู้ตัดสิน

กระบวนการยุติธรรมทางการเมือง

ทำหน้าที่เพิ่มต้นทุนให้ผู้เห็นต่าง ผ่านการจับกุม คุมขัง ปฏิเสธประกัน และลากคดียาวจนการต่อสู้กลายเป็นภาระในตัวเอง

แหล่งอ้างอิงหลัก

รายการอ้างอิงด้านล่างคัดจากสำนักข่าวและองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ถูกใช้อ้างในการสรุปเหตุการณ์เชิงเวลาและเชิงโครงสร้างของเอกสารนี้

  1. Reuters. (2006, September 19). Thailand since 2006 coup ousted Thaksin.
  2. Reuters. (2007, May 30). Thai ex-PM barred from politics for 5 years.
  3. Reuters. (2008, September 9). Thai court rules PM Samak must quit.
  4. Reuters. (2008, December 2). Thai court says ruling parties must disband.
  5. Reuters. (2014, January 24). Thai court ruling adds to mounting pressure on PM Yingluck.
  6. Reuters. (2014, March 21). Thailand in limbo after election annulled, economy suffering.
  7. Reuters. (2014, May 7). Thai court orders PM to step down, prolongs political crisis.
  8. Reuters. (2015, September 6). New Thai constitution shot down, prolonging military rule.
  9. Human Rights Watch. (2019). Speak Out of Turn: The Criminalization of Peaceful Expression in Thailand.
  10. Reuters. (2019, March 7). Thai election body seeks dissolution of party that nominated princess for PM.
  11. Reuters. (2019, March 25). Chaotic Thai result is near investors' worst case.
  12. Reuters. (2019, May 13). A third of Thailand's appointed senators linked to military, police.
  13. Reuters. (2019, June 5). Parliament confirms Thai coup leader Prayuth as prime minister.
  14. Reuters. (2020, February 21). Thai court dissolves opposition Future Forward Party over loan.
  15. Reuters. (2020, September 17). Timeline: Thailand's growing protest movement.
  16. Human Rights Watch. (2020, October 15). Thailand: Emergency decree a pretext for crackdown.
  17. Reuters. (2021, April 29). Thai court denies bail for activists on hunger strike over royal insults.
  18. Reuters. (2023, June 12). Thailand's poll body to investigate PM frontrunner Pita.
  19. Reuters. (2023, July 12). Thai court, poll body moves threaten Pita's PM bid.
  20. Reuters. (2023, July 14). Move Forward seeks to curb Senate powers after loss in PM vote.
  21. Reuters. (2023, July 19). Turmoil in Thailand as rivals derail election winner's PM bid.
  22. Reuters. (2024, April 23). Thailand to replace military-appointed Senate, reduce its powers.
  23. Reuters. (2024, August 7). Thai court orders dissolution of anti-establishment election winner.
  24. Reuters. (2024, August 13). Judgment day: Thai PM Srettha court rules on dismissal case.
  25. Reuters. (2018, December 28). Watchdog clears Thai junta deputy over luxury watches.
  26. Reuters. (2024, August 30). Thai anti-graft body begins new investigation into opposition politicians.
  27. Reuters. (2025, July 1). Thailand's political chaos: what happens next?
  28. Reuters. (2025, July 14). Thai anti-graft body launches investigation into PM Paetongtarn.
  29. Reuters. (2025, August 29). Thai prime minister removed by court, triggering power scramble.
  30. Reuters. (2026, February 5). A tumultuous two decades in Thailand's politics.
  31. Reuters. (2026, February 11). Thailand's election commission faces pressure over vote transparency.
  32. Reuters. (2026, March 19). Thailand's new prime minister Anutin Charnvirakul.

หมากรุกสามมิติ: การจัดระเบียบโลกใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ทรัมป์

หมากรุกสามมิติ: การจัดระเบียบโลกใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ทรัมป์

ดร. เพียงดิน รักไทย คันฉ่องส่องโลก มหาวิทยาลัยประชาชน

หมากรุกสามมิติ: การจัดระเบียบโลกใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ทรัมป์

กรอบรัฐต่อรัฐแบบดั้งเดิมไม่สามารถอธิบายพลวัตโลกปัจจุบันได้อีกต่อไป การแข่งขันเชิงโครงสร้าง (systemic competition) ดำเนินไปพร้อมกันในหลายมิติที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันอย่างลึกซึ้ง ไม่อาจแยกวิเคราะห์เป็นเอกเทศได้ การเปลี่ยนผ่านระเบียบโลก (transition of international order)ณ จุดนี้เป็นการแข่งขันกันเพื่อกำหนดโครงสร้างพื้นฐานและกติกาของระบบโลกทั้งหมด (Mearsheimer, 2014; Allison, 2017)

สาระสำคัญของเกมนี้ อยู่ที่ฝ่ายใดที่จะสามารถกำหนดเงื่อนไขพื้นฐานและกฎเกณฑ์ของการแข่งขันในระเบียบโลกใหม่

1. หมากรุกสามมิติ: แนวคิดเชิงทฤษฎีและการประยุกต์ใช้กับยุทธศาสตร์ทรัมป์

Joseph S. Nye Jr. เปรียบเทียบโครงสร้างอำนาจโลกกับกระดานหมากรุกสามชั้นที่ซ้อนกัน (three-dimensional chess) (Nye, 2002, 2011) ชั้นบนสุดคือมิติทางทหารและความมั่นคง ซึ่งอำนาจยังคงกระจุกตัวอยู่ในมือสหรัฐฯ อย่างเหนือชั้น ชั้นกลางคือมิติทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ซึ่งอำนาจกระจายตัวแบบหลายขั้ว (multipolar) และชั้นล่างสุดคือมิติข้ามชาติ (transnational dimension) อาทิ การเงินโลก เทคโนโลยีดิจิทัล สภาพภูมิอากาศ และการก่อการร้าย ซึ่งอำนาจกระจายตัวอย่างสิ้นเชิงและไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐใดรัฐหนึ่ง

ยุทธศาสตร์ทรัมป์คือการเล่นหมากรุกในกระดานสามมิติอย่างเต็มรูปแบบและมีระบบ ทุกการเคลื่อนไหวถูกคำนวณเพื่อสร้างผลกระทบข้ามชั้นกระดานพร้อมกัน ไม่ใช่การเล่นในมิติเดียว การกำหนดกำแพงภาษี การควบคุมห่วงโซ่อุปทาน และการจัดวางพันธมิตรภูมิภาค ล้วนเป็นการเคลื่อนหมากที่เชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจ-เทคโนโลยีเข้ากับมิติความมั่นคงและมิติข้ามชาติ เพื่อฟื้นฟูอำนาจนำของสหรัฐฯ ท่ามกลางการกระจายตัวของอำนาจที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น

2. การท้าทายโครงสร้างโลกาภิวัตน์ที่ล้มเหลว: มิติเศรษฐกิจของหมากรุกสามมิติ

นโยบายเศรษฐกิจชาตินิยมของทรัมป์ — การกำหนดกำแพงภาษีนำเข้าสูง การส่งเสริมการนำฐานการผลิตกลับประเทศ (reshoring) และการลดบทบาทสถาบันพหุภาคี — คือการโจมตีโครงสร้างโลกาภิวัตน์ที่ก่อให้เกิดความไม่สมดุลอย่างรุนแรง (Rodrik, 2011) ผลกระทบจาก “China Shock” ทำให้ชนชั้นแรงงานในประเทศพัฒนาแล้วสูญเสียอำนาจต่อรอง โอกาสทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงในชีวิตประจำวัน (Autor et al., 2016) การเคลื่อนไหวเหล่านี้จึงมิใช่เพียงนโยบายภายในประเทศ แต่เป็นหมากในมิติเศรษฐกิจที่ส่งผลโดยตรงต่อชั้นกลางของกระดานหมากรุกสามมิติ โดยสร้างแรงกดดันเชิงโครงสร้างต่อคู่แข่งและฟื้นฟูฐานสนับสนุนทางการเมืองภายในสหรัฐฯ

3. BRICS: ตัวท้าทายเชิงสัญลักษณ์และการสลายขั้วในมิติข้ามชาติ

แม้กลุ่ม BRICS จะขาดเอกภาพทางการเมือง แต่ยังคงเป็นสัญลักษณ์ที่ทรงพลังของการต่อต้านระเบียบโลกที่นำโดยตะวันตก (symbolic counterweight) (Stuenkel, 2015) การที่ทรัมป์เลือกใช้กลยุทธ์ selective engagement กับสมาชิกบางประเทศคือการเล่นหมากในมิติข้ามชาติ เพื่อสลายความเป็นเอกภาพของกลุ่มและป้องกันไม่ให้เกิดขั้วอำนาจใหม่ที่ท้าทายโครงสร้างเดิม การเคลื่อนไหวนี้โยงตรงกับชั้นล่างของกระดานหมากรุกสามมิติ ซึ่งอำนาจกระจายตัวสูงและต้องใช้เครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบผสมผสาน

4. Chokepoints และการควบคุมการไหลเวียน: หัวใจของมิติภูมิรัฐศาสตร์

ในยุคปัจจุบัน อำนาจมิได้อยู่ที่การยึดครองดินแดน แต่อยู่ที่ความสามารถในการควบคุม “เส้นทางการไหลเวียน” ของสินค้า ทุน ทรัพยากร และเทคโนโลยี (Kaplan, 2010) ช่องแคบยุทธศาสตร์ Hormuz, Malacca และ Panama จึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์เชิงโครงสร้างที่กำหนดความอยู่รอดของระบบเศรษฐกิจโลก การที่สหรัฐฯ รักษาและเพิ่มอิทธิพลเหนือจุดเหล่านี้คือการครองความได้เปรียบในทั้งสามมิติของกระดานหมากรุก โดยเฉพาะการเชื่อมโยงมิติเศรษฐกิจเข้ากับมิติความมั่นคง

แนวคิดนี้สอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับทฤษฎี Heartland และ Rimland ของ Mackinder และ Spykman ซึ่งย้ำว่าการควบคุมพื้นที่และเส้นทางยุทธศาสตร์คือปัจจัยกำหนดชะตากรรมของอำนาจโลกในระยะยาว

5. การแข่งขันกับจีน: จาก Containment สู่การแข่งขันเชิงโครงสร้างแบบบูรณาการข้ามมิติ

ยุทธศาสตร์ containment แบบดั้งเดิมใช้ไม่ได้ผลกับจีน เนื่องจากระดับการพึ่งพิงทางเศรษฐกิจระหว่างสองมหาอำนาจสูงเกินไป (Ikenberry, 2018) ทรัมป์จึงเปลี่ยนมาใช้การแข่งขันเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมทุกมิติ — ห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยีขั้นสูง (semiconductor, AI) การเงิน และการสร้างพันธมิตรภูมิภาค — โดยผสาน hard power เข้ากับเครื่องมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีอย่างแยกไม่ออก การเคลื่อนไหวนี้คือตัวอย่างคลาสสิกของการเล่นหมากรุกสามมิติที่คำนวณผลกระทบข้ามชั้นกระดานทั้งหมด

6. Hybrid Power: การใช้อำนาจแบบบูรณาการในโลกยุคใหม่

อำนาจในศตวรรษที่ 21 มีลักษณะ hybrid โดยเครื่องมือทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการเงินกลายเป็นอาวุธที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้กำลังทหาร (Nye, 2004) การควบคุมมาตรฐานเทคโนโลยี การเข้าถึงตลาด และระบบการเงินระหว่างประเทศจึงเป็นหัวใจสำคัญของการเล่นหมากรุกสามมิติ การที่ทรัมป์ใช้เครื่องมือเหล่านี้อย่างเป็นระบบคือการยกระดับการใช้อำนาจให้สอดคล้องกับโครงสร้างอำนาจที่กระจายตัวในปัจจุบัน

7. ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงของการเปลี่ยนผ่านระเบียบโลก

การเปลี่ยนผ่านระเบียบโลกมักก่อให้เกิดความไม่แน่นอนสูงและอาจเพิ่มความเสี่ยงของความขัดแย้งที่คาดไม่ถึง (Kindleberger, 1973) ทุกการเคลื่อนไหวของทรัมป์ในหมากรุกสามมิติ ล้วนสร้างผลกระทบข้ามมิติที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ทั้งหมด คำถามสำคัญที่ยังค้างคาคือ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้จะนำไปสู่ระเบียบโลกที่มีเสถียรภาพและเป็นธรรมมากขึ้น หรือจะกลายเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบของความตึงเครียดและการแข่งขันที่รุนแรงและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

บทสรุป

สิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจธรรมดา แต่เป็นการแข่งขันระหว่างแบบจำลองระเบียบโลกที่แตกต่างกันอย่างพื้นฐาน ยุทธศาสตร์ทรัมป์คือความพยายามอย่างดุเดือดในการยืนยันและฟื้นฟูอำนาจนำของสหรัฐฯ (reassertion of American primacy) ผ่านการเล่นหมากรุกสามมิติที่ผสานเครื่องมือหลากหลายและคำนวณผลกระทบข้ามชั้นกระดานทั้งสามอย่างเป็นระบบ

ทุกมิติที่กล่าวถึง — จากการท้าทายโลกาภิวัตน์ การสลายขั้ว BRICS การควบคุม chokepoints การแข่งขันกับจีน และการใช้อำนาจแบบ hybrid — ล้วนเชื่อมโยงและเสริมกันอย่างแน่นแฟ้น เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุมทั้งมิติทหาร เศรษฐกิจ-เทคโนโลยี และข้ามชาติ

ประวัติศาสตร์สอนว่า การจัดระเบียบโลกใหม่แทบไม่เคยเป็นกระบวนการที่ราบรื่น และมักก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ซึ่งอาจนำมาซึ่งทั้งโอกาสครั้งใหญ่และภัยคุกคามครั้งใหญ่เช่นกัน

อำนาจที่แท้จริงในที่สุดแล้ว มันมากกว่าการครอบครองพื้นที่หรือทรัพยากรแบบเดิม ๆ มันคือความสามารถในการกำหนดกติกาและโครงสร้างที่ผู้อื่นจำต้องยอมรับและดำเนินการตามในทุกมิติของกระดานหมากรุกสามมิติ
บรรณานุกรม

Allison, G. (2017). Destined for war: Can America and China escape Thucydides’s trap? Houghton Mifflin Harcourt.

Autor, D., Dorn, D., & Hanson, G. (2016). The China shock. Annual Review of Economics.

Ikenberry, G. J. (2018). The end of liberal international order? International Affairs.

Kaplan, R. D. (2010). The revenge of geography. Random House.

Kindleberger, C. P. (1973). The world in depression. University of California Press.

Mearsheimer, J. (2014). The tragedy of great power politics. Norton.

Nye, J. S. (2002). The paradox of American power: Why the world’s only superpower can’t go it alone. Oxford University Press.

Nye, J. S. (2004). Soft power: The means to success in world politics. Public Affairs.

Nye, J. S. (2011). The future of power. Public Affairs.

Rodrik, D. (2011). The globalization paradox: Democracy and the future of the world economy. Norton.

Stuenkel, O. (2015). The BRICS and the future of global order. Lexington Books.

คันฉ่องส่องไทย: คุณภาพอากาศ คุณภาพชีวิต และคุณภาพรัฐ

คันฉ่องส่องไทย: คุณภาพอากาศ คุณภาพชีวิต และคุณภาพรัฐ

คันฉ่องส่องไทย: คุณภาพอากาศ คุณภาพชีวิต และคุณภาพรัฐ

ฝุ่นควันไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนควรถูกสอนให้ “อดทน” เพราะสิ่งที่เราหายใจเข้าไปทุกวันกำลังกัดทั้งปอด สมอง และอนาคตของคนทั้งรุ่น สิ่งที่ถูกทำลายไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่คือคุณภาพชีวิต และลึกไปกว่านั้นคือคุณภาพของรัฐ

สังคมไทยเริ่มคุ้นกับการเช็กค่าฝุ่นเหมือนดูพยากรณ์อากาศ สีส้ม สีแดง กลายเป็นเรื่องปกติ แล้วเราก็ปรับตัว ใส่หน้ากาก ซื้อเครื่องฟอก หลีกเลี่ยงกลางแจ้ง แต่การที่ประชาชนต้อง “หนีอากาศของตัวเอง” ไม่ใช่ความเข้มแข็งของคน หากคือความล้มเหลวของระบบ

อากาศควรเป็นสิ่งที่เท่าเทียมที่สุด แต่ในโลกจริง กลับเป็นตัวสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่ชัดที่สุด

อากาศพิษ = วิกฤตชีวิต

อากาศแย่ไม่ได้แค่ทำให้ไอหรือแสบจมูก แต่เชื่อมโยงกับโรคหัวใจ สมอง การเรียนรู้ และประสิทธิภาพชีวิตทั้งหมด เด็กที่โตในอากาศแย่ อาจเสียโอกาสพัฒนาโดยไม่มีวันได้คืน คนทำงานอาจสะสมโรคเงียบโดยไม่รู้ตัว

เมื่อชีวิตปลอดภัยต้องซื้อเอง

เครื่องฟอก หน้ากาก บ้านปิดสนิท กลายเป็นสินค้าจำเป็น นี่คือสัญญาณว่า “ตลาดกำลังขายความอยู่รอดแทนรัฐ”

แต่ไม่ใช่ทุกคนซื้อได้ คนทำงานกลางแจ้ง คนรายได้น้อย เด็ก และผู้สูงอายุ ต้องแบกรับความเสี่ยงมากกว่า

คันฉ่อง: รัฐที่ดีไม่ใช่รัฐที่เตือนเก่ง แต่คือรัฐที่ทำให้ไม่ต้องเตือนบ่อย

คุณภาพรัฐ วัดจากสิ่งที่คนไม่ควรต้องทน

ถ้าประชาชนต้องทนรถติด โรงพยาบาลล้น และอากาศพิษ นั่นไม่ใช่ปัญหาการปรับตัวของคน แต่คือมาตรฐานรัฐที่ตกลง

อันตรายที่สุดคือ “ความเคยชิน”

เมื่อคนเริ่มคิดว่า “วันนี้ฝุ่นไม่เยอะ ถือว่าโชคดี” นั่นคือสังคมกำลังลดมาตรฐานตัวเองลง

ทางออกต้องแก้ที่โครงสร้าง

การแจกหน้ากากช่วยได้ แต่ไม่พอ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ: การเผา อุตสาหกรรม ระบบขนส่ง กฎหมาย และความโปร่งใส

สรุป: คุณภาพอากาศ คือกระจกสะท้อนคุณภาพชีวิต และคุณภาพชีวิต คือกระจกสะท้อนคุณภาพรัฐ ประเทศที่ดี ไม่ใช่ประเทศที่คนต้องเอาตัวรอดเก่ง หรือปรับตัวให้เข้ากับสิ่งชั่วร้ายได้ดี แต่คือประเทศที่การหายใจปลอดภัยนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่รัฐบาลช่วยประกันให้

โพสต์ล่าสุด

เมื่อเด็กคนหนึ่งบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว” — คู่มือมองเด็กทั้งคนและออกแบบโรงเรียนที่ไม่ปล่อยใครหลุดจากระบบ

เมื่อเด็กคนหนึ่งบอกว่า “ไม่ไหวแล้ว” — คู่มือมองเด็กทั้งคนและออกแบบโรงเรียนที่ไม่ปล่อยใครหลุดจากระบบ คู่มือเล่มเล็กสำหรับผ...

Popular Posts