เมื่อเสาหลักของชาติเริ่มผุกร่อน

คันฉ่องส่องไทย · เรียงความว่าด้วยสถาบันและพลเมือง

เมื่อเสาหลักของชาติเริ่มผุกร่อน

ชาติจะยืนอยู่ได้ ไม่ใช่เพราะมีเสาหลักมากมาย แต่เพราะเสาแต่ละต้นยังทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างเหมาะสมและตามความจำเป็น

หมายเหตุเชิงหลักการ: บทความนี้มิได้มุ่งพิพากษาบุคคลหรือสถาบันใดโดยเหมารวม หากเป็นการชวนประเมินว่า สถาบันสำคัญของประเทศได้ทำหน้าที่ตามอุดมคติของตนเพียงใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไร เมื่อความไว้วางใจต่อสถาบันต่าง ๆ เริ่มสั่นคลอน

1. วิกฤตที่ลึกกว่าเศรษฐกิจและการเมือง

หลายคนถามว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตอะไร บางคนตอบว่าเศรษฐกิจ บางคนตอบว่าการเมือง บางคนตอบว่าความเหลื่อมล้ำ บางคนตอบว่าการศึกษา แต่หากมองให้ลึกกว่านั้น ปัญหาหลายด้านอาจมีรากร่วมกันอยู่ที่ “วิกฤตของสถาบัน”

ประเทศมิได้ดำรงอยู่ได้ด้วยผู้นำคนเดียว พรรคการเมืองพรรคเดียว กองทัพเดียว หรือบุคคลผู้มีบารมีเพียงคนเดียว หากดำรงอยู่ได้ด้วยสถาบันจำนวนมากที่ทำหน้าที่ของตน อย่างสมดุล โปร่งใส รับผิดชอบ และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

เมื่อประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับแทบทุกสถาบัน นั่นไม่ใช่เสียงบ่นธรรมดา แต่คือสัญญาณเตือนว่ารากฐานของความชอบธรรมกำลังถูกสั่นสะเทือน

2. สถาบันพระมหากษัตริย์: เหนือการเมืองหรือกลางสนามอำนาจ?

ในอุดมคติของระบอบประชาธิปไตยอันมีกษัตริย์เป็นประมุข สถาบันพระมหากษัตริย์ควรเป็นประมุขของรัฐ เป็นสัญลักษณ์ของความต่อเนื่อง ความสงบ และความเป็นเอกภาพของประชาชน โดยไม่เข้าไปอยู่ใน ความขัดแย้งทางการเมืองแบบฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยมีข้อถกเถียงมากขึ้นเกี่ยวกับบทบาททางการเมือง การขยายพระราชอำนาจ ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันกับเครือข่ายอำนาจรัฐ และการที่บุคคลหรือกลุ่มการเมือง บางส่วนอ้างความจงรักภักดีเพื่อเพิ่มอำนาจให้ตนเอง

ความจงรักภักดีที่แท้จริงจึงไม่ควรหมายถึงการห้ามตั้งคำถาม แต่ควรหมายถึงการช่วยรักษาสถาบันให้อยู่ในฐานะ ที่สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญ หลักนิติรัฐ และความไว้วางใจของประชาชนทั้งชาติ

3. กองทัพ: จากผู้พิทักษ์ประเทศสู่ผู้ช่วงชิงอำนาจรัฐ

หน้าที่สำคัญที่สุดของกองทัพคือป้องกันประเทศ รักษาอธิปไตย และอยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือนที่มาจากประชาชน แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเต็มไปด้วยการรัฐประหาร การแทรกแซงการเมือง และการเข้ามาบริหารประเทศโดยกองทัพ

ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เพียงการยึดอำนาจครั้งใดครั้งหนึ่ง หากคือวัฒนธรรมทางการเมืองที่ทำให้กำลังอาวุธ สามารถอยู่เหนือเจตจำนงของประชาชนได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อทหารทำหน้าที่แทนนักการเมือง ประเทศจึงเสียทั้งประชาธิปไตย ความรับผิดชอบ และโอกาสในการสร้างสถาบันการเมืองที่เติบโตตามธรรมชาติ

กองทัพที่เข้มแข็งในประชาธิปไตย ไม่ใช่กองทัพที่ปกครองประเทศได้ แต่คือกองทัพที่ยอมอยู่ใต้หลักการของประชาชนได้อย่างมีเกียรติ

4. ระบบราชการ: เครื่องมือสาธารณะหรือเครือข่ายอุปถัมภ์?

ข้าราชการควรเป็นผู้รับใช้ประชาชน ไม่ใช่นายของประชาชน แต่ในทางปฏิบัติ ระบบราชการไทยยังถูกวิจารณ์ เรื่องความล่าช้า การรวมศูนย์ อำนาจนิยม การเลือกปฏิบัติ และการฉ้อราษฎร์บังหลวง

แน่นอนว่าข้าราชการที่ซื่อสัตย์ เสียสละ และทำงานเพื่อประชาชนยังมีอยู่มาก แต่ปัญหาคือระบบมักไม่ให้รางวัล แก่คนดีพอ และไม่ลงโทษคนทุจริตอย่างจริงจังพอ เมื่อคนดีเหนื่อย คนเลวลอยนวล และประชาชนต้องจ่ายต้นทุน ความศรัทธาต่อรัฐย่อมเสื่อมถอย

5. การศึกษา: โรงงานผลิตอนาคตที่ยังติดกับดักอดีต

ครู อาจารย์ และระบบการศึกษา คือกลไกสำคัญที่สุดในการสร้างคนรุ่นต่อไป แต่ประเทศไทยยังถูกตั้งคำถาม เรื่องคุณภาพการเรียนรู้ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ภาษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความพร้อมของผู้เรียน ต่อการแข่งขันในโลกใหม่

ปัญหาการศึกษาไทยไม่ใช่เพียงตัวครู แต่เกี่ยวกับหลักสูตร ระบบประเมิน วัฒนธรรมอำนาจนิยม การรวมศูนย์ และการมองผู้เรียนเป็นผู้รับคำสั่งมากกว่ามนุษย์ที่ต้องเติบโตด้วยความคิดของตนเอง

ประเทศที่สอนเด็กให้เชื่อฟังอย่างเดียว ย่อมสร้างพลเมืองที่ไม่กล้าตั้งคำถาม และสังคมที่ไม่กล้าตั้งคำถาม ย่อมปฏิรูปตนเองได้ยาก

6. ศาสนาและพระสงฆ์: ที่พึ่งทางใจที่ต้องฟื้นศรัทธา

พระสงฆ์และสถาบันศาสนาควรเป็นที่พึ่งทางจิตใจ เป็นแหล่งเมตตา ปัญญา และศีลธรรมของสังคม แต่ข่าวอื้อฉาว การแสวงหาผลประโยชน์ การเมืองในคณะสงฆ์ และพฤติกรรมที่ขัดกับหลักธรรม ทำให้ประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถาม

ศรัทธาไม่อาจอยู่ได้ด้วยเครื่องแบบ ผ้าเหลือง หรือพิธีกรรมเท่านั้น หากต้องอยู่ได้ด้วยการปฏิบัติจริง ความโปร่งใส และการกลับไปสู่แก่นของธรรมะ คือการลดโลภ ลดโกรธ ลดหลง และช่วยมนุษย์ให้พ้นทุกข์

7. นักการเมือง: ผู้แทนประชาชนหรือผู้ค้าอำนาจ?

นักการเมืองควรเป็นผู้แทนประชาชน เป็นผู้รับมอบอำนาจชั่วคราวเพื่อจัดการผลประโยชน์สาธารณะ แต่การเมืองไทยยังเต็มไปด้วยข้อครหาเรื่องการซื้อเสียง การตระบัดสัตย์ การย้ายขั้ว การใช้เงิน การใช้เครือข่ายอุปถัมภ์ และการมองอำนาจเป็นทรัพย์สินส่วนตัว

ประชาชนจึงไม่ควรถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “เผด็จการที่อ้างความสงบ” กับ “นักเลือกตั้งที่ฉ้อฉล” เพราะประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องการทั้งการเลือกตั้ง เสรีภาพ ความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และวัฒนธรรมเคารพประชาชน

8. ตุลาการและองค์กรอิสระ: ที่พึ่งสุดท้ายที่ต้องน่าเชื่อถือ

กระบวนการยุติธรรมและองค์กรอิสระควรเป็นหลักประกันว่าทุกคนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน ไม่ว่ามีอำนาจ เงิน บารมี หรือเครือข่ายมากเพียงใด

แต่เมื่อประชาชนตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอของคำวินิจฉัย ความเป็นกลางขององค์กรตรวจสอบ และความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย ความเชื่อมั่นต่อหลักนิติรัฐก็ย่อมสั่นคลอน

กระบวนการยุติธรรมที่ประชาชนไม่เชื่อมั่น ไม่ได้เสียหายเฉพาะคดีใดคดีหนึ่ง แต่เสียหายถึงรากฐานของรัฐทั้งรัฐ

9. รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้ง: กติกาที่ต้องเป็นของประชาชน

รัฐธรรมนูญควรเป็นสัญญาสูงสุดของสังคม เป็นกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน แต่หากรัฐธรรมนูญถูกมองว่าเกิดจากอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หรือถูกออกแบบให้เอื้อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ความชอบธรรมของกติกาย่อมถูกตั้งคำถามตั้งแต่ต้น

เช่นเดียวกัน การเลือกตั้งควรเป็นเครื่องมือเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นการแข่งขันอย่างสันติ แต่ถ้าการเลือกตั้งถูกบิดเบือน ถูกทำลาย ถูกแทรกแซง หรือผลการเลือกตั้งไม่ถูกเคารพ ประชาชนก็จะเริ่มสงสัยว่าเสียงของตนมีความหมายจริงหรือไม่

10. ประชาชนเองก็ต้องถูกตรวจสอบ

การวิจารณ์สถาบันต่าง ๆ จะไม่สมบูรณ์ หากประชาชนไม่กล้าหันกลับมามองตนเอง เพราะสถาบันทุกแห่งล้วนประกอบขึ้นจากคน และวัฒนธรรมของรัฐก็มักสะท้อนวัฒนธรรมของสังคมด้วย

ความงมงาย

เมื่อสังคมเชื่อข่าวลือ เชื่ออำนาจลี้ลับ หรือเชื่อบุคคลมากกว่าหลักฐาน เหตุผลย่อมอ่อนแรง

นิยมภาพลักษณ์

เมื่อคนถูกตัดสินจากความดูดี คำพูดไพเราะ หรือความเป็น “คนดี” ที่ไม่มีการตรวจสอบ คุณธรรมจริงย่อมถูกบดบัง

อดทนต่อการทุจริต

ถ้าประชาชนยอมรับคนโกงเพราะตนได้ประโยชน์ การเมืองที่สะอาดย่อมเกิดขึ้นได้ยาก

ไม่ชอบสาระ

สังคมที่รักความบันเทิงมากกว่าความรู้ ย่อมถูกชักจูงได้ง่าย และตรวจสอบอำนาจได้ยาก

ประชาธิปไตยมิได้สูงส่งกว่าคุณภาพของพลเมือง หากประชาชนยังเลือกคนเพราะเงิน เลือกเพราะความเกลียดอีกฝ่าย เลือกเพราะภาพลักษณ์ หรือไม่สนใจตรวจสอบผู้แทนของตน ประเทศก็ยากจะพ้นวงจรเดิม

เมื่อเสาหลักเดิมเริ่มอ่อนแรง เสาที่เหลืออยู่ก็คือประชาชน

11. สถาบันประชาชน: เสาหลักที่ต้องสร้างขึ้นใหม่

หากแทบทุกสถาบันถูกตั้งคำถาม คำตอบไม่ใช่การสิ้นหวัง และไม่ใช่การรอวีรบุรุษคนใหม่ เพราะการรอผู้กอบกู้มักนำไปสู่การยอมมอบอำนาจให้คนกลุ่มเล็กอีกครั้ง

คำตอบที่ยั่งยืนกว่าคือการสร้าง “สถาบันประชาชน” หรือวัฒนธรรมพลเมืองที่เข้มแข็ง ประชาชนต้องไม่เป็นเพียงผู้ชม ผู้บ่น หรือผู้รอรับความช่วยเหลือ แต่ต้องเป็นผู้รู้เท่าทัน ผู้ตรวจสอบ ผู้ร่วมตัดสินใจ และผู้ปกป้องประโยชน์สาธารณะ

อ่านให้มากขึ้น

สังคมที่อ่านน้อยย่อมถูกหลอกง่าย การอ่านคือรากฐานของพลเมืองที่ตรวจสอบอำนาจได้

ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผล

ไม่เชื่อเพราะรัก ไม่ปฏิเสธเพราะเกลียด แต่พิจารณาจากหลักฐาน หลักการ และผลกระทบต่อส่วนรวม

ปฏิเสธการทุจริตใกล้ตัว

การเมืองที่สะอาดเริ่มจากวัฒนธรรมประจำวันที่ไม่ยอมรับการโกงเล็กโกงน้อย

รวมตัวกันอย่างสันติ

พลเมืองเดี่ยว ๆ อาจอ่อนแรง แต่พลเมืองที่รวมตัวกันด้วยความรู้และวินัยย่อมเปลี่ยนสังคมได้

ประเทศจะเปลี่ยนได้ เมื่อประชาชนเลิกถามเพียงว่า “ใครจะมาแก้ให้เรา” แล้วเริ่มถามตนเองว่า “วันนี้ เราเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบ หรือยังเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา”

หากเสาหลักเดิมกำลังผุกร่อน ประชาชนต้องไม่ยืนดูบ้านพัง แต่ต้องช่วยกันค้ำ ช่วยกันซ่อม และช่วยกันสร้างบ้านหลังใหม่ที่เป็นของทุกคนอย่างแท้จริง

โพสต์ล่าสุด

เมื่อเสาหลักของชาติเริ่มผุกร่อน

คันฉ่องส่องไทย · เรียงความว่าด้วยสถาบันและพลเมือง เมื่อเสาหลักของชาติเริ่มผุกร่อน ชาติจะยืนอยู่ได้ ไม่ใช่เพรา...

Popular Posts