ยุทธศาสตร์ในโลกอิสลาม: อดทน รอจังหวะ เปลี่ยนความภักดี
บทความนี้ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อเชิดชูสงคราม ไม่ได้ชวนให้เกลียดชังมุสลิม และไม่ได้เหมารวมว่าชาวมุสลิมทุกคนคิดเหมือนกัน โลกอิสลามมีความหลากหลายอย่างยิ่ง ทั้งซุนนี ชีอะห์ อาหรับ เปอร์เซีย ตุรกี เอเชียกลาง เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาเหนือ
แต่หากเราต้องการเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์โลกตามความเป็นจริง เราจำเป็นต้องรู้ว่าในอารยธรรมอิสลาม มีมรดกทางยุทธศาสตร์และการเมืองแบบใดอยู่บ้าง เพราะผู้เล่นจำนวนหนึ่งในโลกปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐ กลุ่มติดอาวุธ หรือขบวนการทางการเมือง ยังคงอ้างอิงประวัติศาสตร์และความทรงจำเหล่านี้ในการกำหนดจุดยืนของตน
ไม่มี “ซุนวูอิสลาม” เพียงคนเดียว
ในโลกจีน เรามีซุนวูเป็นสัญลักษณ์ของยุทธศาสตร์ ในโลกตะวันตก เรามีมาคิอาเวลลีและคลอเซวิทซ์ แต่ในโลกอิสลาม ไม่มีนักยุทธศาสตร์คนเดียวที่ทำหน้าที่เหมือนซุนวูโดยตรง
องค์ความรู้ทางยุทธศาสตร์ของอิสลามกระจายอยู่ในหลายแหล่ง ทั้งคัมภีร์อัลกุรอาน หะดีษ ชีวประวัตินบีมุฮัมมัด ประวัติศาสตร์คอลีฟะห์ยุคแรก และงานของนักคิดการเมืองมุสลิม เช่น อิบนุ ค็อลดูน อัล-มาวัรดี และนิซอม อัล-มุลก์
แหล่งความคิดสำคัญในโลกยุทธศาสตร์อิสลาม
- อัลกุรอานและกรอบศีลธรรมทางศาสนา
- หะดีษและแบบอย่างของนบีมุฮัมมัด
- ชีวประวัตินบี หรือ Sirah
- ประวัติศาสตร์การเมืองของคอลีฟะห์ยุคแรก
- นักคิดการเมืองมุสลิม เช่น อิบนุ ค็อลดูน และอัล-มาวัรดี
หนึ่ง: ความอดทน คืออาวุธทางยุทธศาสตร์
แนวคิดสำคัญประการหนึ่งในโลกอิสลามคือ ซ็อบร์ หรือความอดทน ความอดทนในที่นี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือความสามารถในการรอ รักษากำลัง สร้างฐาน และไม่รีบปะทะเมื่อยังไม่พร้อม
ในประวัติศาสตร์อิสลามยุคแรก นบีมุฮัมมัดและผู้ศรัทธาเผชิญการกดดันในเมกกะเป็นเวลาหลายปี ก่อนจะอพยพไปเมดินา สร้างชุมชน สร้างพันธมิตร และค่อยกลับมาเป็นพลังทางการเมืองที่ใหญ่ขึ้น
สอง: ประนีประนอมเมื่ออ่อนแอ รุกเมื่อจังหวะมาถึง
เหตุการณ์สำคัญที่มักถูกยกขึ้นมาในประวัติศาสตร์อิสลามคือ สนธิสัญญาฮุดัยบียะห์ ซึ่งนบีมุฮัมมัดยอมลงนามในข้อตกลงที่สาวกบางส่วนมองว่าเสียเปรียบ แต่ภายหลังกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่เปิดพื้นที่ให้ฝ่ายมุสลิมเข้มแข็งขึ้น
จากมุมมองทางยุทธศาสตร์ เหตุการณ์นี้มักถูกตีความว่าเป็นตัวอย่างของการถอยเพื่อรุก การยอมรับข้อตกลงชั่วคราวเพื่อซื้อเวลา สร้างฐาน และเปลี่ยนดุลกำลังในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังไม่เหมารวมว่ามุสลิมทุกคนใช้เหตุการณ์นี้เพื่อหลอกลวงคู่เจรจา การตีความแบบสุดโต่งเช่นนั้นมักถูกใช้เพื่อสร้างความหวาดกลัวต่ออิสลามโดยไม่เป็นธรรม
สาม: พันธมิตร เครือญาติ และเครือข่าย สำคัญกว่าดาบอย่างเดียว
โลกอิสลามยุคแรกไม่ได้ขยายตัวด้วยกำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่ใช้เครือข่ายทางสังคม เผ่า การค้า การแต่งงาน ความภักดี และการยอมรับทางศาสนาเป็นเครื่องมือสำคัญ
ในหลายกรณี ชัยชนะไม่ได้เกิดจากการฆ่าศัตรูให้หมด แต่เกิดจากการเปลี่ยนฝ่าย เปลี่ยนความภักดี และดึงชนชั้นนำเดิมเข้ามาอยู่ในระเบียบใหม่
สี่: สงคราม การเมือง และศาสนา ไม่ได้แยกจากกันง่าย ๆ
ในโลกตะวันตกสมัยใหม่ เรามักแยกการเมือง ศาสนา และการทหารออกจากกัน แต่ในโลกอิสลามคลาสสิก เส้นแบ่งเหล่านี้ไม่ได้แยกชัดเท่าโลกสมัยใหม่
การสู้รบจึงไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงการแย่งดินแดนหรือผลประโยชน์ แต่เกี่ยวข้องกับความชอบธรรม ศรัทธา ชุมชน และความยุติธรรมในความเข้าใจของผู้ศรัทธา
นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์ซึ่งใช้แต่กรอบผลประโยชน์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ อาจไม่เข้าใจว่าทำไมบางกลุ่มจึงยอมรับต้นทุนสูง ทำไมบางขบวนการจึงอดทนได้นาน และทำไมความพ่ายแพ้ทางทหารบางครั้งจึงไม่ทำให้พวกเขารู้สึกว่าพ่ายแพ้ทางประวัติศาสตร์
ห้า: ชัยชนะคือการเปลี่ยนความภักดี
ถ้าเราดูประวัติศาสตร์การเมืองอย่างลึกซึ้ง จะพบว่าชัยชนะที่ยั่งยืนมักไม่ใช่ชัยชนะที่ฆ่าศัตรูมากที่สุด แต่คือชัยชนะที่เปลี่ยนความภักดีได้มากที่สุด
เมื่อเมืองหนึ่งยอมรับอำนาจใหม่ เมื่อชนชั้นนำเก่ายอมเข้าอยู่กับระเบียบใหม่ เมื่อประชาชนเริ่มมองว่าระบบใหม่ให้ความมั่นคงมากกว่าเดิม นั่นคือชัยชนะที่ลึกกว่าการชนะในสนามรบ
ตรงนี้คล้ายกับแนวคิดจีนเรื่อง “ลักขื่อเปลี่ยนเสา” อย่างน่าคิด คือบ้านยังดูเหมือนเดิม แต่เสาภายในถูกเปลี่ยนไปแล้ว
เรื่อง “หลอกล่อ” และคำว่า Taqiyya
คำหนึ่งที่มักถูกพูดถึงอย่างมากคือ Taqiyya หรือการปกปิดศรัทธาในภาวะอันตราย โดยเฉพาะในประวัติศาสตร์ของชุมชนชีอะห์ที่เคยถูกกดขี่
แต่คำนี้ถูกใช้ผิดและขยายความเกินจริงบ่อยมาก โดยเฉพาะในวาทกรรมต่อต้านอิสลามบางกลุ่มที่อ้างว่ามุสลิมถูกสอนให้โกหกคนต่างศาสนาได้ทั่วไป
การเข้าใจอย่างเป็นธรรมต้องแยกว่า Taqiyya ในรากเดิมเกี่ยวข้องกับการเอาตัวรอดภายใต้การกดขี่ ไม่ใช่ใบอนุญาตให้หลอกลวงทุกคนทุกเวลา
ข้อควรระวังในการศึกษาโลกอิสลาม
- อย่าเหมารวมมุสลิมทั้งหมดว่าเป็นนักรบหรือผู้ใช้เล่ห์กล
- อย่าอ่านประวัติศาสตร์ผ่านข่าวก่อการร้ายเพียงอย่างเดียว
- อย่าใช้กรอบตะวันตกเพียงกรอบเดียวตัดสินความคิดของอารยธรรมอื่น
- แต่ก็อย่าปฏิเสธว่ามีผู้เล่นบางกลุ่มใช้ประวัติศาสตร์ศาสนาเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์จริง
เปรียบเทียบสามสายธารยุทธศาสตร์
หากจะเปรียบเทียบอย่างกว้าง ๆ จีน ตะวันตก และอิสลามคลาสสิกมีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์ต่างกัน
จีนเน้นการเปลี่ยนดุลอำนาจ การหลอกล่อ การชนะโดยไม่ต้องรบ และการมองสนามรบเป็นระบบความสัมพันธ์
ตะวันตกสมัยใหม่เน้นรัฐ กองทัพ อำนาจ ผลประโยชน์ การปะทะ และการจัดสมดุลระหว่างรัฐ
ส่วนอิสลามคลาสสิกเน้นความอดทน ความชอบธรรม ชุมชนผู้ศรัทธา การรอจังหวะ และการเปลี่ยนความภักดี
ทำไมคนไทยควรรู้เรื่องนี้
คนไทยไม่จำเป็นต้องใฝ่สงครามเพื่อศึกษาเรื่องสงคราม และไม่จำเป็นต้องเกลียดใครเพื่อศึกษาโลกตามความเป็นจริง
การรู้จักยุทธศาสตร์ของอารยธรรมต่าง ๆ คือการรู้จักโลกที่เราอยู่ เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญา ทำให้เราไม่ถูกหลอกง่าย ไม่ตัดสินผิดง่าย และไม่เลือกจุดยืนด้วยอารมณ์เพียงอย่างเดียว
เมื่อเราอ่านข่าวอิหร่าน ฮิซบอลเลาะห์ ฮามาส ฮูตี หรือความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เราจึงควรมองให้เห็นมากกว่าจรวด โดรน หรือคำประกาศทางการเมือง
เราต้องมองให้เห็นความอดทน ความทรงจำ ความชอบธรรม ความศรัทธา เครือข่าย และการเปลี่ยนความภักดีที่อยู่ใต้ผิวน้ำด้วย
การศึกษาโลกอิสลามอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่การทำให้เราหวาดกลัวมุสลิม
แต่ทำให้เราเข้าใจว่าโลกไม่ได้คิดเหมือนกันทั้งโลก
จีนมีซุนวู ตะวันตกมีมาคิอาเวลลีและคลอเซวิทซ์ โลกอิสลามก็มีความทรงจำ ประวัติศาสตร์ และแบบแผนยุทธศาสตร์ของตนเอง
ผู้ที่ไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ อาจอ่านข่าวได้ แต่ไม่เข้าใจเกม
และในโลกที่เต็มไปด้วยเกมของมหาอำนาจ การไม่เข้าใจเกม คือความเสี่ยงอย่างหนึ่งของประชาชน