Showing posts with label หนังสือน่าอ่าน. Show all posts
Showing posts with label หนังสือน่าอ่าน. Show all posts

หนังสือสั้น Civic Education เล่ม 2 · อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร

อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร · เครื่องอ่าน
Civic Education · อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร
Protected Reading

Civic Education · อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร

กรุณาใส่รหัสผ่านเพื่อเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ ระบบจะจดจำการปลดล็อกไว้เฉพาะในเบราว์เซอร์นี้ เพื่อให้กลับมาอ่านต่อได้สะดวก

Civic Education for Thailand · เล่ม ๒

อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร

หากอำนาจเป็นของประชาชนจริง ประชาชนควรทำอย่างไรเพื่อรักษาอำนาจนั้นไว้

หนังสือเล่มนี้ชวนผู้อ่านกลับไปตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดของการเมืองว่า ใครคือเจ้าของอำนาจสูงสุดของประเทศ และหากคำตอบคือ “ประชาชน” สิ่งนั้นหมายความว่าอะไรในชีวิตจริง

เราจะเดินทางจากโลกที่อำนาจถูกเชื่อว่ามาจากสวรรค์หรือบัลลังก์ ไปสู่การปฏิวัติทางความคิดที่ทำให้อำนาจอธิปไตยกลายเป็นของปวงชน พร้อมพิจารณาว่า ประชาชนใช้อำนาจนั้นอย่างไร สูญเสียมันได้อย่างไร และต้องเฝ้ารักษามันด้วยวัฒนธรรมพลเมืองแบบใด

เล่มนี้ตอบคำถาม

อำนาจอธิปไตยคืออะไร และทำไมจึงไม่ใช่อำนาจของรัฐบาลหรือนักการเมือง

เหมาะสำหรับ

นักเรียน ครู ประชาชนทั่วไป และผู้ที่ต้องการเข้าใจประชาธิปไตยอย่างมีรากฐาน

อ่านแล้วจะได้

กรอบคิดสำหรับตรวจสอบอำนาจ รักษาสิทธิ และเข้าใจภาระของการเป็นเจ้าของประเทศ

คำถามชวนคิดก่อนอ่าน

ถ้าวันหนึ่งไม่มีใครปกครองประเทศแทนเรา ไม่มีวีรบุรุษ ไม่มีผู้มีบารมี และไม่มีสถาบันใดที่ประชาชนจะฝากความรับผิดชอบทั้งหมดไว้ได้อีกต่อไป เราจะใช้อำนาจอธิปไตยที่อยู่ในมือของเราอย่างไร และเราได้เตรียมตัวเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบแล้วหรือยัง

สำนักพิมพ์ประชาชน ห้องสมุดประชาชน Civic Education · เล่ม ๒

กรุณาใส่รหัสผ่านด้านล่างเพื่อเข้าสู่หนังสือฉบับเต็ม หากท่านได้รับรหัสจากโครงการห้องสมุดประชาชน โปรดใช้รหัสนั้นเพื่อเปิดอ่าน และสามารถส่งต่อความรู้นี้ให้ผู้ที่ควรได้อ่านต่อไป

Civic Education for Thailand · เล่ม ๒

อำนาจอธิปไตยเป็นของใคร

❧ ❧ ❧

หากอำนาจเป็นของประชาชนจริง ประชาชนควรทำอย่างไรเพื่อรักษาอำนาจนั้นไว้

บทคัดย่อ

หนังสือเล่มนี้สำรวจมโนทัศน์เรื่อง “อำนาจอธิปไตย” ในฐานะคำถามแกนกลางของวิชาความรู้พลเมือง โดยเริ่มจากคำถามพื้นฐานที่สุดของการเมืองว่าเหตุใดมนุษย์จึงยอมเชื่อฟังกัน ไล่เรียงจากโลกที่อำนาจเชื่อว่ามาจากสวรรค์ มาสู่การปฏิวัติทางความคิดเรื่องสัญญาประชาคมที่ย้ายอำนาจสูงสุดจากบัลลังก์ลงสู่ประชาชน จากนั้นจึงนิยามอำนาจอธิปไตยให้ชัด แยกออกจากอำนาจของรัฐบาลซึ่งเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจแทน และวิเคราะห์ทั้งวิธีที่ประชาชนใช้อำนาจนั้น รูปแบบที่อำนาจถูกช่วงชิงไปในทางปฏิบัติ และกลไกที่ทำให้ประชาชนสูญเสียอำนาจของตนโดยไม่รู้ตัว หนังสืออาศัยกรอบความคิดของนักปรัชญาและนักรัฐศาสตร์ตั้งแต่เพลโต อริสโตเติล โบแดง ฮ็อบส์ ล็อก รูโซ เวเบอร์ โทกวีล อาเรนต์ จนถึงนักวิชาการร่วมสมัย และสรุปด้วยข้อเสนอว่าอำนาจอธิปไตยมิใช่รางวัลที่ได้มาเปล่า หากเป็นภาระความรับผิดชอบที่ประชาชนต้องพร้อมแบกรับ คำถามสำคัญที่สุดจึงมิใช่ว่าผู้ใดควรปกครองเรา หากเป็นว่าเราจะปกครองตนเองอย่างไร

คำสำคัญ: อำนาจอธิปไตย · ความชอบธรรมทางการเมือง · สัญญาประชาคม · ประชาธิปไตยเสรีนิยม · การมีส่วนร่วมของพลเมือง · นิติรัฐ

คำนำสำนักพิมพ์

หนังสือชุด Civic Education for Thailand เกิดขึ้นจากความเชื่อข้อเดียวที่เรียบง่าย นั่นคือความรู้ทางการเมืองมิควรเป็นสมบัติเฉพาะของผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัยหรือผู้มีกำลังทรัพย์เท่านั้น หากควรเป็นของพลเมืองทุกคนที่ต้องอยู่ร่วมและตัดสินใจในชะตากรรมของสังคมเดียวกัน เราจึงตั้งใจให้หนังสือชุดนี้เขียนด้วยภาษาที่คนไทยซึ่งอ่านหนังสือออกสามารถเข้าใจได้ ขณะเดียวกันก็วางอยู่บนรากฐานวิชาการที่หนักแน่นพอจะทนต่อการตรวจสอบ เพราะเราเชื่อว่าหลักวิชาที่มั่นคงคือเกราะที่ทำให้ความจริงสำคัญ ๆ ถูกพูดออกมาได้อย่างมีน้ำหนักและสง่างาม

เล่มที่อยู่ในมือท่านนี้ว่าด้วยคำถามที่อยู่ใจกลางของระบอบประชาธิปไตย เราขอเชิญชวนให้ท่านอ่านอย่างช้า ๆ ตั้งคำถามไปพร้อมกับผู้เขียน และที่สำคัญที่สุด ส่งต่อให้ผู้อื่นได้อ่านต่อไป

— สำนักพิมพ์ประชาชน

บทที่ ๑คำถามที่เปลี่ยนโลก

ทุกสังคมที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ หรือจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ ล้วนมีคนกลุ่มหนึ่งที่ออกคำสั่ง และคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำตาม ความจริงข้อนี้ธรรมดาเสียจนเรามักมองข้าม แต่หากหยุดคิดสักครู่ จะพบว่ามันซ่อนคำถามที่ลึกที่สุดข้อหนึ่งของมนุษยชาติเอาไว้ นั่นคือ ใครควรมีสิทธิออกคำสั่งแก่ใคร และเพราะเหตุใดผู้คนจึงยอมเชื่อฟัง

ก่อนจะตอบคำถามนั้น เราต้องเข้าใจคำสองคำที่มักถูกใช้ปะปนกันเสียก่อน คำแรกคือ “อำนาจ” ซึ่งในความหมายอย่างกว้างหมายถึงความสามารถที่จะทำให้ผู้อื่นกระทำตามเจตจำนงของเรา แม้ในยามที่เขาไม่เต็มใจ คำที่สองคือ “ความชอบธรรม” ซึ่งหมายถึงความเชื่อร่วมกันในสังคมว่าอำนาจนั้น ควร ได้รับการเชื่อฟัง ความแตกต่างระหว่างสองคำนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะอำนาจที่อาศัยเพียงความกลัวนั้นเปราะบางและสิ้นเปลือง ต้องคอยเฝ้าระวังและบังคับอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่อำนาจที่มีความชอบธรรมรองรับจะมั่นคงกว่ามาก เพราะผู้คนเชื่อฟังด้วยความสมัครใจ มิใช่เพราะถูกบีบบังคับ

มัคส์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาคนสำคัญ อธิบายว่าความชอบธรรมทางการเมืองตั้งอยู่บนฐานสามแบบ คือ ฐานจารีตประเพณีที่อาศัยความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่สืบทอดกันมา ฐานบารมีเฉพาะตัวที่อาศัยคุณสมบัติพิเศษของผู้นำ และฐานเหตุผลและกฎหมายที่อาศัยกฎเกณฑ์อันเป็นทางการซึ่งทุกคนยอมรับร่วมกัน (Weber, 1919/1946) เวเบอร์ยังให้นิยามรัฐสมัยใหม่ไว้อย่างคมคายว่าคือองค์กรที่อ้างสิทธิผูกขาดการใช้กำลังบังคับโดยชอบธรรมภายในดินแดนหนึ่ง นัยสำคัญของนิยามนี้คือ สิ่งที่ทำให้รัฐต่างจากกลุ่มโจรติดอาวุธมิใช่การมีกำลัง หากคือการที่สังคมยอมรับว่าการใช้กำลังนั้นชอบธรรม

คำถามว่าใครควรปกครองนั้นเก่าแก่พอ ๆ กับอารยธรรม เพลโตเสนอในงาน The Republic ว่าการปกครองเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่ต้องอาศัยปัญญาและความรู้ ผู้ที่ควรปกครองจึงควรเป็นผู้รู้หรือ “ราชาปราชญ์” มิใช่ผู้ที่ได้อำนาจมาด้วยกำลังหรือเสียงข้างมากที่อาจถูกชักจูงได้ง่าย (Plato, ca. 375 BCE/1992) ข้อเสนอนี้น่าสนใจ แต่ก็ทิ้งคำถามที่ตอบยากไว้เช่นกันว่า แล้วใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครคือผู้รู้ และใครจะคอยกำกับผู้รู้เหล่านั้นมิให้ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด อริสโตเติล ศิษย์ของเพลโต เสนอกรอบที่ต่างออกไปและทรงอิทธิพลมาจนปัจจุบัน เขาจำแนกระบอบการปกครองตามเกณฑ์สองชั้น ชั้นแรกคือจำนวนผู้ปกครอง ว่าเป็นคนเดียว คนกลุ่มน้อย หรือคนหมู่มาก และชั้นที่สองซึ่งสำคัญกว่าคือ การปกครองนั้นทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือเพื่อประโยชน์ของผู้ปกครองเอง (Aristotle, ca. 350 BCE/1998) แก่นของอริสโตเติลจึงอยู่ที่ว่า ความชอบธรรมมิได้วัดเพียงว่าใครเป็นผู้ปกครอง หากวัดที่ว่าการปกครองนั้นทำเพื่อใคร

บทที่ ๒ก่อนประชาชนจะเป็นเจ้าของอำนาจ

ตลอดประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ของมนุษยชาติ คำตอบต่อคำถามว่าอำนาจสูงสุดเป็นของใครนั้นชัดเจนและไม่ค่อยถูกตั้งข้อสงสัย คำตอบคืออำนาจเป็นของกษัตริย์ จักรพรรดิ หรือผู้ที่เชื่อว่าได้รับมอบหมายจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในโลกเช่นนั้น อำนาจมิได้ไหลขึ้นมาจากประชาชน หากไหลลงมาจากเบื้องบน

ในยุโรป ความเชื่อนี้ปรากฏในรูปของหลัก “เทวสิทธิ์ของกษัตริย์” ซึ่งนักคิดอย่างฌัก-เบนีญ บอสซูเอต์ ได้สถาปนาให้เป็นระบบ โดยอธิบายว่ากษัตริย์ทรงรับพระราชอำนาจมาจากพระเจ้าโดยตรง จึงทรงรับผิดชอบต่อพระเจ้าเท่านั้น มิใช่ต่อราษฎร (Bossuet, 1709/1990) ในจีนมีแนวคิดที่คล้ายคลึงแต่ต่างในรายละเอียดสำคัญ นั่นคือ “อาณัติแห่งสวรรค์” ซึ่งถือว่าสวรรค์มอบสิทธิในการปกครองให้แก่ผู้ครองแผ่นดิน ทว่าอาณัตินี้มิใช่สิ่งถาวร หากผู้ปกครองปกครองอย่างเลวร้าย ก่อความทุกข์เข็ญแก่ราษฎร สวรรค์ย่อมถอนอาณัติคืนและมอบให้ผู้อื่น ภัยพิบัติและการลุกฮือของประชาชนถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของการถอนอาณัตินั้น แนวคิดนี้จึงแฝงหลักความรับผิดชอบบางอย่างไว้ตั้งแต่ในโลกโบราณ

เมื่อรัฐสมัยใหม่เริ่มก่อตัวขึ้นในยุโรป ฌ็อง โบแดง ได้ให้นิยามอย่างเป็นระบบเป็นครั้งแรกแก่คำว่า “อำนาจอธิปไตย” เขาอธิบายว่าอธิปไตยคืออำนาจสูงสุด เด็ดขาด และถาวร ที่ไม่อยู่ใต้อำนาจอื่นใด และในทุกชุมชนการเมืองจะต้องมีจุดที่อำนาจสูงสุดนี้สถิตอยู่อย่างชัดเจน มิเช่นนั้นสังคมย่อมไร้ระเบียบ (Bodin, 1576/1992) ในยุคของโบแดง อำนาจนี้ผูกอยู่กับองค์กษัตริย์ แต่ข้อเสนอที่ว่าอำนาจสูงสุดต้องมีหนึ่งเดียวและต้องระบุได้ว่าอยู่ที่ใดนั้น จะกลายเป็นรากฐานทางความคิดที่คนรุ่นต่อมานำมาใช้พลิกความหมายเสียใหม่

คำถามชวนคิด · เหตุใดคนจำนวนมากจึงยอมรับว่าอำนาจเป็นของคนเพียงคนเดียว

คำตอบมิได้อยู่ที่ว่าคนในอดีตโง่เขลากว่าเรา หากอยู่ที่โลกทัศน์ที่แตกต่าง ในสังคมที่เชื่อว่าจักรวาลมีลำดับชั้นอันศักดิ์สิทธิ์ การมีผู้ปกครองสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวดูเป็นเรื่องธรรมชาติเช่นเดียวกับการที่ท้องฟ้ามีดวงอาทิตย์ดวงเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ระเบียบที่ชัดเจนยังให้ความมั่นคงและความสงบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนในยุคที่เต็มไปด้วยสงครามและความอดอยากปรารถนาอย่างยิ่ง การยอมรับอำนาจเบ็ดเสร็จจึงมิใช่ความเขลา หากเป็นการแลกเปลี่ยนที่ดูสมเหตุสมผลในกรอบความเชื่อของยุคนั้น

บทที่ ๓การปฏิวัติความคิดครั้งใหญ่

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถึง 18 ได้เกิดการปฏิวัติทางความคิดที่เปลี่ยนโฉมหน้าการเมืองของโลกไปตลอดกาล นักคิดกลุ่มหนึ่งเริ่มเสนอว่าอำนาจทางการเมืองมิได้มาจากสวรรค์หรือพระเจ้า หากมาจากข้อตกลงระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง แนวคิดนี้เรียกรวม ๆ ว่าทฤษฎีสัญญาประชาคม และแม้นักคิดแต่ละคนจะมีข้อสรุปต่างกัน แต่ทุกคนเห็นพ้องในจุดเริ่มต้นเดียวกันว่า ที่มาของอำนาจที่ชอบธรรมคือความยินยอมของผู้ถูกปกครอง

ทอมัส ฮ็อบส์ เป็นผู้วางรากฐานในงาน Leviathan เขาจินตนาการถึง “สภาวะธรรมชาติ” ก่อนมีรัฐ ว่าเป็นสภาพที่มนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพเท่ากันแต่ก็หวาดกลัวกันและกัน จนชีวิตตกอยู่ในสงครามของทุกคนต่อทุกคน ฮ็อบส์สรุปว่าชีวิตในสภาพเช่นนั้น “โดดเดี่ยว ขัดสน น่าสะพรึง โหดร้าย และสั้น” มนุษย์จึงตกลงยอมมอบอำนาจให้แก่องค์อธิปัตย์เพื่อแลกกับความปลอดภัยและความสงบ (Hobbes, 1651/1996) แม้ฮ็อบส์จะสนับสนุนอำนาจที่เข้มแข็งเด็ดขาด แต่จุดที่ปฏิวัติอย่างแท้จริงคือ เขาวางที่มาของอำนาจไว้ที่ข้อตกลงของมนุษย์ มิใช่ที่พระประสงค์ของสวรรค์อีกต่อไป

จอห์น ล็อก เดินต่อไปอีกขั้น เขาเสนอว่าในสภาวะธรรมชาติมนุษย์มีสิทธิติดตัวมาแต่กำเนิด อันได้แก่สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน ผู้คนตั้งรัฐบาลขึ้นมิใช่เพื่อยอมจำนน หากเพื่อให้รัฐบาลทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเหล่านั้น ความชอบธรรมของรัฐบาลจึงขึ้นอยู่กับการได้รับความยินยอม และเมื่อใดที่รัฐบาลทรยศต่อหน้าที่นี้ ประชาชนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือล้มล้างรัฐบาลนั้น (Locke, 1689/1988) ฌ็อง-ฌัก รูโซ ผลักความคิดนี้ไปถึงข้อสรุปที่ถึงรากที่สุด เขาเสนอแนวคิด “เจตจำนงร่วม” และยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนทั้งมวล เป็นสิ่งที่ไม่อาจแบ่งแยกหรือมอบโอนให้ผู้ใดถือครองแทนได้อย่างถาวร ผู้ปกครองเป็นเพียงผู้รับมอบให้ปฏิบัติหน้าที่ มิใช่เจ้าของอำนาจ (Rousseau, 1762/1968)

ผลรวมของความคิดทั้งสามคือการกลับทิศของอำนาจอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่อำนาจไหลจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง กลายเป็นอำนาจที่ไหลจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน คำว่า “อำนาจอธิปไตยของปวงชน” ถือกำเนิดขึ้นจากตรงนี้ และกลายเป็นหลักการที่จุดประกายการปฏิวัติครั้งใหญ่ในอเมริกาและฝรั่งเศส รวมทั้งเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ทุกแห่งในเวลาต่อมา

บทที่ ๔อำนาจอธิปไตยคืออะไร

เมื่อมาถึงจุดนี้ เราจำเป็นต้องนิยามให้ชัดเสียทีว่าอำนาจอธิปไตยคืออะไร เพราะนี่คือคำที่ถูกเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคำหนึ่งในภาษาการเมือง ความเข้าใจผิดที่พบเสมอคือการคิดว่าอำนาจอธิปไตยคืออำนาจของรัฐบาล อำนาจของนายกรัฐมนตรี หรืออำนาจของรัฐสภา ทั้งสามสิ่งนี้ล้วนเป็นอำนาจที่สำคัญ แต่ไม่มีสิ่งใดเป็นอำนาจอธิปไตย

อำนาจอธิปไตยคืออำนาจสูงสุดที่ใช้กำหนดกติกาพื้นฐานของสังคม เป็นบ่อเกิดที่อำนาจอื่น ๆ ทั้งหมดถือกำเนิดและได้รับความชอบธรรมมา รัฐบาล รัฐสภา และศาล มิได้เป็นเจ้าของอำนาจนี้ หากเป็นเพียงสถาบันที่ได้รับมอบหมายให้ “ใช้” อำนาจแทนเจ้าของตัวจริงเป็นการชั่วคราว ในระบอบประชาธิปไตย เจ้าของอำนาจอธิปไตยคือประชาชน ความแตกต่างระหว่างการเป็น “เจ้าของ” กับการเป็น “ผู้ใช้แทน” นี้ ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กในทางถ้อยคำ แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในทางปฏิบัติ เพราะมันเป็นเส้นแบ่งระหว่างประชาธิปไตยกับระบอบที่อ้างประชาธิปไตยแต่ปกครองราวกับว่าอำนาจเป็นสมบัติส่วนตัวของผู้ปกครอง

กล่องวิเคราะห์ · บ้านหลังหนึ่งมีเจ้าของกี่คน

ลองนึกถึงสามสิ่งที่คุ้นเคย บ้านหลังหนึ่งมีเจ้าของผู้เป็นกรรมสิทธิ์ ผู้ที่อาจจ้างคนมาดูแลหรือซ่อมแซม แต่คนที่ถูกจ้างนั้นไม่ใช่เจ้าของบ้าน บริษัทแห่งหนึ่งมีผู้ถือหุ้นเป็นเจ้าของ และมีคณะผู้บริหารที่ถูกจ้างเข้ามาทำงานแทน ผู้บริหารมีอำนาจตัดสินใจมากมาย แต่หากลืมตัวคิดว่าบริษัทเป็นของตน ผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิเปลี่ยนตัวเขาได้

รัฐก็ทำงานบนหลักการเดียวกัน ประชาชนคือผู้ถือหุ้นหรือเจ้าของประเทศ รัฐบาลคือคณะผู้บริหารที่ถูกว่าจ้างเข้ามาบริหารชั่วคราวผ่านการเลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญคือข้อบังคับสูงสุดที่กำหนดว่าผู้บริหารทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้ ปัญหาทางการเมืองจำนวนมากเกิดขึ้นในวินาทีที่ผู้บริหารเริ่มลืมไปว่าใครคือเจ้าของตัวจริง และเริ่มปฏิบัติต่อประเทศราวกับเป็นทรัพย์สินของตนเอง

บทที่ ๕ประชาชนใช้อำนาจอธิปไตยอย่างไร

หากประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยจริง คำถามที่ตามมาคือ แล้วประชาชนใช้อำนาจนั้นผ่านช่องทางใด คำตอบที่คนส่วนใหญ่นึกถึงทันทีคือการเลือกตั้ง ซึ่งถูกต้องแต่ไม่ครบถ้วน การเลือกตั้งเป็นช่องทางสำคัญที่ประชาชนใช้มอบอำนาจการบริหารให้ผู้แทนเป็นการชั่วคราว และที่สำคัญไม่แพ้กันคือใช้ถอดถอนผู้แทนที่ทำงานไม่เป็นที่พอใจออกไปในวาระต่อไป แต่การเลือกตั้งเป็นเพียงหนึ่งในหลายช่องทางเท่านั้น

ช่องทางที่สองคือรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกติกาสูงสุดที่ประชาชนใช้กำหนดกรอบให้แก่ผู้มีอำนาจ รัฐธรรมนูญที่ดีจะผูกมัดแม้กระทั่งผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง มิให้ใช้อำนาจเกินขอบเขต ช่องทางที่สามคือศาล โดยเฉพาะอำนาจในการตรวจสอบว่ากฎหมายหรือการกระทำของรัฐขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งทำให้กติกาสูงสุดมีผลบังคับได้จริง ช่องทางที่สี่คือการมีส่วนร่วมสาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่การชุมนุมโดยสงบ การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในกิจการของชุมชน และช่องทางที่ห้าซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงทุกช่องทางคือเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการวิจารณ์ผู้มีอำนาจ เพราะหากปราศจากเสรีภาพนี้ ประชาชนย่อมไม่อาจรู้ความจริงและไม่อาจตรวจสอบสิ่งใดได้เลย

โรเบิร์ต ดาห์ล นักรัฐศาสตร์คนสำคัญ เตือนว่าประชาธิปไตยที่ใช้การได้จริงในโลกสมัยใหม่นั้นต้องอาศัยมากกว่าการเลือกตั้ง เขาเสนอว่าระบอบที่เปิดกว้างอย่างแท้จริงต้องประกอบด้วยทั้งการแข่งขันทางการเมืองที่เป็นธรรม การมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง และเสรีภาพพลเมืองที่ได้รับการคุ้มครอง องค์ประกอบเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกัน หากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็มิใช่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ (Dahl, 1971) สรุปได้ว่า ประชาชนมิได้ใช้อำนาจอธิปไตยเพียงปีละครั้งในคูหาเลือกตั้ง หากใช้ผ่านระบบทั้งระบบที่ทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา

บทที่ ๖อำนาจอธิปไตยที่ถูกช่วงชิง

ในโลกแห่งความเป็นจริง บ่อยครั้งที่อำนาจอธิปไตยยังคงเป็นของประชาชนในทางทฤษฎีและตามตัวบทกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติกลับถูกช่วงชิงไปอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็ก ๆ การเข้าใจรูปแบบของการช่วงชิงนี้เป็นสิ่งจำเป็น เพราะมันมักเกิดขึ้นอย่างแนบเนียนกว่าที่คิด และไม่ได้มาในรูปของการประกาศยกเลิกประชาธิปไตยอย่างโจ่งแจ้งเสมอไป

รูปแบบที่ชัดเจนที่สุดคือเผด็จการทหาร ซึ่งใช้กำลังเข้ายึดอำนาจโดยมักอ้างความจำเป็นเพื่อความสงบเรียบร้อยหรือเพื่อแก้วิกฤต รูปแบบที่สองคือระบบพรรคการเมืองพรรคเดียวที่ผูกขาดอำนาจไว้ ไม่เปิดให้มีการแข่งขันที่แท้จริง รูปแบบที่สามคือคณาธิปไตย หรือการปกครองโดยคนกลุ่มน้อยที่ครอบครองทรัพยากรและอิทธิพล นักสังคมวิทยาชื่อโรแบร์โต มีเชิลส์ เคยตั้งข้อสังเกตที่เรียกว่า “กฎเหล็กแห่งคณาธิปไตย” ว่าแม้แต่องค์กรที่ตั้งขึ้นบนหลักประชาธิปไตย เมื่อเวลาผ่านไปก็มักถูกครอบงำโดยชนชั้นนำกลุ่มเล็ก ๆ ภายในองค์กรนั้นเอง (Michels, 1911/1962) และรูปแบบที่สี่คืออำนาจของทุนผูกขาดที่อาจครอบงำการเมืองผ่านช่องทางทางเศรษฐกิจ จนนโยบายสาธารณะถูกบิดให้รับใช้ผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยแทนที่จะเป็นของส่วนรวม

กล่องวิเคราะห์ · การเลือกตั้งอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่

นักวิชาการแยกแยะประชาธิปไตยออกเป็นหลายระดับ ระดับแรกคือประชาธิปไตยเชิงเลือกตั้ง ซึ่งมีเพียงการจัดการเลือกตั้งเป็นประจำ ระดับที่ลึกกว่าคือประชาธิปไตยเสรีนิยม ซึ่งนอกจากการเลือกตั้งแล้วยังคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ มีนิติรัฐ และมีการตรวจสอบถ่วงดุล และระดับที่เป็นรากฐานคือประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ ที่อำนาจทั้งปวงถูกผูกไว้ใต้กติกาสูงสุด

ฟารีด ซาคาเรีย เตือนถึงปรากฏการณ์ “ประชาธิปไตยไร้เสรีภาพ” คือระบอบที่มีการเลือกตั้งแต่ขาดการคุ้มครองสิทธิและการตรวจสอบ จนผู้ชนะการเลือกตั้งใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขต (Zakaria, 1997) ในทำนองเดียวกัน เลวิตสกีและเวย์ได้อธิบายระบอบลูกผสมที่เรียกว่า “อำนาจนิยมแบบแข่งขัน” ซึ่งมีการเลือกตั้งจริง แต่สนามแข่งขันกลับเอียงเอื้อให้ฝ่ายผู้กุมอำนาจได้เปรียบอย่างเป็นระบบ (Levitsky & Way, 2010) บทเรียนคือ การเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นแต่ไม่เพียงพอ ลำพังการหย่อนบัตรไม่อาจรับประกันว่าอำนาจอธิปไตยจะยังอยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริง

บทที่ ๗อำนาจที่ไม่มีผู้เฝ้าระวัง

ประชาชนสูญเสียอำนาจอธิปไตยของตนได้สองทาง ทางแรกคือถูกแย่งชิงไปด้วยกำลังหรือกลอุบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่บทก่อนได้กล่าวถึงแล้ว แต่ทางที่สองนั้นเงียบกว่าและอันตรายกว่า นั่นคือการที่ประชาชนค่อย ๆ ปล่อยอำนาจของตนหลุดมือไปเองโดยไม่รู้ตัว อำนาจที่ไม่มีผู้คอยเฝ้าระวังย่อมเสื่อมสลายได้เสมอ

อาลเล็กซิส เดอ โทกวีล นักคิดผู้ศึกษาประชาธิปไตยอเมริกันในศตวรรษที่ 19 เตือนถึงภัยเงียบที่เขาเรียกว่า “เผด็จการแบบอ่อนโยน” กล่าวคือ ในสังคมที่ผู้คนต่างหมกมุ่นกับความสุขส่วนตัวและถอยห่างจากชีวิตสาธารณะ พวกเขาอาจค่อย ๆ ยอมมอบการดูแลทุกสิ่งให้แก่อำนาจส่วนกลางที่ดูอ่อนโยนและคอยเอาใจใส่ เพื่อแลกกับความสะดวกสบาย จนในที่สุดก็สูญเสียนิสัยและความสามารถในการปกครองตนเองไปโดยไม่ทันรู้ตัว (Tocqueville, 1840/2000) ภัยนี้ไม่ได้มาในรูปของทรราชที่น่ากลัว หากมาในรูปของความสะดวกที่ทำให้เราเลิกใส่ใจ

ฮันนาห์ อาเรนต์ เพิ่มอีกมิติหนึ่งจากการศึกษาระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จในศตวรรษที่ 20 เธอชี้ว่าการโฆษณาชวนเชื่อที่ทรงพลังที่สุดมิได้มุ่งให้คนเชื่อเรื่องเท็จเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หากมุ่งทำลายความสามารถของผู้คนในการแยกแยะว่าอะไรจริงอะไรเท็จ เมื่อผู้คนไม่อาจไว้ใจข้อเท็จจริงใด ๆ ได้อีก พวกเขาก็พร้อมจะเชื่อฟังผู้มีอำนาจอย่างไร้การตั้งคำถาม และเธอยังเตือนว่าสังคมที่ผู้คนโดดเดี่ยวและขาดความผูกพันต่อกันนั้นเปราะบางต่อการถูกครอบงำเป็นพิเศษ (Arendt, 1951) อาเรนต์ยังให้ข้อสังเกตที่ลึกซึ้งว่า อำนาจที่แท้จริงเกิดจากการที่ผู้คนรวมตัวและร่วมมือกัน ส่วนความรุนแรงนั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่ผู้ปกครองหันไปใช้เมื่ออำนาจที่แท้จริงเริ่มเสื่อมถอย ดังนั้นการที่ผู้มีอำนาจต้องพึ่งพาความรุนแรงมากขึ้น จึงมิใช่สัญญาณของความเข้มแข็ง หากเป็นสัญญาณว่าความชอบธรรมกำลังหดหาย (Arendt, 1970)

ในยุคปัจจุบัน ภัยเหล่านี้ปรากฏในรูปแบบใหม่ที่คุ้นตา ทั้งความเฉยเมยต่อเรื่องส่วนรวม การแพร่ระบาดของข่าวลวง การบูชาตัวบุคคล และการเมืองแบบแฟนคลับที่เปลี่ยนพลเมืองให้กลายเป็นสาวกผู้ภักดีต่อตัวบุคคลมากกว่าต่อหลักการ เมื่อความภักดีต่อบุคคลเข้าแทนที่การยึดมั่นในกติกา ความสามารถในการตรวจสอบผู้มีอำนาจก็พังทลายลง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการที่ประชาชนยกอำนาจของตนให้ผู้อื่นไปโดยสมัครใจ

บทที่ ๘ถ้าอำนาจเป็นของประชาชนจริง

มาถึงคำถามที่เป็นหัวใจของทั้งเล่ม หากอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนจริง แล้วพลเมืองควรทำอะไร คำตอบมิได้อยู่ที่วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ หากอยู่ที่ภาระประจำวันที่เรียบง่ายแต่ขาดไม่ได้ ได้แก่ การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณเพื่อให้รู้เท่าทันความจริง การตรวจสอบผู้มีอำนาจอย่างต่อเนื่อง การเคารพกติกาแม้ในยามที่การฝ่าฝืนจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายของตน การปกป้องสิทธิและเสรีภาพ ทั้งของตนเองและของผู้ที่คิดต่าง และการยอมรับความเห็นต่างในฐานะส่วนหนึ่งของชีวิตในสังคมเสรี

ฟิลิป เพ็ตทิต อธิบายว่าเสรีภาพที่แท้จริงมิใช่เพียงการปราศจากการแทรกแซง หากคือการปราศจากการถูกครอบงำ และเสรีภาพในความหมายนี้จะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีพลเมืองที่คอยเฝ้าระวังและพร้อมจะทักท้วงอำนาจอยู่เสมอ (Pettit, 1997) ในทำนองเดียวกัน โรเบิร์ต พัตนัม ชี้ว่าความเข้มแข็งของประชาธิปไตยมิได้มาจากรัฐธรรมนูญที่ดีเพียงอย่างเดียว หากมาจาก “ทุนทางสังคม” คือเครือข่ายของความไว้วางใจและความร่วมมือที่ประชาชนสร้างขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้สถาบันต่าง ๆ ทำงานได้จริง (Putnam, 1993) กล่าวโดยรวม การเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยมิใช่สถานะที่ได้มาแล้วคงอยู่ตลอดไป หากเป็นกิจกรรมที่ต้องลงแรงรักษาอยู่ทุกวัน ดังคำกล่าวเก่าแก่ที่ว่า ราคาของเสรีภาพคือการเฝ้าระวังอันไม่มีวันสิ้นสุด

กล่องชวนคิด

ถ้าพรุ่งนี้คุณตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า ไม่มีใครคอยปกครองประเทศแทนคุณอีกต่อไป ไม่มีวีรบุรุษ ไม่มีผู้มีบารมี ไม่มีผู้ใดที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้ คุณจะใช้อำนาจอธิปไตยที่อยู่ในมือของคุณอย่างไร และคุณได้เตรียมตัวสำหรับวันนั้นไว้แล้วหรือยัง

บทส่งท้ายอำนาจคือภาระ มิใช่รางวัล

ตลอดทั้งเล่มนี้เราได้เดินทางจากคำถามโบราณว่าใครควรปกครอง ผ่านโลกที่อำนาจเชื่อว่ามาจากสวรรค์ สู่การปฏิวัติความคิดที่ย้ายอำนาจลงมาสู่ประชาชน และได้เห็นทั้งวิธีที่ประชาชนใช้อำนาจนั้น รูปแบบที่อำนาจถูกช่วงชิง และกลไกที่ทำให้ประชาชนสูญเสียอำนาจของตนไปอย่างเงียบ ๆ บทเรียนที่ร้อยเรียงทุกบทเข้าด้วยกันมีอยู่ข้อเดียว นั่นคือ อำนาจอธิปไตยมิใช่รางวัลที่ได้มาแล้วชื่นชมอยู่เฉย ๆ หากเป็นภาระความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับอย่างต่อเนื่อง ประชาชนที่เรียกร้องอำนาจจึงต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบต่ออำนาจนั้นด้วย

เพราะในท้ายที่สุด ไม่ว่าอนาคตของประเทศจะเป็นเช่นไร และไม่ว่าสถาบันต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด คำถามที่สำคัญที่สุดของเราก็มิใช่คำถามว่า “ใครควรปกครองเรา” อีกต่อไป หากเป็นคำถามที่ยากกว่า ลึกกว่า และเป็นของเราอย่างแท้จริง นั่นคือคำถามว่า “เราจะปกครองตนเองอย่างไร” การตอบคำถามนี้ด้วยการลงมือทำในชีวิตประจำวันของพลเมืองแต่ละคน คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน

บรรณานุกรมเอกสารอ้างอิง

Arendt, H. (1951). The origins of totalitarianism. Harcourt, Brace & Company.

Arendt, H. (1970). On violence. Harcourt, Brace & World.

Aristotle. (1998). Politics (C. D. C. Reeve, Trans.). Hackett Publishing. (Original work published ca. 350 BCE)

Bodin, J. (1992). On sovereignty: Four chapters from the six books of the commonwealth (J. H. Franklin, Ed. & Trans.). Cambridge University Press. (Original work published 1576)

Bossuet, J.-B. (1990). Politics drawn from the very words of Holy Scripture (P. Riley, Ed. & Trans.). Cambridge University Press. (Original work published 1709)

Dahl, R. A. (1971). Polyarchy: Participation and opposition. Yale University Press.

Hobbes, T. (1996). Leviathan (R. Tuck, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1651)

Levitsky, S., & Way, L. A. (2010). Competitive authoritarianism: Hybrid regimes after the Cold War. Cambridge University Press.

Locke, J. (1988). Two treatises of government (P. Laslett, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1689)

Michels, R. (1962). Political parties: A sociological study of the oligarchical tendencies of modern democracy (E. Paul & C. Paul, Trans.). Free Press. (Original work published 1911)

Pettit, P. (1997). Republicanism: A theory of freedom and government. Oxford University Press.

Plato. (1992). Republic (G. M. A. Grube & C. D. C. Reeve, Trans.). Hackett Publishing. (Original work published ca. 375 BCE)

Putnam, R. D. (1993). Making democracy work: Civic traditions in modern Italy. Princeton University Press.

Rousseau, J.-J. (1968). The social contract (M. Cranston, Trans.). Penguin Books. (Original work published 1762)

Tocqueville, A. de. (2000). Democracy in America (H. C. Mansfield & D. Winthrop, Trans.). University of Chicago Press. (Original work published 1840)

Weber, M. (1946). Politics as a vocation. In H. H. Gerth & C. W. Mills (Eds. & Trans.), From Max Weber: Essays in sociology (pp. 77–128). Oxford University Press. (Original work published 1919)

Zakaria, F. (1997). The rise of illiberal democracy. Foreign Affairs, 76(6), 22–43.

◂ ▸ เลื่อนหน้า · แตะขอบ · ปัดนิ้ว 1 / 1  ·  0%

กษัตริย์ในโลกประชาธิปไตย

กษัตริย์ในโลกประชาธิปไตย · เครื่องอ่าน
คันฉ่องส่องไทย · กษัตริย์ในโลกประชาธิปไตย
บทความวิเคราะห์

กษัตริย์ในโลกประชาธิปไตย

❧ ❧ ❧

เหตุใดอำนาจอธิปไตยจึงต้องเป็นของประชาชน และเหตุใดสถาบันพระมหากษัตริย์จึงดำรงอยู่ได้เพราะประชาธิปไตย

บทคัดย่อ

บทความนี้เสนอข้อโต้แย้งว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิใช่ผลของการประนีประนอมที่บังเอิญลงตัวทางประวัติศาสตร์ หากเป็นคำตอบเชิงสถาบันต่อปัญหาพื้นฐานที่สุดข้อหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่ นั่นคือคำถามว่า อำนาจสูงสุดในรัฐควรเป็นของผู้ใด บทเรียนเปรียบเทียบจากยุโรป รัสเซีย และเอเชีย ชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า สถาบันกษัตริย์ที่ยืนกรานจะถือครองอำนาจอธิปไตยไว้กับตนเองมักลงเอยด้วยวิกฤตความชอบธรรมและการล่มสลาย ในขณะที่สถาบันกษัตริย์ซึ่งยอมรับว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนกลับดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและทรงเกียรติยิ่งกว่าเดิม ผู้เขียนเสนอว่าความหมายแท้จริงของการ “ทรงเป็นประมุข” ในโลกสมัยใหม่มิใช่การเป็นเจ้าของอำนาจ แต่คือการเป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์รวมเอกภาพของชาติ และเป็นสถาบันที่อยู่เหนือการแข่งขันทางการเมือง โดยอาศัยกรอบความคิดเรื่องอำนาจอธิปไตยของปวงชน ทฤษฎีความชอบธรรมของเวเบอร์ และข้อสังเกตคลาสสิกของแบเจอตว่าด้วย “ส่วนที่ทรงเกียรติ” กับ “ส่วนที่ทำงานจริง” ของรัฐธรรมนูญ บทความสรุปว่าการสละการอ้างสิทธิ์ในอำนาจมิได้ทำให้สถาบันอ่อนแอลง หากกลับเป็นเงื่อนไขสำคัญที่สุดประการหนึ่งของการอยู่รอดในระยะยาว

คำสำคัญ: ประชาธิปไตย · อำนาจอธิปไตย · สถาบันพระมหากษัตริย์ · ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ · ความชอบธรรมทางการเมือง

๑. บทนำ: คำที่สำคัญที่สุดในชื่อระบอบ

เมื่อสังคมไทยถกเถียงกันเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” สายตาของผู้คนมักพุ่งตรงไปที่คำว่า “พระมหากษัตริย์” จนแทบลืมไปว่ายังมีคำสำคัญอีกคำหนึ่งวางอยู่ข้างหน้า นั่นคือคำว่า “ประชาธิปไตย” การละเลยนี้มิใช่เรื่องเล็ก เพราะในทางรัฐศาสตร์ คำว่าประชาธิปไตยในชื่อระบอบมิได้ทำหน้าที่เป็นเพียงคำขยายเพื่อความไพเราะ หากเป็นแก่นกลางที่กำหนดธรรมชาติทั้งหมดของระบอบนั้น

ลองทดลองทางความคิดอย่างง่ายที่สุด หากเราตัดคำว่า “ประชาธิปไตย” ออกไปจากชื่อ สิ่งที่เหลืออยู่คือ “ระบอบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ซึ่งแทบไม่ต่างจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในอดีต ในทางกลับกัน หากเราตัดคำว่า “พระมหากษัตริย์” ออก สิ่งที่เหลือก็ยังเป็น “ระบอบประชาธิปไตย” อยู่ดี ความไม่สมมาตรนี้บอกอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้ง นั่นคือคำว่าประชาธิปไตยเป็นโครงสร้างหลักที่อุ้มทั้งระบอบเอาไว้ ส่วนสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประกอบที่ดำรงอยู่ภายในโครงสร้างนั้น มิใช่อยู่เหนือหรืออยู่นอกออกไป

คำถามที่บทความนี้สนใจจึงไม่ใช่เพียงว่า “พระมหากษัตริย์ทรงมีบทบาทอย่างไร” แต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้นว่า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของระบอบใด เพราะคำตอบของคำถามนี้จะกำหนดทั้งสถานะ ความสัมพันธ์กับประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือเงื่อนไขแห่งการดำรงอยู่ของสถาบันในโลกสมัยใหม่ ข้อเสนอหลักของบทความคือ สถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกปัจจุบันมิได้อยู่รอดทั้งที่มีประชาธิปไตย แต่อยู่รอดเพราะประชาธิปไตย และความเข้าใจในจุดนี้คือกุญแจสำคัญต่ออนาคตของทั้งสองสถาบัน

๒. กรอบแนวคิด: จากเจ้าของรัฐสู่สัญลักษณ์ของรัฐ

๒.๑ โลกเก่ากับแนวคิดเทวสิทธิ์

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ ความเชื่อที่ค้ำจุนอำนาจของกษัตริย์ในหลายอารยธรรมคือแนวคิดที่ว่าพระราชอำนาจมีบ่อเกิดมาจากสวรรค์หรือพระเจ้า ในยุโรปแนวคิดนี้ถูกเรียกว่า “เทวสิทธิ์ของกษัตริย์” (Divine Right of Kings) ซึ่งนักคิดอย่างฌัก-เบนีญ บอสซูเอต์ ได้สถาปนาให้เป็นหลักการทางการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยอธิบายว่ากษัตริย์ทรงรับมอบอำนาจมาจากพระเจ้าโดยตรง จึงทรงรับผิดชอบต่อพระเจ้าเท่านั้น มิใช่ต่อราษฎร (Bossuet, 1709/1990)

ภายใต้กรอบความคิดเช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับรัฐมีลักษณะเฉพาะอย่างยิ่ง กล่าวคือ รัฐมิได้เป็นสมบัติร่วมของผู้คนที่อาศัยอยู่ในนั้น หากเป็นเสมือนมรดกหรือทรัพย์สินของราชวงศ์ ประชาชนมีสถานะเป็น “ผู้อยู่ใต้การปกครอง” มากกว่าจะเป็น “พลเมือง” และอำนาจอธิปไตย ซึ่งหมายถึงอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจชี้ขาดของรัฐ เป็นขององค์พระมหากษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว ระเบียบนี้ดำรงอยู่ได้ยาวนานเพราะตั้งอยู่บนความเชื่อร่วมที่ว่าลำดับชั้นของสังคมเป็นสิ่งที่สวรรค์กำหนดไว้ มิใช่สิ่งที่มนุษย์เลือกได้

๒.๒ การปฏิวัติทางความคิด: อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา ความเชื่อเก่าเริ่มถูกท้าทายอย่างถึงราก จอห์น ล็อก เสนอในงาน Two Treatises of Government ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเสรีและเสมอภาคกันโดยธรรมชาติ รัฐบาลมิได้เกิดจากพระประสงค์ของพระเจ้า แต่เกิดจากการที่ผู้คนตกลงยินยอมมอบอำนาจบางส่วนให้ เพื่อแลกกับการคุ้มครองชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน ความชอบธรรมของผู้ปกครองจึงขึ้นอยู่กับ “ความยินยอมของผู้ถูกปกครอง” (consent of the governed) และเมื่อใดที่ผู้ปกครองละเมิดข้อตกลงนี้ ประชาชนย่อมมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะถอนความยินยอมนั้นคืน (Locke, 1690/1988)

ฌ็อง-ฌัก รูโซ ขยายความคิดนี้ให้คมขึ้นไปอีกขั้นในงาน The Social Contract ด้วยการเสนอแนวคิด “เจตจำนงทั่วไป” (general will) และยืนยันว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนโดยไม่อาจแบ่งแยกหรือโอนให้ผู้ใดถือครองแทนได้อย่างถาวร ผู้ปกครองเป็นเพียง “ผู้รับมอบ” ให้ทำหน้าที่ มิใช่ “เจ้าของ” อำนาจ (Rousseau, 1762/1968) ความคิดของล็อกและรูโซได้พลิกกลับทิศทางของความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่อำนาจไหลจากเบื้องบนลงสู่เบื้องล่าง กลายเป็นอำนาจที่ไหลจากเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน และนี่คือรากฐานทางปรัชญาของประชาธิปไตยสมัยใหม่ทั้งมวล

๒.๓ ร่างกายสองส่วนของกษัตริย์: สะพานเชื่อมโลกเก่ากับโลกใหม่

มีแนวคิดคลาสสิกหนึ่งที่ช่วยอธิบายได้อย่างงดงามว่าเหตุใดสถาบันกษัตริย์จึงสามารถข้ามผ่านการปฏิวัติทางความคิดข้างต้นมาได้โดยไม่สูญสลาย นั่นคือทฤษฎี “ร่างกายสองส่วนของกษัตริย์” (The King's Two Bodies) ที่นักประวัติศาสตร์เอิร์นสต์ คันโตโรวิช ศึกษาจากความคิดทางกฎหมายยุคกลาง แนวคิดนี้แยกองค์กษัตริย์ออกเป็นสองมิติ มิติแรกคือ “ร่างกายตามธรรมชาติ” อันเป็นมนุษย์ปุถุชนที่เกิด แก่ เจ็บ และตายได้ ส่วนมิติที่สองคือ “ร่างกายทางการเมือง” อันเป็นสถาบันที่เป็นอมตะ ไม่ตายไปพร้อมกับตัวบุคคล ดังคำกล่าวว่า “กษัตริย์สวรรคต แต่ราชบัลลังก์ยังคงอยู่” (Kantorowicz, 1957)

กุญแจสำคัญของการอยู่รอดในโลกสมัยใหม่อยู่ตรงนี้เอง เมื่ออำนาจอธิปไตยถูกโอนไปเป็นของประชาชน “ร่างกายทางการเมือง” ที่เคยเป็นเรื่องของตัวกษัตริย์ก็ถูกถ่ายโอนไปผูกกับชาติและประชาชน ในขณะที่องค์กษัตริย์ยังคงทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายแทนความต่อเนื่องและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติได้ต่อไป สถาบันกษัตริย์จึงมิได้สูญหายไปพร้อมกับการล่มสลายของแนวคิดเทวสิทธิ์ หากแต่เปลี่ยนหน้าที่ จากการเป็น “เจ้าของรัฐ” มาเป็น “สัญลักษณ์ของรัฐ” นี่คือการแปรสภาพที่ทำให้สถาบันรอดพ้นจากการต้องเลือกระหว่างการครองอำนาจหรือการสูญสิ้น

๓. บทเรียนจากประวัติศาสตร์โลก

หากข้อเสนอข้างต้นถูกต้อง เราก็ควรพบรูปแบบที่ชัดเจนในประวัติศาสตร์ นั่นคือ สถาบันกษัตริย์ที่ปฏิเสธจะถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยควรประสบชะตากรรมต่างจากสถาบันที่ยอมปรับตัว และนั่นคือสิ่งที่ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง

๓.๑ ผู้ที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง

กรณีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส คือภาพสะท้อนของสถาบันที่ไม่อาจยอมรับการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้าง แม้พระองค์จะทรงยอมเรียกประชุมสภาฐานันดร (Estates-General) ใน พ.ศ. 2332 (ค.ศ. 1789) ภายใต้แรงกดดันทางการคลังและความไม่พอใจของราษฎร แต่ระบอบกลับไม่อาจยอมสละหลักการของอภิสิทธิ์และอำนาจสมบูรณ์ที่สั่งสมมา ความขัดแย้งบานปลายกลายเป็นการปฏิวัติฝรั่งเศส และจบลงด้วยการสำเร็จโทษพระมหากษัตริย์ใน พ.ศ. 2336 (ค.ศ. 1793) พร้อมกับการล่มสลายของระบอบเก่าทั้งระบบ

กรณีของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย ดำเนินไปในทำนองเดียวกัน แม้บริบทจะต่างออกไป การต้านทานการปฏิรูปทางการเมืองอย่างจริงจัง การยืนกรานในพระราชอำนาจเด็ดขาด ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามและความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจ นำไปสู่การปฏิวัติรัสเซียใน พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) การสละราชสมบัติ และการสิ้นสุดของราชวงศ์โรมานอฟที่ครองอำนาจมากว่าสามศตวรรษ

ข้อสังเกตที่สำคัญที่สุดจากทั้งสองกรณีคือ สิ่งที่ล่มสลายมิได้ล่มสลายเพราะประชาชนเกลียดชังสถาบันกษัตริย์โดยกำเนิด หากล่มสลายเพราะระบบการเมืองปิดกั้นมิให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของอำนาจ เมื่อสถาบันกษัตริย์เลือกที่จะยืนขวางเส้นทางการเรียกร้องอำนาจอธิปไตยของประชาชน แทนที่จะหลีกทางให้ ความขัดแย้งก็กลายเป็นการปะทะที่มีเพียงผู้ชนะและผู้แพ้ ไม่มีพื้นที่สำหรับการอยู่ร่วม

๓.๒ ผู้ที่ปรับตัว

ในอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์ สถาบันกษัตริย์ในอังกฤษ สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ และญี่ปุ่น เลือกเส้นทางที่ต่างออกไป และผลลัพธ์ก็ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ราชวงศ์เหล่านี้ดำรงอยู่ต่อมาได้อย่างมั่นคง เพราะยอมรับหลักการพื้นฐานข้อเดียวกัน นั่นคืออำนาจทางการเมืองเป็นของประชาชน ส่วนสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของรัฐและศูนย์รวมจิตใจของชาติ

กรณีของอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ภายหลังการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (Glorious Revolution) ใน ค.ศ. 1688 และการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยสิทธิพื้นฐานของพลเมือง (Bill of Rights) ใน ค.ศ. 1689 อำนาจที่แท้จริงค่อย ๆ เคลื่อนจากองค์พระมหากษัตริย์ไปสู่รัฐสภาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าสนใจคือ การสูญเสียอำนาจทางการเมืองมิได้ทำให้สถาบันกษัตริย์อังกฤษหายไป ตรงกันข้าม กลับได้รับความเคารพและความผูกพันจากประชาชนมากขึ้นในฐานะสัญลักษณ์แห่งความต่อเนื่องของชาติ

วอลเตอร์ แบเจอต นักรัฐศาสตร์ชาวอังกฤษ จับภาพการเปลี่ยนผ่านนี้ไว้อย่างคมคายในงาน The English Constitution ด้วยการแบ่งส่วนประกอบของรัฐธรรมนูญออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือ “ส่วนที่ทรงเกียรติ” (dignified parts) อันได้แก่สถาบันที่ก่อให้เกิดความจงรักภักดี ความเคารพ และความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติ ส่วนที่สองคือ “ส่วนที่ทำงานจริง” (efficient parts) อันได้แก่สถาบันที่ใช้อำนาจในการบริหารและออกกฎหมายจริง แบเจอตชี้ว่าในระบอบอังกฤษ สถาบันกษัตริย์ได้เคลื่อนตัวมาเป็นหัวใจของ “ส่วนที่ทรงเกียรติ” ในขณะที่อำนาจที่ทำงานจริงตกอยู่กับคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (Bagehot, 1867/2001) แบเจอตยังสรุปบทบาทที่เหลืออยู่ของพระมหากษัตริย์ในระบอบนี้ไว้อย่างเป็นที่จดจำว่า ทรงมีสิทธิที่จะได้รับการปรึกษา สิทธิที่จะให้กำลังใจ และสิทธิที่จะตักเตือน ซึ่งล้วนเป็นอิทธิพลที่อาศัยพระบารมีและความไว้วางใจ มิใช่อำนาจบังคับบัญชา

กรณีของญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองอาจเป็นการแสดงออกที่บริสุทธิ์ที่สุดของหลักการนี้ รัฐธรรมนูญ ค.ศ. 1947 บัญญัติไว้ในมาตราแรกอย่างชัดเจนว่า สมเด็จพระจักรพรรดิทรงเป็น “สัญลักษณ์ของรัฐและของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของปวงชน” โดยพระสถานะนั้นมาจากเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย (Constitution of Japan, 1947) ถ้อยคำนี้แทบจะเป็นการเขียนข้อเสนอหลักของบทความนี้ลงในตัวบทกฎหมายโดยตรง กล่าวคือ สถาบันยังคงอยู่ แต่อยู่ในฐานะสัญลักษณ์ และที่มาของสถานะนั้นคือประชาชน มิใช่สวรรค์

๓.๓ ข้อสรุปเชิงเปรียบเทียบ

เมื่อนำสองกลุ่มประสบการณ์มาวางเทียบกัน รูปแบบที่ปรากฏชัดเจนยิ่ง สถาบันที่ยึดอำนาจอธิปไตยไว้กับตนเองอย่างเหนียวแน่นมักถูกประวัติศาสตร์กวาดออกไปอย่างรุนแรง ในขณะที่สถาบันที่ยอมถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนกลับสามารถรักษาตัวเอง ความต่อเนื่อง และเกียรติยศไว้ได้ บทเรียนนี้มิใช่เรื่องของโชคชะตา แต่เป็นเรื่องของตรรกะเชิงสถาบันที่อธิบายได้ ซึ่งจะเป็นหัวข้อของส่วนถัดไป

๔. เหตุใดประชาธิปไตยจึงเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด

๔.๑ กับดักของอำนาจที่มีเจ้าของได้เพียงหนึ่งเดียว

เหตุผลเชิงโครงสร้างประการแรกเรียบง่ายแต่ทรงพลัง อำนาจอธิปไตยตามนิยามคืออำนาจสูงสุดที่ไม่มีอำนาจใดเหนือกว่า โดยธรรมชาติแล้วอำนาจเช่นนี้มีเจ้าของได้เพียงหนึ่งเดียว หากทั้งสถาบันกษัตริย์และประชาชนต่างอ้างสิทธิ์ในอำนาจสูงสุดพร้อมกัน ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นความขัดแย้งแบบที่ผลรวมเป็นศูนย์ กล่าวคือ ส่วนที่ฝ่ายหนึ่งได้มาคือส่วนที่อีกฝ่ายต้องเสียไป นี่คือกับดักที่ทำให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ต้องเผชิญกับการปะทะที่ไม่มีทางออกอย่างสันติ

เมื่อระบอบกำหนดอย่างชัดเจนว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน กับดักนี้ก็คลายตัวลงทันที เพราะความขัดแย้งเรื่องการเป็นเจ้าของอำนาจถูกขจัดออกไปตั้งแต่ต้น แต่ละสถาบันมีพื้นที่และบทบาทของตนเองที่ไม่ทับซ้อนกัน ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจในการตัดสินใจทางการเมืองผ่านกลไกการเลือกตั้งและตัวแทน ส่วนสถาบันกษัตริย์ทำหน้าที่ในมิติที่การเลือกตั้งไม่อาจให้ได้ นั่นคือมิติของความต่อเนื่อง ความเป็นกลาง และเอกภาพเหนือความแตกแยกทางการเมือง

๔.๒ ความเป็นกลางในฐานะทุนทางความชอบธรรม

เหตุผลเชิงโครงสร้างประการที่สองคือธรรมชาติของความชอบธรรมเชิงสัญลักษณ์ สถาบันกษัตริย์จะเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติได้ ก็ต่อเมื่อคนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย และทุกความคิดทางการเมือง สามารถมองสถาบันว่าเป็นของตนได้เท่าเทียมกัน เงื่อนไขที่ทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้คือการที่สถาบันมิได้เป็นผู้เล่นในเกมการเมือง เพราะทันทีที่สถาบันถูกมองว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คนอีกฝ่ายย่อมรู้สึกว่าสถาบันนั้นมิใช่ของตนอีกต่อไป และความเป็นสถาบันของคนทั้งชาติก็ลดทอนลงตามสัดส่วนนั้น

เราอาจเข้าใจประเด็นนี้ได้ดีขึ้นด้วยการมองความเป็นกลางเป็น “ทุน” ชนิดหนึ่ง ความเคารพและความผูกพันที่ประชาชนมีต่อสถาบันคือทุนทางความชอบธรรมที่สั่งสมมายาวนาน ทุนนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ ยิ่งถูกนำไปใช้ในการแข่งขันทางการเมืองมากเท่าใด ก็ยิ่งถูกใช้จนร่อยหรอลงเท่านั้น เพราะการเข้าข้างฝ่ายหนึ่งย่อมหมายถึงการสูญเสียความไว้วางใจจากอีกฝ่ายเสมอ นี่คือเหตุผลที่ความเป็นกลางมิใช่เพียงคุณธรรม แต่เป็นยุทธศาสตร์การอยู่รอดที่มีเหตุผลรองรับ การยืนอยู่เหนือการเมืองคือการรักษาทุนที่ทำให้สถาบันมีคุณค่าตั้งแต่แรก

๔.๓ ความชอบธรรมแบบผสม

เหตุผลประการที่สามมาจากทฤษฎีความชอบธรรมของมัคส์ เวเบอร์ ผู้จำแนกฐานของอำนาจที่ชอบธรรมออกเป็นสามประเภท ได้แก่ ความชอบธรรมตามจารีตประเพณีที่อาศัยความศักดิ์สิทธิ์ของระเบียบที่สืบทอดมายาวนาน ความชอบธรรมตามบารมีเฉพาะตัวของผู้นำ และความชอบธรรมตามเหตุผลและกฎหมายที่อาศัยกฎเกณฑ์และกระบวนการที่เป็นทางการ (Weber, 1922/1978) ในโลกสมัยใหม่ ความชอบธรรมตามจารีตประเพณีเพียงลำพังนั้นเปราะบาง เพราะผู้คนไม่ยอมรับสิ่งใดเพียงเพราะมันเก่าแก่อีกต่อไป

ความแยบยลของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ตรงที่มันผสานความชอบธรรมสองประเภทเข้าด้วยกันอย่างลงตัว สถาบันกษัตริย์ให้ความชอบธรรมตามจารีตประเพณีและความรู้สึกผูกพันทางประวัติศาสตร์ ส่วนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ความชอบธรรมตามเหตุผลและกฎหมาย ทั้งสองส่วนค้ำจุนซึ่งกันและกัน สถาบันกษัตริย์มอบความรู้สึกของความต่อเนื่องและความเป็นชาติที่กลไกการเลือกตั้งให้ไม่ได้ ในขณะที่กระบวนการประชาธิปไตยมอบฐานความชอบธรรมร่วมสมัยที่จารีตประเพณีเพียงลำพังให้ไม่ได้เช่นกัน การผสานนี้เองคือสิ่งที่ทำให้ระบอบมีความมั่นคงเหนือกว่าระบอบที่อาศัยฐานความชอบธรรมเพียงประเภทเดียว

๕. ศตวรรษที่ 21: ความชอบธรรมที่ต้องต่ออายุเสมอ

โลกในยุคข้อมูลข่าวสารแตกต่างจากโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างที่ไม่อาจเทียบกันได้ ข่าวสารและความคิดไหลเวียนข้ามพรมแดนอย่างเสรี ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้และมุมมองเปรียบเทียบได้มากกว่าที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ และคนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมกับคุณค่าเรื่องความเสมอภาคและการตั้งคำถามต่ออำนาจในฐานะสามัญสำนึก ภายใต้สภาพเช่นนี้ ความชอบธรรมไม่อาจอาศัยน้ำหนักของประเพณีเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป

นักรัฐศาสตร์อย่างฆวน ลินซ์ และอัลเฟรด สเตปัน เคยอธิบายว่าประชาธิปไตยจะหยั่งรากมั่นคงได้ก็ต่อเมื่อมันกลายเป็น “เกมเดียวในเมือง” (the only game in town) นั่นคือเมื่อทุกฝ่ายยอมรับว่ากติกาประชาธิปไตยเป็นช่องทางเดียวที่ชอบธรรมในการเข้าถึงและใช้อำนาจ (Linz & Stepan, 1996) เมื่อพิจารณาในกรอบนี้ สถาบันที่จะดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงในศตวรรษที่ 21 คือสถาบันที่ความชอบธรรมของมันสอดคล้องกับกติกาประชาธิปไตย มิใช่ขัดแย้งกับมัน ความชอบธรรมในยุคนี้จึงมิใช่สมบัติที่ได้มาครั้งเดียวแล้วถือครองไว้ตลอดไป หากเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการต่ออายุและยืนยันใหม่อย่างต่อเนื่องผ่านการยอมรับของประชาชนในแต่ละรุ่น สถาบันที่เข้าใจเรื่องนี้และปรับตัวให้สอดรับย่อมเข้มแข็ง ส่วนสถาบันที่ยึดติดกับฐานความชอบธรรมแบบเก่าเพียงอย่างเดียวย่อมเปราะบางลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา

๖. ประเทศไทยกับโจทย์ของอนาคต

สำหรับประเทศไทย ประเด็นสำคัญมิใช่การต้องเลือกระหว่างประชาธิปไตยกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะนับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ระบอบของไทยได้กำหนดไว้แล้วว่าทั้งสองส่วนต้องดำรงอยู่ร่วมกัน หลักการพื้นฐานนี้ถูกบรรจุไว้อย่างต่อเนื่องในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ดังที่มาตรา 3 บัญญัติว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ถ้อยคำนี้สอดคล้องโดยตรงกับกรอบความคิดที่บทความนี้นำเสนอ กล่าวคือ อำนาจเป็นของประชาชน และพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของระบอบที่อำนาจเป็นของประชาชนนั้น

คำถามที่แท้จริงและสำคัญกว่าจึงเป็นคำถามว่า จะทำอย่างไรให้ทั้งสองส่วนสนับสนุนและค้ำจุนซึ่งกันและกัน แทนที่จะถูกมองว่าเป็นคู่แข่งที่ต้องช่วงชิงอำนาจกัน คำตอบเรียกร้องความตระหนักจากทั้งสองทาง ในด้านหนึ่ง ประชาชนพึงเข้าใจว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ในกรอบนี้มิใช่ศัตรูของประชาธิปไตย หากเป็นองค์ประกอบที่สามารถเสริมความมั่นคงและความต่อเนื่องให้แก่ระบอบได้ ในอีกด้านหนึ่ง การธำรงไว้ซึ่งสถานะอันทรงเกียรติของสถาบันก็ตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ว่า การเป็นประมุขของระบอบประชาธิปไตยหมายถึงการยืนอยู่บนฐานของหลักการประชาธิปไตย มิใช่ยืนอยู่นอกหรืออยู่เหนือหลักการนั้น เพราะดังที่บทเรียนจากทั่วโลกได้แสดงให้เห็น ความมั่นคงที่ยั่งยืนที่สุดของสถาบันมาจากการเป็นส่วนหนึ่งของระบอบที่ประชาชนเป็นเจ้าของ มิใช่จากการยืนอยู่เหนือมัน

กล่องวิเคราะห์ · ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

ความเข้าใจผิดการยอมรับว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน” จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์อ่อนแอลงและสูญเสียสถานะ

ข้อเท็จจริงประเทศที่สถาบันกษัตริย์ได้รับความเคารพและดำรงอยู่อย่างมั่นคงที่สุดในโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เนเธอร์แลนด์ หรือญี่ปุ่น ล้วนเป็นประเทศที่ยอมรับหลักการนี้อย่างเต็มที่ทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้าม สถาบันที่ล่มสลายมักเป็นสถาบันที่ปฏิเสธหลักการดังกล่าว การถ่ายโอนอำนาจอธิปไตยจึงมิใช่จุดอ่อน แต่เป็นเงื่อนไขของความเข้มแข็งในระยะยาว

๗. บทสรุป: สูตรของการอยู่ร่วม

ประวัติศาสตร์โลกสมัยใหม่ได้ให้คำตอบไว้แล้วอย่างชัดเจน สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้อยู่รอดเพราะถือครองอำนาจมากที่สุด หากอยู่รอดเพราะได้รับความยินยอมและความผูกพันจากประชาชน และยิ่งประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริงมากเท่าใด สถาบันก็ยิ่งสามารถทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ได้อย่างมั่นคงมากเท่านั้น เพราะมันได้หลุดพ้นจากการเป็นคู่แข่งในเกมที่มีแต่ผู้แพ้และผู้ชนะ ไปสู่สถานะที่อยู่เหนือเกมนั้น

นี่คือความย้อนแย้งอันงดงามที่อยู่ใจกลางของเรื่องทั้งหมด การสละการอ้างสิทธิ์ในอำนาจมิได้ทำให้สถาบันสูญเสีย หากกลับมอบสิ่งที่อำนาจไม่เคยรับประกันได้ นั่นคือความยั่งยืน แก่นแท้ของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจึงมิใช่การแข่งขันช่วงชิงกันระหว่างสถาบันกับประชาชน หากเป็นการแบ่งบทบาทกันอย่างชัดเจนและเกื้อกูล ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ส่วนพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของระบอบประชาธิปไตยนั้น และนั่นคือสูตรทางการเมืองที่ทำให้ทั้งประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างมั่นคงและสง่างามในโลกสมัยใหม่

เอกสารอ้างอิง

Bagehot, W. (2001). The English constitution (P. Smith, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1867)

Bossuet, J.-B. (1990). Politics drawn from the very words of Holy Scripture (P. Riley, Ed. & Trans.). Cambridge University Press. (Original work published 1709)

Constitution of Japan. (1947). Article 1.

Kantorowicz, E. H. (1957). The king's two bodies: A study in mediaeval political theology. Princeton University Press.

Linz, J. J., & Stepan, A. (1996). Problems of democratic transition and consolidation: Southern Europe, South America, and post-communist Europe. Johns Hopkins University Press.

Locke, J. (1988). Two treatises of government (P. Laslett, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1690)

Rousseau, J.-J. (1968). The social contract (M. Cranston, Trans.). Penguin Books. (Original work published 1762)

Weber, M. (1978). Economy and society: An outline of interpretive sociology (G. Roth & C. Wittich, Eds.). University of California Press. (Original work published 1922)

◂ ▸ เลื่อนหน้า · แตะขอบ · ปัดนิ้ว 1 / 1  ·  0%

โพสต์ล่าสุด

60 วัน เปลี่ยนโลก : ทรัมป์ อิหร่าน และการต่อสู้เพื่อระเบียบโลกใหม่

๖๐ วันเปลี่ยนโลก? — บทอ่านซีรีส์ (คันฉ่องส่องโลก) คันฉ่องส่องโลก · บทอ่านซีรีส์ ๖๐ วันเปลี่ยนโลก? ทรัมป์ อิห...

Popular Posts