Midterm 2026:
เมื่อทุกแรงกดดันมาบรรจบที่หีบบัตร
การเลือกตั้งที่ไม่มีชื่อประธานาธิบดีอยู่บนบัตร แต่กำลังตัดสินว่าอำนาจของประธานาธิบดีจะเดินหน้าต่อไปได้ไกลเพียงใด
ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ชาวอเมริกันจะไม่ได้เลือกประธานาธิบดี ทว่าการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้อาจส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อพื้นที่ทางการเมืองที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะใช้ได้ในช่วงครึ่งหลังของวาระที่สอง เพราะสิ่งที่วางอยู่บนบัตรลงคะแนนมิได้มีเพียงชื่อของสมาชิกสภาคองเกรส หากยังซ่อนคำถามที่ไม่ปรากฏเป็นตัวอักษรเอาไว้ด้วยว่า ประชาชนต้องการให้เส้นทางอำนาจที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2025 เดินหน้าต่อไปในทิศทางเดิมมากน้อยเพียงใด
โดยหลักการ การเลือกตั้งกลางเทอมคือกลไกตรวจสอบอำนาจที่แทรกอยู่กึ่งกลางระหว่างสองวาระประธานาธิบดี ในการเลือกตั้งครั้งนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดต้องกลับเข้าสู่สนามพร้อมกัน ขณะที่วุฒิสมาชิกราวหนึ่งในสามต้องป้องกันหรือช่วงชิงที่นั่งของตน ควบคู่ไปกับการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐและตำแหน่งระดับมลรัฐอีกจำนวนมาก
พรรครีพับลิกันก้าวเข้าสู่การเลือกตั้งปี 2026 ในฐานะผู้ครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาด้วยสัดส่วน 53 ต่อ 47 หากนับรวมสมาชิกอิสระสองคนที่เข้าร่วมกลุ่มกับเดโมแครตไว้ในฝ่ายหลัง ส่วนในสภาผู้แทนราษฎร ช่องว่างของจำนวนที่นั่งระหว่างสองพรรคนั้นแคบพอที่การพลิกผลในเขตเลือกตั้งเพียงหยิบมือเดียวก็อาจเปลี่ยนขั้วเสียงข้างมากของทั้งสภาได้
1. จากการเลือกตั้งสภา สู่ประชามติว่าด้วยตัวทรัมป์
โดยปกติ ประธานาธิบดีมักเผชิญกระแสต้านในการเลือกตั้งกลางเทอม เพราะประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาลย่อมมีแรงจูงใจออกไปใช้สิทธิสูงกว่า ในขณะที่ผู้สนับสนุนประธานาธิบดีอาจไม่กระตือรือร้นเท่ากับปีที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง ทว่าปี 2026 มีตัวแปรพิเศษเพิ่มเข้ามาอีกประการหนึ่ง นั่นคือทรัมป์กำลังพยายามหักล้างแบบแผนดังกล่าว ด้วยการดึงตัวเองเข้าไปเป็นศูนย์กลางของการเลือกตั้งที่ไม่มีชื่อของเขาปรากฏอยู่บนบัตรเลย
ในการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันที่นครดัลลัส ซึ่งถูกใช้เป็นเวทีระดมพลังสู่ศึกกลางเทอม ทรัมป์เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนปฏิบัติต่อการเลือกตั้งครั้งนี้ประหนึ่งว่าตัวเขาเองกำลังลงสมัคร เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์เบื้องหลังนั้นเข้าใจได้ไม่ยาก กล่าวคือ ฐานเสียงบางส่วนที่เคยหลั่งไหลออกมาลงคะแนนอย่างเข้มข้นเมื่อทรัมป์เป็นตัวผู้สมัครเอง อาจไม่ปรากฏตัวในระดับเดียวกันเมื่อชื่อของเขาหายไปจากบัตร
ยุทธศาสตร์ของรีพับลิกันส่วนหนึ่งจึงมุ่งเปลี่ยน การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 435 เขต ให้มีบรรยากาศและอารมณ์ร่วมใกล้เคียงกับ การเลือกตั้งประธานาธิบดีในระดับชาติ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
กระนั้น ยุทธศาสตร์เดียวกันนี้ก็แฝงความเสี่ยงไว้ในตัวมันเอง เพราะหากประชาชนยังพอใจในตัวทรัมป์ การผูกผู้สมัครเข้ากับประธานาธิบดีย่อมช่วยปลุกฐานเสียงให้ตื่นตัว แต่หากกระแสความไม่พอใจเป็นฝ่ายมีน้ำหนักกว่า การเปลี่ยนทุกสนามให้กลายเป็นเรื่องของทรัมป์ก็เท่ากับหยิบยื่นโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามสถาปนาการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เป็นประชามติต่อผลงานของเขาได้โดยง่าย
2. ตัวเลขที่ทำให้สนามนี้ร้อนระอุ
ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ที่เผยแพร่กลางเดือนกันยายน รายงานคะแนนความเห็นชอบต่อการทำงานของทรัมป์ไว้ที่ราวร้อยละ 35 หลังจากเคยดิ่งลงไปแตะร้อยละ 33 ในช่วงก่อนหน้า ขณะที่เมื่อถามว่าหากมีการเลือกตั้งสภาคองเกรสในเวลานั้นจะเทคะแนนให้พรรคใด ผู้ตอบเลือกเดโมแครตร้อยละ 44 และรีพับลิกันร้อยละ 37
ตัวเลขชุดนี้มิใช่คำพยากรณ์ผลการเลือกตั้ง และไม่ควรถูกนำไปคำนวณเป็นจำนวนที่นั่งโดยตรง หากแต่สะท้อนสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่พรรครีพับลิกันต้องฝ่าฟันในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงได้เป็นอย่างดี
ทว่าสิ่งที่น่าจับตายิ่งกว่าคะแนนนิยมของตัวบุคคล คือชุดของประเด็นที่กำลังกดทับชีวิตประจำวันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพ ราคาพลังงาน มาตรการภาษีศุลกากร นโยบายผู้อพยพ และสงครามกับอิหร่าน ประเด็นเหล่านี้เองที่ทำให้การเมืองระหว่างประเทศไหลย้อนกลับเข้ามาสถิตอยู่ในกระเป๋าสตางค์ของทุกครัวเรือนอเมริกัน
3. มิใช่ “ทุกฝ่ายรุมทรัมป์” แต่คือแรงต้านจากหลายระบบ
เมื่อมองอย่างผิวเผิน เราอาจเห็นเดโมแครต ศาล มลรัฐบางแห่ง แคนาดา ยุโรป จีน และประเทศคู่ค้าอีกหลายชาติ ต่างขยับตัวไปในทิศทางที่สร้างข้อจำกัดต่อรัฐบาลทรัมป์ในเวลาไล่เลี่ยกัน จนดูราวกับว่าทั้งหมดคือแนวร่วมเดียวที่นัดหมายกันไว้
แต่คำอธิบายเช่นนั้นง่ายเกินไป และเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะลดทอนปรากฏการณ์อันซับซ้อนให้เหลือเพียงเรื่องเล่าของการสมคบคิด
กรอบที่คมชัดกว่าคือการมองว่านี่เป็น แรงจำกัดจากหลายระบบ (multiple systems of constraint) ที่แต่ละฝ่ายต่างเคลื่อนไหวไปตามแรงจูงใจเฉพาะของตน หากแต่ผลลัพธ์บางส่วนกลับมาบรรจบต้องกันโดยมิได้นัดหมาย
การแข่งขันทางการเมือง
เดโมแครตต้องการเพิ่มจำนวนที่นั่งและถ่วงดุลฝ่ายบริหาร นี่คือแรงจูงใจที่เดินไปตามตรรกะของระบบพรรคการเมือง
การตรวจสอบทางกฎหมาย
ศาลทำหน้าที่วินิจฉัยว่าคำสั่งและการกระทำของฝ่ายบริหารยังอยู่ภายในขอบเขตของกฎหมายและรัฐธรรมนูญหรือไม่
ผลประโยชน์ระหว่างประเทศ
ประเทศคู่ค้าตอบสนองต่อมาตรการภาษี การคว่ำบาตร และแรงกดดันจากวอชิงตัน ไปตามผลประโยชน์ของตนเอง
ดังนั้น การที่หลายแรงเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันจึงมิได้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่ามีศูนย์บัญชาการเพียงหนึ่งเดียวคอยกำกับอยู่เบื้องหลัง สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเพียง ผลประโยชน์ต่างชุดที่บังเอิญทับซ้อนกัน (overlapping interests) เท่านั้นเอง
4. ศาล: การถ่วงดุลอำนาจ มิได้แปลว่าเป็นฝ่ายค้าน
สมรภูมิสำคัญแห่งหนึ่งก่อนถึงศึกกลางเทอมคือกติกาของการเลือกตั้งเอง รัฐบาลทรัมป์พยายามใช้อำนาจของรัฐบาลกลางปรับเปลี่ยนข้อกำหนดบางประการที่เกี่ยวกับการลงคะแนนทางไปรษณีย์และการจัดการฐานข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในขณะที่ฝ่ายคัดค้านโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญและกฎหมายได้มอบอำนาจในการจัดการเลือกตั้งไว้ให้แก่มลรัฐเป็นสำคัญ
ข้อพิพาทเหล่านี้ทยอยเดินเข้าสู่ศาลในหลายระดับชั้น และคำสั่งบางส่วนของรัฐบาลถูกระงับไว้ ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ผู้พิพากษาที่มีคำวินิจฉัยขัดแย้งกับรัฐบาลนั้นมิได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้พิพากษาที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตเท่านั้น
กรณีเช่นนี้เตือนใจเราว่า การตรวจสอบโดยสถาบัน (institutional checks) ไม่ควรถูกตีความอย่างง่ายดายว่า สถาบันใดที่ขัดขวางประธานาธิบดีคือสถาบันที่กำลัง “ต่อต้าน” ประธานาธิบดี เพราะภารกิจของศาลมิใช่การช่วยเหลือหรือขัดขวางรัฐบาล หากแต่คือการวินิจฉัยว่าการใช้อำนาจนั้นมีฐานรองรับทางกฎหมายหรือไม่ต่างหาก
กลไกถ่วงดุลอำนาจที่มีความหมายอย่างแท้จริง ไม่ควรวัดกันที่ว่ามัน “ขวางใคร” หากแต่ควรวัดกันที่ว่า มันสามารถยับยั้งการใช้อำนาจในวันที่เห็นว่าอำนาจนั้นล้ำเส้นได้หรือไม่ แม้ผู้ใช้อำนาจคนนั้นจะเป็นผู้แต่งตั้งบุคคลในสถาบันดังกล่าวขึ้นมากับมือก็ตาม
5. ต่างประเทศไม่มีสิทธิลงคะแนน แต่เปลี่ยนบรรยากาศการเลือกตั้งได้
เรื่องนี้ยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ดำเนินอยู่นอกพรมแดนสหรัฐฯ รัฐบาลต่างประเทศย่อมมิได้ตั้งเป้าหมายหลักไว้ที่การกำหนดว่าพรรคใดควรครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส หากแต่มีแรงจูงใจที่จะลดทอนต้นทุนอันเกิดจากนโยบายของสหรัฐฯ ที่ตกมาถึงตัวเอง
แคนาดาภายใต้รัฐบาลของมาร์ก คาร์นีย์ เป็นตัวอย่างของประเทศที่ตอบโต้มาตรการการค้าของวอชิงตัน ทั้งด้วยการใช้ภาษีตอบโต้ และด้วยความพยายามขยายความร่วมมือกับยุโรปและพันธมิตรอื่น เพื่อลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในบางมิติลง
ในทำนองเดียวกัน จีน อินเดีย และประเทศที่มีผลประโยชน์ด้านพลังงานและการค้าผูกพันอยู่กับรัสเซีย ต่างก็มีเหตุผลของตนเองในการต้านทานหรือหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรและแรงบีบทางเศรษฐกิจจากวอชิงตัน
ประเด็นสำคัญจึงมิได้อยู่ที่ว่าประเทศเหล่านี้กำลัง “ช่วยเดโมแครต” หรือ “เล่นงานทรัมป์” หากแต่อยู่ที่ว่า เมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ เลือกใช้ อำนาจทางเศรษฐกิจ (economic statecraft) กับโลกภายนอก โลกภายนอกย่อมตอบสนองกลับมาเป็นธรรมดา และต้นทุนจากปฏิกิริยาลูกโซ่นั้นก็สามารถย้อนกลับเข้ามากระทบเศรษฐกิจอเมริกันได้ในที่สุด
6. อิหร่าน: เมื่อสงครามเดินทางจากอ่าวเปอร์เซียมาถึงปั๊มน้ำมัน
สงครามกับอิหร่านคือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการเชื่อมโยงภูมิรัฐศาสตร์เข้ากับการเมืองภายในประเทศ การหยุดชะงักและข้อจำกัดในการลำเลียงพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดน้ำมันโลก จนในเดือนกันยายน ราคาน้ำมันดิบดีดตัวกลับขึ้นไปเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในบางช่วง
ผลสะเทือนมิได้หยุดอยู่เพียงในตลาดซื้อขายน้ำมัน หากแต่ส่งต่อไปยังราคาน้ำมันดีเซล ค่าขนส่ง ต้นทุนสินค้า ตลอดจนความคาดหมายเรื่องเงินเฟ้อในวงกว้าง
เช่นนี้เอง สงครามที่อยู่ห่างจากบ้านของผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกไปหลายพันกิโลเมตร จึงสามารถแปรรูปกลายเป็นคำถามทางการเมืองที่เรียบง่ายอย่างยิ่งได้ว่า เหตุใดวันนี้ฉันจึงต้องจ่ายแพงขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น ความตึงเครียดในกรณีอิหร่านยังเปิดให้เห็นรอยร้าวภายในพรรครีพับลิกันเอง โดยนักการเมืองรีพับลิกันบางส่วนเริ่มตั้งคำถามต่ออำนาจในการทำสงครามของฝ่ายบริหาร และต่อบทบาทที่สภาคองเกรสควรมีในเรื่องนี้
ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ควรอ่านการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้เพียงในฐานะศึก “รีพับลิกันปะทะเดโมแครต” เพราะแม้ภายในแต่ละพรรคเองก็ยังมีรอยต่อและรอยปริ ทั้งระหว่างฐานเสียง อุดมการณ์ ผลประโยชน์เฉพาะของแต่ละเขตเลือกตั้ง และความสัมพันธ์กับผู้นำพรรค
7. เมื่อผู้สมัครรีพับลิกันบางคนต้องถอยห่างจากทรัมป์
ความตึงเครียดในลักษณะเดียวกันปรากฏชัดในประเด็นผู้อพยพเช่นกัน ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นหนึ่งในจุดแข็งทางการเมืองของทรัมป์
กลางเดือนกันยายน มาเรีย เอลวิรา ซาลาซาร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกันจากเขตแข่งขันสูสีในรัฐฟลอริดา ออกมาวิพากษ์ว่าการบังคับใช้นโยบายผู้อพยพของรัฐบาลบางส่วนนั้นเลยเถิดเกินไป ขณะเดียวกัน ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos ระบุว่าการสนับสนุนแนวทางด้านผู้อพยพของทรัมป์ลดลงมาอยู่ที่ราวร้อยละ 39 จากที่เคยได้รับเสียงหนุนราวครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจในช่วงต้นปี 2025
ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนโจทย์คลาสสิกของการเลือกตั้งสมาชิกสภาคองเกรส กล่าวคือ ผู้สมัครยังคงต้องการฐานเสียงของประธานาธิบดี แต่ในเขตที่คะแนนก้ำกึ่ง เขากลับต้องประคองใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งสายกลาง ซึ่งมิได้เห็นพ้องกับประธานาธิบดีในทุกเรื่องไปเสียหมด
8. ไพ่ 5,000 ดอลลาร์: เงินปันผล หรือประชานิยมทางการคลัง?
หนึ่งในข้อเสนอที่จุดกระแสความสนใจได้มากที่สุด คือคำประกาศของทรัมป์ว่าจะผลักดัน “Trump Dividend” จำนวน 5,000 ดอลลาร์ต่อผู้ใหญ่หนึ่งคน หากพรรครีพับลิกันสามารถรักษาการควบคุมสภาคองเกรสเอาไว้ได้
ในเชิงการเมือง ตรรกะของข้อเสนอนี้เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะเมื่อปัญหาที่กัดกินความรู้สึกของประชาชนคือค่าครองชีพ การหยิบยื่นเงินสดตรงถึงมือครัวเรือนย่อมเป็นสารที่ประชาชนรับรู้และเข้าใจได้ในทันที
แต่ในเชิงการคลัง คำถามกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะการจ่ายเงิน 5,000 ดอลลาร์ให้แก่ผู้ใหญ่นับหลายร้อยล้านคน ย่อมหมายถึงภาระงบประมาณในระดับที่สูงเกินกว่าหนึ่งล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์การกำหนดผู้มีสิทธิได้รับเงินที่จะบังคับใช้จริง
นอกจากนี้ ยังมีคำถามในเชิงรัฐธรรมนูญและกระบวนการงบประมาณตามมาว่า ฝ่ายบริหารจะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้ด้วยตนเองมากน้อยเพียงใด โดยไมค์ จอห์นสัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าการใช้จ่ายเงินในลักษณะนี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของสภาคองเกรส
ยิ่งไปกว่านั้น ผลสำรวจล่าสุดของ Reuters/Ipsos ยังพบว่าผู้ตอบราวร้อยละ 63 ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งรวมถึงผู้ตอบที่ระบุตนว่าเป็นรีพับลิกันอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง
หากเราจะเรียกเงินก้อนนี้ว่า “เงินปันผล” (dividend) ก็ควรถามต่อไปด้วยว่า
• กำไรที่นำมาปันผลนั้นเกิดขึ้นจากสิ่งใด?
• รายได้ของรัฐที่ใช้รองรับการจ่ายมีความยั่งยืนเพียงใด?
• หากต้องกู้ยืม เงินก้อนนี้จะเพิ่มพูนหนี้สาธารณะขึ้นเท่าใด?
• ผลกระทบที่จะเกิดต่อเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยคืออะไร?
• และท้ายที่สุด ใครกันที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการอนุมัติเงินจำนวนนี้?
ทั้งหมดนี้ทำให้ข้อเสนอ 5,000 ดอลลาร์กลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของ ประชานิยมทางการคลัง (fiscal populism) เพราะนโยบายเพียงหนึ่งเดียวสามารถสวมบทเป็นได้พร้อมกันทั้งเครื่องมือระดมคะแนนเสียง เครื่องมือบรรเทาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว
9. สามสนามรบที่ทับซ้อนกัน
หากถอยออกมามองจากมุมสูง จะเห็นได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้แยกออกได้เป็นสามสนามที่ทำงานประสานกันอยู่ในเวลาเดียวกัน
สนามเลือกตั้ง
เศรษฐกิจ พลังงาน อิหร่าน ภาษีศุลกากร ผู้อพยพ และเงิน 5,000 ดอลลาร์ กำลังถูกแปรเป็นเหตุผลผลักดันให้ประชาชนออกไปลงคะแนน
สนามสถาบัน
ทำเนียบขาว สภาคองเกรส ศาล และมลรัฐ กำลังต่อรองกันว่าอำนาจของรัฐบาลกลางควรแผ่ไปได้ไกลเพียงใด
สนามโลก
พันธมิตร คู่แข่ง และประเทศคู่ค้า กำลังตอบสนองต่อนโยบายสหรัฐฯ และผลของการตอบสนองนั้นก็ย้อนกลับเข้าสู่การเมืองอเมริกัน
10. หากสมดุลในสภาพลิกผัน อะไรจะเปลี่ยนแปลงตามมา?
การเปลี่ยนขั้วผู้ควบคุมสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภานั้นมิได้ทำให้ประธานาธิบดีสิ้นอำนาจ หากแต่เปลี่ยน “ต้นทุน” ในการใช้อำนาจไปอย่างมีนัยสำคัญ
สภาผู้แทนราษฎรถือครองอำนาจด้านงบประมาณ การออกกฎหมาย การกำกับตรวจสอบ การเรียกเอกสารและบุคคลมาให้ข้อมูล ตลอดจนการริเริ่มกระบวนการถอดถอน ขณะที่วุฒิสภามีบทบาทชี้ขาดในการให้ความเห็นชอบต่อผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลาง เจ้าหน้าที่ระดับสูง และตำแหน่งสำคัญของฝ่ายบริหาร
ดังนั้น หากเกิดสภาวะที่พรรคหนึ่งครองทำเนียบขาวแต่อีกพรรคหนึ่งครองสภา สิ่งที่งอกเงยขึ้นมามักมิใช่ “การหยุดยั้งรัฐบาล” โดยอัตโนมัติ หากแต่คือ ต้นทุนในการต่อรอง ที่สูงขึ้น
ในทางกลับกัน หากพรรคของประธานาธิบดียังคงรักษาการควบคุมสภาคองเกรสไว้ได้ รัฐบาลย่อมมีพื้นที่กว้างขวางกว่าในการขับเคลื่อนกฎหมาย งบประมาณ การแต่งตั้ง และวาระทางการเมือง แม้จะยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากศาล มลรัฐ กลไกตลาด และกฎหมายที่ดำรงอยู่เดิมก็ตาม
11. แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับประเทศไทย?
สำหรับประเทศไทย การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ หาใช่เรื่องไกลตัวไม่
ไทยดำรงอยู่ในเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเข้ากับสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น อาเซียน และห่วงโซ่อุปทานของโลกไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ ความเปลี่ยนแปลงในนโยบายภาษีศุลกากร มาตรการควบคุมเทคโนโลยี ท่าทีที่มีต่อจีน ราคาพลังงาน ตลอดจนทิศทางการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ ล้วนสามารถส่งผลสะเทือนถึงการส่งออก การลงทุน ต้นทุนภาคอุตสาหกรรม และค่าเงินของไทยได้ทั้งสิ้น
สิ่งที่ควรติดตามหลังวันที่ 3 พฤศจิกายน จึงมิใช่เพียงคำถามว่า “พรรคไหนได้ไปกี่ที่นั่ง” หากแต่คือคำถามว่า สมดุลอำนาจชุดใหม่จะทำให้วอชิงตันขับเคลื่อนนโยบายด้านการค้า จีน พลังงาน สงคราม และพันธมิตร ได้ง่ายขึ้นหรือยากขึ้นเพียงใดต่างหาก
12. คันฉ่องบานสุดท้าย: ประชาธิปไตยคือการตรวจบัญชีอำนาจ
สิ่งที่ทำให้การเลือกตั้งกลางเทอม 2026 น่าครุ่นคิดในระยะยาว จึงมิใช่เพียงการช่วงชิงระหว่างพรรครีพับลิกันกับพรรคเดโมแครต
หากแต่มันคือกรณีศึกษาของระบบการเมืองที่อำนาจหลากชนิดกำลังทำงานพร้อมกัน กล่าวคือ ประธานาธิบดีเร่งผลักดันวาระของตน ฝ่ายค้านพยายามสกัดกั้นและเสนอทางเลือก ผู้สมัครบางคนในพรรคเดียวกับประธานาธิบดีต้องคอยรักษาระยะห่าง ศาลตรวจสอบขอบเขตของกฎหมาย มลรัฐปกป้องอำนาจของตน ต่างประเทศตอบสนองไปตามผลประโยชน์ ตลาดตีราคาความเสี่ยง และเหนือสิ่งอื่นใด ประชาชนคือผู้ตัดสินอีกครั้งหนึ่งผ่านหีบบัตร
หากแต่ทำงานอย่างต่อเนื่องผ่าน สภา ศาล มลรัฐ พรรคการเมือง สื่อมวลชน ตลาด ภาคประชาสังคม และการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป
การเลือกตั้งจึงมิใช่เพียงพิธีกรรมของการมอบอำนาจ หากแต่เป็นวันที่ประชาชนหวนกลับมา ตรวจบัญชีอำนาจ ที่ตนเคยมอบให้ไปแล้วด้วย
ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 ชาวอเมริกันจะไม่ได้เลือกประธานาธิบดีคนใหม่ และผลของการเลือกตั้งก็มิอาจตอบทุกคำถามที่ค้างคาอยู่เกี่ยวกับอนาคตของประเทศได้
ทว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นตัวกำหนดองค์ประกอบของสภาคองเกรส ซึ่งถือครองอำนาจในการออกกฎหมาย อนุมัติงบประมาณ และตรวจสอบฝ่ายบริหาร อีกทั้งในกรณีของวุฒิสภา ยังมีอำนาจให้ความเห็นชอบต่อบุคคลสำคัญอีกจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ คำถามที่ลึกกว่าคำว่า “ใครจะเป็นผู้ชนะ?” จึงอาจเป็นคำถามที่ว่า
และคำถามข้อนี้ก็หาได้เป็นของสหรัฐอเมริกาแต่เพียงผู้เดียวไม่ หากแต่เป็นคำถามพื้นฐานที่ทุกสังคมซึ่งเรียกขานตนเองว่าประชาธิปไตยต้องเผชิญร่วมกัน
หมายเหตุด้านหลักฐาน
บทความนี้จำแนกอย่างชัดเจนระหว่างข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ คำกล่าวของผู้เล่นทางการเมือง ข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็น และการวิเคราะห์เชิงโครงสร้างของผู้เขียน ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นเป็นเพียงภาพสะท้อนของช่วงเวลาที่ทำการสำรวจ มิใช่คำพยากรณ์ผลการเลือกตั้ง และคะแนนนิยมในระดับชาติก็ไม่อาจแปลงตรงเป็นจำนวนที่นั่งในสภาคองเกรสได้
แหล่งข้อมูลหลักสำหรับตรวจสอบเพิ่มเติม
- Federal Election Commission (FEC). ข้อมูลวันเลือกตั้งทั่วไปของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ปี 2026 และข้อมูลเกี่ยวกับวงรอบการเลือกตั้งของสภาคองเกรส.
- United States Senate. ข้อมูลองค์ประกอบวุฒิสภาสมัยที่ 119 และรายชื่อวุฒิสมาชิก Class II ที่ครบวาระในเดือนมกราคม 2027.
- Reuters/Ipsos, 14 September 2026. ผลสำรวจคะแนนเห็นชอบประธานาธิบดีทรัมป์ ความนิยมพรรคสำหรับการเลือกตั้งสภาคองเกรส และทัศนะต่อข้อเสนอเงินปันผล 5,000 ดอลลาร์.
- Reuters, September 2026. รายงานการประชุมพรรครีพับลิกันที่ดัลลัส ยุทธศาสตร์ระดมฐานเสียงของทรัมป์ และข้อเสนอ “Trump Dividend”.
- Reuters, September 2026. รายงานข้อพิพาททางกฎหมายเกี่ยวกับ การลงคะแนนทางไปรษณีย์ และบทบาทของศาลรัฐบาลกลางก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม.
- Reuters, September 2026. รายงานสถานการณ์สงครามอิหร่าน ตลาดน้ำมัน ช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อสหรัฐฯ.
- Reuters, 17 September 2026. รายงานท่าทีของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร Maria Elvira Salazar ต่อการบังคับใช้นโยบายคนเข้าเมือง และข้อมูล Reuters/Ipsos เกี่ยวกับความคิดเห็นสาธารณะในประเด็นดังกล่าว.
