Showing posts with label มหาอำนาจ. Show all posts
Showing posts with label มหาอำนาจ. Show all posts

จักรวรรดิที่ไม่ต้องยึดดินแดน: Technology Stack และอำนาจใหม่ของสหรัฐฯ

คันฉ่องส่องโลก • Technology & Geopolitics

จักรวรรดิที่ไม่ต้องยึดดินแดน

เมื่อ Technology Stack กลายเป็นอำนาจของอเมริกา และการแข่งขันมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้ตัดสินกันด้วยจำนวนเรือรบหรือ GDP เพียงอย่างเดียว

วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง • สิงหาคม 2569 / August 2026

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เราได้ยินคำว่า “อเมริกากำลังเสื่อม” อยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากนักวิเคราะห์ นักการเมือง และผู้ผลิตเนื้อหาที่ชี้ไปยังหนี้สาธารณะ ความขัดแย้งทางการเมืองภายใน การเติบโตของจีน การย้ายฐานการผลิต หรือการลดลงของสัดส่วนเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลก

ข้อสังเกตเหล่านั้นไม่ได้ผิดทั้งหมด เพราะสหรัฐอเมริกามีปัญหาเชิงโครงสร้างจริง ตั้งแต่หนี้ ความเหลื่อมล้ำ ระบบการเมืองที่แบ่งขั้ว ปัญหาการศึกษา ไปจนถึงฐานอุตสาหกรรมบางส่วนที่ย้ายออกนอกประเทศ

แต่หากเรามองอำนาจของประเทศ ผ่านตัวเลข GDP หรือจำนวนโรงงานเพียงอย่างเดียว เราอาจกำลังใช้เครื่องมือวัดจากศตวรรษที่ 20 ไปวัดการแข่งขันของศตวรรษที่ 21

คำถามที่สำคัญกว่าอาจไม่ใช่ว่า “ใครผลิตของได้มากกว่า?” แต่คือ “ใครเป็นเจ้าของชั้นของเทคโนโลยีที่คนอื่นขาดไม่ได้?”

1. จากตัวเลขของ Hanson สู่คำถามที่ใหญ่กว่า

Victor Davis Hanson นักประวัติศาสตร์และนักวิจารณ์การเมืองอเมริกัน ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ท่ามกลางกระแสพูดถึงความถดถอยของสหรัฐฯ อเมริกากลับยังมีตำแหน่งที่แข็งแกร่งอย่างมาก ในเทคโนโลยีแนวหน้าหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็น AI ซอฟต์แวร์ อวกาศ เทคโนโลยีชีวภาพ และตลาดทุน

ประเด็นของ Hanson มีคุณค่า แต่การดูเพียงอันดับบริษัทหรือมูลค่าตลาด ยังอธิบายเรื่องนี้ไม่ครบ

เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียง “บริษัทอเมริกันหลายแห่งมีมูลค่าสูง” แต่คือบริษัทเหล่านั้นเชื่อมโยงกัน เป็นระบบนิเวศที่แต่ละส่วนส่งกำลังให้ส่วนอื่น

นั่นคือสิ่งที่เราอาจเรียกว่า Technology Stack หรือ “ชั้นโครงสร้างเทคโนโลยี”

2. AI ทำให้เห็นโครงสร้างนี้ชัดที่สุด

ข้อมูลจาก Stanford AI Index Report 2026 ช่วยทำให้ภาพนี้ชัดขึ้นอย่างมาก

$285.9B เงินลงทุน AI ภาคเอกชนในสหรัฐฯ ปี 2025
$12.4B เงินลงทุน AI ภาคเอกชนในจีน ปีเดียวกัน
23× ช่องว่างของ private AI investment ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

Stanford รายงานว่า เงินลงทุน AI ของภาคเอกชนสหรัฐฯ ในปี 2025 สูงถึงประมาณ 285.9 พันล้านดอลลาร์ มากกว่าจีนซึ่งอยู่ที่ประมาณ 12.4 พันล้านดอลลาร์ถึงกว่า 23 เท่า

ในปีเดียวกัน สถาบันและบริษัทในสหรัฐฯ ผลิตโมเดล AI ที่ Stanford จัดอยู่ในกลุ่ม “notable models” จำนวน 59 รุ่น ขณะที่จีนผลิต 35 รุ่น

แต่ตรงนี้มีรายละเอียดสำคัญ ที่บทความแบบเชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมักละเลย:

ช่องว่างด้านความสามารถของโมเดลจีน กับโมเดลอเมริกันกำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว

Stanford ระบุว่า ณ มีนาคม 2026 ความแตกต่างระหว่างโมเดลชั้นนำของจีนกับสหรัฐฯ ในหลาย benchmark แทบปิดลงแล้ว และบริษัทจีนอย่าง Alibaba และ DeepSeek เข้าไปอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของโลก

จีนยังนำสหรัฐฯ ในบางตัวชี้วัด เช่น จำนวนงานวิจัย citation บางประเภท สิทธิบัตรจำนวนรวม และการติดตั้งหุ่นยนต์อุตสาหกรรม

ดังนั้นข้อสรุปที่ว่า “อเมริกาเก่ง จีนแพ้” จึงง่ายเกินความเป็นจริง

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดสหรัฐฯ จึงยังสามารถเปลี่ยนนวัตกรรม ให้กลายเป็นธุรกิจ เงินทุน และโครงสร้างพื้นฐาน ได้อย่างรวดเร็ว

3. ชั้นที่หนึ่ง — เงินทุน

เทคโนโลยี frontier มีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่ง: มันต้องใช้เงินมหาศาล ก่อนที่จะรู้ด้วยซ้ำว่าจะทำกำไรได้หรือไม่

การฝึกโมเดล AI รุ่นใหญ่ การสร้างโรงงาน semiconductor การสร้าง data center การพัฒนาจรวด หรือการค้นคว้ายาใหม่ อาจต้องใช้เงินหลายพันล้าน หรือหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ตรงนี้คือหนึ่งในข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ

Wall Street, venture capital, private equity, กองทุนบำนาญ และนักลงทุนสถาบันทั่วโลก รวมตัวกันเป็นตลาดทุนขนาดมหึมา ซึ่งสามารถนำเงินไปเสี่ยงกับบริษัทใหม่ ได้ในระดับที่มีเพียงไม่กี่ประเทศทำได้

เงินจึงไม่ใช่เพียงผลตอบแทนจากเทคโนโลยี แต่เป็นวัตถุดิบของเทคโนโลยี

4. ชั้นที่สอง — มหาวิทยาลัยและคนเก่งจากทั่วโลก

ระบบมหาวิทยาลัยของอเมริกาทำหน้าที่มากกว่าการสอนหนังสือ

MIT, Stanford, Berkeley, Carnegie Mellon, Caltech และมหาวิทยาลัยวิจัยอีกจำนวนมาก เป็นทั้งห้องทดลอง แหล่งสร้างบริษัท ตลาดแรงงาน และเครือข่ายเชื่อมต่อระหว่าง นักวิจัย รัฐบาล นักลงทุน และอุตสาหกรรม

ยิ่งกว่านั้น สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องสร้างคนเก่งทั้งหมดเอง

เป็นเวลาหลายทศวรรษ นักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ประกอบการจากอินเดีย จีน ยุโรป เอเชียตะวันออก ตะวันออกกลาง และประเทศกำลังพัฒนา เดินทางเข้าไปเรียนหรือทำงานในอเมริกา

ประเทศอื่นจึงลงทุนเลี้ยงเด็กคนหนึ่งมาเป็นเวลายี่สิบปี ก่อนที่ระบบนิเวศของอเมริกา จะดึงคนคนนั้นเข้าไปสร้างนวัตกรรมให้ตนเอง

อย่างไรก็ดี Stanford AI Index 2026 เตือนถึงสัญญาณที่ควรจับตาเช่นกัน: จำนวน AI researchers และ developers ที่ย้ายเข้าสหรัฐฯ ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2017

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เครื่องดูดสมองของอเมริกายังทรงพลัง แต่ไม่ควรถือว่ามันจะทำงานได้โดยอัตโนมัติตลอดไป

5. ชั้นที่สาม — Compute และ Semiconductor

AI ไม่มีอยู่ในอากาศ

เบื้องหลังคำตอบที่ปรากฏบนหน้าจอภายในไม่กี่วินาที คือชิปขั้นสูง data center ขนาดมหึมา ระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน networking และเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์

บริษัทอย่าง Nvidia, AMD และ Broadcom ทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ในการออกแบบชิปและระบบประมวลผล

แต่ตรงนี้ก็เผยให้เห็นความซับซ้อน ของคำว่า “อเมริกาครองเทคโนโลยี”

เพราะชิปที่ออกแบบโดยบริษัทอเมริกันจำนวนมาก ยังต้องอาศัยโรงงานผลิตชั้นสูงในไต้หวัน เครื่องจักร lithography จากยุโรป และ supply chain ที่กระจายอยู่ทั่วเอเชีย

ดังนั้น Technology Stack จึงไม่ใช่พีระมิดที่ประเทศเดียวควบคุมทุกอย่าง แต่เป็นเครือข่ายที่บาง node มีความสำคัญมากกว่าจุดอื่น

6. ชั้นที่สี่ — Cloud

หากชิปคือเครื่องยนต์ cloud คือโรงงานที่นำเครื่องยนต์เหล่านั้น มาต่อกันเป็นระบบขนาดใหญ่

Amazon Web Services, Microsoft Azure และ Google Cloud ทำให้ธุรกิจทั่วโลกสามารถเช่า compute, storage, database, AI services และ cybersecurity โดยไม่ต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดด้วยตนเอง

นี่คือการเปลี่ยนความหมายของคำว่า “โครงสร้างพื้นฐาน”

ในอดีต infrastructure หมายถึงถนน ท่าเรือ โรงไฟฟ้า หรือทางรถไฟ

ในศตวรรษที่ 21 บริษัทสามารถตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ไนโรบี บัวโนสไอเรส หรือจาการ์ตา แต่ฐานข้อมูลและระบบประมวลผลของบริษัทนั้น อาจอยู่บน infrastructure ที่ควบคุมโดยบริษัทอเมริกัน

7. ชั้นที่ห้า — AI Models และ Platforms

เหนือ compute ขึ้นมา คือชั้นที่ผู้ใช้มองเห็นมากที่สุด

ChatGPT, Gemini, Claude, Grok และ Perplexity กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนจำนวนมหาศาล ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี

ข้อมูล Similarweb ในปี 2026 แสดงว่า ChatGPT ยังมีจำนวนการเข้าใช้เว็บไซต์สูงที่สุดในกลุ่ม AI chatbot ขณะที่ Gemini กำลังเพิ่มส่วนแบ่งอย่างรวดเร็ว และ Claude เติบโตในอัตราสูงมาก

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ทั้งสามแพลตฟอร์มใหญ่ดังกล่าว ล้วนมาจากบริษัทอเมริกัน

แต่จีนก็กำลังไล่ตามอย่างจริงจัง ผ่าน DeepSeek, Alibaba และระบบ AI ภายในประเทศของตน

ดังนั้นสนาม AI ไม่ใช่การแข่งขันที่จบแล้ว แต่เป็นการแข่งขันที่กำลังเร่งความเร็ว

8. ชั้นที่หก — Software Ecosystem

ลองสังเกตชีวิตการทำงานของคนทั่วโลก

คอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลใช้ Windows หรือ macOS โทรศัพท์ส่วนใหญ่ใช้ Android หรือ iOS องค์กรทำงานผ่าน Microsoft 365 หรือ Google Workspace นักพัฒนาเก็บ code บน GitHub ธุรกิจใช้ Oracle, Salesforce หรือซอฟต์แวร์ enterprise จากบริษัทอเมริกันจำนวนมาก

แต่ละผลิตภัณฑ์อาจดูเหมือนธุรกิจธรรมดา

เมื่อเอามาต่อกัน มันกลับกลายเป็น digital operating environment ที่เศรษฐกิจโลกจำนวนมากทำงานอยู่ข้างใน

9. ชั้นที่เจ็ด — อวกาศ

หากต้องการเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสามารถสร้างอำนาจ ได้รวดเร็วเพียงใด SpaceX เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนมาก

วันที่ 19 สิงหาคม 2026 SpaceX ทำภารกิจลำดับที่ 100 ของปี 2026 ทั้งที่ปีนั้นยังเหลืออีกกว่าสี่เดือน

ในปี 2025 บริษัททำภารกิจประมาณ 170 ครั้ง และภายในเดือนสิงหาคม 2026 เครือข่าย Starlink มีดาวเทียมที่ใช้งานอยู่เกือบ 11,000 ดวง

ที่สำคัญกว่าจำนวนดาวเทียม คือเศรษฐศาสตร์ของการปล่อยจรวด

เมื่อ booster สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำหลายครั้ง ต้นทุนของการส่งวัตถุขึ้นสู่วงโคจร ก็เปลี่ยนจากโมเดล “สร้างจรวดหนึ่งลำ ใช้หนึ่งครั้ง” ไปสู่ระบบคล้ายเครื่องบินขนส่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

ผลที่ตามมาไม่ใช่เพียงธุรกิจอวกาศโต แต่เป็นการลดราคาการเข้าถึงอวกาศทั้งระบบ

ดาวเทียมสื่อสาร การสังเกตการณ์โลก ระบบนำทาง การข่าวกรอง เครือข่ายทางทหาร และในอนาคตอาจรวมถึง data center บางประเภท ล้วนได้รับผลจากต้นทุนนี้

10. เมื่อแต่ละชั้นเริ่มป้อนกำลังให้กันเอง

ตรงนี้คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด

Capital
เงินทุนสนับสนุนการทดลองที่มีต้นทุนมหาศาล
Talent
มหาวิทยาลัยและ immigration ดึงนักวิจัยและผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบ
Semiconductors
ชิปและระบบประมวลผลเป็นฐานของ AI cloud และอาวุธสมัยใหม่
Cloud
เปลี่ยน compute ให้ธุรกิจทั่วโลกเข้าถึงได้ทันที
AI
เพิ่ม productivity และสร้างผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่
Software
ทำให้ระบบเหล่านี้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวัน ของบริษัทและประชาชน
Space
ขยาย infrastructure ออกไปนอกพื้นผิวโลก

ชิปทำให้ AI เป็นไปได้

AI ทำให้ cloud มีมูลค่ามากขึ้น

cloud ทำให้บริษัท AI ไม่ต้องสร้าง infrastructure ทุกอย่างเอง

ตลาดทุนให้เงินบริษัทเหล่านั้นเติบโต

มหาวิทยาลัยผลิตคนให้ตลาดทุนและบริษัท

บริษัทสร้างความมั่งคั่ง ซึ่งกลับไปสร้างมหาวิทยาลัย กองทุนวิจัย และ startup รุ่นต่อไป

นี่คือ feedback loop

และ feedback loop อาจสำคัญกว่าการมีเทคโนโลยีชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

ประเทศที่มีเทคโนโลยีหนึ่งอย่างเก่ง อาจสร้างบริษัทใหญ่ได้หนึ่งอุตสาหกรรม

แต่ประเทศที่เชื่อม เงินทุน–มหาวิทยาลัย–ชิป–cloud–AI–software–space เข้าด้วยกันได้ อาจสร้างระบบที่ผลิตบริษัทใหม่ได้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

11. จาก Technology Stack สู่ Power Stack

เมื่อมาถึงตรงนี้ เรื่องเทคโนโลยีก็เริ่มกลายเป็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์

สมมุติประเทศหนึ่งต้องการสร้างระบบ AI ของตนเอง

มันอาจซื้อ GPU ที่ออกแบบโดยบริษัทอเมริกัน

เช่า compute จาก cloud ของบริษัทอเมริกัน

นักพัฒนาใช้ GitHub

บริษัทใช้ Microsoft, Google, Oracle หรือ Salesforce

ประชาชนใช้ iOS และ Android

การเชื่อมต่อในพื้นที่ห่างไกล อาจเริ่มพึ่ง Starlink

และระบบ cybersecurity ก็อาจมาจากบริษัทอเมริกันอีกชุดหนึ่ง

ประเทศนั้นยังมีธงชาติ รัฐบาล กองทัพ และอธิปไตยตามกฎหมายครบถ้วน

แต่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลส่วนหนึ่ง กลับทำงานอยู่บน infrastructure ที่ตนไม่ได้เป็นเจ้าของ

นี่คืออำนาจรูปแบบที่เราอาจเรียกว่า Infrastructure Power

12. จักรวรรดิที่ไม่จำเป็นต้องยึดดินแดน

จักรวรรดิโรมันต้องส่งทหารออกไปยึดเมือง

จักรวรรดิอังกฤษต้องครอบครองท่าเรือ เส้นทางเดินเรือ และอาณานิคม

มหาอำนาจในยุคสงครามเย็น แข่งขันกันสร้างฐานทัพ คลังอาวุธ และพันธมิตร

แต่อำนาจในโลกดิจิทัล สามารถทำงานต่างออกไป

ไม่จำเป็นต้องยึดแผ่นดิน หากระบบเศรษฐกิจของประเทศอื่น สร้างอยู่บน platform ของคุณ

ไม่จำเป็นต้องบังคับให้คนใช้ภาษาอังกฤษ หาก software ที่ทุกคนต้องใช้ ถูกเขียนและออกแบบใน ecosystem ภาษาอังกฤษ

ไม่จำเป็นต้องบังคับรัฐบาลต่างประเทศ ให้ซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณ หากต้นทุนของการเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่น สูงจนไม่มีใครอยากเปลี่ยน

อำนาจที่ลึกที่สุด อาจไม่ใช่อำนาจที่ทำให้คนอื่นทำสิ่งที่คุณต้องการ แต่คืออำนาจที่ทำให้โลกสร้างชีวิตประจำวัน อยู่บนระบบของคุณ

13. แต่จีนไม่ได้แพ้ — จีนกำลังเล่นเกมอีกแบบหนึ่ง

หากหยุดบทความไว้ตรงนี้ เราก็จะตกหลุมเดียวกับ narrative แบบ “American exceptionalism”

เพราะจีนมีข้อได้เปรียบมหาศาล ในส่วนอื่นของ Technology Stack

🇺🇸 จุดแข็งของสหรัฐฯ

  • Frontier AI
  • Chip design
  • Cloud computing
  • Enterprise software
  • Venture capital
  • Research universities
  • Commercial space
  • Global digital platforms

🇨🇳 จุดแข็งของจีน

  • Manufacturing scale
  • Industrial supply chains
  • EVs
  • Batteries
  • Solar technology
  • Drones
  • Telecom equipment
  • Industrial robots

จีนมีความสามารถพิเศษ ในการนำเทคโนโลยีไปขยายผลระดับมหาศาล ลดต้นทุน สร้าง supply chain และผลิตสินค้าจำนวนมาก ในเวลาที่สั้นกว่าประเทศส่วนใหญ่

หากสหรัฐฯ เด่นใน invention, software, compute และ capital

จีนก็เด่นใน manufacturing, scale, supply chain และ deployment

และนี่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้ อันตรายและน่าสนใจกว่าสงครามการค้าแบบธรรมดามาก

14. จุดอ่อนของจักรวรรดิเทคโนโลยี

Technology Stack สร้างอำนาจ แต่ก็สร้างความเปราะบางในเวลาเดียวกัน

หาก semiconductor ขั้นสูง พึ่งโรงงานเพียงไม่กี่แห่ง ปัญหาที่ช่องแคบไต้หวัน ก็อาจสะเทือนไปทั่วโลก

หาก satellite infrastructure กระจุกตัวอยู่กับบริษัทไม่กี่บริษัท ความขัดข้องของบริษัทหนึ่ง อาจกลายเป็นปัญหาความมั่นคง

หาก AI frontier ต้องใช้เงินทุนมหาศาลขึ้นเรื่อย ๆ ตลาดอาจเหลือผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย

และหากประเทศอื่นเริ่มรู้สึกว่า การพึ่ง infrastructure อเมริกันมากเกินไป กระทบอธิปไตยของตน ประเทศเหล่านั้นก็จะเริ่มสร้าง sovereign cloud, sovereign AI, ระบบชำระเงิน และ ecosystem ของตนเอง

กล่าวคือ ความสำเร็จของ Technology Stack อาจเป็นแรงผลักให้โลกสร้าง Stack คู่แข่งขึ้นมาด้วย

15. และประเทศไทยอยู่ตรงไหน?

คำถามที่สำคัญกว่าสหรัฐฯ หรือจีน

สำหรับประเทศไทย คำถามไม่ควรจบลงที่ว่า “อเมริกากับจีน ใครจะชนะ?”

เพราะต่อให้เราทายผู้ชนะถูก ประเทศไทยก็ไม่ได้ประโยชน์ ถ้าเรายังเป็นเพียงผู้ซื้อ

คำถามที่ควรถามคือ:

เราเป็นผู้สร้างเทคโนโลยีหรือไม่?

เราเป็นเจ้าของ intellectual property เท่าไร?

เรามี cloud, compute หรือ data infrastructure ที่มีความหมายเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่?

มหาวิทยาลัยไทยกำลังผลิตนักวิจัย หรือเพียงผลิตปริญญา?

เงินทุนไทยสามารถรับความเสี่ยง กับ deep technology ที่อาจขาดทุนสิบปีก่อนเห็นผลหรือไม่?

เมื่อบริษัทต่างชาติมาตั้งโรงงานในไทย เรากำลังรับเพียงค่าแรง ค่าเช่าที่ดิน และภาษี หรือกำลังรับความรู้ เทคโนโลยี และความสามารถในการสร้างของเอง?

และคำถามสุดท้าย:

ประเทศไทยมี Technology Stack ของตนเอง อยู่ตรงส่วนใดของโลก?

16. ประเทศที่ไม่มี Stack อาจเหลือเพียงค่าเช่า

ประเทศกำลังพัฒนามักภูมิใจ เมื่อบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เข้ามาตั้ง data center โรงงาน หรือสำนักงาน

นั่นเป็นเรื่องดี แต่ยังไม่เพียงพอ

เพราะมีความแตกต่างอย่างมาก ระหว่าง “เทคโนโลยีอยู่ในประเทศ” กับ “ประเทศเป็นเจ้าของความสามารถทางเทคโนโลยี”

โรงงานสามารถย้ายได้

data center สามารถปิดได้

เงินลงทุนสามารถไหลออกได้

แต่ความรู้ นักวิทยาศาสตร์ ระบบนิเวศ บริษัทท้องถิ่น สิทธิบัตร และความสามารถในการสร้างของเอง คือสิ่งที่อยู่กับประเทศ

นี่คือความแตกต่างระหว่าง การรับ FDI กับการสร้าง national capability

17. อำนาจในศตวรรษที่ 21 อาจต้องวัดใหม่

เรายังต้องวัด GDP

ยังต้องนับเรือรบ เครื่องบินรบ ขีปนาวุธ ประชากร พลังงาน และกำลังการผลิต

แต่รายการเหล่านั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อไป

เราควรถามเพิ่มว่า ประเทศหนึ่งครอบครอง กี่ชั้นของ infrastructure ที่ประเทศอื่นต้องใช้

ใครออกแบบชิป?

ใครผลิตชิป?

ใครถือ cloud?

ใครสร้าง AI model?

ใครควบคุม operating system?

ใครควบคุม satellite network?

ใครมีตลาดทุน ที่สามารถจ่ายเงินให้ของเหล่านี้เกิดขึ้น?

และใครสามารถผลิตคนรุ่นต่อไป ที่จะสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาแทนของเดิม?

มหาอำนาจในศตวรรษที่ 21 อาจไม่ได้วัดจากจำนวนดินแดนที่ตนครอบครอง แต่จากจำนวนชั้นของ โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต ที่โลกไม่สามารถดำเนินต่อไปได้โดยง่าย หากปราศจากมัน

18. บทส่งท้าย — อย่ามองเพียงว่าใครกำลังขึ้น ใครกำลังลง

คำถามว่า “อเมริกากำลังเสื่อมหรือไม่” อาจเป็นคำถามที่ตั้งผิดตั้งแต่ต้น

ประเทศสามารถอ่อนแอลงในบางมิติ และแข็งแรงขึ้นอย่างมหาศาลในอีกมิติหนึ่ง ได้พร้อมกัน

สหรัฐฯ มีหนี้สูง มีความแตกแยกทางการเมือง มีปัญหาสังคม และมีความท้าทายจากจีนอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน มันก็ยังเป็นศูนย์กลางของ เงินทุน มหาวิทยาลัย AI chip design cloud software biotechnology และ commercial space ในระดับที่ไม่ควรมองข้าม

ส่วนจีน ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตาม แต่กำลังสร้างความสามารถคู่ขนาน อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะด้านการผลิต พลังงาน หุ่นยนต์ EV battery telecommunication และ industrial deployment

สิ่งที่เราเห็น จึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนจักรวรรดิ จากอเมริกาไปจีนอย่างเรียบง่าย

แต่คือการแข่งขันกันสร้าง Technology Stack ของโลก

ใครสามารถทำให้ประเทศอื่น ต้องยืนอยู่บน stack ของตนมากกว่า คนนั้นย่อมถืออำนาจต่อรองมากกว่า โดยไม่จำเป็นต้องส่งทหารไปยึดเมืองแม้แต่เมืองเดียว

และสำหรับประเทศไทย เรื่องนี้ไม่ควรจบลงด้วยการเลือกเชียร์ว่า วอชิงตันหรือปักกิ่งจะชนะ

คำถามที่สำคัญกว่านั้นมากคือ

เมื่อมหาอำนาจกำลังแข่งขันกันสร้าง Technology Stack ของโลก — ประเทศไทยกำลังสร้างชั้นอะไรของตนเอง?

แหล่งข้อมูลและเอกสารประกอบ

  1. Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence, AI Index Report 2026. ข้อมูลด้าน AI investment, notable AI models, research, patents, data centers และ AI talent.
  2. Stanford HAI, Technical Performance — AI Index Report 2026. ข้อมูลเกี่ยวกับการลดลงของช่องว่างด้านสมรรถนะ ระหว่างโมเดล AI ชั้นนำของสหรัฐฯ และจีน.
  3. Similarweb, 2026 Generative AI Landscape และข้อมูล global AI web traffic ปี 2026.
  4. Space.com, รายงานการปล่อยจรวดลำดับที่ 100 ของ SpaceX ประจำปี 2026, 19 August 2026.
  5. Reuters, รายงานผลประกอบการ SpaceX หลัง IPO, August 2026.
  6. Victor Davis Hanson, “The American Tech Boom No One Is Talking About,” The Daily Signal. ใช้เป็นจุดตั้งต้นของคำถามและข้อสังเกต; ตัวเลขในบทความนี้เลือกใช้เฉพาะข้อมูล ที่สามารถตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลอื่นประกอบได้.

หมายเหตุ: บทความนี้ไม่ได้เสนอว่า สหรัฐอเมริกาครองทุกเทคโนโลยี หรือจีนกำลังพ่ายแพ้ แต่เสนอกรอบวิเคราะห์ Technology Stack และ Infrastructure Power เพื่อมองอำนาจเชิงโครงสร้าง ที่ตัวเลข GDP หรือจำนวนบริษัทเพียงอย่างเดียว อาจอธิบายได้ไม่ครบถ้วน

คันฉ่องส่องโลก • ห้องสมุดประชาชน
บทความวิเคราะห์เพื่อการเรียนรู้และอภิปรายสาธารณะ

Popular Posts