ใครปล้นอำนาจคนไทย โดยคนไทยจำนวนมากไม่รู้ตัว โดย คันฉ่องส่องไทย ดร. เพียงดิน รักไทย



คันฉ่องส่องไทย:
ใครคือผู้ยึดอำนาจของปวงชนไปใช้
และทำไมระบบนี้ถึงอยู่มาได้นาน

อำนาจของประชาชนไม่ได้หายไปในคืนเดียว แต่มันถูกดึงออกไปทีละชิ้น ผ่านคน ผ่านองค์กร และผ่านความเงียบของสังคม

ถ้าจะเข้าใจการเมืองไทยจริง ๆ เราต้องกล้ามอง “ตัวละคร” ของระบอบ ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ที่เห็นปลายทาง

ระบอบนี้ไม่ได้อยู่ได้เพราะใครคนเดียว แต่มันอยู่ได้เพราะหลายฝ่ายทำหน้าที่ของตนอย่างพอดี

เริ่มจาก กองทัพ ซึ่งควรมีหน้าที่ป้องกันประเทศ แต่กลับกลายเป็นผู้ยึดอำนาจจากประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อการเมืองไม่เป็นไปตามที่ตนหรือเครือข่ายอำนาจต้องการ

การรัฐประหารไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเครื่องมือรีเซ็ตอำนาจ เขียนกติกาใหม่ และกันคนที่ประชาชนเลือกออกจากระบบ

ถัดมาคือ องค์กรอิสระที่มีอำนาจเหนืออำนาจปวงชน ไม่ว่าจะเป็นวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอย่าง ป.ป.ช. และ ป.ป.ง.

องค์กรเหล่านี้ถูกออกแบบให้ “ตรวจสอบนักการเมือง” แต่ในทางปฏิบัติ กลับสามารถล้มรัฐบาล ยุบพรรค และตัดสิทธิ์ผู้แทนประชาชนได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนเลย

อำนาจที่ไม่ต้องถูกตรวจสอบ ย่อมไม่ใช่อำนาจของประชาชน

ในยามที่อำนาจนอกระบบต้องการความเด็ดขาด ศาลทหาร ก็ถูกนำมาใช้ เพื่อจัดการกับพลเรือน ทำให้การเรียกร้องสิทธิ ถูกตีความเป็นภัยความมั่นคง

ขณะเดียวกัน ระบบราชการ ซึ่งควรรับใช้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง กลับถูกฝึกให้ภักดีต่อ “ระบอบ” มากกว่าประชาชน ใครไม่อยู่ในแนว ก็ถูกดอง ถูกย้าย หรือถูกตัดเส้นทางเติบโต

นักการเมืองจำนวนไม่น้อย เรียนรู้ที่จะใช้ประชาชนเป็นบันได หาเสียงด้วยคำสัญญา แต่เมื่อเข้าสู่อำนาจ กลับยอมสยบให้กับกลไกเดิม เพื่อความอยู่รอดและผลประโยชน์ของตน

พรรคการเมืองจึงกลายเป็นแค่ฉากหน้า ขณะที่การตัดสินใจจริง เกิดในที่ที่ประชาชนเข้าไม่ถึง

นักการเมืองที่ “อยู่เป็น” คือฟันเฟืองที่ระบอบรักที่สุด

สื่อมวลชน ซึ่งควรทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ จำนวนมากกลับเลือกความปลอดภัย หลีกเลี่ยงประเด็นโครงสร้าง หรือทำหน้าที่ผลิตซ้ำวาทกรรมของระบอบ

ข่าวที่ควรถาม กลับถูกทำให้เงียบ คำถามที่ควรถูกตั้ง กลับถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อชาติ

ระบบการศึกษา ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือกล่อมเกลา สอนให้เชื่อฟังมากกว่าตั้งคำถาม สอนหน้าที่มากกว่าสิทธิ และทำให้ความไม่เป็นธรรม กลายเป็นเรื่อง “ปกติ”

แม้แต่ ศาสนาและกลไกทางสังคม ซึ่งควรเป็นที่พึ่งทางศีลธรรม ก็ถูกทำให้อ่อนแอ สยบยอม และหลีกเลี่ยงการวิพากษ์อำนาจ

เมื่อศีลธรรมไม่กล้าท้าทายอำนาจ อำนาจก็ไม่จำเป็นต้องมีศีลธรรม

ตัวละครทั้งหมดนี้ ไม่ได้สมคบกันทุกครั้ง แต่ทำงานสอดรับกันโดยผลประโยชน์ และโดยความกลัว

ผลลัพธ์คือ อำนาจไม่ใช่ของปวงชน และผลประโยชน์ของประเทศ จึงกระจุกอยู่กับคนชั้นสูง ที่รับใช้หรือเป็นส่วนหนึ่งของคณาธิปไตย

คันฉ่องส่องไทยไม่ได้เขียนเพื่อให้คนไทยสิ้นหวัง แต่เพื่อให้เห็นว่า การทวงอำนาจคืน ต้องเริ่มจากการรู้ว่าใครถือมันอยู่

คันฉ่องส่องไทย
เมื่อเราเห็นตัวละครครบ เราจะเข้าใจว่า การเปลี่ยนประเทศ ไม่ใช่เรื่องของฮีโร่ แต่คือการรื้อทั้งฉาก ทั้งบท และทั้งกติกา

คันฉ่องส่องไทย:
กระจกบานสุดท้าย — เมื่อระบอบอยู่ได้ เพราะเราเคยชิน

เราส่องกลไกระบอบมาแล้ว เห็นทหาร องค์กรอิสระ ศาล ราชการ สื่อ และการศึกษา แต่ถ้าหยุดแค่นั้น เรื่องจะไม่จบ เพราะระบอบใด ๆ จะยืนยาวไม่ได้ หากไม่มี “การยอมรับ” จากสังคม

ระบอบไม่ได้ชนะเพราะแข็งแรงอย่างเดียว แต่มันชนะเพราะเราเคยชินกับมัน

บทนี้ไม่ใช่การโทษประชาชน แต่คือการส่องดูว่า เราถูกฝึก ถูกปั้น และบางครั้งก็ร่วมมือกับระบบอย่างไร โดยไม่รู้ตัว

นิสัยทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ฝังลึก คือ การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เราถูกสอนให้รักความสงบมากกว่าความยุติธรรม เมื่อมีใครตั้งคำถามกับอำนาจ สังคมมักขอให้ “เงียบไว้ก่อน” เพื่อไม่ให้วุ่นวาย

ความสงบเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้ปัญหาหาย แต่มันทำให้อำนาจไม่ต้องถูกตรวจสอบ

อีกความเชื่อหนึ่งคือ การเคารพอำนาจมากกว่าหลักการ เราแยกไม่ชัดระหว่างการเคารพบุคคล กับการตรวจสอบการใช้อำนาจ จนคำถามถูกตีความเป็นการล้ำเส้น

เมื่อการตั้งคำถามถูกทำให้ผิด ความไม่เป็นธรรมก็ไม่จำเป็นต้องอธิบาย

สันดานทางการเมืองที่ถูกฝึกอีกอย่างคือ การยอมรับ “ของเล็กน้อยวันนี้” แทนสิทธิระยะยาว นี่คือดินดีของการซื้อเสียง ไม่ใช่เพราะประชาชนโลภ แต่เพราะระบบทำให้การอยู่รอดระยะสั้นสำคัญกว่าอนาคต

เมื่อคนจนถูกทำให้จนอย่างถาวร การเลือกตั้งจึงกลายเป็นตลาด ไม่ใช่เวทีนโยบาย

เรายังถูกฝึกให้วางฐานะตัวเองเป็น ผู้อยู่ใต้ปกครอง มากกว่าเจ้าของประเทศ การเมืองถูกทำให้ดูไกลตัว ทั้งที่มันกำหนดค่าแรง โรงพยาบาล โรงเรียน และหนี้สินของเรา

เมื่อประชาชนไม่เห็นตัวเองเป็นเจ้าของอำนาจ อำนาจก็ถูกช่วงชิงไปได้ง่าย

ประชาธิปไตยไม่ได้ตายเพราะไม่มีเลือกตั้ง แต่มันตายเพราะคนไม่ใช้พลังของตนเอง

การมีส่วนร่วมที่ผิดรูปอีกแบบคือ การแตกแยกง่าย เราถูกปั่นให้ทะเลาะกันด้วยอัตลักษณ์ จนลืมถามคำถามร่วมว่า ใครได้ประโยชน์จากความขัดแยกนั้น

ขณะที่เราด่ากันเอง โครงสร้างอำนาจก็ไม่ต้องขยับ

เมื่อทหารยึดอำนาจ ระบอบใช้คำว่า “ความจำเป็น” และสังคมจำนวนไม่น้อยยอมรับ เพราะกลัวความวุ่นวายมากกว่ากลัวการปล้นอำนาจ

เมื่อคนดีจำนวนมากเลือกเงียบ ความอยุติธรรมจึงทำงานได้อย่างราบรื่น

ประเทศนี้ไม่ได้ขาดคนดี แต่ขาดคนดีที่ยืนข้างหลักการ

ทั้งหมดนี้ทำให้ผลลัพธ์ซ้ำเดิม คนรวยกระจุก คนจนกระจาย นักการเมืองชั่วอยู่ได้ ประชาธิปไตยถูกตัดแต่งให้สวย แต่ไร้ราก

คันฉ่องส่องไทยไม่ได้ต้องการให้เรารู้สึกผิด แต่ต้องการให้เรารู้ว่า พลังของประชาชนยังอยู่ เพียงถูกทำให้ลืมวิธีใช้

การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เริ่มจากฮีโร่ แต่เริ่มจากการเลิกยอมรับสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เลิกเงียบเมื่อควรถาม เลิกทะเลาะกันเองเมื่อควรมองโครงสร้างร่วม

เส้นชัยของประชาธิปไตย ไม่ใช่วันที่มีเลือกตั้ง แต่คือวันที่ประชาชนยืนในฐานะเจ้าของประเทศจริง ๆ

กระจกบานนี้เจ็บ แต่ถ้าไม่ส่อง เราจะเดินวนอยู่ที่เดิม หากส่องแล้ว เรายังมีทางเลือก

คันฉ่องส่องไทย
เส้นชัยไม่ได้อยู่ข้างหน้าอย่างเดียว แต่มันเริ่มจากการยืนให้ตรงกับศักดิ์ศรีของตนเอง

กรอบพิจารณาพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้ง เพื่อไม่ให้เราถูกหลอกซ้ำในระบอบเดิม

กรอบพิจารณาพรรคการเมืองก่อนเลือกตั้ง
เพื่อไม่ให้เราถูกหลอกซ้ำในระบอบเดิม

เขียนในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง ที่เชื่อว่า “การเลือกตั้ง” จะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อเรากล้าประเมินพรรคการเมืองด้วยคำถามเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ด้วยหน้าเดิม เงินเดิม หรือคำสัญญาเดิม

ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาแค่ “รัฐบาลบริหารไม่เก่ง” แต่มีปัญหาเชิงโครงสร้างลึก ได้แก่ คณาธิปไตยซ้อนราชาธิปไตย, อำนาจรวมศูนย์, องค์กรอิสระที่ก้าวล่วงอธิปไตยประชาชน, การเมืองตระบัดสัตย์, คอร์รัปชัน, ความเหลื่อมล้ำ, เศรษฐกิจผูกขาด, และคุณภาพคนที่ถูกระบบการศึกษากดทับ

ถ้านักการเมืองหรือพรรคการเมืองใด ไม่กล้า หรือไม่สามารถแตะโครงสร้างเหล่านี้ได้ ต่อให้แจกนโยบายสวยหรูแค่ไหน ประเทศก็จะวนอยู่ที่เดิม

หลักคิดของกรอบประเมินนี้

กรอบนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญข้อหนึ่ง:

นักการเมืองเก่า แก่ หรือมาจากตระกูลการเมือง มักเรียนรู้ที่จะ “อยู่กับระบอบ” และแสวงประโยชน์จากมัน มากกว่าที่จะเปลี่ยนมัน

ในโลกยุค AI ความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันเชิงเทคโนโลยี ประเทศไทยต้องการผู้นำที่คิดเป็นระบบ กล้าปรับโครงสร้าง และไม่ติดหนี้บุญคุณเครือข่ายอำนาจเดิม

Rubrics การให้คะแนนพรรคการเมือง (0–10)

1) จุดยืนต่อโครงสร้างอำนาจ

พรรคมองเห็นปัญหาคณาธิปไตย อำนาจรวมศูนย์ และความไม่ชอบธรรมเชิงโครงสร้างหรือไม่ กล้าพูดตรงหรือเลี่ยงบาลี เสนอแก้ไขจริง หรือแค่บริหารให้ “เนียน”

2) ความเป็นอิสระจากเครือข่ายอำนาจเดิม

แกนนำพรรคและแหล่งทุน ผูกพันกับกลุ่มอำนาจเดิม บ้านใหญ่ หรือผลประโยชน์ผูกขาดมากน้อยเพียงใด พรรคนี้ “เป็นหนี้ใคร” หรือไม่

3) คุณภาพและที่มาของบุคลากร

ผู้นำพรรค ส.ส. และทีมบริหาร เติบโตจากความสามารถจริง หรือจากสายสัมพันธ์และมรดกการเมือง เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่หรือไม่

4) ความซื่อสัตย์ทางการเมือง

ประวัติการตระบัดสัตย์ การย้ายข้าง การสมยอมกับอำนาจนอกระบบ และการรับผิดชอบต่อคำพูดในอดีต

5) นโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

นโยบายแตะโครงสร้างจริงหรือไม่ เช่น การกระจายอำนาจ, ปฏิรูประบบยุติธรรม, ลดการผูกขาด, ปฏิรูประบบราชการ หรือแค่แจกเงินระยะสั้น

6) วิสัยทัศน์ต่อโลกยุคใหม่ (AI / ภูมิรัฐศาสตร์)

พรรคเข้าใจโลกยุค AI, เศรษฐกิจความรู้, การแข่งขันเทคโนโลยี, และแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือยังคิดแบบโลกเก่า

7) ความกล้าหาญทางจริยธรรม

เมื่อเผชิญแรงกดดันจากอำนาจนอกระบบ พรรคมีแนวโน้มยืนหยัด หรือยอมถอยเพื่อ “อยู่เป็น”

8) ความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ

สิ่งที่พรรคพูดตรงกับสิ่งที่เคยทำหรือไม่ มีประวัติทำตรงข้ามกับที่หาเสียงหรือเปล่า

9) การมองประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจ

พรรคมองประชาชนเป็นแค่ฐานเสียง หรือเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เปิดให้ตรวจสอบหรือไม่

10) ศักยภาพในการ “เปลี่ยนโครงสร้าง” จริง

เมื่อประเมินทุกข้อรวมกัน พรรคนี้มีโอกาสมากน้อยเพียงใด ที่จะไม่ถูกกลืน และสามารถเขยื้อนโครงสร้างอำนาจไทยได้จริง

ตารางให้คะแนนเปรียบเทียบพรรคการเมือง
เกณฑ์ พรรค A
(0–10)
พรรค B
(0–10)
พรรค C
(0–10)
หมายเหตุ
1) โครงสร้างอำนาจ
2) อิสระจากอำนาจเดิม
3) บุคลากร
4) ความซื่อสัตย์
5) นโยบายเชิงโครงสร้าง
6) โลกยุค AI
7) จริยธรรมทางการเมือง
8) คำพูดกับการกระทำ
9) ประชาชนคือเจ้าของอำนาจ
10) ศักยภาพเปลี่ยนโครงสร้าง

หมายเหตุ: การให้คะแนนไม่มี “คำตอบถูก–ผิด” แต่มี “คำถามที่ต้องกล้าถาม” เพื่อไม่ให้การเลือกตั้งกลายเป็นเพียงพิธีกรรม ภายใต้ระบอบเดิมอีกครั้ง

อีลอน มัสก์ "ชี้โลกจะไร้คนจน" ประเทศไทยที่ไร้คนจน? นึกออกไหม? คันฉ่องส่องโลก โดย ดร. เพียงดิน รักไทย

คันฉ่องส่องโลก 20 ธันวาคม 2568 สมดุลอำนาจใหม่ โดย ดร. เพียงดิน รักไทย มหาวิทยาลัยประชาชน

ความรู้ใกล้ตัวที่ควรรู้ – ย่อยง่าย แต่ไม่ย่อยความจริง ตอน 6-10


ตอนที่ 6

อุ่นอาหารซ้ำบ่อย ๆ

ไม่ใช่แค่เสียรส แต่เสี่ยงเสียสุขภาพ

หลายบ้านทำอาหารไว้หลายมื้อแล้วอุ่นซ้ำ
สิ่งที่คนไม่ค่อยรู้คือ แบคทีเรียบางชนิดทนความร้อนได้ และอาจเพิ่มจำนวนหากเก็บไม่ถูกวิธี

อาหารบางประเภท เช่น ข้าว ผัด แกงกะทิ
หากอุ่น–ทิ้ง–อุ่นซ้ำหลายรอบ เสี่ยงอาหารเป็นพิษได้

หลักง่าย ๆ คือ

ทำพอทาน เก็บให้เย็นเร็ว อุ่นเท่าที่จะกิน


ตอนที่ 7

น้ำปลา พริกป่น เครื่องปรุง

เปิดทิ้งไว้นาน เสี่ยงเชื้อโดยไม่รู้ตัว

หลายคนคิดว่าเครื่องปรุง “เค็ม เผ็ด คงไม่บูด”
แต่ความจริงคือ ความชื้น อากาศ และมือคน คือแหล่งปนเปื้อนสำคัญ

พริกป่นที่เปิดทิ้งไว้นาน
อาจมีเชื้อราและสารพิษจากเชื้อรา (อะฟลาทอกซิน)
ซึ่งสะสมในร่างกายและทำร้ายตับ

เก็บเครื่องปรุงในภาชนะปิดสนิท
แห้ง สะอาด และไม่ใช้ช้อนเปียกตัก


ตอนที่ 8

น้ำแข็งใส ดูใส ไม่ได้แปลว่าสะอาด

น้ำแข็งหลายแห่งผลิตเพื่อ “แช่” ไม่ใช่เพื่อ “กิน”
หากกระบวนการไม่สะอาด อาจปนเปื้อนเชื้อโรคได้

น้ำแข็งที่ดูใส แต่อาจสัมผัสพื้น มือ หรือภาชนะสกปรก
ทำให้เกิดอาการท้องเสียโดยไม่รู้สาเหตุ

ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ

  • น้ำแข็งควรมีรูตรงกลาง

  • ไม่มีกลิ่น

  • ร้านใช้ที่คีบ ไม่ใช้มือ


ตอนที่ 9

กาแฟแก้วละ 80 กับ 300

ต่างกันตรงไหนกันแน่

ราคาไม่ได้บอกคุณภาพเสมอ
กาแฟแพงขึ้นมักมาจากเมล็ด การคั่ว เครื่อง และบรรยากาศ

แต่สำหรับร่างกาย
สิ่งที่ควรดูจริง ๆ คือ น้ำตาล ครีม และไซรัป

กาแฟหวานมันบ่อย ๆ
เพิ่มความเสี่ยงเบาหวาน ไขมันพอกตับ และน้ำหนักเกิน

ดื่มกาแฟได้
แต่จำไว้ว่า

หวานน้อย = ภาระร่างกายน้อย


ตอนที่ 10

ของทอดซ้ำ น้ำมันดำ

ภัยเงียบที่อยู่ในจาน

น้ำมันที่ทอดซ้ำหลายครั้ง
จะเกิดสารก่อมะเร็งและอนุมูลอิสระจำนวนมาก

ของทอดกรอบ สีเข้ม กลิ่นแรง
อาจอร่อย แต่กำลังทำร้ายหลอดเลือดและหัวใจ

สังเกตง่าย ๆ คือ

  • น้ำมันสีคล้ำ

  • มีกลิ่นเหม็นหืน

  • ฟองมากผิดปกติ

ถ้าเห็นแบบนี้

หยุดกิน ดีกว่าเสียดายเงิน


สรุปปิดท้าย

ทุกเรื่องในชุดนี้
ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่เรื่องวิชาการ
แต่คือ เรื่องที่เราเจอทุกวันบนโต๊ะอาหาร

รู้ทันเล็กน้อยวันนี้
ดีกว่าเสียสุขภาพก้อนใหญ่ในวันหน้า







ความรู้ใกล้ตัวที่ควรรู้ – ย่อยง่าย แต่ไม่กลืนความจริง ตอน 1-5




ตอนที่ 1

เนื้อวัวดิบ สดแค่ไหนก็ไม่ปลอดภัย 100%

ความอร่อยที่มากับความเสี่ยงซึ่งหลายคนมองข้าม

หลายคนเชื่อว่าเนื้อวัวสด สะอาด เพิ่งเชือด กินดิบได้โดยไม่อันตราย
แต่ในความเป็นจริง ไม่มีเนื้อวัวดิบชนิดใดที่ปลอดภัย 100%

เนื้อวัวสามารถปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย เช่น E. coli, Salmonella, Listeria และปรสิตอย่างพยาธิตัวตืด ได้จากกระบวนการเชือด ขนส่ง และการสัมผัส แม้จะดูสดแค่ไหนก็ตาม

พยาธิตัวตืดวัวอาจยาวได้หลายเมตรในลำไส้ และหากตัวอ่อนหลุดไปสู่สมอง อาจทำให้ชัก ตาบอด หรือเสียชีวิตได้
สิ่งเหล่านี้ มองไม่เห็น ไม่มีกลิ่น และไม่รู้ตัวจนป่วย

องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ปรุงเนื้อวัวให้สุกอย่างน้อย 70°C เพื่อความปลอดภัย
สรุปสั้น ๆ คือ

“สดไม่เท่ากับปลอดภัย — สุกไว้ก่อน ปลอดภัยกว่าเสมอ”


ตอนที่ 2

ลาบดิบ–ก้อยดิบ

กินกันมานาน ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย

หลายคนพูดว่า “กินมาตั้งแต่ปู่ย่าก็ไม่เห็นเป็นอะไร”
แต่ความจริงคือ โรคหลายชนิดใช้เวลานานกว่าจะออกอาการ

ลาบดิบและก้อยดิบเสี่ยงต่อเชื้อแบคทีเรียรุนแรง และพยาธิจากเนื้อดิบโดยตรง
บางคนไม่ป่วยทันที แต่เกิดปัญหาลำไส้เรื้อรัง ตับอักเสบ หรือภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว

แพทย์ไม่แนะนำ เพราะเมื่อเกิดอาการรุนแรง
การรักษามักยาก เสียค่าใช้จ่ายสูง และบางกรณีไม่สามารถย้อนกลับได้

ความอร่อยกินได้ชั่วคราว
แต่สุขภาพเสีย อาจเสียไปทั้งชีวิต


ตอนที่ 3

ปลาน้ำจืดดิบ

เสี่ยงพยาธิใบไม้ตับ โดยไม่รู้ตัว

ปลาน้ำจืดดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ เป็นสาเหตุสำคัญของ พยาธิใบไม้ตับ
ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับ มะเร็งท่อน้ำดี ที่คร่าชีวิตคนไทยจำนวนมาก

ปัญหาคือ ผู้ติดเชื้อมัก ไม่แสดงอาการในช่วงแรก
กว่าจะรู้ตัว ก็เข้าสู่ระยะรุนแรงแล้ว

การบีบมะนาว ดอง แช่เหล้า หรือแช่เย็น
ไม่สามารถฆ่าพยาธิได้

วิธีป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือ

กินปลาน้ำจืดที่ปรุงสุกเท่านั้น


ตอนที่ 4

นมดิบ (Raw Milk)

ธรรมชาติไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอ

นมดิบถูกโฆษณาว่าดีกว่านมพาสเจอไรซ์
แต่ในทางการแพทย์ นมดิบมีความเสี่ยงสูงต่อเชื้ออันตราย เช่น Salmonella และ Listeria

เชื้อเหล่านี้อาจทำให้เกิดอาการรุนแรง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ
หลายประเทศจึงควบคุมหรือห้ามจำหน่ายนมดิบ

การผ่านความร้อนอย่างเหมาะสม
ไม่ได้ทำให้นม “ไร้คุณค่า”
แต่ทำให้นม ปลอดภัยสำหรับมนุษย์


ตอนที่ 5

ยาแก้ปวดที่กินบ่อย

ทำร้ายตับและไตแบบเงียบ ๆ

ยาแก้ปวดเป็นยาสามัญที่หาซื้อง่าย
แต่การกินพร่ำเพรื่อ โดยไม่อ่านฉลากหรือเกินขนาด
เป็นสาเหตุสำคัญของตับวายและไตวาย

อาการมักไม่เกิดทันที
หลายคนรู้ตัวอีกทีเมื่ออวัยวะเสียหายไปแล้ว

จำง่าย ๆ คือ

  • ปวดเล็กน้อย อย่ารีบกิน

  • อ่านฉลากทุกครั้ง

อย่ากินติดต่อกันหลายวันโดยไม่จำเป็น

เนื้อวัวดิบ สดแค่ไหนก็ไม่ปลอดภัย 100%



ความอร่อยที่มากับความเสี่ยงซึ่งหลายคนมองข้าม

หลายคนเชื่อว่า “เนื้อวัวสด สะอาด เพิ่งเชือด” กินดิบได้โดยไม่อันตราย
แต่ในความเป็นจริง ไม่มีเนื้อวัวดิบชนิดใดที่ปลอดภัย 100%

แม้เนื้อวัวจะเสี่ยงน้อยกว่าหมูหรือไก่ แต่ก็ยังสามารถปนเปื้อนเชื้อโรคได้จาก
การเชือด การขนส่ง การแปรรูป และการสัมผัสระหว่างทาง—ซึ่งเราไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า


ความเสี่ยงหลักจากการกินเนื้อวัวดิบ

1. เชื้อแบคทีเรียอันตราย
เช่น E. coli O157:H7, Salmonella, Listeria
ทำให้เกิดอาการท้องเสียรุนแรง อาเจียน ไข้สูง และในบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนถึงชีวิต

2. ปรสิต (พยาธิ)
โดยเฉพาะ พยาธิตัวตืดวัว (Taenia saginata)
ตัวอ่อนสามารถฝังในร่างกาย และหากหลุดไปสู่สมองหรืออวัยวะสำคัญ อาจทำให้ตาบอด ชัก หรือเสียชีวิตได้

3. โรคจากสัตว์สู่คน
เช่น โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ซึ่งแม้พบไม่บ่อย แต่เชื้อมีความทนทานและอันตรายสูงหากปนเปื้อน


“สด” ไม่เท่ากับ “ปลอดภัย”

การล้างเนื้อ การแช่เย็น หรือการปรุงแบบลวก ไม่สามารถฆ่าเชื้อบางชนิดได้
วิธีที่ปลอดภัยจริงคือการปรุงให้สุกถึงแก่น

องค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานสาธารณสุขแนะนำให้
ปรุงเนื้อวัวให้สุกอย่างน้อย 70°C เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและพยาธิ


ใครควรหลีกเลี่ยงเนื้อดิบโดยเด็ดขาด

  • เด็กเล็ก

  • ผู้สูงอายุ

  • หญิงตั้งครรภ์

  • ผู้ป่วยหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

สำหรับกลุ่มนี้ การกินเนื้อดิบไม่ใช่เรื่อง “เสี่ยงนิดหน่อย” แต่คือ “เสี่ยงจริง”


ข้อสรุปสั้น ๆ

เมนูอย่างซอยจุ๊ ลาบดิบ หรือเนื้อดิบ อาจอร่อย ถูกปาก และเป็นวัฒนธรรมอาหาร
แต่ต้องเข้าใจตรงกันว่า
ความอร่อยมาพร้อมความเสี่ยงต่อสุขภาพที่อาจรุนแรงและย้อนกลับไม่ได้

ถ้าเลือกได้

“สุกไว้ก่อน คือปลอดภัยกว่าเสมอ”

คันฉ่องส่องโลก | ทำไมสหรัฐพุ่งเป้าการรุกไปที่เวเนซุเอลา

คันฉ่องส่องโลก | ทำไมสหรัฐพุ่งเป้าการรุกไปที่เวเนซุเอลา
คันฉ่องส่องโลก บทเจาะลึกเชิงโครงสร้าง ภูมิรัฐศาสตร์ • พลังงาน • อิทธิพลมหาอำนาจ

ทำไมสหรัฐพุ่งเป้าการรุกไปที่เวเนซุเอลา

คำอธิบายแบบ “ความมั่นคง-ยาเสพติด-แก๊งผู้อพยพ” เป็นเพียงประตูหน้า แต่แก่นแท้คือ “พลังงาน + สมดุลอำนาจ + การปัดกวาดหลังบ้านแบบ Monroe Doctrine” ในโลกหลายขั้ว

ภาพใหญ่ที่ต้องเห็นก่อน

เวเนซุเอลาไม่ใช่ “ข่าวอาชญากรรม” แต่คือ “สมการอำนาจ”

หากอ่านข่าวแบบผิวหน้า เราจะเห็นเหตุผลเชิงความมั่นคง: ยาเสพติด เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการเชื่อมโยงกับแก๊งรุนแรงจากเวเนซุเอลา ที่ถูกสหรัฐยกระดับการจัดการมากขึ้นในช่วงปี 2025 รวมถึงการประกาศสถานะ “องค์กรก่อการร้าย/ภัยความมั่นคง” ต่อบางเครือข่าย และคดีอาญาในศาลสหรัฐที่เกี่ยวข้องกับผู้นำกลุ่มดังกล่าว (Reuters, Feb. 2025; U.S. State Dept., Feb. 2025; AP, Dec. 2025).

แต่ในเชิงโครงสร้าง “ความมั่นคง” คือภาษาที่ทำให้สังคมยอมรับมาตรการแข็งกร้าวได้ง่าย ขณะที่ “พลังงาน + อิทธิพลของจีน-รัสเซียในซีกโลกตะวันตก” คือภาษาที่รัฐใช้คำนวณอำนาจจริง

1) น้ำมัน: ไม่ใช่แค่สินค้าโภคภัณฑ์ แต่คืออาวุธเชิงยุทธศาสตร์

เวเนซุเอลาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรน้ำมันมหาศาล และมีบทบาทต่อเสถียรภาพพลังงานโลก ถึงแม้การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะเดินหน้า แต่ในเชิงปฏิบัติ “น้ำมัน” ยังผูกกับเศรษฐกิจ การขนส่ง และความมั่นคงทางทหารอย่างลึก และเป็นเหตุผลว่าทำไมการคว่ำบาตร-ผ่อนปรน-คุมเข้มต่อภาคพลังงานเวเนซุเอลาจึงถูกใช้เป็นคันโยกหลักนโยบายสหรัฐ (Reuters, Apr. 2024; Reuters, Mar. 2025; Reuters, Jul. 2025).

2) จีน: “น้ำมัน = หลักประกันหนี้ + ช่องทางอิทธิพล”

ในมิติการเงินการเมือง จีนเคยใช้โครงสร้าง “เงินกู้แลกน้ำมัน” (loans-for-oil) กับเวเนซุเอลาเป็นระยะยาว ทำให้พลังงานกลายเป็นทั้งแหล่งรายได้ของเวเนซุเอลาและกลไกผูกสัมพันธ์เชิงอำนาจกับคู่ค้ารายใหญ่ (Reuters, Sep. 2023; U.S. EIA Country Analysis Brief, Feb. 2024 (PDF)).

3) รัสเซีย: “ค้ำยันระบอบ + สัญญาณท้าทายสหรัฐในหลังบ้าน”

ความสัมพันธ์รัสเซีย–เวเนซุเอลาไม่ใช่เรื่องพลังงานเท่านั้น แต่รวมถึงมิติการทูตและความมั่นคง โดยการส่งสัญญาณสนับสนุนรัฐบาลคาราคัสและการประสานระดับผู้นำถูกสื่อสารอย่างต่อเนื่อง (Reuters, Apr. 2024; Reuters, Nov. 2025).

4) เมื่อสหรัฐ “คุมเกมพลังงาน” มากขึ้น — มันคือ Monroe Doctrine ฉบับร่วมสมัย

หลักคิดแบบ Monroe Doctrine (ซีกโลกตะวันตกเป็นเขตผลประโยชน์ยุทธศาสตร์ของสหรัฐ) ไม่จำเป็นต้องปรากฏเป็นคำประกาศใหญ่โต แต่จะปรากฏเป็น “ชุดมาตรการ” ที่ตัดเส้นเลือดการเงินของรัฐบาลคู่แข่ง ผ่านการคุมการขนส่ง การคว่ำบาตร และการกดดันพันธมิตร/เอกชน ตัวอย่างเชิงข่าวในเดือนธันวาคม 2025 คือรายงานว่า สหรัฐเพิ่มความเข้มต่อการขนส่งน้ำมันเกี่ยวกับเวเนซุเอลา ซึ่งกระตุ้นปฏิกิริยาจากทั้งรัสเซียและจีน (Reuters, Dec. 18, 2025; Reuters, Dec. 17, 2025).

ใจความสำคัญ: สหรัฐไม่ได้ “พุ่งเป้า” เพราะเหตุผลเดียว แต่เพราะ “อาชญากรรม/ผู้อพยพ” ทำให้มาตรการแข็งกร้าวขายได้ในประเทศ ขณะที่ “น้ำมัน + อิทธิพลจีน-รัสเซีย” ทำให้เรื่องนี้เป็นเดิมพันเชิงยุทธศาสตร์ระดับมหาอำนาจ

5) เส้นทางสู่บทสรุป: จากการคว่ำบาตร → บีบภาคพลังงาน → ยกระดับเป็นปฏิบัติการความมั่นคง

ในปี 2024–2025 รูปแบบนโยบายต่อเวเนซุเอลาเห็นได้ชัดว่า “คันโยกพลังงาน” ถูกปรับขึ้นลงตามเงื่อนไขการเมืองและแรงกดดันภายในสหรัฐ ตั้งแต่การส่งสัญญาณยกเลิก/ลดสิทธิ์การผ่อนปรน ไปจนถึงการจำกัดบทบาทบริษัทพลังงานสหรัฐในเวเนซุเอลา (Reuters, Apr. 2024; Reuters, Mar. 2025).

ขณะเดียวกัน มิติ “การใช้กำลัง/ปฏิบัติการ” ก็ถูกทำให้ชอบธรรมมากขึ้นภายใต้วาทกรรมสงครามยาเสพติดและการต่อต้านเครือข่ายที่ถูกระบุว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” เช่น รายงานการโจมตีเรือที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับยาเสพติดจากเวเนซุเอลา (Reuters, Sep. 2025; Reuters, Oct. 2025).

ข้อสังเกตแบบคันฉ่อง: “หลังบ้านอเมริกา” กำลังถูกนิยามใหม่ ไม่ใช่ด้วยพรมแดนทางภูมิศาสตร์ แต่ด้วยเส้นทางพลังงาน เส้นทางเงิน และเครือข่ายอิทธิพลของคู่แข่ง

บทสรุปสำหรับไทย: จุดยุทธศาสตร์ + ทรัพยากร = ความเสี่ยงต่อการถูก “เล่นเกม”

เวเนซุเอลาสอนว่า ประเทศที่มีทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์หรืออยู่ในจุดตัดอำนาจ จะถูกตีความผ่าน “สมการมหาอำนาจ” ไม่ว่าเราจะอยากเล่าเรื่องตัวเองแบบใด บทเรียนสำหรับไทยคือ ต้องอ่านโลกให้ทะลุว่า เมื่อมหาอำนาจเห็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” เขาจะใช้ทั้งเศรษฐกิจ กฎหมาย ความมั่นคง และข่าวสาร เป็นเครื่องมือชุดเดียวกัน

บทความวิเคราะห์: การเมืองบ้านใหญ่ & dynastic politics ใต้ระบอบคณาธิปไตยไทย

คันฉ่องส่องไทย • การเมืองเชิงโครงสร้าง

การเมืองบ้านใหญ่: เมื่ออำนาจไม่เคยออกจากตระกูล
แต่ประเทศกลับไม่เคยก้าวไปข้างหน้า

เขียนในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่อยากชวนพี่น้องร่วมชาติหยุดคิดสักนิดว่า เรากำลังเล่น “เกมประชาธิปไตยจริง” หรือแค่ถูกชวนดูการแสดงที่ซับซ้อนขึ้นทุกที

หากเรามองการเมืองไทยด้วยความซื่อสัตย์ จะเห็นภาพซ้ำ ๆ ที่ไม่เปลี่ยนไปมากนัก เลือกตั้งกี่ครั้ง พรรคเปลี่ยนชื่อกี่รอบ รัฐธรรมนูญถูกฉีกกี่ฉบับ แต่คนที่มีอำนาจจริงกลับเป็นกลุ่มเดิม ๆ นามสกุลเดิม เครือข่ายเดิม และวิธีคิดเดิม

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า การเมืองบ้านใหญ่ หรือในทางวิชาการคือ dynastic politics การเมืองที่อำนาจไม่ได้แข่งขันกันด้วยนโยบายหรือความสามารถ แต่สืบทอดผ่านสายเลือด เครือญาติ เงิน อิทธิพล และระบบบุญคุณ

ประเทศอาจเปลี่ยนรัฐบาลได้ แต่ไม่เคยเปลี่ยน “ผู้เล่นตัวจริง”

ความแยบยลของการเมืองบ้านใหญ่คือ มันไม่ปฏิเสธประชาธิปไตยตรง ๆ ยังมีการเลือกตั้ง ยังมีสภา ยังมีพรรคการเมือง แต่ทั้งหมดถูกลดทอนให้เป็นเพียง พิธีกรรม ไม่ใช่พื้นที่ของอำนาจประชาชนอย่างแท้จริง

ในหลายพื้นที่ ประชาชนไม่ได้เลือกนโยบาย แต่เลือก “คนที่พึ่งได้” คนที่ช่วยงานศพ พาไปโรงพยาบาล คุมพื้นที่ และคุ้มครองลูกหลาน เมื่อรัฐสวัสดิการอ่อนแอ บ้านใหญ่จึงกลายเป็นรัฐเงา และประชาชนถูกบังคับให้แลกเสียงกับความอยู่รอด

นี่ไม่ใช่ความโง่ของประชาชน
แต่มันคือความล้มเหลวของโครงสร้างรัฐ ที่ปล่อยให้ศักดิ์ศรีถูกแทนที่ด้วยบุญคุณ

สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นคือ การเมืองบ้านใหญ่ไม่ได้เป็นศัตรูกับระบอบคณาธิปไตยไทย ตรงกันข้าม มันคือฟันเฟืองที่ทำงานเข้ากันได้ดี เพราะบ้านใหญ่ไม่ยึดอุดมการณ์ ไม่ตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง และพร้อมปรับตัวเพื่อ “อยู่เป็น”

ระบอบคณาธิปไตยไม่ต้องการนักการเมืองที่เก่งหรือกล้าเกินไป มันต้องการนักการเมืองที่ควบคุมได้ และการเมืองบ้านใหญ่ตอบโจทย์นี้อย่างสมบูรณ์ จึงไม่แปลกที่ไม่ว่ารัฐประหารกี่ครั้ง บ้านใหญ่จำนวนมากยังคงอยู่รอดได้เสมอ

นักการเมืองที่ “รอดทุกยุค” มักไม่ใช่คนที่เปลี่ยนประเทศได้ แต่คือคนที่เปลี่ยนข้างได้เก่ง

เมื่อมีนักการเมืองหรือพรรคที่เก่งเกินระบบรับได้ ได้รับความนิยมจริง และพยายามเปลี่ยนกติกา ระบบจะไม่สู้ด้วยนโยบาย แต่จะโยนเขาเข้าไปในเกมหมาป่ากับลูกแกะ

กติกาของเกมนี้คือ กฎหมายที่ตีความได้ตามใจ องค์กรอิสระที่ไม่อิสระจากอำนาจ และกระบวนการยุติธรรมที่ถูกใช้เป็นสนามรบ คนก้าวหน้าจึงถูกตัดสิทธิ์ ถูกทำให้หมดพลัง และถูกทำให้เป็นบทเรียนให้คนอื่น “จำไว้ว่าอย่าเก่งเกินไป”

ระบบนี้ไม่ได้คัดเลือกคนดี
แต่มันคัดเลือกคนที่ ยอมจำนนได้ดีที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป นักการเมืองที่อยู่รอดจะถูกยกย่องว่า “มากประสบการณ์” แต่สิ่งที่สืบทอดจริง ๆ ไม่ใช่ความสามารถบริหารประเทศ หากคือทักษะเอาตัวรอดในระบบอำนาจ และทักษะนี้ถูกถ่ายทอดเป็นมรดกทางการเมืองจากรุ่นสู่รุ่น

ผลลัพธ์คือ ประเทศที่ไม่พัง แต่ก็ไม่เคยพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ นโยบายไม่ต่อเนื่อง การปฏิรูปไม่เคยเกิดจริง คนเก่งถอย คนกล้าเงียบ และความล้มเหลวถูกทำให้ดูเป็นเรื่องปกติ

ความพ่ายแพ้ที่อันตรายที่สุด คือความพ่ายแพ้ที่ทำให้เราชินชา

สิ่งที่คันฉ่องส่องไทยอยากเตือนคนไทยคือ อย่าสับสนระหว่าง “การเลือกตั้ง” กับ “อำนาจของประชาชน” ถ้ากติกาถูกเขียนเพื่อกันบางกลุ่ม ถ้าคนเก่งถูกกำจัด และคนเชื่องถูกเลื่อนขั้น นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่มันคือการแสดงประชาธิปไตยภายใต้ระบอบคณาธิปไตย

การตื่นรู้ไม่ได้แปลว่าต้องเกลียดนักการเมืองทุกคน
แต่แปลว่าเราต้องเห็นว่า ใครคือผู้เล่น ใครคือฟันเฟือง และใครคือเหยื่อ

หากคนไทยยังไม่กล้าตั้งคำถามกับการเมืองบ้านใหญ่ ระบบนี้ก็จะยังใหญ่ต่อไป และประเทศจะยังเล็กลงในเวทีโลก โดยที่เราค่อย ๆ เคยชินกับมันอย่างเงียบงัน

คันฉ่องส่องไทย
บทความนี้เขียนเพื่อชวนคิด ไม่ใช่ชวนเกลียด และเชื่อว่าอนาคตของประเทศจะเปลี่ยนได้ ก็ต่อเมื่อเรากล้ามองเห็นความจริงของโครงสร้างที่ครอบเราอยู่

น้องเจนนี่ ชวนเลือกนักการเมืองแบบไหน จึงจะดีต่ออนาคตลูกหลาน โดย คันฉ่องส่องไทย

ระบอบไม่สำคัญจริงหรือ? เมื่อ “คนดี” ถูกยกให้แทนกติกา

คันฉ่องส่องไทย

ข้อคิดจากบทเรียนการเมืองโลก—ย้อนมองสังคมไทยแบบไม่เลือกข้าง แต่เลือกหลักการ

บทความนี้สังเคราะห์จากการศึกษาเชิงเปรียบเทียบเรื่องประชาธิปไตยและสังคมนิยม–คอมมิวนิสต์ โดยมุ่งชี้ “กลไก” ที่ทำให้ระบอบรับใช้มนุษย์ หรือทำร้ายมนุษย์—โดยไม่ผูกติดการเมืองเฉพาะที่


เคยได้ยินคำเทศนา—เสียงสงบ สุขุม และเต็มด้วยความหวังแบบไทย ๆ—ว่า “อย่าใฝ่ประชาธิปไตยตามชาวตะวันตก ระบอบใดไม่สำคัญ ขอแค่คนมีอำนาจเป็นคนดี” ฟังแล้วสะอึก ไม่ใช่เพราะอยากเถียงพระ ไม่ใช่เพราะอยากยกตะวันตกขึ้นหิ้ง แต่เพราะคำพูดนี้สะท้อนความเชื่อที่ฝังลึกในสังคมไทยว่า เราเอา “ศีลธรรม” ไปวางแทน “สถาบันต่าง ๆ ของชาติ” แล้วหวังให้มันพยุงบ้านทั้งหลังได้ หลัง ๆ นี้หนักถึงขนาดโยนหินถามทางเรื่อง "นายกคนนอก" หรือแม้แต่ "รัฐบาลพระราชทาน" ไปโน่นเลย

ระบอบไม่สำคัญจริงหรือ… หรือเรากำลังใช้คำว่า “คนดี” เป็นที่หลบภัย เพื่อไม่ต้องพูดเรื่องกติกา การตรวจสอบ และความรับผิด?

ถ้าเราพูดกันอย่างตรงไปตรงมา กาผมรเมืองไม่ใช่บทสวดที่จบแล้วโลกจะสงบ การเมืองคือการจัดวางอำนาจไว้ในมือมนุษย์—มนุษย์ที่หลงได้ พลาดได้ โลภได้ และแม้จะเริ่มต้นด้วยเจตนาดี ก็อาจไหลไปสู่การทำร้ายคนอื่นด้วยความมั่นใจว่า “เรากำลังทำเพื่อส่วนรวม” นี่ไม่ใช่การกล่าวร้ายมนุษย์ แต่มันคือการยอมรับความจริงพื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งวิชาการการเมืองทั่วโลก—และประวัติศาสตร์ของไทยเอง—จ่ายค่าเล่าเรียนด้วยความสูญเสียมาแล้วนับไม่ถ้วน

คำปลอบใจที่อันตรายที่สุด: “ถ้าคนดีขึ้นสู่อำนาจ ทุกอย่างจะดีเอง”

ในโลกของความเป็นจริง เราไม่มีระบบคัดกรองใดรับประกันว่า “คนดีเท่านั้น” จะได้อำนาจเสมอ ต่อให้เรามีความหวังอย่างบริสุทธิ์ใจ เราก็ยังเผชิญความไม่แน่นอนสามชั้นเสมอ ชั้นแรก คือมนุษย์เปลี่ยนได้ วันนี้ดี พรุ่งนี้อาจหลงใหลในคำสรรเสริญ ชั้นที่สอง คือคนดีอาจถูกล้อมด้วยระบบที่ปิดการตรวจสอบ จนค่อย ๆ เชื่อว่า “ฉันไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง” ชั้นที่สาม คือความหมายของคำว่า “คนดี” มักถูกนิยามโดยผู้มีอำนาจเอง และเมื่อนิยามถูกผูกขาด คำว่า “คนดี” ก็กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยไม่รู้ตัว

คันฉ่องส่องไทย: ถ้าเราฝากอนาคตไว้กับ “คนดี” โดยไม่มีระบบตรวจสอบ เรากำลังยอมรับโดยปริยายว่า วันหนึ่งถ้าคนดีไม่อยู่—หรือคนดีคิดผิด—เราจะไม่มีทางแก้ไขอย่างสันติ

ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องตะวันตกหรือตะวันออก ไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ แต่เป็นเรื่อง “ธรรมชาติของอำนาจ” ที่เหมือนกันในทุกสังคม อำนาจที่ไม่มีเงื่อนไขตรวจสอบ จะค่อย ๆ ขยายตัวเหมือนน้ำท่วม—ไม่ใช่เพราะคนเลวเสมอไป แต่เพราะระบบเปิดช่องให้ “ความมั่นใจของคนดี” กลายเป็น “สิทธิของคนดี” และกลายเป็น “อำนาจของคนดี” โดยไม่ต้องตอบใคร

ระบอบสำคัญ เพราะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความผิดพลาดของมนุษย์

ประเด็นที่เราศึกษามาทั้งเล่มทำให้เห็นชัดว่า ระบอบการเมืองไม่ควรถูกวัดด้วยถ้อยคำสวยงาม แต่ควรถูกวัดด้วย “กลไก” ที่ระบอบนั้นมีไว้จัดการสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้สามอย่าง: ความขัดแย้ง ความผิดพลาด และความโลภของมนุษย์

ประชาธิปไตยไม่ได้มีค่าเพราะสมบูรณ์แบบ แต่เพราะในหลักการแล้ว มันพยายามสร้างเครื่องมือให้สังคม “แก้ความผิดพลาดได้โดยไม่ต้องฆ่ากัน” มีการถ่วงดุล มีพื้นที่ให้โต้แย้ง มีทางเปลี่ยนรัฐบาลโดยไม่ต้องล้มประเทศ ประเด็นไม่ใช่ว่าทุกประชาธิปไตยทำได้จริงเสมอไป แต่ประเด็นคือ ระบอบนี้อย่างน้อยยอมรับว่า “อำนาจต้องถูกจำกัด”

ขณะเดียวกัน สังคมนิยม–คอมมิวนิสต์ในฐานะอุดมการณ์เริ่มจากความหวังที่จริงแท้—ความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีมนุษย์ และการปลดปล่อยผู้ถูกกดทับจากโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม แต่บทเรียนประวัติศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า เมื่อการปลดปล่อยถูกแปลงเป็นรัฐรวมศูนย์ เมื่อความจริงถูกผูกขาดในนามของ “ภารกิจทางประวัติศาสตร์” และเมื่อการตรวจสอบถูกตีตราว่าเป็นศัตรู คำสัญญาแห่งการปลดปล่อยอาจกลับกลายเป็นเครื่องจักรที่ทำร้ายมนุษย์เสียเอง

ปัญหาไทยที่ซ่อนอยู่: เราชอบใช้ “ศีลธรรม” แทน “กติกา”

สังคมไทยมีความงามอย่างหนึ่ง คือให้คุณค่าความดี ความสุภาพ ความเกรงใจ แต่เมื่อคุณค่าดังกล่าวถูกยกขึ้นไปทำหน้าที่แทนสถาบันทางการเมือง ความงามนั้นอาจกลายเป็นกับดัก เพราะศีลธรรมเป็นเรื่องภายในใจ ขณะที่สถาบันเป็นเรื่องการจัดการความขัดแย้งระหว่างผู้คนจำนวนมาก สังคมที่พึ่งศีลธรรมแต่ไม่ลงทุนสร้างกติกา มักต้องกลับมาจ่ายค่าปรับด้วยความไม่เป็นธรรมซ้ำ ๆ

เรามักพูดว่า “ขอคนดี” แต่เราไม่ค่อยถามว่า “ถ้าคนดีทำผิด เราจะทำอย่างไร” เรามักพูดว่า “อย่าขัดแย้ง” แต่เราไม่ค่อยถามว่า “ความขัดแย้งจะถูกจัดการอย่างยุติธรรมได้อย่างไร” เรามักพูดว่า “อย่าทะเลาะกัน” แต่เราไม่ค่อยถามว่า “เมื่อรัฐทำผิด ใครมีสิทธิถาม”

ระบอบที่ดีไม่ใช่ระบอบที่สัญญาว่าจะมีคนดีตลอดไป แต่คือระบอบที่ไม่เปิดช่องให้ใครทำร้ายคนอื่นได้ แม้เขาจะคิดว่าตนเองเป็นคนดีก็ตาม

หลักการพื้นฐานที่ทำให้ระบอบ “รับใช้ทุกคน” ไม่ใช่ “รับใช้ผู้มีอำนาจ”

จากบทเรียนเชิงเปรียบเทียบ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ชื่อของระบอบ แต่คือหลักการพื้นฐานที่ทำให้ระบอบนั้นไม่ทรยศต่อมนุษย์ ผมจึงขอสรุปเป็น “แก่น” ที่สังคมไทยควรถือเป็นเข็มทิศ ไม่ว่าชอบคำว่าประชาธิปไตยหรือไม่ก็ตาม

แก่นแรก คือ อำนาจต้องถูกตรวจสอบได้จริง ไม่ใช่ตรวจสอบได้ในกระดาษ ไม่ใช่ตรวจสอบได้เมื่อผู้มีอำนาจอนุญาต แต่ตรวจสอบได้เป็นกิจวัตร เป็นสิทธิของพลเมือง และเป็นหน้าที่ของสถาบัน เพราะอำนาจที่ไม่ถูกตรวจสอบย่อมขยายตัวเป็นธรรมชาติ

แก่นที่สอง คือ ความจริงต้องไม่ถูกผูกขาด เมื่อความจริงมีเจ้าของ สังคมจะไม่เหลือพื้นที่กลางให้ถกเถียงอย่างมีเหตุผล และเมื่อเหตุผลตาย ความรุนแรงมักเข้ามาแทน ระบอบใดก็ตามที่ทำให้ข้อเท็จจริงกลายเป็นเรื่องของ “ความเชื่อที่ห้ามแตะ” ระบอบนั้นกำลังลดทอนมนุษย์ให้เหลือเพียงผู้ตาม

แก่นที่สาม คือ ต้องมีทางแก้ไขความผิดพลาดโดยสันติ ระบอบที่ไม่มีทางถอย—ไม่มีช่องทางเปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนทิศโดยไม่แตกหัก— มักผลักสังคมไปสู่ความสิ้นหวังและความรุนแรงในที่สุด เพราะเมื่อคนไม่เหลือทางเลือก คนก็จะเลือกทางสุดท้าย

แก่นที่สี่ คือ ศักดิ์ศรีของพลเมืองต้องเป็นจริง ไม่ใช่แค่คำสอน พลเมืองต้องมีสิทธิถาม ต้องมีสิทธิวิจารณ์ ต้องมีสิทธิเสนอทางเลือก โดยไม่ถูกตีตราว่าเป็นภัยต่อความสงบหรือความดีงาม เพราะระบอบที่ห้ามถาม จะค่อย ๆ กลายเป็นระบอบที่ห้ามคิด

แก่นที่ห้า คือ ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจต้องเดินกับเสรีภาพทางการเมือง ความเหลื่อมล้ำที่ทับถมทำให้คนสิ้นหวัง และเมื่อสิ้นหวัง คนก็พร้อมแลกเสรีภาพกับคำสัญญา ในอีกด้านหนึ่ง การไล่ล่าความเสมอภาคโดยไม่ยอมให้ตรวจสอบ ก็เปิดทางให้รัฐรวมศูนย์ ระบอบที่รับใช้ทุกคนต้องทำให้สองด้านนี้ถ่วงดุลกันได้ ไม่ใช่ทำให้ด้านหนึ่งกินอีกด้านหนึ่ง

คำถามแบบคันฉ่องส่องไทย ที่เราควรถามตัวเอง (อย่างซื่อสัตย์)

  • ระบบที่เรามีอยู่วันนี้ ป้องกันคนดีจากการทำผิดพลาด ได้จริงหรือไม่ หรือปล่อยให้ความผิดพลาดกลายเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำ ๆ?
  • ถ้าผู้มีอำนาจตัดสินใจผิด เรา แก้ไขได้โดยสันติ แค่ไหน หรือเราต้องรอให้เขาเมตตา—หรือหมดอำนาจ—เท่านั้น?
  • พื้นที่ของข้อเท็จจริงในสังคมไทยวันนี้ เปิดให้แข่งขัน หรือถูกบีบให้เหลือเพียง “เรื่องที่พูดได้” กับ “เรื่องที่ห้ามพูด”?
  • เรากำลังสร้าง พลเมืองผู้มีวิจารณญาณ หรือกำลังสร้างคนที่ต้องเชื่อฟังเพื่อจะถูกมองว่าเป็นคนดี?
  • สิ่งที่เราเรียกว่าความสงบ คือความสงบที่เกิดจากความยุติธรรม หรือความสงบที่เกิดจากการทำให้คนเงียบ?

บทเรียนสุดท้ายที่ไม่ควรลืม: ระบอบคือเครื่องมือของมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องบูชาของใคร

เมื่อเราฟังคำเทศนาว่า “ระบอบไม่สำคัญ ขอแค่คนดี” ผมอยากให้เราถอยออกมาหนึ่งก้าวแล้วถามอย่างสุภาพว่า ถ้าคนดีเป็นคนดีจริง เหตุใดจึงกลัวการตรวจสอบ? ถ้าคนดีตั้งใจทำเพื่อส่วนรวม เหตุใดจึงไม่ให้สังคมมีเครื่องมือแก้ความผิดพลาด? ถ้าคนดีเชื่อในธรรม เหตุใดจึงไม่ยอมให้ความจริงถูกทดสอบด้วยเหตุผล?

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ การตรวจสอบไม่ได้มีไว้เพื่อลดคุณค่าความดี แต่มีไว้เพื่อทำให้ความดีไม่ต้องพึ่ง “ความเป็นผู้วิเศษ” ของใครคนหนึ่ง และเพื่อทำให้ความดี “ยืนได้” แม้คนดีจะจากไป

ผมจึงขอสรุปแบบคันฉ่องส่องไทยว่า ระบอบสำคัญ เพราะมันคือกติกาที่ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้อย่างไม่ทำร้ายกัน และ คนดีสำคัญ เพราะไม่มีระบบใดทำงานได้หากคนไร้คุณธรรมเต็มเมือง แต่ถ้าเราต้องเลือกระหว่าง “ศีลธรรมลอย ๆ” กับ “กติกาที่ตรวจสอบได้” เราควรยืนอยู่ข้างกติกา เพราะกติกาที่ดีคือการทำให้ความดีไม่ต้องพึ่งปาฏิหาริย์

— คันฉ่องส่องไทย

อย่าหลงว่า “สหรัฐเข้าข้างกัมพูชา” แล้วปล่อยให้ไฟชาตินิยมเผาทั้งการทูตและประชาธิปไตย

คันฉ่องส่องไทย • เตือนภัย “เรื่องเล่า” ที่ทำให้เราอ่านเกมผิด

อย่าหลงว่า “สหรัฐเข้าข้างกัมพูชา”
แล้วปล่อยให้ไฟชาตินิยมเผาทั้งการทูตและประชาธิปไตย

เขียนในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ที่อยากชวนพี่น้องร่วมชาติคิดให้ลึกขึ้นอีกนิด—ก่อนที่อารมณ์จะนำเราไปไกลกว่าความจริง

เตือนสติรัฐบาลไทยและคนไทย ประเด็น: ชายแดน • เกมมหาอำนาจ • การเมืองไทย
ภาพประกอบ: เอกสารเผยแพร่ที่ถูกอ้างว่าสหรัฐหนุนกัมพูชา

เวลาบ้านเมืองมีเรื่องชายแดนหรือความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้าน ผมสังเกตอยู่เสมอว่า “เรื่องเล่า” ที่ลามเร็วที่สุด มักไม่ใช่ความจริงที่ซับซ้อน แต่เป็นคำอธิบายแบบง่าย ๆ ที่ทำให้เราโกรธได้ทันที หนึ่งในนั้นคือประโยคทำนองว่า “สหรัฐเข้าข้างกัมพูชา” หรือหนักขึ้นไปอีกว่า “ตะวันตกมันเล่นเรา” และหนังสืออ้างความสัมพันธ์ (ตามภาพ) ของบริษัทที่อยู่ในเมืองหลวงสหรัฐที่เสนอความช่วยเหลือต่อกัมพูชานั้น ถูกนำเสนอในทำนองนั้นอย่างจริงจังมาก

ผมไม่ได้บอกว่าเราห้ามวิจารณ์สหรัฐนะครับ ประเทศใดก็มีผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้น แต่ผมอยากชวนคนไทยมองให้ตรงจุดว่า ถ้าเราเชื่อเรื่องเล่าแบบนี้แบบเหมารวม เรามีโอกาสสูงมากที่จะ อ่านเกมผิด และความเสียหายจะไม่ได้อยู่แค่เรื่องอารมณ์ในโลกออนไลน์ มันจะไปลงที่ “การทูต” และ “การเมืองในประเทศ” แบบเจ็บจริง

บางครั้งศัตรูที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ประเทศอื่น แต่คือ “เรื่องเล่า” ที่ทำให้เราใช้ความโกรธแทนเหตุผล

ก่อนอื่น ต้องแยกคำว่า “ฟัง” ออกจาก “เข้าข้าง” ให้ชัด ในโลกการทูต สหรัฐ (รวมถึงทุกมหาอำนาจ) สามารถ ฟัง เรื่องจากกัมพูชาได้ ฟังจากไทยได้ ฟังจากอีกหลายฝ่ายได้ การที่เขา “ฟัง” ไม่ได้แปลว่าเขาจะ “เข้าข้าง” ใครแบบอัตโนมัติ

ที่สำคัญ ถ้ากัมพูชาพึ่งพาจีนมากขึ้นจริง—ไม่ว่าจะด้านอาวุธหรือความร่วมมือความมั่นคง— นั่นยิ่งเป็นเหตุให้สหรัฐ ระมัดระวังการปะทุ มากขึ้น เพราะสหรัฐไม่ต้องการให้เหตุชายแดนกลายเป็นจุดที่ทำให้จีนได้พื้นที่อิทธิพลเพิ่มขึ้น ดังนั้นภาพแบบ “สหรัฐต้องเข้าข้างกัมพูชา” จึงไม่ใช่ข้อสรุปที่สมเหตุสมผลนัก ถ้าเรามองแบบผลประโยชน์ของสหรัฐเอง

อีกเรื่องหนึ่งที่คนไทยเริ่มเห็นคือ “บริษัทล็อบบี้ในวอชิงตัน” หรือทีมที่รับงานด้านภาพลักษณ์/นโยบายให้รัฐบาลต่างชาติ เราต้องมองอย่างมีสติว่า ล็อบบี้ ≠ สั่งนโยบายสหรัฐ บริษัทเหล่านี้มีหน้าที่ช่วยลูกค้า “สื่อสาร” “วางกรอบ” “สร้างการรับรู้” และ “เข้าถึงเครือข่าย” แต่ไม่ได้มีอำนาจวิเศษที่จะบังคับให้รัฐบาลสหรัฐตัดสินใจสวนผลประโยชน์ของตัวเอง

สรุปแบบบ้าน ๆ: เขา “พยายามพูดให้คนในวอชิงตันได้ยิน” ได้ แต่เขา “สั่งให้วอชิงตันเลือกข้าง” แบบตามใจไม่ได้

แล้วทำไมเรื่องเล่า “สหรัฐเข้าข้างกัมพูชา” ถึงอันตรายเป็นพิเศษในไทย? เพราะในไทยเรามีกลุ่มความคิดต้านตะวันตก/เกลียดชังอเมริกาอยู่จริง และความคิดแบบนี้มักถูกนำมา “เติมไฟ” ได้ง่ายมากในยามวิกฤต พอไฟติด สิ่งที่ตามมาคือการถกเถียงเชิงเหตุผลจะถูกไล่ให้ถอยไปอยู่มุมมืด เหลือแต่เสียงดังกับการกล่าวหา

ตรงนี้เองที่ผมอยากเตือนรัฐบาลไทยและคนไทยทั่วไป: เรื่องเล่าแบบนี้มัน เอื้อ ต่อวาระการเมืองภายในอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมบางส่วนต้องการรวบอำนาจ หรืออย่างน้อยต้องการ “กลบกระแสประชาธิปไตย” ก่อนการเลือกตั้ง เพราะเมื่อปลุกชาตินิยมสำเร็จ การตรวจสอบรัฐบาลจะถูกตีตราเป็น “ไม่รักชาติ” การวิจารณ์ผู้มีอำนาจจะถูกมองเป็น “ทำลายความมั่นคง” และสุดท้ายประชาชนจะถูกบังคับให้เลือกข้างด้วยอารมณ์แทนหลักการ

อย่าปล่อยให้ “ศัตรูภายนอก” ถูกใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อปิดปาก “คำถามภายใน” ที่สำคัญกว่า

ในเกมมหาอำนาจ จีนและสหรัฐอาจไม่ได้อยากเห็นสงครามลุกลามจริง แต่มหาอำนาจทุกฝ่ายย่อมใช้ “ข้อมูล” “ภาพจำ” และ “อิทธิพล” เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง ฉะนั้น ประเทศที่จะเสียเปรียบที่สุด คือประเทศที่ปลืน “เรื่องเล่าง่าย ๆ” เข้าไป แล้วปล่อยให้อารมณ์ในประเทศกำหนดท่าทีทางการทูต

ผมอยากให้รัฐบาลไทยยึดสิ่งหนึ่งเป็นศูนย์กลางเสมอ: ความชอบธรรมและข้อมูล พูดให้น้อยแต่ชัด ทำให้มากแต่สุขุม ไม่ใช่ปล่อยให้การสื่อสารแบบประชดประชันหรือการปลุกอารมณ์พาเราไปไกลกว่าหลักการ

คำเตือนถึงคนไทยแบบตรง ๆ: วิจารณ์สหรัฐได้ วิจารณ์ใครก็ได้ แต่โปรดอย่าให้ความโกรธทำให้เราหลงว่า “การฟัง” คือ “การเข้าข้าง” และอย่าปล่อยให้ไฟชาตินิยมถูกใช้เป็นเครื่องมือกลบประชาธิปไตย

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่าความรักชาติที่เป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่การตะโกนดังที่สุด แต่คือการยืนให้มั่นบนเหตุผล และไม่ให้ใครใช้วิกฤตชายแดนมาเป็นบันไดทางการเมือง เพราะถ้าเราพลาด เราอาจเสียพร้อมกันสองอย่าง— เสียพื้นที่บนเวทีสากล และ เสียพื้นที่ประชาธิปไตยในบ้านเราเอง

ทำไม “อยู่ ๆ” กัมพูชาถึงมีการรุกล้ำและยั่วยุ ทั้งที่อยู่กันมาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว?

คันฉ่องส่องไทย • ภูมิรัฐศาสตร์ชายแดน

ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงมีการรุกล้ำและยั่วยุ
ทั้งที่อยู่กันมาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว?

คำถามดูง่าย แต่คำตอบซับซ้อน เพราะ “สงคราม” มักไม่ได้เริ่มจากเหตุเดียว หากเริ่มจากแรงกดดันหลายก้อนที่สุกงอมพร้อมกัน แล้วเจอชนวนหนึ่งก่อไฟ

มีคำถามหนึ่งที่คนไทยจำนวนมากถามด้วยความงุนงงปนเจ็บใจว่า: “เรากับเขาอยู่กันมาแบบนี้นานแล้ว ทำไมอยู่ ๆ ถึงรุกล้ำ ทำไมอยู่ ๆ ถึงยั่วยุ?” คำถามนี้ดี เพราะมันบังคับให้เรามอง “เหตุ” อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่มองแบบอารมณ์หรือแบบเชียร์ทีม

แต่คำตอบที่แท้จริงไม่ใช่ “เพราะเขาเลว” หรือ “เพราะเราอ่อน” เพียงประโยคเดียว ความจริงคือความขัดแย้งชายแดนจำนวนมากในโลก—รวมถึงในภูมิภาคเรา—เป็นข้อพิพาทที่ ถูกแช่แข็งไว้ อยู่ได้นานเพราะทุกฝ่าย “คุมระดับความตึงเครียด” ให้ยังไม่ลุกเป็นไฟใหญ่ จนกว่าจะมีบางอย่างเปลี่ยนให้ “คุ้ม” ในทางการเมืองหรือผลประโยชน์

สงครามมักเริ่มเมื่อ “แรงกดดันหลายก้อนสุกงอมพร้อมกัน” แล้วเจอชนวนหนึ่งก่อไฟ

ข้อพิพาทที่อยู่มานาน ไม่ได้แปลว่ามันนิ่ง—มันแค่ถูกกดไว้

รากของความขัดแย้งเขตแดนในหลายพื้นที่มักย้อนกลับไปถึงยุคกำหนดเส้นเขตแดนสมัยอาณานิคม แผนที่บางชุด เส้นแบ่งบางช่วง และการตีความ “พื้นที่รอยต่อ” ทำให้เกิดช่องว่างที่ทั้งสองฝ่ายอ้างสิทธิได้ เมื่อรัฐชาติสมัยใหม่โตขึ้น ความทรงจำทางประวัติศาสตร์และความรู้สึกเรื่องอธิปไตยยิ่งถูกปลุกได้ง่าย

แต่เพียงประวัติศาสตร์ยังไม่พอให้ปะทุ “ตอนนี้” สิ่งที่ทำให้ปะทุมักเป็น การเปลี่ยนสมการในปัจจุบัน: ใครได้อะไร ใครเสียอะไร ใครต้องการอะไร และใครคิดว่าตน “เสี่ยงได้”

ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงรุกล้ำ? เพราะแรงจูงใจทางการเมืองภายในเปลี่ยน

การเมืองภายในเป็นเครื่องยนต์สำคัญของไฟชายแดน เมื่อรัฐบาล/ชนชั้นนำ/ผู้มีอำนาจในประเทศหนึ่งกำลังเผชิญแรงกดดัน—เศรษฐกิจชะลอ ความนิยมตก ข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชัน ความชอบธรรมสั่นคลอน “ประเด็นชายแดน” มักถูกใช้เป็นพื้นที่สร้างเอกภาพแบบเร่งด่วน: ทำให้คนหันมามองศัตรูภายนอกแทนปัญหาในบ้าน

คันฉ่องส่องไทย: เมื่อใดที่รัฐใช้ “ธงชาติ” เป็นผ้าห่มกลบแผลในบ้าน เมื่อนั้นชายแดนจะไม่ใช่พื้นที่ความมั่นคง แต่กลายเป็นเวทีการเมืองที่เสี่ยงให้ประชาชนจ่ายราคา

ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงยั่วยุ? เพราะพื้นที่ชายแดน “มีราคาขึ้น” จากผลประโยชน์ใหม่

ชายแดนไม่ใช่แค่เส้นบนแผนที่ แต่เป็น “ช่องทางเศรษฐกิจ” ทั้งบนดินและใต้ดิน เมื่อกิจกรรมตามชายแดนมีมูลค่าสูงขึ้น—การค้า การขนส่ง แรงงาน การท่องเที่ยว และในบางพื้นที่รวมถึงกิจการเทา–ดำ ผู้ที่คุมจุดผ่านแดน เส้นทางลำเลียง และพื้นที่ยุทธศาสตร์ย่อมได้ทั้งรายได้ อิทธิพล และอำนาจต่อรอง

นี่ทำให้การ “ขยับพื้นที่” หรือ “สร้างเหตุ” บางครั้งไม่ใช่เป้าหมายเพื่อยึดดินแดนอย่างเดียว แต่อาจเป็นการยึด จุดยุทธศาสตร์ของผลประโยชน์ ที่ทำเงินได้จริง—ทั้งในระบบและนอกระบบ และเมื่อผลประโยชน์เหล่านี้พัวพันกับเครือข่ายข้ามชาติ ความขัดแย้งยิ่ง “คุมยาก” เพราะมีผู้ได้กำไรจากความไม่สงบ

แล้ว “จีน” อยู่ตรงไหนในภาพนี้—และจีนหวังอะไร?

ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ ไม่มีมหาอำนาจใด “ผลักหมาก” เพราะความสนุก มหาอำนาจมักต้องการสามอย่าง: พื้นที่อิทธิพล อำนาจต่อรอง และความมั่นคงของผลประโยชน์ตน เมื่อประเทศเล็กพึ่งพามหาอำนาจมากขึ้น—ด้านเงินลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน การทหาร หรือการทูต— ประเทศเล็กมัก “มั่นใจขึ้น” ว่ามีหลังพิง

จุดอันตรายอยู่ตรงนี้: มหาอำนาจอาจไม่ได้ต้องการสงครามเต็มรูปแบบ แต่การทำให้ฝ่ายหนึ่ง กล้าขึ้น อาจพอให้เกิดการคำนวณผิดพลาด แล้วความผิดพลาดนั้นก่อชนวน—ชนวนที่ลุกลามเพราะเชื้อไฟพร้อมอยู่แล้ว

จีนอาจ “หวัง” อะไรในภาพใหญ่ (กรอบวิเคราะห์)
  • เพิ่มอำนาจต่อรอง: ให้ภูมิภาคนี้เป็นพื้นที่ที่จีนมีน้ำหนักกำหนดทิศทางได้มากขึ้น
  • ขยายความลึกทางยุทธศาสตร์: ลดความเสี่ยงจากการถูกกดดันทางทะเล/การทหารจากคู่แข่ง
  • คุ้มครองผลประโยชน์: เสถียรภาพของเส้นทางลงทุน โลจิสติกส์ และผลประโยชน์ทุน
สิ่งที่มักเกิดขึ้นจริง (โดยไม่ต้องมีคำสั่งตรง)
  • ความมั่นใจผิด: หลังพิงทำให้คิดว่า “เสี่ยงได้” มากกว่าความจริง
  • การเล่นเกมขอบเขต: ทดสอบว่าอีกฝ่ายจะตอบโต้แค่ไหน
  • การยกระดับด้วยถ้อยคำ/สื่อ: ปลุกความโกรธเพื่อบีบให้การถอย “ทำไม่ได้”

ชนวนคืออะไร? มักเป็นเหตุเล็กที่ถูกขยายด้วยความไม่ไว้วางใจ

ชนวนของความรุนแรงชายแดนจำนวนมากเริ่มจากเหตุเฉพาะจุด: การกระทบกระทั่งของกำลังพล การตีความเส้นเขตแดนต่างกัน อุบัติเหตุ การลาดตระเวน หรือคำประกาศที่อีกฝ่ายมองว่า “ยั่วยุ”

ในภาวะที่เชื้อไฟพร้อม เหตุเล็กจะถูกขยายใหญ่ทันที เพราะการถอยถูกตีความว่า “อ่อนแอ” และผู้นำที่ถอยอาจเสียคะแนนนิยมในบ้านตนเอง นี่คือกลไกที่ทำให้ “คุมได้” กลายเป็น “คุมไม่ได้” อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่อันตรายที่สุดไม่ใช่ชนวน แต่คือความเชื่อว่า “เดี๋ยวก็หยุดได้” ทั้งที่เชื้อไฟถูกกองไว้เต็มแล้ว

สรุปคำตอบให้ตรง: ทำไม “อยู่ ๆ” ถึงเกิดขึ้น?

เพราะมันไม่ได้ “อยู่ ๆ” จริง ๆ — มันคือผลสะสมของแรงกดดันหลายก้อนที่ค่อย ๆ สุกงอม แล้วมีเหตุหนึ่งทำหน้าที่เป็นชนวนให้ไฟลุก

แผนที่เหตุแบบสั้น: ข้อพิพาทเดิม + ผลประโยชน์ใหม่ + การเมืองภายใน + เกมมหาอำนาจ + กิจการชายแดนเทา–ดำ + การคำนวณผิดพลาด → แล้วเจอ “ชนวน” → ไฟลุก

10 “ทำไม” ที่คนไทยควรถาม (เพื่อไม่หลงอารมณ์)

ทำไม 1: ทำไมปะทุตอนนี้ ไม่ใช่ก่อนหน้านี้?

เพราะ “ความคุ้ม” ทางการเมือง/ผลประโยชน์ของบางฝ่ายเปลี่ยน และแรงกดดันภายในสุกงอมพร้อมกัน

ทำไม 2: ทำไมเหตุเล็กถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่?

เพราะความไม่ไว้วางใจสูง และการถอยถูกตีความว่าเสียหน้า/เสียคะแนน จึงยกระดับแทนการยับยั้ง

ทำไม 3: ทำไมต้อง “ยั่วยุ” ด้วยถ้อยคำหรือสื่อ?

เพราะถ้อยคำราคาถูก แต่ผลแรง: มันล็อกอารมณ์สาธารณะ ทำให้ทางถอยของรัฐบาลแคบลง

ทำไม 4: ทำไมชายแดนบางช่วงถึง “แพง” ขึ้น?

เพราะเส้นทางลำเลียง/ผลประโยชน์/เศรษฐกิจชายแดนขยายตัว รวมถึงพื้นที่เทา–ดำในบางบริบท

ทำไม 5: ทำไมมหาอำนาจจึงเกี่ยวข้องแม้ไม่ยิงเอง?

เพราะอิทธิพล การลงทุน ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง และการทูต ทำให้ฝ่ายหนึ่งมั่นใจขึ้นและคำนวณเสี่ยงมากขึ้น

ทำไม 6: ทำไมไทยต้องรักษาความชอบธรรมบนเวทีสากล?

เพราะความชอบธรรมคือ “เกราะ” ที่ทำให้ไทยไม่ถูกดึงให้เสียเปรียบทางการทูต และไม่ตกเป็นฝ่ายถูกกล่าวหา

ทำไม 7: ทำไมความขัดแย้งจึงมักเรื้อรัง?

เพราะมีผู้ได้ประโยชน์จากภาวะคุมเครือ และเพราะการแก้ปมเขตแดนต้องใช้ความกล้าทางการเมืองและกลไกที่สังคมไว้วางใจ

ทำไม 8: ทำไม “ชนะทางทหาร” ไม่เท่ากับ “ชนะทางการเมือง”?

เพราะสงครามมีต้นทุนระยะยาว—เศรษฐกิจ การทูต ความรู้สึกประชาชน และความเสี่ยงการลาม—ซึ่งอาจแพ้แม้ชนะสนามรบ

ทำไม 9: ทำไมกิจการเทา–ดำจึงสำคัญต่อการอ่านชายแดน?

เพราะมันทำให้ความไม่สงบ “มีราคา” และทำให้ผู้คุมพื้นที่มีแรงจูงใจแอบแฝงที่ไม่อยู่บนโต๊ะเจรจา

ทำไม 10: ทำไมเราต้องแยก “ชนวน” ออกจาก “เชื้อไฟ”?

เพราะถ้าโทษแต่ชนวน เราจะไม่แก้เชื้อไฟ และความขัดแย้งจะกลับมาใหม่ในรูปแบบเดิมเสมอ

บทสรุปแบบคันฉ่องส่องไทย: ประเทศอย่าหลง “เรื่องเล่าแบบง่าย”

หากเราอธิบายทุกอย่างด้วยประโยคเดียว เราจะถูกลากด้วยอารมณ์ของประโยคนั้น แต่ถ้าเราเห็นโครงสร้าง เราจะเห็นว่า “ใครได้ประโยชน์จากไฟ” และ “ใครควรรับผิดชอบต่อเชื้อไฟ”

ความรักชาติที่มีวุฒิภาวะไม่ใช่การตะโกนดังที่สุดด้วยคำที่คลั่งชาติจนขาดสติ แต่คือการยืนบนหลักการให้มั่น: ปกป้องอธิปไตยด้วยความชอบธรรม ป้องกันการคำนวณผิดพลาด ตัดวงจรผลประโยชน์ที่เลี้ยงความเรื้อรัง และระวังทีท่าต่อมหาอำนาจด้วยปัญญาอันแยบยล

โพสต์ล่าสุด

ว่าที่ประธานธนาคารกลางสหรัฐ Kevin Warsh มีดีอะไร และจะพาอนาคตการเงินโลกไปทางไหน?

Kevin Warsh: ชายผู้เชื่อมโลกการเงินกับการเมือง – ทำไมเขาถึงเป็นตัวเลือกของ Trump และหมายความว่าอย่างไรกับอนาคตเศรษฐกิจโลก ในยุคที่การเงินสหร...

Popular Posts