21.6 ล้านเสียงถูกแช่แข็ง?
เมื่อประชามติผ่านแล้ว แต่รัฐธรรมนูญใหม่ยังถูกถ่วง
คนไทยจำนวนมหาศาลออกไปลงประชามติและเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่การเมืองไทยกำลังแสดงให้เห็นอีกครั้งว่า “เสียงประชาชน” กับ “กลไกอำนาจ” ไม่ได้เดินไปด้วยกันเสมอไป
ประชาชนพูดแล้ว แต่ระบบยังไม่ยอมขยับ
สาระสำคัญของประชามติครั้งนี้เรียบง่ายมาก คือประชาชนถูกถามว่า “เห็นชอบหรือไม่ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” และเสียงข้างมากตอบว่า “เห็นชอบ” นี่ไม่ใช่เสียงกระซิบ ไม่ใช่เสียงของกลุ่มเล็ก ๆ และไม่ใช่ข้อเรียกร้องตามอารมณ์ แต่เป็นมติทางการเมืองของประชาชนระดับหลายสิบล้านคน
อย่างไรก็ตาม การมีเสียงประชามติไม่ได้ทำให้รัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้นทันที เพราะประตูสำคัญยังอยู่ที่การแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อเปิดทางให้ตั้ง สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ปมล่าสุด: รัฐบาลไม่ยืนยันร่างแก้ ม.256
ข่าวล่าสุดระบุว่า คณะรัฐมนตรีรัฐบาลอนุทิน 2 ไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ที่ค้างอยู่ ส่งผลให้ร่างดังกล่าวเสี่ยงตกไปจากกระบวนการพิจารณา ทั้งที่ร่างนี้คือสะพานสำคัญในการเดินจาก “ประชามติ” ไปสู่ “การตั้ง สสร.”
เมื่อรัฐบาลไม่ดึงร่างเดิมกลับมาเดินหน้าต่อ กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญอาจต้อง เริ่มนับหนึ่งใหม่ ตั้งแต่การเสนอร่างใหม่ รับหลักการ ตั้งกรรมาธิการ พิจารณาเป็นวาระ และฝ่าด่านรัฐสภาอีกหลายชั้น นักติดตามการเมืองจึงประเมินว่าเรื่องนี้อาจทำให้ การมี สสร. และรัฐธรรมนูญใหม่ล่าช้าออกไปอีกอย่างน้อยราวสองปี
ทำไมเรื่องนี้สำคัญกว่าการเมืองรายวัน
รัฐธรรมนูญคือกติกาสูงสุดของประเทศ ถ้ากติกาถูกออกแบบให้ประชาชนเปลี่ยนได้ยาก แม้ประชาชนลงประชามติแล้ว ระบบนั้นย่อมไม่ใช่ประชาธิปไตยที่เดินด้วยเจตจำนงประชาชนเต็มที่ แต่เป็นประชาธิปไตยที่มีประตูล็อกหลายชั้น และกุญแจจำนวนมากอยู่ในมือของผู้มีอำนาจเดิม
นี่คือแก่นของปัญหาไทย: ประชาชนอาจชนะในคูหา แต่แพ้ในกลไก ประชาชนอาจมีเสียงมากกว่า แต่เสียงนั้นอาจถูกทำให้ช้าลง เบาลง หรือหมดแรงลง ผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและรัฐสภาที่ซับซ้อนเกินกว่าคนทั่วไปจะติดตามได้ทัน
สิ่งที่คนไทยควรเข้าใจให้ชัด
- ประชามติ 21.6 ล้านเสียงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่คือเจตจำนงทางการเมืองของประชาชน
- การแก้ ม.256 คือประตูสำคัญที่จะนำไปสู่การตั้ง สสร. หากประตูนี้ไม่เปิด รัฐธรรมนูญใหม่ก็ยังไม่เกิด
- การไม่ยืนยันร่างเดิมไม่ได้เป็นแค่เรื่องเทคนิคในสภา แต่มีผลทางการเมืองมหาศาล
- ความล่าช้าอาจทำให้พลังประชาชนจากประชามติค่อย ๆ ถูกทำให้เย็นลง
- ประชาชนจึงต้องติดตามต่อ ไม่ใช่หยุดเพียงเพราะ “ลงประชามติผ่านแล้ว”
คันฉ่องส่องไทย: ประชาชนต้องไม่ถูกใช้เป็นเพียงตราประทับ
การทำประชามติควรเป็นเครื่องมือให้ประชาชนกำหนดอนาคตของตนเอง ไม่ใช่พิธีกรรมทางการเมืองที่ให้ประชาชนออกเสียง แล้วปล่อยให้ผู้มีอำนาจเลือกเองว่า จะเดินหน้าตามเสียงนั้นหรือไม่ เมื่อประชาชน 21.6 ล้านคนบอกว่าประเทศควรมีกติกาใหม่ หน้าที่ของรัฐบาลและรัฐสภาไม่ใช่การถ่วงเวลา แต่คือการแปลงเสียงนั้นให้เป็นกระบวนการจริง
ถ้ารัฐบาลใดรับรู้เสียงประชาชนเฉพาะวันที่ต้องการความชอบธรรม แต่ไม่รับผิดชอบต่อเสียงนั้นในวันที่ต้องลงมือเปลี่ยนโครงสร้าง นั่นคือการลดประชาชนจาก “เจ้าของประเทศ” ให้เหลือเพียง “ผู้ลงคะแนนเป็นครั้งคราว”
บทสรุป
ประเทศที่เป็นของประชาชนจริง ต้องไม่กลัวรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมเขียน และรัฐบาลที่เคารพประชาชนจริง ต้องไม่ปล่อยให้ประชามติ 21.6 ล้านเสียงกลายเป็นเพียงตัวเลขในรายงาน
คำถามวันนี้จึงชัดเจนมาก: เมื่อประชาชนออกเสียงแล้ว ผู้มีอำนาจจะเคารพเสียงนั้น หรือจะใช้กลไกเดิมถ่วงเวลา จนเจตจำนงของประชาชนถูกแช่แข็งอีกครั้ง?
