คันฉ่องส่องสลิ่ม: กายวิภาคของความจงรักภักดี อัตลักษณ์ และประชาธิปไตยไทย

คันฉ่องส่องไทย · การเมือง อัตลักษณ์ และประชาธิปไตย

คันฉ่องส่อง “สลิ่ม”
กายวิภาคของความจงรักภักดี อัตลักษณ์ และประชาธิปไตยไทย

คนที่ถูกเรียกรวม ๆ ว่า “สลิ่ม” หรือ “เสื้อเหลือง” ไม่ได้คิดเหมือนกันทั้งหมด บางคนรักสถาบันแต่ยืนหยัดกับประชาธิปไตย บางคนยอมลดทอนประชาธิปไตยเมื่อรู้สึกว่าสิ่งที่ตนรักกำลังถูกคุกคาม และบางคนใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมือง บทความนี้พยายามแยกชั้นเหล่านั้นออกจากกัน โดยไม่เริ่มจากคำด่า แต่เริ่มจากคำถามว่า มนุษย์ละทิ้งหลักการเมื่อไร และอะไรทำให้เขายอมทำเช่นนั้น?
ห้องสมุดประชาชน · 17 สิงหาคม 2569 · บทความกึ่งวิชาการเพื่อการทำความเข้าใจ ไม่ใช่การวินิจฉัยบุคคล

ในการเมืองไทยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา มีคำจำนวนหนึ่งที่ทำหน้าที่เหมือนถุงใบใหญ่ เราโยนคนที่ไม่ชอบลงไปแล้วปิดปากถุง: “เสื้อแดง” “เสื้อเหลือง” “สามกีบ” “สลิ่ม” “ล้มเจ้า” “เผด็จการ” คำเหล่านี้มีประโยชน์ในการบอกว่าใครอยู่ค่ายไหน แต่มีประโยชน์น้อยมากหากเราต้องการรู้ว่า ข้างในค่ายนั้นมีมนุษย์แบบใดอยู่บ้าง

หากมองอย่างหยาบ คนที่ร่วมชุมนุมด้วยสีเดียวกันอาจดูเหมือนมีความคิดเดียวกัน แต่เมื่อส่องใกล้ ๆ เราจะพบคนที่รักสถาบันเพราะความทรงจำส่วนบุคคล คนที่เห็นสถาบันเป็นหลักประกันความต่อเนื่องของรัฐ คนที่เชื่อว่ากษัตริย์คือศูนย์รวมทางศีลธรรม คนที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลง คนที่ไม่ไว้วางใจนักการเมือง คนที่เสียประโยชน์จากระบบเลือกตั้ง คนที่ต่อต้านทักษิณเป็นหลัก และคนที่ใช้สถาบันเป็นทรัพยากรในการต่อสู้ทางการเมือง คนเหล่านี้อาจยืนข้างกันบนถนน แต่ไม่ได้แปลว่ากระบวนการคิดของเขาเหมือนกัน

งานของ Aim Sinpeng ว่าด้วยขบวนการเสื้อเหลืองเสนอภาพที่ช่วยให้เราเห็นว่าการระดมมวลชนต่อต้านประชาธิปไตยในไทยไม่ได้เกิดจาก “ความโง่” ของประชาชน แต่เกี่ยวพันกับความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำ ความอ่อนแอของสถาบันประชาธิปไตย ความรู้สึกว่าตนถูกกีดกันออกจากอำนาจ และการใช้ทั้งสื่อเก่าและสื่อดิจิทัล เพื่อสร้างและรักษาการระดมทางการเมือง[1] ขณะที่งานเกี่ยวกับชนชั้นกลางบนของไทยก็ชี้ว่า การหันหลังให้ประชาธิปไตยบางช่วงอธิบายไม่ได้ด้วยฐานะทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองความคิดเรื่อง “การเมืองที่ดี” สถานะทางสังคม และความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองร่วมด้วย[2]

คำถามที่มีประโยชน์กว่าคำว่า “ใครเป็นสลิ่ม?” คือ:
เมื่อความรัก ความกลัว อัตลักษณ์ ผลประโยชน์ และหลักประชาธิปไตยขัดกัน — คนแต่ละแบบยอมให้สิ่งใดถอย?

เพราะฉะนั้น บทความนี้จงใจใช้คำว่า “สลิ่ม” ในเครื่องหมายคำพูด ไม่ใช่ในฐานะศัพท์วิชาการที่มีขอบเขตชัด และไม่ใช่เพื่อดูหมิ่นคนกลุ่มหนึ่ง แต่เพราะเป็นคำที่มีอยู่จริงในสนามการเมืองไทยและถูกใช้ครอบกลุ่มคนที่หลากหลายเกินไป งานของเราคือเปิดถุงใบนั้นออก แล้วดูว่าข้างในมีอะไร

1. อย่าวางคนทั้งหมดบนเส้น “รักเจ้าน้อย–รักเจ้ามาก”

ความผิดพลาดแรกคือการคิดว่าความแตกต่างระหว่างผู้สนับสนุนสถาบันกษัตริย์เป็นเพียงระดับความ “รัก” ความจริงคนสองคนอาจมีความผูกพันต่อสถาบันสูงพอ ๆ กัน แต่คนหนึ่งยืนยันว่าการเลือกตั้งต้องไม่ถูกล้ม อีกคนกลับยอมรับรัฐประหารเมื่อเห็นว่าผลเลือกตั้งนำไปสู่สิ่งที่ตนกลัว ดังนั้นเราต้องมองอย่างน้อยสี่แกนแยกจากกัน

1

ความผูกพันทางอารมณ์

สถาบันเป็นความทรงจำ ความกตัญญู ความอบอุ่น ความภูมิใจ หรือส่วนหนึ่งของชีวิตมากเพียงใด

2

ความเปิดกว้างต่อหลักฐาน

เมื่อพบข้อมูลที่ขัดกับความเชื่อเดิม สามารถพิจารณาใหม่ได้หรือเปลี่ยนไปปกป้องข้อสรุปเดิมทันที

3

ความยึดมั่นต่อประชาธิปไตย

ยอมรับการเลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และกระบวนการทางกฎหมายแม้เมื่อฝ่ายตนเสียประโยชน์หรือไม่

4

การรับรู้ภัยคุกคาม

มองการวิจารณ์ ปฏิรูป หรือการเปลี่ยนดุลอำนาจว่าเป็นเรื่องปกติของการเมือง หรือเป็นภัยต่อชาติและวิถีชีวิตที่ต้องหยุดให้ได้

งานด้านจิตวิทยาการเมืองพบซ้ำ ๆ ว่า เมื่อมนุษย์รู้สึกว่ากลุ่มหรืออัตลักษณ์ของตนถูกคุกคาม เขามีแนวโน้มใช้เหตุผลแบบปกป้องอัตลักษณ์มากขึ้น และในสภาวะที่ threat สูง ความต้องการระเบียบ ความแน่นอน และผู้มีอำนาจที่เข้มแข็งสามารถเพิ่มขึ้นได้[3][4] นี่ไม่ได้เกิดเฉพาะกับราชานิยมไทย และไม่ใช่โรคเฉพาะของฝ่ายอนุรักษนิยม มนุษย์แทบทุกกลุ่มสามารถทำเช่นนี้ได้เมื่อสิ่งที่ตนถือว่าเป็น “เรา” ถูกแตะต้อง

ข้อสำคัญ: ความจงรักภักดีสูงไม่ได้แปลว่าไม่เป็นประชาธิปไตยโดยอัตโนมัติ และการเป็นอนุรักษนิยมก็ไม่เท่ากับ authoritarianism สิ่งที่ต้องส่องคือ เมื่อความเชื่อของตนแพ้ต่อกติกากลาง คนผู้นั้นยังยอมอยู่ใต้กติกาหรือไม่

2. Continuum เจ็ดแบบ: จากราชานิยมประชาธิปไตยถึงความจงรักแบบเหนือกติกา

การแบ่งต่อไปนี้เป็น แบบจำลองเชิงวิเคราะห์ (heuristic) เพื่อช่วยตั้งคำถาม ไม่ใช่มาตรวัดทางจิตวิทยาที่ผ่านการทดสอบ และคนจริงคนหนึ่งอาจมีองค์ประกอบสองหรือสามแบบปะปนกัน อีกทั้งอาจเปลี่ยนตำแหน่งตามสถานการณ์

แกนที่เรากำลังส่อง: จาก “รักสถาบันภายใต้กติกา” ไปสู่ “ยอมให้ความรักหรือภัยคุกคามอยู่เหนือกติกา”
ประชาธิปไตยเป็นหลักประชาธิปไตยมีเงื่อนไขสถาบัน/อัตลักษณ์อยู่เหนือกติกา
แบบ แก่นความคิด เมื่อสถาบันถูกวิจารณ์ เมื่อฝ่ายตนแพ้ตามกติกา พื้นที่สนทนา
1. ราชานิยมเชิงวัฒนธรรม ผูกพันผ่านครอบครัว ประเพณี ความทรงจำ และความเป็นไทย อาจไม่สบายใจ แต่แยกความไม่ชอบออกจากสิทธิของคนอื่นได้ ยอมรับผลเลือกตั้งและกติกา สูงมาก
2. ราชานิยมรัฐธรรมนูญ ต้องการให้สถาบันดำรงอยู่ แต่เห็นว่าความมั่นคงระยะยาวมาจากการอยู่ใต้รัฐธรรมนูญและการตรวจสอบ ยอมรับการวิจารณ์เชิงสถาบันและการปฏิรูปโดยสันติ ยืนยันการถ่ายโอนอำนาจตามประชาชน สูง
3. ราชานิยมเชิงศีลธรรม มองกษัตริย์เป็นหลักความดี ความเสียสละ หรือมาตรฐานทางศีลธรรมที่เหนือการเมืองพรรค รับฟังบางเรื่อง แต่มี “เขตศักดิ์สิทธิ์” ที่แตะแล้วรู้สึกว่าเกินเส้น ยอมรับผล แต่มีแนวโน้มเรียกร้ององค์กร “คนดี” มาคุมการเมือง ปานกลาง–สูง
4. ประชาธิปไตยแบบมีเงื่อนไข เห็นว่าการเลือกตั้งใช้ได้ต่อเมื่อได้รัฐบาลที่ “ไม่เลวเกินไป” หรือไม่แตะต้องสถาบัน เริ่มเปลี่ยนจากการโต้แย้งเนื้อหาเป็นการตั้งคำถามต่อความชอบธรรมของผู้วิจารณ์ พร้อมสนับสนุนกลไกนอกการเลือกตั้ง “ชั่วคราว” เพื่อแก้สิ่งที่เห็นว่าเป็นความผิดปกติ ปานกลาง
5. ราชานิยมเชิงปกป้องอัตลักษณ์ กษัตริย์ ชาติ ศีลธรรม และตัวตนของตนหลอมรวมกันจนแยกยาก คำวิจารณ์ถูกสัมผัสเหมือนการดูหมิ่น “เรา” มากกว่าข้อถกเถียงเชิงนโยบาย หากเห็นผลเลือกตั้งเป็นภัย อาจยอมลดทอนสิทธิหรือกติกา ต่ำ
6. ราชานิยมเชิงอำนาจนิยม ความอยู่รอดของชาติและสถาบันถูกถือว่าสำคัญกว่ากระบวนการประชาธิปไตย เห็นการปิดพื้นที่ เสรีภาพ หรือการใช้อำนาจพิเศษเป็นสิ่งจำเป็น อาจสนับสนุนการขวางเลือกตั้ง การยึดอำนาจ หรือระบบที่ลดน้ำหนักเสียงประชาชน ต่ำมาก
7. Hyper-royalist แบบเหนือกติกา สถาบันมีสถานะทางศีลธรรมที่แทบไม่อาจถูกตั้งคำถาม และการปกป้องสถาบันทำให้ข้อยกเว้นจำนวนมากกลายเป็นสิ่งชอบธรรม คำถามอาจถูกแปลงเป็นหลักฐานแห่งความเป็นศัตรู เจตจำนงประชาชนมีน้ำหนักรองลงมาหากขัดกับสิ่งที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์หรือสูงกว่า แทบไม่มี

แนวคิด hyper-royalism ถูกใช้ในงานของธงชัย วินิจจะกูลเพื่ออธิบายการยกระดับความจงรักภักดีและสถานะทางศีลธรรมของสถาบันในบริบทการเมืองไทยสมัยใหม่ โดยชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เพียงความรักส่วนบุคคลต่อพระมหากษัตริย์ แต่เกี่ยวข้องกับระบบความคิด เครือข่าย และความชอบธรรมทางการเมืองที่กว้างกว่า[5] งานใหม่เกี่ยวกับ civil religion ในไทยก็ช่วยอธิบายอีกด้านว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมเชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมชาติ ศาสนา และชุมชนทางการเมืองเข้าด้วยกันได้[6] เมื่อเป็นเช่นนั้น การถกเถียงเรื่องสถาบันจึงไม่ใช่เพียง debate เรื่อง constitutional design แต่แตะความรู้สึกว่า “สังคมไทยคืออะไร” ด้วย

3. ทำไมคนมีการศึกษาจึงอาจไม่ยอมรับเหตุผลในเรื่องที่ตนรัก?

หนึ่งในคำอธิบายที่ต้องระมัดระวังคือ motivated reasoning — มนุษย์ไม่ได้ประมวลข้อมูลเพื่อหาความจริงอย่างเดียว แต่บางครั้งประมวลข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ช่วยรักษาอัตลักษณ์ ความภาคภูมิใจ ความสัมพันธ์กับกลุ่ม หรือภาพของโลกที่ตนต้องการให้ดำรงอยู่ งานด้าน political polarization พบว่ามีทั้งแรงจูงใจเพื่อปกป้องตัวเอง ปกป้องกลุ่ม และปกป้องระบบเดิม ซึ่งสามารถทำให้ข้อมูลชุดเดียวกันถูกตีความต่างกันอย่างมาก[4]

ดังนั้น คนคนหนึ่งอาจเป็นแพทย์ที่ประเมินผลเลือดอย่างละเอียด เป็นวิศวกรที่คำนวณโครงสร้างอย่างแม่นยำ หรือเป็นนักธุรกิจที่วิเคราะห์ความเสี่ยงเก่ง แต่เมื่อเข้าประเด็นที่เชื่อมกับตัวตนทางการเมือง วิธีใช้เหตุผลอาจเปลี่ยนจาก “ข้อมูลนี้พาเราไปไหน?” เป็น “ฉันจะวางข้อมูลนี้อย่างไรเพื่อไม่ต้องทิ้งสิ่งที่ฉันเป็น?”

Reasoning เพื่อค้นหา

ข้อสรุปยังเปิดอยู่ → ตรวจหลักฐาน → ยอมให้หลักฐานเปลี่ยนข้อสรุป → ใช้มาตรฐานเดียวกับทั้งฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้าม

Reasoning เพื่อปกป้อง

ข้อสรุปถูกล็อกไว้ก่อน → คัดหลักฐานที่เข้ากัน → ลดค่าหลักฐานที่คุกคามตัวตน → ใช้มาตรฐานต่างกันตามว่าใครเป็นผู้กระทำ

นี่อธิบายประโยคที่ผู้สนทนาการเมืองไทยได้ยินบ่อย เช่น “ยังไงก็รัก” ได้ดีกว่าการบอกว่าผู้พูด “ไม่มีเหตุผล” เพราะประโยคนั้นอาจไม่ได้พยายามตอบข้อเท็จจริงเลย มันคือ declaration of identity: “ไม่ว่าข้อถกเถียงจะพาไปไหน ฉันจะไม่ยอมให้ตัวเองกลายเป็นคนที่ทรยศต่อสิ่งที่ฉันรัก”

คนหนึ่งกำลังถามว่า “ข้อเท็จจริงนี้จริงหรือไม่ และกติกาควรออกแบบอย่างไร?”
แต่อีกคนกำลังตอบว่า “ฉันเป็นใคร และฉันจะไม่ยอมกลายเป็นคนอีกแบบหนึ่ง”

เพราะฉะนั้น การโยนหลักฐานเพิ่มอีกสิบชิ้นอาจไม่ช่วย หากความขัดแย้งจริงไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล แต่อยู่ที่ความหมายของข้อมูลต่ออัตลักษณ์ งานเกี่ยวกับ social identity threat เสนอว่าการพยายาม “ชนะการโต้เถียง” อาจยิ่งทำให้คู่สนทนายึดตัวตนเดิมแน่นขึ้น ขณะที่การสร้างพื้นที่ร่วมที่ผู้คนไม่ต้องเสียหน้าและไม่ต้องสละอัตลักษณ์ทั้งหมด อาจเปิดช่องให้พิจารณาข้อมูลใหม่ได้มากกว่า[3]

4. “เจ้าดีกว่านักการเมือง” — ประโยคสั้น ๆ ที่บอกโลกทัศน์ยาวมาก

ประโยคว่า “ยังไงเจ้าก็ดีกว่านักการเมือง” ไม่ได้เป็นเพียงความเห็นเรื่องบุคคล แต่สะท้อนโครงสร้างการมองการเมืองแบบหนึ่ง คือแบ่งโลกออกเป็นพื้นที่ของ คุณธรรมที่ควรอยู่เหนือการแข่งขัน กับพื้นที่ของ ผลประโยชน์ที่สกปรกจากการเลือกตั้ง เมื่อวางกรอบเช่นนี้ นักการเมืองแทบไม่มีวันชนะการเปรียบเทียบ เพราะธรรมชาติของการเมืองเลือกตั้งคือการแข่งขัน เปิดโปง ต่อรอง ผิดพลาด และถูกตรวจสอบต่อหน้าสาธารณะ ขณะที่สถาบันเชิงสัญลักษณ์ถูกประเมินด้วยมาตรวัดอีกแบบหนึ่ง

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “ใครเป็นคนดีกว่า” แต่คือ สถาบันใดถูกออกแบบให้ประชาชนตรวจสอบ แก้ไข และเปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจได้อย่างไร ประชาธิปไตยไม่ได้ตั้งสมมติฐานว่านักการเมืองเป็นคนดี ประชาธิปไตยกลับเริ่มจากข้อสมมติที่ระมัดระวังกว่านั้นว่า มนุษย์ทุกคนอาจผิด พลาด โลภ หรือใช้อำนาจเกินขอบเขตได้ จึงต้องมีกติกาที่ทำให้ผู้มีอำนาจถูกตรวจสอบและเปลี่ยนได้

จุดนี้อธิบายความขัดแย้งพื้นฐานของการเมืองไทยได้ส่วนหนึ่ง: ฝ่ายหนึ่งมอง legitimacy ผ่านคุณธรรม ความดี ลำดับชั้น และความมั่นคง อีกฝ่ายมอง legitimacy ผ่านความเสมอภาคของพลเมือง การเป็นตัวแทน และการยินยอมของผู้ถูกปกครอง ทั้งสองฝ่ายจึงอาจใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” เหมือนกันแต่คิดถึงคนละระบบ

5. +1: ต้องแยก “ผู้ศรัทธา” ออกจาก “ผู้ประกอบการความจงรักภักดี”

นี่คือจุดที่การวิเคราะห์ควรก้าวไปไกลกว่าการวิจารณ์มวลชน เพราะความจงรักภักดีในฐานะความรู้สึกส่วนบุคคล กับความจงรักภักดีในฐานะ ทรัพยากรทางการเมือง เป็นคนละเรื่อง

คุณยายที่น้ำตาไหลเมื่อเห็นภาพพระมหากษัตริย์ซึ่งผูกอยู่กับความทรงจำเกือบทั้งชีวิต อาจไม่มีความต้องการล้มรัฐบาล ปิดคูหา หรือสร้างข้อยกเว้นทางรัฐธรรมนูญใดเลย นั่นคือ affective attachment แต่ผู้นำการเมือง นักเคลื่อนไหว หรือผู้ผลิตสื่อบางคนสามารถรู้ได้ว่าความรู้สึกดังกล่าวมีพลังมหาศาล หากทำให้ผู้คนเชื่อได้ว่า “การแพ้เลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแพ้นโยบาย แต่คือกำลังจะเสียชาติ เสียศาสนา หรือเสียสถาบัน” ต้นทุนทางศีลธรรมของการยอมรับวิธีนอกกติกาจะลดลงทันที

จึงต้องแยกสามสิ่งออกจากกัน:
1) คนที่รักจริงในชีวิตส่วนตัว   2) คนที่มีโลกทัศน์ราชานิยมทางการเมือง   3) คนที่ระดมความจงรักภักดีเพื่อสร้างอำนาจ — สามคนนี้อาจยืนบนเวทีเดียวกัน แต่ความรับผิดชอบและแรงจูงใจไม่เหมือนกัน

งานของ Sinpeng มีคุณูปการตรงที่ชวนมองการระดมต่อต้านประชาธิปไตยในฐานะกระบวนการทางการเมืองที่มีองค์กร เครือข่าย กลยุทธ์ และสื่อ มิใช่เพียงอารมณ์ของฝูงชน[1] เมื่อเรามองเช่นนี้ คำว่า “สลิ่ม” จึงไม่พออีกต่อไป เพราะมันเอาผู้รับสาร ผู้ผลิตสาร ผู้ระดม และผู้ได้รับประโยชน์จากการระดมมาปนกันหมด

“เราไม่ได้กำลังแพ้การเลือกตั้ง — เรากำลังจะเสียชาติ”
คือประโยคแบบที่สามารถเปลี่ยนการแข่งขันทางการเมืองให้กลายเป็นภาวะฉุกเฉินทางศีลธรรม

เมื่อการเมืองถูกเปลี่ยนเป็นภาวะฉุกเฉินทางศีลธรรม ทุกอย่างเริ่มมีข้อยกเว้น: การขวางเลือกตั้งอาจถูกเรียกว่า “หยุดระบอบเลว” การยึดอำนาจอาจถูกเรียกว่า “พักประชาธิปไตยชั่วคราว” การลดเสรีภาพอาจถูกเรียกว่า “ปกป้องความมั่นคง” และ double standard อาจถูกอธิบายว่า “สถานการณ์ไม่เหมือนกัน” ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องคิดว่าตนกำลังทำลายหลักการ เขาอาจเชื่อจริง ๆ ว่าตนกำลังปกป้องหลักการที่สูงกว่า

6. “จุดตรงกลาง” ที่ไม่ใช่การประนีประนอมความจริง

ผู้เขียนเคยยืนยันในงานสิทธิมนุษยชนว่า สังคมไทยจำเป็นต้องมีพื้นที่กลางที่คนต่างสีสามารถฟังกันได้ แต่คำว่า “ตรงกลาง” ตรงนี้ต้องอธิบายให้ชัด เพราะมิฉะนั้นจะถูกเข้าใจว่าให้ทั้งสองฝ่ายลดความจริงลงคนละครึ่ง

จุดตรงกลางที่มีหลักการ ≠ จุดกึ่งกลางระหว่างสองค่าย

มันคือพื้นร่วมที่วางไว้ก่อนว่า ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ไม่ว่าใครเป็นผู้ชุมนุม ไม่ว่าใครรักหรือไม่รักสถาบัน เราจะใช้มาตรฐานเดียวกัน: ไม่ทรมาน ไม่อุ้มหาย ไม่ฆ่านอกกฎหมาย ไม่ปิดปากโดยไร้เหตุจำเป็น เคารพเสรีภาพในการแสดงออก การชุมนุมโดยสงบ การมีส่วนร่วมทางการเมือง และให้ประชาชนเปลี่ยนผู้ปกครองผ่านการเลือกตั้งที่แท้จริง

นี่คือคุณค่าของ “ภาษาสากล” ของสิทธิมนุษยชน เพราะมันช่วยย้ายการสนทนาจากคำถามว่า “คุณอยู่ข้างใคร?” ไปสู่คำถามว่า “คุณยอมรับกติกานี้กับทุกฝ่ายหรือไม่?” ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการมีส่วนร่วมในการปกครอง ขณะที่ ICCPR มาตรา 25 รับรองสิทธิของพลเมืองในการมีส่วนร่วมในกิจการสาธารณะและการเลือกตั้งที่แท้จริงเป็นระยะ[7][8]

ภาษานี้มีความสำคัญเพราะฝ่ายเสื้อแดงไม่มีสิทธิพิเศษเหนือเสื้อเหลือง ฝ่ายเสื้อเหลืองไม่มีสิทธิพิเศษเหนือผู้ชุมนุมเยาวชน นักการเมืองที่เราชอบไม่มีสิทธิละเมิดประชาชนมากกว่านักการเมืองที่เราเกลียด และเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรงเพียงเพราะผู้ถูกกระทำเป็นฝ่ายที่เราไม่ชอบ

ความเป็นกลางที่มีคุณธรรมไม่ใช่ “ฉันไม่มีข้าง”
แต่คือ “ฉันมีข้าง — ข้างของหลักการ — และจะใช้หลักการเดียวกันแม้ผลลัพธ์ทำให้ฝ่ายที่ฉันชอบเสียประโยชน์”

ตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่การเมืองแบบสีเสื้อทำลายได้ง่ายที่สุด เมื่อการเมืองกลายเป็นสงครามอัตลักษณ์ หลักการถูกใช้เป็นอาวุธกับฝ่ายตรงข้ามและถูกเก็บเข้าลิ้นชักเมื่อฝ่ายเราเป็นผู้กระทำ สิทธิมนุษยชนจึงมีความหมายก็ต่อเมื่อเราปกป้องสิทธิของคนที่เราไม่ชอบด้วย และประชาธิปไตยมีความหมายก็ต่อเมื่อเรายอมรับสิทธิของประชาชนที่จะเลือกสิ่งที่เราไม่เลือก

7. Litmus test: อย่าถามว่า “รักเจ้าหรือไม่” ให้ถามห้าข้อนี้

หากต้องการรู้ว่าบุคคลหนึ่งยืนอยู่ตรงไหนระหว่าง constitutional royalism กับ authoritarian royalism การถามระดับความรักแทบไม่ช่วย สิ่งที่ควรถามคือพฤติกรรมเมื่อหลักการชนกับผลประโยชน์ของฝ่ายตน

ถ้าคนส่วนใหญ่เลือกพรรคที่ท่านไม่ชอบ ท่านยังยอมให้พรรคนั้นจัดตั้งรัฐบาลตามกติกาหรือไม่?
ถ้าฝ่ายที่ท่านรักละเมิดสิทธิคนที่ท่านเกลียด ท่านยังเรียกร้องการสอบสวนและความรับผิดเหมือนเดิมหรือไม่?
ถ้ามีข้อมูลที่ขัดกับเรื่องที่ท่านเชื่อมานาน ท่านต้องการตรวจสอบข้อมูล หรือสิ่งแรกที่ทำคือหาว่าผู้พูดเป็นฝ่ายไหน?
ถ้าสถาบันที่ท่านรักถูกวิจารณ์อย่างสันติ ท่านแยก “ความไม่พอใจ” ออกจาก “สิทธิของผู้พูด” ได้หรือไม่?
ถ้ามีผู้เสนอรัฐประหารเพื่อช่วยฝ่ายที่ท่านเห็นว่าถูกต้อง ท่านยังปฏิเสธการยึดอำนาจเพราะกติกาสำคัญกว่าผลลัพธ์หรือไม่?

คำตอบต่อคำถามเหล่านี้บอกความเป็นประชาธิปไตยได้มากกว่าสีเสื้อ เพราะ democratic commitment ไม่ได้ถูกทดสอบเมื่อฝ่ายเราชนะ แต่ถูกทดสอบเมื่อกติกาทำให้เราแพ้

8. คนเจ็ดแบบต้องคุยต่างกัน

หากเป้าหมายคือเอาชนะบนโซเชียลมีเดีย เราสามารถด่าทุกคนด้วยคำเดียวแล้วจบ แต่ถ้าเป้าหมายคือเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง เราต้องแยกคนให้ออก

กับราชานิยมเชิงวัฒนธรรมและราชานิยมรัฐธรรมนูญ การสนทนาเรื่อง checks and balances, constitutional monarchy, ความอยู่รอดของสถาบันระยะยาว และสิทธิของพลเมืองมีพื้นที่มาก เพราะเขาไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “รักสถาบัน” กับ “เป็นประชาธิปไตย”

กับราชานิยมเชิงศีลธรรม ประเด็นสำคัญคือทำให้เห็นว่า กติกาที่ดีไม่ใช่การไม่เชื่อในคนดี แต่คือการไม่ฝากอนาคตของประเทศไว้กับการต้องโชคดีเจอคนดีทุกครั้ง ต่อให้ผู้ใช้อำนาจวันนี้ดีเพียงใด สถาบันที่ดีต้องทนต่อผู้ใช้อำนาจที่ไม่ดีในวันหน้าได้

กับผู้ที่ผูกอัตลักษณ์เข้ากับสถาบันแน่นมาก การดูหมิ่นหรือบังคับให้เขาประกาศว่าอดีตทั้งหมดของตนผิด มักทำให้ประตูปิด การสนทนาที่มีโอกาสมากกว่าคือเริ่มจากหลักการที่เขาเองเห็นคุณค่า เช่น ความสงบ ความยุติธรรม ความไม่รุนแรง ความรับผิดชอบ แล้วถามว่าหลักเหล่านี้ควรใช้กับทุกฝ่ายเหมือนกันหรือไม่

ส่วนกับผู้ประกอบการทางการเมืองที่ตั้งใจใช้ความกลัวและอัตลักษณ์เพื่อสร้างอำนาจ ปัญหาไม่ใช่การหาประโยคที่อ่อนโยนพอจะเปลี่ยนใจ แต่คือการสร้างสถาบัน สื่อ และพลเมืองที่ตรวจสอบข้อกล่าวอ้าง ทำให้ต้นทุนของการบิดเบือนสูงขึ้น และไม่ปล่อยให้คำว่า “ชาติ” หรือ “สถาบัน” ทำหน้าที่เป็นบัตรผ่านสำหรับการละเมิดกติกา

9. สิ่งที่คันฉ่องบานนี้ส่องกลับมาหาเราด้วย

หากเราจบด้วยข้อสรุปว่า “สลิ่มไม่มีเหตุผล” เราจะได้ความสะใจแต่ไม่ได้ความรู้ เพราะ motivated reasoning, tribalism และ double standard ไม่ได้มีเฉพาะในฝ่ายอนุรักษนิยม ฝ่ายประชาธิปไตยเองก็สามารถให้อภัยการโกหกของผู้นำที่ตนรัก มองข้ามการละเมิดของพวกเดียวกัน หรือปฏิเสธข้อมูลเพียงเพราะมาจากฝ่ายตรงข้ามได้

คันฉ่องที่ดีจึงต้องสะท้อนคนถือกระจกกลับมาด้วย หากเราบอกว่าการรัฐประหารผิด เราต้องไม่ยินดีเมื่อรัฐประหารเล่นงานศัตรูของเรา หากเราบอกว่าเสรีภาพในการแสดงออกสำคัญ เราต้องยอมให้คนที่รักสถาบันพูดในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย หากเราบอกว่าห้ามใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม หลักนั้นต้องคุ้มครองทั้งผู้ชุมนุมเสื้อแดง เสื้อเหลือง เยาวชน และทุกกลุ่มที่ชุมนุมโดยสงบ

หลักการที่ใช้เฉพาะตอนฝ่ายเราเสียเปรียบ
ไม่ใช่หลักการ — มันคือยุทธวิธี

นี่คือเหตุผลที่ “ภาษาสากล” มีพลังอย่างยิ่งในสังคมที่แตกเป็นค่าย เพราะมันไม่ถามก่อนว่าผู้ถูกจับเป็นคนดีหรือไม่ ไม่ถามว่าผู้ถูกยิงเลือกพรรคอะไร และไม่ถามว่าผู้พูดรักใคร มันถามเพียงว่า รัฐมีอำนาจทำสิ่งนี้หรือไม่ กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ สิทธิขั้นพื้นฐานได้รับการคุ้มครองหรือไม่

10. บทสรุป: เส้นแบ่งที่สำคัญอาจไม่ใช่ “รักเจ้า–ไม่รักเจ้า”

หากคันฉ่องบานนี้มีข้อเสนอหลักเพียงข้อเดียว ข้อเสนอนั้นคือ: สังคมไทยจะเข้าใจความขัดแย้งของตนผิดไปเรื่อย ๆ หากยังคิดว่าแกนใหญ่ที่สุดคือ “รักเจ้า” กับ “ไม่รักเจ้า”

ภายในคนที่รักสถาบันมีตั้งแต่ผู้สนับสนุน constitutional monarchy ที่ยืนยันหลักสิทธิและอำนาจประชาชน ไปจนถึงผู้ที่เห็นว่าสถาบันมีความชอบธรรมสูงจนสามารถทำให้หลักประชาธิปไตยถูกพักได้ เช่นเดียวกับฝ่ายที่เรียกตนว่าประชาธิปไตย ก็มีตั้งแต่ผู้ที่ยึดมั่นต่อสิทธิของทุกคน ไปจนถึงผู้ที่พร้อมละทิ้งสิทธิของคู่ขัดแย้งเมื่อมีโอกาส

ดังนั้นเส้นแบ่งที่ควรให้ความสำคัญกว่าคือ: เมื่อความรัก อัตลักษณ์ และผลประโยชน์ของเราขัดกับหลักเสมอภาค สิทธิ เสรีภาพ และเจตจำนงของประชาชน — เราให้สิ่งใดถอย?

เราไม่จำเป็นต้องสร้างประเทศไทยที่ทุกคนคิดเหมือนกัน
เราต้องสร้างประเทศไทยที่คนคิดต่างกันได้ โดยไม่มีใครมีสิทธิทำลายกติกาเพียงเพราะเชื่อว่าความรักของตนสูงกว่าความเสมอภาคของคนอื่น

และตรงนี้อาจเป็น “จุดตรงกลาง” ที่แท้จริง — ไม่ใช่จุดกึ่งกลางระหว่างเสื้อสองสี แต่คือพื้นแข็งใต้เท้าของทุกสี: ความเป็นมนุษย์เท่ากัน สิทธิที่ใช้กับทุกคน กติกาที่ไม่เปลี่ยนตามผู้ชนะ และการยอมรับว่าความรักใด ๆ ในสังคมประชาธิปไตยจะมั่นคงยิ่งขึ้นเมื่อมันไม่ต้องพึ่งการบังคับให้คนอื่นรักแบบเดียวกัน

หมายเหตุเชิงวิธีวิทยา: แบบจำลองเจ็ดกลุ่มในบทความนี้เป็นการสังเคราะห์เพื่อการอธิบาย มิใช่ typology ที่อ้างว่าได้รับการพิสูจน์เชิงสถิติ และไม่ควรถูกใช้ติดป้ายบุคคลจากพฤติกรรมครั้งเดียว จุดประสงค์คือช่วยแยกตัวแปรที่มักถูกคำว่า “สลิ่ม” รวมไว้ด้วยกัน ได้แก่ ความผูกพันทางอารมณ์ อัตลักษณ์ การรับรู้ภัยคุกคาม ความเปิดกว้างต่อหลักฐาน และความยึดมั่นต่อกติกาประชาธิปไตย

เอกสารและงานศึกษาประกอบ

  1. Aim Sinpeng, Opposing Democracy in the Digital Age: The Yellow Shirts in Thailand, University of Michigan Press, 2021. University of Michigan Press · Open-access PDF (OAPEN)
  2. Thorn Pitidol & Chanon Techasunthornwat, “The Rise of the Thai Upper Middle Class and its Turn against Democracy,” in After the Coup, ISEAS / Cambridge Core, 2019. Cambridge Core
  3. Graham Wright, “Persuasion or Co-creation? Social Identity Threat and the Mechanisms of Deliberative Transformation,” Journal of Deliberative Democracy, 2022. Journal article
  4. John T. Jost et al., “Cognitive–motivational mechanisms of political polarization in social-communicative contexts,” Nature Reviews Psychology, 2022. Full text (PMC) และ Danny Osborne et al., “The psychological causes and societal consequences of authoritarianism,” Nature Reviews Psychology, 2023. Full text (PMC)
  5. Thongchai Winichakul, Thailand’s Hyper-royalism: Its Past Success and Present Predicament, ISEAS – Yusof Ishak Institute, Trends in Southeast Asia No. 7, 2016. PDF
  6. Tomas Larsson, “Revisiting civil religion: Lessons from Thailand,” Journal of Southeast Asian Studies, Cambridge University Press, 2026. PDF
  7. United Nations Office of the High Commissioner for Human Rights, Universal Declaration of Human Rights, Articles 19–21. OHCHR
  8. United Nations Office of the High Commissioner for Human Rights, International Covenant on Civil and Political Rights, Articles 19, 21, 22 and 25. OHCHR
คันฉ่องส่องไทย · ห้องสมุดประชาชน
การส่องที่มีประโยชน์ที่สุด ไม่ใช่ส่องเพื่อหาว่าใครเลวกว่าใคร แต่เพื่อดูว่าเมื่ออำนาจและอัตลักษณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เราทุกคนยังรักษาหลักการเดิมได้หรือไม่

Popular Posts