คันฉ่องส่อง “สลิ่ม”
กายวิภาคของความจงรักภักดี อัตลักษณ์ และประชาธิปไตยไทย
ในการเมืองไทยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา มีคำจำนวนหนึ่งที่ทำหน้าที่เหมือนถุงใบใหญ่ เราโยนคนที่ไม่ชอบลงไปแล้วปิดปากถุง: “เสื้อแดง” “เสื้อเหลือง” “สามกีบ” “สลิ่ม” “ล้มเจ้า” “เผด็จการ” คำเหล่านี้มีประโยชน์ในการบอกว่าใครอยู่ค่ายไหน แต่มีประโยชน์น้อยมากหากเราต้องการรู้ว่า ข้างในค่ายนั้นมีมนุษย์แบบใดอยู่บ้าง
หากมองอย่างหยาบ คนที่ร่วมชุมนุมด้วยสีเดียวกันอาจดูเหมือนมีความคิดเดียวกัน แต่เมื่อส่องใกล้ ๆ เราจะพบคนที่รักสถาบันเพราะความทรงจำส่วนบุคคล คนที่เห็นสถาบันเป็นหลักประกันความต่อเนื่องของรัฐ คนที่เชื่อว่ากษัตริย์คือศูนย์รวมทางศีลธรรม คนที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง คนที่ไม่ไว้วางใจนักการเมือง คนที่เสียประโยชน์จากระบบเลือกตั้ง คนที่ต่อต้านทักษิณเป็นหลัก และคนที่ใช้สถาบันเป็นทรัพยากรในการต่อสู้ทางการเมือง คนเหล่านี้อาจยืนข้างกันบนถนน แต่ไม่ได้แปลว่ากระบวนการคิดของเขาเหมือนกัน
งานของ Aim Sinpeng ว่าด้วยขบวนการเสื้อเหลืองเสนอภาพที่ช่วยให้เราเห็นว่าการระดมมวลชนต่อต้านประชาธิปไตยในไทยไม่ได้เกิดจาก “ความโง่” ของประชาชน แต่เกี่ยวพันกับความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ ความอ่อนแอของสถาบันประชาธิปไตย ความรู้สึกว่าตนถูกกีดกันออกจากอำนาจ และการใช้ทั้งสื่อเก่าและสื่อดิจิทัล เพื่อสร้างและรักษาการระดมทางการเมือง[1] ขณะที่งานเกี่ยวกับชนชั้นกลางบนของไทยก็ชี้ว่า การหันหลังให้ประชาธิปไตยบางช่วงอธิบายไม่ได้ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความคิดเรื่อง “การเมืองที่ดี” สถานะทางสังคม และความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองร่วมด้วย[2]
เมื่อความรัก ความกลัว อัตลักษณ์ ผลประโยชน์ และหลักประชาธิปไตยขัดกัน — คนแต่ละแบบยอมให้สิ่งใดถอย?
เพราะฉะนั้น บทความนี้จงใจใช้คำว่า “สลิ่ม” ในเครื่องหมายคำพูด ไม่ใช่ในฐานะศัพท์วิชาการที่มีขอบเขตชัด และไม่ใช่เพื่อดูหมิ่นคนกลุ่มหนึ่ง แต่เพราะเป็นคำที่มีอยู่จริงในสนามการเมืองไทยและถูกใช้ครอบกลุ่มคนที่หลากหลายเกินไป งานของเราคือเปิดถุงใบนั้นออก แล้วดูว่าข้างในมีอะไร
1. อย่าวางคนทั้งหมดบนเส้น “รักเจ้าน้อย–รักเจ้ามาก”
ความผิดพลาดแรกคือการคิดว่าความแตกต่างระหว่างผู้สนับสนุนสถาบันกษัตริย์เป็นเพียงระดับความ “รัก” ความจริงคนสองคนอาจมีความผูกพันต่อสถาบันสูงพอ ๆ กัน แต่คนหนึ่งยืนยันว่าการเลือกตั้งต้องไม่ถูกล้ม อีกคนกลับยอมรับรัฐประหารเมื่อเห็นว่าผลเลือกตั้งนำไปสู่สิ่งที่ตนกลัว ดังนั้นเราต้องมองอย่างน้อยสี่แกนแยกจากกัน
ความผูกพันทางอารมณ์
สถาบันเป็นความทรงจำ ความกตัญญู ความอบอุ่น ความภูมิใจ หรือส่วนหนึ่งของชีวิตมากเพียงใด
ความเปิดกว้างต่อหลักฐาน
เมื่อพบข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อเดิม สามารถพิจารณาใหม่ได้หรือเปลี่ยนไปปกป้องข้อสรุปเดิมทันที
ความยึดมั่นต่อประชาธิปไตย
ยอมรับการเลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และกระบวนการทางกฎหมายแม้เมื่อฝ่ายตนเสียประโยชน์หรือไม่
การรับรู้ภัยคุกคาม
มองการวิจารณ์ ปฏิรูป หรือการเปลี่ยนดุลอำนาจว่าเป็นเรื่องปกติของการเมือง หรือเป็นภัยต่อชาติและวิถีชีวิตที่ต้องหยุดให้ได้
งานด้านจิตวิทยาการเมืองพบซ้ำ ๆ ว่า เมื่อมนุษย์รู้สึกว่ากลุ่มหรืออัตลักษณ์ของตนถูกคุกคาม เขามีแนวโน้มใช้เหตุผลแบบปกป้องอัตลักษณ์มากขึ้น และในสภาวะที่ threat สูง ความต้องการระเบียบ ความแน่นอน และผู้มีอำนาจที่เข้มแข็งสามารถเพิ่มขึ้นได้[3][4] นี่ไม่ได้เกิดเฉพาะกับราชานิยมไทย และไม่ใช่โรคเฉพาะของฝ่ายอนุรักษนิยม มนุษย์แทบทุกกลุ่มสามารถทำเช่นนี้ได้เมื่อสิ่งที่ตนถือว่าเป็น “เรา” ถูกแตะต้อง
2. Continuum เจ็ดแบบ: จากราชานิยมประชาธิปไตยถึงความจงรักแบบเหนือกติกา
การแบ่งต่อไปนี้เป็น แบบจำลองเชิงวิเคราะห์ (heuristic) เพื่อช่วยตั้งคำถาม ไม่ใช่มาตรวัดทางจิตวิทยาที่ผ่านการทดสอบ และคนจริงคนหนึ่งอาจมีองค์ประกอบสองหรือสามแบบปะปนกัน อีกทั้งอาจเปลี่ยนตำแหน่งตามสถานการณ์
| แบบ | แก่นความคิด | เมื่อสถาบันถูกวิจารณ์ | เมื่อฝ่ายตนแพ้ตามกติกา | พื้นที่สนทนา |
|---|---|---|---|---|
| 1. ราชานิยมเชิงวัฒนธรรม | ผูกพันผ่านครอบครัว ประเพณี ความทรงจำ และความเป็นไทย | อาจไม่สบายใจ แต่แยกความไม่ชอบออกจากสิทธิของคนอื่นได้ | ยอมรับผลเลือกตั้งและกติกา | สูงมาก |
| 2. ราชานิยมรัฐธรรมนูญ | ต้องการให้สถาบันดำรงอยู่ แต่เห็นว่าความมั่นคงระยะยาวมาจากการอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ | ยอมรับการวิจารณ์เชิงสถาบันและการปฏิรูปโดยสันติ | ยืนยันการถ่ายโอนอำนาจตามประชาชน | สูง |
| 3. ราชานิยมเชิงศีลธรรม | มองกษัตริย์เป็นหลักความดี ความเสียสละ หรือมาตรฐานทางศีลธรรมที่เหนือการเมืองพรรค | รับฟังบางเรื่อง แต่มี “เขตศักดิ์สิทธิ์” ที่แตะแล้วรู้สึกว่าเกินเส้น | ยอมรับผล แต่มีแนวโน้มเรียกร้ององค์กร “คนดี” มาคุมการเมือง | ปานกลาง–สูง |
| 4. ประชาธิปไตยแบบมีเงื่อนไข | เห็นว่าการเลือกตั้งใช้ได้ต่อเมื่อได้รัฐบาลที่ “ไม่เลวเกินไป” หรือไม่แตะต้องสถาบัน | เริ่มเปลี่ยนจากการโต้แย้งเนื้อหาเป็นการตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของผู้วิจารณ์ | พร้อมสนับสนุนกลไกนอกการเลือกตั้ง “ชั่วคราว” เพื่อแก้สิ่งที่เห็นว่าเป็นความผิดปกติ | ปานกลาง |
| 5. ราชานิยมเชิงปกป้องอัตลักษณ์ | กษัตริย์ ชาติ ศีลธรรม และตัวตนของตนหลอมรวมกันจนแยกยาก | คำวิจารณ์ถูกสัมผัสเหมือนการดูหมิ่น “เรา” มากกว่าข้อถกเถียงเชิงนโยบาย | หากเห็นผลเลือกตั้งเป็นภัย อาจยอมลดทอนสิทธิหรือกติกา | ต่ำ |
| 6. ราชานิยมเชิงอำนาจนิยม | ความอยู่รอดของชาติและสถาบันถูกถือว่าสำคัญกว่ากระบวนการประชาธิปไตย | เห็นการปิดพื้นที่ เสรีภาพ หรือการใช้อำนาจพิเศษเป็นสิ่งจำเป็น | อาจสนับสนุนการขวางเลือกตั้ง การยึดอำนาจ หรือระบบที่ลดน้ำหนักเสียงประชาชน | ต่ำมาก |
| 7. Hyper-royalist แบบเหนือกติกา | สถาบันมีสถานะทางศีลธรรมที่แทบไม่อาจถูกตั้งคำถาม และการปกป้องสถาบันทำให้ข้อยกเว้นจำนวนมากกลายเป็นสิ่งชอบธรรม | คำถามอาจถูกแปลงเป็นหลักฐานแห่งความเป็นศัตรู | เจตจำนงประชาชนมีน้ำหนักรองลงมาหากขัดกับสิ่งที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์หรือสูงกว่า | แทบไม่มี |
แนวคิด hyper-royalism ถูกใช้ในงานของธงชัย วินิจจะกูลเพื่ออธิบายการยกระดับความจงรักภักดีและสถานะทางศีลธรรมของสถาบันในบริบทการเมืองไทยสมัยใหม่ โดยชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงความรักส่วนบุคคลต่อพระมหากษัตริย์ แต่เกี่ยวข้องกับระบบความคิด เครือข่าย และความชอบธรรมทางการเมืองที่กว้างกว่า[5] งานใหม่เกี่ยวกับ civil religion ในไทยก็ช่วยอธิบายอีกด้านว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมชาติ ศาสนา และชุมชนทางการเมืองเข้าด้วยกันได้[6] เมื่อเป็นเช่นนั้น การถกเถียงเรื่องสถาบันจึงไม่ใช่เพียง debate เรื่อง constitutional design แต่แตะความรู้สึกว่า “สังคมไทยคืออะไร” ด้วย
3. ทำไมคนมีการศึกษาจึงอาจไม่ยอมรับเหตุผลในเรื่องที่ตนรัก?
หนึ่งในคำอธิบายที่ต้องระมัดระวังคือ motivated reasoning — มนุษย์ไม่ได้ประมวลข้อมูลเพื่อหาความจริงอย่างเดียว แต่บางครั้งประมวลข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ช่วยรักษาอัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ ความสัมพันธ์กับกลุ่ม หรือภาพของโลกที่ตนต้องการให้ดำรงอยู่ งานด้าน political polarization พบว่ามีทั้งแรงจูงใจเพื่อปกป้องตัวเอง ปกป้องกลุ่ม และปกป้องระบบเดิม ซึ่งสามารถทำให้ข้อมูลชุดเดียวกันถูกตีความต่างกันอย่างมาก[4]
ดังนั้น คนคนหนึ่งอาจเป็นแพทย์ที่ประเมินผลเลือดอย่างละเอียด เป็นวิศวกรที่คำนวณโครงสร้างอย่างแม่นยำ หรือเป็นนักธุรกิจที่วิเคราะห์ความเสี่ยงเก่ง แต่เมื่อเข้าประเด็นที่เชื่อมกับตัวตนทางการเมือง วิธีใช้เหตุผลอาจเปลี่ยนจาก “ข้อมูลนี้พาเราไปไหน?” เป็น “ฉันจะวางข้อมูลนี้อย่างไรเพื่อไม่ต้องทิ้งสิ่งที่ฉันเป็น?”
Reasoning เพื่อค้นหา
ข้อสรุปยังเปิดอยู่ → ตรวจหลักฐาน → ยอมให้หลักฐานเปลี่ยนข้อสรุป → ใช้มาตรฐานเดียวกับทั้งฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้าม
Reasoning เพื่อปกป้อง
ข้อสรุปถูกล็อกไว้ก่อน → คัดหลักฐานที่เข้ากัน → ลดค่าหลักฐานที่คุกคามตัวตน → ใช้มาตรฐานต่างกันตามว่าใครเป็นผู้กระทำ
นี่อธิบายประโยคที่ผู้สนทนาการเมืองไทยได้ยินบ่อย เช่น “ยังไงก็รัก” ได้ดีกว่าการบอกว่าผู้พูด “ไม่มีเหตุผล” เพราะประโยคนั้นอาจไม่ได้พยายามตอบข้อเท็จจริงเลย มันคือ declaration of identity: “ไม่ว่าข้อถกเถียงจะพาไปไหน ฉันจะไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ทรยศต่อสิ่งที่ฉันรัก”
แต่อีกคนกำลังตอบว่า “ฉันเป็นใคร และฉันจะไม่ยอมกลายเป็นคนอีกแบบหนึ่ง”
เพราะฉะนั้น การโยนหลักฐานเพิ่มอีกสิบชิ้นอาจไม่ช่วย หากความขัดแย้งจริงไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล แต่อยู่ที่ความหมายของข้อมูลต่ออัตลักษณ์ งานเกี่ยวกับ social identity threat เสนอว่าการพยายาม “ชนะการโต้เถียง” อาจยิ่งทำให้คู่สนทนายึดตัวตนเดิมแน่นขึ้น ขณะที่การสร้างพื้นที่ร่วมที่ผู้คนไม่ต้องเสียหน้าและไม่ต้องสละอัตลักษณ์ทั้งหมด อาจเปิดช่องให้พิจารณาข้อมูลใหม่ได้มากกว่า[3]
4. “เจ้าดีกว่านักการเมือง” — ประโยคสั้น ๆ ที่บอกโลกทัศน์ยาวมาก
ประโยคว่า “ยังไงเจ้าก็ดีกว่านักการเมือง” ไม่ได้เป็นเพียงความเห็นเรื่องบุคคล แต่สะท้อนโครงสร้างการมองการเมืองแบบหนึ่ง คือแบ่งโลกออกเป็นพื้นที่ของ คุณธรรมที่ควรอยู่เหนือการแข่งขัน กับพื้นที่ของ ผลประโยชน์ที่สกปรกจากการเลือกตั้ง เมื่อวางกรอบเช่นนี้ นักการเมืองแทบไม่มีวันชนะการเปรียบเทียบ เพราะธรรมชาติของการเมืองเลือกตั้งคือการแข่งขัน เปิดโปง ต่อรอง ผิดพลาด และถูกตรวจสอบต่อหน้าสาธารณะ ขณะที่สถาบันเชิงสัญลักษณ์ถูกประเมินด้วยมาตรวัดอีกแบบหนึ่ง
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครเป็นคนดีกว่า” แต่คือ สถาบันใดถูกออกแบบให้ประชาชนตรวจสอบ แก้ไข และเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจได้อย่างไร ประชาธิปไตยไม่ได้ตั้งสมมติฐานว่านักการเมืองเป็นคนดี ประชาธิปไตยกลับเริ่มจากข้อสมมติที่ระมัดระวังกว่านั้นว่า มนุษย์ทุกคนอาจผิด พลาด โลภ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขตได้ จึงต้องมีกติกาที่ทำให้ผู้มีอำนาจถูกตรวจสอบและเปลี่ยนได้
จุดนี้อธิบายความขัดแย้งพื้นฐานของการเมืองไทยได้ส่วนหนึ่ง: ฝ่ายหนึ่งมอง legitimacy ผ่านคุณธรรม ความดี ลำดับชั้น และความมั่นคง อีกฝ่ายมอง legitimacy ผ่านความเสมอภาคของพลเมือง การเป็นตัวแทน และการยินยอมของผู้ถูกปกครอง ทั้งสองฝ่ายจึงอาจใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” เหมือนกันแต่คิดถึงคนละระบบ
5. +1: ต้องแยก “ผู้ศรัทธา” ออกจาก “ผู้ประกอบการความจงรักภักดี”
นี่คือจุดที่การวิเคราะห์ควรก้าวไปไกลกว่าการวิจารณ์มวลชน เพราะความจงรักภักดีในฐานะความรู้สึกส่วนบุคคล กับความจงรักภักดีในฐานะ ทรัพยากรทางการเมือง เป็นคนละเรื่อง
คุณยายที่น้ำตาไหลเมื่อเห็นภาพพระมหากษัตริย์ซึ่งผูกอยู่กับความทรงจำเกือบทั้งชีวิต อาจไม่มีความต้องการล้มรัฐบาล ปิดคูหา หรือสร้างข้อยกเว้นทางรัฐธรรมนูญใดเลย นั่นคือ affective attachment แต่ผู้นำการเมือง นักเคลื่อนไหว หรือผู้ผลิตสื่อบางคนสามารถรู้ได้ว่าความรู้สึกดังกล่าวมีพลังมหาศาล หากทำให้ผู้คนเชื่อได้ว่า “การแพ้เลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแพ้นโยบาย แต่คือกำลังจะเสียชาติ เสียศาสนา หรือเสียสถาบัน” ต้นทุนทางศีลธรรมของการยอมรับวิธีนอกกติกาจะลดลงทันที
1) คนที่รักจริงในชีวิตส่วนตัว 2) คนที่มีโลกทัศน์ราชานิยมทางการเมือง 3) คนที่ระดมความจงรักภักดีเพื่อสร้างอำนาจ — สามคนนี้อาจยืนบนเวทีเดียวกัน แต่ความรับผิดชอบและแรงจูงใจไม่เหมือนกัน
งานของ Sinpeng มีคุณูปการตรงที่ชวนมองการระดมต่อต้านประชาธิปไตยในฐานะกระบวนการทางการเมืองที่มีองค์กร เครือข่าย กลยุทธ์ และสื่อ มิใช่เพียงอารมณ์ของฝูงชน[1] เมื่อเรามองเช่นนี้ คำว่า “สลิ่ม” จึงไม่พออีกต่อไป เพราะมันเอาผู้รับสาร ผู้ผลิตสาร ผู้ระดม และผู้ได้รับประโยชน์จากการระดมมาปนกันหมด
คือประโยคแบบที่สามารถเปลี่ยนการแข่งขันทางการเมืองให้กลายเป็นภาวะฉุกเฉินทางศีลธรรม
เมื่อการเมืองถูกเปลี่ยนเป็นภาวะฉุกเฉินทางศีลธรรม ทุกอย่างเริ่มมีข้อยกเว้น: การขวางเลือกตั้งอาจถูกเรียกว่า “หยุดระบอบเลว” การยึดอำนาจอาจถูกเรียกว่า “พักประชาธิปไตยชั่วคราว” การลดเสรีภาพอาจถูกเรียกว่า “ปกป้องความมั่นคง” และ double standard อาจถูกอธิบายว่า “สถานการณ์ไม่เหมือนกัน” ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องคิดว่าตนกำลังทำลายหลักการ เขาอาจเชื่อจริง ๆ ว่าตนกำลังปกป้องหลักการที่สูงกว่า
6. “จุดตรงกลาง” ที่ไม่ใช่การประนีประนอมความจริง
ผู้เขียนเคยยืนยันในงานสิทธิมนุษยชนว่า สังคมไทยจำเป็นต้องมีพื้นที่กลางที่คนต่างสีสามารถฟังกันได้ แต่คำว่า “ตรงกลาง” ตรงนี้ต้องอธิบายให้ชัด เพราะมิฉะนั้นจะถูกเข้าใจว่าให้ทั้งสองฝ่ายลดความจริงลงคนละครึ่ง
จุดตรงกลางที่มีหลักการ ≠ จุดกึ่งกลางระหว่างสองค่าย
มันคือพื้นร่วมที่วางไว้ก่อนว่า ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ไม่ว่าใครเป็นผู้ชุมนุม ไม่ว่าใครรักหรือไม่รักสถาบัน เราจะใช้มาตรฐานเดียวกัน: ไม่ทรมาน ไม่อุ้มหาย ไม่ฆ่านอกกฎหมาย ไม่ปิดปากโดยไร้เหตุจำเป็น เคารพเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ การมีส่วนร่วมทางการเมือง และให้ประชาชนเปลี่ยนผู้ปกครองผ่านการเลือกตั้งที่แท้จริง
นี่คือคุณค่าของ “ภาษาสากล” ของสิทธิมนุษยชน เพราะมันช่วยย้ายการสนทนาจากคำถามว่า “คุณอยู่ข้างใคร?” ไปสู่คำถามว่า “คุณยอมรับกติกานี้กับทุกฝ่ายหรือไม่?” ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการมีส่วนร่วมในการปกครอง ขณะที่ ICCPR มาตรา 25 รับรองสิทธิของพลเมืองในการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะและการเลือกตั้งที่แท้จริงเป็นระยะ[7][8]
ภาษานี้มีความสำคัญเพราะฝ่ายเสื้อแดงไม่มีสิทธิพิเศษเหนือเสื้อเหลือง ฝ่ายเสื้อเหลืองไม่มีสิทธิพิเศษเหนือผู้ชุมนุมเยาวชน นักการเมืองที่เราชอบไม่มีสิทธิละเมิดประชาชนมากกว่านักการเมืองที่เราเกลียด และเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงเพียงเพราะผู้ถูกกระทำเป็นฝ่ายที่เราไม่ชอบ
แต่คือ “ฉันมีข้าง — ข้างของหลักการ — และจะใช้หลักการเดียวกันแม้ผลลัพธ์ทำให้ฝ่ายที่ฉันชอบเสียประโยชน์”
ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่การเมืองแบบสีเสื้อทำลายได้ง่ายที่สุด เมื่อการเมืองกลายเป็นสงครามอัตลักษณ์ หลักการถูกใช้เป็นอาวุธกับฝ่ายตรงข้ามและถูกเก็บเข้าลิ้นชักเมื่อฝ่ายเราเป็นผู้กระทำ สิทธิมนุษยชนจึงมีความหมายก็ต่อเมื่อเราปกป้องสิทธิของคนที่เราไม่ชอบด้วย และประชาธิปไตยมีความหมายก็ต่อเมื่อเรายอมรับสิทธิของประชาชนที่จะเลือกสิ่งที่เราไม่เลือก
7. Litmus test: อย่าถามว่า “รักเจ้าหรือไม่” ให้ถามห้าข้อนี้
หากต้องการรู้ว่าบุคคลหนึ่งยืนอยู่ตรงไหนระหว่าง constitutional royalism กับ authoritarian royalism การถามระดับความรักแทบไม่ช่วย สิ่งที่ควรถามคือพฤติกรรมเมื่อหลักการชนกับผลประโยชน์ของฝ่ายตน
คำตอบต่อคำถามเหล่านี้บอกความเป็นประชาธิปไตยได้มากกว่าสีเสื้อ เพราะ democratic commitment ไม่ได้ถูกทดสอบเมื่อฝ่ายเราชนะ แต่ถูกทดสอบเมื่อกติกาทำให้เราแพ้
8. คนเจ็ดแบบต้องคุยต่างกัน
หากเป้าหมายคือเอาชนะบนโซเชียลมีเดีย เราสามารถด่าทุกคนด้วยคำเดียวแล้วจบ แต่ถ้าเป้าหมายคือเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง เราต้องแยกคนให้ออก
กับราชานิยมเชิงวัฒนธรรมและราชานิยมรัฐธรรมนูญ การสนทนาเรื่อง checks and balances, constitutional monarchy, ความอยู่รอดของสถาบันระยะยาว และสิทธิของพลเมืองมีพื้นที่มาก เพราะเขาไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “รักสถาบัน” กับ “เป็นประชาธิปไตย”
กับราชานิยมเชิงศีลธรรม ประเด็นสำคัญคือทำให้เห็นว่า กติกาที่ดีไม่ใช่การไม่เชื่อในคนดี แต่คือการไม่ฝากอนาคตของประเทศไว้กับการต้องโชคดีเจอคนดีทุกครั้ง ต่อให้ผู้ใช้อำนาจวันนี้ดีเพียงใด สถาบันที่ดีต้องทนต่อผู้ใช้อำนาจที่ไม่ดีในวันหน้าได้
กับผู้ที่ผูกอัตลักษณ์เข้ากับสถาบันแน่นมาก การดูหมิ่นหรือบังคับให้เขาประกาศว่าอดีตทั้งหมดของตนผิด มักทำให้ประตูปิด การสนทนาที่มีโอกาสมากกว่าคือเริ่มจากหลักการที่เขาเองเห็นคุณค่า เช่น ความสงบ ความยุติธรรม ความไม่รุนแรง ความรับผิดชอบ แล้วถามว่าหลักเหล่านี้ควรใช้กับทุกฝ่ายเหมือนกันหรือไม่
ส่วนกับผู้ประกอบการทางการเมืองที่ตั้งใจใช้ความกลัวและอัตลักษณ์เพื่อสร้างอำนาจ ปัญหาไม่ใช่การหาประโยคที่อ่อนโยนพอจะเปลี่ยนใจ แต่คือการสร้างสถาบัน สื่อ และพลเมืองที่ตรวจสอบข้อกล่าวอ้าง ทำให้ต้นทุนของการบิดเบือนสูงขึ้น และไม่ปล่อยให้คำว่า “ชาติ” หรือ “สถาบัน” ทำหน้าที่เป็นบัตรผ่านสำหรับการละเมิดกติกา
9. สิ่งที่คันฉ่องบานนี้ส่องกลับมาหาเราด้วย
หากเราจบด้วยข้อสรุปว่า “สลิ่มไม่มีเหตุผล” เราจะได้ความสะใจแต่ไม่ได้ความรู้ เพราะ motivated reasoning, tribalism และ double standard ไม่ได้มีเฉพาะในฝ่ายอนุรักษนิยม ฝ่ายประชาธิปไตยเองก็สามารถให้อภัยการโกหกของผู้นำที่ตนรัก มองข้ามการละเมิดของพวกเดียวกัน หรือปฏิเสธข้อมูลเพียงเพราะมาจากฝ่ายตรงข้ามได้
คันฉ่องที่ดีจึงต้องสะท้อนคนถือกระจกกลับมาด้วย หากเราบอกว่าการรัฐประหารผิด เราต้องไม่ยินดีเมื่อรัฐประหารเล่นงานศัตรูของเรา หากเราบอกว่าเสรีภาพในการแสดงออกสำคัญ เราต้องยอมให้คนที่รักสถาบันพูดในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย หากเราบอกว่าห้ามใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม หลักนั้นต้องคุ้มครองทั้งผู้ชุมนุมเสื้อแดง เสื้อเหลือง เยาวชน และทุกกลุ่มที่ชุมนุมโดยสงบ
ไม่ใช่หลักการ — มันคือยุทธวิธี
นี่คือเหตุผลที่ “ภาษาสากล” มีพลังอย่างยิ่งในสังคมที่แตกเป็นค่าย เพราะมันไม่ถามก่อนว่าผู้ถูกจับเป็นคนดีหรือไม่ ไม่ถามว่าผู้ถูกยิงเลือกพรรคอะไร และไม่ถามว่าผู้พูดรักใคร มันถามเพียงว่า รัฐมีอำนาจทำสิ่งนี้หรือไม่ กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ สิทธิขั้นพื้นฐานได้รับการคุ้มครองหรือไม่
10. บทสรุป: เส้นแบ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่ “รักเจ้า–ไม่รักเจ้า”
หากคันฉ่องบานนี้มีข้อเสนอหลักเพียงข้อเดียว ข้อเสนอนั้นคือ: สังคมไทยจะเข้าใจความขัดแย้งของตนผิดไปเรื่อย ๆ หากยังคิดว่าแกนใหญ่ที่สุดคือ “รักเจ้า” กับ “ไม่รักเจ้า”
ภายในคนที่รักสถาบันมีตั้งแต่ผู้สนับสนุน constitutional monarchy ที่ยืนยันหลักสิทธิและอำนาจประชาชน ไปจนถึงผู้ที่เห็นว่าสถาบันมีความชอบธรรมสูงจนสามารถทำให้หลักประชาธิปไตยถูกพักได้ เช่นเดียวกับฝ่ายที่เรียกตนว่าประชาธิปไตย ก็มีตั้งแต่ผู้ที่ยึดมั่นต่อสิทธิของทุกคน ไปจนถึงผู้ที่พร้อมละทิ้งสิทธิของคู่ขัดแย้งเมื่อมีโอกาส
ดังนั้นเส้นแบ่งที่ควรให้ความสำคัญกว่าคือ: เมื่อความรัก อัตลักษณ์ และผลประโยชน์ของเราขัดกับหลักเสมอภาค สิทธิ เสรีภาพ และเจตจำนงของประชาชน — เราให้สิ่งใดถอย?
เราต้องสร้างประเทศไทยที่คนคิดต่างกันได้ โดยไม่มีใครมีสิทธิทำลายกติกาเพียงเพราะเชื่อว่าความรักของตนสูงกว่าความเสมอภาคของคนอื่น
และตรงนี้อาจเป็น “จุดตรงกลาง” ที่แท้จริง — ไม่ใช่จุดกึ่งกลางระหว่างเสื้อสองสี แต่คือพื้นแข็งใต้เท้าของทุกสี: ความเป็นมนุษย์เท่ากัน สิทธิที่ใช้กับทุกคน กติกาที่ไม่เปลี่ยนตามผู้ชนะ และการยอมรับว่าความรักใด ๆ ในสังคมประชาธิปไตยจะมั่นคงยิ่งขึ้นเมื่อมันไม่ต้องพึ่งการบังคับให้คนอื่นรักแบบเดียวกัน
หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: แบบจำลองเจ็ดกลุ่มในบทความนี้เป็นการสังเคราะห์เพื่อการอธิบาย มิใช่ typology ที่อ้างว่าได้รับการพิสูจน์เชิงสถิติ และไม่ควรถูกใช้ติดป้ายบุคคลจากพฤติกรรมครั้งเดียว จุดประสงค์คือช่วยแยกตัวแปรที่มักถูกคำว่า “สลิ่ม” รวมไว้ด้วยกัน ได้แก่ ความผูกพันทางอารมณ์ อัตลักษณ์ การรับรู้ภัยคุกคาม ความเปิดกว้างต่อหลักฐาน และความยึดมั่นต่อกติกาประชาธิปไตย
เอกสารและงานศึกษาประกอบ
- Aim Sinpeng, Opposing Democracy in the Digital Age: The Yellow Shirts in Thailand, University of Michigan Press, 2021. University of Michigan Press · Open-access PDF (OAPEN)
- Thorn Pitidol & Chanon Techasunthornwat, “The Rise of the Thai Upper Middle Class and its Turn against Democracy,” in After the Coup, ISEAS / Cambridge Core, 2019. Cambridge Core
- Graham Wright, “Persuasion or Co-creation? Social Identity Threat and the Mechanisms of Deliberative Transformation,” Journal of Deliberative Democracy, 2022. Journal article
- John T. Jost et al., “Cognitive–motivational mechanisms of political polarization in social-communicative contexts,” Nature Reviews Psychology, 2022. Full text (PMC) และ Danny Osborne et al., “The psychological causes and societal consequences of authoritarianism,” Nature Reviews Psychology, 2023. Full text (PMC)
- Thongchai Winichakul, Thailand’s Hyper-royalism: Its Past Success and Present Predicament, ISEAS – Yusof Ishak Institute, Trends in Southeast Asia No. 7, 2016. PDF
- Tomas Larsson, “Revisiting civil religion: Lessons from Thailand,” Journal of Southeast Asian Studies, Cambridge University Press, 2026. PDF
- United Nations Office of the High Commissioner for Human Rights, Universal Declaration of Human Rights, Articles 19–21. OHCHR
- United Nations Office of the High Commissioner for Human Rights, International Covenant on Civil and Political Rights, Articles 19, 21, 22 and 25. OHCHR
