คำนำก่อนอ่าน: ว่าด้วยธรรมชาติของอำนาจในมนุษย์ และสันติภาพที่กล้ามองความจริง

คันฉ่องส่องโลก · ความรู้สำหรับคนไทย

เกมที่ไม่มีใครเลือกเล่น

คำนำก่อนอ่าน: ว่าด้วยธรรมชาติของอำนาจในมนุษย์ และสันติภาพที่กล้ามองความจริง

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อชวนผู้อ่านมอง “อำนาจ” อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพื่อบูชาอำนาจ และไม่ใช่เพื่อทำให้ผู้แสวงหาสันติภาพสิ้นหวัง หากแต่เพื่อยืนยันว่า สันติภาพที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเข้าใจอำนาจ ไม่ใช่การทำเป็นไม่เห็นอำนาจ

ในชีวิตประจำวัน เราเห็นอำนาจอยู่เสมอ ตั้งแต่วงเพื่อน ห้องเรียน ที่ทำงาน ครอบครัว ไปจนถึงเวทีระหว่างประเทศ อำนาจไม่ได้มีเฉพาะในทำเนียบรัฐบาลหรือกองทัพ แต่มันอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทุกระดับ

ผู้ที่ใฝ่สันติภาพจึงไม่ควรหนีจากการศึกษาอำนาจ เพราะเมื่อคนรักสันติไม่เข้าใจอำนาจ สนามทั้งหมดจะถูกปล่อยให้ผู้ไม่ใฝ่สันติเป็นผู้กำหนดกติกา

บทความนี้จึงเป็นทั้งบทความความรู้ บทความเตือนสติ และบทความตั้งคำถามต่อวิธีคิดทางการเมืองของเราเอง ว่าเราจะจัดระเบียบอำนาจอย่างไรให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ฝากชะตากรรมไว้กับความดีของบุคคลเพียงไม่กี่คน

เข้าสู่บทความฉบับเต็ม

กรุณาใส่รหัสผ่านเพื่อเปิดอ่านเนื้อหาฉบับเต็ม

รหัสผ่านไม่ถูกต้อง กรุณาลองใหม่อีกครั้ง

คันฉ่องส่องโลก · ความรู้สำหรับคนไทย

เกมที่ไม่มีใครเลือกเล่น: ว่าด้วยธรรมชาติของอำนาจในมนุษย์ และสันติภาพที่กล้ามองความจริง

เหตุใดมนุษย์จึงช่วงชิงอำนาจเสมอ และเหตุใดสันติภาพที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้จึงพังเสมอ
ลองนึกถึงสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน — วงเพื่อนที่จู่ ๆ ก็มีคนเป็น "หัวโจก" โดยไม่มีใครแต่งตั้ง ห้องประชุมที่บางคนพูดแล้วทุกคนเงียบฟัง ครอบครัวที่มีคนหนึ่งตัดสินใจแทนคนอื่นเสมอ ไปจนถึงเวทีระหว่างประเทศที่ชาติเล็กต้องคอยดูสีหน้าชาติใหญ่ ปรากฏการณ์เหล่านี้ดูต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ทั้งหมดคือร่องรอยของสิ่งเดียวกัน นั่นคือ อำนาจ และคำถามที่บทความนี้อยากชวนคิดอย่างถึงรากคือ เหตุใดไม่ว่าเราจะไปที่ไหน รวมกลุ่มกันด้วยเจตนาดีเพียงใด อำนาจก็ดูจะผุดขึ้นมาเสมอราวกับเป็นกฎของธรรมชาติ

บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อสรรเสริญอำนาจ ไม่ได้ชวนให้สิ้นหวังกับธรรมชาติมนุษย์ และไม่ได้บอกว่าผู้แข็งแกร่งย่อมถูกเสมอ ตรงกันข้าม บทความนี้เขียนขึ้นในนามของผู้ที่แสวงหาสันติภาพ แต่เป็นสันติภาพชนิดที่ลืมตามองความจริง ไม่ใช่สันติภาพที่หลับตาฝัน

เพราะมีความเชื่อหนึ่งที่แพร่หลายในหมู่คนใจดี นั่นคือความเชื่อว่าถ้าเราพูดถึงอำนาจให้น้อยลง ปฏิเสธการเมืองให้มากขึ้น และมุ่งแต่ความรักความเมตตา โลกก็จะสงบสุขเอง ผมขอเสนออย่างตรงไปตรงมาว่าความเชื่อนี้ไม่เพียงผิด แต่เป็นอันตราย เพราะสันติภาพที่ปฏิเสธจะเข้าใจอำนาจ คือสันติภาพที่ยกสนามทั้งหมดให้แก่ผู้ที่เข้าใจอำนาจดีกว่า และมักจะเป็นผู้ที่ไม่ได้ใฝ่สันติเลย

๑. อำนาจไม่ใช่สิ่งสกปรก แต่คือโครงสร้างของการอยู่ร่วมกัน

ก่อนอื่นเราต้องชำระความเข้าใจเรื่องอำนาจเสียใหม่ ในภาษาไทยและในความรู้สึกของคนทั่วไป คำว่า "อำนาจ" มักมาพร้อมกลิ่นอายของการกดขี่ การข่มเหง หรือความฉ้อฉล ราวกับว่าอำนาจคือสิ่งสกปรกที่คนดีควรหลีกห่าง แต่ในทางวิชาการ อำนาจเป็นแนวคิดที่เป็นกลางกว่านั้นมาก

มัคส์ เวเบอร์ นักสังคมวิทยาผู้วางรากฐานความคิดสมัยใหม่ นิยามอำนาจว่าคือความสามารถในการทำให้เจตจำนงของตนเป็นจริงได้ แม้จะมีผู้ขัดขืนก็ตาม (Weber, 1922/1978) นิยามนี้ไม่มีคำว่าดีหรือชั่วอยู่ในตัวมันเลย พ่อแม่ที่ห้ามลูกวิ่งลงถนนก็ใช้อำนาจ ครูที่ทำให้ห้องเรียนเงียบลงก็ใช้อำนาจ แพทย์ที่สั่งให้คนไข้หยุดยาก็ใช้อำนาจ อำนาจจึงเป็นเพียงแรงที่ทำให้สิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ มันเป็นกลางเหมือนไฟฟ้า จะให้แสงสว่างหรือจะช็อตคนตายก็ขึ้นอยู่กับว่าใครใช้และใช้อย่างไร

ฮันนาห์ อาเรนต์ นักปรัชญาการเมืองคนสำคัญ เสนอความเข้าใจที่ลึกกว่านั้น เธอแยกอำนาจออกจากความรุนแรงอย่างเด็ดขาด โดยชี้ว่าอำนาจที่แท้จริงเกิดจากการที่มนุษย์รวมตัวกันและกระทำร่วมกัน ส่วนความรุนแรงคือเครื่องมือที่คนใช้เมื่ออำนาจที่แท้จริงเริ่มหมดไป (Arendt, 1970) ผู้ปกครองที่ต้องใช้รถถังปราบประชาชน แท้จริงแล้วคือผู้ปกครองที่สูญเสียอำนาจที่แท้จริงไปแล้ว เหลือไว้เพียงกำลัง

มิแชล ฟูโกต์ ขยายภาพให้กว้างขึ้นอีก เขาเสนอว่าอำนาจไม่ได้กระจุกอยู่ที่บัลลังก์หรือทำเนียบเท่านั้น แต่ไหลเวียนอยู่ทั่วทั้งสังคม ในโรงเรียน โรงพยาบาล เรือนจำ ในความรู้ ในบรรทัดฐาน และแม้กระทั่งในวิธีที่เรามองตัวเอง (Foucault, 1975/1977) นั่นหมายความว่าเราไม่อาจหนีพ้นอำนาจได้ ไม่ว่าจะหนีไปอยู่ที่ใด เพราะอำนาจไม่ใช่สถานที่ แต่คือความสัมพันธ์

อำนาจเป็นกลางเหมือนไฟฟ้า จะให้แสงสว่างหรือจะช็อตคนให้ตาย ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ใช้ และใช้ด้วยเจตนาใด การกลัวคำว่าอำนาจจนไม่ยอมศึกษามัน จึงเท่ากับการยอมอยู่ในความมืดเพราะกลัวไฟฟ้า

เมื่อเราเข้าใจว่าอำนาจเป็นโครงสร้างพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่โรคร้ายที่ต้องกำจัด คำถามก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่ถามว่า "ทำอย่างไรจะไม่มีอำนาจ" กลายเป็นคำถามที่เป็นผู้ใหญ่กว่าและตอบได้จริงกว่า นั่นคือ "ทำอย่างไรอำนาจจึงจะถูกใช้อย่างเป็นธรรม ตรวจสอบได้ และไม่ทำลายผู้คน"

๒. รากทางชีววิทยา: เราคือลูกหลานของสัตว์สังคมที่จัดลำดับชั้น

เหตุใดมนุษย์จึงดูจะสร้างลำดับชั้นและช่วงชิงสถานะเสมอ คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ลึกกว่าวัฒนธรรม มันอยู่ในสายเลือดของเราในฐานะสัตว์สังคม

ฟรานส์ เดอ วาล นักวานรวิทยา ใช้เวลาหลายปีสังเกตฝูงชิมแปนซีในสวนสัตว์อาร์เนม และพบสิ่งที่น่าตกใจ นั่นคือชิมแปนซีไม่ได้ขึ้นเป็นจ่าฝูงด้วยพละกำลังเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยการสร้างพันธมิตร การแลกเปลี่ยนความช่วยเหลือ การประจบ และการทรยศ กล่าวอีกอย่างคือด้วยการเมือง เขาตั้งชื่อหนังสือเล่มสำคัญว่า "การเมืองของชิมแปนซี" และชี้ว่ารากเหง้าของการเมืองมนุษย์เก่าแก่กว่ามนุษย์เสียอีก (de Waal, 1982) จ่าฝูงที่ฉลาดที่สุดไม่ใช่ตัวที่แข็งแรงที่สุด แต่เป็นตัวที่บริหารพันธมิตรเก่งที่สุด ฟังดูคุ้นหูอย่างน่าขนลุก

โรเบิร์ต ซาโปลสกี นักประสาทชีววิทยาแห่งสแตนฟอร์ด อธิบายต่อในระดับร่างกาย ลำดับชั้นทางสังคมส่งผลถึงระดับฮอร์โมน ความเครียด และสุขภาพของไพรเมตอย่างวัดได้จริง ตำแหน่งในลำดับชั้นไม่ใช่เรื่องนามธรรม แต่เขียนอยู่ในระดับคอร์ติซอลในเลือด (Sapolsky, 2017) นี่บอกเราว่าความใส่ใจต่อสถานะและอันดับไม่ใช่นิสัยเสียที่เราเลือกได้ตามใจ แต่เป็นมรดกที่วิวัฒนาการฝากไว้ในตัวเรา

อย่างไรก็ตาม จุดที่ทำให้มนุษย์ต่างจากชิมแปนซีอย่างมีความหวัง อยู่ตรงนี้เอง งานวิจัยของโจเซฟ เฮนริช และคณะ ชี้ว่ามนุษย์มีหนทางขึ้นสู่สถานะสองแบบที่แตกต่างกันโดยพื้นฐาน แบบแรกคือ การข่มขู่ ซึ่งได้สถานะมาด้วยความกลัวและกำลัง เหมือนสัตว์ทั่วไป แต่แบบที่สองคือ เกียรติภูมิ ซึ่งได้สถานะมาเพราะผู้คนเคารพในความรู้ ความสามารถ และคุณูปการ แล้วยอมเดินตามด้วยความสมัครใจ (Henrich & Gil-White, 2001; Cheng et al., 2013)

สองเส้นทางสู่อำนาจในตัวมนุษย์

  • การข่มขู่ (Dominance) — ได้มาด้วยความกลัว การบังคับ และกำลัง ผู้คนยอมเพราะไม่กล้าขัด เป็นมรดกที่เราแบ่งกับสัตว์ฝูงทั่วไป
  • เกียรติภูมิ (Prestige) — ได้มาด้วยความรู้ ความสามารถ และคุณูปการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผู้คนยอมเดินตามด้วยความสมัครใจและความนับถือ

อารยธรรมที่เจริญแล้วคือสังคมที่ค่อย ๆ เปลี่ยนน้ำหนักจากเส้นทางแรกไปสู่เส้นทางที่สอง และความเสื่อมของสังคมก็คือการไหลย้อนกลับ

ข้อค้นพบนี้สำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่ใฝ่สันติ เพราะมันบอกว่ามนุษย์ไม่จำเป็นต้องได้อำนาจมาด้วยการข่มขู่เสมอไป เราถูกออกแบบมาให้เคารพเกียรติภูมิด้วย และนี่คือช่องว่างเล็ก ๆ แต่ทรงพลัง ที่ทำให้อารยธรรม การศึกษา และคุณธรรมเป็นไปได้ในเชิงชีววิทยา ไม่ใช่เพียงในเชิงอุดมคติ

๓. รากทางจิตวิทยา: เจตจำนง ศักดิ์ศรี และความกลัว

นอกจากร่างกาย จิตใจของมนุษย์เองก็โน้มเอียงไปสู่การแสวงหาอำนาจด้วยเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่าความโลภ

ฟรีดริช นีตเชอ นักปรัชญาชาวเยอรมัน เสนอแนวคิดที่สั่นสะเทือนความคิดตะวันตกว่า แรงขับพื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตไม่ใช่ความอยู่รอดหรือความสุข แต่คือ เจตจำนงสู่อำนาจ ความปรารถนาที่จะเติบโต ขยาย เอาชนะอุปสรรค และทำให้ตัวเองเป็นเหตุแห่งสิ่งต่าง ๆ (Nietzsche, 1886/1966) ในมุมมองนี้ แม้แต่ศิลปิน นักวิทยาศาสตร์ หรือนักบุญ ก็กำลังแสดงออกซึ่งเจตจำนงสู่อำนาจในรูปแบบที่ประณีต พวกเขาต้องการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เปลี่ยนโลก หรือเอาชนะข้อจำกัดของตนเอง

อัลเฟรด แอดเลอร์ นักจิตวิทยา เสนอในเชิงคลินิกว่ามนุษย์เริ่มต้นชีวิตจากความรู้สึกเล็กและไร้กำลัง เป็นเด็กที่ต้องพึ่งพิงผู้ใหญ่ในทุกสิ่ง และความปรารถนาที่จะก้าวข้ามความรู้สึกด้อยนี้ คือแรงผลักดันที่ขับเคลื่อนชีวิตทั้งชีวิต (Adler, 1927/2013) มองในแง่นี้ การแสวงหาความสามารถและการควบคุมชะตากรรมของตนเอง คือความพยายามที่จะหายจากบาดแผลของการเกิดมาตัวเล็ก

แต่บางทีคำอธิบายทางจิตวิทยาที่คมที่สุดมาจากทอมัส ฮอบส์ เขาชี้ว่าในสภาวะที่ไม่มีอำนาจส่วนกลางคอยควบคุม มนุษย์ทะเลาะกันด้วยสามสาเหตุ คือการแย่งชิงผลประโยชน์ การปกป้องตัวเองด้วยความหวาดระแวง และการปกป้องชื่อเสียงเกียรติยศ (Hobbes, 1651/1996) สังเกตว่าสองในสามสาเหตุนี้ไม่ใช่ความโลภเลย แต่คือ ความกลัว และ ศักดิ์ศรี มนุษย์จำนวนมากสะสมอำนาจไม่ใช่เพราะอยากครอบครองโลก แต่เพราะกลัวว่าถ้าไม่มีอำนาจ ตนจะถูกผู้อื่นกระทำ และเพราะทนไม่ได้ที่จะถูกดูแคลน

คนจำนวนมากไม่ได้ไขว่คว้าอำนาจเพราะอยากทำร้ายใคร แต่เพราะกลัวว่าหากไร้อำนาจ ตนจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ นี่คือเหตุผลที่การปลดอาวุธฝ่ายเดียวด้วยเจตนาดี มักจุดชนวนความกลัว แทนที่จะสร้างความไว้วางใจ

ความเข้าใจนี้เปลี่ยนวิธีที่เราควรมองคู่ขัดแย้ง คนที่สะสมอำนาจอย่างน่ากลัวหลายครั้งคือคนที่ภายในเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง ผู้สร้างสันติภาพที่เก่งจึงไม่ได้มองแค่ว่าอีกฝ่าย "ต้องการอะไร" แต่มองว่าอีกฝ่าย "กลัวอะไร" เพราะความกลัวที่ไม่ได้รับการคลี่คลาย คือเชื้อเพลิงของการช่วงชิงที่ไม่มีวันจบ

๔. รากทางปรัชญาการเมือง: สามสำนักที่เถียงกันมาสองพันปี

เมื่อขยับจากตัวมนุษย์ขึ้นมาสู่ระดับสังคมและรัฐ เราพบว่านักคิดได้ถกเถียงเรื่องธรรมชาติของอำนาจมานานนับพันปี และข้อถกเถียงนั้นพอจะแบ่งได้เป็นสามสำนักใหญ่ ซึ่งแต่ละสำนักจับความจริงคนละเสี้ยว

สำนักที่หนึ่ง: สัจนิยม — อำนาจคือกฎเหล็กของโลก

บันทึกที่เก่าแก่และโหดร้ายที่สุดชิ้นหนึ่งคือ "บทสนทนาแห่งเกาะเมลอส" ของทิวซิดิดีส นักประวัติศาสตร์กรีกโบราณ เมื่อนครรัฐเอเธนส์ที่แข็งแกร่งกว่ายื่นคำขาดต่อเกาะเมลอสที่เล็กกว่า ทูตเอเธนส์กล่าวประโยคที่กลายเป็นอมตะในความเย็นชาของมัน นั่นคือผู้แข็งแกร่งทำสิ่งที่ตนทำได้ ส่วนผู้อ่อนแอก็ทนรับสิ่งที่ตนต้องรับ (Thucydides, 431 BCE/1972) นี่คือหัวใจของสำนักสัจนิยม ที่มองว่าในที่สุดแล้วความสัมพันธ์ของอำนาจถูกกำหนดด้วยกำลัง ไม่ใช่ความถูกต้อง

นิกโกโล มาคิอาเวลลี สืบทอดสายธารนี้ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา เขาแนะนำผู้ปกครองอย่างตรงไปตรงมาว่า การถูกเกรงกลัวปลอดภัยกว่าการถูกรักหากเลือกได้เพียงอย่างเดียว และผู้ปกครองที่ดีต้องรู้จักเป็นทั้งราชสีห์และสุนัขจิ้งจอก คือมีทั้งกำลังและเล่ห์เหลี่ยม (Machiavelli, 1532/1995) มาคิอาเวลลีมักถูกประณามว่าชั่วร้าย แต่แท้จริงเขาเพียงกล้าเขียนสิ่งที่คนอื่นทำแต่ไม่กล้าพูด

สำนักที่สอง: ธรรมชาตินิยมแบบรุสโซ — มนุษย์ดีแต่ถูกสังคมทำให้เสื่อม

ฌ็อง-ฌัก รุสโซ ยืนอยู่คนละขั้ว เขาเสนอว่าโดยธรรมชาติดั้งเดิม มนุษย์ไม่ได้โหดร้ายหรือกระหายอำนาจ ความเหลื่อมล้ำและการครอบงำเกิดขึ้นพร้อมกับการที่มนุษย์เริ่มถือครองทรัพย์สินและเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น (Rousseau, 1755/1992) สำหรับรุสโซ การช่วงชิงอำนาจไม่ใช่ธรรมชาติแท้ของมนุษย์ แต่เป็นโรคที่สังคมบางแบบสร้างขึ้น และถ้าจัดระเบียบสังคมเสียใหม่ มนุษย์ก็จะกลับคืนสู่ความดีงาม

สำนักนี้คือบ่อเกิดของความหวังในการปฏิรูป และเป็นรากของขบวนการปลดปล่อยมากมาย แต่ก็มีจุดอ่อนตรงที่ ประวัติศาสตร์ของสังคมที่พยายาม "รื้อสร้างมนุษย์ใหม่" บ่อยครั้งจบลงด้วยความรุนแรงมหาศาล เพราะเมื่อใดที่ผู้ปกครองเชื่อว่าตนกำลังคืนความดีงามให้มนุษยชาติ เมื่อนั้นเขามักให้อภัยตัวเองในการทำสิ่งที่โหดร้ายที่สุด

สำนักที่สาม: อำนาจคือการกระทำร่วมกัน

อาเรนต์เสนอทางที่สาม ที่ไม่สิ้นหวังแบบสัจนิยม และไม่ไร้เดียงสาแบบรุสโซ เธอชี้ว่าอำนาจที่ยั่งยืนที่สุดไม่ได้มาจากปลายกระบอกปืน แต่มาจากการที่ผู้คนตกลงร่วมมือกันโดยสมัครใจ (Arendt, 1970) ผู้เผด็จการที่ดูทรงพลังที่สุดในวันนี้ อาจล่มสลายในชั่วข้ามคืน เมื่อประชาชนพร้อมใจกันถอนความร่วมมือ ดังที่เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประวัติศาสตร์การล่มสลายของระบอบต่าง ๆ ทั่วโลก

สัจนิยมสอนเราว่าอย่าไว้ใจโลกมากเกินไป รุสโซสอนเราว่าอย่าสิ้นหวังกับมนุษย์ และอาเรนต์สอนเราว่าอำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือของคนหมู่มากที่กล้ายืนร่วมกัน — ผู้ที่ฉลาดคือผู้ที่ถือทั้งสามความจริงนี้ไว้พร้อมกัน

๕. ภาพลวงสองด้าน: ทั้งผู้บูชาอำนาจและผู้ปฏิเสธอำนาจล้วนพลาด

มาถึงจุดนี้ เราพอจะเห็นกับดักทางความคิดสองด้านที่ตรงข้ามกัน และทั้งคู่นำไปสู่หายนะคนละแบบ

ด้านหนึ่งคือ ผู้บูชาอำนาจ คนกลุ่มนี้เชื่อว่าในเมื่ออำนาจคือกฎของโลก เราก็ควรไขว่คว้ามันให้ได้มากที่สุดโดยไม่ต้องสนใจศีลธรรม พวกเขาอ่านมาคิอาเวลลีแต่ลืมว่ามาคิอาเวลลีเขียนเพื่อความมั่นคงของรัฐ ไม่ใช่เพื่อความสะใจของทรราช คนกลุ่มนี้สุดท้ายมักพังเพราะอำนาจที่ตั้งอยู่บนความกลัวล้วน ๆ ไม่เคยยั่งยืน เมื่อความกลัวหมดไป ความจงรักภักดีก็หมดตามทันที

อีกด้านหนึ่งคือ ผู้ปฏิเสธอำนาจ คนกลุ่มนี้คือคนใจดีที่เชื่อว่าอำนาจคือสิ่งสกปรก จึงเลือกถอยห่างจากการเมือง ไม่ยอมเรียนรู้เกมของอำนาจ และคิดว่าการรักษาความบริสุทธิ์ของตนสำคัญกว่าการมีประสิทธิภาพในโลกจริง ปัญหาคือเมื่อคนดีถอยออกจากสนามอำนาจทั้งหมด สนามนั้นก็ไม่ได้ว่างเปล่า มันถูกยึดครองโดยคนที่ไม่ลังเลจะใช้อำนาจ และนี่คือโศกนาฏกรรมที่เกิดซ้ำในประวัติศาสตร์ — ความชั่วร้ายชนะบ่อยครั้งไม่ใช่เพราะมันเข้มแข็ง แต่เพราะคนดีเลือกที่จะไม่ยุ่ง

ผู้บูชาอำนาจทำลายผู้อื่นในที่สุด ส่วนผู้ปฏิเสธอำนาจปล่อยให้ผู้อื่นถูกทำลาย ความใจดีที่ปราศจากความเข้าใจเรื่องอำนาจ จึงไม่ใช่คุณธรรม แต่คือการสมรู้ร่วมคิดโดยการนิ่งเฉย

ทางออกไม่ได้อยู่ตรงกลางระหว่างสองขั้วนี้แบบประนีประนอม แต่อยู่ในมิติที่สูงกว่า นั่นคือการเป็นคนที่มีทั้งเข็มทิศทางศีลธรรมและความเข้าใจเรื่องอำนาจอย่างถ่องแท้ กล้าเข้าสนาม กล้าใช้อำนาจเพื่อความถูกต้อง และในขณะเดียวกันก็ยอมให้อำนาจของตนถูกตรวจสอบได้ คนแบบนี้หายาก แต่ทุกอารยธรรมที่ยืนยาวล้วนถูกค้ำไว้ด้วยคนเหล่านี้

๖. สันติภาพที่แท้คือการจัดระเบียบอำนาจ ไม่ใช่การกำจัดมัน

ตรงนี้คือหัวใจที่บทความทั้งหมดมุ่งไปหา หากอำนาจเป็นสิ่งที่กำจัดไม่ได้ แล้วสันติภาพเป็นไปได้อย่างไร คำตอบอยู่ในการแยกแยะที่ลึกซึ้งของโยฮัน กัลตุง บิดาแห่งวิชาสันติศึกษา

กัลตุงแยกสันติภาพออกเป็นสองชนิด ชนิดแรกคือ สันติภาพเชิงลบ ซึ่งหมายถึงเพียงการไม่มีความรุนแรงโดยตรง ไม่มีเสียงปืน ไม่มีสงคราม แต่ชนิดที่สองคือ สันติภาพเชิงบวก ซึ่งหมายถึงการไม่มีความรุนแรงเชิงโครงสร้างด้วย คือสภาวะที่โครงสร้างสังคมไม่ได้กดทับ เอารัดเอาเปรียบ หรือพรากศักยภาพของผู้คนอย่างเป็นระบบ (Galtung, 1969) สังคมที่เงียบสงบเพราะประชาชนถูกกดจนไม่กล้าขยับ ไม่ใช่สันติภาพ แต่คือสงครามที่ฝ่ายหนึ่งชนะเด็ดขาดจนอีกฝ่ายไม่กล้าสู้

นี่คือเหตุผลที่สันติภาพที่แท้จริงไม่สามารถเกิดจากการขอให้ทุกคนเลิกแสวงหาอำนาจ เพราะนั่นเป็นไปไม่ได้ แต่เกิดจากการออกแบบกติกาและสถาบันที่ทำให้อำนาจหมุนเวียน ตรวจสอบได้ และไม่กระจุกตัวจนกลายเป็นการกดขี่ รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง ศาลที่เป็นอิสระ สื่อเสรี และการถ่วงดุลอำนาจ ล้วนไม่ใช่เครื่องมือกำจัดอำนาจ แต่เป็นเครื่องมือ จัดระเบียบ อำนาจ เพื่อให้การช่วงชิงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ดำเนินไปด้วยบัตรเลือกตั้งแทนกระสุนปืน

สันติภาพที่ยั่งยืนต้องการสามสิ่ง

  • การยอมรับความจริง — ยอมรับว่าการช่วงชิงอำนาจจะไม่มีวันหายไป แทนที่จะฝันว่ามันจะหายไปเอง
  • การจัดช่องทาง — สร้างกติกาที่เปลี่ยนการช่วงชิงอำนาจให้ดำเนินผ่านการแข่งขันที่สันติ เช่น การเลือกตั้งและการถกเถียงอย่างเปิดเผย แทนการใช้กำลัง
  • การถ่วงดุลและรับผิด — ทำให้ไม่มีใครได้อำนาจมากจนไม่ต้องรับผิดต่อใคร เพราะอำนาจที่ไร้การตรวจสอบจะเสื่อมเสมอ

มองในแง่นี้ ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่ระบอบที่สวยงามเพราะมันใจดี แต่เพราะมันเป็นเทคโนโลยีทางสังคมที่ชาญฉลาดที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยคิดได้ ในการจัดการกับความจริงที่ว่ามนุษย์จะแย่งชิงอำนาจกันเสมอ มันไม่ได้ปฏิเสธสัญชาตญาณนั้น แต่เปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นสนามเลือกตั้ง เปลี่ยนการรัฐประหารให้กลายเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเปลี่ยนการสืบทอดอำนาจด้วยสายเลือดให้กลายเป็นการมอบอำนาจชั่วคราวที่ต้องคืนกลับ

๗. เหตุใดพลเมืองไทยจึงต้องเข้าใจเรื่องนี้

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ทฤษฎีที่ลอยอยู่ห่างไกล แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวพลเมืองไทยอย่างยิ่ง เพราะสังคมที่ประชาชนไม่เข้าใจธรรมชาติของอำนาจ คือสังคมที่ง่ายต่อการถูกครอบงำที่สุด

เมื่อประชาชนเชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกที่คนดีไม่ควรยุ่ง พวกเขาก็ถอยห่างและปล่อยสนามให้ผู้ที่พร้อมจะใช้อำนาจ เมื่อประชาชนเชื่อว่าผู้นำที่เข้มแข็งจะแก้ปัญหาให้ได้ทั้งหมด พวกเขาก็ยอมสละการตรวจสอบเพื่อแลกกับความมั่นคงที่จับต้องไม่ได้ และเมื่อประชาชนสับสนระหว่างความเงียบสงบกับสันติภาพ พวกเขาก็อาจสรรเสริญสภาวะที่แท้จริงแล้วคือการถูกกดขี่อย่างเป็นระบบ

การเข้าใจว่าอำนาจเป็นสิ่งที่ต้องถูกจัดระเบียบ ไม่ใช่ถูกบูชาหรือถูกหนี คือภูมิคุ้มกันทางปัญญาที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของพลเมือง มันทำให้เราตั้งคำถามที่ถูกต้อง ไม่ใช่ถามว่า "ใครคือคนดีที่ควรได้อำนาจ" ซึ่งเป็นคำถามที่อันตราย เพราะมันชวนให้เรามอบอำนาจอันไร้ขีดจำกัดแก่คนที่เราหลงเชื่อว่าดี แต่ถามว่า "เราจะออกแบบระบบอย่างไรให้แม้แต่คนไม่ดีที่ได้อำนาจไป ก็ยังทำร้ายเราได้จำกัด" คำถามหลังนี้คือหัวใจของการสร้างสถาบันที่ยั่งยืน

คำถามที่อันตรายที่สุดในการเมืองคือ "ใครคือคนดีที่ควรได้อำนาจ" ส่วนคำถามที่ปลอดภัยที่สุดคือ "เราจะจำกัดอำนาจอย่างไร ให้แม้คนเลวที่ได้มันไปก็ยังทำร้ายเราได้น้อยที่สุด"

นี่คือเหตุผลที่การศึกษาเรื่องอำนาจอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่การยอมจำนนต่อความโหดร้ายของโลก แต่คือเงื่อนไขเบื้องต้นของการปลดปล่อย ผู้ที่ไม่เข้าใจเกม ย่อมตกเป็นเบี้ยในเกมของผู้อื่นเสมอ และในโลกที่เต็มไปด้วยผู้เล่นที่เข้าใจอำนาจดี ความไร้เดียงสาไม่ใช่ความบริสุทธิ์ แต่คือความเสี่ยง

เราเริ่มต้นด้วยคำถามว่า เหตุใดมนุษย์จึงดูจะช่วงชิงอำนาจเสมอ ไม่ว่าจะไปที่ไหน

คำตอบคือ เพราะอำนาจฝังอยู่ในตัวเราลึกกว่าวัฒนธรรม มันอยู่ในชีววิทยาที่เราสืบทอดจากบรรพบุรุษสัตว์สังคม อยู่ในจิตใจที่ต้องการความมั่นคงและศักดิ์ศรี และอยู่ในเงื่อนไขพื้นฐานของการที่มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่

เราจึงไม่อาจกำจัดเกมแห่งอำนาจได้ และผู้ที่อ้างว่าจะพาเราไปสู่โลกที่ปราศจากอำนาจโดยสิ้นเชิง มักลงเอยด้วยการสะสมอำนาจไว้ในมือตนมากที่สุด

แต่สิ่งที่เราทำได้ และเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรม คือการเปลี่ยนกติกาของเกม จากเกมที่ผู้แข็งแกร่งทำสิ่งที่ตนทำได้ ไปสู่เกมที่ทุกคนต้องเล่นภายใต้กฎเดียวกัน ที่ตรวจสอบได้ และที่ผู้อ่อนแอก็มีศักดิ์ศรีและที่ยืน

นี่คือความหมายที่แท้จริงของสันติภาพ ไม่ใช่ความเงียบของผู้ที่ไม่กล้าพูด แต่คือความสมดุลของผู้ที่กล้ายืนร่วมกัน

สันติภาพที่ไม่เข้าใจอำนาจ คือของขวัญที่เรามอบให้แก่ผู้ที่ไม่ใฝ่สันติ และนี่คือเหตุผลที่ผู้แสวงหาสันติภาพ ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจเกมแห่งอำนาจลึกที่สุด

บรรณานุกรม

Adler, A. (2013). Understanding human nature (W. B. Wolfe, Trans.). Routledge. (Original work published 1927)

Arendt, H. (1970). On violence. Harcourt, Brace & World.

Cheng, J. T., Tracy, J. L., Foulsham, T., Kingstone, A., & Henrich, J. (2013). Two ways to the top: Evidence that dominance and prestige are distinct yet viable avenues to social rank and influence. Journal of Personality and Social Psychology, 104(1), 103–125.

de Waal, F. (1982). Chimpanzee politics: Power and sex among apes. Johns Hopkins University Press.

Foucault, M. (1977). Discipline and punish: The birth of the prison (A. Sheridan, Trans.). Pantheon Books. (Original work published 1975)

Galtung, J. (1969). Violence, peace, and peace research. Journal of Peace Research, 6(3), 167–191.

Henrich, J., & Gil-White, F. J. (2001). The evolution of prestige: Freely conferred deference as a mechanism for enhancing the benefits of cultural transmission. Evolution and Human Behavior, 22(3), 165–196.

Hobbes, T. (1996). Leviathan (R. Tuck, Ed.). Cambridge University Press. (Original work published 1651)

Machiavelli, N. (1995). The prince (D. Wootton, Trans.). Hackett. (Original work published 1532)

Nietzsche, F. (1966). Beyond good and evil (W. Kaufmann, Trans.). Vintage. (Original work published 1886)

Rousseau, J.-J. (1992). Discourse on the origin of inequality (D. A. Cress, Trans.). Hackett. (Original work published 1755)

Sapolsky, R. M. (2017). Behave: The biology of humans at our best and worst. Penguin Press.

Thucydides. (1972). History of the Peloponnesian War (R. Warner, Trans.). Penguin. (Original work composed ca. 431 BCE)

Weber, M. (1978). Economy and society (G. Roth & C. Wittich, Eds.). University of California Press. (Original work published 1922)

คันฉ่องส่องโลก · ความรู้สำหรับคนไทย · บทความเพื่อเข้าใจโลกตามความเป็นจริง

โพสต์ล่าสุด

คำนำก่อนอ่าน: ว่าด้วยธรรมชาติของอำนาจในมนุษย์ และสันติภาพที่กล้ามองความจริง

คันฉ่องส่องโลก · ความรู้สำหรับคนไทย เกมที่ไม่มีใครเลือกเล่น คำนำก่อนอ่าน: ว่าด้วยธรรมชาติของอำนาจในมนุษย์ และสันติภาพท...

Popular Posts